Article

บทความ จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ทั้ง ISAN Outlook และข้อมูลต่างๆ ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ รวบรวมให้คุณรู้ทันทุกข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง สังคม อีสาน

🤔ถ้า “ปลาหมอคางดำ” ถึงเขื่อนลำปาว🐟🌊 จะกลายเป็นปลาแดก หรือกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเรื่องนี้อาจไม่ได้จบแค่ในไห แต่อาจไปถึง 825 ล้าน‼️

ปลาหมอคางดำอาจเป็นเพียงปลาตัวเล็กๆ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันกลับสร้างเรื่องใหญ่ให้ประเทศไทยไม่น้อย เพราะจากปลาที่เคยพบในบางพื้นที่ กลายเป็นปัญหาที่กระจายไปหลายจังหวัด จนภาครัฐต้องใช้ทั้งกำลังคน งบประมาณ และมาตรการจำนวนมากเพื่อควบคุมสถานการณ์ และวันนี้เรื่องเดิมกำลังกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีชาวบ้านเผยแพร่ภาพปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำจากบริเวณเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จนเกิดคำถามว่า ปลาหมอคางดำกำลังเดินทางมาถึงอีสานแล้วหรือไม่? ล่าสุด เจ้าหน้าที่ประมงกาฬสินธุ์ลงพื้นที่ตรวจสอบ 6 จุดบริเวณเขื่อนลำปาว หลังมีรายงานพบปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำ แต่ผลสำรวจเบื้องต้น ยังไม่พบปลาหมอคางดำในจุดที่ตรวจสอบ และยังต้องสำรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันให้แน่ชัด นั่นหมายความว่า ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าปลาหมอคางดำระบาดในเขื่อนลำปาว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เพียงพอให้พื้นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะลำปาวเป็นแหล่งทำกินของทั้ง ชาวประมง ผู้เลี้ยงปลา และผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามจำนวนมาก เหตุผลที่ภาครัฐต้องรีบจับตา เพราะประเทศไทยเคยเจอบทเรียนมาแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงจังหวัดชายฝั่งอ่าวไทย อย่างเช่น สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ เพชรบุรี ราชบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่ภาคใต้บางจังหวัด โดยกรมประมงเคยรายงานพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดไว้ 19 จังหวัดในปี 2567 ก่อนที่การติดตามในปี 2568 จะพบว่าพื้นที่ที่ยังมีการแพร่ระบาดลดลงเหลือ 17 จังหวัด หลังมีการดำเนินมาตรการควบคุมและกำจัดอย่างต่อเนื่อง และขนาดของปัญหาอาจเห็นภาพได้จากข้อมูลกรมประมงปี 2568 ระบุว่า มีการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากบ่อเพาะเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติไปแล้วกว่า 7.69 ล้านกิโลกรัม หรือประมาณ 7,692 ตัน จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่จับปลาออกไม่กี่ครั้งแล้วจะจบ แต่ต้องใช้การจัดการอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ที่ผ่านมา หลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่ทำประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เมื่อปลาหมอคางดำมีจำนวนมากขึ้น สิ่งที่ชาวบ้านต้องเจอไม่ใช่แค่ปลาชนิดใหม่เพิ่มเข้ามาในคลอง แต่คือปลาที่เข้ามาแย่งอาหารและพื้นที่กับสัตว์น้ำที่คนกำลังเลี้ยงหรือจับขาย พูดง่ายๆ คือ สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่ปลาหมอคางดำ แต่เป็นกุ้ง ปลา และรายได้ของคนในพื้นที่ และพื้นที่ที่เห็นได้ชัด คือ พื้นที่แพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีการศึกษาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และประเมินมูลค่าผลกระทบต่อวิถีชีวิตและกิจกรรมประมงในพื้นที่ไว้ประมาณ 131.96 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นตัวเลขจากการศึกษาในช่วง ปี 2561-2563 และเป็นเพียงพื้นที่ตำบลเดียวเท่านั้น และยังมีตัวอย่างจากสมุทรปราการที่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น กรมประมงเคยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีผลผลิตกุ้งทะเลประมาณ 1,400 ตันต่อปี มูลค่าราว 210 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ผลผลิตกุ้งในบ่อลดล เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาปลาเยอะจนจับไม่หมดเท่านั้น แต่มันหมายถึงเรื่องเงินของคนในชุมชนโดยตรง ลองนึกภาพตั้งแต่คนออกเรือหาปลา คนเลี้ยงกุ้ง คนเลี้ยงปลา พ่อค้าคนกลาง ตลาด ร้านอาหาร ไปจนถึงคนที่รับซื้อสัตว์น้ำ หากสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางการค้าลดลง คนที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบตามกันไปนั่นเอง และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ถ้าปลาหมอคางดำเข้ามาในอีสานจริง มันจะไปกระทบปลาและกุ้งที่คนอีสานเลี้ยงอยู่หรือเปล่า คำถามนี้สำคัญมาก เพราะกาฬสินธุ์เองมีธุรกิจกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า จังหวัดกาฬสินธุ์มีผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม 1,206 ราย พื้นที่เลี้ยงกว่า 7,900 ไร่ ผลผลิตประมาณ 3,280 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 825 ล้านบาทต่อปี และการเลี้ยงกุ้งของจังหวัดอาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวเป็นหลัก ถ้าปลาหมอคางดำเข้ามาตั้งหลักในระบบน้ำลำปาวได้จริง […]

🤔ถ้า “ปลาหมอคางดำ” ถึงเขื่อนลำปาว🐟🌊 จะกลายเป็นปลาแดก หรือกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเรื่องนี้อาจไม่ได้จบแค่ในไห แต่อาจไปถึง 825 ล้าน‼️ อ่านเพิ่มเติม »

