Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

ISAN Voter เปิดสัดส่วนผูมีสิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 รุ่นใหญ่ รุ่นน้อย ใครกุมสิทธิบ้าง? เมื่อ Gen X อีสานถือ 31.4%

ปีใหม่คนใหม่ ประโยคคุ้นหูที่หลายคนมักพูดถึงในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อตั้งเป้าหมายและเริ่มต้นสิ่งดีๆให้กับตัวเอง แต่สำหรับประเทศไทยในปี 2569 นี้จะกลายเป็นปีใหม่รัฐบาลใหม่ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ตามคำกราบบังคมทูลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลตามปกติ แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะบอกได้ว่าสังคมไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด ท่ามกลางการปะทะกันระหว่างกระแสของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดียและวิกฤตการเมือง กับอำนาจเก่าของระบบบ้านใหญ่ที่ฝังรากลึกมายาวนาน จากข้อมูลกรมการปกครองคาดว่าในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้จะมีผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปอยู่ราว 53.2 ล้านคน ทั้งนี้ หากพิจารณาที่ภาคอีสานจะพบว่า ในภาคอีสานจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ราว 17.7 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 33.2% ของประเทศ และมีที่นั่ง ส.ส. เขตถึง 133 ที่นั่งจาก 400 ที่นั่งทั่วประเทศ ทำให้อีสานกลายเป็นหนึ่งในสนามรบหลักที่จะชี้ชะตาว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล การกระจายตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอีสานทั้ง 17.7 ล้านคนแสดงให้เห็นว่า Generation X (อายุ 45-60 ปี) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็น 31.4% หรือ 5.6 ล้านคน กลุ่มนี้คือผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และคนที่อยู่ในวัยทำงานใกล้เกษียณ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบนั้นเพราะหนึ่งในปัญหาหลักของอีสานคือหนี้สินและความยากจน ทำให้แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะอายุมากแล้วแต่ก็ยังมีหลายคนที่เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ และเงินที่ไม่พอใช้หลังจากเกษียณ ทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายภาษี ราคาพืชผล เงินบำนาญ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ Generation Y (อายุ 29-44 ปี) มีจำนวน 4.9 ล้านคน หรือ 27.9% เป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นตัวตัดสิน เพราะเป็นวัยทำงาน สร้างครอบครัว มีภาระหนี้ครัวเรือน ความกังวลเรื่องปากท้อง และมีความตื่นตัวบนโซเชียลมีเดียสูง คนกลุ่มนี้เป็นวัยกลางคนที่แม้ว่าบางคนจะถูกมองว่าหัวโบราณ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นกลุ่มที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ทำให้นโยบายของพรรคการเมือง และปัจจัยต่างๆนั้นมีผลต่อการตัดสินใจเป็นอยย่างมากที่ไม่ใช่เพียงแค่อุดมการณ์ Generation Z (อายุ 18-28 ปี) มีจำนวน 3.0 ล้านคน หรือ 17.2% แม้จะเป็นกลุ่มเล็กที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีความคาดหวังทางการเมืองสูงที่สุด และพร้อมจะเปลี่ยนใจทันทีหากพรรคที่เลือกไม่ทำตามสัญญา คนกลุ่มนี้แม้หลายคนจะมองว่ายังคงเป็นเด็กอาจจะยังไม่รู้ประสีประสาอะไรมาก แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การเข้าถึงอินทเอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆนั้นง่ายขึ้น แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้นภูมิคุ้มกัน และการกรองข้อมูลอาจจะยังไม่ได้มีมากเท่าที่ควรด้วยประสบการณ์ต่างๆ และการคล้อยตามอาจจะเกิดได้ง่ายขึ้น หนึ่งในจุดเด่นของกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ที่เห็นได้ชัดนั่นคือการยึดมั่นในอุดมการณ์ ซึ่งหลายคนนั้นอาจจะยอมหักไม่ยอมงอทำให้ความยืดหยุ่นนั้นต่ำ และยึดมั่นในพรรคการเมืองมากกว่าตัดบุคคล Baby Boomers (อายุ 61-79 ปี) มีจำนวน 3.59 ล้านคน หรือ 20.3% เป็นฐานเสียงหลักของระบบบ้านใหญ่แบบดั้งเดิม แต่กำลังถูกเจาะด้วยข้อมูลใหม่จากลูกหลาน จังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญในอีสานนั้นคงจะหนีไม่พ้นจังหวัดใหญ่และบริเวณใกล้เคียง […]

ISAN Voter เปิดสัดส่วนผูมีสิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 รุ่นใหญ่ รุ่นน้อย ใครกุมสิทธิบ้าง? เมื่อ Gen X อีสานถือ 31.4% อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง 2568 ปีแห่งวิกฤตที่ใครก็ลืมไม่ลง

