Article

บทความ จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ทั้ง ISAN Outlook และข้อมูลต่างๆ ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ รวบรวมให้คุณรู้ทันทุกข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง สังคม อีสาน

🇲🇲พม่า เกิดภัยพิบัติ เอาเงินที่ไหนซ่อมประเทศ เมื่อเศรษฐกิจพังไม่แพ้กัน ประชาชนช่วยกันเอง ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 2.7 พันราย มินอ่องลาย ห้ามนักข่าวต่างประเทศเข้าทำข่าว

พม่า เกิดภัยพิบัติ เอาเงินที่ไหนซ่อมประเทศ เมื่อเศรษฐกิจพังไม่แพ้กัน ประชาชนช่วยกันเอง ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 2.7 พันราย มินอ่องลาย ห้ามนักข่าวต่างประเทศเข้าทำข่าว . ISAN Insight พาไปดู เศรษฐกิจของเมียนมาว่าน่าเป็นห่วงขนาดไหน . จากข้อมูลของธนาคารโลกพบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเมียนมาในปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2568 คาดว่าจะหดตัวลง 1% จากที่เคยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 1% โดยสาเหตุก็เพราะเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เมียนมาก็เจอพายุไต้ฝุ่นยางิพัดถล่มซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก . ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมายังคงประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโตที่ 3.8% อย่างไรก็ตาม หลังเกิดแผ่นดินไหว คาดว่าจะต้องมีการประเมินใหม่อีกครั้ง . ธนาคารโลกยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเมียนมาจะหดตัวในปีงบประมาณปัจจุบัน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงเฉลี่ยที่ 26% ต่อปี โดยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจของเมียนมาในปี 2025 จะลดลงประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปี 2019 และการหดตัวของเศรษฐกิจส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่รุนแรงขึ้นทั่วประเทศ . ในขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ คาดการณ์ความเสียหายทางเศรษฐกิจของเมียนมาจากแผ่นดินไหวอาจสูงถึง 10,000-100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นความเสียหายสูงสุด 70% ของ GDP เมียนมาเลยทีเดียว และความเสียหายเหล่านี้ ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเข้ามาดูแล . แต่รัฐบาลทหารเมียนมาจะมีความสามารถมากน้อยเพียงใด ในเมื่อเวลานี้ เศรษฐกิจของเมียนมาก็ตกอยู่ในสภาพ “พังพินาศ” ไม่ได้ต่างจากโครงสร้างพื้นฐานหรืออาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว พามาฮู้จัก รอยเลื่อนสะกาย ยักษ์หลับกลางเมืองพม่า ต้นเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ สะเทือนแรงถึงไทย สถานการณ์หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 2,700 ราย ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บก็เกิน 4,500 คน โดยบริเวณที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศ มีประชากรมากกว่า 1.7 ล้านคน เนื่องจากเป็นพื้นที่ศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวที่ของรอยเลื่อนสะกาย และมีการคาดการณ์ว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจสูงมากกว่า 10,000 คน เนื่องจากยังมีอาคารมากมายที่ยังไม่สามารถกู้ซากปรักหักพังได้ . สำหรับในเมืองมัณฑะเลย์ ผู้คนมากมายต่างต้องอาศัยท้องถนนเพื่อการพักพึง และอยู่ด้วยความหวาดผวา อีกทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่แน่นอน เนื่องจากอาหารกำลังขาดแคลน และไม่มีไฟฟ้าและน้ําประปา . นอกจากนี้ถุงศพมีความจำเป็นอย่างสูงที่ต้องการเพิ่มเติมสําหรับบรรจุศพที่เหล่ากู้ภัยกําลังดึงร่างของผู้เสียชีวิตจากซากอาคาร ซึ่งผู้คนที่อยู่ในประเทศเมียนมาตอนนี้ให้ข้อมูลว่ากองทัพไม่ได้ทําอะไรเพื่อช่วยเหลือประชาชนเลย . ขณะที่ความช่วยเหลือจากนานาชาติทั้ง จีน อินเดีย ไทย มาเลเซีย รัสเซีย และสิงคโปร์ก็เริ่มมาถึงเช่นกัน แต่ยังคงมีคําถามว่ากองทัพเมียนมาจะแจกจ่ายความช่วยเหลือที่จําเป็นมากนี้ให้ถึงมือประชาชนได้อย่างไร ซึ่งส่วนหนึ่งของทีมกู้ภัยและเสบียงอาหารจากสิงคโปร์และอินเดีย ได้ส่งไปยังกรุงเนปิดอว์ ซึ่งเป็นเมืองหลวง ซึ่งเป็นที่ที่นายพลของกองทัพอาศัยอยู่และได้รับผลกระทบน้อยกว่ามัณฑะเลย์ ความหนาแน่นของประชากรในแต่ละพื้นที่และพีระมิดประชากรพม่า🇲🇲   รัฐบาลทหารพม่าออกคำสั่ง ห้ามสื่อต่างชาติเข้าไปรายงานข่าวแผ่นดินไหว วันที่ 1 เมษายน 2568 นายพลจัตวาซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา (พม่า) แถลงว่า […]

