Article

บทความ จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ทั้ง ISAN Outlook และข้อมูลต่างๆ ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ รวบรวมให้คุณรู้ทันทุกข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง สังคม อีสาน

วิกฤตส่งออกแรงงานไทย เมื่อเกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ อุดรฯ ขอนแก่น ชัยภูมิ สารคาม ส่งผลสะเทือนต่อครอบครัวและเศรษฐกิจฐานราก

การที่เกาหลีใต้ประกาศขึ้นบัญชีดำ 4 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ และมหาสารคาม พร้อมระงับการรับแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล ภายใต้วีซ่า E-8 ตลอดปี 2569 ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อโครงสร้างแรงงานไทย โดยเฉพาะภาคอีสานที่พึ่งพารายได้จากการทำงานต่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเรื่องนี้ไม่ได้กระทบเพียงคนที่กำลังรอโอกาสเดินทางไปทำงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงครอบครัว ชุมชน และระบบเศรษฐกิจฐานรากของหลายจังหวัดในอีสาน ซึ่งรายได้จากแรงงานต่างแดนถือเป็นเส้นเลือดหลักหลายครอบครัวที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งการจับจ่าย การสร้างบ้าน การลงทุนภาคเกษตร รวมถึงการส่งลูกหลานเรียนหนังสือ เมื่อช่องทางรายได้ดังกล่าวถูกปิดลงชั่วคราว ย่อมทำให้เงินหมุนเวียนในระดับชุมชนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง อีสานมีประชากรมากที่สุดของประเทศ แต่โครงสร้างเศรษฐกิจยังพึ่งพาเกษตรกรรมและแรงงานนอกพื้นที่สูง ทำให้คนวัยแรงงานจำนวนมากต้องเลือกส่งออกแรงงาน เพื่อแสวงหารายได้ที่ดีกว่า การถูกระงับรับแรงงานครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการปิดประตูทางเศรษฐกิจอีกบานหนึ่งของคนอีสาน และอาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อการว่างงาน หนี้ครัวเรือน และปัญหาสังคมในระยะต่อไป แรงงานอีสานจำนวนมากเลือกเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพราะรายได้ในประเทศยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เผชิญปัญหาราคาพืชผลผันผวน รายได้ไม่แน่นอน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ การเปิดรับแรงงานตามฤดูกาลของเกาหลีใต้จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของคนชนบท แต่เมื่อเกิดปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้าง จนนำไปสู่การขึ้นบัญชีดำทั้งจังหวัด ผลกระทบจึงไม่ได้ตกอยู่กับเฉพาะผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่กลับลามไปถึงแรงงานอีกจำนวนมากที่ตั้งใจเดินทางไปทำงานอย่างถูกกฎหมาย กลายเป็นการตัดโอกาสของคนที่หวังใช้รายได้จากต่างประเทศมายกระดับชีวิตครอบครัว สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือผลกระทบด้านภาพลักษณ์ของแรงงานไทยในตลาดแรงงานโลก เพราะระบบแรงงานต่างประเทศให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและวินัยแรงงานสูงมาก การที่เกาหลีใต้ใช้มาตรการระงับรับแรงงานจากบางจังหวัด โดยปัญหาการหลบหนีทำให้ประเทศปลายทางอื่นเพิ่มความเข้มงวดต่อแรงงานไทยในอนาคต ทั้งการจำกัดโควตา การเพิ่มเงื่อนไขคัดกรอง หรือแม้แต่ลดความเชื่อมั่นต่อระบบจัดส่งแรงงานของไทยโดยรวม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านแรงงานเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน อย่างเช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ที่ต่างพยายามสร้างภาพลักษณ์แรงงานคุณภาพและมีวินัยในตลาดต่างประเทศ     อ้างอิงจาก: – กรุงเทพธุรกิจ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน

วิกฤตส่งออกแรงงานไทย เมื่อเกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ อุดรฯ ขอนแก่น ชัยภูมิ สารคาม ส่งผลสะเทือนต่อครอบครัวและเศรษฐกิจฐานราก อ่านเพิ่มเติม »

จากเมืองชายขอบ…สู่นครระดับโลก มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เตรียมปลุกเศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 32,000 ล้านบาท

