Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

พาเปิดสถิติ ‘ครูอีสาน’ จังหวัดไหนรับบทหนักสุด⁉️ ครูแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน

เคยรู้หรือไหมว่า “ครูไทย” ของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง? พบข้อมูลว่า 95% ของคุณครูต้องทำงานหนักเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ 58% ของครูถูกแย่งเวลาสอนไปถึงสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง เพื่อไปทำงานอื่นที่ไม่ใช่ภารกิจหลักนั่นเอง นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “แม่พิมพ์ของชาติ” กำลังถูกภาระงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนกัดกินเวลาอันมีค่า ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาลูกศิษย์ได้อย่างเต็มที่ ปัญหาการทำงานเกินหน้าที่ของครูไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มอัตราการจ้างครูธุรการและภารโรงแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าความพยายามเหล่านั้นยังคงเป็นเพียงการบรรเทาอาการ ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ ข้อมูลจาก The Active Thai PBS และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) ตอกย้ำภาพความจริงอันน่าหดหู่ว่า มีครูไทยกว่า 95% ต้องทำงานนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 58% ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับงานที่ไม่ใช่การสอน ยิ่งไปกว่านั้น ใน 200 วันทำการ ครูต้องเสียเวลาไปกับงานประเมินผลงาน งานแข่งขันวิชาการ และงานจัดทำโครงการมากถึง 84 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไร้ซึ่งบุคลากรสนับสนุน ปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ครูในปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ต้องแบกรับภาระงานสารพัดที่แทบไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ครูคนเดียวต้องควบรวมบทบาททั้งงานการเงิน พัสดุ ธุรการ และแม้แต่งานด้านกฎหมาย ภาระงานที่ถาโถมนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของครูเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียนอีกด้วย เนื่องจากครูไม่มีเวลาเพียงพอในการออกแบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งการดูแลพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็อาจเป็นเหตุผลของการนำไปสู่การเลือกใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงอันเป็นปลายเหตุของปัญหาความเครียด และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนและเป็นปัญหาสังคมตามมาในที่สุด   ครูอีสานก็แบกรับภาระการศึกษาที่หนักอึ้ง จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า “สัดส่วนครูต่อนักเรียนทั้งหมดในจังหวัด” ซึ่งสะท้อนถึงภาระงานที่ครูแต่ละคนต้องรับผิดชอบในภาคอีสาน เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าครูในภูมิภาคนี้กำลังแบกรับภาระที่หนักอึ้งในการขับเคลื่อนการศึกษาของชาติ โดยภาพรวมของทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน พบว่าสัดส่วนนักเรียนต่อครูโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1:18 ถึง 1:21 ซึ่งหมายความว่าครูหนึ่งคนจะต้องดูแลนักเรียนถึง18-21 คน แม้จำนวนครูโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่เบื้องลึกกลับน่าเป็นห่วง โรงเรียนหลายแห่งในภาคอีสานกำลังเผชิญวิกฤต ‘ครูขาดแคลน’ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 80% ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ปัญหานี้ทำให้แม้จะมีนักเรียนน้อย แต่ครูผู้สอนก็ไม่เพียงพอในแต่ละห้องเรียน ซ้ำร้ายครูยังต้องแบกรับภาระงานธุรการจนแทบไม่มีเวลาดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม จังหวัดมหาสารคามโดดเด่นออกมาจากจังหวัดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ด้วยสัดส่วนนักเรียนต่อครูที่สูงถึง 1 : 29.6 นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจและสะท้อนให้เห็นว่าครูในจังหวัดมหาสารคามต้องทำงานหนักกว่าครูในจังหวัดอื่นๆ ด้วยจำนวนนักเรียนที่มากขนาดนี้ ครูอาจจะเผชิญกับข้อจำกัดในการให้ความดูแลเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการจัดการชั้นเรียน การตรวจงาน การให้คำปรึกษา และการพัฒนาศักยภาพนักเรียน ซึ่งเป็นไปได้ยากขึ้นอย่างชัดเจน จากสัดส่วนดังกล่าว ซึ่งก็แสดงถึงภาระต่างๆ ที่ครูอีสานต้องแบกรับในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาระการสอนที่ต้องเข้มข้น เนื่องจากต้องสอนนักเรียนจำนวนมากในแต่ละคาบ ทำให้เวลาในการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย หรือการให้คำแนะนำรายบุคคลลดลง การสอนอาจเน้นที่การถ่ายทอดความรู้เป็นหลักมากกว่าการพัฒนาทักษะหรือความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีภาระการประเมินผลและการให้คำแนะนำ ซึ่งการตรวจงาน การให้คะแนน และการให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนจำนวนมากเป็นงานที่ใช้เวลาและพลังงานมหาศาล ครูอาจมีเวลาไม่เพียงพอที่จะให้ข้อเสนอแนะที่ละเอียดและนำไปสู่การพัฒนาที่แท้จริง อีกทั้งภาระในการดูแลนักเรียนที่ไม่ใช่แค่การเรียน ครูยังต้องเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่ เป็นนักจิตวิทยา และเป็นผู้คอยแก้ปัญหาให้กับนักเรียน ซึ่งเมื่อมีนักเรียนจำนวนมาก ความต้องการและปัญหาที่หลากหลายก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ครูต้องใช้พลังงานและเวลาในการดูแลนักเรียนนอกเหนือจากหน้าที่การสอนตามปกติ ไม่เพียงเท่านั้น ครูไทยยังต้องแบกรับภาระงานเอกสารและธุรการจำนวนมาก ซึ่งงานเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อจำนวนนักเรียนและชั้นเรียนที่รับผิดชอบมีมากขึ้น ทำให้เวลาที่ควรจะทุ่มเทให้กับการสอนและการพัฒนานักเรียนถูกแบ่งไปอย่างน่าเสียดาย […]

