Article

บทความ จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ทั้ง ISAN Outlook และข้อมูลต่างๆ ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ รวบรวมให้คุณรู้ทันทุกข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง สังคม อีสาน

“ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ร่องรอยอารยธรรม จากความศรัทธาพันปี สู่พลังเศรษฐกิจของบุรีรัมย์

“ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่นของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีจัดอยู่ที่ ปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งเป็นเทวสถานศิลปกรรมขอมโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟดับสนิท ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15-18 ในศิลปกรรมขอมโบราณ ภายใต้ลัทธิไศวนิกาย เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และการเชื่อมโยงโลกมนุษย์กับจักรวาล    ความเป็นมาของ “ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ พ.ศ. 2481 โดยมีพระเถระจากจังหวัดสุรินทร์เป็นผู้ริเริ่มนำคณะศรัทธาขึ้นไปประกอบศาสนกิจบนเขาพนมรุ้งเป็นประจำทุกปี จนกลายเป็นแบบแผนของการประกอบพิธีกรรมที่ผสมผสานความเชื่อทางพุทธและพราหมณ์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง อย่างเช่น บ้านจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย ได้ร่วมแรงร่วมใจจัดงานนมัสการ ปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลอง และตกแต่งสถานที่บริเวณลานหน้าปราสาท จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันต่อมาในปี พ.ศ. 2534 ภาครัฐโดยจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับกรมศิลปากร และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับงานประเพณีนี้ให้มีความยิ่งใหญ่และเป็นระบบมากขึ้น โดยยังคงยึดโยงกับพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น การจัดงานในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 และการจำลองขบวนเสด็จของพระนางภูปตินทรลักษมีเทวีจากเมืองพระนครหลวง พร้อมเครื่องราชบรรณาการและขบวนเทพพาหนะประจำทิศทั้ง 10 การสืบทอดประเพณีนี้เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม และยังเป็นการสร้างความหมายใหม่ให้กับพื้นที่โบราณสถาน ให้กลายเป็นพื้นที่มีชีวิตที่ผู้คนยังคงเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ และในปี 2569 งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน ภายใต้แนวคิดส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามนโยบายของรัฐ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ “มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ขึ้นส่องตรง 15 ช่องประตู” หนึ่งเดียวในโลก ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลา 05.50-06.10 น. ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อที่ผู้คนจะมารับพลังแห่งความเป็นสิริมงคล ภายในงานประกอบไปด้วยพิธีกรรมและกิจกรรมที่ถอดแบบจากประวัติศาสตร์ขอมโบราณ ทั้งพิธีบวงสรวงองค์พระศิวะมหาเทพ ขบวนอัญเชิญเทพผู้พิทักษ์ทั้ง 10 ทิศ ขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี พระมารดาของเจ้าชายนเรนทราทิตย์ ผู้สร้างปราสาท ตลอดจนขบวนเทพพาหนะที่สื่อถึงจักรวาลตามคติฮินดู อย่างเช่น หงส์ ช้าง นาค ม้า และคชสีห์ ขบวนทั้งหมดเคลื่อนผ่าน “เสานางเรียง”  อีกทั้งยังมีความอลังการผ่านการแสดง “เหนือศรัทธาวนัมรุง” จากนางรำกว่า 800 คน ที่พร้อมใจกันถ่ายทอดความศรัทธาผ่านศิลปะการร่ายรำอย่างประณีต รวมถึงระบำอัปสราบุรีรัมย์ที่สื่อถึงรากเหง้าวัฒนธรรมขอม ขณะเดียวกันก็มี “ตลาดอารยธรรมวนัมรุง” ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนจากทั้ง 23 อำเภอได้นำเสนอสินค้าอัตลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม ผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟ (ผ้าภูอัคนี) ผ้าซิ่นตีนแดง อาหารพื้นเมืองหายาก ตลอดจนผลิตภัณฑ์ OTOP ต่างๆ ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งรสชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอย่างครบมิติ ย้อนไปในปี 2568 ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อสัมผัสความมหัศจรรย์ของประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งอย่างคึกคัก บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการจับจ่ายใช้สอย ทั้งการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ของฝาก ของที่ระลึก และการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ส่งผลให้เกิดเงินสะพัดภายในจังหวัดมากกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง ทั้งผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และภาคบริการ ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเกิดการหมุนเวียนและเติบโต   งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำเอาวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำคือโบราณสถานและความเชื่อ กลางน้ำคือการออกแบบกิจกรรมและประสบการณ์ และปลายน้ำคือการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม และผู้ประกอบการท้องถิ่นต่างได้รับอานิสงส์โดยตรง ขณะเดียวกันยังเกิดการจ้างงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว […]

“ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ร่องรอยอารยธรรม จากความศรัทธาพันปี สู่พลังเศรษฐกิจของบุรีรัมย์ อ่านเพิ่มเติม »

