Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

เศรษฐกิจอีสาน 10 ปีผ่านไป พาส่องเบิ่ง ตัวเลข GPP แต่ละจังหวัดเปลี่ยนมากแค่ไหน⁉️

ในปี 2567 ภาคอีสานมีมูลค่าเศรษฐกิจรวม 1,888,342 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 10.1% ของ GDP ประเทศที่ราวกว่า 18.7 ล้านล้านบาท แม้สัดส่วนจะยังต่ำ แต่เศรษฐกิจอีสานก็มีการขยายตัวถึง 43.1% จากปี 2557 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเติบโตปานกลางค่อนไปทางสูง เมื่อเทียบกับภูมิภาคที่มีฐานเศรษฐกิจต่ำกว่า 5 อันดับจังหวัดที่มี GPP สูงสุด – นครราชสีมา มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 349,213 ล้านบาท – ขอนแก่น มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 238,727 ล้านบาท – อุบลราชธานี มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 148,642 ล้านบาท – อุดรธานี มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 132,615 ล้านบาท – บุรีรัมย์ มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 110,525 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า จังหวัดที่กล่าวมานั้น มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันกว่า 979,722 ล้านบาท หรือ 51.9% ของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งภาคอีสาน นั่นหมายความว่า ครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจอีสาน กระจุกอยู่ในเพียง 5 จังหวัดเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้เกิดแรงดึงดูดแรงงาน ทำให้แรงงานจากจังหวัดขนาดเล็กไหลเข้าสู่เมืองหลัก หรือแม้กระทั่งย้ายออกนอกภูมิภาคไปกรุงเทพฯ โดยทั้ง 5 จังหวัดที่กล่าวมาก็มีบทบาททางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น นครราชสีมาทำหน้าที่เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมกับภาคกลาง มีฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่แข็งแรง ส่วนขอนแก่นเป็นศูนย์กลางบริการสมัยใหม่ การแพทย์ และการศึกษา ในขณะที่ อุบลราชธานีและอุดรธานี ก็เป็น “hub ชายแดน” ที่เชื่อมโยงการค้ากับ สปป.ลาว และเวียดนาม ในส่วนของ บุรีรัมย์ ก็มีการเติบโตจากเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยว กีฬา และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงหลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดเครือข่ายเมืองศูนย์กลาง ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งภูมิภาคนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากลงไปดูความเปลี่ยนแปลงของอันดับ จะเห็นได้ว่า 9 อันดับแรกของจังหวัดที่มีมูลค่า GPP สูงสุดในปี 2557 ยังคงยึดตำแหน่งเดิมต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 โดยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลำดับ ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของอีสานที่มีการเติบโตแบบกระจุกตัวมากกว่าการกระจายตัว โดยจังหวัดที่ขนาดเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ยังคงเติบโตเร็วและดึงทรัพยากรเพิ่มขึ้น ขณะที่จังหวัดขนาดกลางและเล็กแม้จะเติบโตเชิงตัวเลข แต่ก็ยังไม่สามารถแซงอันดับได้ การเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงปีเป็นอย่างไร⁉️ ในช่วงเวลา ปี 2557-2562 ถือเป็นช่วงเร่งตัวของเมืองศูนย์กลาง โดยเฉพาะขอนแก่นและนครราชสีมา ที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคบริการ การศึกษา และศูนย์กลางสุขภาพ ทำให้มูลค่า GPP ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดอย่างอุบลราชธานีและอุดรธานีเติบโตจากบทบาทเมืองชายแดนและศูนย์กลางภูมิภาคตอนบน-ล่างที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนในช่วงปี 2562-2567 เป็นช่วงที่เห็นการขยับของอันดับเล็กน้อย อย่างเช่น เลย ที่ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 12 ในปี 2567 จากอันดับ 13 ในปี […]