🇲🇲พม่า เกิดภัยพิบัติ เอาเงินที่ไหนซ่อมประเทศ เมื่อเศรษฐกิจพังไม่แพ้กัน ประชาชนช่วยกันเอง ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 2.7 พันราย มินอ่องลาย ห้ามนักข่าวต่างประเทศเข้าทำข่าว อ่านเพิ่มเติม »

🇺🇸สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าไทย🇹🇭 ใครกระทบ? และภาษี 36% คำนวณจากอะไร? สินค้าส่งออกการเกษตรจากอีสานจะกระทบหรือไม่❓

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุในวันพุธ(2เม.ย.) แถลงจะรีดภาษีพื้นฐาน 10% กับสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และเรียกเก็บภาษีสูงกว่านั้นกับประเทศอื่นๆอีกหลายสิบชาติ ในนั้นรวมถึงบรรดาคู่หูทางการค้าหลักของอเมริกาบางส่วน ยกระดับสงครามการค้าที่เขาเริ่มขึ้นตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว มาตรการรีดภาษีอย่างครอบคลุมครั้งนี้จะเป็นการตั้งกำแพงใหม่รอบๆเศรษฐกิจผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ กลับลำจากนโยบายเปิดเสรีทางการค้าที่ยึดถือมานานหลายทศวรรษและเป็นตัววางทรวดทรงระเบียบโลก ในขณะที่คาดหมายว่าบรรดาคู่หูการค้าของอเมริกา จะมีมาตรการตอบโต้ของตนเอง ที่อาจทำให้ราคาข้าวของแพงขึ้นอย่างน่าตกตะลึง ไล่ตั้งแต่จักรยานไปจนถึงไวน์ “นี่คือการประกาศเอกราชของเรา” ทรัมป์ กล่าว ณ กิจกรรมหนึ่ง ณ สวนกุหลาบของทำเนียบขาว ทรัมป์ได้แสดงแผนภูมิขณะกล่าวที่ทำเนียบขาว โดยระบุว่าสหรัฐฯจะเก็บภาษีนำเข้า 34% จากจีน, 20% จากสหภาพยุโรป, 25% จากเกาหลีใต้, 24% จากญี่ปุ่น และ 32% จากไต้หวัน เพื่อตอบโต้ภาษีที่ประเทศเหล่านี้เก็บกับสินค้าของสหรัฐฯ ตัวอย่างประเทศที่ถูกประกาศขึ้นภาษี เวียดนาม: 46% ไต้หวัน: 32% ญี่ปุ่น: 24% ไทย: 36% สวิตเซอร์แลนด์: 31% อินโดนีเซีย: 32% มาเลเซีย: 24% กัมพูชา: 49% สหราชอาณาจักร: 10% แอฟริกาใต้: 30% บราซิล: 10% บังกลาเทศ: 37% สิงคโปร์: 10% อิสราเอล: 17% ฟิลิปปินส์: 17% ชิลี: 10% ออสเตรเลีย: 10% ปากีสถาน: 29% ตุรกี: 10% ศรีลังกา: 44% โคลอมเบีย: 10% สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าไทย ใครกระทบ? มาตรการนี้จะกระทบสินค้าส่งออกไทย ไปสหรัฐฯ หลายประเภท ตั้งแต่สินค้าเกษตร ยันสินค้าอุตสาหกรรม โดยหากย้อนดู 10 อันดับสินค้าส่งออก ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม – มิถุนายน) ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 4,740 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 32.56% เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 2,142 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 33.11% ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 2,123 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.67% อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด มูลค่า 1,561 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 8.68% อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 973 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 8.63%

🇺🇸สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าไทย🇹🇭 ใครกระทบ? และภาษี 36% คำนวณจากอะไร? สินค้าส่งออกการเกษตรจากอีสานจะกระทบหรือไม่❓ อ่านเพิ่มเติม »

ม.ขอนแก่น สร้าง KKU IntelSphere ระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหว🆘 รัศมีรอบ มข. 2000 กม. ผ่าน Google Chat นศ. บุคลากร ศิษย์เก่าใช้ได้🆓

ฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น เดินหน้าใช้ระบบอัจฉริยะ KKU IntelSphere ออกแบบ KKU Emergency Alert แจ้งเตือนแผ่นดินไหวพิกัดไม่เกิน 2,000 กิโลเมตรจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นผ่าน Google Chat  จากกรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูดในประเทศเมียนมา โดยแรงสั่นสะเทือนบางส่วนรับรู้ได้ถึงประเทศไทย รวมถึงในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยเฉพาะภายในอาคารสูงของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุด วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2568 ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้นำเทคโนโลยี KKU IntelSphere มาประยุกต์ใช้ในการสร้างระบบแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหว KKU Emergency Alert โดยดึงข้อมูลจาก U.S. Geological Survey (USGS) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ในการส่งการแจ้งเตือนผ่านระบบ KKU Google Chat สำหรับ KKU Emergency Alert ตั้งค่าระยะห่างรัศมีการแจ้งเตือนไว้ที่ 2,000 กิโลเมตรจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมกำหนดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่ต้องการให้มีการแจ้งเตือน เบื้องต้นตั้งไว้ที่ 4.5 แมกนิจูด และอาจปรับเพิ่มเป็น 6.5 แมกนิจูดในอนาคต โดยระบบจะทำการตรวจสอบข้อมูลทุก ๆ 1 นาที เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ผศ.ดร.เด่นพงษ์ เน้นย้ำว่า เนื่องจาก LINE ถูกใช้สำหรับการสื่อสารทั่วไป และอาจทำให้เกิดความสับสนได้หากส่งแจ้งเตือนไป จึงเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ไม่ได้ใช้งานเป็นประจำ เช่น Google Chat หรือ Telegram เพื่อแยกแยะการสื่อสารทั่วไปและสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างชัดเจน สำหรับบุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ต้องการเข้าร่วมระบบแจ้งเตือนนี้ สามารถเข้าไปที่หน้าอีเมล KKU จากนั้นเลือก “Chat” และคลิก “Browse Spaces” แล้วพิมพ์ค้นหาด้วยคำว่า “Emergency” เพื่อเข้าร่วมกลุ่ม หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Google Chat ผ่านลิงก์นี้ KKU Staff: https://kku.world/emergency และ KKU Student: https://kku.world/stdemergency ลงในโทรศัพท์มือถือเพื่อความสะดวกในการรับการแจ้งเตือน  

ม.ขอนแก่น สร้าง KKU IntelSphere ระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหว🆘 รัศมีรอบ มข. 2000 กม. ผ่าน Google Chat นศ. บุคลากร ศิษย์เก่าใช้ได้🆓 อ่านเพิ่มเติม »

🇹🇭ไทย ถูกจัดเป็นประเทศ “Dirty 15” ที่ทรัมป์เล็งจ่อขึ้นภาษี เหตุไทยติดTop10 ส่งออกเกินดุลสหรัฐฯ🇺🇸 และมี🇨🇳ทุนจีนย้ายมาตั้งฐานส่งออกในโควต้าไทย

แนวโน้ม ‘ไทย’ ถูกดึงเข้าเกมภาษีทรัมป์ 2 [สหรัฐฯ จัดไทยเข้ากลุ่ม ’15 สกปรก’ ไทยเกินดุลสหรัฐฯ Top10] .รมว.คลังสหรัฐฯ นิยามกลุ่มประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มหาศาลว่า คือกลุ่ม 15 สกปรก คือ ‘Dirty 15’ โดยอธิบายว่า เป็นประเทศที่คิดเป็น 15% ของชาติคู่ค้าทั้งหมดของสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับประเทศเหล่านี้เป็นจำนวนมหาศาล โดยน่าจะมีอยู่ราว 10-15 ประเทศ.ในเวลาต่อมามีการเปิดเผยรายชื่อของ Dirty 15 ได้แก่ จีน สหภาพยุโรป เม็กซิโก เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา อินเดีย ไทย สวิตเซอร์แลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา แอฟริกาใต้.จะเห็นได้ว่า มีหลายประเทศในอาเซียนที่เข้าข่ายกลุ่มประเทศ 15 สกปรกของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย.ถ้าดูเฉพาะประเทศไทย สถิติเมื่อปีที่แล้วพบว่า ไทยเกินดุลการค้าอเมริกาด้วยตัวเลขถึง 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดท็อปเท็น โดยอยู่ในอันดับ 10 เทียบกับชาติอาเซียนด้วยกัน อาจน้อยกว่าเวียดนาม ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 แต่ไทยก็เกินดุลสหรัฐฯ ในปริมาณที่มากกว่ามาเลเซียกับอินโดนีเซียพอสมควร.นี่เป็นอันดับที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เราอยู่ในอันดับที่ 12 ซึ่งยิ่งอันดับสูง ก็ยิ่งไม่ใช่ผลดี เพราะมีความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯ จับตาไทยมากขึ้น. [ความเห็นผู้แทนการค้า ตอกย้ำ ‘ไทย’ อยู่ในเรดาร์อเมริกาขึ้นภาษี] .แต่นอกจากสถิติตัวเลขการค้า ที่สะท้อนข้อเท็จจริงว่าไทยตกอยู่ในความเสี่ยง 10 อันดับแรกอยู่แล้ว ยิ่งตอกย้ำด้วยความเห็นของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่ระบุถึงประเทศไทยโดยตรง.เอกสารความเห็นของสำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกา (USTR) เป็นความเห็นที่ลงวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา อธิบายถึงนโยบายการค้า ‘America First’ ที่เน้นไปถึงการดำเนินการกับประเทศที่อเมริกามองว่า ดำเนินการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ต่อไป.สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อรวบรวมข้อมูลแบบรายประเทศ และอาจเป็นการค้าที่ทำร้ายหรือสร้างความเสียหายทั้ง ความเสียหายที่แท้จริงหรือความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อแรงงานอเมริกัน โรงงาน เกษตรกร ฟาร์มปศุสัตว์ ผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจของอเมริกา.จากการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ สรุปว่า จะให้ความสนใจกับกลุ่มประเทศ เช่นกลุ่ม G20 รวมถึงประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า โดยยกตัวอย่างประเทศดังต่อไปนี้ ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน สหภาพยุโรป อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน

🇹🇭ไทย ถูกจัดเป็นประเทศ “Dirty 15” ที่ทรัมป์เล็งจ่อขึ้นภาษี เหตุไทยติดTop10 ส่งออกเกินดุลสหรัฐฯ🇺🇸 และมี🇨🇳ทุนจีนย้ายมาตั้งฐานส่งออกในโควต้าไทย อ่านเพิ่มเติม »

12 ตัวอย่าง ธุรกิจสุดฮิตในอดีต ที่เลือนหายตามกาลเวลา

หากจะกล่าวถึงอาชีพหรือธุรกิจสุดฮิตในอดีต ที่เลือนหายตามกาลเวลา ก็คงมีหลากหลายให้หลายคนนึกถึง ซึ่งอาชีพและธุรกิจในอดีตหลายอย่างได้สูญหายไปตามกาลเวลาด้วยสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้: ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี: เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่วิธีการทำงานแบบเดิม ๆ เช่น การเกิดขึ้นของเครื่องจักรในโรงงาน ทำให้แรงงานคนลดลง หรือการมาของอินเทอร์เน็ตทำให้ธุรกิจร้านเช่าวิดีโอหายไป ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ทำให้งานบางประเภทถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม: วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการบางอย่างลดลง เช่น การที่คนหันมาดูหนังออนไลน์ ทำให้โรงภาพยนตร์แบบสแตนด์อโลนน้อยลง ค่านิยมและความสนใจของผู้คนเปลี่ยนไป ทำให้ธุรกิจบางประเภทไม่ได้รับความนิยมเหมือนในอดีต การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ: การแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจแบบดั้งเดิมไม่สามารถแข่งขันได้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจบางประเภทต้องปิดตัวลง การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและนโยบาย: กฎหมายและนโยบายใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือความปลอดภัย อาจทำให้ธุรกิจบางประเภทไม่สามารถดำเนินงานได้ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายแรงงานอาจส่งผลกระทบต่ออาชีพบางประเภท การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค: ผู้บริโภคมีความต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้ธุรกิจแบบดั้งเดิมปรับตัวไม่ทัน ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าและบริการที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ธุรกิจที่จำกัดตัวเลือกไม่สามารถอยู่รอดได้   อาชีพทำนาเกลือ/บ่อเกลือ หรือ การทำเกลือสินเธาว์ อาชีพทำบ่อเกลือในภาคอีสาน หรือที่เรียกกันว่า “การทำเกลือสินเธาว์” เป็นอาชีพเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน โดยมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากการทำนาเกลือทะเล ลักษณะการทำบ่อเกลือสินเธาว์: แหล่งที่มาของเกลือ: เกลือสินเธาว์ได้มาจากน้ำเกลือใต้ดิน ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในภาคอีสาน ชาวบ้านจะขุดบ่อลงไปในดิน เพื่อเอาน้ำเกลือขึ้นมา กระบวนการผลิต: น้ำเกลือที่ได้จะถูกนำมาต้มในกระทะใบบัวขนาดใหญ่ โดยใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง เมื่อน้ำระเหยออกไป เกลือจะตกผลึกและจับตัวเป็นก้อน จากนั้นชาวบ้านจะตักเกลือขึ้นมาใส่ใน “บาก” ซึ่งเป็นภาชนะสานจากไม้ไผ่ เพื่อให้เกลือสะเด็ดน้ำและแห้ง ช่วงเวลาการผลิต: การทำเกลือสินเธาว์มักทำในช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เนื่องจากเป็นช่วงที่น้ำในบ่อเกลือมีความเข้มข้นสูงสุด ความสำคัญทางวัฒนธรรม: การทำเกลือสินเธาว์เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนอีสาน เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน และมีการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น สถานการณ์ปัจจุบัน: แม้ว่าการทำเกลือสินเธาว์จะยังคงมีอยู่ แต่ก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม คนรุ่นใหม่จำนวนมากหันไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ทำให้แรงงานในภาคเกษตรกรรมลดลง ในปัจจุบันได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในบริเวณบ่อเกลือ ทำให้มีรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวอีกด้วย ตัวอย่างพื้นที่ทำบ่อเกลือสินเธาว์: อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ การทำบ่อเกลือสินเธาว์จึงเป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของภาคอีสาน และยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญสำหรับชุมชนในบางพื้นที่ 🔎พาเปิดเบิ่ง เกลือหิน (rock salt)🧂🪨ขุมสมบัติล้านปีแห่งแดนอีสาน หมาแลกคุ “ธุรกิจหมาแลกคุถัง” หมายถึง การค้าสุนัขในอดีตที่พ่อค้าจะขับรถเร่ไปตามหมู่บ้านในแถบภาคอีสานของประเทศไทย เพื่อแลกสุนัขกับสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น ถังน้ำพลาสติก (คุถัง) กะละมัง หรือสิ่งของอื่น ๆ ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจดังกล่าว: ที่มา: ธุรกิจนี้มีมานานหลายสิบปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ชาวบ้านในชนบทบางส่วนมองว่าการค้าสุนัขเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ สุนัขที่ถูกนำมาแลกส่วนใหญ่มักเป็นสุนัขที่มีปัญหา เช่น สุนัขจรจัด สุนัขดุร้าย หรือสุนัขที่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของ กระบวนการ: พ่อค้าจะขับรถตระเวนไปตามหมู่บ้านเพื่อแลกสุนัขกับสิ่งของ เมื่อได้สุนัขจำนวนหนึ่งแล้ว จะนำไปขายต่อให้กับพ่อค้าคนกลาง หรือส่งไปยังโรงฆ่าสัตว์เพื่อนำเนื้อไปจำหน่าย ปลายทางส่วนใหญ่จะส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ผลกระทบ: ธุรกิจนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนรักสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากมองว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานาชาติ ปัจจุบันการค้าสุนัขได้ถูกต่อต้านและมีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อหยุดการกระทำดังกล่าว แม้ว่าในปัจจุบันธุรกิจนี้จะลดน้อยลงไปมาก