“เกลือหิน” ขุมทรัพย์ใต้ดินอีสาน ที่อาจกลายเป็นทั้งเงินก้อนใหญ่และปัญหาก้อนโต

ใต้ผืนนาอีสานที่เราเห็นทุกวันนี้ มีทรัพยากรมูลค่ามหาศาลซ่อนอยู่ ซึ่งสามารถสร้างรายได้มหาศาล แต่ในทางกลับกันก็อาจสร้างปัญหาและต้นทุนให้กับชุมชนได้เช่นกัน หลายร้อยล้านปีก่อนพื้นที่ที่เราเรียกว่าอีสานนี้ เคยเป็นทะเลมาก่อน เมื่อเวลาผ่านไป น้ำทะเลค่อยๆ ลดลงและระเหย ทิ้งแร่ธาตุและเกลือเอาไว้ใต้พื้นดิน จากนั้นการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกทำให้พื้นที่ยกตัวและเกิดแอ่งขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งได้ทำให้เกิดการแบ่งดินแดนอีสานเป็น 2 ส่วน ทำให้พบแร่เกลือหินและแร่โพแทชชนิดคาร์นัลไลท์จำนวนมาก และบริเวณที่พบแร่เหล่านี้จะมีลักษณะเป็นแอ่งคล้ายๆ ก้นกระทะ โดยในภาคอีสานมีชั้นเกลือหินรวมประมาณ 18 ล้านล้านตัน อยู่ใต้ผิวดินในระดับประมาณ 30-1,000 เมตร กระจุกตัวอยู่ในแอ่งสะสมตะกอนสำคัญ 2 แห่ง คือ 1. แอ่งเหนือ หรือ แอ่งสกลนคร (Sakonnakhon Basin) อยู่ทางตอนเหนือ ของ ที่ราบสูงโคราช คลุมพื้นที่ของ จังหวัดอุดรธานี หนองคาย สกลนคร และนครพนม เป็นเนื้อที่ประมาณ 17,000 ตารางกิโลเมตร 2. แอ่งใต้ หรือ แอ่งโคราช (Khorat Basin) อยู่ทางตอนใต้ ของที่ราบสูงโคราช คลุมพื้นที่ของจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เป็นเนื้อที่ ประมาณ 33,000 ตารางกิโลเมตร รู้หรือไม่ว่า? “เกลือ” ที่อยู่ใต้ดินไม่ได้มีแค่เกลือที่เราใช้ปรุงอาหาร แต่ยังมีแร่โพแทชซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยเคมีด้วย นั่นทำให้ทรัพยากรใต้ดินของอีสานมีความสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด ในปี 2565 ประเทศไทยผลิตเกลือหินได้ประมาณ 1.74 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการผลิตประมาณ 3,387 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงทั้งอาหาร เกษตรกรรม อุตสาหกรรมเคมี และการผลิตปุ๋ย โดยเฉพาะ “เกลือหิน” หรือเกลือสินเธาว์ ซึ่งมีส่วนประกอบหลักเป็นโซเดียมคลอไรด์ นอกจากนำมาปรุงอาหารและถนอมอาหารแล้ว ยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอีกหลายประเภท อย่างเช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส การบำบัดน้ำ และอุตสาหกรรมเคมี ส่วนเกลือที่มีโพแทสเซียม หรือที่เรียกว่า “เกลือโพแทช” ก็มีความสำคัญอีกด้าน เพราะสามารถนำไปผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของภาคเกษตร นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพื้นที่อีสานที่มีแหล่งเกลือและโพแทชจำนวนมากจึงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมมากกว่าการผลิตเกลือเพื่อบริโภคเพียงอย่างเดียว และความพิเศษของภาคอีสานคือทรัพยากรเหล่านี้ยังกระจายอยู่เป็นบริเวณกว้าง ตั้งแต่ อุดรธานี หนองคาย สกลนคร นครพนม ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร ไปจนถึงนครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ หลายพื้นที่จึงมีการทำเกลือแบบชุมชนสืบต่อกันมา อย่างไรก็ตาม เกลือไม่ได้อยู่แค่ในระดับชุมชนเท่านั้น โดยข้อมูลจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ระบุว่า ปีงบประมาณ 2567 ประเทศไทยมีโรงงานเกลือสินเธาว์ที่อยู่ในความรับผิดชอบ 92 ราย โดย 87 รายอยู่ในจังหวัดอุดรธานี และอีก 5

“เกลือหิน” ขุมทรัพย์ใต้ดินอีสาน ที่อาจกลายเป็นทั้งเงินก้อนใหญ่และปัญหาก้อนโต อ่านเพิ่มเติม »

เหมืองแร่โพแทชอุดรธานี เมกะโปรเจกต์ขุมทรัพย์หมื่นล้าน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย หรือจุดเสี่ยงที่ต้องแลก⁉️🪨⛏️

ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้ทรัพยากรใต้ดินกำลังกลับมามีความหมาย เพราะในโลกที่ต้นทุนอาหาร พลังงาน และวัตถุดิบผันผวน ประเทศที่ควบคุมวัตถุดิบสำคัญได้ ย่อมมีแต้มต่อทางเศรษฐกิจมากขึ้น และหนึ่งในทรัพยากรที่น่าจับตามองที่สุดของไทยก็คือ “โปแตช” ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินอีสานเป็นจำนวนมหาศาล จนเรื่องนี้กำลังกลายเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของประเทศว่า ไทยจะเปลี่ยนทรัพยากรใต้ดินให้กลายเป็นความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมได้แค่ไหน โดยไม่ต้องแลกด้วยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนบนดินที่อาจแพงกว่ามูลค่าแร่ที่ขุดขึ้นมา โดยประเทศไทยมีทรัพยากรโปแตชกว่า 400,000 ล้านตัน ขณะที่ทรัพยากรเกลือหินมีมากถึงประมาณ 18 ล้านล้านตัน และมีแหล่งสำคัญกระจายอยู่ในภาคอีสานเป็นหลัก โดยพื้นที่ที่พบแร่นั้นจะอยู่ทับซ้อนกับพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ ทั้งบ้านเรือน นาข้าว แหล่งน้ำ และพื้นที่เกษตร นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโปแตชจึงเป็นเรื่องที่ต้องมองให้ไกลกว่าเรื่องรายได้จากเหมือง เพราะใต้พื้นดินอาจเป็นแร่ แต่เหนือพื้นดินคือเศรษฐกิจของคนทั้งชุมชน ภาคอีสานบ้านเรามีแหล่งโปแตชสำคัญอยู่ใน 2 แอ่งใหญ่ คือ แอ่งสกลนคร และ แอ่งโคราช ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด ตั้งแต่อุดรธานี หนองคาย สกลนคร นครพนม บึงกาฬ ไปจนถึงขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา และชัยภูมิ นั่นหมายความว่า หากอุตสาหกรรมโปแตชเดินหน้าเต็มรูปแบบ เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การเศรษฐกิจของอุดรธานีเพียงจังหวัดเดียว แต่อาจจะรวมถึงเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของอีสานบางส่วน จากภูมิภาคที่ขายผลผลิตจากบนดิน ไปสู่ภูมิภาคที่มีทั้งวัตถุดิบ อุตสาหกรรมแปรรูป และห่วงโซ่การผลิตอยู่ในพื้นที่เดียวกันนั่นเอง ทำไมโปแตชถึงมีความสำคัญมาก⁉️ เพราะโปแตชเป็นวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ยโพแทสเซียม ซึ่งภาคเกษตรไทยยังพึ่งพาการนำเข้าอยู่มาก โดยในปี 2567 ไทยนำเข้าโพแทสเซียมคลอไรด์ประมาณ 888,000 ตัน มูลค่าราว 335.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 12,000 ล้านบาท และยังพบอีกว่าเฉพาะปุ๋ยสูตร 0-0-60 ซึ่งเป็นปุ๋ยโพแทสเซียมชนิดสำคัญ ไทยนำเข้า 672,566 ตันในปี 2566 คิดเป็นมูลค่า 11,053 ล้านบาท ดังนั้น การมีวัตถุดิบอยู่ใต้บ้านตัวเองจึงมีความหมายมาก เพราะไทยอาจลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ และมีโอกาสสร้างอุตสาหกรรมปุ๋ยที่เชื่อมตั้งแต่เหมืองไปถึงเกษตรกรได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การมีแร่เยอะ ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะรวย การมีทรัพยากรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือใครเป็นคนสร้างมูลค่าเพิ่มจากมัน และมูลค่านั้นตกอยู่กับใคร หากไทยขุดแร่ขึ้นมาแล้วขายเป็นวัตถุดิบราคาถูก แต่ต้องนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องจักร เงินทุน หรือผลิตภัณฑ์ปุ๋ยสำเร็จรูปกลับเข้ามาอีกครั้ง ประเทศอาจไม่ได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้น การสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ตั้งแต่การแต่งแร่ การผลิตปุ๋ย การขนส่ง การวิจัยสูตรปุ๋ย ไปจนถึงการเชื่อมกับเกษตรสมัยใหม่ หากทำได้ เงินจากเหมืองจะหมุนต่อไปยังผู้ประกอบการ รถขนส่ง ร้านค้า โรงงาน และเกษตรกรในภูมิภาค และนี่คือเหตุผลที่โครงการเหมืองโปแตชอุดรธานีถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะโครงการได้รับประทานบัตร 4 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 26,446 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2565 ถึง 22 กันยายน 2590 โดยพื้นที่ประทานบัตรมีทรัพยากรโปแตชประมาณ

