🤔ถ้า “ปลาหมอคางดำ” ถึงเขื่อนลำปาว🐟🌊 จะกลายเป็นปลาแดก หรือกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเรื่องนี้อาจไม่ได้จบแค่ในไห แต่อาจไปถึง 825 ล้าน‼️
ปลาหมอคางดำอาจเป็นเพียงปลาตัวเล็กๆ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันกลับสร้างเรื่องใหญ่ให้ประเทศไทยไม่น้อย เพราะจากปลาที่เคยพบในบางพื้นที่ กลายเป็นปัญหาที่กระจายไปหลายจังหวัด จนภาครัฐต้องใช้ทั้งกำลังคน งบประมาณ และมาตรการจำนวนมากเพื่อควบคุมสถานการณ์ และวันนี้เรื่องเดิมกำลังกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีชาวบ้านเผยแพร่ภาพปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำจากบริเวณเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จนเกิดคำถามว่า ปลาหมอคางดำกำลังเดินทางมาถึงอีสานแล้วหรือไม่? ล่าสุด เจ้าหน้าที่ประมงกาฬสินธุ์ลงพื้นที่ตรวจสอบ 6 จุดบริเวณเขื่อนลำปาว หลังมีรายงานพบปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำ แต่ผลสำรวจเบื้องต้น ยังไม่พบปลาหมอคางดำในจุดที่ตรวจสอบ และยังต้องสำรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันให้แน่ชัด นั่นหมายความว่า ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าปลาหมอคางดำระบาดในเขื่อนลำปาว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เพียงพอให้พื้นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะลำปาวเป็นแหล่งทำกินของทั้ง ชาวประมง ผู้เลี้ยงปลา และผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามจำนวนมาก เหตุผลที่ภาครัฐต้องรีบจับตา เพราะประเทศไทยเคยเจอบทเรียนมาแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงจังหวัดชายฝั่งอ่าวไทย อย่างเช่น สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ เพชรบุรี ราชบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่ภาคใต้บางจังหวัด โดยกรมประมงเคยรายงานพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดไว้ 19 จังหวัดในปี 2567 ก่อนที่การติดตามในปี 2568 จะพบว่าพื้นที่ที่ยังมีการแพร่ระบาดลดลงเหลือ 17 จังหวัด หลังมีการดำเนินมาตรการควบคุมและกำจัดอย่างต่อเนื่อง และขนาดของปัญหาอาจเห็นภาพได้จากข้อมูลกรมประมงปี 2568 ระบุว่า มีการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากบ่อเพาะเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติไปแล้วกว่า 7.69 ล้านกิโลกรัม หรือประมาณ 7,692 ตัน จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่จับปลาออกไม่กี่ครั้งแล้วจะจบ แต่ต้องใช้การจัดการอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ที่ผ่านมา หลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่ทำประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เมื่อปลาหมอคางดำมีจำนวนมากขึ้น สิ่งที่ชาวบ้านต้องเจอไม่ใช่แค่ปลาชนิดใหม่เพิ่มเข้ามาในคลอง แต่คือปลาที่เข้ามาแย่งอาหารและพื้นที่กับสัตว์น้ำที่คนกำลังเลี้ยงหรือจับขาย พูดง่ายๆ คือ สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่ปลาหมอคางดำ แต่เป็นกุ้ง ปลา และรายได้ของคนในพื้นที่ และพื้นที่ที่เห็นได้ชัด คือ พื้นที่แพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีการศึกษาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และประเมินมูลค่าผลกระทบต่อวิถีชีวิตและกิจกรรมประมงในพื้นที่ไว้ประมาณ 131.96 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นตัวเลขจากการศึกษาในช่วง ปี 2561-2563 และเป็นเพียงพื้นที่ตำบลเดียวเท่านั้น และยังมีตัวอย่างจากสมุทรปราการที่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น กรมประมงเคยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีผลผลิตกุ้งทะเลประมาณ 1,400 ตันต่อปี มูลค่าราว 210 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ผลผลิตกุ้งในบ่อลดล เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาปลาเยอะจนจับไม่หมดเท่านั้น แต่มันหมายถึงเรื่องเงินของคนในชุมชนโดยตรง ลองนึกภาพตั้งแต่คนออกเรือหาปลา คนเลี้ยงกุ้ง คนเลี้ยงปลา พ่อค้าคนกลาง ตลาด ร้านอาหาร ไปจนถึงคนที่รับซื้อสัตว์น้ำ หากสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางการค้าลดลง คนที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบตามกันไปนั่นเอง และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ถ้าปลาหมอคางดำเข้ามาในอีสานจริง มันจะไปกระทบปลาและกุ้งที่คนอีสานเลี้ยงอยู่หรือเปล่า คำถามนี้สำคัญมาก เพราะกาฬสินธุ์เองมีธุรกิจกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า จังหวัดกาฬสินธุ์มีผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม 1,206 ราย พื้นที่เลี้ยงกว่า 7,900 ไร่ ผลผลิตประมาณ 3,280 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 825 ล้านบาทต่อปี และการเลี้ยงกุ้งของจังหวัดอาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวเป็นหลัก ถ้าปลาหมอคางดำเข้ามาตั้งหลักในระบบน้ำลำปาวได้จริง […]