12 ตัวอย่าง ธุรกิจสุดฮิตในอดีต ที่เลือนหายตามกาลเวลา อ่านเพิ่มเติม »

นักศึกษาสาขาผู้ประกอบการดิจิทัล มข. เตรียมโชว์ไอเดียธุรกิจสตาร์ตอัพดิจิทัล จากแนวคิดต่อยอดสู่ธุรกิจจริง

✨เตรียมพบกับ “𝐃𝐄 𝐎𝐮𝐭𝐛𝐨𝐱 – 𝐃𝐢𝐠𝐢𝐭𝐚𝐥 𝐄𝐧𝐭𝐫𝐞𝐩𝐫𝐞𝐧𝐞𝐮𝐫: 𝐓𝐡𝐞 𝐂𝐨𝐧𝐜𝐞𝐩𝐭 𝐭𝐨 𝐂𝐨𝐧𝐜𝐫𝐞𝐭𝐞 𝐒𝐡𝐨𝐰𝐜𝐚𝐬𝐞 𝟐𝟎𝟐𝟓” เวทีที่ให้นักศึกษา อนาคตผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากสาขาผู้ประกอบการดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น โชว์ศักยภาพธุรกิจสุดสร้างสรรค์ที่พวกเขาได้พัฒนาขึ้นจากแนวคิดต่อยอดสู่ธุรกิจจริง 🎯𝐇𝐢𝐠𝐡𝐥𝐢𝐠𝐡𝐭 กิจกรรมในงาน • 𝐎𝐮𝐭𝐛𝐨𝐱 𝐏𝐢𝐭𝐜𝐡𝐢𝐧𝐠 : เวทีโชว์ไอเดียธุรกิจจากนักศึกษา พบกับการนำเสนอแนวคิดธุรกิจจากนักศึกษาต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นักลงทุน และผู้ร่วมงาน • 𝐎𝐮𝐭𝐛𝐨𝐱 𝐄𝐱𝐡𝐢𝐛𝐢𝐭𝐢𝐨𝐧 : พื้นที่โชว์ไอเดียธุรกิจสุดสร้างสรรค์ พบกับการแสดงผลงานธุรกิจของนักศึกษาตลอดทั้งวัน ที่รวมสุดยอดนวัตกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มออนไลน์ เครื่องสำอาง และนวัตกรรมอาหาร ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่   งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้นักศึกษาได้โชว์ทักษะด้านการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสในการต่อยอดไอเดีย สร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต 📅31 มีนาคม – 1 เมษายน 2568 | ⏰11:00 – 20:00 น. 📍ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น ✅ งานนี้เปิดให้เข้าชมฟรี! สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารล่าสุด ได้ที่ Facebook Page : https://www.facebook.com/DigitalEntrepreneurShowcase/ หรือโทร : 061-546-2965 (ป๋อมแป๋ม) #DEOutbox #DEShowcase2025 #DEKKU    