เหมืองแร่โพแทชอุดรธานี เมกะโปรเจกต์ขุมทรัพย์หมื่นล้าน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย หรือจุดเสี่ยงที่ต้องแลก⁉️🪨⛏️ อ่านเพิ่มเติม »

รพ.ขอนแก่น เงินบำรุงติดลบหนักสุดในอีสาน เกือบ 830 ล้านบาท เบื้องหลังวิกฤตไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบการเงินสุขภาพที่กำลังแบกต้นทุนไม่ไหว

ในไตรมาส 3/2569 โรงพยาบาลขอนแก่นมีเงินบำรุงติดลบกว่า -828.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณว่าระบบการเงินของโรงพยาบาลขนาดใหญ่กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และยังพบอีกว่า รพ.ขอนแก่นไม่ได้อยู่ในภาวะนี้เพียงแห่งเดียว เพราะใน 10 อันดับโรงพยาบาลอีสานที่เงินบำรุงติดลบมากที่สุด ยังมีชัยภูมิ สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในหลายจังหวัดตามมา ทำไมโรงพยาบาลเงินบำรุงติดลบ? และ ทำไมโรงพยาบาลที่รักษาคนจำนวนมากและรับผู้ป่วยซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของอีสาน จึงมีเงินไม่พอรองรับภาระที่ตัวเองแบก? โรงพยาบาลขอนแก่นมีฐานะเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โดยโรงพยาบาลประเภทนี้ไม่ได้รักษาเฉพาะคนในจังหวัดเหมือนโรงพยาบาลทั่วไป แต่เป็นโรงพยาบาลปลายทางของระบบส่งต่อ รองรับผู้ป่วยจากโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลทั่วไปที่ไม่สามารถดูแลได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยอาการหนัก โรคซับซ้อน การผ่าตัดใหญ่ อุบัติเหตุรุนแรง หรือผู้ป่วยที่ต้องใช้ทีมแพทย์และเครื่องมือที่ครบถ้วน และยิ่งโรงพยาบาลรับผู้ป่วยที่มีเคสซับซ้อนมากเท่าไร ต้นทุนต่อการรักษาก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น นี่อาจจะเป็นหนึ่งในจุดที่ระบบการเงินเริ่มมีปัญหา เพราะการจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยในไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลจะได้รับเงินเท่ากับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงทุกบาททุกสตางค์ โดยเฉพาะการจ่ายตามระบบกลุ่มโรคและน้ำหนักสัมพัทธ์ หรือค่า Rw ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าผู้ป่วยแต่ละรายมีความซับซ้อนและใช้ทรัพยากรมากน้อยเพียงใด แต่ในทางปฏิบัติ หากอัตราชดเชยต่อ Rw ต่ำกว่าต้นทุนจริง โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยหนักจำนวนมากก็จะยิ่งมีช่องว่างระหว่างต้นทุนที่ต้องจ่ายกับเงินที่ได้รับมากขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุขเคยระบุอย่างชัดเจนว่าสถานะการเงินของ รพ.ขอนแก่นได้รับผลกระทบจากการจัดสรรค่าบริการผู้ป่วยในที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยเฉพาะอัตราชดเชยตาม Rw ที่ต่ำกว่าต้นทุนบริการนั่นเอง ภารกิจของโรงพยาบาลรัฐคือรักษาคนที่จำเป็นต้องรักษา ต่อให้ต้นทุนสูงกว่ารายรับก็ตาม โรงพยาบาลรัฐจึงไม่สามารถเลือกผู้ป่วยโดยพิจารณาเพียงว่าเคสไหนคุ้มทุนหรือไม่คุ้มทุนได้ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์ที่มีบทบาทรองรับผู้ป่วยส่งต่อและผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนสูง ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากเงินที่ได้น้อย แต่อาจจะเกิดจากเงินที่ควรได้แต่ยังมาไม่ถึงโรงพยาบาล พูดง่ายๆ คือ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าได้เงินเท่าไร แต่อยู่ที่ได้เงินเมื่อไรด้วย หากงบผู้ป่วยในถูกค้างจ่ายหรือจ่ายล่าช้า โรงพยาบาลก็ยังต้องจ่ายค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ ค่าไฟ ค่าซ่อมเครื่องมือ ค่าจ้างบุคลากร และค่าใช้จ่ายในการรักษาคนไข้ไปก่อน และสาเหตุนี้เองที่กลายเป็นปัญหาของการขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาล และเหตุการณ์นี้ก็เคยเกิดขึ้นกับ รพ.ขอนแก่น โดยในช่วงปี 2568 โรงพยาบาลเคยมีเงินบำรุงติดลบกว่า -1,100 ล้านบาท และถูกจัดอยู่ในระดับวิกฤตการเงินระดับ 7 ขณะที่รายงานของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในไตรมาส 3/2568 มีโรงพยาบาล 326 แห่งที่เงินบำรุงติดลบรวม -8,287.9 ล้านบาท และ รพ.ขอนแก่นเป็นโรงพยาบาลศูนย์เพียงที่อยู่ในระดับวิกฤต 7 ซึ่งปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่สะสมมาหลายปี อย่างไรก็ตาม รพ.ขอนแก่นเองไม่ได้อยู่นิ่งเฉยในการแก้ปัญหา ก่อนหน้านี้โรงพยาบาลเคยลดจำนวนเตียง ทบทวนภาระงาน และลดการจ้างลูกจ้างรายวันในส่วนที่ไม่จำเป็น โดยก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณเดือนละ 2 ล้านบาท และทำให้เงินติดลบลดจากประมาณ -1,400 ล้านบาท เหลือราว -953 ล้านบาทในช่วงต้นปี 2569  โดยปัญหาไม่ได้เกิดจากค่าใช้จ่ายที่ควบคุมไม่ได้เพียงด้านเดียว เพราะโรงพยาบาลสามารถลดต้นทุนและปรับระบบภายในได้ หากโครงสร้างรายรับยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง การลดค่าใช้จ่ายอาจช่วยบรรเทาปัญหาได้ ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ฐานะการเงินกลับมาแข็งแรงในระยะยาว และอีกปัจจัยที่สำคัญก็คือ โครงสร้างงบประมาณบัตรทองเองกำลังขยายตัวตามภาระสุขภาพของประชาชน งบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 265,295 ล้านบาท โดยงบเหมาจ่ายรายหัวสำหรับบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในอยู่ที่ประมาณ 198,368 ล้านบาท และยังมีงบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังอีกกว่า 16,075 ล้านบาท งบประมาณเพิ่ม ไม่ได้แปลว่าสภาพคล่องของโรงพยาบาลจะดีขึ้น หากโรงพยาบาลปลายทางยังได้รับเงินไม่ทันเวลา หรือได้รับในอัตราที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง โรงพยาบาลก็ยังสามารถติดลบได้ แม้ทั้งระบบจะมีงบเพิ่มขึ้นทุกปีก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับมาที่โรงพยาบาลขอนแก่นจะเห็นได้ว่า โรงพยาบาลกำลังถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน โดยด้านหนึ่งคือ