เหมืองโพแทชอุดรธานี เมกะโปรเจกต์ 5 หมื่นล้าน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย หรือจุดเสี่ยงที่ต้องแลก?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยู่ในยุคที่ “ทรัพยากรใต้ดิน” สามารถพลิกชะตาประเทศได้ โครงการเหมืองโพแทชอุดรธานีเปรียบเสมือนการเดิมพันขนาดใหญ่ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่เป็นการเดิมพันระหว่างความมั่นคงทางเกษตรกับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่อาจย้อนกลับมาทวงคืนอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม หากย้อนกลับไปในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2565 ภายใต้รัฐบาลของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการอนุมัติโครงการเหมืองแร่โพแทชในจังหวัดอุดรธานี พร้อมออกประทานบัตรเหมืองใต้ดิน 4 แปลง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,446 ไร่ ให้แก่บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีอายุยาวถึง 25 ปี (2565–2590)  แร่โพแทช (Potash) หรือโพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม ซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนำเข้ามากกว่า 720,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท การมีเหมืองในประเทศจึงเป็นการเปลี่ยนไทยจากผู้ซื้อเป็น “ผู้ควบคุมต้นทุน” ได้ในระยะยาว หากเหมืองอุดรธานีสามารถผลิตได้ตามแผนราว 2 ล้านตันต่อปี เมื่อรวมกับเหมืองในนครราชสีมาและชัยภูมิ จะทำให้ไทยมีศักยภาพการผลิตรวมกว่า 3.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งก็เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และยังสามารถส่งออกและสร้างรายได้ใหม่ในฐานะผู้เล่นในตลาดปุ๋ยโลกอีกด้วย แต่ในทางกลับกัน โมเดลธุรกิจเหมืองโพแทชไม่ได้มีแค่รายได้เท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนแฝง เพราะการสกัดแร่โพแทช 1 ส่วน จะได้โซเดียมคลอไรด์หรือเกลือถึง 7 ส่วน ซึ่งเรียกว่า หางแร่ และความเค็มคือผลผลิตขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการ หากระบบกักเก็บหรือกำจัดไม่มีประสิทธิภาพ ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ทันที เพราะดินเค็ม น้ำเสีย และพื้นที่เกษตรเสียหาย คือการทำลายฐานรายได้ของชุมชนโดยตรงนั่นเอง บทเรียนจากเหมืองโพแทชในจังหวัดนครราชสีมาคือบทเรียนครั้งใหญ่ เมื่อพื้นที่โดยรอบเริ่มมีค่าความเค็มสูงขึ้น บ่อน้ำสาธารณะเกิดฟองและกลิ่นผิดปกติ ส่งผลให้พื้นที่เกษตรบางส่วนถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 2559 โดยสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นต้นทุนเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว และอาจสูงกว่ามูลค่าที่เหมืองสร้างขึ้น อีกทั้ง โครงการนี้ยังมีความตึงเครียดระหว่างรัฐ ทุน และประชาชน กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีได้คัดค้านและยื่นฟ้องศาลปกครอง จนเกิดคดีสิ่งแวดล้อมและข้อถกเถียงเรื่องความชอบธรรมของกระบวนการอนุญาต และนี่ได้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงสถาบันที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม เพราะหากโครงการขาดการยอมรับจากชุมชน ต้นทุนความขัดแย้งอาจทำให้โครงการล่าช้า หรือถึงขั้นหยุดชะงักได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ควรมีเหมืองหรือไม่ แต่คือจะบริหารเหมืองอย่างไร ให้สมดุลระหว่างกำไรและความยั่งยืน เพราะตัวแปรชี้ขาดไม่ได้อยู่ที่แร่ใต้ดิน แต่อยู่ที่เทคโนโลยีการขุด การจัดการหางแร่ ระยะห่างจากชุมชน และความโปร่งใสของภาครัฐ หากทำได้ดี เหมืองแห่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตปุ๋ยใช้เองในประเทศของไทย   และล่าสุด “โครงการเหมืองแร่โพแทชที่อุดรธานี” มูลค่าลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ของ เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น ตอนนี้เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เป็นแค่แผน วันนี้โครงการอยู่ในช่วงสำรวจและออกแบบ โดยใช้เทคโนโลยีค่อนข้างทันสมัยในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะจะเป็นตัวกำหนดทั้งต้นทุน วิธีการทำเหมือง รวมไปถึงแนวทางรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น โครงการนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการขุดแร่เท่านั้น แต่กำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ทั้งก้อน ตั้งแต่เหมือง โรงงานแปรรูป ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างปุ๋ย ที่ไทยยังต้องพึ่งนำเข้าอยู่เยอะ ถ้าเดินตามแผนได้จริง ช่วงต้นปี 2570 จะเริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งนั่นแปลว่าอุดรธานีอาจไม่ได้เป็นแค่เมืองเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังจะขยับไปเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมแร่และปุ๋ยของประเทศนั่นเอง

เหมืองโพแทชอุดรธานี เมกะโปรเจกต์ 5 หมื่นล้าน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย หรือจุดเสี่ยงที่ต้องแลก? อ่านเพิ่มเติม »

ทุบสถิติประวัติศาสตร์! ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงกว่า 49.64 บาท  เมื่อไฟสงครามตะวันออกกลางลามถึงกระเป๋าคนไทย

ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน และ อิสราเอล กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพของโลก ซึ่งได้ลุกลามสู่เศรษฐกิจพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตะวันออกกลางถือเป็นศูนย์กลางการผลิตและขนส่งน้ำมันของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่มีสัดส่วนการลำเลียงน้ำมันมากกว่าหนึ่งในห้าของโลก เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ราคาน้ำมันจึงผันผวนทันที สำหรับประเทศไทย ผลกระทบทำให้ราคาพลังงานในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก ต้นทุนการขนส่งและการผลิตจึงเพิ่มขึ้น กดดันเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง สงครามที่ดูเหมือนห่างไกล จึงแท้จริงแล้วเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างลึกซึ้ง และกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของเศรษฐกิจไทยในยุคความไม่แน่นอนของโลกปัจจุบัน เมื่อย้อนมองประวัติศาสตร์วิกฤตราคาน้ำมันของไทย จะพบรูปแบบซ้ำเดิมอย่างน่ากังวล นั่นคือ ทุกครั้งที่โลกเผชิญความผันผวน ประเทศไทยมักได้รับผลกระทบ “เต็มแรง” เสมอ สาเหตุหลักไม่ใช่เพียงราคาตลาดโลกเท่านั้น แต่เพราะโครงสร้างพลังงานของประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันสูงถึงประมาณ 90% ของการใช้ทั้งหมด ขณะที่ผลิตได้เองเพียง 10% เท่านั้น ความไม่สมดุลนี้ทำให้ประเทศไทยแทบไม่มี “อำนาจต่อรอง” ต่อราคาพลังงานโลก และต้องรับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง   ในอดีตประเทศไทยเราก็เคยเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันมาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อราว 18 ปีก่อน ในช่วงปี 2551 เกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังของวิกฤติการเงินโลกอย่าง วิกฤติซับไพรม์ ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วควรทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงและกดราคาลง แต่ในความเป็นจริงกลับสวนทาง เนื่องจากในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง ขณะที่กำลังการผลิตกลับเพิ่มไม่ทันต่อความต้องการ ปัจจัยนี้ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยแรงเก็งกำไรจากกองทุนขนาดใหญ่และเฮดจ์ฟันด์ รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะใน อิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  แรงกระแทกดังกล่าวส่งผ่านมายังประเทศไทยอย่างชัดเจน ทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศพุ่งสูง โดยน้ำมันเบนซินเคยขึ้นไปแตะระดับ 42.89 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลสูงถึง 44.24 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็น “ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์” ของน้ำมันดีเซลไทยในช่วงเวลานั้น สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อภาคขนส่ง ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง   นอกจากวิกฤติปี 2551 แล้ว ประเทศไทยยังเคยเผชิญกับภาวะน้ำมันแพงอีกระลอกในปี 2557 ช่วงปลายรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นอีกช่วงเวลาที่ราคาพลังงานในประเทศตึงตัวอย่างมาก ภายใต้บริบทที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับขึ้นไปแตะระดับราว 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผลกระทบที่เกิดขึ้นเห็นชัดได้จากราคาขายปลีกภายในประเทศ โดยเฉพาะ “น้ำมันเบนซิน” ที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 49.15 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลอยู่ที่ราว 29.99 บาทต่อลิตร ซึ่งแม้ดีเซลจะไม่สูงเท่าปี 2551 แต่เบนซินกลับทำสถิติใหม่ ซึ่งปัจจัยในช่วงนั้นไม่ได้มาจากตลาดโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “แรงกดดันภายในประเทศ” เข้ามาซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกใช้น้ำมันเบนซิน 91 การปรับโครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยตรงนั่นเอง   และในวันนี้ ภาพของวิกฤตราคาน้ำมันในอดีตกำลังหวนกลับมาอีกครั้ง ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศไทยได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 49.64 บาทต่อลิตร “ทุบสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์” แซงหน้าระดับสูงสุดเดิมในปี 2557 อย่างเป็นทางการ ซึ่งแรงกดดันมากจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น และปัจจัยภายในประเทศที่ยังคงเป็นตัวเร่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี กองทุนน้ำมัน

