Article

พัฒนา 20 ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สร้างความแตกต่างด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่สากล

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ Local Alike บริษัทที่ดำเนินกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) มีประสบการณ์การทำงานร่วมกับชุมชนทั่วประเทศไทยมากว่า 10 ปี ดำเนินกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพ 20 ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการชุมชนท่องเที่ยวรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” . ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยตลอดระยะเวลาโครงการได้มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนตามแนวคิด Hotown เพื่อยกระดับและฟื้นฟูศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวแบบองค์รวมให้มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย . Hotown (โฮทาวน์) ที่เอาคำว่า Hotel กับ Town มารวมกัน เป็นแนวคิดที่ต้องการขับเคลื่อนชุมชนทั้งชุมชนให้กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่ครบครันด้วยที่พัก อาหาร ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมการท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก และสภาพแวดล้อมทางภูมิทัศน์ที่สวยงามโดยการเชื่อมโยงกลุ่มงานต่าง ๆ ของคนในชุมชนเข้าด้วยกัน โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในการนำร่องพัฒนาศักยภาพของ 20 ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ได้แก่ . 1. ชุมชนบ้านแม่แมะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 2. ชุมชนบ้านถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน 3. ชุมชนบ้านปางห้า อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 4. ชุมชนบ้านหาดสองแคว อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ 5. ชุมชนบ้านผาทั่ง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี 6. ชุมชนบ้านเซินเหนือ อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น 7. ชุมชนบ้านสุขสมบูรณ์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา 8. ชุมชนบ้านโคกเมือง อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ 9. ชุมชนบ้านตากลาง อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ 10. ชุมชนบ้านพิพิธภัณฑ์ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี 11. ชุมชนบ้านแก่งแคบ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี 12. ชุมชนบ้านล่าง อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี 13. ชุมชนบ้านสลักคอก อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด 14. ชุมชนบ้านตอนใน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 15. ชุมชนบ้านคลองตาจ่า อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม 16. ชุมชนบ้านอ่าวกะพ้อ อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา 17. ชุมชนบ้านลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง 18. ชุมชนบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 อำเภอธารโต จังหวัดยะลา 19. ชุมชนบ้านหาดส้มแป้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 20. ชุมชนบ้านปลายคลอง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี . …

พัฒนา 20 ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สร้างความแตกต่างด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่สากล อ่านเพิ่มเติม »

ผลักดันสินค้า GI ภาคอีสาน เป็น Soft Power ของเมืองไทย ส่งออกสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ตลาดโลก

GI หรือ Geographical indication เป็นเครื่องหมายรับรองสินค้า ว่าพิเศษเป็นเอกลักษณ์จากแหล่งผลิตในท้องถิ่น ที่แหล่งผลิตอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้ ปัจจุบันสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน GI ไทย มีมากกว่า 170 รายการ แบ่งเป็นข้าว ผัก/ผลไม้ อาหาร ผ้า (ไหม/ฝ้าย) และหัตถกรรม/อุตสาหกรรม . สำหรับภาคอีสานมีสินค้า GI หลายรายการ ที่มีคุณภาพ พร้อมเป็น Soft Power ของไทย เนื่องจากสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอีสานได้เป็นอย่างดี . อย่างเช่น ผ้าไหมสาเกต จังหวัดร้อยเอ็ด ที่สามารถผลิตสินค้าพื้นบ้านกว่า 15,000 ผืนต่อปี มีราคาจำหน่าย 1,800–2,500 บาทต่อผืน ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนไม่น้อยกว่า 27 ล้านบาทต่อปี มีตลาดส่งออกสำคัญ คือ ประเทศญี่ปุ่น . ปัจจุบันภาคอีสานมีสินค้า GI ทั้งหมด 34 รายการ ประกอบด้วย . สินค้า GI ของ จ.นครราชสีมา 1. กาแฟดงมะไฟ 2. ไวน์เขาใหญ่ 3. ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ 4. กาแฟวังน้ำเขียว 5. เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน 6. มะขามเทศเพชรโนนไทย 7. ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ . สินค้า GI ของ จ.กาฬสินธุ์ 8. ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ 9. ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ . สินค้า GI ของ จ.ขอนแก่น 10. ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท . สินค้า GI ของ จ.นครพนม 11. สับปะรดท่าอุเทน 12. ลิ้นจี่นครพนม . สินค้า GI ของ จ.บุรีรัมย์ 13. ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ 14. ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ . สินค้า GI ของ จ.เลย 15. ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ . สินค้า GI ของ จ.สกลนคร 16. ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี 17. ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร 18. หมากเม่าสกลนคร 19. น้ำหมากเม่าสกลนคร 20. เนื้อโคขุนโพนยางคำ . …