รพ.ขอนแก่น เงินบำรุงติดลบหนักสุดในอีสาน เกือบ 830 ล้านบาท เบื้องหลังวิกฤตไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบการเงินสุขภาพที่กำลังแบกต้นทุนไม่ไหว อ่านเพิ่มเติม »

ทีเส็บเตรียมปั้น “อุบลราชธานี” เมืองศักยภาพจะเป็น MICE City แห่งที่ 4 ของอีสาน ชูจุดแข็งด้านวัฒนธรรม งานแห่เทียนพรรษา และการท่องเที่ยวคุณภาพ

ทีเส็บเริ่มผลักดันจังหวัดอุบลราชธานีให้ก้าวสู่การเป็น “MICE City” แห่งที่ 4 ของภาคอีสาน ต่อจากขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา โดยล่าสุดช่วงวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2569 ทีเส็บภาคตะวันออกเฉียงเหนือพาผู้แทนจากธุรกิจท่องเที่ยวและไมซ์ลงพื้นที่สำรวจอุบลฯ เพื่อดูว่าเมืองนี้มีอะไรพร้อมขายให้ตลาดประชุม สัมมนา งานแสดงสินค้า และการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลได้บ้าง จุดน่าสนใจคือ อุบลฯ ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มีของดีอยู่เต็มเมือง เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่ได้ถูกนำมาร้อยเรียงให้กลายเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง สิ่งที่อุบลฯ มี และเมืองอื่นเลียนแบบได้ยาก คือ วัฒนธรรมที่มีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นเทศกาลขนาดใหญ่ที่สามารถดึงคนเข้ามาใช้จ่ายในจังหวัด ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ร้านค้าท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย ที่สำคัญ งานแห่เทียนพรรษาอุบลฯ ยังได้รับรางวัลจากสมาคมเทศกาลและกิจกรรมนานาชาติ หรือ IFEA ในระดับนานาชาติ จึงถือเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพในการต่อยอดมากกว่าการเป็นเพียงงานเที่ยวประจำจังหวัด ลองคิดภาพง่ายๆ หากบริษัทแห่งหนึ่งพาพนักงาน 200 คนมาอุบลฯ เพื่อประชุม 2 วัน แล้วต่อด้วยการชมงานแห่เทียน เรียนรู้การทำต้นเทียน รับประทานอาหารพื้นถิ่น หรือเที่ยวสถานที่สำคัญของจังหวัด เงินที่เกิดขึ้นจะไม่ได้อยู่แค่โรงแรม แต่จะกระจายไปยังร้านอาหาร รถรับส่ง ช่างฝีมือ ผู้จัดกิจกรรม ร้านของฝาก และชุมชน นี่คือเหตุผลที่การผลักดัน MICE มีความสำคัญ เพราะคนที่เดินทางมาเพื่อประชุมหรือทำกิจกรรมกับองค์กร มักใช้จ่ายกับเมืองหลายด้าน และมีโอกาสพักค้างคืนมากกว่านักท่องเที่ยวที่แวะเที่ยวเพียงช่วงสั้นๆ ดังนั้น หากอุบลฯ ทำสำเร็จ จะทำให้จังหวัดมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และมีเงินก้อนใหม่ที่ไหลเข้าสู่ธุรกิจท้องถิ่นตลอดทั้งปี เพราะงานประชุมและสัมมนาไม่ได้จำเป็นต้องเกิดเฉพาะช่วงเทศกาล หากจังหวัดสามารถดึงงานจากบริษัท สมาคม หน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรต่างๆ เข้ามาได้ ก็จะช่วยเติมนักเดินทางเข้าสู่เมืองในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวด้วย ซึ่งตรงนี้นี่เองที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการมีรายได้สม่ำเสมอขึ้น ไม่ต้องรอเฉพาะเทศกาลใหญ่ปีละครั้ง และอุบลฯ ก็มีพื้นฐานรองรับอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน โรงแรม และสถานที่จัดประชุมหลายแห่ง รวมถึงสถานที่ที่ผ่านมาตรฐานด้านการจัดประชุมของทีเส็บ อย่างเช่น ศูนย์ประชุมของโรงแรมขนาดใหญ่ในเมือง นั่นหมายความว่าโจทย์ของอุบลฯ คือ การเอาของที่มีอยู่แล้วมาจัดระบบให้เป็นเส้นทางไมซ์ที่ขายได้จริง ตั้งแต่ห้องประชุม ที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงกิจกรรมหลังเลิกประชุมนั่นเอง อีกหนึ่งจุดแข็งที่น่าสนใจสำหรับอุบลคือ “เมืองธรรม เมืองเทียน” เพราะจังหวัดมีทุนเดิมในด้านพระพุทธศาสนา วัด และการปฏิบัติธรรมจำนวนมาก หากนำมาต่อยอดอย่างจริงจัง อุบลฯ ก็จะสามารถสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงจิตใจและสุขภาวะได้ เช่น การจัดกิจกรรมฝึกสมาธิ การปฏิบัติธรรม หรือการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ซึ่งสามารถเชื่อมกับกลุ่มบริษัทและองค์กรที่ต้องการพาพนักงานมาพักผ่อนหรือทำกิจกรรมร่วมกันได้อีกด้วย และเมื่อไปดู MICE City ในอีสานแต่ละจังหวัดต่างมีจุดเด่นของตัวเอง อย่างขอนแก่นมีความแข็งแรงด้านธุรกิจ การศึกษา และการแพทย์ โคราชมีฐานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนอุดรธานีมีความได้เปรียบด้านการค้าและการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน หากอุบลฯ พยายามแข่งด้วยการสร้างห้องประชุมให้ใหญ่กว่า หรือแข่งด้วยราคาถูกกว่า อาจจะไม่ได้เปรียบ แต่ถ้าเลือกขายในเรื่องวัฒนธรรม งานเทศกาล ธรรมะ อาหาร

