Article

บทความ จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ทั้ง ISAN Outlook และข้อมูลต่างๆ ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ รวบรวมให้คุณรู้ทันทุกข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง สังคม อีสาน

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ เปิดบันทึกย้อนรอย 3 เหตุการณ์นำไปสู่เลือกตั้งซ่อม ที่ทำให้คนอีสานต้องเข้าคูหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาทุ่งกุลาร้องไห้ และสายลมร้อนที่พัดผ่านรวงข้าวสีทอง สิ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้สภาพอากาศในภาคอีสาน คือ “การเมือง” อีกเพียงไม่ถึงเดือนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่สำหรับประเทศไทยกันแล้ว โดยการเลือกตั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญหลังจากการยุบสภาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนอีสานเป็นผู้กำหนดรัฐบาล” ด้วยจำนวนประชากรและเก้าอี้ ส.ส. ที่มากที่สุดในประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญที่หลายคนอาจมองข้าม คือภาคอีสานเป็นภมิภาคที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองมากที่สุดเช่นกัน ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องหรือราคาพืชผล แต่รวมถึงสิทธิเสียงที่พวกเขามอบให้ผู้แทนฯ ไปแล้ว กลับถูกทำให้ “เป็นโมฆะ” หรือ “ว่างลง” ด้วยอุบัติเหตุทางกฎหมายและเกมอำนาจจากส่วนกลาง ทำให้พี่น้องชาวอีสานจำนวนไม่น้อยต้องเดินเท้าเข้าคูหาเพื่อ “กาบัตร” ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นทุก 4 ปี แต่สำหรับภาคอีสาน ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา มีหลายพื้นที่ที่วงจรการเลือกตั้งไม่ได้จบลงแค่ในวันเดียว ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่าภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ประจำเขตจำนวนมากที่สุดในประเทศและมีความถี่สูงเป็นรองเพียงภาคเหนือ โดยมีสาเหตุหลักไม่ได้มาจากการเสียชีวิตตามธรรมชาติ แต่มาจาก “สงครามกฏหมาย” และการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมือง จากข้อมูลสถิติการเลือกตั้งซ่อมในภาคอีสาน สามารถจำแนกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ – เกิดการเลือกตั้งซ่อมพร้อมกันถึง 4 เขต ในปี 2552 จังหวัดขอนแก่น – เกิดการเลือกตั้งซ่อมทั้งจากกรณีใบเหลือง การตัดสิทธิ์ และคดีอาญา จังหวัดนครราชสีมา – พื้นที่รอยต่อที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการวัดบารมีระหว่างตัวบุคคลและกระแสพรรค สาเหตุที่เป็นตัวจุดฉนวนเกิดการเลือกตั้งซ่อมนั้น มีเหตุการณ์ใดบ้างที่ทำให้ชาวอีสานต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแล้วเดินเข้าคูหาเลือกตั้งใหม่ วันนี้เราจะมา “เว้าสู่ฟัง” ถึง 3 เหตุการณ์เปลี่ยนเมืองที่ทำให้เสียงของคนอีสานต้องถูกนับใหม่อีกครั้ง เหตุการณ์ที่ 1: มหันตภัยยุบพรรคและการล้างบาง (ช่วงปี 2551-2552) ในช่วงทศวรรษ 2550 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง และจุดแตกหักสำคัญได้พุ่งเป้ามาที่พรรคการเมืองขวัญใจชาวอีสาน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล ส่งผลให้ “กรรมการบริหารพรรค” ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เหมือนฟ้าผ่ากลางทุ่งนา ส.ส. อีสานระดับแกนนำในพื้นที่ บุรีรัมย์, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม และนครพนม ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีนับสิบชีวิต ส่งผลให้เกิด “มหกรรมเลือกตั้งซ่อม” ครั้งใหญ่ที่สุดในวันที่ 11 มกราคม 2552 ชาวบ้านที่เคยดีใจกับชัยชนะของตนเอง ต้องตื่นมาพบความจริงว่าคะแนนเสียงนั้นหายไป และต้องออกไปเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร เหตุการณ์ที่ 2: งูเห่าและการพิสูจน์ศรัทธา (ช่วงปี 2553) เมื่อฝุ่นจากการยุบพรรคจางลง การเมืองอีสานกลับไม่ได้สงบอย่างที่คิด เมื่อกระแสการ “ย้ายขั้ว”เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ส.ส. หลายคนตัดสินใจย้ายจากพรรคเดิมไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ นำมาซึ่งข้อครหาเรื่อง “งูเห่า” เพื่อความสง่างามและเพื่อพิสูจน์ฐานเสียง ส.ส. ในจังหวัดนครราชสีมา จึงตัดสินใจ “ลาออก” เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งซ่อม […]

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ อ่านเพิ่มเติม »