ผลักดันสินค้า GI ภาคอีสาน เป็น Soft Power ของเมืองไทย ส่งออกสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ตลาดโลก อ่านเพิ่มเติม »

ร่วมเชียร์ ทีมชาติไทย ปะทะ เติร์กฯ ฟีฟ่าเดย์ ศึกประวัติศาสตร์ บนแผ่นดินศรีสะเกษครั้งแรก

การแข่งขันฟุตบอลรายการ “SAT SISAKET FOOTBALL INVITATION 2022” ระเบิดศึกฟุตบอลอุ่นเครื่อง ระดับ A-MATCH เก็บคะแนนสะสมอันดับฟีฟ่าแรงกิ้ง เป็นการพบกันระหว่าง “ช้างศึก” ฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ทีมอันดับ 111 ของโลก พบกับ ทีมชาติเติร์กเมนิสถาน ทีมอันดับ 134 ของโลก โดยจะจัด ณ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลไทย ซึ่งจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม นี้ ที่สนามกีฬากลางจังหวัดศรีสะเกษ . สำหรับแมตช์ประวัติศาสตร์ที่ศรีสะเกษครั้งแรกนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ , สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และ สมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ จัดการแข่งขันขึ้น โดยได้รับการพลักดันโดย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย และ นายชนินทร์ คุ้มใหญ่โต ผู้อำนวยการ การกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษ . โดยมีเป้าหมายนำฟุตบอลทีมชาติไทย มาสร้างความสุข และ ได้สัมผัสแมตช์ระดับฟีฟ่าเดย์ ให้สำหรับแฟนบอลชาวศรีสะเกษ และ พื้นที่ใกล้เคียง ในจังหวัดภาคอีสาน . สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะฝ่ายจัดการแข่งขัน เผยถึงความพร้อมในแมตช์นี้ว่า “กระแสตอบรับดีเกินคาดมาก ๆ เราเปิดขายบัตรเข้าชมหมดตั้งแต่วันแรก ภายในไม่ถึง 20 นาที ทำให้ทางสมาคมกีฬาจังหวัดได้จัดการขายตั๋วเข้าชมอีกครั้ง ในวันแข่งขัน 27 พ.ค. 2565 อีก 3 พันใบ โดย 1 คิวซื้อได้ไม่เกิน 4 ใบ ซึ่งอาจจะเพิ่มความจุอีก จะประเมินหน้าสนาม เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโควิด” . ขณะที่ มาโน โพลกิ้ง เฮดโค้ชทีมชาติไทย เผยถึงความพร้อมเกมนี้ว่า “การอุ่นเครื่องที่เราวางไว้นั้นเพื่อเป็นการทดสอบทีมเพื่อหาข้อบกพร่อง เพราะในระดับเอเชียนั้นมันจะยากกว่า เราจึงต้องพร้อมในทุก ๆด้าน ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อเราเล่นระดับนั้น” . ส่วน ชญาวัต ศรีนาวงษ์ กองหน้าทีมชาติไทย ฝากถึงแฟนบอลชาวศรีสะเกษ ว่า “อยากฝากถึงแฟนบอลที่คอยให้กำลังใจผม ช่วยกันร่วมเชียร์ทีมชาติไทย ผมจะทำให้เต็มที่” . อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดศรีสะเกษจะเปิดจำหน่ายตั๋วเข้าชมอีกครั้ง ในวันแข่งขัน 27 พฤษภาคม 2565 หน้าสนามกีฬากลางจังหวัดศรีสะเกษในเวลา 13.00 น. …