เศรษฐกิจอีสาน 10 ปีผ่านไป พาส่องเบิ่ง ตัวเลข GPP แต่ละจังหวัดเปลี่ยนมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง “ผลประกอบการ” ยักษ์ใหญ่แห่งน้ำมัน

ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อราคาพลังงาน ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวสูงตามไปด้วย ทำให้ธุรกิจ “ปั๊มน้ำมัน” กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ทั้งในเรื่องการแข่งขัน การบริหารต้นทุน และกลยุทธ์การตลาด ในประเทศไทย ธุรกิจน้ำมันมีการแข่งขันสูงทั้งจากผู้เล่นในประเทศและแบรนด์ต่างประเทศ โดยแม้จะเกิดการควบรวมแบรนด์เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตลาด แต่การแข่งขันด้านราคาและบริการกลับยิ่งเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นความท้าทายในการรักษากำไรและขยายฐานลูกค้า เมื่อพิจารณาผลประกอบการของ 5 แบรนด์ใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2568 พบว่ามีแนวโน้มและโครงสร้างกำไรที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR สามารถทำกำไรสุทธิสูงถึง 11,303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.75% แม้รายได้รวมลดลง 9.05% ซึ่งมีความสามารถในการบริหารต้นทุน การจัดการเครือข่ายสถานี และการเพิ่มประสิทธิภาพของปริมาณจำหน่ายในช่วงราคาน้ำมันดิบผันผวน ในขณะที่บางจาก (BCP) และ SPRC แม้จะมีสถานีและปริมาณจำหน่ายต่างกัน แต่สามารถรักษากำไรสุทธิได้เพิ่มขึ้น 31.85% และ 14.97% ตามลำดับ โดย SPRC โดดเด่นจากการมีโรงกลั่นประสิทธิภาพสูงภายใต้แบรนด์ Caltex ซึ่งทำให้สามารถสร้างมาร์จิ้นกำไรจากการกลั่นและการจำหน่ายน้ำมันได้ แม้ราคาน้ำมันดิบจะแปรปรวนนั่นเอง ในขณะที่ PTG และ SUSCO เห็นถึงความเปราะบางของผู้เล่นรายเล็กต่อแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและการแข่งขัน โดยเฉพาะ SUSCO กำไรสุทธิหดตัวถึง 58.76% แม้จะมีเครือข่ายสถานี 266 แห่ง แต่ก็มีการการจัดการต้นทุนและปรับราคาขายตามตลาดถือเป็นปัจจัยสำคัญในการอยู่รอดในตลาดน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตลาดปั๊มน้ำมันไทยอยู่ในช่วงการแข่งขันสูง แต่มีโอกาสเชิงกลยุทธ์ ผู้เล่นใหญ่ที่สามารถจัดการต้นทุน การขยายเครือข่ายสถานี และการบริหารความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันได้ จะสามารถสร้างกำไรและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างยั่งยืน ส่วนผู้เล่นรายเล็กจะต้องเผชิญแรงกดดันสูงและต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่ออยู่รอดในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่แน่นอนนี้นั่นเอง     อ้างอิงจาก กรุงเทพธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เว็บไซต์ของบริษัท้

พาส่องเบิ่ง “ผลประกอบการ” ยักษ์ใหญ่แห่งน้ำมัน อ่านเพิ่มเติม »