ถุงกระสอบสายรุ้ง จดหมายเหตุที่มีชีวิตของการเคลื่อนย้ายแรงงานอีสาน

“สายรุ้งบ่ได้มีอยู่แค่เทิงฟ้า แต่ยังห้อยพาดอยู่บ่าของนักสู้ผู้แบกฝัน” เมื่อสายรุ้งไม่ได้อยู่แค่บนฟ้า สายรุ้ง ไม่ได้ปรากฏแค่หลังฝนหยุดตก หากแต่ยังมีสายรุ้งอีกสายหนึ่งที่อดทนอยู่ท่ามกลางฝนที่ยังโปรยลงมา สายรุ้งที่ไม่ได้อยู่บนฟ้า แต่อยู่บนบ่าของคนสู้ชีวิต ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลวันหยุดยาว ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันสำคัญอื่นๆ ภาพที่เราคุ้นเคยคือคลื่นมหาชนที่เนืองแน่นตามสถานีขนส่ง ชานชาลารถไฟ หรือบนหลังรถกระบะที่มุ่งหน้ากลับบ้าน และสิ่งที่เคียงคู่การเดินทางนี้เสมอคือถุงกระสอบลายรุ้งใบใหญ่ที่ถูกอัดจนตึงเปรี๊ยะ ภายในถุงเหล่านั้นไม่ได้บรรจุเพียงเครื่องใช้จำเป็น แต่อัดแน่นไปด้วยของฝากและสิ่งของแทนใจที่เตรียมไว้เพื่อคนที่รออยู่ทางบ้าน จนถุงใบนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการหอบเอาความรักและความห่วงใยกลับไปให้แก่ครอบครัว จากถุงสำเพ็งสู่ไอคอนของคนอีสาน หากมองให้ลึกไปกว่าการเป็นเพียงบรรจุภัณฑ์ถุงกระสอบสายรุ้ง คือหลักฐานของการดิ้นรนและการย้ายถิ่นของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานที่จากบ้านนาเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อแบกรับความหวัง ความฝัน และความรับผิดชอบของครอบครัวไว้บนบ่า ในประเทศไทย ถุงกระสอบสายรุ้งเริ่มต้นการเดินทางจากย่านสำเพ็ง โดยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยเชื้อสายจีนนำมาใช้บรรจุและขนส่งสินค้า จนคนเรียกติดปากว่าถุงสำเพ็ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปในช่วงปี พ.ศ. 2530-2540 ที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคทองของอุตสาหกรรม ถุงลายรุ้งเหล่านี้กลับกลายเป็นสัมภาระคู่กายของแรงงานอีสานมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ จนกลายเป็นไอคอนิกแห่งการย้ายถิ่นฐานมาจนถึงปัจจุบัน ทำไมไม่ใช้กระเป๋าเดินทางล้อลากดีกว่า หลายคนอาจสงสัยว่า เดินทางไกลๆ ของก็เยอะ ทำไมถึงไม่ซื้อกระเป๋าเดินทางล้อลากที่ดูสะดวกสบายกว่า? คำตอบอยู่ที่ความเป็นจริงของชีวิต สำหรับนักสู้ชีวิตที่ต้องย้ายถิ่นฐานมาไกล ฟังก์ชันของกระเป๋าล้อลากกลับกลายเป็นข้อจำกัด: รูปทรงตายตัว ไม่สามารถจุของเกินพิกัดได้ โครงสร้างเปราะ เสี่ยงต่อการแตกหักเมื่อต้องรองรับแรงทับถมใต้ท้องรถทัวร์ เส้นทางที่ไม่แน่นอน วิถีการเดินทางของผู้ย้ายถิ่นแตกต่างจากนักท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นพื้นเรียบหรือสมบุกสมบันที่ต้องคอยยกขึ้นยกลงตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ถุงกระสอบสายรุ้งที่ทั้งยืดหยุ่น ทนทาน และรองรับสภาพพื้นผิวได้หลากหลาย จึงกลายเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับความจริงของชีวิต เรื่องของราคาและความหมาย นอกจากการใช้งานแล้ว “ราคา” คือเหตุผลสำคัญที่กระเป๋าเดินทางล้อลากไม่อาจตอบโจทย์ชีวิตของผู้ย้ายถิ่นได้อย่างแท้จริง ด้วยราคาที่สูงกว่าถุงกระสอบสายรุ้งหลายเท่าตัว สำหรับคนที่จากบ้านมาไกล เงินทุกบาททุกสตางค์ล้วนมีความหมายเกินกว่าจะใช้ไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย “อิหยังประหยัดได้กะประหยัด อันใด๋ใช้ได้กะใช้ไปก่อน” ประโยคเรียบง่ายนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การประหยัดเงิน แต่คือการยอม “อด” ในวันนี้ เพื่อให้มีความ “อยาก” ที่จะใช้ให้เป็นแรงผลักดันในวันข้างหน้า ภูมิหลังของความจำเป็น “อีสาน” ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีอัตราความยากจนสูงที่สุดของประเทศ ในปี 2567 มีประชาชนอยู่ในเกณฑ์ยากจนราว 1.2 ล้านคน ขณะที่ครัวเรือนกว่าร้อยละ 60.8 มีภาระหนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 200,540 บาทต่อครัวเรือน แม้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 22,524 บาท แต่รายจ่ายกลับสูงถึง 18,676 บาทต่อเดือน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า การเพิ่มรายได้คือความจำเป็นเร่งด่วน ในการรับมือกับภาวะหนี้สินที่ถาโถมของคนอีสาน ถุงใบเดียวกับโครงสร้างแรงงาน ภาพจำของถุงกระสอบสายรุ้งถูกผูกโยงกับโครงสร้างการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเหนียวแน่น ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ณ สิ้นปี 2563 แรงงานอีสานเคลื่อนย้ายไปทำงานนอกภูมิภาคประมาณ 3 ล้านคน ส่วนใหญ่ทำงานในภาคกลางประมาณ 2.7 ล้านคน (โดยอยู่กรุงเทพฯ 1.2 ล้านคน) โดยแรงงานเหล่านี้กระจายอยู่ในหลายภาคส่วน 1. ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่เน้นไปที่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เช่น ชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ ทำงานในสายงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมยานยนต์ ถุงสายรุ้งมักถูกใช้มากที่สุดในช่วงการย้ายเข้าหอพัก เพราะสามารถขนทั้งที่นอน หมอน มุ้ง และของใช้ส่วนตัวได้ในใบเดียว 2. ภาคบริการและการค้า เป็นภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุด กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต

ถุงกระสอบสายรุ้ง จดหมายเหตุที่มีชีวิตของการเคลื่อนย้ายแรงงานอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

จากเมืองหลวง…กลับสู่บ้านเกิด การกลับมาของคนรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญ

ภาคอีสานในปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากถึง 21.5 ล้านคน หรือ 33% ของประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในประเทศไทย ภายในภูมิภาคนี้มีผู้คนจากทุกเจเนอเรชั่นอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ละรุ่นเติบโตมาพร้อมกับบริบททางสังคมและเหตุการณ์สำคัญที่แตกต่างกันไป ส่งผลให้ทัศนคติ ค่านิยม และรูปแบบการดำรงชีวิตของแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เมื่อเจเนอเรชั่นต่างกัน โลกที่เติบโตมาก็ไม่เหมือน คนที่เกิดในช่วง Silent Generation (ก่อนปี พ.ศ. 2488) และ Baby Boomers (พ.ศ. 2489-2507) เติบโตท่ามกลางยุคที่เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก พวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรดั้งเดิมสู่ยุคที่รัฐบาลเริ่มส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเบา Silent Generation ที่เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ พวกเขาจะมีลักษณะประนีประนอม อดทนต่อระบอบระเบียบ และมุ่งเน้นความมั่นคง ส่วน Baby Boomers ที่ผ่านยุคสงครามเย็นและการสร้างถนนมิตรภาพในอีสาน เป็นคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ และให้ความสำคัญกับครอบครัว คนรุ่นนี้มักสั่งสมภูมิปัญญาการเกษตรจากการลงมือทำจริง เข้าใจดินฟ้าอากาศในพื้นที่ และมีเครือข่ายทางสังคมที่แน่นแฟ้น เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค Generation X (พ.ศ. 2508-2522) ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจขยายตัวสูงในทศวรรษ พ.ศ. 2520-2530 ที่เรียกว่า “ยุคทองของเศรษฐกิจไทย” ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 Gen X ที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม จึงเติบโตท่ามกลางความหวังในการพัฒนาประเทศ การขยายตัวของอุตสาหกรรมและภาคบริการ รวมถึงการเริ่มต้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ พวกเขาจึงมีทั้งประสบการณ์การบริหารจัดการธุรกิจ กำลังซื้อที่มั่นคง และความเข้าใจในการเชื่อมโยงระหว่างวิถีเก่ากับโลกธุรกิจสมัยใหม่ เป็นเจเนอเรชั่นกึ่งกลางที่เชื่อมโยงคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ด้วยความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดี ส่วน Generation Y หรือ Millennials (พ.ศ. 2523-2537) และ Generation Z (พ.ศ. 2538-2552) เติบโตมาในยุคที่อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน Gen Y ที่ผ่านกระแสวัฒนธรรมตะวันตกและพฤษภาทมิฬ คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนะล็อกและดิจิทัล มีความเป็นปัจเจกนิยมสูง และริเริ่มการสร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิต โดยเฉพาะ Gen Z ที่เกิดมาพร้อมกับยุคสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งและการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต พวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การค้าออนไลน์ และการเข้าสู่ยุค Digital Transformation เป็นรุ่นที่มีความคล่องแคล่วทางเทคโนโลยีสูง รักอิสระ และกล้าตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานเดิม คนรุ่นนี้จึงมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การตลาดออนไลน์ การจัดการข้อมูล และแนวคิดธุรกิจที่ยืดหยุ่น ที่มา กรมการปกครอง การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน จากความจำเป็นสู่การแสวงหาโอกาส ความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชั่นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านพฤติกรรมการย้ายถิ่นฐานของผู้คนในภาคอีสาน ในอดีต Baby Boomers และ Gen X จำนวนมากต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดไปทำงานยังกรุงเทพฯ หรือนิคมอุตสาหกรรมด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ พวกเขาส่งเงินกลับบ้านเพื่อพยุงภาคเกษตรและเลี้ยงดูครอบครัว การย้ายถิ่นในยุคนั้นไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหนทางเอาตัวรอดท่ามกลางความยากจนและโอกาสที่จำกัดในชนบท แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของ Gen Y และ Gen Z ภาพนี้เริ่มเปลี่ยนไป แม้ว่าการย้ายถิ่นฐานยังคงเกิดขึ้น

จากเมืองหลวง…กลับสู่บ้านเกิด การกลับมาของคนรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญ อ่านเพิ่มเติม »

ราคาข้าวพุ่งแรงสะเทือนทุ่ง ข้าวเหนียวพุ่งทะลุ 11,000 บาท/ตัน ส่วนหอมมะลิแตะ 16,000 บาท/ตัน ชาวนายิ้มทั้งน้ำตา แม้ผลผลิตลดฮวบจากโรคระบาด แต่ราคาดีจนตลาดคึกคักสุดๆ เรียกได้ว่า “ปีทองของชาวนาไทย”