ร่วมเชียร์ ทีมชาติไทย ปะทะ เติร์กฯ ฟีฟ่าเดย์ ศึกประวัติศาสตร์ บนแผ่นดินศรีสะเกษครั้งแรก อ่านเพิ่มเติม »

รพ.สุรินทร์ เปิดตัวเครื่องฉายรังสี Harmony Pro นวัตกรรมการรักษามะเร็งใหม่ล่าสุด ร่นระยะเวลารักษาได้ถึง 25% ต่อครั้ง

วันที่ 23 พฤษภาคม 2565 โรงพยาบาลสุรินทร์ ได้เปิดตัวเครื่องฉายรังสี รุ่น Harmony Pro อย่างเป็นทางการ นับเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ลงทุนในเทคโนโลยี Harmony Pro นี้ . เครื่องฉายรังสี Harmony Pro ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการฉายรังสีบำบัด โดยผสานคุณสมบัติที่สำคัญได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่ . ประสิทธิภาพการทำงาน: การใช้งานภายในห้องแบบรวดเร็ว หรือ FastTrack แบบใหม่ ที่ช่วยลดเวลาการจัดตำแหน่งผู้ป่วยและตั้งค่าก่อนการฉายรังสีได้ และเมื่อรวมกับขั้นตอนการทำงานที่ได้รับการพัฒนามากขึ้น ระยะเวลาในการรักษาต่อครั้งจึงลดลงได้ถึง 25% ทำให้แพทย์สามารถให้การรักษามะเร็งคุณภาพสูงแก่ผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นได้ . ความแม่นยำ: ด้วยชุดบังคับลำรังสีที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเครื่องฉายรังสีประเภทเดียวกันนี้ คือมีความละเอียดถึงหนึ่งมิลลิเมตรในการฉายแสงทั่วทั้งพื้นที่ขนาด 40 ซม. X 40 ซม. ด้วยชุดบังคับลำรังสีนี้ทำให้สามารถเข้าถึงเป้าหมายในการฉายรังสีและสอดคล้องกับการหดตัวของเนื้องอกในความละเอียดระดับมิลลิเมตร . ความสามารถรอบด้าน: ตัวเลือกของพลังงานรังสี และเทคนิคการรักษา รวมทั้งรูปแบบการถ่ายภาพที่หลากหลาย ทำให้ Harmony Pro มีคุณสมบัติที่จำเป็นในการรักษามะเร็งที่พบได้บ่อย ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งอุ้งกระดูกเชิงกราน มะเร็งศีรษะและคอ . พญ. สุภาพรรณ วิทยานุวัฒน์ หัวหน้าแผนกรังสีวิทยา โรงพยาบาลสุรินทร์ กล่าวว่า “เครื่องฉายรังสี Harmony Pro มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ทันสมัย แต่สิ่งที่เราประทับใจมากที่สุดคือ เราสามารถทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยเวลาในการตั้งค่าที่ลดลง และเวลาในการรักษาที่รวดเร็วขึ้น ทำให้เราคาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีต่อวันได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นได้รับการรักษา และมีโอกาสที่จะหายเร็วขึ้นด้วย” . ทั้งนี้ การใช้เครื่องฉายรังสี Harmony Pro จะไม่เพียงแค่สร้างเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวังให้กับผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น จากเครื่องฉายรังสี (linac) ที่ใช้เทคนิคในการรักษาด้วยรังสีใหม่ล่าสุด อีกทั้งช่วยให้แพทย์สามารถรักษามะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำ กับผู้ป่วยจำนวนมากเหล่านี้ด้วย . . อ้างอิงจาก: บทสัมภาษณ์ทีมแพทย์รพ.สุรินทร์ โดยบริษัท อัลลิสัน แอนด์ พาร์ทเนอส์ . #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #สุรินทร์ #รักษามะเร็ง