พาเปิดสถิติ ‘ครูอีสาน’ จังหวัดไหนรับบทหนักสุด⁉️ ครูแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ศึก 3 Gen เขย่าสภา  เมื่อรุ่นใหญ่ไม่ยอมถอย และรุ่นใหม่พร้อมจะพุ่ง คุณจะฝากอนาคตประเทศไว้ในมือใคร⁉️

สนามเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ไเปรียบเสมือนเวทีประลองของ “ผู้นำหลายเจเนอเรชัน” อย่างชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองหลักสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของอำนาจ ตั้งแต่ Baby Boomer ที่ผ่านพายุวิกฤติเศรษฐกิจ การรัฐประหาร และความขัดแย้งทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลุ่ม Gen X ที่เป็นแกนกลางของระบบการเมืองในปัจจุบัน ไปจนถึง Gen Y ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัล ความไม่แน่นอนของตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม การเลือกตั้งรอบนี้จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “ใครจะเป็นนายกฯ” แต่คือคำถามใหญ่กว่านั้นว่า “อนาคตประเทศควรถูกออกแบบโดยประสบการณ์แบบไหน และมุมมองของคนรุ่นใด” เมื่อแยกตามช่วงเจเนอเรชัน รายชื่อแคนดิเดตในชุดข้อมูลนี้แบ่งออกได้ดังนี้ 🟢Gen Y (Millennials): ผู้นำรุ่นใหม่ กลุ่มนี้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2524 – 2539 (ค.ศ. 1981 – 1996) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (อายุ 38 ปี) พรรคประชาชน วสวรรธน์ พวงพรศรี (อายุ 31 ปี) พรรคไทรวมพลัง 🔵Gen X: กลุ่มผู้บริหารหลัก กลุ่มนี้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2508 – 2523 (ค.ศ. 1965 – 1980) เป็นกลุ่มที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (อายุ 60 ปี) พรรคกล้าธรรม อนุทิน ชาญวีรกูล (อายุ 59 ปี) พรรคภูมิใจไทย ตรีนุช เทียนทอง (อายุ 53 ปี) พรรคพลังประชารัฐ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (อายุ 53 ปี) พรรคไทยก้าวใหม่ ศ.ดร.นพ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (อายุ 46 ปี) พรรคเพื่อไทย 🟣Baby Boomer: กลุ่มประสบการณ์สูง กลุ่มนี้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2489 – 2507 (ค.ศ. 1946 – 1964) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (อายุ 77 ปี) พรรคเสรีรวมไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (อายุ 66 ปี) พรรคประชาชาติ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (อายุ 66 ปี) พรรครวมไทยสร้างชาติ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (อายุ

พาส่องเบิ่ง ศึก 3 Gen เขย่าสภา  เมื่อรุ่นใหญ่ไม่ยอมถอย และรุ่นใหม่พร้อมจะพุ่ง คุณจะฝากอนาคตประเทศไว้ในมือใคร⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง สัญญาการเมืองนโยบายไหน ‘พูดแล้วทำ’ หรือ ‘หน้ามึนแล้วปล่อยเบลอ’

เมื่อมีการเลือกตั้ง ย่อมมีนโยบายต่างๆ ออกมาเพื่อใช้ในการหาเสียง นโยบายหลายอย่างสามารถทำให้เป็นจริงได้ แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแล้ว นโยบายที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ตามที่หาเสียงไว้นั้นกลับมีมากกว่าเป็นเท่าตัว แม้ว่าจะไม่สามารถทำได้ทุกอย่างตามที่หาเสียงไว้ แต่การทำนโยบายสำคัญให้สำเร็จ หรือแสดงออกว่าพรรคมีความพยายามอย่างจริงจังนั้น เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นถึงความจริงใจ ไม่ใช่เพียงแค่ลมปากที่พูดแล้วก็ลืม หรือออกมาบอกว่า “เป็นแค่เทคนิคหาเสียง” เท่านั้น การกระทำเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจ และประชาชนอาจไม่ไว้วางใจ เพราะหากเรื่องแค่นี้ยังหลอกกันได้ แล้วในอนาคตจะเหลืออะไรให้เชื่อถือได้ ในยุคปัจจุบันที่ประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและการเมืองมากขึ้น ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นเพราะเราได้เข้าสู่โลกดิจิทัลที่การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น และมีสื่อต่างๆ ที่ออกมานำเสนอในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ที่ดี และในแง่ที่บิดเบือนความจริงจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม การหาเสียงในยุคปัจจุบันคงไม่ใช่เรื่องที่พูดแล้วลืมกันไป หรือจะทำหรือไม่ทำก็ได้โดยไม่มีใครสนใจอีกต่อไป เพราะ Digital Footprint หรือร่องรอยการกระทำที่ได้มีการเผยแพร่และบันทึกไว้ในรูปแบบต่างๆ นั้นพร้อมจะกลับมาย้ำเตือนความทรงจำของประชาชนว่า ครั้งหนึ่งพรรคนี้เคยสัญญา หรือเสนอนโยบายว่าจะทำเรื่องนี้ แต่กลับไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำ หรือกลืนน้ำลายตัวเองไม่ทำตามที่พูด แม้จะมีคนทวงถามแล้วก็ตาม สิ่งเหล่านี้ในบางครั้งอาจกลายเป็นปัญหาที่พร้อมจะกลับมาทำลายตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง นโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลดำเนินการนั้นย่อมส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ลดภาระค่าใช้จ่ายในบางส่วน หรือการปรับเงินเดือนข้าราชการใหม่เพื่อเป็นเหมือนฐานอ้างอิงที่ภาคเอกชนควรปรับตาม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ นโยบายที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนหลายอย่างนั้น ก็มีบางนโยบายที่เมื่อนำมาใช้จริงแล้วย่อมก่อให้เกิดคำถามตามมาถึงความเหมาะสมว่า มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่ต้องนำเงินงบประมาณมาใช้จ่ายในส่วนนี้ เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่จะแจกเงินให้ประชาชนคนละหนึ่งหมื่นบาท หรือโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐบอกว่าเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงผลในระยะสั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว เมื่อเทียบกันแล้ว การนำเงินส่วนนี้ไปทำโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวน่าจะเป็นผลดีกว่า แต่ประชาชนอาจรู้สึกว่าสิ่งนั้นไกลตัวเกินไป นอกจากนี้ การทำนโยบายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแจกเงินเพื่อให้ประชาชนเลือกตนเองนั้น ถือเป็นการใช้เงินซื้อเสียงในรูปแบบของนโยบายหรือไม่ นโยบายที่ดีนั้นควรมีทั้งวิสัยทัศน์ระยะสั้นและระยะยาวที่สมดุลกัน ในระยะสั้น นโยบายควรตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโดยตรง แต่ต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น ในระยะยาว นโยบายควรมุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมนวัตกรรมและการสร้างงานที่มีคุณภาพ หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน นโยบายที่ดีต้องไม่ใช่แค่การแจกเงินที่หมดไปตามกาลเวลา แต่ต้องเป็นการสร้างโอกาสที่ช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต เมื่อนโยบายมีความสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานระยะยาว ก็จะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นของประชาชน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และที่สำคัญคือ ทำให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือภาพรวมของนโยบายที่แท้จริงควรมุ่งไปสู่ ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเสียงด้วยสัญญาที่ไม่ยั่งยืน   อ้างอิง Promise Tracker, กรุงเทพธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ, ประชาชาติธุรกิจ, ThaiPublica, The Standard