2658 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ความตึงเครียดชายแดน วิกฤตการเมือง ไปจนถึงภัยพิบัติธรรมชาติที่พร้อมใจกันทดสอบคนในชาติ   กุมภาพันธ์ 13 กุมภาพันธ์: กลุ่มชาวกัมพูชาพร้อมแกนนำชาตินิยมเดินขบวนเข้าสู่พื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ มีการชูธงชาติและร้องเพลงชาติกัมพูชาเพื่ออ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ ทหารพรานไทยเข้าเจรจาผลักดันให้ถอนตัว แต่คลิปวิดีโอแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย กระตุ้นความไม่พอใจของคนไทยอย่างรุนแรง นำไปสู่การประท้วงหน้าสถานทูตและการส่งหนังสือประท้วงทางการทูต มีนาคม 28 มีนาคม: แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มีจุดศูนย์กลางในพม่า ส่งแรงสั่นสะเทือนรุนแรงถึงกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่งผลให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างถล่มทั้งหลัง การกู้ภัยดำเนินไปอย่างยากลำบากท่ามกลางซากปรักหักพัง พบผู้เสียชีวิต 96 ราย ส่วนใหญ่เป็นวิศวกรและแรงงานก่อสร้าง กลายเป็นโศกนาฏกรรมด้านการก่อสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ พฤษภาคม 28 พฤษภาคม: ชุดลาดตระเวนทหารไทยและกัมพูชาเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญที่ช่องบก (สามเหลี่ยมมรกต) จังหวัดอุบลราชธานี เกิดการยิงปะทะกันด้วยอาวุธประจำกายประมาณ 20 นาที ก่อนทั้งสองฝ่ายจะถอนกำลัง 31 พฤษภาคม: ท่ามกลางข่าวสงคราม คนไทยได้รับข่าวดีเมื่อ สุชาตา ช่วงศรี (โอปอล) คว้ามงกุฎ Miss World 2025 เป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ สร้างความภาคภูมิใจและความสุขชั่วคราวให้แก่คนในชาติ มิถุนายน 18 มิถุนายน: สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯกัมพูชา เปิดเผยคลิปเสียงสนทนาความยาว 5 นาที ระหว่างตนเองกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (นายกฯไทยในขณะนั้น) บันทึกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เนื้อหาสร้างความคลุมเครือเรื่องการเจรจาผลประโยชน์ทับซ้อน ฝ่ายค้านและกลุ่มผู้ชุมนุมใช้คลิปนี้โจมตีรัฐบาลว่า “ขายชาติ” แรงกดดันทางการเมืองพุ่งสูงสุด 23 มิถุนายน: รัฐบาลไทยสั่งปิดจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ และขยายผลปิดด่านถาวรและจุดผ่อนปรนตลอดแนวชายแดน 6 จังหวัดอีสานใต้ ตัดขาดการค้าและการข้ามแดนโดยสิ้นเชิง กรกฎาคม 1 กรกฎาคม: ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยสถานภาพนายกรัฐมนตรีจากกรณีคลิปเสียง พร้อมสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย โดยมีรองนายกฯขึ้นรักษาการแทน 24 กรกฎาคม: สถานการณ์ชายแดนแตกหัก กัมพูชาเปิดฉากยิงถล่มฐานทหารไทยที่ปราสาทตาเมือนธมด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 Grad ลูกหลงตกใส่หมู่บ้านพลเรือนในจังหวัดสุรินทร์ มีผู้บาดเจ็บและบ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก กองทัพไทยตอบโต้ด้วยปืนใหญ่หนัก 28 กรกฎาคม: ภายใต้แรงกดดันจากอาเซียนและสหประชาชาติ ไทย-กัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมามีรายงานการละเมิดข้อตกลงโดยกัมพูชาเคลื่อนกำลังพลเข้าประชิดชายแดนเพิ่ม สิงหาคม 29 สิงหาคม: ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีชุดที่ 64 ทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการบริหารชั่วคราว กันยายน 7 กันยายน: สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย รับภารกิจกู้วิกฤตชายแดนและสร้างความเชื่อมั่น ตุลาคม 24 ตุลาคม:

พาย้อนเบิ่ง 2568 ปีแห่งวิกฤตที่ใครก็ลืมไม่ลง อ่านเพิ่มเติม »

อาสนวิหาร สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธาที่งดงามเหนือกาลเวลา