หนุนสหกรณ์โคนมศรีสะเกษ ขยายที่เลี้ยง เล็งตั้งโรงงานนมพาสเจอไรซ์ สร้างมูลค่าเพิ่มปีละ 14.3 ล้านบาท

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคนมศรีสะเกษ ขยายพื้นที่เลี้ยงโคนม สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรโคนมไทย เล็งตั้งโรงงานนมพาสเจอไรซ์ กระจายน้ำนมดีมีคุณภาพในจังหวัด เพิ่มศักยภาพการผลิต แข่งขันต่างประเทศ . สหกรณ์โคนมศรีสะเกษ จำกัด ถือเป็นสหกรณ์ต้นแบบ ที่ได้ขับเคลื่อนงานนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ด้านการพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง ให้สมาชิกสหกรณ์สามารถลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป . นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ได้มีการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมเชิงบูรณาการแบบมีส่วนร่วม ร่วมกันกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน กองทุนพัฒนาสหกรณ์ โครงการพัฒนาการผลิตน้ำนมโคที่มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต วงเงิน 5 ล้านบาท . สนับสนุนอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็นแก่สหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แนะนำส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือน กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมที่ถูกสุขลักษณะ และส่งเสริมพัฒนาฟาร์มโคนมตามเกณฑ์มาตรฐาน เป็นต้น . ปัจจุบันสหกรณ์มีจำนวนโคนมทั้งหมด 3,309 ตัว ปริมาณการรวบรวมน้ำนมดิบ 3,253.05 ตัน มูลค่า 57.97 ล้านบาท ปริมาณการจำหน่ายน้ำนมดิบ 3,026 ตัน มูลค่า 59.04 ล้านบาท . และมีแผนงานที่จะทำโรงงานนมพาสเจอไรซ์ เพื่อสร้างตลาดการบริโภคในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มน้ำนมโคเฉลี่ยปีละ 14.3 ล้านบาท ลดการสูญเสียระหว่างขนส่ง ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง 1.44 ล้านบาท สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโคนมมากขึ้น อีกทั้งนักเรียน ประชาชนใน จ.ศรีสะเกษและใกล้เคียงได้บริโภคน้ำนมที่มีคุณภาพ . “กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญเรื่องนมโรงเรียน ซึ่งการบริโภคนมนอกจากจะส่งเสริมสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรโคนมไทยได้อีกด้วย เพราะหากสหกรณ์โคนมเข้มแข็ง ก็ส่งผลให้นักเรียนได้บริโภคนมที่มีคุณภาพ และกระจายสู่ท้องถิ่นโดยไม่ต้องรับซื้อจากจังหวัดอื่น ๆ . อีกทั้งอยากให้เกษตรกรหันมาใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ข้าวโพด ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ และจะต้องขยายพื้นที่การเลี้ยงโคนมให้มีคุณภาพ เพิ่มศักยภาพการผลิต แข่งขันกับต่างประเทศ และลดการนำเข้า” นางสาวมนัญญา กล่าว . . อ้างอิงจาก: https://kku.world/n5qjx . #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #โคนม #ศรีสะเกษ