นักศึกษาสาขาผู้ประกอบการดิจิทัล มข. เตรียมโชว์ไอเดียธุรกิจสตาร์ตอัพดิจิทัล จากแนวคิดต่อยอดสู่ธุรกิจจริง อ่านเพิ่มเติม »

ราคาที่ดินทะยาน โรงงานจีนขยายฐาน ต่างชาติแห่ลงทุน

. ฮู้บ่ว่า? ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายฐานการผลิตของจีน ซึ่งกว่า 47% ของจำนวนโรงงานตั้งใหม่ในปี 2567 ที่มีการลงทุนจากจีนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่นี้ . สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจีนต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยย้ายฐานการผลิตออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีศุลกากร และเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดปลายทาง ซึ่งไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ เนื่องจากศักยภาพในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่สูง และการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ระบุว่า FDI จากจีนที่ลงทุนในภาคการผลิตของไทยพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในสามไตรมาสแรกของปี 2024 นอกจากนี้ จำนวนและมูลค่าโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI เติบโตขึ้นกว่า 14 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของสงครามการค้า สะท้อนถึงแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและ อุตสาหกรรมที่จีนมีข้อได้เปรียบในด้านเทคโนโลยีและกำลังการผลิต ซึ่งจากโครงการที่นักลงทุนต่างชาติยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน BOI จากทุกประเทศทั้งหมด 2050 โครงการในปี 2567 อยู่ในภาคตะวันออกจำนวน 1,222 โครงการ (491,717 ล้านบาท) ภาคกลางจำนวน 674 โครงการ (305,682 ล้านบาท) ตามด้วยภาคเหนือ ใต้ อีสาน และตะวันตกตามลำดับ รูปภาพที่ 1: จำนวนการตั้งโรงงานในไทยปี 2567 จำแนกตามสัญชาติที่มีการลงทุน ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมโรงงานอุตสาหกรรม รูปภาพที่ 2: จำนวนการตั้งโรงงานที่มีการลงทุนจากจีน จำแนกตามภูมิภาค ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเหตุ: การจำแนกสัญชาติโรงงานตั้งใหม่ คัดเลือกข้อมูลนิติบุคคล (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) เฉพาะนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการลงทุนจากสัญชาติจีน และเชื่อมกับข้อมูลนิติบุคคลของข้อมูลโรงงานตั้งใหม่ (กรมโรงงานอุตสาหกรรม) . จากโรงงานตั้งใหม่กว่า 1,444 โรงงานในปี 2567 มีโรงงานกว่า 179 โรงงานที่มีการลงทุนจากจีน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้ากว่า 164% โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตยางและพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากโลหะ และผลิตภัณฑ์อาหาร ที่เป็นอุตสาหกรรมที่จีนมีศักยภาพในการผลิตที่สูง โรงงานที่ได้รับการลงทุนจากจีนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออก ตามด้วย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภาคกลาง โดย 47% ของโรงงานเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ใน 3 จังหวัดของ EEC ซึ่งเป็นศูนย์กลางนิคมที่รองรับการตั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีข้อได้เปรียบด้านแรงงาน อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานและทำเลที่เอื้อต่อการกระจายสินค้าทั้งในและนอกประเทศ โดยในพื้นที่ EEC มีการตั้งโรงงานที่มีการลงทุนจากจีนจำนวนมากที่สุดในจังหวัด ชลบุรี (37 แห่ง) ตามด้วยระยอง (26 แห่ง) และฉะเชิงเทรา (22 แห่ง) ซึ่งการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ ความต้องการที่ดินเพิ่มสูงขึ้น และนำไปสู่การปรับตัวของ ดัชนีราคาที่ดิน ในพื้นที่ดังกล่าวตามไปด้วย รูปภาพที่

ราคาที่ดินทะยาน โรงงานจีนขยายฐาน ต่างชาติแห่ลงทุน อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง ทำไม ‘เครือเซ็นทรัล’ ถึงมอง “กังสดาล มข.” เป็นทำเลศักยภาพในการตั้ง Central Khon Kaen Campus