“ร้อยเอ็ด – สาเกตนคร” จากเมืองโบราณสู่ Hub เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ย้อนกลับไปในอดีต ดินแดนที่เรียกว่า “สาเกตนคร” เคยเป็นเมืองโบราณที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่งในลุ่มน้ำโขง ตามที่ตำนานอุรังคธาตุบันทึกไว้ว่าเมืองนี้มีเมืองขึ้นและมีประตูล้อมรอบถึง 11 ประตู สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ในยุคนั้น วันนี้เมืองเก่าแก่แห่งนั้นได้เติบโตและพัฒนากลายเป็น จังหวัดร้อยเอ็ด หนึ่งในจังหวัดที่มีบทบาทโดดเด่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในปี 2566 จังหวัดร้อยเอ็ดมีขนาดเศรษฐกิจรวม 85,660 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของภาคอีสาน ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 82,491 บาทต่อคน ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่ 16 ของภูมิภาค ตัวเลขเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของจังหวัดที่ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เติบโตได้อย่างมั่นคงจากหลายภาคส่วนพร้อมกัน โครงสร้างเศรษฐกิจของร้อยเอ็ดพึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก คิดเป็นร้อยละ 68.0 ของเศรษฐกิจทั้งหมด โดยแบ่งเป็นภาคบริการ ร้อยละ 54.7 และการค้า ร้อยละ 13.3 ตามด้วยภาคการเกษตร ร้อยละ 20.9 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 11.1 ซึ่งรวมถึงโรงงานสีข้าวในพื้นที่ด้วย หนึ่งในความภาคภูมิใจของจังหวัดในด้านธุรกิจ คือ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Global House ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีรายได้อันดับ 1 ของภาคอีสาน ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 32,400.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,793.2 ล้านบาท พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจที่เริ่มต้นในท้องถิ่นสามารถเติบโตและแข็งแกร่งในระดับภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวของร้อยเอ็ดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67.7 และในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนถึง 972,522 คน สร้างรายได้รวม 1,693 ล้านบาท แลนด์มาร์กที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดในปัจจุบัน คือ หอโหวด 101 หอคอยที่สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน ด้วยความสูง 101 เมตร (ไม่รวมฐาน) ใช้งบประมาณก่อสร้าง 341.8 ล้านบาท ทรงอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก “โหวด” เครื่องดนตรีพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด บนยอดหอมี SkyWalk พื้นกระจกใสชมวิว 360 องศา และกิจกรรม Zipline ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว ส่วนบนชั้นที่ 35 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมิ่งเมืองมงคล พระพุทธรูปประจำจังหวัดให้ผู้มาเยือนได้กราบไหว้สักการะ นอกเหนือจากหอโหวด ร้อยเอ็ดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่ บึงพลาญชัย ที่เปรียบเหมือนหัวใจของเมือง ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ เกาะกลางน้ำ และศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพนับถือ ไปจนถึง ทะเลสาบทุ่งบัวแดง ความงามตามธรรมชาติที่ช่วยเสริมให้จังหวัดมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวธรรมชาติเพิ่มขึ้น ในแง่ของโบราณสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วัดบูรพาภิราม ก็เป็นอีกจุดหมายที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย และ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เจดีย์ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานศิลปกรรมของภาคกลางและภาคอีสานไว้อย่างวิจิตรงดงาม ทำให้จังหวัดร้อยเอ็ดกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“ร้อยเอ็ด – สาเกตนคร” จากเมืองโบราณสู่ Hub เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อ่านเพิ่มเติม »

ในปีที่ผ่านมา ภาคอีสานใช้น้ำมัน Desel เกือบ 4,900 ล้านลิตร มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

