January 2022

“อีหล่า มาร์เก็ต” ร้านค้ายุคใหม่ ฉีกทุกกฎร้านโชห่วยแบบเดิม ๆ

ประเทศไทยมีร้านค้าปลีกขนาดเล็กหรือร้านโชห่วยกว่า 400,000 ร้าน โดยกระจายตัวมากที่สุดในภาคอีสาน คิดเป็นสัดส่วนถึง 34% รองลงมาเป็น ภาคกลาง 22% ภาคเหนือ 16% ภาคใต้ 15% และกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 13% ตามลำดับ . ท่ามกลางการแข่งขันของร้านค้าประเภทต่าง ๆ ทั้งร้านที่อยู่มานาน ร้านที่จำต้องปิดตัวลง รวมไปถึงร้านใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นและต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “อีหล่า มาร์เก็ต” ร้านโชวห่วยของคนรุ่นใหม่ ว่าเขามีแนวคิดอะไร ที่ทำให้สามารถฉีกกฎของร้านโชห่วยรูปแบบเดิม ๆ ได้ . 1. เข้าใจความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง จากการที่เป็นคนในพื้นที่ และได้ศึกษาถึงพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้ามาตลอด ทำให้รู้ว่าควรปรับร้านยังไงให้ตรงใจผู้บริโภคในชุมชน เช่น ด้วยความที่อยากปรับให้ร้านดีขึ้น มีของครบทุกอย่าง จนพบว่าของบางอย่างไม่เหมาะกับการขายในชุมชน เคยเอาเนื้อหมูสดแพ็กมาขายเหมือนในห้าง แต่ปรากฏว่าลูกค้าซื้อเนื้อหมูสดแบบเอามีดปาดชั่งกิโลเหมือนเดิม . การทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคของชุมชน ทำให้ อีหล่า มาร์เก็ต ยึดคอนเซปต์เดิมเรื่อยมา ตั้งแต่วันแรกที่ขายจนถึงทุกวันนี้ คือ “ขายของตลาดสด แต่อยู่ในห้องแอร์ ระบบต้องเหมือนห้าง แต่การขายต้องเหมือนเดิม” . 2. กล้าที่จะเปลี่ยน พร้อมที่จะปรับ เริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ จากร้านโชห่วยในต่างจังหวัดที่ทุกคนคุ้นตา ด้วยภาพจำเรื่องการจัดวางที่แออัด ทับซ้อน มองดูไม่สบายตา ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่หันไปใช้บริการซูเปอร์มาร์เก็ตแทน . การทำอะไรใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่ยากเสมอ แต่ด้วยความคิดของคนรุ่นใหม่ที่อยากปรับร้านให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เน้นความสด สะอาด ของสินค้า ร้านโปร่งโล่ง ติดเครื่องปรับอากาศ และจัดโซนสินค้าแยกประเภทชัดเจน สิ่งที่ดีพร้อมพัฒนา สิ่งที่ควรปรับพร้อมปรับปรุงแก้ไข . 3. ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายความเชื่อใจด้วย ในวันที่ร้านค้า ร้านโชห่วยเกิดขึ้นตลอด ประกอบกับห้างร้านขนาดใหญ่ขยายตัวสู่ชุมชนมากขึ้น สิ่งที่เจ้าของร้านทำเพื่อรักษาฐานลูกค้าให้กับร้าน คือการสร้างความเชื่อใจ . โดยให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกค้าเป็นอันดับแรก สินค้ากับคุณภาพสามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่ความรู้สึกดี ๆ มีให้กันไม่ได้ทุกที่ เมื่อร้านมีความซื่อสัตย์ ลูกค้าก็แวะเวียนกลับมาใช้บริการ เกิดการบอกต่อ ร้านได้ลูกค้า ลูกค้าได้ความสบายใจ ผลคือได้ทั้งสองฝ่าย เกิดเป็นการซื้อขายที่มีความสุข . 4. สร้างรายได้หมุนเวียน และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน อีหล่า มาร์เก็ต คือร้านค้าในชุมชน ก่อตั้งโดยลูกหลานในชุมชน เพื่อคนในชุมชน นอกจากบริการสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชนแล้ว ยังช่วยเหลือและดูแลชุมชนไปพร้อม ๆ กัน โดยให้ชาวบ้านนำสินค้าหรือผักที่ปลูกมาวางขายได้ เกิดการแลกเปลี่ยน สร้างรายได้หมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน . นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ธุรกิจ โดยเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้การทำธุรกิจค้าขายและการขายสินค้าเกษตร ให้กับน้อง ๆ ตั้งแต่นักเรียนชั้นอนุบาลไปจนถึงนักศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และยังเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของกลุ่ม OTOP ของตำบลอีกด้วย …

“อีหล่า มาร์เก็ต” ร้านค้ายุคใหม่ ฉีกทุกกฎร้านโชห่วยแบบเดิม ๆ อ่านเพิ่มเติม »