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้เข้ามาหยั่งรากบนแผ่นดินสยามมานานกว่า 350 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เส้นทางของความเชื่อนี้ไม่ใช่เพียงการเผยแผ่ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับการก่อตัวของชุมชน การอพยพ และการจัดระเบียบปกครองที่สอดคล้องกับสังคมไทย การเข้ามาของมิชชันนารีในยุคแรกมักมาพร้อมกับชาวยุโรปและกลุ่มผู้คนที่แสวงหาที่พึ่งพิง ชุมชนคริสตังในกรุงเทพฯ ถือกำเนิดขึ้นตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ดังเช่น วัดอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญ วัดอัสสัมชัญหลังแรกเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1820 และเสร็จในปี ค.ศ. 1821 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเกียรติแด่อัสสัมชัญของพระนางมหามารีอา กลุ่มคริสตชนในยุคแรกประกอบด้วยหลายกลุ่ม เช่น ลูกหลานชาวไทย – โปรตุเกส และต่อมามีการอพยพของชาวเวียดนามคาทอลิกเข้ามาในสยามซึ่งอาศัยอยู่ในภาคอีสาน การเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในภาคอีสานเริ่มขึ้นราวปี ค.ศ. 1881 โดยคุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม และคุณพ่อซาเวียร์ เกโก ชุมชนคาทอลิกในภาคอีสานหลายแห่งมีความพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ ท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะหมู่บ้านคาทอลิกที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย การก่อตั้งชุมชนท่าแร่เป็นหนึ่งในส่ิงที่ที่แสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่เป็นคริสตศาสนิกชนกับการอพยพ เมื่อครั้งที่มิชชันนารีได้นำกลุ่มคริสตชนชาวเวียดนามและชาวพื้นเมือง ซึ่งบางส่วนเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบและได้รับการปลดปล่อยจากการเกณฑ์แรงงาน ได้ตัดสินใจย้ายกลุ่มคริสตชนออกจากตัวเมืองสกลนครเพื่อหาทำเลที่ตั้งหมู่บ้านใหม่ พวกเขาได้จัดทำ “แพใหญ่” บรรทุกทั้งคนและสัมภาระข้ามหนองหารอย่างปลอดภัย และตั้งหลักแหล่งที่ท่าแร่ โดยตั้งชื่อวัดหลังแรกว่า “วัดมหาพรหมมีคาแอล หนองหาร” ซึ่งเป็นชุมชนที่ร้องขอความช่วยเหลือจากอัครเทวดามีคาแอลเป็นประจำเพื่อให้ช่วยคุ้มครองและต่อสู้กับความยากลำบาก การใช้สถาปัตยกรรมของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอลในเวลาต่อมาซึ่งเป็นรูปทรง “หัวเรือสำเภา” หรือ “รูปหัวเรือ” ก็เพื่อสื่อถึงการนำอัครสังฆมณฑลฝ่าคลื่นลมไปสู่ความสำเร็จ เช่นเดียวกับสำเภาของโนอา และแพใหญ่ของคุณพ่อเกโกที่นำกลุ่มคริสตชนบรรพบุรุษข้ามหนองหารมาขึ้นฝั่งที่ท่าแร่อย่างปลอดภัย ปัจจุบันพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยมีการจัดแบ่งเขตปกครองออกเป็น 11 เขต ซึ่งประกอบด้วย อัครสังฆมณฑล และสังฆมณฑล ซึ่งการแบ่งเขตพื้นที่การดูแลหลายเขต ในประเทศไทยเป็นไปตามหลักการจัดระเบียบองค์การแบบอิปิสโคปัลของนิกายโรมันคาทอลิก โดยมุขนายกจะมีอำนาจควบคุมดูแล มุขมณฑล ซึ่งเป็นเขตปกครองที่กำหนดไว้ การจัดตั้งเขตปกครองเหล่านี้ทำให้การบริหารงานทางศาสนาและการแพร่ธรรมเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เมื่อพิจารณาถึงการแบ่งเขตสังฆมณฑล จะพบว่า ภาคอีสาน มีสังฆมณฑลอยู่มากที่วุดในประเทศ ได้แก่ อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง สังฆมณฑลอุบลราชธานี สังฆมณฑลอุดรธานี และสังฆมณฑลนครราชสีมา แม้ว่าจำนวนคริสตศาสนิกชนคาทอลิกทั่วประเทศจะถือเป็นประชากรกลุ่มน้อย โดยมีจำนวนราวๆ ไม่ถึง 400,000 คน แต่การที่ภาคอีสานมีสังฆมณฑลจำนวนมากนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การแพร่ธรรมและการเมืองในยุคสงครามเย็น ในยุคสงครามเย็น (ราว พ.ศ. 2490 – 2534) ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ “สีชมพู” หรือฐานปฏิบัติการของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเงินทุนและอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งฐานทัพและพยายามสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ศาสนาคริสต์ซึ่งมีเนื้อแท้ที่ตรงกันข้ามกับระบอบคอมมิวนิสต์ที่ต่อต้านศาสนา จึงถูกผลักดันให้ปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัย ในยุคนี้เองที่เกิดปรากฏการณ์ “โบสถ์โมเดิร์น” ขึ้นในภาคอีสาน อาสนวิหารหลายแห่งที่สร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. 2500 – 2520 จึงเลือกใช้ สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น หรือแบบสากลนิยม แทนรูปแบบคลาสสิกของยุโรป รูปแบบโมเดิร์นนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของโลกเสรีประชาธิปไตยในยุคนั้น อาสนวิหารแม่พระนิรมล อุบลราชธานี ใช้สถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ล้ำสมัย อาสนวิหารพระมารดานิจจานุเคราะห์ อุดรธานี เป็นรูปแบบทรงไทยประยุกต์สมัยใหม่ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแบบสมัยใหม่รุ่นกลางศตวรรษที่ 19 หรือ Mid-century Modern อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ซึ่งเป็นอัครสังฆมณฑลหนึ่งในภาคอีสาน

อาสนวิหาร สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธาที่งดงามเหนือกาลเวลา อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ‘แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย’ ทั่วอีสาน ที่ไหนเยอะจนน่าตกใจ⁉️

แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในภาคอีสานมีจำนวนทั้งหมด 15,250 คน ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 23.1% ของจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในภาคอีสาน โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนแรงงานผิดกฎหมายสูง อย่างเช่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา หนองบัวลำภู ชัยภูมิ และมหาสารคาม ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ชายแดนโดยตรง แต่เป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ ทั้งภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ และงานก่อสร้างขนาดกลาง-เล็กจำนวนมาก แรงงานต่างด้าวนี้ทำหน้าที่เป็น “แรงงานกันชน” ที่ช่วยพยุงต้นทุนการผลิตของเศรษฐกิจฐานล่าง ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง เกษตรกรรม แปรรูปอาหาร หรือบริการนอกระบบ แรงงานกลุ่มนี้เข้ามาแทนที่แรงงานท้องถิ่นที่เคลื่อนย้ายออกไปทำงานในเมืองใหญ่หรือภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม การที่แรงงานเหล่านี้จำนวนมากอยู่ในสถานะผิดกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหลีกเลี่ยงกฎหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะเป็นผลจากระบบขึ้นทะเบียนแรงงานที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานตามฤดูกาล ทำให้การอยู่ “นอกระบบ” กลายเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่า ข้อมูลดังกล่าวยังชี้ให้เห็นการเปลี่ยนบทบาทของภาคอีสานจาก “พื้นที่ส่งออกแรงงาน” ไปสู่ “พื้นที่รับแรงงาน” เมืองศูนย์กลางระดับรองอย่างขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา กลายเป็นฐานรองรับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของเมือง แต่การเติบโตดังกล่าวกลับไม่ได้นำไปสู่การยกระดับคุณภาพแรงงานหรือระบบสวัสดิการ หากแต่พึ่งพาแรงงานต่างด้าวราคาถูกเป็นฐานรองรับความเติบโต นี่คือรูปแบบการพัฒนาที่สร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่กระจายความเสี่ยงไปสู่แรงงานที่เปราะบางที่สุด การจับกุมและผลักดันแรงงานออกนอกประเทศอาจทำให้ตัวเลขลดลงชั่วคราว แต่ในระยะยาวกลับสร้างแรงจูงใจให้แรงงานหลบซ่อนมากขึ้น ขยายเครือข่ายนายหน้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ ในทางกลับกัน ข้อมูลชุดนี้กำลังเรียกร้องคือการปรับนโยบายแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจจริง เปิดช่องทางให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และยืดหยุ่นต่อแรงงานตามฤดูกาล ทำไมแรงงานต่างชาติจึงมีมากในไทยและอีสาน?  ซึ่งปัจจัยหลักคือค่าแรง, ระยะทาง, และโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยมีค่าจ้างและโอกาสทำงานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในระดับที่คุ้มค่าต่อการย้ายถิ่น แต่รายได้รวมต่อเดือน (รวมโอทีและชั่วโมงทำงานยืดหยุ่น) ยังถือเป็นแรงจูงใจมากกว่าทำงานฝั่งบ้านเกิดตัวเอง อีกทั้งระยะทางและต้นทุนข้ามแดนของอีสานต่ำ อาจจะมีการข้ามสะพานมิตรภาพหรือผ่านด่านชายแดนซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งโครงสร้างอุตสาหกรรมอีสานในปัจจุบันต้องการแรงงานจำนวนมากในช่วงเวลาเร่งด่วน อย่างเช่น เกษตรฤดูกาล (อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา), อาหารและเครื่องดื่ม, ชิ้นส่วนยานยนต์-พลาสติก, ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเมืองมหาวิทยาลัยและโลจิสติกส์ แรงงานข้ามชาติจึงกลายเป็นกำลังแรงงานที่ทำให้สายการผลิตไม่สะดุดในคอขวดแรงงานนั่นเอง สำหรับเศรษฐกิจอีสาน แรงงานข้ามชาติถือว่าช่วยตรึงกำลังการผลิตในห่วงโซ่อาหาร เกษตรและก่อสร้าง ซึ่งมีสัดส่วนสูงใน GRP ของภาค เมื่อตัวเลขแรงงานเพิ่มขึ้นหลังโควิด สัญญาณนี้สะท้อนให้เห็นการกลับมาของคำสั่งซื้อและโครงการลงทุน ขณะเดียวกัน แรงงานไทยวัยทำงานของอีสานจำนวนมากยังย้ายไปทำงานกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ EEC ทำให้เกิด ช่องว่างแรงงานท้องถิ่น ทำให้เกิดการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME และโรงงานขนาดกลาง     อ้างอิงจาก: – กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #แรงงานต่างด้าว #ต่างด้าว

พาเปิดเบิ่ง ‘แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย’ ทั่วอีสาน ที่ไหนเยอะจนน่าตกใจ⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