ของแซบ อึ่งอ่างขอนแก่น ราคาดี รับหน้าฝน พุ่ง กก.ละ 400 บาท

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2565 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่ตลาดสดบางลำภู เขตเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อสำรวจโซนอาหารอีสานพื้นบ้าน เนื่องจากการประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ประกอบกับฝนที่ตกลงมาในช่วงนี้ทำให้อึ่งและเขียด พากันออกมาเล่นน้ำ และออกมาจับคู่ผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ พ่อค้าแม่ค้า เริ่มนำอึ่งอ่างมาจำหน่าย โดยเฉพาะอึ่งเพ้า อึ่งลาย และเขียด . ซึ่งชาวบ้านต่างพากันออกมาจับเพื่อนำกลับไปประกอบอาหาร เนื่องจากเป็นอาหารอีสานขึ้นชื่อ รวมทั้งการจับมาจำหน่าย โดยล่าสุดพบว่าอึ่งเพ้า ที่มีไข่เต็มท้องราคาจำหน่าย อยู่ที่กิโลกรัมละ 380-400 บาท อึ่งข้างลาย กิโลกรัมละ 350 บาท ขณะที่เขียดกิโลกรัมละ 220 บาท . นางดวงใจ เพ็งวิชัย อายุ 63 ปี แม่ค้าขายอาหารประจำถิ่น กล่าวว่า ในช่วงนี้ฝนตกหนักมาอย่างต่อเนื่องทำให้เป็นฤดูที่อึ่งอ่างและเขียด ออกมาผสมพันธุ์กัน และเป็นฤดูเดียวที่เราจะสามารถจับอึ่งอ่างและเขียดได้ ซึ่งอึ่งหน้าฝนแรกนี้จะมีรสชาติอร่อยมากและมีไข่เต็มท้อง . ผู้ที่นิยมรับประทานอึ่ง ต่างพากันมาเลือกซื้อไปปรุงเป็นอาหารกันเป็นจำนวนมาก มีเท่าไหร่ก็ขายหมด และจากการสอบถามลูกค้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เมนูที่นิยมนำอึ่งไปประกอบอาหารมีอึ่งต้มใบมะขามอ่อน อึ่งปิ้ง และอึ่งช็อต โดยเฉพาะตัวที่มีไข่เต็มท้องจะมีรสชาติ มัน อร่อย . นางดวงใจ กล่าวอีกว่า แม้ในระยะนี้ลูกค้าที่มาซื้อจะบอกว่ามีราคาแพง แต่ก็ซื้อเพราะได้กินปีละครั้งเท่านั้น แต่ถ้าหลังจากนี้ไปเมื่อมีฝนตกชุกแล้วราคาจะลดลงเนื่องจากมีอึ่งอ่างและเขียดจะออกมาให้ชาวบ้านจับมากขึ้น . . ที่มา: https://kku.world/91t3a . #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อึ่งอ่าง

อีสาน ภูมิภาคที่มีควายมากที่สุด สู่การผลักดันอุดรฯ เป็น “เมืองหลวงควาย”

จากข้อมูลปศุสัตว์ปี 2564 ประเทศไทยมีจำนวนกระบือหรือควายทั้งสิ้น 1.46 ล้านตัว อยู่ในภาคอีสานมากที่สุด 1.04 ล้านตัว หรือคิดเป็น 71% ของจำนวนควายทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันการเลี้ยงควายไม่ใช่เพื่อใช้แรงงาน ขุนขายเนื้อหรือนำน้ำนมไปแปรรูปจำหน่ายเพิ่มมูลค่าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเลี้ยงเพื่อหวังเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และขายสายพันธุ์ด้วย . เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จังหวัดอุดรธานีได้จัดกิจกรรมประกวดควาย ในโครงการอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย “วิถีคนวิถีควายสัญจร” โดยมีเทศบาลตำบลบ้านธาตุร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาควายไทยอุดรธานี ที่มีกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควายเครือข่ายในระดับอำเภอ จำนวน 14 อำเภอ ร่วมเปิดงาน . กิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย การประกวดควายสวยงามเฉพาะควายในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 10 ประเภท ซึ่งมีควายเข้าประกวดกว่า 100 ตัว การโชว์ควายสวยงาม มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท และการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน เช่น หญ้า และน้ำเชื้อควายพันธุ์ดี . อย่างไรก็ตาม งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ควาย รวมไปถึงสร้างองค์ความรู้-แลกเปลี่ยนความรู้การเลี้ยงควายในวิถีเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน โดยตั้งเป้าจะให้จังหวัดอุดรธานีเป็น “เมืองหลวงควาย” ของประเทศ . นายกิตติภูมิ ดวงพรม หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอเพ็ญ หนึ่งในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควาย กล่าวว่า แม้ว่าการจัดงานในปีนี้จะลดระดับการจัดงานลง เนื่องจากเราต้องถือปฏิบัติตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานี เรื่องมาตรการการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ทางผู้จัดยังได้เล็งเห็นถึงวิถีชีวิตของพี่น้องเกษตรกรผู้อนุรักษ์ควายไทย ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตกรไทย เป็นการสร้างรายได้ . . อ้างอิงจากhttps://kku.world/9h9hg https://kku.world/tw7s7 . #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อุดรธานี #เมืองหลวงควาย