มหกรรมพืชสวนโลกที่จังหวัดอุดรธานี เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังถูกใช้เพื่อรีเซ็ตภาพลักษณ์ของภาคอีสานทั้งภูมิภาค จากพื้นที่ชายขอบทางเศรษฐกิจของประเทศ ไปสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวระดับนานาชาติ และฮับเกษตรนวัตกรรมแห่งลุ่มน้ำโขง ในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาคอีสานมักถูกมองผ่านภาพจำของภูมิภาคแรงงาน คนอีสานจำนวนมหาศาลต้องเดินทางออกไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชนส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ แม้อีสานจะมีประชากรมากที่สุดของประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนรายได้ต่อหัวต่ำกว่าหลายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้กำลังแสดงให้เห็นว่าภาคอีสานกำลังเปลี่ยนไป เพราะการจัดงานระดับโลกไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อสร้างความคึกคักชั่วคราวเท่านั้น แต่เป็นการใช้ Mega Event เป็นเครื่องมือพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจเมืองและสร้างมูลค่าระยะยาวให้ทั้งภูมิภาค ภาคอีสานเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมไทยกับ สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ผ่านโครงข่ายรถไฟ ถนน และระเบียงเศรษฐกิจใหม่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อุดรธานีไม่ได้ถูกเลือกเป็นเจ้าภาพเพราะมีพื้นที่จัดงานสวยงามเท่านั้น แต่เพราะเมืองนี้มีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก ทั้งสนามบินนานาชาติ ศูนย์กลางโลจิสติกส์ การค้าชายแดน และความสามารถในการเชื่อมโยงผู้คนจากหลายประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยมหกรรมพืชสวนโลก 2569 นี้จะมีผู้เข้าชมมากกว่า 3.6 ล้านคน ภายใน 134 วัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินจะกระจายไปหลายชั้น ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ โรงแรม สายการบิน ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร บริษัทอีเวนต์ ไปจนถึงผู้ค้ารายย่อย รถรับจ้าง ตลาดชุมชน ร้านของฝาก เกษตรกร และแรงงานในพื้นที่ โดยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว 1 คน ไม่ได้จบที่ค่าบัตรเข้างานเท่านั้น แต่จะเกิดผลบวกทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง อย่างเช่น นักท่องเที่ยวเข้าพักโรงแรม โรงแรมต้องจ้างแรงงานเพิ่ม ซื้อวัตถุดิบอาหารจากเกษตรกร ใช้บริการขนส่ง และหมุนเงินต่อไปในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกหลายทอด นั่นหมายความว่าเม็ดเงิน 32,000 ล้านบาท อาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจจริงสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก งานนี้กำลังทำให้อุดรธานีถูกรีแบรนด์ใหม่บนเวทีโลก เดิมเมืองในอีสานอาจยังไม่อยู่ในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม แต่การมีมหกรรมระดับโลกจะทำให้อุดรธานีถูกบันทึกลงในเครือข่ายการเดินทางระหว่างประเทศทันที โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางจากจีนและอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงมากในอุตสาหกรรม MICE เพราะนักเดินทางกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้จ่ายแบบนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่า ทั้งด้านโรงแรม ร้านอาหาร การประชุม และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ นี่คือเหตุผลว่าทำไม MICE จึงถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปหลายเท่านั่นเอง อีกทั้ง งานนี้ยังเป็นการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ให้ภาคอีสาน เพราะภายในงานจะมีทั้งเวทีประชุมวิชาการ งานนวัตกรรมเกษตร กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และการร่วมทุนระหว่างประเทศ โดยมีผู้ประกอบการต่างชาติมากกว่า 200 บริษัทเข้าร่วม สิ่งนี้สำคัญมากต่ออนาคตของเศรษฐกิจอีสาน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรของอีสานติดอยู่กับการขายวัตถุดิบราคาถูก อย่างเช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย หรือยางพารา แต่โลกยุคใหม่กำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอาหาร เกษตรแม่นยำสูง อาหารสุขภาพ และอุตสาหกรรมชีวภาพ หากอีสานสามารถเชื่อมโยงเกษตรกรรมเข้ากับนวัตกรรมและงานวิจัยได้สำเร็จ มูลค่าทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะจะเปลี่ยนจากการขายผลผลิตดิบ ไปสู่การสร้างแบรนด์ สร้างผลิตภัณฑ์ และสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปมูลค่าสูงนั่งเอง มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจสีเขียวแห่งอีสาน เพราะงานนี้เชื่อมโยงทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โลกปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุค Green Economy ประเทศต่างๆ เริ่มแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีสะอาด พลังงานสีเขียว และระบบอาหารที่ยั่งยืน ขณะที่อีสานมีจุดแข็งมหาศาลทั้งพื้นที่เกษตร ทรัพยากรชีวภาพ

จากเมืองชายขอบ…สู่นครระดับโลก มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เตรียมปลุกเศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 32,000 ล้านบาท อ่านเพิ่มเติม »

“สนามบินบึงกาฬ” วงเงิน 8.1 พันล้าน ความหวังใหม่เศรษฐกิจไทย–ลาว–เวียดนาม บนระเบียงการค้าแห่งอนาคต

โครงการก่อสร้าง “ท่าอากาศยานบึงกาฬ” วงเงินกว่า 8,196 ล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีภายในปี 2569 ก่อนเริ่มก่อสร้างในปี 2572 และเปิดใช้งานในปี 2575 ซึ่งหากโครงการเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนแห่งนี้ไปตลอดกาล หลายคนอาจเข้าใจว่าสนามบินบึงกาฬเป็นเพียงโครงการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้ประชาชนเท่านั้น แต่สามารถเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดชนิดหนึ่งของโลกยุคใหม่ เพราะทุกเมืองที่มีสนามบิน ล้วนมีโอกาสเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับโลกได้เร็วกว่าพื้นที่อื่นเสมอ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกให้ความสำคัญกับความรวดเร็วของการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการเคลื่อนย้ายผู้คนมากกว่าที่เคย จุดแข็งสำคัญของบึงกาฬ เป็นจังหวัดตั้งอยู่ติดแม่น้ำโขง เชื่อมต่อกับ สปป.ลาว และอยู่ใกล้เส้นทางเศรษฐกิจที่สามารถเชื่อมจากเวียดนาม ผ่านลาว เข้าสู่ไทย ก่อนออกไปยังเมียนมาและมหาสมุทรอินเดีย บึงกาฬกำลังอยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือ GMS ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก เพราะนี่คือประตูการค้าใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น สนามบินบึงกาฬจึงกำลังถูกมองให้เป็นจุดเชื่อมโลจิสติกส์ชายแดนที่สามารถรองรับทั้งนักลงทุน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังพยายามผลักดันเศรษฐกิจชายแดนให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดของเศรษฐกิจเมืองใหญ่ที่เริ่มอิ่มตัวมากขึ้นทุกปีนั่นเอง สิ่งน่าสนใจมาก คือ ที่ตั้งของสนามบินซึ่งอยู่บริเวณตำบลโป่งเปือย อำเภอโซ่พิสัย และตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวเมืองและสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 เพียงประมาณ 12 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่ใกล้มากสำหรับสนามบินภูมิภาค และมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงการค้าและโลจิสติกส์ เพราะหมายความว่าสินค้า นักท่องเที่ยว หรือแม้แต่นักลงทุนจากฝั่งลาวและเวียดนาม สามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านบึงกาฬได้สะดวกขึ้นอย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น จังหวัดบึงกาฬยังอยู่ห่างจากสนามบินสำคัญรอบข้างเกือบ 190-194 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นสนามบินอุดรธานี สกลนคร หรือ นครพนม ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ยังมีช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศอยู่สูงมาก และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้สนามบินบึงกาฬมีโอกาสเติบโตได้จริง ต่างจากบางพื้นที่ที่มีสนามบินอยู่หนาแน่นจนแข่งขันกันเองนั่นเอง อีกทั้ง การมีสนามบินเมืองทั้งเมืองจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามมา อย่างเช่น ถนนจะถูกขยาย พื้นที่รอบสนามบินจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โรงแรม ร้านอาหาร คลังสินค้า ศูนย์ประชุม ห้างสรรพสินค้า และโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ จะค่อยๆ เกิดขึ้นตามมา โดยแนวคิดของกรมท่าอากาศยานที่กำลังพยายามผลักดันเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์รอบสนามบิน หรือ Airport Economy ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ผ่านการแก้ไขข้อจำกัดการเช่าพื้นที่ราชพัสดุภายในสนามบิน จากเดิมที่เช่าได้เพียง 3 ปี ซึ่งสั้นเกินไปสำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ ไปสู่แนวคิดใหม่ที่อาจเปิดให้เช่า 5-10 ปีสำหรับพื้นที่ภายในอาคาร และอาจขยายได้ถึง 30 ปีสำหรับพื้นที่ภายนอกบางประเภท หากแนวคิดนี้เกิดขึ้นจริง สนามบินบึงกาฬอาจพัฒนาเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่รอบสนามบินได้ในอนาคต และภาพที่อาจเกิดขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า คือพื้นที่รอบสนามบินอาจเต็มไปด้วยโรงแรม ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าเกษตร ศูนย์แสดงสินค้า ร้านค้าปลอดภาษี หรือแม้แต่เขตธุรกิจใหม่ที่รองรับนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน เวียดนาม และลาว ที่กำลังมองหาพื้นที่ลงทุนใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อีกประเด็นที่สำคัญมาก คือ การท่องเที่ยว เพราะบึงกาฬกำลังมีต้นทุนด้านการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหินสามวาฬ ภูทอก น้ำตก ถ้ำ วิถีวัฒนธรรมริมโขง รวมถึงกระแสการท่องเที่ยวสายธรรมชาติที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ปัจจุบันข้อจำกัดสำคัญของบึงกาฬ คือ การเดินทางยาก นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องใช้เวลาเดินทางทางถนนหลายชั่วโมงจากอุดรธานีหรือสกลนคร