ปรากฏการณ์ราคาข้าวในภาคอีสานที่พุ่งแรงในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ ไม่เพียงเป็นข่าวดีเชิงรายได้ของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็น “กรณีศึกษาเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจการเกษตรไทยที่สะท้อนความซับซ้อนระหว่างกลไกตลาด ความเสี่ยงด้านการผลิต และพฤติกรรมของชาวนา ราคาข้าวเหนียวแห้งที่ทะยานจากระดับราว 6,000 บาทต่อตัน ไปแตะ 11,000 บาท และข้าวเจ้าหอมมะลิที่ขยับขึ้นถึง 15,500-16,000 บาทต่อตัน แม้จะมีผลผลิตรวมลดลงจากโรคระบาดในนาข้าว เมล็ดพันธุ์ที่ขาดคุณภาพ และสภาพแวดล้อมการผลิตที่ผันผวน ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัว ซึ่งเมื่อปะทะกับอุปสงค์จากโรงสีและผู้ค้าข้าวที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง กลไกราคาจึงตอบสนองอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้นนั่นเอง เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของราคาข้าวที่สูงกว่าปกติในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อปริมาณข้าวใหม่เข้าสู่ตลาดลดลง ขณะที่ผู้ซื้อยังจำเป็นต้องรักษาสต๊อกเพื่อการสี การแปรรูป และการส่งมอบตามสัญญา ราคาจึงกลายเป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดผลผลิตที่เหลืออยู่ในมือเกษตรกร ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ กลับมาคึกคักผิดคาด อย่างไรก็ตาม ความหายของคำว่าชาวนา “ยิ้มทั้งน้ำตา” แม้ราคาข้าวจะสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาหลายปี แต่รายได้สุทธิของครัวเรือนเกษตรจำนวนมากกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ลดลงอย่างหนัก ต้นทุนการผลิตทั้งปุ๋ย สารเคมี ค่าแรง และค่าเช่าที่ดิน ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ชาวนาจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องขายข้าวสดตั้งแต่ต้นฤดูในราคาเพียง 6-7 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องและภาระหนี้สิน นี่ก็สามารถสะท้อนข้อจำกัดเชิงสถาบันของระบบการเงินชนบท ที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถถือครองผลผลิตเพื่อรอจังหวะราคาที่เหมาะสมได้นั่นเอง ความเสี่ยงจากโรคระบาดหรือคุณภาพเมล็ดพันธุ์สามารถทำให้ปริมาณผลผลิตหายไปจากตลาดได้ในวงกว้าง นั่นย่อมสะท้อนว่าฐานการผลิตยังพึ่งพาปัจจัยธรรมชาติและแรงงานมนุษย์มากเกินไป ขณะที่การลงทุนด้านวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยียังไม่ทั่วถึง การแนะนำให้ใช้พันธุ์ข้าวคุณภาพ วิธีนาดำ การควบคุมวัชพืช และการจัดการน้ำในแปลงนา จึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่คือความพยายามยกระดับ “ผลิตภาพรวม” ของภาคการผลิตข้าวในอีสาน เพื่อให้รายได้เกษตรกรมีเสถียรภาพมากกว่าการลุ้นราคาตลาดเพียงปีต่อปี นอกจากนี้ การที่ชาวนาหลายรายเริ่มมองไปข้างหน้าและพิจารณาปรับโครงสร้างการปลูก โดยหันไปปลูกข้าวเจ้าหอมมะลิมากขึ้น สะท้อนการตอบสนองต่อสัญญาณราคาของตลาดอย่างมีเหตุผล แม้จะตระหนักว่าผลผลิตต่อไร่อาจต่ำกว่าข้าวเหนียว แต่ราคาที่สูงกว่า ความต้องการในตลาดส่งออก และภาพลักษณ์สินค้าพรีเมียม ทำให้ข้าวหอมมะลิถูกมองเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างรายได้ในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม หากการปรับตัวนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้างโดยไร้การกำกับเชิงนโยบาย ก็อาจนำไปสู่วัฏจักรอุปทานล้นตลาดและราคาตกต่ำในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคเกษตรไทยเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปรากฏการณ์ราคาข้าวอีสานปีนี้ ความผันผวนของรายได้เกษตรกรส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อ การบริโภค และเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง เมื่อราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น เงินหมุนเวียนในตลาดท้องถิ่น ร้านค้า และบริการจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านผลผลิตและราคา ก็ทำให้การฟื้นตัวนี้เปราะบางและอาจหดตัวได้อย่างรวดเร็ว     อ้างอิงจาก: – จับกระแสเกษตร   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เกษตรอีสาน #ข้าวเหนียว #ชาวนา #ข้าวเหนียวราคาพุ่ง

ราคาข้าวพุ่งแรงสะเทือนทุ่ง ข้าวเหนียวพุ่งทะลุ 11,000 บาท/ตัน ส่วนหอมมะลิแตะ 16,000 บาท/ตัน ชาวนายิ้มทั้งน้ำตา แม้ผลผลิตลดฮวบจากโรคระบาด แต่ราคาดีจนตลาดคึกคักสุดๆ เรียกได้ว่า “ปีทองของชาวนาไทย” อ่านเพิ่มเติม »

จากท้องนาสู่ต่างแดน ทำไมชาวอีสานถึงต้องทิ้งบ้าน? พาเปิดเบิ่งเหตุผล “รายได้ต่ำ-หนี้สินสูง” ดันคนสู่ต่างแดน

ความยากจนข้นแค้นและสายลมหน้าแล้งที่พัดผ่านท้องนาในภาคอีสาน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของหลายชีวิตในภาคอีสานที่ต้องออกเดินทางเพื่อความอยู่รอด จากชาวไร่ชาวนาในหมู่บ้านเล็ก ๆ สู่แรงงานในเมืองกรุง และยังมีพี่น้องชาวอีสานอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องเดินทางไกลไปเผชิญชีวิตยังต่างแดน พวกเขาเหล่านี้ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ห่างไกลจากครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รักเป็นเวลาหลายปี ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของพี่น้องชาวอีสานที่ไปทำงานในต่างแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวของความพยายาม ความฝัน และการดิ้นรนของผู้คนในการแสวงหาโอกาสใหม่ในชีวิตเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม เรามักจะทราบกันดีว่า อาชีพหลักของผู้คนในภาคอีสานคือการประกอบอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ซึ่งมีผู้ประกอบอาชีพภาคการเกษตรมากถึง 3.8 ล้านครัวเรือน และพื้นที่กว่า 63.9 ล้านไร่ ในภาคอีสานได้ถูกทำให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร แต่เนื่องด้วยผลผลิตทางการเกษตรเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน มีความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ ทำให้รายได้ของเกษตรกรในภาคอีสานไม่เพียงพอต่อการจุนเจือครอบครัว และมักประสบปัญหาหนี้สินเรื้อรัง โดยภาคอีสานมีหนี้สินครัวเรือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศถึง 12.2% จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2568 (6 เดือนแรก) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าภาคอีสานมีรายได้เฉลี่ยรายเดือนต่อคนต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ดังนี้ 1. กรุงเทพฯ – ปริมณฑล 48.7% 2. ภาคกลาง 27% 3. ภาคใต้ 19.3% 4. ภาคเหนือ 1% ด้วยข้อจำกัดทางด้านเกษตรกรรม ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ภาคอีสานมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมากกว่าภูมิภาคอื่น และในขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัดของโอกาสในการจ้างงาน เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบศูนย์รวม ความเจริญจึงกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงและนิคมอุตสาหกรรม ชาวอีสานหลายคนจึงเลือกเดินทางไปทำงานยังพื้นที่ที่มีความเจริญมากกว่า นอกจากเดินทางไปทำงานภายในประเทศแล้ว พบว่ายังมีชาวอีสานหลายคนเลือกไปทำงานยังต่างประเทศ โดยจำนวนคนหางานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ประจำปี 2568 (มกราคม – ตุลาคม) จากกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ พบว่า 64.51% เป็นแรงงานที่มาจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าจำนวนแรงงานจากทุกภาคอื่นรวมกัน อิสราเอล ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นประเทศปลายทางที่มีคนอีสานไปทำงานมากที่สุด ซึ่งอาชีพที่แรงงานอีสานไปทำมากที่สุดคือ แรงงานภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ข้อมูลประมาณการรายได้ที่คนหางานไทยในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ มกราคม – ตุลาคม ปี 2568 มีจำนวนรวมทั้งสิ้นสูงถึง 248,113 ล้านบาทจากแนวโน้มดังกล่าว สามารถจัดอันดับ 5 จังหวัดในภาคอีสานที่มีคนเดินทางไปทำงานต่างประเทศมากที่สุด ได้ดังนี้ 1. จังหวัดอุดรธานี คิดเป็นสัดส่วน 18.9% ส่วนใหญ่เดินทางไปยังไต้หวัน รองลงมาคืออิสราเอล และเกาหลีใต้ 2. จังหวัดนครราชสีมา คิดเป็นสัดส่วน 10.7% โดยมีปลายทางสำคัญ ได้แก่ ไต้หวัน อิสราเอล และญี่ปุ่น 3. จังหวัดขอนแก่น คิดเป็นสัดส่วน 8% โดยประเทศปลายทางที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ไต้หวัน อิสราเอล และฟินแลนด์ ตามลำดับ 4. จังหวัดชัยภูมิ คิดเป็นสัดส่วน 7.98% โดยแรงงานจำนวนมากเลือกเดินทางไปยังฟินแลนด์ ไต้หวัน และอิสราเอล 5. จังหวัดสกลนคร คิดเป็นสัดส่วน 6.6% โดยมีปลายทางสำคัญ