ในปี 2568 ประเทศไทยมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา มากกว่า 23,528 ล้านลิตร แล้วรู้หรือไม่ว่าปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ในภาคอีสานมีมากแค่ไหน? ภาคอีสานมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดากว่า 4,857 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 20.6% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาทั้งหมดในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ เป็นรองเพียงภาคกลางเท่านั้น  ปริมาณการใช้ดีเซลในภาคอีสานที่สูง เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการขนส่ง” โดยเฉพาะภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ โลจิสติกส์ และการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว และกัมพูชา ประกอบกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและขนส่งมวลชน ทำให้ดีเซลยังคงเป็นพลังงานหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การเติบโตของเมืองรอง การขยายตัวของ E-commerce และศูนย์กระจายสินค้าในอีสาน ยิ่งเร่งให้ดีมานด์น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ก็แฝงด้วยความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เนื่องจากต้นทุนพลังงานมีผลโดยตรงต่อค่าขนส่งและราคาสินค้า หากราคาน้ำมันผันผวน จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจฐานรากทันทีอีกด้วย โดย 5 อันดับจังหวัดน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา มากที่สุด – นครราชสีมา มีปริมาณการใช้ 1,067 ล้านลิตร – ขอนแก่น มีปริมาณการใช้ 725 ล้านลิตร – อุดรธานี มีปริมาณการใช้ 689 ล้านลิตร – สุรินทร์ มีปริมาณการใช้ 327 ล้านลิตร – บุรีรัมย์ มีปริมาณการใช้ 277 ล้านลิตร จะเห็นได้ว่าการใช้น้ำมันกระจุกตัวในจังหวัดศูนย์กลางเศรษฐกิจและโครงข่ายคมนาคม โดยนครราชสีมาครองอันดับ 1 ด้วยปริมาณสูงถึง 1,067 ล้านลิตร ตามด้วยขอนแก่น 725 ล้านลิตร และอุดรธานี 689 ล้านลิตร ซึ่งล้วนเป็น “เมืองศูนย์กลาง” ที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้า การกระจายสินค้า และแรงงานข้ามจังหวัด ในขณะที่ “สุรินทร์” และ “บุรีรัมย์” จะพบว่า แม้ทั้งสองจังหวัดจะไม่ได้เป็นมหานครเศรษฐกิจขนาดใหญ่แบบนครราชสีมาหรือขอนแก่น แต่กลับมีการใช้น้ำมันดีเซลที่สูง ในกรณีของสุรินทร์ ปริมาณการใช้ดีเซลที่สูงถึง 327 ล้านลิตร เนื่องจากในจังหวัดมีการใช้ครื่องจักรกลการเกษตรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถไถ รถเกี่ยวข้าว หรือระบบขนส่งผลผลิตจากไร่นาสู่ตลาดกลาง ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ราบกว้าง ทำให้การกระจายตัวของชุมชนและแปลงเกษตรต้องพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก นอกจากนี้ สุรินทร์ยังมีบทบาทเป็นจุดเชื่อมเศรษฐกิจชายแดนกับกัมพูชา โดยเฉพาะด่านช่องจอม ซึ่งทำให้เกิดการไหลเวียนของสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และแรงงานข้ามแดน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อ ขณะที่บุรีรัมย์ ซึ่งมีการใช้ดีเซลอยู่ที่ 277 ล้านลิตร นอกจากภาคเกษตรกรรมที่ยังคงเป็นฐานหลักแล้ว บุรีรัมย์ยังโดดเด่นในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวและเมืองกีฬา” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น สนามแข่งรถระดับโลก สนามฟุตบอล และอีเวนต์ขนาดใหญ่ ได้สร้างการเคลื่อนย้ายของผู้คนจำนวนมหาศาล ทั้งนักท่องเที่ยว แรงงาน และภาคบริการ ซึ่งล้วนพึ่งพาการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคลและรถโดยสารเป็นหลัก      อ้างอิงจาก:  –

ในปีที่ผ่านมา ภาคอีสานใช้น้ำมัน Desel เกือบ 4,900 ล้านลิตร มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่ง ตัวอย่าง 10 ลายผ้าขาวม้าไทย ผ่าน 5 เทคนิคการทอสุดประณีต

“ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ผู้หญิงจะยังคงทอผ้า” คำกล่าวของ ครูเอก – สุพิศ สุวรรณมณี แห่งศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอย้อมสีธรรมชาติบ้านปางกอม จังหวัดน่าน ไม่ได้เป็นเพียงประโยคธรรมดา แต่คือภาพซ้อนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่ถักทออยู่ในเส้นด้ายของผู้หญิงไทย ผู้ที่ยังคงนั่งอยู่ใต้ถุนเรือน ปลายนิ้วไล้ผ่านเส้นไหม สร้างชีวิตให้ผืนผ้าอย่างไม่รู้จบ ภาพผู้หญิงนั่งทอผ้าใต้ถุนเรือน ภาพจำที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ยังคงปรากฏให้เห็นในแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนชายแดนไทย-ลาวในภาคเหนือที่รังสรรค์ลวดลายละเอียดอ่อนดุจงานศิลป์ หมู่บ้านเล็กๆ ในภาคอีสานที่การทอผ้าคือหัวใจและมรดกทางวัฒนธรรม หรือชุมชนในภาคกลางที่ยังคงยึดโยงวิถีความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการทอผ้า ทุกพื้นที่ล้วนมี “เรื่องเล่า” ซ่อนอยู่ในทุกเส้นใย แม้การทอผ้าพื้นฐานจะคล้ายคลึงกันทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ผ้าทอมือแต่ละผืนมีชีวิตและเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลับอยู่ที่ “ลวดลาย” และ “เทคนิค” ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรม ความเชื่อ และจินตนาการของผู้ทอ ที่เกิดจากแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ วิถีชีวิต และโลกทัศน์ของผู้คน จึงถูกแปรรูปเป็นลวดลายที่ไม่เพียงงดงามอย่างเดียว แต่ยังบอกเล่าตัวตนได้อย่างชัดเจนนั่นเอง ในอดีต ผ้าทอแต่ละภูมิภาคมีอัตลักษณ์ที่เด่นชัดจนสามารถระบุแหล่งที่มาได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นผ้าจกของภาคเหนือ ผ้าขิดของภาคอีสาน หรือผ้าลายน้ำไหลของไทลื้อ แต่เมื่อการเคลื่อนย้ายผู้คนและการสื่อสารขยายตัว วัฒนธรรมการทอผ้าก็เริ่ม “ไหลเวียน” ข้ามพรมแดน ลวดลาย เทคนิค และสีสันได้แพร่กระจายและผสมผสานเข้าด้วยกัน ทำให้เส้นแบ่งของอัตลักษณ์เชิงพื้นที่เลือนรางลง อย่างไรก็ตาม “เทคนิคการทอ” และ “โครงสร้างลวดลาย” ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการบ่งบอกตัวตนของผ้าทอแต่ละผืน ในปัจจุบัน ชุมชนทอผ้าทั่วประเทศไม่ได้หยุดอยู่เพียงการอนุรักษ์เท่านั้น แต่มีการ “ต่อยอด” ภูมิปัญญาเดิมสู่มิติใหม่ พวกเขานำรากวัฒนธรรมมาผสมผสานกับนวัตกรรม ทั้งการพัฒนาเส้นใย การย้อมสีธรรมชาติที่ร่วมสมัย ไปจนถึงการออกแบบลวดลายใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดยุคปัจจุบัน ผลลัพธ์คือผ้าทอมือที่ไม่เพียงคงคุณค่าเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และในผืน “ผ้าขาวม้าทอมือ” ที่หลายคนอาจมองว่าเรียบง่าย แท้จริงแล้วกลับซ่อนอัตลักษณ์อันลึกซึ้งของแต่ละชุมชนเอาไว้ เป็นทั้งมรดก เป็นงานศิลป์ และเป็นโอกาสใหม่ของการสร้างคุณค่าในโลกยุคใหม่ ที่เปรียบเสมือนกำลังทออนาคตของชุมชนไปพร้อมกันนั่นเอง   ผ้าขาวม้าไทยไม่ได้มีเพียง “ลายตาราง” แบบที่คุ้นตา แต่ซ่อนความหลากหลายผ่าน 5 เทคนิคสำคัญ ได้แก่ สานขัด จก เกาะล้วง ขิด และมัดหมี่ ซึ่งแต่ละเทคนิคก็แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน ได้แก่ ผ้าขาวม้าลายเขลางค์ (เทคนิคสานขัด) 📍บ้านแจ้ซ้อน ลำปาง ผ้าขาวม้ากลุ่มน้ำมอญแจ้ซ้อนทอด้วยเทคนิคสานขัด พัฒนาจากลายตารางดั้งเดิมสู่ “ลายเขลางค์” ที่ยังคงโครงสร้างตาหมากรุก แต่เพิ่มเส้นตารางเล็กคู่ภายใน ทำให้ลวดลายละเอียดคล้ายผ้าลายสกอต จุดเด่นอยู่ที่ความประณีตของช่องลายขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างจากผ้าขาวม้าทั่วไป การทอจึงมีความซับซ้อน ผู้ทอต้องนับเส้นด้ายอย่างแม่นยำ เพราะหากพลาดเพียงเล็กน้อย ลวดลายจะเสียสมดุลทันที ผ้าขาวม้าไฉไล (เทคนิคสานขัด) 📍บ้านสวนปอ ร้อยเอ็ด ผ้าลายไฉไล โดดเด่นด้วยการผสมเฉดสีอย่างลงตัวและการทออย่างประณีต ทำให้ผืนผ้ามีมิติ สวยงาม และใช้งานได้หลากหลาย ทั้งสวมใส่และแปรรูปเป็นของใช้ในบ้าน ทอด้วยเทคนิคตาขัดโดยใช้เส้นยืน–พุ่งคนละสี เสริมให้ลวดลายมีความลึก วัสดุหลักคือ “ฝ้ายน้ำหนึ่ง” ซึ่งให้เนื้อผ้าเรียบแน่น เงางามคล้ายไหม จึงนับเป็นผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านสวนปอ ผ้าขาวม้าจกลายช้าง (เทคนิคจก) 📍บ้านภูจวง