5 บทเพลงลูกทุ่งอีสาน ถ่ายทอดเรื่องเล่า เคล้าเสียงแคน

ฮู้บ่ว่า เพลงลูกทุ่งที่เราผ่านหูมาตลอดนั้น กำลังทำหน้าที่บอกพิกัดที่เที่ยวในอีสานได้ด้วยนะ วันนี้เราจะมาเจาะลึก 5 เพลงลูกทุ่ง ที่ถ่ายทอดมาจากความรู้สึกนึกถึงด้วยการนำเอาสถานที่ ตำนานพื้นบ้าน และเทศกาลประจำปีมาผูกไว้ในบทเพลง จนกลายเป็น Soft Power ที่ต่อยอดมาเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งอุตสาหกรรมดนตรีและการท่องเที่ยว ผ่านท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งอีสาน ริมฝั่งหนองหาน โดย มนต์แคน แก่นคูณ พ.ศ. 2549 “ฟ้างามยามแลง ข้างทุ่ง หนองหาน  อ้ายนั่งเบิ่งฟ้า คืดฮอด  แก้วตาเจ้าไปสิเล้อ” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: มีการนำวรรณกรรมพื้นบ้าน เรื่อง “ผาแดง นางไอ่” มาสร้างความเชื่อมโยงกับสถานที่จริงอย่าง หนองหาน จังหวัดสกลนคร เป็นการดึงดูดผู้ฟังให้ตามรอยตำนานและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น    เบิ่งนครพนม โดย ต่าย อรทัย พ.ศ. 2552 ต้นฉบับปี (2516) “ไหมก็ขาว สาวลาวก็สวย มวยผมดำน้ำบ่อก็ใส สวยแท้คือสาวภูไท สวยบาดใจชาย สาวญวนก็งาม” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: ได้กล่าวถึงผ้าไหม และการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในจังหวัดนครพนม ได้แก่ ลาว ภูไทย ญวน ซึ่งเพลงนี้ได้เสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธ์ุและเสริมสร้างอัตลักษณ์วิถีชีวิตและความงามทั้งสองฝั่งโขงไทย-ลาวได้อีกด้วย   น้ำตาสาววาริน โดย จินตหรา พูนลาภ พ.ศ. 2560 “สาววารินวันนี้ต้องกินน้ำตา  เพราะหนุ่มอุบลไม่มา  แห่เทียนพรรษาเหมือนดังปีก่อน  เขาจากไปแล้ว กับผู้สาวสกลนคร” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: การนำเอาประเพณีแห่เทียนพรรษาและบอกหมุดหมายของการพบปะ คือ ทุ่งศรีเมืองจังหวัดอุบลราชธานี และเพลงนี้ได้แสดงถึงความสำคัญของเทศกาลประจำปีของจังหวัดที่มีผู้คนจากต่างอำเภอ ต่างจังหวัด เช่น สาวอำเภอวาริน และสาวสกลนครเข้าร่วม เป็นต้น    คิดฮอดจังภูลังกา โดย เวียง นฤมล พ.ศ. 2565 “ท่องแดนธรรมถิ่นภูลังกา เบิ่งหินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬเมื่อปีผ่านมา ไผน้อบอกย้ำคำว่าฮักอีหล่าหน้าปู่อือลือ” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: กล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างภูลังกา และหินสามวาฬ รวมถึงการอ้างอิงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคำสัญญาที่มาจากความเชื่อเรื่องพญานาคของชาวอีสานผ่านการโปรโมทถ้ำนาคาหรือปู่อือลือ เพื่อกระตุ้นให้คนเดินทางไปตามรอยความศรัทธาในจังหวัดบึงกาฬ   รักซึ้งบึงแก่นนคร โดย บิว จิตรฉรีญา พ.ศ. 2566 “ลูกมีใจตั้งแต่งานไหมปีก่อนกี้ จนปานนี้แห่งฮักหลาย หละมาปีนี้เป็นหยังอ้ายบ่มาเที่ยวดอกงานไหม บึงแก่นนครบ่มีชาย ใจสลายแล้วเด้เเม่” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: เพลงนี้ได้มีการนำเอาความรักมาผูกโยงกับสถานที่อย่างบึงแก่นนคร พร้อมกับวัดหนองแวง อารามหลวง และเทศกาลประจำปีอย่างงานไหมนานาชาติ ของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเพลงนี้สามารถโปรโมทเทศกาลและบอกแหล่งหมุดหมายของการมาพบปะและท่องเที่ยวในขอนแก่นอย่างบึงแก่นนครได้ จะเห็นว่าเพลงลูกทุ่งแต่ละเพลงที่กล่าวมานั้นมีการสื่อสารวัฒนธรรมและอ้างถึงสถานที่จริงในเนื้อเพลง ซึ่งได้สะท้อนถึงความหลากหลายและความโดดเด่นในภาคอีสานในเชิงภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมอีสาน นับว่าเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมดนตรี พร้อมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปควบคู่กันได้อีกด้วย IFPI Global Music Report 2024 ชี้ว่า อุตสาหกรรมดนตรีไทยตอนนี้กำลังมาแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2567 มีมูลค่าตลาดกว่า 3,400

5 บทเพลงลูกทุ่งอีสาน ถ่ายทอดเรื่องเล่า เคล้าเสียงแคน อ่านเพิ่มเติม »

เป็นล้านเลยบ๊อ้าย! เปิดทำเนียบ 10 นักกีฬาอีสานรับอัดฉีดต่อ 1 รายการมากที่สุด

เปิดทำเนียบ “เศรษฐีนักกีฬา” เลือดอีสาน รับอัดฉีดจุกๆ ใน 1 รายการมากที่สุด โดยที่ “กีฬา” ไม่ใช่แค่ยาวิเศษ แต่คือ “โอกาสเปลี่ยนชีวิต” ของลูกหลานชาวอีสานมาช้านาน จากลานดินหน้าบ้าน สู่เวทีระดับโลก สร้างชื่อเสียงและเม็ดเงินมหาศาลกลับมาพัฒนาบ้านเกิด 1. พงศกร แปยอ (จ.ขอนแก่น) กีฬา: วีลแชร์เรซซิ่ง ยอดเงินรวมประมาณ: 21.6 ล้านบาท   2. สมจิตร จงจอหอ (นครราชสีมา) กีฬา: มวยสากลสมัครเล่น ยอดรับรวมประมาณ: 20 ล้านบาท   3. สุดาพร สีสอนดี (อุดรธานี) กีฬา: มวยสากลสมัครเล่น ยอดรับรวมประมาณ: 14 – 16 ล้านบาท   4. สมรักษ์ คำสิงห์ (ขอนแก่น) กีฬา: มวยสากลสมัครเล่น ยอดรับรวมประมาณ: 15 ล้านบาท   5. พิมศิริ ศิริแก้ว (ขอนแก่น) กีฬา: มวยสากลสมัครเล่น ยอดรับรวมประมาณ: 15 ล้านบาท   6. สายชล คนเจน (จ.สุรินทร์) กีฬา: วีลแชร์เรซซิ่ง ยอดรับรวมประมาณ: 12.6 ล้านบาท   7. อธิวัฒน์ แพงเหนือ (จ.สกลนคร) กีฬา: วีลแชร์เรซซิ่ง ยอดรับรวมประมาณ: 12 ล้านบาท   8. สินธุ์เพชร กรวยทอง (จ.สุรินทร์) กีฬา: ยกน้ำหนัก ยอดรับรวมประมาณ: 10 ล้านบาท   9. สุริยา ปราสาทหินพิมาย (จ.นครราชสีมา) กีฬา: มวยสากลสมัครเล่น ยอดรับรวมประมาณ: 5 – 8 ล้านบาท   10. วิชัย ราชานนท์ (จ.ขอนแก่น) กีฬา: มวยสากลสมัครเล่น ยอดรับรวมประมาณ: 4 – 6 ล้านบาท   ที่มา: Thai PBS, Mainstand, Thairath, Spring News, PPTV,