ธุรกิจสัตว์เลี้ยงรุ่ง พุ่งแตะหมื่นล้าน โอกาสเติบโตสูง คู่แข่งน้อย

ปัจจุบันเทรนด์การเลี้ยงสัตว์โดยให้ความอบอุ่นเปรียบเมือนคนในครอบครัวกำลังได้รับความนิยม ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Pet Humanization ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ได้มองว่าตัวเองคือเจ้าของแต่เป็น “พ่อแม่” ของสัตว์เลี้ยงมากกว่า . กระทรวงพาณิชย์ เผยผลประกอบการ “กลุ่มธุรกิจขายปลีกสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง” ตั้งแต่ปี 2561 – 2563 พุ่งแตะ 1 หมื่นล้านบาท/ปี และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการเลี้ยงแบบ Ownership ไปสู่ Pet Parents . ธุรกิจมีโอกาสเติบโตอีกมาก ขณะที่คู่แข่งในตลาดยังมีน้อย . ปัจจัยที่ทำให้ความต้องการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจำนวนครอบครัวเดี่ยวและคนโสดเพิ่มมากขึ้น คู่สมรสมีบุตรน้อยลง คนเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่บ้านจึงมองหาสัตว์เลี้ยงมาเป็นเพื่อน . การทำงานที่บ้าน (Work From Home) มากขึ้น ทำให้มีเวลาใส่ใจดูแลบ้านและสัตว์เลี้ยงเป็นพิเศษ ประกอบกับการหาข้อมูลความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทำได้ง่าย และสามารถซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวกมากขึ้น . ข้อมูล ณ สิ้นเดือน ตุลาคม 2564 ผู้ประกอบการในธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลและดำเนินกิจการอยู่ มีจำนวน 480 ราย ทุนจดทะเบียน 2,559 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 195 ราย คิดเป็น 40.62% ของทั้งประเทศ สำหรับภาคอีสานมีเพียง 32 ราย (6.67%) ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา ร้อยเอ็ด และอุดรธานี . . 5 ธุรกิจเกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงที่กำลังได้รับความนิยม . 1. ธุรกิจขายอาหารและขนม สำหรับสัตว์เลี้ยง ที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด เนื่องจากมีอัตราการทำกำไรที่สูง ผู้คนเต็มใจที่จะจ่ายสำหรับสัตว์เลี้ยงของตน โดยเฉพาะขนมเพื่อสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง ที่กำลังได้รับความนิยมที่ช่วยให้สุขภาพสัตว์เลี้ยงดีขึ้น อย่างไรก็ตามการขายอาหารสัตว์ของน้องหมา น้องแมวต้องขออนุญาตจากกรมปศุสัตว์เท่านั้น . 2. ธุรกิจคาเฟ่สัตว์เลี้ยง โมเดลคาเฟ่สัตว์เลี้ยง ได้กลายเป็นจุดขายหนึ่งในปัจจุบัน ที่นำความน่ารักของสัตว์มาเป็นตัวดึงดูดคนรักสัตว์เข้ามานั่งในร้าน เรียกว่าตอบโจทย์ได้ทั้งกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ และคนรักสัตว์แต่ไม่สามารถเลี้ยงเองได้ . 3. ธุรกิจอาบน้ำ – ตัดขนสัตว์ เพื่อตอบโจทย์เรื่องความสะอาดของสัตว์เลี้ยงสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา ซึ่งในปัจจุบันมีบริการอาบน้ำตัดขนสัตว์เลี้ยงแบบเดลิเวอรี่อีกด้วย หากต้องการประกอบธุรกิจนี้ปัจจัยสำคัญที่จำเป็นต้องมีคือ ความรู้เรื่องสัตว์เลี้ยง เช่น สายพันธุ์ สภาพเส้นขน นิสัยและความดุร้าย เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ตัดแต่งขนให้เหมาะสมกับแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงต้องผ่านการอบรมหลักสูตรเรียนตัดขนอีกด้วย . 4. ธุรกิจขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับสัตว์เลี้ยง เสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงดึงดูดใจบรรดาเจ้าของเป็นพิเศษ เนื่องจากสามารถให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว และยังทำให้เจ้าของมีโอกาสได้แสดงอัตลักษณ์ของตนเองในฐานะพ่อแม่ของสัตว์เลี้ยง โซเชียลมีเดียยังมีส่วนช่วยผลักดันให้กระแสนิยมนี้เพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากการโพสต์ภาพสัตว์เลี้ยงในชุดและเครื่องประดับต่าง ๆ จนกลายเป็นไวรัล . 5. ธุรกิจฝึกอบรมสัตว์เลี้ยง การฝึกอบรมสัตว์เลี้ยงเป็นอีกธุรกิจที่มีการเติบโตสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการตระหนักถึงความจำเป็นในการทำให้สัตว์เลี้ยงเชื่อฟังคำสั่งเจ้าของ . ทั้งนี้การคาดการณ์ของ Modor Intelligence อัตราการเจริญเติบโตต่อปี (Compound …

ธุรกิจสัตว์เลี้ยงรุ่ง พุ่งแตะหมื่นล้าน โอกาสเติบโตสูง คู่แข่งน้อย อ่านเพิ่มเติม »