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ‘Central Khonkaen Campus’ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัลแห่งที่ 2 ของจังหวัดขอนแก่น โดยมี นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้ข้อมูล ‘Central Khonkaen Campus’ ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง บนพื้นที่รวม 30 ไร่ ใกล้ย่านการศึกษาและโรงพยาบาลหลักของเมือง โครงการนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ที่ผสมผสานระหว่าง Urban Lifestyle และ Local Wisdom เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของขอนแก่น โดยมีพื้นที่ศูนย์การค้ารวม (GBA) 67,000 ตร.ม. และคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก ซึ่ง ‘Central Khonkaen Campus’ ประกอบไปด้วย 📍 ศูนย์การค้าใหม่รองรับการเติบโตขอนแก่น 📐 พื้นที่ 30 ไร่ ใกล้ย่านการศึกษาและโรงพยาบาล 🛍️ ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น 🗓️ แผนเปิดตัวไตรมาส 2 ปี 2569 🏨 เตรียมคอนโดใหม่และ GO! Hotel แห่งแรกในอีสาน . นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กล่าวว่า “ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การศึกษา และการแพทย์ของภาคอีสาน เรามองเห็นศักยภาพของเมืองและความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โครงการนี้จะช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่” ISAN Insight and Outlook สิพามาเบิ่ง ทำไม ‘เครือเซ็นทรัล’ ถึงมอง “กังสดาล มข.” เป็นทำเลศักยภาพในการตั้ง Central Khon Kaen Campus 1. ทำเลติดถนนเส้นถนนมิตรภาพ เนื่องจากเป็นเส้นทางสัญจรหลักของอีสาน และเป็น 1 ถนนที่มีการใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก ทางหลวงหมายเลข 3 “ถนนสุขุมวิท” ทำให้โอกาสการเดินทาง และการลงทุนในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินทางที่ดินได้หลายเท่าตัว ขอนแก่น เป็นเมืองแม่เหล็ก (ไมซ์ซิตี้ หรือ MICE City) ลำดับที่ 5 ของไทย เป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและงานแสดงสินค้าระดับสากล สามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนได้อย่างมีมาตรฐาน งานประชุมและนิทรรศการทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ ที่จะเกิดขึ้นทำให้ขอนแก่นยังมีพื้นที่รองรับการท่องเที่ยวที่มีความต้องการมากขึ้น ทำให้ เครือเซ็นทรัล ลงทุนสร้าง GO! Hotel

พามาเบิ่ง ทำไม ‘เครือเซ็นทรัล’ ถึงมอง “กังสดาล มข.” เป็นทำเลศักยภาพในการตั้ง Central Khon Kaen Campus อ่านเพิ่มเติม »

อีสานระอุ🔥ธุรกิจขนส่งดิ่งเหว สิบล้อ 2 หมื่นคันถูกยึด🚛เหตุน้ำมันแพง, ผลผลิตตกต่ำ และตัดราคาเดือด ⚠️กระทบเกษตรกรและเศรษฐกิจภูมิภาค‼️🌎

อีสานระอุ🔥ธุรกิจขนส่งดิ่งเหว สิบล้อ 2 หมื่นคันถูกยึด🚛เหตุน้ำมันแพง, ผลผลิตตกต่ำ และตัดราคาเดือด ⚠️กระทบเกษตรกรและเศรษฐกิจภูมิภาค‼️🌎 . . ธุรกิจรถบรรทุกอีสานโคม่า ล้มหายไปจากระบบกว่า 20% หรือ 20,000 คัน เหตุงานขนส่งสินค้าเกษตรหด จำนวนรถบรรทุกมากกว่าสินค้า แย่งงาน ตัดราคากันเดือด ไร้งาน ไร้เงินส่งค่างวด รถถูกยึด ขณะที่ต้นทุนน้ำมันพุ่ง วอนรัฐคุมราคาน้ำมัน เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้เกษตรกร . สิบล้อ 2 หมื่นคันถูกยึด เศรษฐกิจภูมิภาคสั่นคลอน . ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมขนส่ง เมื่อรถบรรทุก 10 ล้อกว่า 20,000 คัน ต้องถูกยึดเนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายได้อีกต่อไป สถานการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจของภูมิภาค . . ต้นทุนพุ่ง ผลผลิตตกต่ำ วงจรวิกฤตที่ไม่มีทางออก . ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง ขณะเดียวกัน ผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าหลักในการขนส่งของภาคอีสาน กลับลดลงอย่างน่าใจหาย ทำให้ปริมาณงานขนส่งลดน้อยลงตามไปด้วย เมื่อรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ผู้ประกอบการจึงจำต้องปล่อยให้รถถูกยึดในที่สุด . . การแข่งขันดุเดือด เป็นสงครามราคาที่ไม่มีผู้ชนะ . การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดขนส่ง ทำให้เกิดการตัดราคากันอย่างดุเดือด ผู้ประกอบการที่สายป่านไม่ยาวพอ ต่างต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน และล้มหายไปจากระบบในที่สุด วงจรนี้ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น . . วิกฤตที่ส่งผลต่อทุกภาคส่วน . วิกฤตในอุตสาหกรรมขนส่ง ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ค้าสินค้ามือสอง และเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาคอีกด้วย เมื่อรถบรรทุกถูกยึด เกษตรกรก็ไม่สามารถส่งสินค้าไปยังตลาดได้ ผู้ค้าสินค้ามือสองก็ไม่สามารถขายรถได้ และเศรษฐกิจของภูมิภาคก็ต้องชะลอตัวลง . . ทางออกของวิกฤตนี้ เป็นความหวังที่ริบหรี่? . ผู้ประกอบการขนส่งต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ โดยการควบคุมราคาน้ำมัน และส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้พวกเขาสามารถประคับประคองธุรกิจต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความมืดมิด ยังคงมีความหวังริบหรี่ว่า ทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันหาทางออก เพื่อกอบกู้วิกฤตครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี . . อ้างอิงจาก: – ประชาชาติธุรกิจ 