จากท้องนาสู่ต่างแดน ทำไมชาวอีสานถึงต้องทิ้งบ้าน? พาเปิดเบิ่งเหตุผล “รายได้ต่ำ-หนี้สินสูง” ดันคนสู่ต่างแดน อ่านเพิ่มเติม »

ไทยติด Top 5 โลกถึง 2 เมือง “กรุงเทพฯ คว้า อันดับ 1” ส่วน “โคราชพุ่งแรงติด อันดับ 5” เมืองยอดนิยมของคนทำงานยุคใหม่สายเทคโนโลยี

การจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad ปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงลิสต์ท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากระบบแรงงานที่ผูกติดกับสำนักงาน สู่ระบบแรงงานที่เคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี เมืองจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่อยู่อาศัย แต่กลายเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่แข่งขันกันดึงดูดทุนมนุษย์จากทั่วโลก และในเวทีการแข่งขันนี้ “กรุงเทพมหานคร” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ “นครราชสีมา” กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการผงาดขึ้นของเมืองรองในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล มีรายงานจาก HotelWithTub แพลตฟอร์มค้นหาที่พักทั่วโลก ได้สำรวจและจัดอันดับ 100 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad ปี 2025 จากการเก็บข้อมูลกว่า 1,300 เมืองทั่วโลก โดยใช้เกณฑ์หลากหลายมิติ ตั้งแต่ค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงความนิยมบนสื่อสังคมออนไลน์ ผลลัพธ์สะท้อนแนวโน้มสำคัญว่าแรงงานยุคใหม่ไม่ได้มองหา “เมืองที่ดีที่สุด” ในเชิงหรูหรา แต่ต้องการ “เมืองที่คุ้มค่าที่สุด” ต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในระยะยาว และนี่คือจุดที่ประเทศไทยโดดเด่นเหนือประเทศอื่นอย่างชัดเจนนั่นเอง   กรุงเทพมหานคร เมืองต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพสูง และความคุ้มค่าเชิงโครงสร้าง การที่กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 ของโลก ด้วยคะแนนรวม 91/100 กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างคลาสสิกของเมืองที่สามารถให้ “ผลตอบแทนต่อคุณภาพชีวิต” สูงกว่าต้นทุนที่จ่าย ค่าครองชีพเฉลี่ยสำหรับคนโสดราว 1,537 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือราวๆ 50,000 บาทต่อเดือน สำหรับการทำงานคนเดียว) ต่ำกว่าเมืองระดับโลกอย่างลอนดอน โตเกียว หรือดูไบหลายเท่าตัว แต่กลับมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานทางไกลได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบขนส่งมวลชน Co-working Space และระบบบริการเมืองที่ครบวงจร เมืองนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 23 ล้านคนต่อปี และมีอัตราการกลับมาอยู่ซ้ำๆ 18% ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองยอดนิยมที่ติดอันดับ Top 100 Digital Nomad Destinations in 2025 มากที่สุด โดยมีถึง 7 เมือง ได้แก่ กรุงเทพฯ, นครราชสีมา, เกาะพงัน, เชียงใหม่, เกาะลันตา, ภูเก็ต และ กระบี่ ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางของชาว Nomad ในโลกดิจิทัล โดยมีวิถีชีวิตแบบประหยัด และชื่นชอบวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวา   นครราชสีมา: เมืองรองที่ท้าทายกรอบคิดเดิมของการพัฒนาเมือง การที่นครราชสีมาติดอันดับ 5 ของโลก ด้วยคะแนน 80/100 และมีค่าครองชีพต่ำที่สุดในกลุ่ม Top 10 คือสัญญาณเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โคราชมีค่าครองชีพสำหรับคนโสดเพียง 1,062 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือราวๆ 34,500 บาทต่อเดือน) และสำหรับครอบครัวราว 1,100 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือราวๆ

ไทยติด Top 5 โลกถึง 2 เมือง “กรุงเทพฯ คว้า อันดับ 1” ส่วน “โคราชพุ่งแรงติด อันดับ 5” เมืองยอดนิยมของคนทำงานยุคใหม่สายเทคโนโลยี อ่านเพิ่มเติม »

อีสานหวานไม่หยุด‼️ตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานพุ่งแตะ 1.4 ล้าน โดยเมื่อเทียบตามสัดส่วนประชากร พบว่า “เลย” มีอัตราผู้ป่วยสูงที่สุด ตามด้วย “กาฬสินธุ์“ และ ”ขอนแก่น”🏥🩺