กระแส Net Zero Emission กับโอกาสพลิกฟื้นภาคเกษตรและอาหารของอีสาน

หลายสิบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขยายตัวช้า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีรายได้น้อย ประเทศยังติดกับดักรายได้ปานกลาง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนการพัฒนาเศรษฐกิจไปในรูปแบบใหม่ ซึ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG Economy) . หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจแบบยั่งยืน คือ การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) .  ทำไมภาคเกษตรและอาหารต้องสนใจกระแส Net Zero Emission? . ภาคเกษตรและอาหารเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิด Climate Change โดยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเกือบ 1 ใน 3 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกท้ังหมด . สำหรับภาคเกษตรและอาหารของไทย ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน สูงกว่าเวียดนามที่เป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างข้าว ปศุสัตว์ รวมท้ังฟิลิปปินส์และมาเลเซียซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกผลไม้ . แต่ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารกลับยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับเทรนด์ Net Zero Emission สะท้อนจากจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างน้อย อีกท้ังผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารส่วนใหญ่เป็น SMEs ถึง 94% ซึ่งมีข้อจำกัดท้ังในด้านเงินทุนและองค์ความรู้ .  ท่ามกลาง “ความไม่พร้อม” ธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัว . ธุรกิจเกษตรและอาหารของไทยต้องเร่งปรับตัวกับเทรนด์ Net Zero Emission อย่างจริงจัง เพื่อให้สอดรับกับ BCG Economy โดยเฉพาะในมิติด้านการค้า เนื่องจากผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นกับผลของอุตสาหกรรมอาหารที่มีต่อ Climate Change . ขณะเดียวกันประเทศผู้นำเข้าสำคัญ ๆ ก็เริ่มมีการออกกฎระเบียบหรือมาตรการทางการค้าที่มุ่งเน้นในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกหากผู้ประกอบการยังไม่ปรับตัวหรือปรับตัวไม่ทัน . ตัวอย่าง สหภาพยุโรป (EU) ที่เริ่มทยอยบังคับใช้ Eco-Labeling Scheme หรือการติดฉลากคาร์บอนบนผลิตภัณฑ์อาหาร รวมไปถึงมาตรการที่มีโอกาสขยายขอบเขตไปยังสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) . ส่วนสหรัฐฯ ก็เริ่มมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่กำหนดให้เก็บภาษีพรมแดนคาร์บอน (Carbon Border Tax) สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ ยกเว้นประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายที่จำกัดหรือลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ใกล้เคียงกับกฎหมายประเทศตน .  ทำไม “อีสาน” ควรเป็นพื้นที่นำร่องของการปรับตัว? . ภาคอีสานมีเนื้อที่คิดเป็น 1 ใน 3 ของประเทศ และเป็นพื้นที่เกษตรกว่า 58% โดยหนึ่งในสินค้าเกษตรแปรรูปที่ส่งออกมากที่สุด คือ ข้าวหอมมะลิ และผลิตภัณฑ์จากข้าว . แต่เนื่องจาก “การเพาะปลูกข้าว” เป็นกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในภาคเกษตรของไทย (50.7%) จากกระบวนการทางชีวภาพที่เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ ที่สร้างก๊าซมีเทนในช่วงที่มีการขังน้ำในนา ซึ่งก๊าซมีเทนแม้คิดเป็นสัดส่วนไม่มากแต่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 21 เท่า . ยังไม่รวมไปถึงการใช้ปุ๋ย และการเผาเศษวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูก ที่ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เช่นกัน ดังนั้นหากไม่ใส่ใจเรื่อง Net Zero Emission อนาคตอาจถูกกีดกันทางการค้าไม่ทางตรงก็ทางอ้อม โดยเฉพาะในตลาดสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ . …

กระแส Net Zero Emission กับโอกาสพลิกฟื้นภาคเกษตรและอาหารของอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