“สนามบินบึงกาฬ” วงเงิน 8.1 พันล้าน ความหวังใหม่เศรษฐกิจไทย–ลาว–เวียดนาม บนระเบียงการค้าแห่งอนาคต อ่านเพิ่มเติม »

“มวยไทย” จากกีฬาเลี้ยงชีพคนอีสาน สู่ Soft Power ระดับโลก

ความยากจนและจุดเริ่มต้นบนลานดิน ภาคอีสานขึ้นชื่อว่าเป็น “Land of Warriors” (Siam Fight Mag 2010) ในฐานะที่เป็นภูมิภาคที่สร้างและส่งออกนักมวยไทยระดับแชมป์เข้าสู่วงการมากที่สุดในประเทศ แต่มวยไทยในอีสานไม่ได้เริ่มต้นจากความสวยงามทางศิลปะ กลับเริ่มต้นจาก “ปากท้อง” ในอดีตบริบททางเศรษฐกิจของภาคอีสานที่พึ่งพาการเกษตรและเผชิญความเหลื่อมล้ำ ทำให้ช่องทางในการหารายได้มีจำกัด หากคนอีสานอยากจะยกระดับทางสังคม ต้องพึ่งพามวยเป็นอีกหนึ่งเส้นทางในการยกระดับ โดยมวยไทยเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมด้วยรูปแบบการต่อสู้ที่ดุดันและเร้าใจกว่ามวยประเภทอื่น จากกติกาที่เปิดกว้างให้ใช้ “ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8” (หมัด เท้า เข่า ศอก) รวมถึงเทคนิคการปล้ำวงในซึ่งสร้างความตื่นเต้น คาดเดาได้ยาก และมีโอกาสเกิดการน็อกเอาต์แบบพลิกล็อกได้ทุกวินาที ซึ่งต่างจากมวยสากลหรือคิกบ็อกซิ่งที่มีข้อจำกัดในการใช้อวัยวะและรูปแบบการเข้าทำอย่างชัดเจน มวยไทยจึงทำหน้าที่เป็นกลไกการเลื่อนสถานะทางสังคมชั้นยอดที่สามารถเปลี่ยน “ทักษะทางร่างกาย” ให้กลายเป็นเครื่องมือยังชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ระบบนิเวศเศรษฐกิจชุมชนมูลค่าหมื่นล้าน ค่ายมวยท้องถิ่นในอีสานแท้จริงแล้วคือวิสาหกิจขนาดย่อม (SMEs) ที่ดูดซับแรงงานที่ออกจากภาคการเกษตร เช่น เทรนเนอร์ และผู้จัดการค่าย ข้อมูลจากสถาบันการเงินระบุว่า อุตสาหกรรมมวยไทยและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งระบบ (รวมถึงค่ายมวย อุปกรณ์กีฬา และการจัดแข่งขัน) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศไทยรวมกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีนักมวยและบุคลากรจากภาคอีสานเป็นฟันเฟืองหลักในการผลิตรายได้นี้ การขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมบันเทิงและกีฬาโลก มวยไทยถูกแปลงสภาพเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม สร้างมูลค่ามหาศาลและเป็นตัวจุดชนวนพลัง Soft Power ในตลาดโลก: อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด: การส่งออกศิลปะมวยไทยผ่านบุคลากรชาวอีสานอย่าง “จา พนม” ที่เป็นคนสุรินทร์ ในแฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Furious 7 (Fast and Furious 7) ซึ่งกวาดรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไปถึง 1.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52,000 ล้านบาท) ทำให้มวยไทยกลายเป็นมาตรฐานของคิวบู๊ระดับโลก สร้าง Brand Awareness ที่ตีมูลค่าไม่ได้ อุตสาหกรรมถ่ายทอดสดกีฬา: การเติบโตของรายการศิลปะการต่อสู้ระดับโลกที่ใช้นักมวยไทยเป็นตัวชูโรง อย่าง ONE Championship ปัจจุบันมีการระดมทุนจากนักลงทุนระดับโลกและถูกประเมินมูลค่าบริษัท (Valuation) ไว้สูงถึง 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 47,000 ล้านบาท) สเกลระดับนี้ช่วยเปลี่ยนค่าตัวนักมวยอีสานจากหลักหมื่นในประเทศ สู่หลักล้านบาทในชั่วข้ามคืน วิดีโอเกมและอีสปอร์ต: มวยไทยถูกฝังในวัฒนธรรมเกมเมอร์ทั่วโลกผ่านแฟรนไชส์เกมต่อสู้ที่ทำยอดขายหลายสิบล้านชุด เช่น Street Fighter หรือ Tekken ทำให้ต่างชาติคุ้นเคยกับมวยไทยตั้งแต่ยังเด็ก ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) และเม็ดเงินที่ไหลกลับสู่อีสาน การส่งออกแรงงานทักษะสูงและเม็ดเงินโอนกลับ: ความต้องการเทรนเนอร์มวยไทยในยิมต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน) พุ่งสูงขึ้น อดีตนักมวยชาวอีสานสามารถไปทำงานต่างประเทศ สร้างรายได้ส่งกลับมาสร้างบ้าน ซื้อที่ดินการเกษตร หรือลงทุนในธุรกิจท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงกีฬา: ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาฝึกมวยไทยจากต้นตำรับ ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ระบุว่ากิจกรรมกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (โดยมีมวยไทยเป็นตัวชูโรงหลัก) สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและการหมุนเวียนทางการเงินในประเทศได้ราว 40,000 ล้านบาทต่อปี ค่ายมวยในภาคอีสานหลายแห่งเริ่มปรับตัวรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ เกิดการกระจายรายได้สู่ธุรกิจที่พักและร้านอาหารในชุมชน บทสรุป มวยไทยระดับโลกจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด “ทุนมนุษย์” จากภาคอีสาน มวยไทยคือภาพสะท้อนของการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน

“มวยไทย” จากกีฬาเลี้ยงชีพคนอีสาน สู่ Soft Power ระดับโลก อ่านเพิ่มเติม »

“มวยไทย” จากกีฬาเลี้ยงชีพคนอีสาน สู่ Soft Power ระดับโลก

ความยากจนและจุดเริ่มต้นบนลานดิน ภาคอีสานขึ้นชื่อว่าเป็น “Land of Warriors” (Siam Fight Mag 2010) ในฐานะที่เป็นภูมิภาคที่สร้างและส่งออกนักมวยไทยระดับแชมป์เข้าสู่วงการมากที่สุดในประเทศ แต่มวยไทยในอีสานไม่ได้เริ่มต้นจากความสวยงามทางศิลปะ กลับเริ่มต้นจาก “ปากท้อง” ในอดีตบริบททางเศรษฐกิจของภาคอีสานที่พึ่งพาการเกษตรและเผชิญความเหลื่อมล้ำ ทำให้ช่องทางในการหารายได้มีจำกัด หากคนอีสานอยากจะยกระดับทางสังคม ต้องพึ่งพามวยเป็นอีกหนึ่งเส้นทางในการยกระดับ โดยมวยไทยเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมด้วยรูปแบบการต่อสู้ที่ดุดันและเร้าใจกว่ามวยประเภทอื่น จากกติกาที่เปิดกว้างให้ใช้ “ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8” (หมัด เท้า เข่า ศอก) รวมถึงเทคนิคการปล้ำวงในซึ่งสร้างความตื่นเต้น คาดเดาได้ยาก และมีโอกาสเกิดการน็อกเอาต์แบบพลิกล็อกได้ทุกวินาที ซึ่งต่างจากมวยสากลหรือคิกบ็อกซิ่งที่มีข้อจำกัดในการใช้อวัยวะและรูปแบบการเข้าทำอย่างชัดเจน มวยไทยจึงทำหน้าที่เป็นกลไกการเลื่อนสถานะทางสังคมชั้นยอดที่สามารถเปลี่ยน “ทักษะทางร่างกาย” ให้กลายเป็นเครื่องมือยังชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ระบบนิเวศเศรษฐกิจชุมชนมูลค่าหมื่นล้าน ค่ายมวยท้องถิ่นในอีสานแท้จริงแล้วคือวิสาหกิจขนาดย่อม (SMEs) ที่ดูดซับแรงงานที่ออกจากภาคการเกษตร เช่น เทรนเนอร์ และผู้จัดการค่าย ข้อมูลจากสถาบันการเงินระบุว่า อุตสาหกรรมมวยไทยและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งระบบ (รวมถึงค่ายมวย อุปกรณ์กีฬา และการจัดแข่งขัน) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศไทยรวมกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีนักมวยและบุคลากรจากภาคอีสานเป็นฟันเฟืองหลักในการผลิตรายได้นี้ การขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมบันเทิงและกีฬาโลก มวยไทยถูกแปลงสภาพเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม สร้างมูลค่ามหาศาลและเป็นตัวจุดชนวนพลัง Soft Power ในตลาดโลก: อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด: การส่งออกศิลปะมวยไทยผ่านบุคลากรชาวอีสานอย่าง “จา พนม” ที่เป็นคนสุรินทร์ ในแฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Furious 7 (Fast and Furious 7) ซึ่งกวาดรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไปถึง 1.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52,000 ล้านบาท) ทำให้มวยไทยกลายเป็นมาตรฐานของคิวบู๊ระดับโลก สร้าง Brand Awareness ที่ตีมูลค่าไม่ได้ อุตสาหกรรมถ่ายทอดสดกีฬา: การเติบโตของรายการศิลปะการต่อสู้ระดับโลกที่ใช้นักมวยไทยเป็นตัวชูโรง อย่าง ONE Championship ปัจจุบันมีการระดมทุนจากนักลงทุนระดับโลกและถูกประเมินมูลค่าบริษัท (Valuation) ไว้สูงถึง 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 47,000 ล้านบาท) สเกลระดับนี้ช่วยเปลี่ยนค่าตัวนักมวยอีสานจากหลักหมื่นในประเทศ สู่หลักล้านบาทในชั่วข้ามคืน วิดีโอเกมและอีสปอร์ต: มวยไทยถูกฝังในวัฒนธรรมเกมเมอร์ทั่วโลกผ่านแฟรนไชส์เกมต่อสู้ที่ทำยอดขายหลายสิบล้านชุด เช่น Street Fighter หรือ Tekken ทำให้ต่างชาติคุ้นเคยกับมวยไทยตั้งแต่ยังเด็ก ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) และเม็ดเงินที่ไหลกลับสู่อีสาน การส่งออกแรงงานทักษะสูงและเม็ดเงินโอนกลับ: ความต้องการเทรนเนอร์มวยไทยในยิมต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน) พุ่งสูงขึ้น อดีตนักมวยชาวอีสานสามารถไปทำงานต่างประเทศ สร้างรายได้ส่งกลับมาสร้างบ้าน ซื้อที่ดินการเกษตร หรือลงทุนในธุรกิจท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงกีฬา: ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาฝึกมวยไทยจากต้นตำรับ ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ระบุว่ากิจกรรมกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (โดยมีมวยไทยเป็นตัวชูโรงหลัก) สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและการหมุนเวียนทางการเงินในประเทศได้ราว 40,000 ล้านบาทต่อปี ค่ายมวยในภาคอีสานหลายแห่งเริ่มปรับตัวรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ เกิดการกระจายรายได้สู่ธุรกิจที่พักและร้านอาหารในชุมชน บทสรุป มวยไทยระดับโลกจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด “ทุนมนุษย์” จากภาคอีสาน มวยไทยคือภาพสะท้อนของการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน

“มวยไทย” จากกีฬาเลี้ยงชีพคนอีสาน สู่ Soft Power ระดับโลก อ่านเพิ่มเติม »