ภาคอีสานกำลังเผชิญ “คลื่นความหวาน” ที่รุนแรงที่สุดในไทย โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขปี 2568 ระบุว่า ผู้ป่วยเบาหวานทั่วประเทศมีมากถึง 3.81 ล้านคน และกว่า 1.44 ล้านคน อยู่ในภาคอีสานเพียงภูมิภาคเดียว เหตุใดคนอีสานจึงป่วยเบาหวานมากที่สุด จึงเป็นประเด็นที่ต้องมองแบบองค์รวมมากกว่ามองเฉพาะเรื่องอาหารเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในยุคเร่งด่วน ที่อาหารสดในครัวเรือนถูกแทนที่ด้วยอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารถุง และเครื่องดื่มหวานที่หาซื้อง่ายและราคาถูก ร้านชา-ชานมที่เปิดแทบทุกตำบล ขนมและเครื่องดื่มหวานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแบบไม่รู้ตัว แม้ว่าอาหารอีสานดั้งเดิมจะเป็นที่รู้จักว่ารสจัด เค็ม เผ็ด แต่ปัจจุบันกลายเป็น “รสหวานนำ” กลับกลายมาเป็นส่วนผสมที่พบเห็นได้ทั่วไป ตั้งแต่น้ำปลาร้าปรุงรส ขนมพื้นบ้าน ไปจนถึงน้ำอัดลมในงานบุญประจำหมู่บ้าน ขณะเดียวกัน “ข้าวเหนียว” ซึ่งเป็นอาหารหลักของผู้คนในภาคอีสาน ก็มีดัชนีน้ำตาลสูง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งเร็ว หากมีการบริโภคทุกมื้อแต่ไม่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ก็ยิ่งผลักให้เกิดโรคเบาหวานได้ง่ายขึ้นนั่นเอง หากมองในอีกมุมมองหนึ่ง ในจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกอ้อยจำนวนมาก อย่างเช่น เลย ขอนแก่น และอุดรธานี การที่อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจหลักทำให้น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำตาลมีราคาถูก เข้าถึงง่าย และกระจายอยู่ทั่วตลาดในชนบท การมีน้ำตาลราคาถูกเช่นนี้ทำให้ผู้คนบริโภคขนมหวานและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว การเข้าถึงที่ง่ายจึงกลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผลักให้พฤติกรรมบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นแบบเป็น “โครงสร้าง” ไม่ใช่แค่ความชอบส่วนบุคคลเท่านั่น ในอีกด้านหนึ่ง วิถีชีวิตของคนอีสานก็เปลี่ยนไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจและการทำงาน คนจำนวนมากย้ายไปทำงานในเมือง ทำงานออฟฟิศ หรือทำงานโรงงานที่ต้องนั่งตลอดวัน เมื่อการขยับร่างกายน้อยลง บวกกับความเครียดจากการงานและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ระบบเผาผลาญของร่างกายจึงทำงานผิดปกติ ทำให้ภาวะดื้อต่ออินซูลินเกิดง่ายขึ้นกว่าเดิม คนวัยทำงานจึงกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุเหมือนในอดีตเท่านั้น อีกทั้งภาคอีสานยังเป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุจำนวนมาก ทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่หลายครอบครัวมีประวัติความเสี่ยงทางพันธุกรรมร่วมด้วย แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความท้าทายด้านบริการสุขภาพ แม้โรงพยาบาลชุมชนจะพยายามรองรับ แต่พื้นที่ห่างไกลและจำนวนประชากรที่มาก ทำให้การตรวจคัดกรองไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ผู้ป่วยจำนวนมากจึงรู้ตัวเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว ซึ่งเพิ่มทั้งต้นทุนการรักษาและภาระต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม การที่คนอีสานมีผู้ป่วยเบาหวานมากไม่ใช่แค่เพียงเรื่อง “การกินหวาน” เท่านั้น แต่คือผลสะสมของโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมอาหาร วิถีชีวิตเมือง และข้อจำกัดด้านสาธารณสุข การแก้ปัญหาจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่อาหาร ราคาน้ำตาล เศรษฐกิจท้องถิ่น ไปจนถึงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง หากสามารถทำได้อย่างเป็นองค์รวม อีสานอาจก้าวสู่การเป็นแบบอย่างด้านการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของไทย และพลิกวิกฤตสุขภาพครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งภูมิภาคอย่างแท้จริงนั่นเอง     อ้างอิงจาก: – กระทรวงสาธารณสุข – กรมควบคุมโรค – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เบาหวาน #โรคเบาหวาน #ผู้ป่วยเบาหวาน

อีสานหวานไม่หยุด‼️ตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานพุ่งแตะ 1.4 ล้าน โดยเมื่อเทียบตามสัดส่วนประชากร พบว่า “เลย” มีอัตราผู้ป่วยสูงที่สุด ตามด้วย “กาฬสินธุ์“ และ ”ขอนแก่น”🏥🩺 อ่านเพิ่มเติม »