ผู้สูงอายุในอีสานเพิ่มขึ้น สวนทางกับผู้ที่ได้รับเงินกองทุนผู้สูงอายุ ปี 64 กำลังบอกอะไร ?

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรครั้งสำคัญ คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสัดส่วนประชากรในวัยทำงานและวัยเด็กลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดและอัตราการตายลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชากรไทยโดยเฉลี่ยมีอายุยืนยาวขึ้น . ปี 2564 ไทยมีประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) จำนวน 13.4 ล้านคน เมื่อมาลองดูในระดับภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดอย่างภาคอีสาน พบว่ามีประชากรสูงอายุกว่า 3 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.5% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด . จังหวัดที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในอีสาน ได้แก่ 1. นครราชสีมา 2. ขอนแก่น และ 3. อุบลราชธานี . แต่ที่น่าสนใจ คือ อีสานมีประชากรสูงอายุที่ได้รับอนุมัติเงินกองทุนผู้สูงอายุเพียง 625 คน (ลดลง 75.7% จากปี 2563) อีกทั้งจังหวัดที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดอย่าง นครราชีมา และอุบลราชธานี กลับไม่มีผู้ที่ได้รับเงินกองทุนผู้สูงอายุเลย . อีสานอินไซต์จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จัก “เงินกองทุนผู้สูงอายุ” เพื่อหาสาเหตุว่า เกิดอะไรขึ้น และสถานการณ์แบบนี้กำลังบอกอะไรเรา . ก่อนอื่นต้องรู้ว่า ‘เงินกองทุนผู้สูงอายุ’ ไม่เหมือนกับ ‘เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ’ . โดย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คือ สวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐจัดสรรไว้ให้กับผู้สูงอายุที่เข้าเกณฑ์ทุกคน เพื่อเป็น ‘เงินช่วยเหลือ’ และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายการดำรงชีวิตในแต่ละเดือน . ส่วนเงินกองทุนผู้สูงอายุ คือ เงินเพื่อเป็น ‘ทุนใช้จ่าย’ เกี่ยวกับการคุ้มครอง การส่งเสริม และสนับสนุนผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการประกอบอาชีพ ซึ่งประกอบด้วย . 1. การให้การสนับสนุนงบโครงการแบบให้เปล่า (ในลักษณะกลุ่ม ชมรม องค์กร และเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ) แบ่งเป็น 1.1) โครงการขนาดเล็ก ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท 1.2) โครงการขนาดกลาง ในวงเงินเกิน 50,000 – 300,000 บาท 1.3) โครงการขนาดใหญ่ วงเงินตั้งแต่ 300,000 บาทขึ้นไป . 2. ให้กู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ (ต้องมีผู้ค้ำประกัน) แบ่งเป็น 2.1) กู้ยืมเป็นรายบุคคล ได้คนละไม่เกิน 30,000 บาท 2.2) กู้ยืมเป็นรายกลุ่ม ๆ ละไม่น้อยกว่า 5 คน ได้กลุ่มละไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ ให้ผ่อนชำระเป็นรายงวด ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย . การที่ประชากรสูงอายุได้รับอนุมัติเงินกองทุนผู้สูงอายุลดลงจึงสะท้อนความเป็นไปได้ 3 ข้อ …