24 Hours Lifestyle ธุรกิจเพื่อคนนอนดึกที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง

ปัจจุบันโลกดิจิทัลทำให้วิถีชีวิตของคนเราเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะคนเมือง คนรุ่นใหม่ที่ไลฟ์สไตล์มีความยืดหยุ่น จากแต่ก่อนที่ทำงานประจำ ต้องนอนเร็ว ตื่นแต่เช้าไปทำงาน ผันตัวมาเป็นฟรีแลนซ์ เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีและความพร้อมของสาธารณูปโภคที่สามารถทำงานหรือติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา จนทำให้ Sleepless Society หรือสังคมคนนอนดึกขยายตัวอย่างรวดเร็ว . บริษัทวิจัยการตลาด The Nielsen Company ชี้ว่าผู้บริโภคในภาคอีสานมีรูปแบบของครอบครัวเดี่ยวเพิ่มสูงขึ้นกว่าภาคอื่น จากการขยายตัวของสัดส่วนที่พักอาศัยขนาดเล็กอย่าง คอนโดมิเนียม อะพาร์ตเมนต์ และทาวน์เฮ้าส์ รวมไปถึงธุรกิจของตกแต่งบ้าน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับกรุงเทพฯ สะท้อนถึงความต้องการที่เปลี่ยนไปเป็นแบบคนเมือง . ครั้งนี้เราจึงอยากพามาทำความรู้จักกับธุรกิจ 24 ชั่วโมงที่เข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มคนนอนดึก ซึ่งหลายธุรกิจไม่ได้มีแค่ในกรุงเทพฯ แต่ภาคอีสานเองก็เริ่มมีบ้างแล้วเช่นกัน มาดูกันว่ามีธุรกิจอะไรบ้าง . 1. ร้านสะดวกซื้อ ปัจจุบันผู้บริโภคมองว่า ความสะดวกสบายกลายเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตไปแล้ว ตัวอย่างหนึ่งในผู้นำธุรกิจนี้คือ 7-Eleven, FamilyMart, Mini Big C และ Tesco Lotus Express ที่ได้ขยายสาขาและพัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคอยู่ตลอด . 2. ร้านอาหาร เพราะทำงานดึกเรื่องกินจึงสำคัญ ร้านอาหารหลายร้านเริ่มหันมาเปิดให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน หรือเป็นแบบเดลิเวอรี่ ตัวอย่างเช่น ร้านถูกและดี Foodland, เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ, McDonald’s, Little Hong Kong และ Salmonzing . 3. ร้านสะดวกซัก ที่สามารถซักได้ทุกเวลา มีเครื่องอบแห้งที่ทำให้ผ้าบางประเภทแห้งสนิท สวมใส่ได้ทันที ช่วยประหยัดเวลาได้มาก ปัจจุบันมีธุรกิจร้านสะดวกซักอยู่ประมาณ 300 สาขาในไทย และคาดว่าในอีกไม่เกิน 5 ปี ข้างหน้า ธุรกิจนี้มีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มถึง 500-600 สาขา . 4. ฟิตเนสเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับวิถีชีวิตคนทำงานในเมืองที่เลิกงานดึก ไม่สามารถไปออกกำลังกายตามสวนสาธารณะหรือฟิตเนสที่มีเวลาเปิดให้บริการตายตัวได้ จึงเป็นโอกาสของฟิตเนสที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง โดยตัวอย่างของฟิตเนสที่เปิดบริการ 24 ชม. เช่น Jetts Fitness ซึ่งได้ประเดิมที่ภาคอีสานตั้งแต่ปี 2019, Fitness 24 Seven และ Fitwhey Gym . 5. Co-Working Space เมื่อมีคนชอบทำงาน นั่งจิบกาแฟ และรับประทานอาหารในช่วงเวลาดึกมากขึ้น จึงต้องมีพื้นที่รองรับคนกลุ่มนี้ ทำให้เกิด Co-Working Space ที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง เช่น Samyan CO-OP, NapLab Chula, และ Spaces จามจุรี สแควร์ เพื่อให้ผู้คนมานั่งทำงานและนั่งเล่นพักผ่อนได้ . 6. …

24 Hours Lifestyle ธุรกิจเพื่อคนนอนดึกที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง อ่านเพิ่มเติม »

Personalized Food โอกาสใหม่ในธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ

พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์เฉพาะเจาะจงในระดับบุคคลมากขึ้น และด้วยร่างกายของแต่ละคนมีความต้องการสารอาหารที่ต่างกัน ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในรูปแบบ One size fits all ไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป . จึงเกิดแนวคิด Tailored to FIT ซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพที่เรียกว่า อาหารเฉพาะบุคคล (Personalized Food) โดยคาดว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้วงการอาหาร และเป็นโอกาสของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารที่จะสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่ม Product Segment ใหม่ที่น่าสนใจ .  Personalized Food เมื่อแบ่งด้วย Metrix ของ 2 ปัจจัย คือ รูปแบบการส่งมอบอาหาร และความเฉพาะเจาะจงของผู้บริโภค จะแบ่งได้ 4 ประเภท ดังนี้ . 1. อาหารสำเร็จรูปสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม . ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น บริษัท Kewpie ของญี่ปุ่น ที่มีผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุ เช่น สเต๊กแฮมเบอร์เกอร์ไก่และเกี๊ยวกุ้งที่เนื้ออาหารมีความนุ่มและเคี้ยวง่าย ตอบโจทย์ปัญหาการบดเคี้ยว ลิ้นรับรสชาติได้น้อยลง และการกลืนอาหารลำบากหลังร่างกายผลิตน้ำลายน้อยลง . ส่วนของไทย มีบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด ที่ผลิตข้าวต้มผู้สูงวัยออกมา โดยมีคุณสมบัติเคี้ยวง่าย ดูดซึมดี และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ผู้สูงอายุต้องการมากกว่าคนปกติ . 2. อาหารสำเร็จรูปสำหรับเฉพาะบุคคล . ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น บริษัท Nestle ในสหรัฐฯ ที่มีการนำผล DNA มาวิเคราะห์เพื่อสร้างเมนูอาหารเฉพาะบุคคล ภายใต้แบรนด์ Lean Cuisine ซึ่งต่อยอดจากอาหารเฉพาะกลุ่มผู้ควบคุมน้ำหนัก . สำหรับในไทยอาจทำได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยี FoodTech รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและอาหารร่วมวิจัยถึงข้อมูลโภชนาการที่เหมาะสมกับผู้บริโภคแต่ละราย เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภครายนั้นได้มากที่สุด . 3. ร้านอาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม . ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น บริษัท Verdify ซึ่งเป็น FoodTech ของเนเธอร์แลนด์ ได้ออกแบบอาหารผ่านออนไลน์ อีกทั้งร่วมมือกับเชฟเพื่อรังสรรค์อาหารและพร้อมจัดส่งถึงบ้าน ด้วยข้อมูลโภชนาการที่คำนึงถึงการแพ้อาหารและเป้าหมายด้านสุขภาพ เช่น กลุ่มผู้รับประทานอาหารที่มีเกลือต่ำ คาร์โบไฮเดรตต่ำ และผู้มีปัญหาสุขภาพทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) . ตัวอย่างในไทย เช่น ร้านต้นกล้าฟ้าใส ที่มีเมนูอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้สูงอายุ และผู้เป็นโรคเบาหวานหรือต้องการควบคุมปริมาณน้ำตาล หรือร้าน Vista Kitchen ที่มีเมนูอาหารเหมาะกับกรุ๊ปเลือดของแต่ละคน . 4. ร้านอาหารสำหรับเฉพาะบุคคล . ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น ร้านอาหาร Vita Mojo ในสหราชอาณาจักร ที่ร่วมมือกับ DNA fit (บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน HealthTech) …