ราคาข้าวไทยเสี่ยงร่วงยาว อินเดียเร่งส่งออกข้าว 30 ล้านตัน! สะเทือนตลาดโลก

อินเดีย ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกที่ทะเยอทะยานมากขึ้นสำหรับปีการตลาด 2568/2569 (ตุลาคม-กันยายน) โดยสหพันธ์ผู้ส่งออกข้าวอินเดีย (Indian Rice Exporters Federation หรือ IREF) ตั้งเป้าที่จะส่งออกข้าวสูงถึง 30 ล้านตัน ในฤดูกาลดังกล่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป้าหมายนี้สูงกว่าการคาดการณ์ตามปกติที่มักจะอยู่ในช่วง 22 ล้านถึง 23 ล้านตัน โดยปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญมาจากผลผลิตข้าวที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดของอินเดียในปีนี้ที่ 145 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีที่แล้ว  ซึ่งคาดว่าจะสามารถตอบสนองการบริโภคภายในประเทศได้อย่างสบาย และเพิ่มปริมาณส่วนเกินที่สามารถส่งออกได้อย่างมาก โดยอินเดียนั้นมีแผนการขยายตลาดส่งออกไปยังหลายประเทศนอกเหนือจากตลาดเดิมอย่างแอฟริกา ยกตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ : ฟิลิปปินส์ เคยระงับการนำเข้าข้าวบาสมาติจากอินเดีย เนื่องจากเคยเผชิญปัญหาด้านคุณภาพในการจัดส่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ซึ่งสหพันธ์ IREF กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับฟิลิปปินส์ โดยมีการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของฟิลิปปินส์ ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าข้าวบาสมาติแล้ว สหภาพยุโรป (EU): สหพันธ์ IREF ได้เสนอให้รัฐบาลอินเดียเจรจากับสหภาพยุโรป เพื่อขอลดภาษีนำเข้าข้าวบาสมาติขาวที่ผ่านการสีแล้ว (Milled White Rice) เพิ่มเติมจากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะข้าวกล้อง (Brown Rice) เท่านั้น มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการผูกขาดของผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่รายในตลาด EU และเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกอินเดียเข้าถึงตลาดข้าวพรีเมียมมากขึ้น การขยายตลาดดังกล่าวควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านเวทีอย่าง Bharat International Rice Conference (BIRC) ถือเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับปัญหาอุปทานข้าวส่วนเกินที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ราคาข้าวไทยเตรียมถูกกดดันต่อเนื่อง ในปี 2568 ภาคการปลูกข้าวของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากราคาข้าวที่ปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2567 สาเหตุสำคัญมาจากการที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าวอย่างเต็มกำลัง หลังยกเลิกข้อจำกัดบางส่วนจากปีก่อน ส่งผลให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การส่งออกข้าวของไทยกลับชะลอตัวลง ซึ่งจากการที่อินเดียตั้งเป้าส่งออกข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 30 ล้านตันในปี 2568/2569 ซึ่งถือเป็นปริมาณมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา การเร่งระบายข้าวครั้งนี้กดดันราคาข้าวโลกให้ปรับลดลงอย่างรุนแรง และลดอัตรากำไรของประเทศคู่แข่งอย่างไทยและเวียดนามโดยตรง สำหรับไทย ราคาข้าวที่มีแนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่องอาจกระทบรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาคอีสานซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหลักของประเทศ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อในชนบท หากไม่มีมาตรการพยุงราคาหรือกระตุ้นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเข้ามารองรับ ที่มา: S&P Global ecofin Agency สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ราคาข้าวไทยเสี่ยงร่วงยาว อินเดียเร่งส่งออกข้าว 30 ล้านตัน! สะเทือนตลาดโลก อ่านเพิ่มเติม »

สีฐานเฟสติวัล 68 มข. ปังสุด🧡 3 วัน คนทะลักกว่า 4 แสนคน และมีเงินสะพัดรวมกว่า 1,100 ล้าน ตอกย้ำความเป็น “เทศกาลวัฒนธรรมนานาชาติ” ที่ทั้งศรัทธาและเศรษฐกิจเดินคู่กันอย่างแท้จริง🪷🌕

สีฐานเฟสติวัล 68 ที่เป็นทั้งวัฒนธรรม ศรัทธา และเศรษฐกิจที่เติบโตคู่กันในอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดงาน “สีฐานเฟสติวัลนานาชาติ 2568” อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “สีฐาน นวธารา หิมาลายัน” โดยตลอด 3 วันของการจัดงานนั้นมีผู้เข้าร่วมกว่า 412,655 คน และสร้าง มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,100 ล้านบาทเลยทีเดียว ยิ่งตอกย้ำความเป็น “เทศกาลวัฒนธรรมนานาชาติ” ที่ทั้งศรัทธาและเศรษฐกิจเดินคู่กันอย่างแท้จริง งานสีฐานเฟสติวัลทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจเมืองขอนแก่น โดยการดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศและต่างประเทศให้หลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ในจังหวัด ทำให้เกิดอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการในระดับสูง ทั้งค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร ของฝาก และบริการโลจิสติกส์ การขนส่งในจังหวัดคึกคักตลอดช่วงเทศกาล ขณะที่โรงแรมและที่พักมีอัตราการเข้าพักสูง นับเป็น “การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่” ที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งของอีสานในปีนี้ ธุรกิจท้องถิ่น ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ตลาดกลางคืน และบริการขนส่ง ต่างได้รับอานิสงส์โดยตรงจากจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาลที่เดินทางมาร่วมงานอีกด้วย อีกทั้งงานยังสร้างรายได้โดยตรงให้กับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อย โดยมียอดเงินสะพัดภายในงานกว่า 31 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่หมุนเวียนอยู่ในมือของผู้ค้าท้องถิ่นและชุมชนรอบมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังเกิดการจ้างงานระยะสั้นจำนวนมาก ทั้งในส่วนของแรงงานจัดสถานที่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พนักงานบริการ และผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ซึ่งถือเป็นเศรษฐกิจชั่วคราวที่ช่วยเสริมรายได้ ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกฝนทักษะในด้านต่างๆ อย่างเช่น การบริหารจัดการงานอีเวนต์ การบริการ และการตลาดเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งต่อยอดเป็นทุนมนุษย์ในระยะยาวนั่นเอง นอกจากนี้ งานยังมีผลต่อการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ของเทศกาลในฐานะงานวัฒนธรรมนานาชาติได้สร้างการรับรู้ใหม่ให้กับจังหวัดขอนแก่นว่าเป็น “เมืองแห่งเทศกาล” (Festival City) ที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ได้อย่างลงตัว มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยได้ขยายการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ทำให้เกิดการกระจายตัวของรายได้สู่พื้นที่รอบข้างอีกด้วย งานสีฐานเฟสติวัลคือกรณีศึกษาสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมสามารถถูก “แปลงค่า” เป็นพลังทางเศรษฐกิจได้จริง ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ของความศรัทธาและการแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นได้พัฒนาแบรนด์ สร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและนานาชาติ อีกทั้งยังมีการจ้างงานระยะสั้น และการส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อเนื่องในระยะยาว “สีฐานเฟสติวัล 68” นอกจากจะเป็นพื้นที่แสดงพลังของความศรัทธาและศิลปวัฒนธรรมอีสานแล้ว ยังช่วยสร้างภาพจำเชิงบวกให้กับเมืองขอนแก่นในฐานะ “เมืองแห่งเทศกาล (Festival City)” ที่สามารถผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจให้เป็นหนึ่งเดียวได้อย่างงดงามนั่นเอง งานสีฐานเฟสติวัลจึงไม่ได้เป็นเพียง “งานวัดใหญ่ของมหาวิทยาลัย” แต่เป็น กลไกเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม ที่สามารถผลักดันเศรษฐกิจอีสานให้เติบโตด้วยทุนทางศิลปะและอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวขอนแก่นและคนอีสานทั้งภูมิภาคนั่นเอง อ้างอิงจาก: – ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์อีสาน (ISAN Creative Economy Center) – งานวิจัย “Creative Festival Economy and Local Regeneration”, DCMS – ข้อมูลสถิติจากงานสีฐานเฟสติวัลนานาชาติ 2568   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์