พาเลาะเบิ่ง ตัวอย่าง 10 ลายผ้าขาวม้าไทย ผ่าน 5 เทคนิคการทอสุดประณีต อ่านเพิ่มเติม »

วิกฤตครูอีสาน พาเปิดเบิ่ง 20 จังหวัดอีสาน ‘ขาดครูประถม’ หนักแค่ไหน?

“ไปเป็นครูเด้อลูก มันจั่งซำบาย” ประโยคสั้นๆ ที่ฟังดูเหมือนคำชวน แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยความหมายที่ตรงกันข้าม ประโยคยอดฮิตที่เรามักพบเห็นในโลกโซเชียล ซึ่งไม่ใช่เพราะมันให้กำลังใจแต่อย่างใด แต่เพราะมันสะท้อนความจริงของอาชีพครู ว่าการเป็นครูไม่ได้สบายอย่างที่ใครหลายคนคิด หลายคนอาจจะคิดว่าการเป็นครูนั้นมีแค่หน้าที่สอนหนังสือหรือให้ความรู้แก่เด็กนักเรียน แต่แท้จริงแล้วอาชีพ “ครู” ที่เป็นดั่ง “แม่พิมพ์ของชาติ” กำลังแบกภาระงานอื่น ๆ ไว้บนบ่าอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานจัดซื้อจัดจ้าง งานบัญชี งานพัสดุ หรือแม้แต่งานด้านกฎหมาย  ผลการสำรวจในปี 2562 พบว่า 95% ของครูต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 58% ของครูยังต้องทำงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาการวิเคราะห์ผลของการใช้เวลาในการปฏิบัติงานภาระงานสอนที่มีต่อประสิทธิภาพการสอนของครูในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เผยว่า ภาวะงานที่ครูใช้เวลามากที่สุดคืองานธุรการที่มีค่าเฉลี่ยถึง 346 ชั่วโมงต่อภาคเรียน  สำหรับจำนวนกลุ่มประชากรครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อปีงบประมาณ 2567 พบว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษามีมากถึง 444,168 คน จากจำนวนข้าราชการทั้งหมด 1,756,606 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากกว่าข้าราชการกลุ่มอื่น ๆ โดยภูมิภาคที่มีข้าราชการมากที่สุดคือภาคอีสาน ที่มีถึง 30.08% อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 พบว่า หลังการเกษียณอายุราชการครูในเดือนกันยายน ปี 2568  ครูในสังกัด สพฐ. จะมีครูขาดมากถึง 40,227 อัตรา ในจำนวน 18,193 โรงเรียน สำหรับภาคอีสาน พบว่า ครู สพป. ขาดมากถึง 9,903 อัตรา  เมื่อปี 2568 ภาพรวมของ 20 จังหวัด ในเรื่องของสัดส่วนนักเรียนต่อครู พบว่า ครูต้องดูแลนักเรียน 20-22 คน แต่หลายโรงเรียนกลับกำลังเผชิญภาวะครูขาดแคลน โดยเฉพาะโรงเรียนขาดเล็ก จังหวัดที่มีครูขาดมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ ขอนแก่น 1,128 อัตรา ร้อยเอ็ด 1,000 อัตรา นครราชสีมา 871 อัตรา อุบลราชธานี 625 อัตรา มหาสารคาม 806 อัตรา จากข้อมูลจะพบว่า การที่จังหวัดเหล่านี้มีจำนวนครูขาดแคลนสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ ส่วนหนึ่งมาจากการที่จังหวัดเหล่านี้เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ มีโรงเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทที่มีโครงสร้างขนาดเล็ก มีจำนวนนักเรียนไม่มาก แต่เมื่อขาดครูเพียงรายวิชาเดียว ก็สามารถนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนได้ ประกอบกับการกระจายครูที่กระจุกในตัวเมือง ทำให้โรงเรียนรอบนอกขาดครูสะสมนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – HRMS.OBEC สพฐ – ไทยพับลิก้า – Thai PBS