ทีเส็บเตรียมปั้น “อุบลราชธานี” เมืองศักยภาพจะเป็น MICE City แห่งที่ 4 ของอีสาน ชูจุดแข็งด้านวัฒนธรรม งานแห่เทียนพรรษา และการท่องเที่ยวคุณภาพ อ่านเพิ่มเติม »

ผู้ติดเชื้อ HIV ในอีสานพุ่งกว่า 1.3 แสนคน โคราช-ขอนแก่น-อุดรธานี-อุบลฯ ติดอันดับ 13 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุดของประเทศ

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 557,993 คน โดยข้อมูลล่าสุดในปีงบประมาณ 2569 พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ติดเชื้อรวมกว่า 130,233 คน หรือคิดเป็นประมาณ 23.3% ของผู้ติดเชื้อทั้งประเทศ มากเป็นอันดับ 2 รองจากภาคกลางเพียงภูมิภาคเดียว ตัวเลขนี้อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมภาคอีสานจึงมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศไทย มีประชากรเกือบ 22 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ เมื่อฐานประชากรมีขนาดใหญ่ จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมก็ย่อมสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ ตัวเลขนี้เป็นผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียงปีเดียว อีกปัจจัยสำคัญคือ ภาคอีสานเป็นแหล่งแรงงานหลักของประเทศ ประชาชนจำนวนมากเดินทางไปทำงานในกรุงเทพมหานคร เขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก และจังหวัดเศรษฐกิจ ก่อนจะย้ายกลับภูมิลำเนาเมื่อเปลี่ยนงาน เกษียณ หรือกลับมารักษาตัว ทำให้ภาระการดูแลผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งกลับมาอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด โดยงานศึกษาด้านสาธารณสุขของไทยชี้ว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแพร่กระจายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างภูมิภาค ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เมื่อดูในรายจังหวัด จะพบว่า นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี คือ 4 จังหวัดของภาคอีสานที่มีผู้ติดเชื้อสะสมเกิน 10,000 คน และติดอันดับของประเทศทั้งหมด นครราชสีมา มีผู้ติดเชื้อสะสม 17,196 คน ขอนแก่น มีผู้ติดเชื้อ 15,876 คน  อุดรธานี มีผู้ติดเชื้อ 12,073 คน อุบลราชธานี มีผู้ติดเชื้อ 10,314 คน สิ่งที่น่ากังวล คือ แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรักษาผู้ติดเชื้อ แต่ยังคงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน การป้องกันจึงยังเป็นสำคัญที่สุด ทั้งการใช้ถุงยางอนามัย การตรวจหาเชื้อเป็นประจำ และการเข้ารับการรักษาโดยเร็วเมื่อพบการติดเชื้อ ในปัจจุบัน เอชไอวีไม่ใช่โรคร้ายแรงอย่างในอดีต หากผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจนสามารถกดปริมาณเชื้อให้อยู่ในระดับต่ำมาก ก็สามารถมีสุขภาพที่แข็งแรง ใช้ชีวิต ทำงาน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ อีกทั้งยังลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้อย่างมาก ดังนั้น สังคมควรร่วมกันส่งเสริมการป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม และลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในอนาคต   อ้างอิงจาก: – SUM UP – HIV INFO HUB+ – สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – สำนักงานสถิติแห่งชาติ ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #HIV #เชื้อเอชไอวี

ผู้ติดเชื้อ HIV ในอีสานพุ่งกว่า 1.3 แสนคน โคราช-ขอนแก่น-อุดรธานี-อุบลฯ ติดอันดับ 13 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุดของประเทศ อ่านเพิ่มเติม »

วันเข้าพรรษา ที่มากกว่าวันหยุด เมื่อคนอีสานกลับบ้าน พร้อมพา “เม็ดเงิน” กลับสู่บ้านเกิด

วันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่พระสงฆ์เถรวาทเริ่มจำพรรษาหรืออธิษฐานพักประจำอยู่ ณ วัดแห่งเดียวตลอดระยะเวลา 3 เดือนในช่วงฤดูฝน ตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางที่อาจสร้างความเสียหายต่อพืชผลและสัตว์เล็กสัตว์น้อยในฤดูเพาะปลูก อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่พระสงฆ์ได้ศึกษาและปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเข้มงวด ขณะที่พุทธศาสนิกชนเองก็ร่วมกันทำบุญตักบาตร ถวายเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน รักษาศีล และตั้งใจทำความดีตลอดช่วงเข้าพรรษา จนกลายเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดต่อเนื่องมายาวนานนับตั้งแต่สมัยสุโขทัย เข้าพรรษ ฤดูกาลแห่งศรัทธาและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจอีสาน เทศกาลเข้าพรรษาเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของภาคอีสานอย่างมาก เพราะตรงกับช่วงวันหยุดยาวที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อทำบุญ พบปะครอบครัว และร่วมกิจกรรมของชุมชน การเดินทางนี้ไม่ได้มีเพียงผู้คนที่กลับบ้านเท่านั้น แต่ยังมีกำลังซื้อและรายได้ที่ไหลกลับสู่ท้องถิ่นพร้อมกันด้วย จึงเป็นเหมือนการนำเม็ดเงินจากเมืองใหญ่กลับมาหมุนเวียนในเศรษฐกิจชนบท ผ่านการใช้จ่ายด้านการเดินทาง อาหาร ของฝาก เครื่องสังฆภัณฑ์ ดอกไม้ ธูปเทียน และสินค้าในชุมชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อย ตลาดท้องถิ่น ร้านอาหาร โรงแรม รวมถึงเกษตรกรและผู้ผลิตสินค้าพื้นบ้านได้รับอานิสงส์โดยตรงนั่นเอง โดยภาคอีสานมีแรงงานจำนวนมากเดินทางออกไปทำงานในกรุงเทพฯ เขตอุตสาหกรรม และเมืองเศรษฐกิจสำคัญ แต่ยังคงมีครอบครัวและถิ่นฐานอยู่ในบ้านเกิด เมื่อถึงช่วงเทศกาลสำคัญ อย่างเช่น เข้าพรรษา สงกรานต์ หรือปีใหม่ แรงงานเหล่านี้จะเดินทางกลับบ้านพร้อมกับรายได้ที่สะสมไว้ หรือที่เรียกว่า รายได้ที่ส่งกลับครัวเรือน ซึ่งรายได้ประเภทนี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจชนบทเป็นอย่างมาก เพราะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือน ลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และสร้างสภาพคล่องให้กับธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่นอีกด้วย สำหรับภาคอีสานแล้ว การเดินทางกลับบ้านในช่วงเข้าพรรษาไม่ได้จบลงที่การทำบุญเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การซื้อตั๋วโดยสาร เติมน้ำมัน ซื้ออาหาร ของฝาก เครื่องเซ่นไหว้ ดอกไม้ ธูปเทียน ชุดไทยธรรม เสื้อผ้า ของใช้ในครัวเรือน ไปจนถึงการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของครอบครัว เงินเหล่านี้นี่เองที่จะหมุนเวียนต่อไปยังร้านค้าชุมชน ตลาดสด ร้านอาหาร ร้านของชำ ร้านจำหน่ายเครื่องสังฆภัณฑ์ ผู้ผลิตอาหารพื้นบ้าน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งก่อให้เกิดผลคูณทางเศรษฐกิจนั่นเอง ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนหลายรอบภายในชุมชนก่อนจะไหลออกนอกพื้นที่ เทศกาลเข้าพรรษายังเปรียบเสมือนฤดูกาลเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ผู้ผลิตเทียนพรรษา ช่างแกะสลักเทียน ช่างศิลป์พื้นบ้าน ผู้ผลิตดอกไม้ เครื่องจักสาน ผ้าไหม ผ้าฝ้าย งานหัตถกรรม ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจขนส่ง และผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดที่มีประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาอันยิ่งใหญ่ อย่างอุบลราชธานี ซึ่งก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางเข้ามาใช้จ่ายในพื้นที่ เกิดรายได้แก่ภาคบริการจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับ Soft Power ของภาคอีสาน ผ่านทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งด้านการท่องเที่ยว สินค้าชุมชน และอุตสาหกรรมวัฒนธรรมอีกด้วย จะเห็นได้ว่า เทศกาลเข้าพรรษานั้นเป็นมากกว่าประเพณีทางศาสนา เพราะถือเป็นกลไกที่ช่วยกระจายเม็ดเงินจากศูนย์กลางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาคอื่นๆได้เป็นอย่างดี ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในจังหวัด เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากของภาคอีสาน แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม   อ้างอิงจาก: – สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ – ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight  

วันเข้าพรรษา ที่มากกว่าวันหยุด เมื่อคนอีสานกลับบ้าน พร้อมพา “เม็ดเงิน” กลับสู่บ้านเกิด อ่านเพิ่มเติม »

ประเพณีแห่เทียนพรรษา อุบลฯ 125 ปี แห่งศรัทธาสู่ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน”