พามาเบิ่ง สัญญาการเมืองนโยบายไหน ‘พูดแล้วทำ’ หรือ ‘หน้ามึนแล้วปล่อยเบลอ’ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง สัดส่วน Gen Z อีสานในเขตอำเภอเมือง เสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตา

🔍 พาเปิดเบิ่ง สัดส่วน Gen Z อีสานในเขตอำเภอเมือง เสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตา   เมื่อเวลาของคนรุ่นเก่าเริ่มโรยรา เวลาของคนรุ่นใหม่กำลังผลิบาน จากตัวเลขการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เห็นชัดว่าลมเริ่มเปลี่ยนทิศแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่อยากเห็นการเมืองแบบเดิมๆ อีกต่อไป พวกเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ต่างจากอดีต และกำลังใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่ออนาคตที่ต้องการด้วยตัวเอง   จังหวัด จำนวนGen Z ที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอำเภอเมืองแต่ละจังหวัด (คน) สัดส่วน Gen Z ที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอำเภอเมืองแต่ละจังหวัด นครพนม 22,053 19.04% บุรีรัมย์ 33,716 19.03% บึงกาฬ 11,813 18.89% มหาสารคาม 22,547 18.86% สุรินทร์ 37,414 18.23% สกลนคร 23,858 17.78% มุกดาหาร 15,582 17.40% อุดรธานี 42,042 17.32% อุบลราชธานี 23,110 17.13% เลย 10,966 16.97% ขอนแก่น 27,743 16.84% นครราชสีมา 47,120 16.73% อำนาจเจริญ 16,591 16.72% หนองบัวลำภู 16,863 16.70% ศรีสะเกษ 17,117 16.70% หนองคาย 16,167 16.60% ยโสธร 17,187 16.51% กาฬสินธุ์ 14,816 16.22% ร้อยเอ็ด 18,348 15.72% ชัยภูมิ 21,989 15.61%   อ้างอิง กรมการปกครอง

พาเปิดเบิ่ง สัดส่วน Gen Z อีสานในเขตอำเภอเมือง เสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตา อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพล ถ้า เลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ คนอีสานมีแนวโน้มเทคะแนนให้พรรคไหน⁉️

อีสานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อ “การเมืองสามก๊ก” เขย่าฐานเสียงก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่ วันนี้ (5 มกราคม 2569) ผลสำรวจล่าสุดจาก อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำการสำรวจภาคอีสานที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ภายใต้หัวข้อ “การเมืองสามก๊กภาคอีสานท้ายปี 2568” เพราะนี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขโพลธรรมดาเท่านั้น หากอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่า สนามเลือกตั้งอีสานกำลังเปลี่ยนโฉมหน้านั่นเอง ในการสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนมุมมองของคนอีสานต่อการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ และแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลของสามพรรคใหญ่ โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19-25 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,151 คน ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยผลสำรวจชี้ชัดว่า หากเลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ คะแนนนิยมแบบบัญชีรายชื่อของคนอีสาน กระจุกตัวอยู่ที่ 3 พรรคใหญ่แบบสูสี จนเกิดภาวะ “สามก๊ก” อย่างแท้จริง ได้แก่ พรรคประชาชน (34.4%) พรรคเพื่อไทย (26.7%) และพรรคภูมิใจไทย (26.4%) ทิ้งห่างพรรคอื่นแบบขาดลอย นี่คือภาพการเมืองอีสานที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ   พรรคประชาชนยังคงรักษาโมเมนตัมจากการเลือกตั้งปี 2566 ได้ดี คะแนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 33.2% เป็น 34.4% ในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยครองแดนอีสาน กลับเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ คะแนนนิยมดิ่งจาก 43.1% ในปี 2566 เหลือเพียง 26.7% ภายในเวลาไม่ถึงสามปี นี่ไม่ใช่แค่ “คะแนนหาย”เท่านั้น แต่คือสัญญาณของการแตกตัวของฐานเสียงเดิมนั่นเอง ขณะที่ พรรคภูมิใจไทยคือผู้เล่นที่เติบโตแรงที่สุดในตอนนี้ จากคะแนนเพียง 4.1% ในปี 2566 พุ่งขึ้นเป็น 26.4% ในปัจจุบัน การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้สะท้อนให้เห็นการเมืองเชิงพื้นที่ การสร้างเครือข่ายท้องถิ่น และการใช้ “การเมืองที่จับต้องได้” ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนอีสาน เมื่อวางตัวเลขทั้งสามพรรคลงบนกระดานอำนาจ จะพบว่า สูตรการจัดตั้งรัฐบาลผสมทุกสูตรล้วนสูสี ไม่ว่าจะเป็น ส้ม+แดง, แดง+น้ำเงิน หรือแม้กระทั่ง น้ำเงิน+ส้ม แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความเปราะบาง เพราะกองเชียร์แต่ละฝ่ายยังไม่มี “จุดลงตัว” ร่วมกัน สิ่งที่ชัดเจนที่สุดจากโพลนี้ คือ เสียงของคนอีสานกำลัง “เลือกมากขึ้น คิดมากขึ้น และตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น” อีสานไม่ใช่พื้นที่ที่ใครจะผูกขาดได้อีกต่อไป ช ทุกคะแนนเสียงล้วนมีความหมาย และทุกการไม่ไปเลือกตั้ง เท่ากับยกอำนาจการตัดสินใจให้คนอื่นแทนเรา ดังนั้นก่อนศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เสียงของคุณคือพลังที่เปลี่ยนประเทศได้ ออกไปใช้สิทธิ อย่านอนหลับทับสิทธิ์ เพราะอนาคตของอีสาน…ไม่ควรถูกกำหนดโดยความเฉยชา ✊🗳️   อ้างอิงจาก:  – อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์

พาส่องเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพล ถ้า เลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ คนอีสานมีแนวโน้มเทคะแนนให้พรรคไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

ISAN Voter เปิดสัดส่วนผูมีสิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 รุ่นใหญ่ รุ่นน้อย ใครกุมสิทธิบ้าง? เมื่อ Gen X อีสานถือ 31.4%

ปีใหม่คนใหม่ ประโยคคุ้นหูที่หลายคนมักพูดถึงในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อตั้งเป้าหมายและเริ่มต้นสิ่งดีๆให้กับตัวเอง แต่สำหรับประเทศไทยในปี 2569 นี้จะกลายเป็นปีใหม่รัฐบาลใหม่ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ตามคำกราบบังคมทูลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลตามปกติ แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะบอกได้ว่าสังคมไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด ท่ามกลางการปะทะกันระหว่างกระแสของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดียและวิกฤตการเมือง กับอำนาจเก่าของระบบบ้านใหญ่ที่ฝังรากลึกมายาวนาน จากข้อมูลกรมการปกครองคาดว่าในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้จะมีผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปอยู่ราว 53.2 ล้านคน ทั้งนี้ หากพิจารณาที่ภาคอีสานจะพบว่า ในภาคอีสานจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ราว 17.7 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 33.2% ของประเทศ และมีที่นั่ง ส.ส. เขตถึง 133 ที่นั่งจาก 400 ที่นั่งทั่วประเทศ ทำให้อีสานกลายเป็นหนึ่งในสนามรบหลักที่จะชี้ชะตาว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล การกระจายตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอีสานทั้ง 17.7 ล้านคนแสดงให้เห็นว่า Generation X (อายุ 45-60 ปี) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็น 31.4% หรือ 5.6 ล้านคน กลุ่มนี้คือผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และคนที่อยู่ในวัยทำงานใกล้เกษียณ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบนั้นเพราะหนึ่งในปัญหาหลักของอีสานคือหนี้สินและความยากจน ทำให้แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะอายุมากแล้วแต่ก็ยังมีหลายคนที่เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ และเงินที่ไม่พอใช้หลังจากเกษียณ ทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายภาษี ราคาพืชผล เงินบำนาญ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ Generation Y (อายุ 29-44 ปี) มีจำนวน 4.9 ล้านคน หรือ 27.9% เป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นตัวตัดสิน เพราะเป็นวัยทำงาน สร้างครอบครัว มีภาระหนี้ครัวเรือน ความกังวลเรื่องปากท้อง และมีความตื่นตัวบนโซเชียลมีเดียสูง คนกลุ่มนี้เป็นวัยกลางคนที่แม้ว่าบางคนจะถูกมองว่าหัวโบราณ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นกลุ่มที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ทำให้นโยบายของพรรคการเมือง และปัจจัยต่างๆนั้นมีผลต่อการตัดสินใจเป็นอยย่างมากที่ไม่ใช่เพียงแค่อุดมการณ์ Generation Z (อายุ 18-28 ปี) มีจำนวน 3.0 ล้านคน หรือ 17.2% แม้จะเป็นกลุ่มเล็กที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีความคาดหวังทางการเมืองสูงที่สุด และพร้อมจะเปลี่ยนใจทันทีหากพรรคที่เลือกไม่ทำตามสัญญา คนกลุ่มนี้แม้หลายคนจะมองว่ายังคงเป็นเด็กอาจจะยังไม่รู้ประสีประสาอะไรมาก แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การเข้าถึงอินทเอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆนั้นง่ายขึ้น แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้นภูมิคุ้มกัน และการกรองข้อมูลอาจจะยังไม่ได้มีมากเท่าที่ควรด้วยประสบการณ์ต่างๆ และการคล้อยตามอาจจะเกิดได้ง่ายขึ้น หนึ่งในจุดเด่นของกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ที่เห็นได้ชัดนั่นคือการยึดมั่นในอุดมการณ์ ซึ่งหลายคนนั้นอาจจะยอมหักไม่ยอมงอทำให้ความยืดหยุ่นนั้นต่ำ และยึดมั่นในพรรคการเมืองมากกว่าตัดบุคคล Baby Boomers (อายุ 61-79 ปี) มีจำนวน 3.59 ล้านคน หรือ 20.3% เป็นฐานเสียงหลักของระบบบ้านใหญ่แบบดั้งเดิม แต่กำลังถูกเจาะด้วยข้อมูลใหม่จากลูกหลาน จังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญในอีสานนั้นคงจะหนีไม่พ้นจังหวัดใหญ่และบริเวณใกล้เคียง