ทุบสถิติประวัติศาสตร์! ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงกว่า 49.64 บาท  เมื่อไฟสงครามตะวันออกกลางลามถึงกระเป๋าคนไทย อ่านเพิ่มเติม »

“ปีชง” ซวยจริงหรือแค่บังเอิญ ให้สถิติเป็นคนเล่าเรื่อง

“ชง” คืออะไร? คำว่า “ชง” ในภาษาจีนมีความหมายตรงตัวว่า การปะทะ หรือสภาวะที่พลังงานสองขั้วชนกันอย่างขัดแย้ง และนี่คือแก่นแท้ของความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมจีนมาหลายพันปี รากฐานของความเชื่อนี้มาจากโหราศาสตร์จีนโบราณ ซึ่งผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับลัทธิเต๋าและระบบจักรวาลวิทยา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เทพเจ้า “ไท้ส่วยเอี๊ย” ผู้คุ้มครองดวงชะตาประจำปี ชาวจีนโบราณสังเกตพบว่าดาวพฤหัสบดีใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 12 ปี ซึ่งตรงกับรอบ 12 นักษัตรพอดี พวกเขาจึงผูกตำแหน่งของดาวดวงนี้เข้ากับพลังงานไท้ส่วยประจำปี โดยมีเทพเจ้าขุนพลทั้งหมด 60 องค์หมุนเวียนกันลงมาดูแลดวงชะตามนุษย์ตามรอบปฏิทินจีน การคำนวณปีชง ไม่ใช่แค่ “ปีตรงข้าม” การนับปีชงไม่ได้ดูแค่นักษัตรอย่างเดียว แต่ใช้หลักการคำนวณตำแหน่งพิกัดดาวและธาตุทั้งห้า ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และทอง เพื่อดูว่าปีเกิดของบุคคลขัดแย้งกับพลังงานของปีปัจจุบันหรือไม่ โดยแบ่งระดับการปะทะออกเป็นสี่ประเภท ชงตรง (ชง 100%) คือปีนักษัตรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามในมุม 180 องศา หรือห่างกันพอดี 6 ปี ถือเป็นการปะทะที่รุนแรงที่สุด มักนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงฉับพลันและอุบัติเหตุ ปีคัก คือการที่ดวงดาวโคจรมาทับปีนักษัตรเดิมของตัวเอง ทำให้รู้สึกอึดอัด ติดขัด ทำอะไรก็ไม่ราบรื่น ปีเฮ้ง คือนักษัตรที่ทำมุม 90 องศา มักส่งผลด้านเคราะห์กรรม ปัญหาคดีความ หรือการถูกคนหักหลัง ปีผั่ว คือนักษัตรที่ทำมุม 270 องศา ส่งผลหนักด้านสุขภาพ โรคเก่ากำเริบ และความสัมพันธ์ที่อาจแตกหักได้ง่าย เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นปีมะเมีย (ม้า) ธาตุไฟ มีเทพไท้ส่วยประจำปีคือองค์ “เปี้ยโง่ว” ปีที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ปีชวด (หนู) ซึ่งเป็นชงตรง 100% ส่วนผู้ที่เกิดปีมะเมียจะเข้าข่ายปีคัก ปีเถาะเป็นปีเฮ้ง และปีระกาเป็นปีผั่ว โดยรวมแล้ว ผลกระทบจากปีชงครอบคลุมทั้งด้านการงาน การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์ จะแก้ปีชงได้อย่างไร? ด้วยความกังวลต่อผลกระทบเหล่านี้ จึงเกิดพิธีกรรมแก้ชงขึ้นมา วิธีที่นิยมที่สุดคือการไปไหว้ฝากดวงกับเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยตามวัดจีนหรือศาลเจ้า โดยเฉพาะวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ขั้นตอนคือเขียนชื่อและวันเดือนปีเกิดลงบนใบฝากดวง จากนั้นใช้กระดาษเงินกระดาษทอง หรือที่เรียกว่า “หงิ่งเตี๋ย” ปัดออกจากตัวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 12 หรือ 13 ครั้ง สำคัญมากคือห้ามปัดขึ้น เพราะถือว่าจะยิ่งดึงเคราะห์เข้าหาตัว นอกจากนี้ยังมีการทำบุญสะเดาะเคราะห์ในรูปแบบอื่น ทั้งการบริจาคโลงศพ บริจาคโลหิต ไถ่ชีวิตสัตว์ หรือปล่อยสัตว์ ส่วนข้อห้ามสำคัญคือหลีกเลี่ยงการไปร่วมงานศพ แต่หากจำเป็น ควรพกกิ่งใบทับทิมและล้างหน้าด้วยน้ำใบทับทิมก่อนกลับเข้าบ้านเพื่อชำระพลังงานลบ น่าสนใจว่าธรรมเนียมการซื้อชุดแก้ชงมาปัดตัวหน้าองค์เทพนั้น เพิ่งถูกจัดทำเป็นระบบโดยวัดมังกรกมลาวาสเมื่อราวปี 2535 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน และได้ขยายตัวกลายเป็นธรรมเนียมที่แพร่หลายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์มองปีชงว่าอย่างไร? แม้ปีชงจะฟังดูเป็นเรื่องโชคลาง แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และสถิติ กลับพบคำอธิบายที่น่าสนใจมาก ในทางดาราศาสตร์ ดาวพฤหัสบดีใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์จริงๆ ประมาณ 11.86 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับ

“ปีชง” ซวยจริงหรือแค่บังเอิญ ให้สถิติเป็นคนเล่าเรื่อง อ่านเพิ่มเติม »