ทุ่มงบ 2,500 ล้าน ก่อตั้ง “คณะแพทย์ ม.นครพนม” รวมทั้งเปลี่ยนโฉมนครพนม-เลย-ยโสธร สู่ “ศูนย์การแพทย์ขั้นสูง” แห่งใหม่ของไทย

การอนุมัติงบประมาณกว่า 2,502 ล้านบาทของคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งมีแผนดำเนินการระยะยาว 10 ปี (พ.ศ. 2570 – 2579) โครงการนี้ไม่ได้สร้างแค่ตึกหรือผลิตแค่ใบปริญญาเท่านั้น แต่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน  โครงการนี้จะเป็นการดึงลูกหลานชาวอีสานเข้าสู่กระบวนการผลิตและบ่มเพาะ เพื่อให้กลับมารับใช้บ้านเกิดของตนเอง การตั้งเป้าผลิตแพทย์ให้ได้ไม่น้อยกว่า 71 คนต่อปี และมีนักศึกษาหมุนเวียนในระบบกว่า 200 คนภายในปี 2579 ถือเป็นการแก้ปัญหาสมองไหลที่ตรงจุด โดยสาระสำคัญของโครงการนี้ คือ การพัฒนาโรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลเลย และโรงพยาบาลยโสธร ขึ้นเป็น “ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก” ถือเป็นการก้าวกระโดดของการพัฒนาเชิงสถาบัน เพราะการที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดจะยกระดับเป็นโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ตามเกณฑ์มาตรฐานแพทยสภาได้นั้น หมายความว่าโรงพยาบาลเหล่านี้จะต้องได้รับการสนันสนุนทรัพยากรขนานใหญ่ ทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ห้องปฏิบัติการขั้นสูง และที่สำคัญที่สุดคือการดึงดูดอาจารย์แพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้เข้ามาประจำการมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งก็ส่งผลให้ประชาชนในภูมิภาคจะได้รับอานิสงส์จากการรักษาที่มีมาตรฐานสูง โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายแอบแฝง ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก และการสูญเสียรายได้จากการหยุดงานเพื่อเดินทางข้ามจังหวัดไปหาหมอเฉพาะทางอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการลดความแออัดของโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ในหัวเมืองหลัก ทำให้ระบบสาธารณสุขของภาคอีสานมีตาข่ายรองรับผู้ป่วยที่กระจายตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย งบประมาณ 2,502 ล้านบาท เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงมาก การเกิดขึ้นของคณะแพทยศาสตร์และศูนย์การแพทย์ชั้นคลินิก จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น เกิดการสร้างงานจำนวนมาก ทั้งบุคลากรสายวิชาการ สายสนับสนุน นักวิจัย ไปจนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากโดยรอบมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล อย่างเช่น ธุรกิจหอพัก ร้านอาหาร และบริการขนส่ง เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น หากประชากรมีการเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้กำลังแรงงานในภาคอีสานตอนบนมีศักยภาพในการประกอบอาชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างเต็มกำลัง อีกทั้ง  นครพนมยังเป็นจังหวัดชายแดนที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านและเป็นส่วนหนึ่งของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การมีสถาบันผลิตแพทย์และศูนย์การแพทย์ในพื้นที่นี้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพระดับขอบชายแดนได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการรับมือกับโรคระบาดข้ามพรมแดน การจัดการกับโรคเขตร้อน ไปจนถึงศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการแพทย์สำหรับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและยกระดับบทบาทของไทยในเวทีสาธารณสุขระดับภูมิภาคในอนาคตอีกด้วย การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและผลิตบุคลากรคุณภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีที่สุดใกล้บ้านตนเอง หากมองในแง่ของการลงมือปฏิบัติจริง ทุกคนคิดว่าความท้าทายที่ยากที่สุดในช่วง 10 ปีแรกของการสร้างคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ คือเรื่องการดึงดูดบุคลากรเฉพาะทาง หรือการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด?   อ้างอิงจาก: – THAIRATH – Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #การแพทย์ #โรงเรียนศูนย์แพทย์ #คณะแพทย์ #นครพนม #มหาวิทยาลัยนครพนม 

ทุ่มงบ 2,500 ล้าน ก่อตั้ง “คณะแพทย์ ม.นครพนม” รวมทั้งเปลี่ยนโฉมนครพนม-เลย-ยโสธร สู่ “ศูนย์การแพทย์ขั้นสูง” แห่งใหม่ของไทย อ่านเพิ่มเติม »

“ศูนย์รักษามะเร็งโปรตอน” แห่ง 2 ของไทย ที่ ม.ขอนแก่น งบประมาณกว่า 3,000 ล้าน เพื่อยกระดับรักษามะเร็งอีสาน