ผู้สูงอายุในอีสานเพิ่มขึ้น สวนทางกับผู้ที่ได้รับเงินกองทุนผู้สูงอายุ ปี 64 กำลังบอกอะไร ? อ่านเพิ่มเติม »

นครพนม เปิดคลังสินค้าใหญ่สุดในจังหวัด รับโลจิสติกส์ที่ขยายตัวสู่ประตูอินโดจีน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักขึ้น

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดอาคารคลังสินค้า บริษัทแซมสยาม 99 จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 275 หมู่ 11 บ้านห้อม ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม . ซึ่งเป็นการรวมตัวของลูกหลานชาวจังหวัดนครพนมโดยกำเนิด ที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจการค้า การลงทุน เมื่อแรกเริ่มก่อตั้งประกอบธุรกิจหลักในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จนได้เล็งเห็นโอกาสในด้านการส่งขนส่งโลจิสติกส์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการเติบโตของการนำเข้าและส่งออกในภูมิภาคอาเซียน . ด้วยความมุมานะพยายามของทีมกรรมการที่บริหาร ซึ่งมีทิศทางที่มุ่งมั่น ได้มีการบริหารจัดการทั้งในภาคขนส่ง และคลังสินค้า รวมถึงพิธีการผ่านข้ามแดนต่าง ๆ เพื่อการเติบโตทางธุรกิจจึงขยายกำลังการขนส่งและพื้นที่คลังสินค้า เพื่อรองรับปริมาณการผลิตของสินค้าที่มีความต้องการมากขึ้น ฯลฯ . นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจการค้าการลงทุนในพื้นที่นครพนมว่า ได้มีการหยุดชะงักช่วงวิกฤต COVID-19 เมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็มีมาตรการผ่อนคลายลง . ตนในฐานะผู้บริหารสูงสุดในจังหวัดฯ ก็เดินทางไปพบมิตรประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเจรจาเปิดด่านพรมแดนระหว่างประเทศ ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมทั้งมีนักธุรกิจในพื้นที่และนอกพื้นที่เข้ามาตั้งกิจการในจังหวัดเป็นจำนวนมาก บ่งบอกถึงเศรษฐกิจในจังหวัดนครพนม จะเติบโตในระยะเวลาอันรวดเร็ว . ซึ่งการตั้งคลังสินค้าเพื่อใช้ในการส่งออกและนำเข้าผ่านประเทศลาว เวียดนาม และจีนแผ่นดินใหญ่ เส้นทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ถือว่ามีระยะทางสั้นที่สุด หลังพ้นวิกฤติ COVID-19 คาดว่า การค้า การลงทุนจะกลับมาคึกคักอีกแน่นอน เมื่อเศรษฐกิจในจังหวัดดี พี่น้องประชาชนทุกอาชีพก็มีรายได้เพิ่มขึ้น . นายสมาน ศรีสุข ประธานกรรมการบริษัทแซมสยาม 99 เปิดเผยว่า บริษัทฯ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของหุ้นส่วนทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย 1.นายสมาน ศรีสุข 2.นายอธิปพัฒน์ มิ่งเจริญพาณิชย์ 3.นายอัมพล ยุวรี 4.นายสมนาม เหล่าเกียรติ และ 5.นายพงศ์นรินทร์ ศิริวงศ์ . โดยประกอบธุรกิจหลักในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว เวียดนาม สินค้าหลักของทางบริษัทที่ได้รับเป็นตัวแทนในการส่งออก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในเครือบิ๊กอาเจทั้งหมด และยังเป็นตัวแทนส่งออกสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าฮาตาริ ไปยังประเทศเวียดนามผ่านเส้นทางนครพนม ซึ่งมียอดขายเติบโตมากขึ้นในทุก ๆ ปี . บริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสในด้านการขนส่งโลจิสติกส์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเพื่อรองรับการเติบโตของการนำเข้าและส่งออกในภูมิภาคอาเซียน จึงร่วมกันพัฒนาพื้นที่กว่า 18 ไร่ ให้เป็นคลังสินค้าและเป็นลานจอดรถเสียบชาร์จไฟ สำหรับรองรับปริมาณรถตู้คอนเทนเนอร์ที่รอเพื่อข้ามไปส่งออกสินค้ายังประเทศต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการขนส่ง . และในปี 2565 นี้ ทางบริษัทแซมสยาม 99 ได้รับโอกาสอันดียิ่งในการร่วมลงนาม MOU เป็นคู่ธุรกิจกับทางบริษัทเอสซีจี โลจิสติกส์ แมนเนจเม้นท์ …