“งานบุญกุ้มข้าว” มรดกศรัทธาแห่งท้องนา จากพิธีบูชาแม่โพสพ สู่เศรษฐกิจวัฒนธรรมของอีสาน

งาน “บุญกุ้มข้าวใหญ่” หรือ “บุญคูนลาน” คือหนึ่งในพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวในภาคอีสาน เพราะสำหรับชาวนาอีสานแล้ว “ข้าว” ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือชีวิต จิตวิญญาณ และความมั่นคงของชุมชน เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง ชาวนาจะนำข้าวเปลือกมากองรวมกันที่ลานนวดข้าว ก่อนนำเข้าสู่ยุ้งฉาง พร้อมจัดพิธีทำบุญที่เรียกว่า “บุญคูนลาน” โดยเชิญพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ โยงด้ายสายสิญจ์รอบกองข้าว ถวายภัตตาหาร และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้แก่ลานข้าว วัว ควาย และเจ้าของนา เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยพิธีกรรมดังกล่าวเป็นความเชื่อสำคัญของชาวอีสานที่มีต่อ “แม่พระโพสพ” เทวีแห่งข้าว ผู้คุ้มครองความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน และยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และจิตวิญญาณที่หลอมรวมเป็นวิถีชีวิตของสังคมเกษตรกรรมมาอย่างช้านาน ความพิเศษของบุญกุ้มข้าวนั้นไม่ได้อยู่เพียงพิธีกรรมทางความเชื่อเท่านั้น แต่ยังพัฒนาเป็นกลไกทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชนอีกด้วย โดยข้าวที่ชาวบ้านนำมารวมกันในกอง “กุ้มข้าวใหญ่” จะถูกนำไปจำหน่ายเพื่อนำรายได้มาทำนุบำรุงวัด หรือช่วยเหลือผู้ยากไร้ในหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นรูปแบบสวัสดิการชุมชนที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมก่อนยุคระบบรัฐสวัสดิการสมัยใหม่ ดังนั้น วัฒนธรรมนี้เปรียบเสมือนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับหมู่บ้าน ที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นศูนย์กลางในการสร้างความมั่นคงให้ชุมชน ทั้งด้านอาหาร รายได้ และความสัมพันธ์ทางสังคมนั่นเอง ขณะเดียวกัน ไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงานคือการสร้าง “ปราสาทข้าวเปลือก” หรือ “ปราสาทรวงข้าว” สถาปัตยกรรมชั่วคราวที่เกิดจากแรงศรัทธาและภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่นำข้าวเปลือกจำนวนมหาศาลจะถูกนำมาจัดเรียงและตกแต่งอย่างประณีต จนกลายเป็นปราสาทสูงตระหง่านประดับด้วยรวงข้าวสีทองอร่าม ภาพของปราสาทรวงข้าวที่งดงามตระการตานี้แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินอีสานเท่านั้น และยังแสดงให้เห็นศิลปะ วัฒนธรรม และพลังความร่วมมือของผู้คนในชุมชนอย่างน่าทึ่ง จนทำให้งานบุญกุ้มข้าวไม่ได้เป็นเพียงงานบุญประจำฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพื้นที่ที่ผสานศรัทธา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างงดงาม และเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของอัตลักษณ์อีสานที่เปล่งประกายท่ามกลางท้องทุ่งสีทองแห่งฤดูเก็บเกี่ยว ปัจจุบันประเพณีนี้จัดขึ้นในหลายจังหวัดของภาคอีสาน โดยแต่ละพื้นที่ต่างก็สืบสานและพัฒนาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง ตัวอย่างเช่นที่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งจัดงาน “ประเพณีบุญกุ้มข้าวใหญ่” อย่างต่อเนื่องมานานหลายสิบปี บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอ กลายเป็นศูนย์กลางของขบวนแห่ปราสาทข้าวจากทุกตำบล พร้อมกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมาย อย่างเช่น การโฮมบุญกองข้าว การสู่ขวัญข้าวขวัญน้ำ การประกวดธิดาบุญกุ้มข้าวใหญ่ การประกวดผลิตผลทางการเกษตรและปศุสัตว์ ตลอดจนการแสดงแสง สี เสียงชุด “กุ้มข้าวใหญ่ ไอศวรรย์ อัศจรรย์เมืองบ้านไผ่” ที่ถ่ายทอดตำนานแม่โพสพอย่างยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกัน จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็มีชื่อเสียงในด้านการสร้างปราสาทรวงข้าวที่อลังการที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณวัดเศวตวันวนารามและพื้นที่จัดงานบุญกุ้มข้าวใหญ่ของอำเภอคำม่วง ซึ่งมีการสร้างปราสาทข้าวขนาดมหึมาประดับรวงข้าวอย่างประณีตจนกลายเป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายจังหวัดในอีสานที่ยังคงจัดงานบุญกุ้มข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี และ ยโสธร ซึ่งต่างก็มีพิธีสู่ขวัญข้าว การรวมกองข้าว และกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านตามแบบฉบับของแต่ละท้องถิ่นนั่นเอง เทศกาลบุญกุ้มข้าวจึงสามารถมองได้ว่าเป็นโมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมของชุมช มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งการท่องเที่ยวเชิงประเพณี การจำหน่ายสินค้าเกษตร การส่งเสริมสินค้า OTOP และการกระจายรายได้สู่ธุรกิจท้องถิ่น ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงผู้ผลิตหัตถกรรม เมื่อกิจกรรมเหล่านี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกภูมิภาคให้เดินทางเข้ามาสัมผัสวิถีอีสาน เม็ดเงินจึงไหลเวียนกลับสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจฐานรากที่เติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรม “บุญกุ้มข้าวใหญ่” คืออารยธรรมข้าวแห่งลุ่มน้ำโขง ที่ผสมผสานความเชื่อ ศาสนา เศรษฐกิจ และความสามัคคีของชุมชนไว้ด้วยกันอย่างงดงาม ตั้งแต่พิธีบายศรีสู่ขวัญข้าว การขอขมาแม่พระโพสพ ไปจนถึงการร่วมแรงร่วมใจสร้างปราสาทข้าวอันยิ่งใหญ่ ทุกองค์ประกอบล้วนบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนที่ดำรงชีวิตด้วยผืนดินและเมล็ดข้าวมาอย่างยาวนาน และในโลกยุคใหม่ที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังเติบโต ประเพณีโบราณนี้กลับกลายเป็น “มรดกศรัทธาแห่งท้องนา” ที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และการสร้างอัตลักษณ์ของอีสานบนเวทีโลกได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย   อ้างอิงจาก:

“งานบุญกุ้มข้าว” มรดกศรัทธาแห่งท้องนา จากพิธีบูชาแม่โพสพ สู่เศรษฐกิจวัฒนธรรมของอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