เป็นล้านเลยบ๊อ้าย! เปิดทำเนียบ 10 นักกีฬาอีสานรับอัดฉีดต่อ 1 รายการมากที่สุด อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง “20 เทศบาลเมืองแดนอีสาน” เก็บภาษีเองได้เยอะสุด ปี 67

ข้อมูลการจัดเก็บภาษีของเทศบาลเมืองปี 2567 ของ 20 เทศบาลเมืองในภาคอีสานซึ่งสามารถจัดเก็บภาษีเองได้สูงสุด แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอีสานจากฐานเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการค้า บริการ อสังหาริมทรัพย์ และกิจกรรมโลจิสติกส์ เมืองเหล่านี้ไม่เพียงเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สะสมทุนทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนอีกด้วย เมื่อพิจารณาลงลึกไปแต่ละเทศบาลเมืองจะพบว่า เทศบาลเมืองที่จัดเก็บภาษีได้สูงมีลักษณะเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความหนาแน่นของทรัพย์สินสูง ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีกสมัยใหม่ สถานศึกษา โรงพยาบาล หรือคลังสินค้าต่างๆนั่นเอง ซึ่งเมืองเหล่านี้มี “ประชากรแฝงทางเศรษฐกิจ” สูงกว่าจำนวนประชากรตามทะเบียน ซึ่งทำให้ฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีจากกิจการพาณิชย์ เติบโตได้ดีกว่าเมืองที่ยังพึ่งพารายได้ตามฤดูกาลหรือภาคเกษตรเป็นหลัก อย่าง “เทศบาลเมืองวารินชำราบ” จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจัดเก็บภาษีเองได้สูงสุดในภาคอีสาน สะท้อนบทบาทของ “เมืองคู่ขนานทางเศรษฐกิจ” อย่างชัดเจน วารินชำราบไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ต่อขยายของอำเภอเมืองอุบลราชธานีเท่านั้น แต่เป็นศูนย์รวมการอยู่อาศัยและกิจกรรมพาณิชย์ขนาดใหญ่ ประชากรจริงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีจำนวนใกล้เคียงอำเภอเมือง ขณะที่ราคาที่ดินและต้นทุนการพัฒนาเอื้อต่อการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า และธุรกิจบริการ ส่งผลให้ฐานภาษีของเทศบาลขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นอกจากนี้ วารินชำราบเองก็ยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้ประจำมากกว่ารายได้ตามฤดูกาล เมืองเป็นที่ตั้งของหน่วยงานรัฐ โรงเรียน โรงพยาบาล และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดนเชื่อมโยงลาวและกัมพูชา ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี ในขณะที่เทศบาลเมืองปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ก็แสดงให้เห็นอีกมิติหนึ่งของการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น นั่นคือการแปลง “มูลค่าการท่องเที่ยว” ให้เป็นรายได้ของเทศบาล แม้จำนวนประชากรถาวรจะไม่สูงมาก แต่การเป็นประตูสู่เขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ ทำให้ราคาที่ดิน โรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจบริการมีมูลค่าสูง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงสร้างรายได้จำนวนมาก ปากช่องจึงเป็นตัวอย่างของเมืองที่ใช้การไหลเข้าของเงินจากภายนอกพื้นที่มาเสริมความแข็งแรงให้ฐานะการคลังท้องถิ่นนั่นเอง เทศบาลเมืองหนองสำโรง จังหวัดอุดรธานี แม้ไม่ใช่ศูนย์กลางจังหวัดโดยตรง แต่เป็นพื้นที่รองรับโรงงาน คลังสินค้า และกิจกรรมหลังบ้านของเมืองอุดรธานี การใช้ที่ดินเชิงพาณิชย์จำนานมาก ส่งผลให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น ก็มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ซึ่งก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดจากการศึกษาภายในมหาวิทยาลัย โดยพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยถูกพัฒนาเป็นหอพักเชิงพาณิชย์ คอนโดมิเนียม ร้านอาหาร คลินิก และบริการเฉพาะทางจำนวนมาก ทำให้เกิดความหนาแน่นของทรัพย์สินและกิจกรรมทางธุรกิจในพื้นที่จำกัด ฐานภาษีของเทศบาลจึงเติบโตจากการแปร “ความรู้และการศึกษา” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจเมืองอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง . . อ้างอิงจาก: – ระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง – กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – สำนักงานสถิติแห่งชาติ ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เทศบาลเมือง #เทศบาลเมืองในอีสาน #การจัดเก็บภาษี

พาเปิดเบิ่ง “20 เทศบาลเมืองแดนอีสาน” เก็บภาษีเองได้เยอะสุด ปี 67 อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง “หนึ่งจังหวัด หนึ่งสมุนไพรอีสาน” อัตลักษณ์ของดีที่ซ่อนอยู่ในแต่ละถิ่น