สีฐานเฟสติวัล 68 มข. ปังสุด🧡 3 วัน คนทะลักกว่า 4 แสนคน และมีเงินสะพัดรวมกว่า 1,100 ล้าน ตอกย้ำความเป็น “เทศกาลวัฒนธรรมนานาชาติ” ที่ทั้งศรัทธาและเศรษฐกิจเดินคู่กันอย่างแท้จริง🪷🌕 อ่านเพิ่มเติม »

แข็งแล้ว แข็งอยู่ แข็งต่อ กับค่าเงินไทย ใครว่าไม่กระทบอีสาน

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวเศรษฐกิจเรื่อง “ค่าเงินบาทแข็งค่า” กันอยู่บ่อยครั้ง จนไม่กี่วันมานี้ค่าเงินบาท ได้หลุดต่ำกว่า 32 บาทเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี และยังมีแนวโน้มแข็งต่อไป สาเหตุหลักมาจากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นอ่อนค่าลง และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ส่งสัญญาณในการลดดอกเบี้ยนโยบาย   บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของนักธุรกิจส่งออก-นำเข้าขนาดใหญ่ แต่สำหรับคนอีสานแล้ว ค่าเงินที่ผันผวนนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขในหน้าข่าวเศรษฐกิจ แต่มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคนอีสานอย่างที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลย 2 ผลกระทบหลักที่ คนอีสาน รู้สึกได้ทันทีที่เงินบาทแข็ง   ภาคการเกษตร: “คนปลูก” ได้น้อยลง “คนกิน” ได้เท่าเดิม หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจอีสานคือภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง หรืออ้อย ผลผลิตเหล่านี้ไม่ได้ถูกบริโภคแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังถูกส่งออกไปขายต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปมากที่สุดเป็นอันดับ 2 เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรของเราในตลาดโลกแพงขึ้นตามไปด้วย ผู้ซื้อจากต่างประเทศจึงหันไปซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่มีราคาถูกกว่า ส่งผลให้ปริมาณการสั่งซื้อลดลง และราคาขายที่เกษตรกรได้รับก็ลดต่ำลงตามไปด้วย  นอกจากนั้นอีกประเด็นสำคัญ อย่างเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่ไทยถูกเรียกเก็บ 19% ที่กระทบต่อต้นทุนและความสามารถในการแข็งขันของผู้ส่งออกโดยตรง เมื่อมองเข้ามายังทุ่งไร่แปลงนาที่ภาคอีสาน เกษตรกรที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจปลูกพืชเกษตรมาทั้งปี ซึ่งจากเดิมที่ต้องเผชิญกับราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำอยู่แล้ว ต้องมาเจอราคาที่ต่ำลงอีกจากสาเหตุที่ควบคุมไม่ได้ อย่างเรื่องค่าเงิน สิ่งนี้ไม่ได้กระทบแค่รายได้ แต่ยังกระทบต่อกำลังใจในการทำมาหากินอีกด้วย   แรงงานไทยในต่างแดน: ผู้ส่งเงินกลับบ้านกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย หนึ่งในรายได้สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอีสานคือ “เงินโอน” จากลูกหลานหรือพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ไปทำงานในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือตะวันออกกลาง สมมติว่าแรงงานอีสานทำงานที่เกาหลี ได้เงินเดือน 2 ล้านวอนต่อเดือน เมื่อก่อนหากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 บาทต่อ 30 วอน เมื่อส่งเงินกลับมา 1 ล้านวอน ก็จะได้เงินไทยประมาณ 33,333 บาท แต่เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็น 1 บาทต่อ 25 วอน เงินจำนวนเดียวกันนี้จะแลกได้แค่ 40,000 บาทเท่านั้น เงินโอนที่เคยเป็นแหล่งทุนสำคัญสำหรับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียนลูกหลาน หรือค่าใช้จ่ายในการยังชีพในแต่ละเดือน กำลังลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้หลายครอบครัวที่พึ่งพารายได้ส่วนนี้ต้องรัดเข็มขัดและปรับตัวกันอย่างหนัก เงินบาทแข็ง และ เศรษฐกิจไทยในตลาดโลก ส่งผลต่อธุรกิจไทย? จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุด เงินบาทไม่ได้แข็งค่าในรอบหลายปีตามที่เคยเป็นข่าวในอดีต แต่กำลังอยู่ในช่วงที่ผันผวนและมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับประมาณ 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างอ่อนค่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่เคยแข็งค่ากว่า 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2567 และ 2568   ผลกระทบของเงินบาทที่เคยแข็งค่า (อ้างอิงสถานการณ์ในอดีต) แม้ว่าปัจจุบันเงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลง แต่ในช่วงที่เงินบาทเคยแข็งค่าอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ: ภาคการส่งออก: การแข็งค่าของเงินบาททำให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยแพงขึ้นในสายตาของผู้ซื้อต่างประเทศ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งลดลง โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้แรงงานสูงหรือสินค้าเกษตรที่ราคาอิงกับตลาดโลก เช่น ข้าว ยางพารา และน้ำตาล ทำให้รายได้ของผู้ส่งออกและเกษตรกรเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทลดลง

แข็งแล้ว แข็งอยู่ แข็งต่อ กับค่าเงินไทย ใครว่าไม่กระทบอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top