เจาะขุมทรัพย์อีสาน! ‘บุญผะเหวด’ จากความเชื่อสู่โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ปลุกชุมชนให้ฟื้นคืนชีพ

ทุกปีเมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม บรรยากาศในหมู่บ้านต่างๆ ทั่วภาคอีสานจะคึกคักเป็นพิเศษ เสียงแคน เสียงกลองยาว และบทเทศน์มหาชาติเริ่มก้องกังวานไปทั่ววัดและชุมชน นั่นคือสัญญาณของ “บุญผะเหวด” หรือที่ชาวอีสานเรียกตามประเพณีฮีตสิบสองว่า “บุญเดือนสี่” งานบุญสำคัญที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานและเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดของภาคอีสาน โดยทั่วไปแล้วงานบุญผะเหวดจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี แต่ไม่ได้กำหนดวันตายตัวเหมือนกันทุกพื้นที่ เพราะแต่ละวัดหรือแต่ละชุมชนจะกำหนดวันจัดงานตามความเหมาะสมและฤกษ์ยามของตนเอง อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่มักเลือกจัดในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ตลอดทั้งเดือน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่นได้กลับบ้านมาร่วมทำบุญกับครอบครัวและชุมชน ในปี 2569 ตัวอย่างงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ “งานมหาทานบารมี ประเพณีบุญผะเหวด” จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม 2569 บริเวณบึงพลาญชัยและสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ขณะที่ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่อื่นๆ ของภาคอีสาน วัดและชุมชนต่างๆ ก็ทยอยจัดงานในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อย่างเช่น วัดศรีบุญเรือง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ที่จัดงานระหว่างวันที่ 7-9 มีนาคมนี้ คำว่า “บุญผะเหวด” หรือ บุญพระเวส หมายถึงการทำบุญฟังเทศน์เรื่อง พระเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นชาดกชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บุญมหาชาติ ความเชื่อนี้มีที่มาจากเรื่อง พระมาลัยสูตร ที่กล่าวถึงพระมาลัยผู้ได้ขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และพบกับพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งตรัสสั่งว่ามนุษย์ที่ต้องการพบพระศาสนาของพระองค์ในอนาคต ต้องฟังเทศน์มหาเวสสันดรชาดกให้จบภายในวันเดียวและนำคำสอนไปปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ชาวอีสานจึงจัดงานบุญพระเวสสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ปราชญ์อีสานยังได้ถ่ายทอดวิถีบุญในช่วงเดือนสามและเดือนสี่ผ่านบทผญาอีสานที่ว่า “เถิงเมื่อเดือนสามค้อยเจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่ ตกเมื่อเดือนสี่ค้อยจัวน้อยเทศน์มัทรี” ซึ่งหมายความว่า เมื่อถึงเดือนสามพระเณรรอชาวบ้านมาทำบุญข้าวจี่ และเมื่อถึงเดือนสี่สามเณรจะเทศน์กัณฑ์มัทรีในงานบุญมหาชาตินั่นเอง ก่อนถึงวันงาน ชาวบ้านในหมู่บ้านจะประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดวันจัดงานและนิมนต์พระภิกษุสามเณรจากวัดต่างๆ มาเทศน์มหาชาติ โดยเนื้อหาพระเวสสันดรชาดกถูกแบ่งออกเป็น 13 กัณฑ์ ตามจำนวนหนังสือใบลาน จากนั้นชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะจับฉลากรับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ ซึ่งในอดีตเรียกว่า “ค้ำบุญ” หมายถึงการร่วมกันแบกรับภาระงานบุญของชุมชน ครัวเรือนเจ้าภาพจะจัดเตรียมสถานที่ต้อนรับพระภิกษุสามเณร มีการตั้งปะรำหรือ ผามบุญ เรียงรายรอบวัด พร้อมเตรียมหมากพลู บุหรี่ และเครื่องไทยทานต่าง ๆ เพื่อถวายพระ แม้ว่าธรรมเนียมบางอย่างจะลดน้อยลงตามยุคสมัยก็ตาม แต่หัวใจของการเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ยังคงสืบทอดอยู่ ก่อนวันงาน ชาวบ้านจะช่วยกันตกแต่งศาลาโรงธรรมอย่างสวยงามด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย และดอกไม้พื้นถิ่นของอีสาน เช่น ดอกทองกาว ดอกสะแบง และดอกปีป รอบศาลาจะปัก ธงผะเหวด ครบทั้งแปดทิศ พร้อมตั้ง ขันกะย่อง สำหรับใส่ข้าวพันก้อน และมี หอพระอุปคุต ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเพื่อป้องกันภัยอันตรายตามความเชื่อนั่นเอง งานบุญผะเหวดโดยทั่วไปจะจัดต่อเนื่องกัน สองวัน วันแรกเรียกว่า “มื้อโฮม” หรือวันรวม ช่วงเช้ามีการทำบุญตักบาตร และช่วงบ่ายมีขบวนแห่อัญเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรี กัณหา และชาลีเข้าเมือง บางพื้นที่มีขบวนช้างและการฟ้อนรำประกอบอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเสียงกลองยาวและดนตรีพื้นบ้านสร้างความครึกครื้นให้กับทั้งชุมชน วันที่สองเรียกว่า “มื้องัน” หรือวันเทศน์มหาชาติ เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ประมาณตีห้า ชาวบ้านจะแห่ ข้าวพันก้อนจำนวน 1,000 ก้อนรอบศาลาโรงธรรมสามรอบ เพื่อบูชาคาถาพัน จากนั้นพระภิกษุสามเณรจะเริ่มเทศน์พระเวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ตลอดทั้งวัน โดยมีทั้งการเทศน์แบบอ่านธรรมดาและการเทศน์แหล่ที่มีลูกคอไพเราะสร้างความสนุกสนานให้ผู้ฟัง ในช่วงเย็นของงานจะมีการแห่ กัณฑ์จอบ และ กัณฑ์หลอน ซึ่งเป็นกัณฑ์พิเศษที่เจ้าภาพหรือชาวบ้านรวมกันจัดทำขึ้นเพื่อนำไปถวายพระผู้เทศน์ มีการแห่ด้วยวงกลองยาว

เจาะขุมทรัพย์อีสาน! ‘บุญผะเหวด’ จากความเชื่อสู่โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ปลุกชุมชนให้ฟื้นคืนชีพ อ่านเพิ่มเติม »