Personalized Food โอกาสใหม่ในธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ อ่านเพิ่มเติม »

“ทำน้อยได้มาก” ยกระดับภาคเกษตร ภาคเศรษฐกิจหลักของอีสาน

ยกระดับภาคเกษตร ภาคเศรษฐกิจหลักของอีสาน สู่ฐานเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ . เป็นที่น่าจับตามองเมื่อ สศช. กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำกรอบแนวคิดการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor: NeEC) ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย ให้เป็นฐานเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ NeEC – Bioeconomy ของประเทศ . ภายใต้โมเดล BCG ซึ่งเป็นแนวคิดการใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านทรัพยากรชีวภาพ เพื่อปลดล็อกการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในรูปแบบเดิมที่ “ทำมากถึงได้มาก” ไปสู่การผลิตแบบ “ทำน้อยแต่ได้มาก” . จากรายงานศึกษาการยกระดับเศรษฐกิจอีสานด้วย Bio-economy เผยแพร่โดย ธปท. ชี้ว่า หลายประเทศในยุโรปประสบความสำเร็จในการยกระดับภาคเกษตรด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ ส่งผลให้มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งภาคอีสานเองมีความเชื่อมโยงกับภาคเกษตรสูง ทำให้มีศักยภาพในการต่อยอด และจะได้รับประโยชน์มากจากการพัฒนาตามแนวเศรษฐกิจชีวภาพ .  โอกาสของอีสาน สำหรับเศรษฐกิจชีวภาพมีอะไรบ้าง . 1. อีสานเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวิภาพสำคัญของไทย โดยมีสัดส่วนผลผลิตที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญ เช่น ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง กว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ทั้งยังมีโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรคิดเป็น 1 ใน 5 ของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดในภาค โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์แป้ง น้ำตาล และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร . 2. ภาคเกษตรมีบทบาทสำคัญต่ออีสาน โดยมีสัดส่วนสูง คิดเป็น 1 ใน 5 ของโครงสร้างเศรษฐกิจ และแรงงานอีสานกว่า 6.5 ล้านคนอยู่ในภาคเกษตร นอกจากนี้อุตสาหกรรมอีสานส่วนใหญ่ยังเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในอีสาน . 3. มีความได้เปรียบเชิงพื้นที่ในการเชื่อมโยงไปยังตลาดสำคัญ ตามยุทธศาสตร์ชาติที่ยกระดับให้อีสานเป็นศูนย์เศรษฐกิจนวัตกรรม และการกระจายสินค้าไปสู่อนุภูมิภาคข้างเคียง . 4. ความพร้อมของหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐ เกษตรกร เอกชน สถาบันการศึกษา ที่มีการร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและการวิจัย (Innovation Center) เพื่อเป็นแหล่งศึกษา วิจัย เชื่อมโยง และถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างกันในพื้นที่อีกด้วย .  ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่เริ่มปรากฎให้เห็นในภาคอีสาน . โรงงานนํ้าตาลเริ่มต่อยอดนํ้าตาลทรายดั้งเดิมสู่ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Bio-based Chemicals สำหรับการผลิตอาหารคนและสัตว์ เช่น สารให้ความหวานที่มีแคลอรี่ตํ่า โพรไบโอติกส์ที่เป็นส่วนผสมอาหารและนม สารสกัดยีสต์จากชานอ้อย . การวิจัยใช้สารนาโนซิลิกอนจากแกลบทำขั้วแบตเตอรี่ พัฒนาข้าวหอมมะลิเป็นเครื่องดื่มข้าวฮางงอก ข้าวปลอดกลูเตน โรงแป้งมันสำปะหลังอุบลฯ ส่งเสริมเกษตรกรทำมันอินทรีย์ . อย่างไรก็ตามการลงทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคยังตํ่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังไม่มีแรงจูงใจลงทุน สะท้อนจากการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ส่วนใหญ่เพื่อแปรรูปสินค้าเกษตรขั้นต้น . ด้านผู้ประกอบการรายกลางและเล็กมีข้อจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี เพราะมีต้นทุนสูง และยังต้องการการสนับสนุน ด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี ขณะที่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพยังคงมีต้นทุนสูงกว่าสินค้าดั้งเดิม ทั้งยังไม่มีความมั่นใจในตลาดว่าจะมีการรองรับหรือไม่ .  ภาคเอกชนมองการพัฒนาเศรษฐกิจอีสานอย่างไร …