การอนุมัติงบประมาณมูลค่า 3,000 ล้านบาท กับโปรเจกต์ยักษ์ “ศูนย์รักษามะเร็งโปรตอน” ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งนับแห่งที่ 2 ของประเทศไทย  และเป็นแห่งแรกภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุด แต่กลับเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงมาอย่างยาวนาน เทคโนโลยีโปรตอนบีมที่ถูกนำมาใช้ในโครงการนี้ ถือเป็นนวัตกรรมรังสีรักษาที่มีความแม่นยำสูง สามารถปล่อยพลังงานทำลายเซลล์มะเร็งได้ตรงจุด ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติรอบข้างอย่างมีนัยยะ ซึ่งแตกต่างจากการฉายรังสีแบบดั้งเดิมที่มักส่งผลข้างเคียงในวงกว้าง การเกิดขึ้นของศูนย์แห่งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาของทั้งภูมิภาคให้เข้าใกล้ระดับสากล โดยศูนย์โปรตอนแห่งแรกที่ตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทำไมต้อง “ขอนแก่น”?  ขอนแก่นเป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์” (Medical Hub) ที่มีความพร้อมสูงสุดในภูมิภาค คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีฐานบุคลากรและงานวิจัยที่เข้มแข็ง การตั้งศูนย์ที่นี่จึงเป็นการต่อยอดบนโครงสร้างที่แข็งแรงอยู่แล้ว ไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์ และจากสถิติเชิงระบาดวิทยา ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีการเกิดของโรคมะเร็งบางชนิดสูงเป็นอันดับต้นๆ การเข้าถึงนวัตกรรมที่ตรงจุดและแม่นยำจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน การตั้งศูนย์ในพื้นที่ใจกลางอีสานจะช่วยลดระยะทางและเวลาซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญระหว่างความเป็นและความตายของผู้ป่วย อีกทั้งการที่เทคโนโลยีระดับโลกอย่างโปรตอนบีม เคยกระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในการรักษา การปักธงที่ขอนแก่นจึงทำให้เห็นว่า นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตต้องเข้าถึงได้ทุกคนไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ในส่วนของทคโนโลยี “อนุภาคโปรตอน” เปรียบเสมือนรังสีรักษาที่ดีกว่าการฉายรังสีแบบดั้งเดิม ด้วยคุณสมบัติที่การทำลายล้างที่แม่นยำระดับมิลลิเมตร พลังงานรังสีจะถูกบังคับให้ไปหยุดและระเบิดพลังสูงสุด ณ จุดที่เป็นก้อนมะเร็งเท่านั้น โดยแทบไม่หลงเหลือรังสีไปทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อดีที่อยู่รอบข้าง ผลลัพธ์ที่ได้คือผลข้างเคียงที่ต่ำมาก ผู้ป่วยไม่ต้องทรมานจากการถูกรังสีเผาทำลายอวัยวะสำคัญข้างเคียง ซึ่งถือเป็นทางรอดใหม่ของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งในเด็ก หรือมะเร็งที่อยู่ในตำแหน่งอันตรายอย่างสมองและกระดูกสันหลังนั่นเอง ในอดีตผู้ป่วยชาวอีสานที่ต้องการเทคโนโลยีชั้นสูงเช่นนี้ ต้องเผชิญกับต้นทุนแฝงมหาศาล ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พักในกทม. และการรอคอยคิวที่ยาวนานจนบางครั้งก็สายเกินไป แต่การมาถึงของศูนย์โปรตอนที่ มข. จะเปลี่ยนให้ขอนแก่นกลายเป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางการแพทย์เฉพาะทางระดับสูง” (Medical Hub) ที่มีศักยภาพรองรับผู้ป่วยได้ถึง 6,000 รายต่อปี ช่วยกระจายความแออัดจากส่วนกลาง และทำหน้าที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของชาวอีสาน รวมถึงประเทศเพื่อน GMS ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินสะพัดและยกระดับเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นการสร้างคลังสมองของชาติ เพราะศูนย์แห่งนี้จะถูกวางตัวเป็นฐานวิจัยและผลิตบุคลากรชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์รังสีรักษา นักฟิสิกส์การแพทย์ และวิศวกรเทคโนโลยีขั้นสูงบท   อ้างอิงจาก: – The Standard – Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ #การแพทย์ #ศูนย์มะเร็งอีสาน #ศูนย์มะเร็งโปรตอน #ขอนแก่น #MedicalHub

“ศูนย์รักษามะเร็งโปรตอน” แห่ง 2 ของไทย ที่ ม.ขอนแก่น งบประมาณกว่า 3,000 ล้าน เพื่อยกระดับรักษามะเร็งอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

“สงกรานต์ไทย 69” ขึ้นแท่น Global Destination อันดับ 1 เมษานี้ทั่วโลกแห่ปักหมุดมาไทย คาดเงินสะพัดทะลุ 3 หมื่นล้าน

“สงกรานต์ไทย” เป็นวัฒนธรรมที่มีรากลึกยาวนานกว่าพันปี หากย้อนไปในอดีต สงกรานต์มีจุดกำเนิดจากคติความเชื่อเรื่องการเคลื่อนย้ายของดวงอาทิตย์ตามระบบสุริยคติในชมพูทวีป ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนและหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตของสังคมไทยจนกลายเป็น “ปีใหม่แบบไทย” ที่เป็นโครงสร้างทางสังคมที่เชื่อมโยงศาสนา ครอบครัว และชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น การทำบุญตักบาตร การสรงน้ำพระ และการขอพรผู้ใหญ่ ล้วนแสดงถึงความไทยที่ให้คุณค่ากับความกตัญญู ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และการเริ่มต้นใหม่ที่ดี สงกรานต์จึงเปรียบเสมือนเป็น “สถาบันทางวัฒนธรรม” ที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงทุนทางสังคมของประเทศมาอย่างยาวนาน UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในปี 2566 นับเป็นลำดับที่ 4 ของไทย ต่อจาก โขน นวดไทย และ โนรา การได้รับการยอมรับครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งเกียรติภูมิเท่านั้น แต่ยังเป็นการ “เพิ่มมูลค่าเชิงวัฒนธรรม” ให้กับสงกรานต์ในเวทีโลก ทำให้เทศกาลนี้ถูกตีความใหม่จากงานประเพณีท้องถิ่น สู่การเป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง กระแสความนิยมหลังการขึ้นทะเบียนพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2569 โดย Big 7 Travel จัดให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน ทำให้เห็นว่าพลังของวัฒนธรรมสามารถแปรเปลี่ยนเป็นแม่เหล็กดึงดูดระดับโลกได้ อีกทั้ง สงกรานต์ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การคาดการณ์ในปี 2569 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้คาดการณ์มาจากรายได้จากการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม การขนส่ง อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าท้องถิ่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมบันเทิงและอีเวนต์ สิ่งที่น่าสนใจคือ “สงกรานต์” ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการใช้จ่ายในช่วงเวลาสั้น แต่ส่งผลต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ทดลองของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่รัฐพยายามยกระดับ 18 จังหวัดและกรุงเทพมหานครให้เป็น “เมืองอัตลักษณ์” และ “เมืองน่าเที่ยว” เพื่อกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และสร้างจุดขายใหม่บนฐานทุนวัฒนธรรมเดิม  5 เมืองอัตลักษณ์ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครศรีธรรมราช 13 เมืองน่าเที่ยว จังหวัดบุรีรัมย์  จังหวัดอุทัยธานี  จังหวัดนครราชสีมา  จังหวัดนครสวรรค์  จังหวัดสุรินทร์  จังหวัดน่าน  จังหวัดหนองคาย  จังหวัดเชียงราย  จังหวัดพัทลุง  จังหวัดภูเก็ต  จังหวัดลพบุรี  จังหวัดสงขล จังหวัดกาญจนบุรี 5 พื้นที่หลักในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเดอะพรอมานาด เทอมินอล 21 พระราม 3 เทอมินอล 21 อโศก เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และถนนข้าวสาร รวมถึงวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และ 50 วัด 50 เขต ทั่วกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไป จะพบว่าสงกรานต์ยังมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจทางสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเทศกาลนี้คือช่วงเวลาของการไหลกลับของประชากรครั้งใหญ่ คนทำงานในเมืองหลวงหรือหัวเมืองเศรษฐกิจจะเดินทางกลับภูมิลำเนา เกิดการจับจ่ายใช้ส่อยในท้องถิ่นอย่างคึกคัก ตั้งแต่การซื้อของฝาก