ISAN Voter เปิดสัดส่วนผูมีสิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 รุ่นใหญ่ รุ่นน้อย ใครกุมสิทธิบ้าง? เมื่อ Gen X อีสานถือ 31.4% อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง 2568 ปีแห่งวิกฤตที่ใครก็ลืมไม่ลง

2658 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ความตึงเครียดชายแดน วิกฤตการเมือง ไปจนถึงภัยพิบัติธรรมชาติที่พร้อมใจกันทดสอบคนในชาติ   กุมภาพันธ์ 13 กุมภาพันธ์: กลุ่มชาวกัมพูชาพร้อมแกนนำชาตินิยมเดินขบวนเข้าสู่พื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ มีการชูธงชาติและร้องเพลงชาติกัมพูชาเพื่ออ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ ทหารพรานไทยเข้าเจรจาผลักดันให้ถอนตัว แต่คลิปวิดีโอแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย กระตุ้นความไม่พอใจของคนไทยอย่างรุนแรง นำไปสู่การประท้วงหน้าสถานทูตและการส่งหนังสือประท้วงทางการทูต มีนาคม 28 มีนาคม: แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มีจุดศูนย์กลางในพม่า ส่งแรงสั่นสะเทือนรุนแรงถึงกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่งผลให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างถล่มทั้งหลัง การกู้ภัยดำเนินไปอย่างยากลำบากท่ามกลางซากปรักหักพัง พบผู้เสียชีวิต 96 ราย ส่วนใหญ่เป็นวิศวกรและแรงงานก่อสร้าง กลายเป็นโศกนาฏกรรมด้านการก่อสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ พฤษภาคม 28 พฤษภาคม: ชุดลาดตระเวนทหารไทยและกัมพูชาเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญที่ช่องบก (สามเหลี่ยมมรกต) จังหวัดอุบลราชธานี เกิดการยิงปะทะกันด้วยอาวุธประจำกายประมาณ 20 นาที ก่อนทั้งสองฝ่ายจะถอนกำลัง 31 พฤษภาคม: ท่ามกลางข่าวสงคราม คนไทยได้รับข่าวดีเมื่อ สุชาตา ช่วงศรี (โอปอล) คว้ามงกุฎ Miss World 2025 เป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ สร้างความภาคภูมิใจและความสุขชั่วคราวให้แก่คนในชาติ มิถุนายน 18 มิถุนายน: สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯกัมพูชา เปิดเผยคลิปเสียงสนทนาความยาว 5 นาที ระหว่างตนเองกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (นายกฯไทยในขณะนั้น) บันทึกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เนื้อหาสร้างความคลุมเครือเรื่องการเจรจาผลประโยชน์ทับซ้อน ฝ่ายค้านและกลุ่มผู้ชุมนุมใช้คลิปนี้โจมตีรัฐบาลว่า “ขายชาติ” แรงกดดันทางการเมืองพุ่งสูงสุด 23 มิถุนายน: รัฐบาลไทยสั่งปิดจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ และขยายผลปิดด่านถาวรและจุดผ่อนปรนตลอดแนวชายแดน 6 จังหวัดอีสานใต้ ตัดขาดการค้าและการข้ามแดนโดยสิ้นเชิง กรกฎาคม 1 กรกฎาคม: ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยสถานภาพนายกรัฐมนตรีจากกรณีคลิปเสียง พร้อมสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย โดยมีรองนายกฯขึ้นรักษาการแทน 24 กรกฎาคม: สถานการณ์ชายแดนแตกหัก กัมพูชาเปิดฉากยิงถล่มฐานทหารไทยที่ปราสาทตาเมือนธมด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 Grad ลูกหลงตกใส่หมู่บ้านพลเรือนในจังหวัดสุรินทร์ มีผู้บาดเจ็บและบ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก กองทัพไทยตอบโต้ด้วยปืนใหญ่หนัก 28 กรกฎาคม: ภายใต้แรงกดดันจากอาเซียนและสหประชาชาติ ไทย-กัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมามีรายงานการละเมิดข้อตกลงโดยกัมพูชาเคลื่อนกำลังพลเข้าประชิดชายแดนเพิ่ม สิงหาคม 29 สิงหาคม: ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีชุดที่ 64 ทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการบริหารชั่วคราว กันยายน 7 กันยายน: สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย รับภารกิจกู้วิกฤตชายแดนและสร้างความเชื่อมั่น ตุลาคม 24 ตุลาคม:

พาย้อนเบิ่ง 2568 ปีแห่งวิกฤตที่ใครก็ลืมไม่ลง อ่านเพิ่มเติม »

อาสนวิหาร สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธาที่งดงามเหนือกาลเวลา

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้เข้ามาหยั่งรากบนแผ่นดินสยามมานานกว่า 350 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เส้นทางของความเชื่อนี้ไม่ใช่เพียงการเผยแผ่ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับการก่อตัวของชุมชน การอพยพ และการจัดระเบียบปกครองที่สอดคล้องกับสังคมไทย การเข้ามาของมิชชันนารีในยุคแรกมักมาพร้อมกับชาวยุโรปและกลุ่มผู้คนที่แสวงหาที่พึ่งพิง ชุมชนคริสตังในกรุงเทพฯ ถือกำเนิดขึ้นตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ดังเช่น วัดอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญ วัดอัสสัมชัญหลังแรกเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1820 และเสร็จในปี ค.ศ. 1821 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเกียรติแด่อัสสัมชัญของพระนางมหามารีอา กลุ่มคริสตชนในยุคแรกประกอบด้วยหลายกลุ่ม เช่น ลูกหลานชาวไทย – โปรตุเกส และต่อมามีการอพยพของชาวเวียดนามคาทอลิกเข้ามาในสยามซึ่งอาศัยอยู่ในภาคอีสาน การเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในภาคอีสานเริ่มขึ้นราวปี ค.ศ. 1881 โดยคุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม และคุณพ่อซาเวียร์ เกโก ชุมชนคาทอลิกในภาคอีสานหลายแห่งมีความพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ ท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะหมู่บ้านคาทอลิกที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย การก่อตั้งชุมชนท่าแร่เป็นหนึ่งในส่ิงที่ที่แสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่เป็นคริสตศาสนิกชนกับการอพยพ เมื่อครั้งที่มิชชันนารีได้นำกลุ่มคริสตชนชาวเวียดนามและชาวพื้นเมือง ซึ่งบางส่วนเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบและได้รับการปลดปล่อยจากการเกณฑ์แรงงาน ได้ตัดสินใจย้ายกลุ่มคริสตชนออกจากตัวเมืองสกลนครเพื่อหาทำเลที่ตั้งหมู่บ้านใหม่ พวกเขาได้จัดทำ “แพใหญ่” บรรทุกทั้งคนและสัมภาระข้ามหนองหารอย่างปลอดภัย และตั้งหลักแหล่งที่ท่าแร่ โดยตั้งชื่อวัดหลังแรกว่า “วัดมหาพรหมมีคาแอล หนองหาร” ซึ่งเป็นชุมชนที่ร้องขอความช่วยเหลือจากอัครเทวดามีคาแอลเป็นประจำเพื่อให้ช่วยคุ้มครองและต่อสู้กับความยากลำบาก การใช้สถาปัตยกรรมของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอลในเวลาต่อมาซึ่งเป็นรูปทรง “หัวเรือสำเภา” หรือ “รูปหัวเรือ” ก็เพื่อสื่อถึงการนำอัครสังฆมณฑลฝ่าคลื่นลมไปสู่ความสำเร็จ เช่นเดียวกับสำเภาของโนอา และแพใหญ่ของคุณพ่อเกโกที่นำกลุ่มคริสตชนบรรพบุรุษข้ามหนองหารมาขึ้นฝั่งที่ท่าแร่อย่างปลอดภัย ปัจจุบันพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยมีการจัดแบ่งเขตปกครองออกเป็น 11 เขต ซึ่งประกอบด้วย อัครสังฆมณฑล และสังฆมณฑล ซึ่งการแบ่งเขตพื้นที่การดูแลหลายเขต ในประเทศไทยเป็นไปตามหลักการจัดระเบียบองค์การแบบอิปิสโคปัลของนิกายโรมันคาทอลิก โดยมุขนายกจะมีอำนาจควบคุมดูแล มุขมณฑล ซึ่งเป็นเขตปกครองที่กำหนดไว้ การจัดตั้งเขตปกครองเหล่านี้ทำให้การบริหารงานทางศาสนาและการแพร่ธรรมเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เมื่อพิจารณาถึงการแบ่งเขตสังฆมณฑล จะพบว่า ภาคอีสาน มีสังฆมณฑลอยู่มากที่วุดในประเทศ ได้แก่ อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง สังฆมณฑลอุบลราชธานี สังฆมณฑลอุดรธานี และสังฆมณฑลนครราชสีมา แม้ว่าจำนวนคริสตศาสนิกชนคาทอลิกทั่วประเทศจะถือเป็นประชากรกลุ่มน้อย โดยมีจำนวนราวๆ ไม่ถึง 400,000 คน แต่การที่ภาคอีสานมีสังฆมณฑลจำนวนมากนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การแพร่ธรรมและการเมืองในยุคสงครามเย็น ในยุคสงครามเย็น (ราว พ.ศ. 2490 – 2534) ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ “สีชมพู” หรือฐานปฏิบัติการของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเงินทุนและอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งฐานทัพและพยายามสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ศาสนาคริสต์ซึ่งมีเนื้อแท้ที่ตรงกันข้ามกับระบอบคอมมิวนิสต์ที่ต่อต้านศาสนา จึงถูกผลักดันให้ปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัย ในยุคนี้เองที่เกิดปรากฏการณ์ “โบสถ์โมเดิร์น” ขึ้นในภาคอีสาน อาสนวิหารหลายแห่งที่สร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. 2500 – 2520 จึงเลือกใช้ สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น หรือแบบสากลนิยม แทนรูปแบบคลาสสิกของยุโรป รูปแบบโมเดิร์นนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของโลกเสรีประชาธิปไตยในยุคนั้น อาสนวิหารแม่พระนิรมล อุบลราชธานี ใช้สถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ล้ำสมัย อาสนวิหารพระมารดานิจจานุเคราะห์ อุดรธานี เป็นรูปแบบทรงไทยประยุกต์สมัยใหม่ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแบบสมัยใหม่รุ่นกลางศตวรรษที่ 19 หรือ Mid-century Modern อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ซึ่งเป็นอัครสังฆมณฑลหนึ่งในภาคอีสาน