“ทำน้อยได้มาก” ยกระดับภาคเกษตร ภาคเศรษฐกิจหลักของอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

Local Brand อีสานมาแรงปีที่มา สินค้าประเภทไหนโตไวสุด

Local Brand อีสาน กับยอดขายในประเทศที่กำลังโต . สินค้าท้องถิ่น (Local Brand) เป็นสินค้าที่สะท้อนเอกลักษณ์ และภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ แต่ที่ผ่านมามักติดปัญหา “ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง” ทำให้พลาดโอกาสในการขายและรักษาฐานลูกค้าสำคัญไป . ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ ฉายภาพสถานการณ์สินค้าท้องถิ่นของภาคอีสาน ปี 2564 ที่มียอดขายรวมสูงถึง 8.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% จากปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวในสถานการณ์ COVID-19 ด้วยการขยายช่องทางจำหน่ายไปยังตลาดออนไลน์มากขึ้น . ประเภทสินค้าที่มีรายได้จากการขายมากที่สุด คือ อาหาร รองลงมาเป็น ผ้า เครื่องแต่งกาย, ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก, สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และเครื่องดื่ม โดยมียอดขาย 3.3, 2.5, 1.9, 0.3 และ 0.2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ . ประเภทสินค้าที่มีอัตราการเติบโตของรายได้สูงสุด คือ สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร รองลงมาเป็น ผ้า เครื่องแต่งกาย, ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ละลึก, อาหาร และเครื่องดื่ม โดยมีอัตราการเติบโต 13%, 12.7%, 10.2%, 8.9% และ 4.2% ตามลำดับ . ทั้งนี้ แม้รายได้จากการขายสินค้าแต่ละประเภทจะเพิ่ม แต่ก็เป็นการขายให้คนในประเทศกว่า 98.5% ที่เหลืออีก 1.5% เป็นการขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศ จึงน่าคิดต่อว่า อนาคตแบรนด์ท้องถิ่นจะทำอย่างไรให้สินค้าของตนสามารถไปขาย รวมถึงทำยอดขายในต่างประเทศได้มากขึ้น .  สร้างจุดแข็ง เพื่อโอกาสทางการค้าในตลาดโลก . จากงานเสวนา “จ้วดทอล์ก” (Juad Talk) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Isan Creative 2021 ที่ได้เชิญวิทยากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภาคอีสาน ไม่ว่าจะด้านสิ่งทอ จักสาน ภาพยนต์ และอาหาร มาถ่ายทอดประสบการณ์ บอกเล่าไอเดียใหม่ ๆ ที่จะช่วยพัฒนาและต่อยอดธุรกิจไปสู่ระดับประเทศ . โดยจุดที่เหล่าผู้ประกอบการมีตรงกัน คือ การไม่หยุดที่จะเรียนรู้ กล้าที่จะทดลองหรือลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ และรู้จักหาจุดสนใจหรือสร้างความแตกต่างจากธุรกิจประเภทเดียวกันในตลาด เช่น แพ็กเกจจิงที่สวยงาม / ทันสมัย, นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุ / เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ Story ชวนจำ . รวมไปถึงการทำการตลาดที่ไม่ยึดติดผูกขาดอยู่กับการช่วยเหลือของภาครัฐเพียงอย่างเดียว เพื่อให้สามารถสร้างช่องทางการกระจายสินค้าหรือสร้างรายได้ด้วยตัวเองในรูปแบบที่หลากหลายได้ . สุดท้าย ต้องเข้าใจกลุ่มลูกค้า เช่น ถ้านึกถึงตลาดจีน โครงสร้างประชากรเขาเป็นยังไง คนจีนโดยเฉพาะตั้งแต่ชนชั้นกลางขึ้นไปมีพฤติกรรมการบริโภคแบบไหน มีข้อห้ามหรือสิทธิประโยชน์ใดที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าประเภทนั้นหรือไม่ …

Local Brand อีสานมาแรงปีที่มา สินค้าประเภทไหนโตไวสุด อ่านเพิ่มเติม »