“สงกรานต์ไทย 69” ขึ้นแท่น Global Destination อันดับ 1 เมษานี้ทั่วโลกแห่ปักหมุดมาไทย คาดเงินสะพัดทะลุ 3 หมื่นล้าน อ่านเพิ่มเติม »

ต้นทุนหลักร้อย ความฝันหลักล้าน: เมื่อ “หวย” คือความสุขในราคาที่จับต้องได้

ความย้อนแย้งระหว่างตัวเลขกับความฝัน ทำไมคนจึงยังซื้อหวยแม้รู้ว่าขาดทุน ในทางเศรษฐศาสตร์ มนุษย์ถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์สูงสุด และหลีกเลี่ยงการลงทุนที่ขาดทุน แต่เมื่อนำสมมติฐานนี้มาอธิบายพฤติกรรมการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือหวย ทฤษฎีดังกล่าวกลับใช้ไม่ได้เลย ในเชิงสถิติ โอกาสถูกรางวัลที่ 1 มีเพียง 1 ในล้าน และผู้ซื้อจะสูญเสียเงินเฉลี่ยถึง 40 สตางค์จากทุก 1 บาทที่จ่ายไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง การซื้อหวยคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 40% อย่างแน่นอน ถึงกระนั้น คนไทยกว่า 20 ล้านคนก็ยังคงซื้ออยู่ทุกงวด และมีเม็ดเงินหมุนเวียนในอุตสาหกรรมนี้สูงถึง 2.5 ถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี คำถามจึงไม่ใช่ว่า “คนเหล่านี้ไม่รู้เรื่องการเงินหรือ?” แต่คือ “มีอะไรอีกที่พวกเขากำลังซื้ออยู่?” สมองไม่ได้คำนวณโอกาสแบบคณิตศาสตร์ Daniel Kahneman และ Amos Tversky นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมผู้พัฒนา Prospect Theory ในปี 1979 อธิบายว่ามนุษย์ไม่ได้ประมวลผลความน่าจะเป็นแบบเส้นตรง แต่มีแนวโน้ม “ให้น้ำหนักเกินจริง” กับเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก สมองไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง 1 ในล้าน กับ 1 ใน 30 ล้านได้อย่างชัดเจน ตัวเลขทั้งสองถูกประมวลผลให้กลายเป็น “ความเป็นไปได้” หมวดหมู่เดียวกัน แทนที่จะรู้สึกถึงระยะห่างทางสถิติที่แท้จริง นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า Optimism Bias หรืออคติเชิงบวก (คิดเข้าข้างตัวเอง) ซึ่งทำให้บุคคลประเมินว่าเหตุการณ์ดีจะเกิดขึ้นกับตนเองมากกว่าความเป็นจริง และบ่อยครั้งก็เกิดร่วมกับ Illusion of Control หรือภาพลวงตาของการควบคุม เช่น การเลือกเลขด้วยตนเอง การตีความจากความฝัน หรือการขอเลขเด็ดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การกระทำเหล่านี้ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าตนเองมีโอกาสถูกรางวัลสูงกว่าคนอื่น งานวิจัยพบว่าผู้ซื้อสลากกินแบ่งมีความมั่นใจว่าตนจะถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัวสูงถึงเกือบ 41% ทั้งที่โอกาสจริงมีเพียง 1% เท่านั้น ที่มาภาพ: Facebook สตางค์ Story ความสุขที่ซื้อได้ก่อนหวยออก นักเศรษฐศาสตร์ George Loewenstein เสนอแนวคิดที่ชื่อว่า Anticipatory Utility หรืออรรถประโยชน์จากการคาดหวัง ซึ่งระบุว่าจิตใจมนุษย์สามารถสร้างความสุขได้จากการ “รอคอย” เหตุการณ์ในอนาคต ไม่จำเป็นต้องรอให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงก่อน เมื่อนำแนวคิดนี้มาอธิบายพฤติกรรมการซื้อหวย จะเห็นได้ว่าผู้ซื้อไม่ได้ซื้อแค่กระดาษพิมพ์ตัวเลข แต่กำลังซื้อ “ประสบการณ์แห่งความหวัง” ทันทีที่มีสลากอยู่ในมือ ผู้คนเริ่มฝันว่าจะปลดหนี้ ซื้อบ้าน ส่งลูกเรียน หรือเดินทางไปต่างประเทศ ความสุขที่เกิดขึ้นในช่วง 15 วันก่อนหวยออกนั้นเป็นของจริง วัดได้ และมีคุณค่าในตัวเอง เมื่อผลรางวัลออกและไม่ถูก ก็เป็นเพียงการสิ้นสุดรอบความสุขนั้น ไม่ใช่การสูญเสียทั้งหมด ในแง่นี้ นักวิชาการหลายคนจึงมองว่าการซื้อหวยไม่ต่างจากการซื้อตั๋วหนังหรือตั๋วคอนเสิร์ต เงิน 80 ถึง 100 บาทที่จ่ายไปคือค่าความบันเทิง ค่าความตื่นเต้น และค่าความฝันชั่วคราวที่ช่วยให้ผู้คนหลุดออกจากความจำเจของชีวิตประจำวันได้พักหนึ่ง หวยในฐานะเส้นทางที่ระบบไม่ได้มอบให้

ต้นทุนหลักร้อย ความฝันหลักล้าน: เมื่อ “หวย” คือความสุขในราคาที่จับต้องได้ อ่านเพิ่มเติม »