หากพูดถึง “สมุนไพร” เรามักจะนึกถึงพืชหรือต้นไม้ที่มาจากธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการรักษาโรคหรือบรรเทาอาการต่าง ๆ ซึ่งมีการใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ความรู้ในเรื่องสมุนไพรมีทั้งในตำราแพทย์ตั้งแต่สมัยกรีก อินเดีย จีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพทย์ไทยแผนโบราณ คำว่า สมุนไพร ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 หมายถึง ผลผลิตธรรมชาติที่ได้จากพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่ ที่ใช้ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร สมุนไพรไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและมีการสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นอกจากจะนำมาใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ แล้วยังนิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร ทำเครื่องสำอาง และยาทางการแพทย์อีกด้วย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้มีการรวบรวมและคัดเลือกสมุนไพรประจำแต่ละจังหวัด โดยพิจารณาจากเกณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ การกำหนดสมุนไพรประจำจังหวัดเช่นนี้ไม่เพียงช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้แต่ละจังหวัด แต่ยังช่วยส่งเสริมในเรื่องของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและสินค้า OTOP รวมถึงต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ   ข้อมูลจาก Enromonitor บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก ในปี 2567 ได้ชี้ให้ถึงมูลค่าการค้าปลีกสินค้าสมุนไพรในตลาดโลกที่สูงถึง 60,589.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.93 ล้านล้านบาทไทย) ซึ่งมีการขยายตัวจากปีก่อนหน้า 4.6%  ขณะที่ตลาดสมุนไพรของไทยมีมูลค่า 1,265.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (40,276 ล้านบาทไทย) ขยายตัว 7.1% จากปีก่อนหน้า และจัดอยู่อันดับ 10 ของโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติการส่งออกในปี 2567 ยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของตลาดสมุนไพรไทย ซึ่งขึ้นแท่นอันดับ 1 ในอาเซียน และอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชีย ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าสมุนไพรสดแห้ง สารสกัด และน้ำมันหอมระเหย และจากข้อมูลทั้งหมดนี้ ISAN Insight จะพาไปรู้จักสมุนไพรอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดในภาคอีสานกัน ว่าแต่ละจังหวัดมีสมุนไพรอะไรเป็นอัตลักษณ์ประจำจังหวัด กาฬสินธุ์ = ขมิ้นชัน ขอนแก่น = คูน ชัยภูมิ =เร่วน้อย นครพนม = สมอไทย นครราชสีมา = พรมมิ บึงกาฬ = เอียนด่อน บุรีรัมย์ = กะเม็ง มหาสารคาม = บัวบก มุกดาหาร = ว่านกีบแรด ยโสธร = โคคลาน ร้อยเอ็ด = กำแพงเจ็ดชั้น เลย = กระชายดำ ศรีสะเกษ = หอมแดง สกลนคร = หมากเม่า สุรินทร์ = โลดทะนงแดง หนองคาย = ไพล

พาเปิดเบิ่ง “หนึ่งจังหวัด หนึ่งสมุนไพรอีสาน” อัตลักษณ์ของดีที่ซ่อนอยู่ในแต่ละถิ่น อ่านเพิ่มเติม »

พาสำรวจเบิ่ง อันตรายจาก “ขีปนาวุธ PHL-03” ยิงไกลกว่า 130 กม.

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัมพูชากำลังเปลี่ยนบทบาทจากประเทศขนาดเล็กที่มักอยู่นอกกระแสของการแข่งขันด้านอาวุธ มาเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการจัดซื้อระบบจรวดนำวิถีแบบพหุคูณ (Multiple Launch Rocket System – MLRS) รุ่น PHL-03 จากประเทศจีน จำนวน 6 เครื่อง ซึ่งถูกส่งมอบให้กัมพูชาในเดือนพฤษภาคม 2022 พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนด้านโลจิสติกส์อย่างครบชุด แล้ว PHL-03 คืออะไร? PHL-03 คือระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 300 มม. ที่พัฒนาโดยบริษัท China North Industries Group Corporation Limited (NORINCO) ประเทศของจีน โดยระบบนี้ได้รับการออกแบบต่อยอดจาก BM-30 “Smerch” ของรัสเซีย แต่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมในด้านระบบควบคุมการยิงผ่าน GPS/GLONASS/BeiDou และระบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถยิงได้ครั้งละ 12 นัด ภายในเวลาไม่กี่นาทีโดยแต่ละหัวรบมีน้ำหนักราว 280 กิโลกรัม และยิงได้ไกลมาตรฐานถึง 130 กิโลเมตร ส่วนรุ่นใหม่ล่าสุดยิงได้ไกลถึง 160 กิโลเมตรเลยทีเดียว ทำไมกัมพูชาถึงเลือกใช้ PHL-03? จีนคือผู้ส่งออกอาวุธหลักในอาเซียน โดยเฉพาะให้กัมพูชา ลาว และเมียนมา ผ่านบริษัท NORINCO การส่งอาวุธมักมาพร้อม ดีลแฝง อย่างเช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การฝึกทหาร หรือโลจิสติกส์ ซึ่งการซื้อ PHL‑03 ของกัมพูชานั้น ก็สะท้อนการแข่งขันอิทธิพลระหว่างจีนกับมหาอำนาจอื่น ยิ่งในช่วงภูมิภาคตึงเครียด การลงทุนด้านอาวุธยิ่งกลายเป็นเครื่องมือ ดึงพันธมิตรทางการเมืองและเศรษฐกิจ การจัดซื้ออาวุธ PHL-03 ของกัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมขีดความสามารถทางทหารเท่านั้น โดยการจัดซื้ออาวุธเหล่านี้มักแนบมากับข้อตกลงด้านการลงทุน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งการฝึกอบรมกำลังพลโดยผู้เชี่ยวชาญจากจีนนั่นเอง สถานการณ์ล่าสุดและความกังวล (13 ธ.ค. 68) ความสามารถในการยิงของ PHL-03 นั้นที่มีระยะไกลถึง 130-160 กิโลเมตร ทำให้ระบบนี้ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างของภาคอีสานไทย ซึ่งทำให้เกิดความกังวลอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีรายงานการตรวจพบระบบจรวด PHL-03 บริเวณ พัน.ป.87 จ.พระวิหาร ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ประมาณ 90 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่ากัมพูชาจะนำระบบดังกล่าวเข้าประจำการหรือใช้งานแต่อย่างใด แต่กองทัพไทยได้แสดงความห่วงใยต่อศักยภาพที่อาจนำมาใช้ในกรณีเกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ #อัพเดตล่าสุด‼️ (13 ธ.ค. 2568) เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันว่า ยังไม่ได้รับรายงาน อาวุธPHL03 กัมพูชา เข้ามาในพื้นที่พระวิหาร หากตรวจพบ “กองทัพไทยจะดําเนินการต่อเป้าหมายทันทีโดยไม่รีรอให้กัมพูชาเปิดปฏิบัติก่อน เพราะเรามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความพร้อมในเรื่องของการโจมตีเป้าหมายแม่นยํา”