อาสนวิหาร สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธาที่งดงามเหนือกาลเวลา อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ‘แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย’ ทั่วอีสาน ที่ไหนเยอะจนน่าตกใจ⁉️

แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในภาคอีสานมีจำนวนทั้งหมด 15,250 คน ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 23.1% ของจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในภาคอีสาน โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนแรงงานผิดกฎหมายสูง อย่างเช่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา หนองบัวลำภู ชัยภูมิ และมหาสารคาม ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ชายแดนโดยตรง แต่เป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ ทั้งภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ และงานก่อสร้างขนาดกลาง-เล็กจำนวนมาก แรงงานต่างด้าวนี้ทำหน้าที่เป็น “แรงงานกันชน” ที่ช่วยพยุงต้นทุนการผลิตของเศรษฐกิจฐานล่าง ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง เกษตรกรรม แปรรูปอาหาร หรือบริการนอกระบบ แรงงานกลุ่มนี้เข้ามาแทนที่แรงงานท้องถิ่นที่เคลื่อนย้ายออกไปทำงานในเมืองใหญ่หรือภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม การที่แรงงานเหล่านี้จำนวนมากอยู่ในสถานะผิดกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหลีกเลี่ยงกฎหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะเป็นผลจากระบบขึ้นทะเบียนแรงงานที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานตามฤดูกาล ทำให้การอยู่ “นอกระบบ” กลายเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่า ข้อมูลดังกล่าวยังชี้ให้เห็นการเปลี่ยนบทบาทของภาคอีสานจาก “พื้นที่ส่งออกแรงงาน” ไปสู่ “พื้นที่รับแรงงาน” เมืองศูนย์กลางระดับรองอย่างขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา กลายเป็นฐานรองรับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของเมือง แต่การเติบโตดังกล่าวกลับไม่ได้นำไปสู่การยกระดับคุณภาพแรงงานหรือระบบสวัสดิการ หากแต่พึ่งพาแรงงานต่างด้าวราคาถูกเป็นฐานรองรับความเติบโต นี่คือรูปแบบการพัฒนาที่สร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่กระจายความเสี่ยงไปสู่แรงงานที่เปราะบางที่สุด การจับกุมและผลักดันแรงงานออกนอกประเทศอาจทำให้ตัวเลขลดลงชั่วคราว แต่ในระยะยาวกลับสร้างแรงจูงใจให้แรงงานหลบซ่อนมากขึ้น ขยายเครือข่ายนายหน้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ ในทางกลับกัน ข้อมูลชุดนี้กำลังเรียกร้องคือการปรับนโยบายแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจจริง เปิดช่องทางให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และยืดหยุ่นต่อแรงงานตามฤดูกาล ทำไมแรงงานต่างชาติจึงมีมากในไทยและอีสาน?  ซึ่งปัจจัยหลักคือค่าแรง, ระยะทาง, และโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยมีค่าจ้างและโอกาสทำงานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในระดับที่คุ้มค่าต่อการย้ายถิ่น แต่รายได้รวมต่อเดือน (รวมโอทีและชั่วโมงทำงานยืดหยุ่น) ยังถือเป็นแรงจูงใจมากกว่าทำงานฝั่งบ้านเกิดตัวเอง อีกทั้งระยะทางและต้นทุนข้ามแดนของอีสานต่ำ อาจจะมีการข้ามสะพานมิตรภาพหรือผ่านด่านชายแดนซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งโครงสร้างอุตสาหกรรมอีสานในปัจจุบันต้องการแรงงานจำนวนมากในช่วงเวลาเร่งด่วน อย่างเช่น เกษตรฤดูกาล (อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา), อาหารและเครื่องดื่ม, ชิ้นส่วนยานยนต์-พลาสติก, ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเมืองมหาวิทยาลัยและโลจิสติกส์ แรงงานข้ามชาติจึงกลายเป็นกำลังแรงงานที่ทำให้สายการผลิตไม่สะดุดในคอขวดแรงงานนั่นเอง สำหรับเศรษฐกิจอีสาน แรงงานข้ามชาติถือว่าช่วยตรึงกำลังการผลิตในห่วงโซ่อาหาร เกษตรและก่อสร้าง ซึ่งมีสัดส่วนสูงใน GRP ของภาค เมื่อตัวเลขแรงงานเพิ่มขึ้นหลังโควิด สัญญาณนี้สะท้อนให้เห็นการกลับมาของคำสั่งซื้อและโครงการลงทุน ขณะเดียวกัน แรงงานไทยวัยทำงานของอีสานจำนวนมากยังย้ายไปทำงานกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ EEC ทำให้เกิด ช่องว่างแรงงานท้องถิ่น ทำให้เกิดการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME และโรงงานขนาดกลาง     อ้างอิงจาก: – กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #แรงงานต่างด้าว #ต่างด้าว