3 วัน 5,139 ล้าน! MotoGP 2026 จุดพลังเศรษฐกิจไทยด้วยเสียงเครื่องยนต์ระดับโลก

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP โดยเฉพาะรายการ PT Grand Prix of Thailand 2026 จัดขึ้นที่ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ากีฬาสามารถเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่ทรงพลังของประเทศ การแข่งขันปี 2569 ซึ่งเปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม พร้อมกิจกรรม Pre-Season Test ก่อนหน้า ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยทั้งในการจัดอีเวนต์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไทยเราสามารถสร้างเงินสะพัดต่อระบบเศรษฐกิจกว่า 30,000 ล้านบาท ต้อนรับผู้ชมกว่า 1.3 ล้านคน จากทั่วโลก และมีการถ่ายทอดสดไปกว่า 207 ประเทศ เข้าถึงผู้ชมกว่า 800 ล้านครัวเรือน ซึ่งเทียบได้กับแคมเปญประชาสัมพันธ์ประเทศขนาดมหึมาที่แทบไม่มีสื่อใดสามารถซื้อได้ด้วยงบประมาณปกติ ในการแข่งขันปี 2569 ถือเป็นปีที่สร้างสถิติใหม่ โดยมีผู้ชมรวมกว่า 228,228 คน เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 7 ปี และที่สำคัญคือสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการการยกระดับของสนามไทยจาก “สนามแข่งขัน” ไปสู่ “จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 36,636 บาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 5,139 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน พร้อมทั้งสร้างรายได้ภาษีให้รัฐกว่า 358 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานเกือบ 8,000 ตำแหน่ง อีกทั้งมูลค่าที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น แต่ขยายตัวเป็น “เศรษฐกิจลูกโซ่” ไปยังจังหวัดใกล้เคียงอย่างสุรินทร์, นครราชสีมา และชัยภูมิ ซึ่งมีอัตราการจองที่พักเต็มเกือบ 100% ซึ่ง MotoGP สามารถเป็นตัวเร่งเศรษฐกิจภูมิภาคที่กระจายรายได้สู่พื้นที่ชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง อีกทั้ง MotoGP ยังทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ผสมผสานกีฬา เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกิจกรรมไวรัลระดับโลกอย่าง Tuk Tuk Challenge หรือ “ตุ๊กตุ๊ก กรังด์ปรีซ์” ที่ให้นักบิดระดับซูเปอร์สตาร์กว่า 21 คนมาขับรถตุ๊กตุ๊กไทยแข่งกันในสนาม ซึ่งกลายเป็นคอนเทนต์ที่ถูกแชร์ไปทั่วโลกมากกว่าพันล้านครั้ง ปรากฏการณ์นี้ได้สร้างแนวคิด Soft Power Marketing อย่างชัดเจน เพราะเป็นการนำวัฒนธรรมไทยมาเล่าในรูปแบบที่สนุกและเป็นธรรมชาติสามารถสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ประเทศได้อย่างมหาศาล โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาแบบดั้งเดิมอีกต่อไป นอกจากนี้การผสมผสานกิจกรรมไทย อย่างเช่น มวยไทย การแสดงหนังใหญ่ ดนตรีออร์เคสตราท้องถิ่น และเทศกาลสินค้าพื้นถิ่น ยังช่วยยกระดับการแข่งขันให้กลายเป็น “มอเตอร์สปอร์ตเฟสติวัล” ที่แตกต่างจากสนามอื่นทั่วโลกอีกด้วย และที่สำคัญ โมเดลของ ThaiGP ยังสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรียกว่า Experience Economy หรือเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์

3 วัน 5,139 ล้าน! MotoGP 2026 จุดพลังเศรษฐกิจไทยด้วยเสียงเครื่องยนต์ระดับโลก อ่านเพิ่มเติม »

“จังหวัดเลย” คือขุมพลังตัวจริง ที่มี “แร่เหล็ก” คุณภาพสูงที่สุดและเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของไทยที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

แร่เหล็กเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ตั้งแต่อุตสาหกรรมก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ เครื่องจักรกล ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ นอกจากนี้ แร่เหล็กบางชนิดยังถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตผงขัดมัน เม็ดสี และวัสดุอุตสาหกรรมเฉพาะทาง แร่เหล็กโดยทั่วไปคือแร่ที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบหลัก อย่างเช่น แร่แมกนีไทต์ แร่สเปกคูลาไรต์ แร่ฮีมาไทต์ แร่เกอไทต์ และแร่ลิโมไนต์ ซึ่งลักษณะร่วมที่สังเกตได้คือมีน้ำหนักมาก สีออกโทนสนิมตั้งแต่น้ำตาลเหลือง น้ำตาลแดง ไปจนถึงน้ำตาลดำวาวแบบโลหะ และหลายชนิดมีคุณสมบัติถูกดูดด้วยแม่เหล็กในระดับที่แตกต่างกัน การเกิดแหล่งแร่ส่วนใหญ่มักพบในลักษณะสายแร่ การแทนที่ในชั้นหิน หรือเกิดจากกระบวนการแปรสัมผัส และในบางพื้นที่มีการผุพังสะสมตัวตามไหล่เขาและเชิงเขา ในประเทศไทย จังหวัดเลยถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรแร่เหล็กของภูมิภาคอีสาน แหล่งสำคัญกระจายอยู่หลายตำบล อย่างเช่น เหมืองภูอ่าง อำเภอเมืองเลย ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการสำรวจและพัฒนาในระดับเชิงพาณิชย์ มีการศึกษาทางธรณีวิทยา เช่น การขุดร่องสำรวจ การขุดตัดชั้นหิน และการวิเคราะห์ธรณีเคมี เพื่อประเมินปริมาณและคุณภาพแร่ โดยมีการดำเนินงานผลิตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2006 ภายใต้ระบบประทานบัตรจากรัฐ แร่เหล็กจากพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเหล็กและจำหน่ายเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกพื้นที่หนึ่งคือภูเฮียะ อำเภอเชียงคาน ซึ่งพบองค์ประกอบแร่เหล็กในหินดิโอไรต์ แม้จะยังไม่พัฒนาเป็นเหมืองขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์ ขณะที่เหมืองภูยาง ซึ่งมีข้อมูลการสำรวจย้อนหลังไปถึงปี 1978 มีลักษณะเป็นชั้นหินแร่แบบแผ่น ขนาดค่อนข้างใหญ่ แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างธรณีวิทยาที่เอื้อต่อการสะสมตัวของสินแร่เหล็กในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ กรมทรัพยากรธรณี ยังจัดให้จังหวัดเลยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านแหล่งแร่ทองแดง-เหล็กของภาคอีสานอีกด้วย   ในส่วนของภาพรวมอุตสาหกรรม ปี 2566 นับเป็นปีที่การผลิตแร่เหล็กของไทยฟื้นตัวชัดเจน มีผลผลิตรวม 347,288 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 82% จากปีก่อนหน้า โดยจังหวัดเลยผลิตได้ถึง 336,388 ตัน หรือเกือบ 97% ของผลผลิตทั้งประเทศ ยิ่งตอกย้ำสถานะ “ฐานการผลิตหลัก” ของไทย มูลค่าการผลิตรวมทั้งประเทศกว่า 1,076 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาปริมาณสำรอง ณ สิ้นปีเดียวกัน พบว่ามีประมาณ 4.95 ล้านตัน โดยจังหวัดเลยถือครองมากที่สุดราว 2.80 ล้านตัน หรือกว่า 56% ของสำรองทั้งหมด คาดว่าสามารถรองรับการผลิตได้อีกราว 25 ปี ภายใต้ระดับการผลิตปัจจุบัน ในส่วนของการใช้ประโยชน์นั้น แร่เหล็กกว่า 98% ถูกนำไปผลิตเหล็กและเหล็กกล้า ส่วนที่เหลือใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ตัวเร่งปฏิกิริยา หมึกพิมพ์ เครื่องสำอาง และพลาสติก ด้านการค้าระหว่างประเทศ ไทยส่งออกแร่เหล็กเป็นหลักไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและผู้บริโภคแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2566 จีน นำเข้าแร่เหล็กสูงถึง 1.18 พันล้านตัน แม้จีนมีแหล่งแร่ในประเทศ แต่ส่วนใหญ่เป็นสินแร่คุณภาพต่ำ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น ออสเตรเลีย และ บราซิล เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล็กและโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาลของตนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ตลาดแร่เหล็กโลกมีความผันผวนสูงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ราคาที่เคยร่วงลงต่ำสุดราว 41 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปี 2558 จากภาวะอุปทานล้นตลาดและการชะลอตัวของภาคก่อสร้างจีน