หากพูดถึงงาน “ประเพณีแห่เทียนพรรษา” จังหวัดแรกที่หลายคนนึกถึง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีจุดเริ่มต้นของการถวายเทียนเพื่อให้แสงสว่างแก่พระสงฆ์ในช่วงเข้าพรรษา สู่การเป็นมหกรรมศิลปวัฒนธรรมระดับประเทศที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศทั้งช่าวไทยปละชาวต่างชาติ ประเพณีนี้มีอายุกว่า 125 ปี เป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญา ความสามัคคี และพลังของชุมชน ที่ร่วมกันสร้างสิ่งเล็กๆ ให้กลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ จนทุกวันนี้แห่เทียนอุบลกลายเป็นภาพจำของจังหวัด และเป็นหนึ่งในเทศกาลที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติอยากมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต จุดเริ่มต้นของประเพณีนี้ ย้อนกลับไปในอดีต ก่อนที่ไฟฟ้าจะเข้ามาในไทย ช่วงเข้าพรรษาซึ่งตรงกับฤดูฝน พระสงฆ์ต้องจำพรรษาอยู่ภายในวัดเป็นเวลา 3 เดือน พุทธศาสนิกชนจึงนำเทียนไปถวายเพื่อใช้เป็นแสงสว่างในการศึกษาพระธรรมและประกอบศาสนกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แม้เทียนจะไม่ได้มีความจำเป็นต่อการใช้สอยเหมือนในอดีตแล้ว แต่ชาวอุบลราชธานียังคงรักษาธรรมเนียมการถวายเทียนไว้ พร้อมพัฒนาให้เกิดขบวนแห่เทียนพรรษาที่ตกแต่งต้นเทียนอย่างวิจิตรงดงาม แห่ไปรอบชุมชนก่อนอัญเชิญไปถวายยังวัด จนกลายเป็นประเพณีที่ผสานศรัทธา ศิลปะ และการมีส่วนร่วมของคนทั้งชุมชน และสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วง พ.ศ. 2444-2479 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้ทรงส่งเสริมให้การแห่เทียนพรรษากลายเป็นงานประจำจังหวัดอุบลราชธานี แทนประเพณีบุญบั้งไฟ พร้อมเกิดแนวคิด “หลอมเทียน หลอมบุญ หลอมใจ” ที่ชวนให้ชาวบ้านทุกคนร่วมกันนำขี้ผึ้งมาหลอมเป็นเทียนต้นเดียว เปรียบเสมือนการหลอมรวมศรัทธา ความสามัคคี และความเป็นหนึ่งเดียวของคนทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน ทุกคนต่างมีส่วนร่วมในเทียนต้นเดียวกัน นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ประเพณีแห่เทียนพรรษาเป็นที่สร้างความผูกพันของคนในชุมชนมาตลอดกว่าศตวรรษ เมื่อฝีมือของช่างท้องถิ่นพัฒนาขึ้น เทียนพรรษาก็กลายเป็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความประณีต ลวดลายพุทธประวัติ วรรณคดี และศิลปะไทยถูกถ่ายทอดผ่านฝีมือของช่างแกะสลัก จนแต่ละต้นเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต และเมื่อขบวนเทียนเคลื่อนผ่านท้องถนน พร้อมเสียงดนตรี การฟ้อนรำ และการแสดงพื้นบ้าน เมืองอุบลราชธานีทั้งเมืองก็กลายเป็นเวทีศิลปะกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ประเพณีแห่เทียนพรรษาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี เพราะเบื้องหลังต้นเทียนแต่ละต้น มีผู้คนจำนวนมากที่มีส่วนร่วม ตั้งแต่ผู้เลี้ยงผึ้ง ผู้ผลิตขี้ผึ้ง ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างแกะสลัก ศิลปิน นักออกแบบ ผู้ตัดเย็บเครื่องแต่งกาย ทีมแสง สี เสียง ผู้จัดการแสดง ไปจนถึงร้านอาหาร โรงแรม ร้านกาแฟ ผู้ประกอบการของฝาก บริษัททัวร์ รถเช่า และสายการบิน ทุกภาคส่วนได้รับอานิสงส์จากเทศกาลนี้พร้อมกัน เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายไม่ได้หยุดอยู่เพียงร้านค้าแห่งเดียวเท่านั้น แต่หมุนเวียนต่อไปยังผู้ผลิตวัตถุดิบ คนขนส่ง และแรงงานในพื้นที่ เกิดการกระจายรายได้ไปทั่วทั้งจังหวัด และนี่ก็คือเหตุผลที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทศกาลทางวัฒนธรรม เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าที่หลายคนคาดคิด สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ประเพณีแห่เทียนพรรษาไม่ได้สร้างรายได้เพียงไม่กี่วันในช่วงจัดงานเท่านั้น แต่ยังสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับจังหวัดอุบลราชธานีผ่านการสร้างภาพจำของเมือง ทุกครั้งที่ภาพต้นเทียนอันงดงามถูกเผยแพร่ผ่านสื่อและโลกออนไลน์ ชื่อของอุบลราชธานีก็ถูกส่งต่อไปยังผู้คนทั่วประเทศและทั่วโลก และนี่ก้เป็นการประชาสัมพันธ์เมืองที่ทรงพลังที่สุด เพราะเกิดจากความประทับใจของผู้มาเยือน เมื่อผู้คนจดจำอุบลราชธานีในฐานะเมืองแห่งเทียนพรรษา โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นตามมา ทั้งการลงทุนด้านโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการพัฒนาสินค้าท้องถิ่นให้มีมูลค่าสูงขึ้นนั่นเอง และอีกหนึ่งก้าวสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี คือ การผลักดันเมืองสู่แนวคิด “อุบลเมืองธรรม เมืองเทียน” ควบคู่กับการพัฒนาเป็นเมืองกัมมัฏฐานและศูนย์กลางการท่องเที่ยวสายธรรมะ โดยเชื่อมโยงประเพณีแห่เทียนพรรษาเข้ากับการปฏิบัติธรรม วัดสำคัญ และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศาสนา ซึ่งเป็นการต่อยอดงานแห่เทียนพรรษาให้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี พร้อมผลักดันคุณค่าของประเพณีให้สอดคล้องกับแนวคิดของยูเนสโกที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต การสืบทอดภูมิปัญญา และการใช้วัฒนธรรมเป็นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน   สำหรับปี 2569 จังหวัดอุบลราชธานีจัดงาน ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ครบรอบ 125 ปี ระหว่างวันที่ 28

ประเพณีแห่เทียนพรรษา อุบลฯ 125 ปี แห่งศรัทธาสู่ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจอีสาน” อ่านเพิ่มเติม »