อีสานระอุ🔥ธุรกิจขนส่งดิ่งเหว สิบล้อ 2 หมื่นคันถูกยึด🚛เหตุน้ำมันแพง, ผลผลิตตกต่ำ และตัดราคาเดือด ⚠️กระทบเกษตรกรและเศรษฐกิจภูมิภาค‼️🌎 อ่านเพิ่มเติม »

World Bank เผย “เงินหมื่นรัฐบาล” หนุน GDP 0.3% ตามรัฐบาลหวัง IMF แนะควรจัดสรรเงินหมื่นบางส่วนไปใช้ในส่วนอื่น

ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการแจกเงินสดมูลคต่า 10,000 บาทให้แก่ประชาชนในกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการ จำนวน 14.5 ล้านคนทั่วประเทศไทย เป็นเงินมูลค่ากว่า 145,552.40 ล้านบาท โดยที่รัฐบาลหวังว่าโครงการในระยะแรกนี้จะสามารถกระตุ้น GDP ไทยในปี พ.ศ. 2567 ได้ 0.35% ล่าสุดทาง World Bank ได้มีการออกรายงาน “THAILAND ECONOMIC MONITOR UNLEASHING GROWTH: INNOVATION, SMES AND STARTUPS FEBRUARY 2025” โดยมีการประเมินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะแรกว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.3% ใกล้เคียงกับความคาดหวังของรัฐบาล แต่ทั้งนี้แม้ตัวเลขจะดูสวยงามเป็นไปดั่งที่รัฐบาลคาดหวังไว้แต่หากพิจารณาภาพรวมแล้วจะพบว่าต้นทุนทางการคลังที่ใช้ไปในการกระเศรษฐกิจครั้งนี้มีมูลค่าสูงถึง 145,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.8% ของ GDP ประเทศไทย นั่นหมายความว่าแม้โครงการนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามรัฐบาลหวังก็จริง แต่เป็นการกระตุ้นที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ได้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่าเท่ากับที่ลงทุนไป อีกทั้ง จากรายงาน “Thailand: 2024 Article IV Consultation-Press Release; Staff Report; and Statement by the Executive Director for Thailand” โดย IMF ยังคงได้มีการแนะนำรัฐบาลว่า IMF ได้วิเคราะห์ว่าหากนำงบประมาณที่ใช้ในโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลไปลงทุนในด้านอื่น เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและกายภาพ หรือการศึกษา อาจช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีกว่าในระยะยาว เมื่อเทียบกับการแจกเงินโดยตรง ทั้งนี้ ทาง World Bank และ IMF ได้มีการคาดการณ์ GDP ประเทศไทยว่ายังคงเติบโตต่ำกว่า 3% การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมานาน นอกจากนี้ แรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศยังส่งผลให้เงินเฟ้อลดลง ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังคงไม่แน่นอนและเผชิญกับความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญ โดยทาง World Bank และ IMF ได้มีการคาดการณ์ไว้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันที่ 2.6% และ 2.7% ตามลำดับ โดยทาง World Bank เน้นว่าการปฏิรูปโครงสร้างเป็นสิ่งสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการเติบโตในระยะยาว หากไม่มีการปฏิรูปนโยบายอย่างเร่งด่วน คาดว่าอัตราการเติบโตของไทยจะลดลงจากค่าเฉลี่ย 3.2% (ช่วงปี 2554-2564) เหลือ 2.7% (ช่วงปี 2565-2573) ซึ่งอาจขัดขวางเป้าหมายในการเป็นประเทศรายได้สูง อีกทั้ง IMF แนะนำให้นโยบายการคลังของไทยเน้นการสร้าง “พื้นที่ทางการคลัง” ใหม่ โดยในปีงบประมาณ 2568 ควรใช้แนวทางการคลังที่ไม่ขยายตัวมากเกินไป (Less Expansionary Fiscal Stance)

World Bank เผย “เงินหมื่นรัฐบาล” หนุน GDP 0.3% ตามรัฐบาลหวัง IMF แนะควรจัดสรรเงินหมื่นบางส่วนไปใช้ในส่วนอื่น อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top