“จังหวัดเลย” คือขุมพลังตัวจริง ที่มี “แร่เหล็ก” คุณภาพสูงที่สุดและเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของไทยที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ อ่านเพิ่มเติม »

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ เปิดบันทึกย้อนรอย 3 เหตุการณ์นำไปสู่เลือกตั้งซ่อม ที่ทำให้คนอีสานต้องเข้าคูหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาทุ่งกุลาร้องไห้ และสายลมร้อนที่พัดผ่านรวงข้าวสีทอง สิ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้สภาพอากาศในภาคอีสาน คือ “การเมือง” อีกเพียงไม่ถึงเดือนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่สำหรับประเทศไทยกันแล้ว โดยการเลือกตั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญหลังจากการยุบสภาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนอีสานเป็นผู้กำหนดรัฐบาล” ด้วยจำนวนประชากรและเก้าอี้ ส.ส. ที่มากที่สุดในประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญที่หลายคนอาจมองข้าม คือภาคอีสานเป็นภมิภาคที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองมากที่สุดเช่นกัน ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องหรือราคาพืชผล แต่รวมถึงสิทธิเสียงที่พวกเขามอบให้ผู้แทนฯ ไปแล้ว กลับถูกทำให้ “เป็นโมฆะ” หรือ “ว่างลง” ด้วยอุบัติเหตุทางกฎหมายและเกมอำนาจจากส่วนกลาง ทำให้พี่น้องชาวอีสานจำนวนไม่น้อยต้องเดินเท้าเข้าคูหาเพื่อ “กาบัตร” ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นทุก 4 ปี แต่สำหรับภาคอีสาน ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา มีหลายพื้นที่ที่วงจรการเลือกตั้งไม่ได้จบลงแค่ในวันเดียว ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่าภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ประจำเขตจำนวนมากที่สุดในประเทศและมีความถี่สูงเป็นรองเพียงภาคเหนือ โดยมีสาเหตุหลักไม่ได้มาจากการเสียชีวิตตามธรรมชาติ แต่มาจาก “สงครามกฏหมาย” และการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมือง จากข้อมูลสถิติการเลือกตั้งซ่อมในภาคอีสาน สามารถจำแนกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ – เกิดการเลือกตั้งซ่อมพร้อมกันถึง 4 เขต ในปี 2552 จังหวัดขอนแก่น – เกิดการเลือกตั้งซ่อมทั้งจากกรณีใบเหลือง การตัดสิทธิ์ และคดีอาญา จังหวัดนครราชสีมา – พื้นที่รอยต่อที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการวัดบารมีระหว่างตัวบุคคลและกระแสพรรค สาเหตุที่เป็นตัวจุดฉนวนเกิดการเลือกตั้งซ่อมนั้น มีเหตุการณ์ใดบ้างที่ทำให้ชาวอีสานต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแล้วเดินเข้าคูหาเลือกตั้งใหม่ วันนี้เราจะมา “เว้าสู่ฟัง” ถึง 3 เหตุการณ์เปลี่ยนเมืองที่ทำให้เสียงของคนอีสานต้องถูกนับใหม่อีกครั้ง เหตุการณ์ที่ 1: มหันตภัยยุบพรรคและการล้างบาง (ช่วงปี 2551-2552) ในช่วงทศวรรษ 2550 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง และจุดแตกหักสำคัญได้พุ่งเป้ามาที่พรรคการเมืองขวัญใจชาวอีสาน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล ส่งผลให้ “กรรมการบริหารพรรค” ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เหมือนฟ้าผ่ากลางทุ่งนา ส.ส. อีสานระดับแกนนำในพื้นที่ บุรีรัมย์, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม และนครพนม ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีนับสิบชีวิต ส่งผลให้เกิด “มหกรรมเลือกตั้งซ่อม” ครั้งใหญ่ที่สุดในวันที่ 11 มกราคม 2552 ชาวบ้านที่เคยดีใจกับชัยชนะของตนเอง ต้องตื่นมาพบความจริงว่าคะแนนเสียงนั้นหายไป และต้องออกไปเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร เหตุการณ์ที่ 2: งูเห่าและการพิสูจน์ศรัทธา (ช่วงปี 2553) เมื่อฝุ่นจากการยุบพรรคจางลง การเมืองอีสานกลับไม่ได้สงบอย่างที่คิด เมื่อกระแสการ “ย้ายขั้ว”เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ส.ส. หลายคนตัดสินใจย้ายจากพรรคเดิมไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ นำมาซึ่งข้อครหาเรื่อง “งูเห่า” เพื่อความสง่างามและเพื่อพิสูจน์ฐานเสียง ส.ส. ในจังหวัดนครราชสีมา จึงตัดสินใจ “ลาออก” เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งซ่อม

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ อ่านเพิ่มเติม »