พาเปิดเบิ่ง ‘แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย’ ทั่วอีสาน ที่ไหนเยอะจนน่าตกใจ⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

5 บทเพลงลูกทุ่งอีสาน ถ่ายทอดเรื่องเล่า เคล้าเสียงแคน

ฮู้บ่ว่า เพลงลูกทุ่งที่เราผ่านหูมาตลอดนั้น กำลังทำหน้าที่บอกพิกัดที่เที่ยวในอีสานได้ด้วยนะ วันนี้เราจะมาเจาะลึก 5 เพลงลูกทุ่ง ที่ถ่ายทอดมาจากความรู้สึกนึกถึงด้วยการนำเอาสถานที่ ตำนานพื้นบ้าน และเทศกาลประจำปีมาผูกไว้ในบทเพลง จนกลายเป็น Soft Power ที่ต่อยอดมาเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งอุตสาหกรรมดนตรีและการท่องเที่ยว ผ่านท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งอีสาน ริมฝั่งหนองหาน โดย มนต์แคน แก่นคูณ พ.ศ. 2549 “ฟ้างามยามแลง ข้างทุ่ง หนองหาน  อ้ายนั่งเบิ่งฟ้า คืดฮอด  แก้วตาเจ้าไปสิเล้อ” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: มีการนำวรรณกรรมพื้นบ้าน เรื่อง “ผาแดง นางไอ่” มาสร้างความเชื่อมโยงกับสถานที่จริงอย่าง หนองหาน จังหวัดสกลนคร เป็นการดึงดูดผู้ฟังให้ตามรอยตำนานและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น    เบิ่งนครพนม โดย ต่าย อรทัย พ.ศ. 2552 ต้นฉบับปี (2516) “ไหมก็ขาว สาวลาวก็สวย มวยผมดำน้ำบ่อก็ใส สวยแท้คือสาวภูไท สวยบาดใจชาย สาวญวนก็งาม” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: ได้กล่าวถึงผ้าไหม และการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในจังหวัดนครพนม ได้แก่ ลาว ภูไทย ญวน ซึ่งเพลงนี้ได้เสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธ์ุและเสริมสร้างอัตลักษณ์วิถีชีวิตและความงามทั้งสองฝั่งโขงไทย-ลาวได้อีกด้วย   น้ำตาสาววาริน โดย จินตหรา พูนลาภ พ.ศ. 2560 “สาววารินวันนี้ต้องกินน้ำตา  เพราะหนุ่มอุบลไม่มา  แห่เทียนพรรษาเหมือนดังปีก่อน  เขาจากไปแล้ว กับผู้สาวสกลนคร” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: การนำเอาประเพณีแห่เทียนพรรษาและบอกหมุดหมายของการพบปะ คือ ทุ่งศรีเมืองจังหวัดอุบลราชธานี และเพลงนี้ได้แสดงถึงความสำคัญของเทศกาลประจำปีของจังหวัดที่มีผู้คนจากต่างอำเภอ ต่างจังหวัด เช่น สาวอำเภอวาริน และสาวสกลนครเข้าร่วม เป็นต้น    คิดฮอดจังภูลังกา โดย เวียง นฤมล พ.ศ. 2565 “ท่องแดนธรรมถิ่นภูลังกา เบิ่งหินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬเมื่อปีผ่านมา ไผน้อบอกย้ำคำว่าฮักอีหล่าหน้าปู่อือลือ” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: กล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างภูลังกา และหินสามวาฬ รวมถึงการอ้างอิงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคำสัญญาที่มาจากความเชื่อเรื่องพญานาคของชาวอีสานผ่านการโปรโมทถ้ำนาคาหรือปู่อือลือ เพื่อกระตุ้นให้คนเดินทางไปตามรอยความศรัทธาในจังหวัดบึงกาฬ   รักซึ้งบึงแก่นนคร โดย บิว จิตรฉรีญา พ.ศ. 2566 “ลูกมีใจตั้งแต่งานไหมปีก่อนกี้ จนปานนี้แห่งฮักหลาย หละมาปีนี้เป็นหยังอ้ายบ่มาเที่ยวดอกงานไหม บึงแก่นนครบ่มีชาย ใจสลายแล้วเด้เเม่” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: เพลงนี้ได้มีการนำเอาความรักมาผูกโยงกับสถานที่อย่างบึงแก่นนคร พร้อมกับวัดหนองแวง อารามหลวง และเทศกาลประจำปีอย่างงานไหมนานาชาติ ของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเพลงนี้สามารถโปรโมทเทศกาลและบอกแหล่งหมุดหมายของการมาพบปะและท่องเที่ยวในขอนแก่นอย่างบึงแก่นนครได้ จะเห็นว่าเพลงลูกทุ่งแต่ละเพลงที่กล่าวมานั้นมีการสื่อสารวัฒนธรรมและอ้างถึงสถานที่จริงในเนื้อเพลง ซึ่งได้สะท้อนถึงความหลากหลายและความโดดเด่นในภาคอีสานในเชิงภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมอีสาน นับว่าเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมดนตรี พร้อมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปควบคู่กันได้อีกด้วย IFPI Global Music Report 2024 ชี้ว่า อุตสาหกรรมดนตรีไทยตอนนี้กำลังมาแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2567 มีมูลค่าตลาดกว่า 3,400

5 บทเพลงลูกทุ่งอีสาน ถ่ายทอดเรื่องเล่า เคล้าเสียงแคน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top