สงกรานต์นี้ กลับบ้านแพงกว่าที่เคย: พิษน้ำมันแพง สกัดดาวรุ่งชาวอีสานกลับบ้าน เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนเมษายน ภาพจำที่เราคุ้นเคยคือง ”ถนนมิตรภาพ” ที่เนืองแน่นไปด้วยรถยนต์ของพี่น้องชาวอีสานที่มุ่งหน้ากลับบ้านเกิด เพื่อไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่และเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ไทย แต่สำหรับสงกรานต์ปีนี้ บรรยากาศความคึกคักอาจต้องสะดุดลง เมื่อตัวแปรสำคัญอย่างราคาน้ำมันกลายมาเป็นกำแพงสกัดกั้นการเดินทาง จนหลายคนต้องบ่นอุบเป็นเสียงเดียวกันว่า “สงกรานต์นี้ กลับบ้านแพงกว่าที่เคย” การเดินทางกลับภูมิลำเนาของคนทำงานต่างถิ่น ไม่ได้มีแค่เรื่องของระยะทาง แต่คือต้นทุนชีวิตที่ต้องแบกรับ เมื่อเราเจาะลึกดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะ จะพบว่าสถานการณ์นี้น่าจับตามองในหลายมิติ บิลค่าน้ำมัน: ต้นทุนแฝงที่คนไกลบ้านต้องปาดเหงื่อ ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีประชากรย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ และเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออกมากที่สุด อีกทั้งภาคอีสานครองแชมป์ อันดับ 1 ของภูมิภาคที่มีผู้เยี่ยมเยือนสูงที่สุดในช่วงสงกรานต์กว่า 1.17 ล้านคน ซึ่งมากกว่าภาคเหนือและภาคกลาง โดยหากคำนวณระยะทางเฉลี่ยจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองใหญ่อย่าง ขอนแก่น อุดรธานี หรืออุบลราชธานี จะตกอยู่ที่ประมาณ 400 – 600 กิโลเมตรต่อเที่ยว เมื่อประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการขับรถยนต์ส่วนตัวกลับบ้านแบบไป-กลับ อาจพุ่งสูงถึงหลักหลายพันบาท ค่าใช้จ่ายส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับฐานเงินเดือนของแรงงานทั่วไป ทำให้หลายครอบครัวต้องตัดสินใจพับโครงการกลับบ้าน หรือเลือกที่จะส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่แทนการเดินทางไปหาด้วยตัวเอง แรงกระเพื่อมถึง “เศรษฐกิจฐานรากอีสาน” ผลกระทบของค่าน้ำมันแพงไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่กระเป๋าสตางค์ของผู้เดินทาง แต่ส่งผลชิ่งเป็นโดมิโน่ไปถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นในภาคอีสานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กำลังซื้อที่หดหาย: เมื่อคนต้องกันเงินส่วนใหญ่ไว้จ่ายค่าน้ำมัน เม็ดเงินที่จะนำไปจับจ่ายใช้สอยในชุมชนจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ธุรกิจท้องถิ่นซบเซา: ช่วงสงกรานต์มักเป็นช่วง “นาทีทอง” ของธุรกิจระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นร้านโชห่วย ร้านอาหาร ตลาดสด หรือแม้แต่วัฒนธรรมการกินอย่าง “ร้านหมูกระทะ” และ “ร้านเนื้อย่าง” ที่อาจมียอดขายไม่ทะลุเป้าเหมือนปีก่อนๆ เพราะคนลดการสังสรรค์ขนาดใหญ่ลงเพื่อเซฟค่าใช้จ่าย การท่องเที่ยวเมืองรองชะงัก: แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัดวาอารามต่างๆ ในอีสานที่หวังพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวที่เดินทางกลับบ้านเกิด อาจมีจำนวนผู้เยี่ยมชมลดลง วิถีเอาตัวรอดในยุคของแพง แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ความผูกพันของคนอีสานกับครอบครัวนั้นตัดกันไม่ขาด เราจึงได้เห็นการปรับตัวที่น่าสนใจในช่วงเทศกาลนี้ เช่น การรวมกลุ่มคาร์พูล (Carpool): การหาเพื่อนร่วมทางในโซเชียลมีเดียเพื่อหารค่าน้ำมันกันกลับบ้านในจังหวัดเดียวกันหรือเส้นทางเดียวกัน หันมาพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะ: หลายคนยอมจองตั๋วรถทัวร์หรือรถไฟล่วงหน้าข้ามเดือน เพราะคำนวณแล้วว่าคุ้มค่ากว่าการขับรถไปเอง อยู่โยงแลกโอที: มีแรงงานจำนวนไม่น้อยที่เลือกไม่กลับบ้าน แต่ยอมรับกะทำงานในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์เพื่อรับค่าแรงพิเศษ เหรียญอีกด้าน: ข้อดีที่แฝงมากับช่วงเวลา “น้ำมันแพง” ในวิกฤตย่อมมีโอกาสและมุมมองเชิงบวกซ่อนอยู่เสมอ แม้ค่าน้ำมันจะทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ในอีกมิติหนึ่ง สถานการณ์นี้กลับส่งผลดีต่อภาพรวมของสังคมในช่วงเทศกาลอย่างคาดไม่ถึง: สถิติอุบัติเหตุช่วง “7 วันอันตราย” มีแนวโน้มลดลง: เมื่อต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น ปริมาณรถยนต์ส่วนตัวบนท้องถนนโดยเฉพาะเส้นทางสายหลักอย่างถนนมิตรภาพย่อมลดลงตามไปด้วย ความแออัดบนท้องถนนที่น้อยลง ส่งผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ซึ่งภาคอีสานมักเป็นพื้นที่ที่มีสถิติอุบัติเหตุและการสูญเสียในช่วงเทศกาลสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ลดมลพิษทางอากาศ (PM 2.5): ปริมาณรถยนต์ที่ลดลง หมายถึงการปล่อยไอเสียและฝุ่นควันที่น้อยลงตามไปด้วย ช่วยบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศที่มักจะวิกฤตในช่วงหน้าแล้งของภาคอีสานได้ในระดับหนึ่ง งการใช้รถใช้ถนนอย่างมีสติมากขึ้น: ค่าน้ำมันที่แพงทำให้ผู้ขับขี่หลายคนเลือกที่จะขับรถในความเร็วที่คงที่ (Eco-driving) เพื่อประหยัดน้ำมัน ซึ่งนอกจากจะเซฟเงินในกระเป๋าแล้ว ยังเป็นการลดความเร็วที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนไปในตัว แม้ว่าสงกรานต์ปีนี้จึงอาจไม่ใช่สงกรานต์ที่ชุ่มชื่นไปด้วยน้ำและเม็ดเงินสะพัดเหมือนยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู แต่เป็นเทศกาลที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่คนไทยต้องเผชิญ พร้อมกับมอบช่วงเวลาที่ถนนหนทางปลอดภัยยิ่งขึ้น แม้การเดินทางจะแพงขึ้น หรือรูปแบบการฉลองจะเล็กลง แต่แก่นแท้ของเทศกาลสงกรานต์ในการแสดงความกตัญญูและสานสัมพันธ์ในครอบครัว จะยังคงเป็นคุณค่าทางจิตใจที่หล่อเลี้ยงคนทำงานให้มีแรงสู้ต่อไปในเมืองหลวง

อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top