ถุงกระสอบสายรุ้ง จดหมายเหตุที่มีชีวิตของการเคลื่อนย้ายแรงงานอีสาน

“สายรุ้งบ่ได้มีอยู่แค่เทิงฟ้า แต่ยังห้อยพาดอยู่บ่าของนักสู้ผู้แบกฝัน” เมื่อสายรุ้งไม่ได้อยู่แค่บนฟ้า สายรุ้ง ไม่ได้ปรากฏแค่หลังฝนหยุดตก หากแต่ยังมีสายรุ้งอีกสายหนึ่งที่อดทนอยู่ท่ามกลางฝนที่ยังโปรยลงมา สายรุ้งที่ไม่ได้อยู่บนฟ้า แต่อยู่บนบ่าของคนสู้ชีวิต ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลวันหยุดยาว ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันสำคัญอื่นๆ ภาพที่เราคุ้นเคยคือคลื่นมหาชนที่เนืองแน่นตามสถานีขนส่ง ชานชาลารถไฟ หรือบนหลังรถกระบะที่มุ่งหน้ากลับบ้าน และสิ่งที่เคียงคู่การเดินทางนี้เสมอคือถุงกระสอบลายรุ้งใบใหญ่ที่ถูกอัดจนตึงเปรี๊ยะ ภายในถุงเหล่านั้นไม่ได้บรรจุเพียงเครื่องใช้จำเป็น แต่อัดแน่นไปด้วยของฝากและสิ่งของแทนใจที่เตรียมไว้เพื่อคนที่รออยู่ทางบ้าน จนถุงใบนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการหอบเอาความรักและความห่วงใยกลับไปให้แก่ครอบครัว จากถุงสำเพ็งสู่ไอคอนของคนอีสาน หากมองให้ลึกไปกว่าการเป็นเพียงบรรจุภัณฑ์ถุงกระสอบสายรุ้ง คือหลักฐานของการดิ้นรนและการย้ายถิ่นของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานที่จากบ้านนาเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อแบกรับความหวัง ความฝัน และความรับผิดชอบของครอบครัวไว้บนบ่า ในประเทศไทย ถุงกระสอบสายรุ้งเริ่มต้นการเดินทางจากย่านสำเพ็ง โดยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยเชื้อสายจีนนำมาใช้บรรจุและขนส่งสินค้า จนคนเรียกติดปากว่าถุงสำเพ็ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปในช่วงปี พ.ศ. 2530-2540 ที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคทองของอุตสาหกรรม ถุงลายรุ้งเหล่านี้กลับกลายเป็นสัมภาระคู่กายของแรงงานอีสานมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ จนกลายเป็นไอคอนิกแห่งการย้ายถิ่นฐานมาจนถึงปัจจุบัน ทำไมไม่ใช้กระเป๋าเดินทางล้อลากดีกว่า หลายคนอาจสงสัยว่า เดินทางไกลๆ ของก็เยอะ ทำไมถึงไม่ซื้อกระเป๋าเดินทางล้อลากที่ดูสะดวกสบายกว่า? คำตอบอยู่ที่ความเป็นจริงของชีวิต สำหรับนักสู้ชีวิตที่ต้องย้ายถิ่นฐานมาไกล ฟังก์ชันของกระเป๋าล้อลากกลับกลายเป็นข้อจำกัด: รูปทรงตายตัว ไม่สามารถจุของเกินพิกัดได้ โครงสร้างเปราะ เสี่ยงต่อการแตกหักเมื่อต้องรองรับแรงทับถมใต้ท้องรถทัวร์ เส้นทางที่ไม่แน่นอน วิถีการเดินทางของผู้ย้ายถิ่นแตกต่างจากนักท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นพื้นเรียบหรือสมบุกสมบันที่ต้องคอยยกขึ้นยกลงตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ถุงกระสอบสายรุ้งที่ทั้งยืดหยุ่น ทนทาน และรองรับสภาพพื้นผิวได้หลากหลาย จึงกลายเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับความจริงของชีวิต เรื่องของราคาและความหมาย นอกจากการใช้งานแล้ว “ราคา” คือเหตุผลสำคัญที่กระเป๋าเดินทางล้อลากไม่อาจตอบโจทย์ชีวิตของผู้ย้ายถิ่นได้อย่างแท้จริง ด้วยราคาที่สูงกว่าถุงกระสอบสายรุ้งหลายเท่าตัว สำหรับคนที่จากบ้านมาไกล เงินทุกบาททุกสตางค์ล้วนมีความหมายเกินกว่าจะใช้ไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย “อิหยังประหยัดได้กะประหยัด อันใด๋ใช้ได้กะใช้ไปก่อน” ประโยคเรียบง่ายนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การประหยัดเงิน แต่คือการยอม “อด” ในวันนี้ เพื่อให้มีความ “อยาก” ที่จะใช้ให้เป็นแรงผลักดันในวันข้างหน้า ภูมิหลังของความจำเป็น “อีสาน” ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีอัตราความยากจนสูงที่สุดของประเทศ ในปี 2567 มีประชาชนอยู่ในเกณฑ์ยากจนราว 1.2 ล้านคน ขณะที่ครัวเรือนกว่าร้อยละ 60.8 มีภาระหนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 200,540 บาทต่อครัวเรือน แม้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 22,524 บาท แต่รายจ่ายกลับสูงถึง 18,676 บาทต่อเดือน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า การเพิ่มรายได้คือความจำเป็นเร่งด่วน ในการรับมือกับภาวะหนี้สินที่ถาโถมของคนอีสาน ถุงใบเดียวกับโครงสร้างแรงงาน ภาพจำของถุงกระสอบสายรุ้งถูกผูกโยงกับโครงสร้างการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเหนียวแน่น ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ณ สิ้นปี 2563 แรงงานอีสานเคลื่อนย้ายไปทำงานนอกภูมิภาคประมาณ 3 ล้านคน ส่วนใหญ่ทำงานในภาคกลางประมาณ 2.7 ล้านคน (โดยอยู่กรุงเทพฯ 1.2 ล้านคน) โดยแรงงานเหล่านี้กระจายอยู่ในหลายภาคส่วน 1. ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่เน้นไปที่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เช่น ชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ ทำงานในสายงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมยานยนต์ ถุงสายรุ้งมักถูกใช้มากที่สุดในช่วงการย้ายเข้าหอพัก เพราะสามารถขนทั้งที่นอน หมอน มุ้ง และของใช้ส่วนตัวได้ในใบเดียว 2. ภาคบริการและการค้า เป็นภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุด กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต

ถุงกระสอบสายรุ้ง จดหมายเหตุที่มีชีวิตของการเคลื่อนย้ายแรงงานอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top