นครพนม เปิดคลังสินค้าใหญ่สุดในจังหวัด รับโลจิสติกส์ที่ขยายตัวสู่ประตูอินโดจีน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักขึ้น อ่านเพิ่มเติม »

ปลดล็อก พ.ร.บ.ประกันสังคม เพิ่มสิทธิกองทุนชราภาพ ขอเลือก-ขอกู้-ขอคืน พร้อมเช็กเงื่อนไข

หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมีติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับใหม่ หนึ่งในนั้นเป็นการปรับปรุงแก้ไขสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม กรณีชราภาพ ให้ผู้ประกันตนสามารถนำเงินกรณีชราภาพบางส่วนออกมาใช้ได้ ดังนี้ . – ขอเลือก : กรณีให้ผู้ประกันตนที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ สามารถเลือกรับเงินบำนาญชราภาพหรือเงินบำเหน็จชราภาพ – ขอคืน : กรณีให้ผู้ประกันตนสามารถนำเงินกรณีชราภาพบางส่วนมาใช้ก่อนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ – ขอกู้ : กรณีให้ผู้ประกันตนสามารถนำเงินกรณีชราภาพบางส่วนไปเป็นหลักค้ำประกันการกู้เงินกับธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ . โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน .. ทั้งนี้ กรณีชราภาพถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทน หรือผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้หักเงินชราภาพของผู้ประกันตนซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระอันเกิดจากการดำเนินการที่นำเงินชราภาพบางส่วนไปเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินไว้เพื่อส่งใช้กองทุนก่อน ในกรณียังมีเงินชราภาพเหลืออยู่ ให้ทายาทมีสิทธิได้รับเงิน โดยต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข อัตรา และการหักส่วนลดเงินบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพที่จะได้รับตามที่กำหนดในกฎกระทรวง . นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในการดึงเงินชราภาพมาใช้ก่อนถึงอายุ 55 ปี ถือเป็นหนึ่งในแนวคิดที่จะช่วยผู้ประกันตน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถนำเงินที่สะสมมาใช้ก่อนได้บางส่วน โดยอาจนำมาใช้ได้ 20-30% ตามความเหมาะสม หรือใช้ในช่วงเวลาเกิดวิกฤต เหมือนตอนนี้ที่มีการระบาดของ COVID-19 . อย่างไรก็ตาม ยังมีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีอื่นนอกเหนือกรณีชราภาพ เช่น เพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้ กรณีทุพพลภาพจาก 50% เป็น 70% ของค่าจ้าง, ลาคลอด ได้เงินสงเคราะห์เหมาจ่าย 50% ของค่าจ้างจากเดิม 90 วัน เป็น 98 วัน และมาตรา 39 สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างได้เงินสงเคราะห์บุตรต่อ 6 เดือน เป็นต้น . . ที่มา : https://kku.world/9udy9 https://kku.world/csynw . #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ประกันสังคม #ชราภาพ