พาสำรวจเบิ่ง อันตรายจาก “ขีปนาวุธ PHL-03” ยิงไกลกว่า 130 กม. อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง โครงการใหม่หลังคนละครึ่ง

โครงการคนละครึ่งถือเป็นมาตรการเรือธงที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากมาตลอดหลายปี ล่าสุดรัฐบาลเดินหน้า เฟส 2 โดยปรับเพิ่มวงเงินให้กับประชาชนกลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อน สูงสุดถึง 4,000 บาท/คน ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” เพื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้าน SME และผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับแรงกระแทกโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จุดที่น่าสนใจของเฟสนี้ไม่ใช่แค่เงินที่เติมเข้าไป แต่เป็น “การเพิ่มทักษะ” ให้ร้านค้าด้วย ผ่านการ Upskill/Reskill 3 ทางเลือก เช่น การขึ้นเป็นร้านค้าในแพลตฟอร์ม Food Delivery การอบรมออนไลน์กับธนาคารออมสิน หรือการเรียนผ่าน DBD Academy สิ่งนี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้ต้องการแค่เพิ่มยอดขายให้ร้านค้า แต่ต้องการยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้ทำธุรกิจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต เมื่อกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ร้านค้าขายได้มากขึ้น และมีทักษะการขายผ่านออนไลน์มากขึ้น เศรษฐกิจท้องถิ่นก็จะฟื้นตัวเป็นลำดับคล้าย “น้ำซึมลงดิน” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไปพร้อมกัน หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือ “ขั้นตอนอนุมัติที่ล่าช้า” ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเลที่จะเลือกไทยเป็นฐานการผลิตใหม่ รัฐบาลจึงออกมาตรการ Thailand Fastpass เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติด้านการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและเขต EEC ให้เร็วขึ้น 20–50% โดยเฉพาะโครงการในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องการดึงเข้าประเทศ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์ครบวงจร และอุตสาหกรรมดิจิทัล ด้านแรงงาน รัฐตั้งเป้า Upskill/Reskill แรงงานกว่า 100,000 ราย แบ่งเป็นนักศึกษา 30,000 ราย และแรงงานที่ต้องการปรับทักษะ 70,000 ราย เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ เกษตรชีวภาพ หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หากมาตรการนี้ทำได้ตามเป้าหมาย จะเป็นเหมือน “การลดแรงเสียดทานทางระบบราชการ” ทำให้ไทยมีความได้เปรียบมากขึ้นในการแข่งขันกับเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ที่เร่งปรับตัวด้านการลงทุนอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% ของ GDP กลายเป็น “แรงกดดันใหญ่ที่สุด” ของเศรษฐกิจไทย เพราะประชาชนจำนวนมากไม่สามารถจับจ่าย ลงทุน หรือขยับตัวทางเศรษฐกิจได้ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จึงถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหา NPL ของลูกหนี้รายย่อยโดยเฉพาะ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะเข้ามารับซื้อหนี้เสียจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ เช่น: ลดดอกเบี้ย ตัดดอกเบี้ยค้าง ยืดเวลาชำระ เจรจาให้ยอดหนี้เหมาะสมกับรายได้จริงของลูกหนี้ จุดสำคัญคือเมื่อปิดหนี้ได้ ลูกหนี้จะ “หลุดจากสถานะ NPL” ทำให้สามารถกลับมาสร้างประวัติเครดิตและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ๆ ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่ ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่แค่โครงการแก้หนี้ แต่เป็น “ทางออกให้คนกลับมาใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง” อ้างอิง กรุงเทพธุรกิจ, MGR online, ธนาคารแห่งประเทศไทย, บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด, ไทยรัฐ, กระทรวงการคลัง

พามาเบิ่ง โครงการใหม่หลังคนละครึ่ง อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top