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสาน

พัฒนาเสื่อกกยังไง ให้มียอดขายหลักแสนบาทต่อเดือน . . เมื่อพูดถึง “งานคราฟต์” (Craft) คนรุ่นใหม่มักนึกถึงงานฝีมือที่ใส่ความร่วมสมัยลงไป ไม่ว่าจะเป็นเซรามิกคราฟต์ วู้ดคราฟต์ หรือแม้กระทั่งคราฟต์เบียร์และคราฟต์คอฟฟี่ ที่ได้แทรกซึมเข้ามาในไลฟ์สไตล์คนเมืองพร้อม ๆ กับกระแสสโลว์ไลฟ์ . แต่ครั้งนี้ เราจะพามาทำความรู้จักกับ “Thorr” แบรนด์คราฟต์อีสาน ของคุณอุ๋งอิ๋ง-ธัญญ์นภัส กิ่งสุวรรณ ที่พัฒนาเสื่อกกธรรมดาสู่ของแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์น จนสามารถเพิ่มมูลค่าให้หัตถกรรมพื้นบ้าน และสร้างงานสร้างโอกาสให้คนในท้องถิ่น . .  มองเห็น “ปัญหา” ก่อนโอกาส จากปัญหาที่ทำให้หัตถกรรมจักสานเสื่อกกของชาวบ้านไม่สามารถไปต่อได้ คือ ถูกจำกัดให้เป็นแค่เสื่อปูนั่งกินข้าว และมีแต่ลายซ้ำกัน ขาดซึ่งเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ แทบดูไม่ออกเลยว่าเสื่อผืนนี้มาจากร้อยเอ็ด มหาสารคาม หรือขอนแก่น . หรือหากมองแบบฉาบฉวยคงเป็นเรื่องของสีและการดีไซน์ สอง คุณภาพการผลิต ชนิดของต้นกก ความคงทนถาวร สาม ช่องทางจำหน่าย นั่นเป็นปัญหาหลักที่ทำไมเสื่อกกถึงขายในกลุ่มคนรุ่นใหม่และ Luxury ไม่ได้ . จากการมองเห็นปัญหาดังกล่าวทางแบรนด์จึงเริ่มแก้ปัญหาด้วยการลงพื้นที่ เพื่อดูว่าเสื่อทั้งหมดมีกี่ผืน กี่ลาย และก็ได้พบว่าเสื่อที่มีแต่เดิมนั้นมีลายค่อนข้างซับซ้อน สวยแต่เยอะ ยากต่อการจดจำ ฉะนั้น เสื่อกกของแบรนด์ จึงต้องดูมีรสนิยม แต่ไม่ถึงกับ Aggressive และไม่ต้องดูเหนือกว่าคนอื่นตลอดเวลา . Thorr จึงตั้งจุดยืนของแบรนด์ไว้ 3 ข้อ คือ 1. ต้องจับตลาดกลุ่มบนให้ได้ 2. ต้องปรับเปลี่ยนเรื่องคุณภาพและราคา 3. ต้องเป็นสากล ใช้งานได้จริง และไม่ขายดราม่า . ส่วนปัญหาเรื่องการทอลายเดิมซ้ำไปมา จนขาดเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นนั้น ปกติการทอจะมี 2 แบบ คือ แบบใช้อุปกรณ์ (ท่อพีวีซี) กับแบบใช้ทักษะช่างทอ ซึ่งหากจะทอแบบแรก 10 ลาย ต้องมีท่อพีวิซี 10 ชุด ทางแบรนด์จึงเลือกการทอแบบที่สอง โดยให้คนทอที่มีทักษะชำนาญสอนคนที่ทอไม่เป็น . เริ่มต้นจากลายที่ทอง่าย เพราะ หนึ่ง ลายมินิมอล น้อยแต่มากจะขายดี สอง ความสวยงามยังอยู่ สาม เป็นผลดีกับช่างทอ บางทีมีเพิ่มเทคนิคมัดย้อมบ้าง เล่นลายบาง อย่างลายดอกพิกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในลายที่อยู่ในลายขิต เลือกมาเพียงลายเดียวแล้วทอซ้ำจนเกิดเป็นดอกพิกุลต่อกัน เรียกได้ว่าโมเดิร์นไปอีกแบบ . .  ยอดขายพุ่ง “หลักแสนบาทต่อเดือน” จากยอดขายหลักพันบาทต่อเดือน เพิ่มเป็นหลักหมื่น และปัจจุบันเป็นหลักแสนกว่าบาทต่อเดือน มีกำไร 30-40% จากตอนแรกที่เริ่มจ้างช่างทอ 2-3 คน ตอนนี้เพิ่มเป็น 30 กว่าคน . การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ Thorr คือการได้ไปงานแฟร์ต่างประเทศอย่าง Maison & …

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสาน อ่านเพิ่มเติม »