ถึงแม้จะมีแร่โพแทซมากกว่าถึง 4 เท่า แต่ทำไม? อีสานถึงทำเหมืองเหมือนแคนนาดาไม่ได้

อีสานและแคนนาดา เจอขุมทรัพย์โพแทชเหมือนกัน แต่ “ผลลัพธ์” กลับต่างกัน เกือบ 1 ใน 3 ของแร่โพแทซที่คนในโลกใช้ทำปุ๋ย มาจากรัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดาเพียงที่เดียว โดยในอดีตแผ่นดินผืนนี้มีเพียงแต่ทุ่งข้าวสาลีสุดลูกหูลูกตา ไม่มีใครเคยรู้เลยว่าใต้ดินซ่อนอะไรเอาไว้ และแทบไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า อีสานบ้านเรา ก็เคยเจอขุมทรัพย์แบบเดียวกันนี้มาแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 53 ปีก่อน แต่ทำไมวันนี้ ซัสแคตเชวันกลายเป็นเจ้าตลาดโพแทชของโลก ส่งออกไปเลี้ยงเกษตรกรทั่วทุกทวีป ในขณะที่อีสานของเรา ยังไม่เคยขุดแร่ชนิดนี้ขึ้นมาขายได้เต็มรูปแบบแม้แต่ตันเดียว จุดเริ่มต้นของแคนาดา: ซัสแคตเชวัน ปี 1943 นักสำรวจน้ำมันในรัฐซัสแคตเชวัน ขุดเจาะลงไปเพื่อหาบ่อน้ำมันแถบเมือง Radville แต่กลับไปเจอชั้นแร่โพแทสเซียมหนาเตอะซ่อนอยู่ใต้ดินแทน ซัสแคตเชวันมีแร่สำรองมากกว่า 1 แสนล้านตัน นับเป็นแหล่งโพแทชที่ใหญ่ที่สุดในโลกในตอนนั้น แต่ช่วงแรกก็ไม่ได้ราบรื่นเลย หลายบริษัทที่พยายามขุดเหมืองในทศวรรษ 1950 เจอปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนต้องแก้ปัญหาด้วยเทคนิคแช่แข็งชั้นหินใต้ดิน กว่าการผลิตจะเริ่มต่อเนื่องมั่นคงจริงจังก็ปี 1962 หรือ 19 ปีหลังการค้นพบ จุดเริ่มต้นของอีสาน: อุดรธานี 30 ปีให้หลัง เรื่องคล้ายกันก็เกิดขึ้นที่อีสานบ้านเรา ปี 2516 กรมทรัพยากรธรณีขุดเจาะสำรวจหาน้ำบาดาลในจังหวัดอุดรธานี แต่กลับไปเจอชั้นเกลือปริมาณมหาศาลกระจายตัวอยู่ทั่วที่ราบสูงโคราชแทน อีสานมีแร่โพแทชกระจายอยู่ถึง 42 แหล่ง ใน 10 จังหวัด รวมปริมาณกว่า 4 แสนล้านตันมากกว่าที่ซัสแคตเชวันเจอเสียอีก และนับเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย และอาจใหญ่ที่สุดในโลกด้วยซ้า โดยแร่ที่พบมีทั้งชนิดคาร์นัลไลต์ และซิลไวต์ ซึ่งซิลไวต์นั้นมีเกรดคุณภาพสูงจนติดอันดับแร่โพแทชที่ดีที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เคยมีการประเมินมูลค่าแร่ในดินของอีสานไว้สูงถึง 3.8 พันล้านล้านบาท (อ้างอิงราคาปี 2560)  พูดง่าย ๆ คือ ทั้งสองที่ต่างค้นพบขุมทรัพย์ชนิดเดียวกัน โดยไม่มีใครตั้งใจไปหามันเลยแม้แต่น้อย และอีสานเองก็ไม่ได้เจอน้อยกว่าแคนาดาเลย ในแง่ปริมาณอาจจะเจอเยอะกว่าด้วยซ้ำ ผลลัพธ์ปัจจุบัน: สองเส้นทางที่ต่างกันสุดขั้ว  ฝั่งซัสแคตเชวัน ภายในปี 1970 มีถึง 12 บริษัท เปิดเหมืองแล้ว 10 แห่งทั่วรัฐ โดยในปีปี 1975 รัฐบาลซัสแคตเชวันตัดสินใจตั้งบริษัท Potash Corporation of Saskatchewan ขึ้น เพื่อให้รัฐมีสัดส่วนการเป็นเจ้าของและควบคุมทรัพยากรของตัวเอง ซึ่งห่างจากตอนที่นอร์เวย์ตั้ง Statoil เพื่อทำเรื่องเดียวกันกับน้ำมันเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ในวันนี้ ซัสแคตเชวันคือผู้ผลิตโพแทชรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองส่วนแบ่งราว 30% ของทั้งโลก แค่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตหลักอย่าง Nutrien และ Mosaic ขายแร่โพแทชจากซัสแคตเชวันไปแล้วกว่า 57,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจ่ายค่าภาคหลวงกับภาษีให้รัฐไปแล้วกว่า 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่ช่วยพยุงทั้งภาคเกษตรและงบประมาณของรัฐมาต่อเนื่องหลายสิบปี ฝั่งอีสาน  ปี 2527 มีการเซ็นสัญญาให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โพแทชที่อุดรธานีเป็นครั้งแรก

ถึงแม้จะมีแร่โพแทซมากกว่าถึง 4 เท่า แต่ทำไม? อีสานถึงทำเหมืองเหมือนแคนนาดาไม่ได้ อ่านเพิ่มเติม »

ถอดรหัสเม็ดเงินและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของฮับการบินนานาชาติแห่งอีสาน “อุดรธานี”

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์ยกระดับท่าอากาศยานภูมิภาค โดยมีเป้าหมายผลักดัน ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี (UTH) ขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” หรือ Aviation Hub แห่งอีสาน โดยจับมือกับสายการบิน Thai VietJet Air และ EZY Airlines ในการเพิ่มความถี่เที่ยวบินทั้งในและเส้นทางบินตรงต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งกลายเป็ฯแรงส่งหลักให้ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีกลายเป็น “ประตูสู่ MICE City อีสานตอนบน”  โดยบทความนี้จะวิเคราะห์ว่า เมื่อทุกชิ้นส่วนประกอบกันเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมีมูลค่าเท่าใด และจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทั้งในระดับภาคอีสานและระดับจังหวัดอุดรธานี ฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าที่คิด อุดรธานีมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าที่คิด โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ปี 2567 อยู่ที่ 132,615 ล้านบาท พึ่งพาภาคบริการถึงราว 61% และมีภาคการค้าที่เป็นภาคย่อยที่ใหญ่ที่สุดในภาคบริการ โดยที่สนามบินมีผู้โดยสารกว่า 1.76 ล้านคน สูงสุดในอีสานและอันดับ 2 ของประเทศ แต่อาคารผู้โดยสารรองรับได้เพียง 1,200 คน/ชั่วโมงซึ่งถือว่าค่อนข้างจำกัด  ด้านท่องเที่ยวมีผู้เยี่ยมเยือนถึง 4.9 ล้านคน ทำรายได้จากต่างชาติสูงสุดในภาคกว่า 3,605 ล้านบาท โดยมีนักช้อปชาวลาวหนุน ที่เดินทางจากนครหลวงเวียงจันทน์ ผ่านด่านหนองคาย เข้ามาจับจ่ายและใช้บริการในเมืองอุดร อีกทั้งอุดรธานีเป็น 1 ใน 10 เมือง MICE ของประเทศไทย (ลำดับที่ 8) และสามารถสร้างรายได้ในปี 2566 กว่า 616 ล้านบาท โครงการยกระดับอุดรธานี แผนผลักดันอุดรเป็นฮับนานาชาติมีโครงการทั้งหมด 3 โครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมเป็นแรงส่งให้อุดรธานีเหมาะสมกับการเป็น ฮับการบินนานาชาติแห่งอีสาน โครงสร้างพื้นฐานสนามบิน: กรมท่าอากาศยานมีแผนสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ปรับปรุงอาคาร 1 และ 2 พร้อมศูนย์ขนส่งผู้โดยสาร อาคารจอดรถ และทางเดินเชื่อมภายใน คาดแล้วเสร็จปี 2571 ซึ่งจะ เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3.456 ล้านคน เป็น 7.2 ล้านคนต่อปี หรือมากกว่าเท่าตัว เครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศ: การเปิดบินตรงสู่เวียดนาม ไต้หวัน มาเลเซีย และญี่ปุ่น จะเปลี่ยนโครงสร้างนักท่องเที่ยวจากที่พึ่งพา สปป.ลาว เป็นหลัก ไปสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและพำนักนานขึ้น อีเวนต์ระดับโลก: งานมหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี 2569 (International Horticultural Expo 2026) จัด 1 พ.ย. 2569 – 14 มี.ค. 2570 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงาน

ถอดรหัสเม็ดเงินและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของฮับการบินนานาชาติแห่งอีสาน “อุดรธานี” อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top