เงินเฟ้อภาคอีสาน เดือน ธ.ค. 64 ขยายตัว 1.77% (YoY) ถือได้ว่าต่ำสุดในประเทศ

เงินเฟ้อภาคอีสาน เดือน ธ.ค. 64 ขยายตัว 1.77% (YoY) ถือได้ว่าต่ำสุดในประเทศ และเมื่อพิจารณาเป็นรายหมวด พบว่า .  หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ -0.34% (YoY) . โดยเป็นหมวดที่ลดลงเพียงภูมิภาคเดียวของประเทศ จากปัจจัยด้านราคาสินค้ากลุ่มข้าวที่ลดลง เนื่องจากอีสานเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ และมีสัดส่วนการบริโภคมากกว่าภาคอื่น ๆ . ส่วนสินค้าที่มีการปรับราคาสูงขึ้น ได้แก่ ผักสด, เนื้อสุกร ซึ่งเกิดจากโรคระบาดทำให้ปริมาณเข้าสู่ตลาดลดลง และน้ำมันพืช ที่สูงขึ้นตามผลปาล์มที่มีราคาสูงขึ้น เป็นต้น .  หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 3.43% (YoY) . มีปัจจัยหลักจากหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร ที่สูงขึ้น 8.50% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 91 95 E20 E85 น้ำมันดีเซล B7 และ B10) สูงขึ้น 25.69% รวมทั้งค่าบริการ-บำรุงรักษารถยนต์และรถจักรยานยนต์ และค่าโดยสารรถรับจ้างที่สูงขึ้นด้วย . ขณะที่หมวดการบันเทิง การอ่าน การศึกษาฯ -0.52% หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า -0.26% . . ที่มา: ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือน ธันวาคม 2564 และปี 2564 จัดทำโดย กระทรวงพาณิชย์

เมื่อซุปเปอร์มาร์เก็ตหันมาให้ความสำคัญกับดีไซน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบัน “ค้าปลีกขนาดเล็ก” หรือ “ค้าปลีกไซส์ S” (Small Format) ที่เป็น Chain Store กลายเป็นเซ็กเมนต์ที่มีบทบาทต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกในไทยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะไปที่ไหน ในชุมชนหรือตัวเมืองเองต่างล้อมรอบด้วยร้านค้าปลีกขนาดเล็ก (Convenience Store) . ยิ่งธุรกิจเติบโตมากเท่าไร การแข่งขันของตลาดยิ่งรุนแรงมากขึ้น ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็ได้มีการงัดกลยุทธ์ออกมาสู้กันอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาในวงกว้าง ความหลากหลายของสินค้า การเพิ่มบริการ เพิ่มช่องทางออนไลน์ เดลิเวอรี่ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายที่มากขึ้น . ปัจจุบัน การพัฒนารูปแบบของสโตร์นั้นจะเน้นไปที่ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เช่น เน้นพื้นที่นั่งทานในร้านเพื่อรองรับกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ หรือสาขาที่มีพื้นที่จอดรถสำหรับรองรับจำนวนรถยนต์ที่มีมากขึ้น ขณะที่บางสาขาจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแลนด์มาร์คในเรื่องของการท่องเที่ยวในพื้นที่นั้น ๆ รวมถึงการวางตัวเองเป็น Community Hub ของชุมชน . ล่าสุดโลตัสได้เปิดตัวสาขาใหม่ โดยมีความน่าสนใจคือ เรื่องของดีไซน์ที่ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อขยายสาขาไปยังพื้นที่ ที่มีโอกาสทางการตลาด พร้อมยังเป็น Commuity Hub ของชุมชน เป็นจุดในการเช็กอิน ถ่ายรูป เพื่อแชร์ในโซเชียลมีเดียของคนรุ่นใหม่อีกด้วย . นั่นคือ โลตัส โก เฟรช (Lotus’s go fresh) สาขาริมโขง จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นสาขาต้นแบบด้านการออกแบบที่โดดเด่น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ที่นำมาประยุกต์เข้ากับสถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัย ถือเป็นเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำโขง . อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ สาขานี้เป็นแฟลกชิปสโตร์ 2 ชั้น โดยพื้นที่จับจ่ายใช้สอยหลักอยู่ชั้น 1 ส่วนบนชั้น 2 มีพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อน จิบกาแฟจาก Jungle Café ที่ตั้งอยู่ในสาขาพร้อมกับชมวิวได้เพลิน ๆ เพื่อให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในสาขานานขึ้น . จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างของ โลตัส โก เฟรช สาขาริมโขง จังหวัดนครพนม คือ . – เรื่องของโลเคชั่นที่ตั้งอยู่ริมฝั่งโขง มีทัศนียภาพที่สวยงาม พร้อมกับใกล้แหล่งชุมชน – การออกแบบสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย หลังคาทรงจั่วบังแดดและฝน ผนังก่ออิฐ ช่องแสง และผนังฝาปะกน – มีลานด้านหน้าที่เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ สำหรับจัดตลาดนัดสัญจรให้ผู้ประกอบการ SME เกษตรกร และร้านค้าในชุมชน หมุนเวียนมาจำหน่ายสินค้า – มีเครื่อง “ข.ขวด แลก ข.ไข่” รับขวดพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิล โดยลูกค้าสามารถแลกไข่ไก่ 1 ฟองเมื่อนำขวดพลาสติก 10 ขวดมารีไซเคิล ช่วยสร้างพฤติกรรมในการแยกขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมให้ชุมชนใกล้เคียง . การขยายสาขาล่าสุดของ โลตัส โก เฟรช ที่นครพนม ถือเป็นหนึ่งภาพสะท้อนของการให้ความสำคัญในเรื่องของดีไซน์เพื่อช่วยสนับสนุนการตลาดของธุรกิจ และการเข้าใจถึงพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างความแตกต่าง เพื่อทำให้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้ง่ายขึ้น . อย่างไรก็ตาม …

เมื่อซุปเปอร์มาร์เก็ตหันมาให้ความสำคัญกับดีไซน์ อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top