วิกฤตครูอีสาน พาเปิดเบิ่ง 20 จังหวัดอีสาน ‘ขาดครูประถม’ หนักแค่ไหน? อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่งวัยเก๋าลงทุ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน

ISAN Insight x หม่องเฮียนฮู้ พามาเบิ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุในแต่ละจังหวัดอีสาน จังหวัดไหนเพิ่มขึ้น จังหวัดไหนลดลงเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนมาเบิ่งกัน หากพิจารณาภาพรวมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าแรงงานภาคการเกษตรในภาคอีสานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 มีแรงงานภาคเกษตรอยู่ที่ 4.9 ล้านคน และลดลงเหลือเพียง 4.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2568 คิดเป็นการลดลง 7.9% ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี และยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต การลดลงของแรงงานภาคเกษตรอย่างต่อเนื่องเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว เนื่องจากแรงงานภาคเกษตรถือเป็นกำลังการผลิตที่สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมสมัยใหม่ หากคนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยใช้เทคโนโลยี อาจส่งผลให้ภาคการเกษตรมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในอนาคต (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, 2563) https://www.pier.or.th/abridged/2020/14/ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของแรงงานภาคเกษตรในภาคอีสานมีหลายประการ โดยปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือค่าตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำและไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นผลจากความผันผวนของรายได้จากความไม่แน่นอนของราคาผลผลิตและสภาพภูมิอากาศ อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้นทุนการผลิตที่สูงแต่ไม่สอดคล้องกับราคาขายที่ได้รับ ทั้งค่าแรงงานตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว ค่าปรับปรุงดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าปุ๋ย ภายใต้บริบทดังกล่าวเกษตรกรไทยจำนวนมากจึงเผชิญปัญหารายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายและเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อความยั่งยืนของอาชีพเกษตร แม้ภาพรวมของแรงงานภาคเกษตรจะลดลง แต่ยังมีกลุ่มแรงงานหนึ่งที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ แรงงานผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สะท้อนภาคเกษตรที่กำลังเข้าสู่สังคมแรงงานสูงวัย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แรงงานกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 2.6% ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดกลับไม่ใช่แรงงานรุ่นใหม่ที่โยกย้ายไปประกอบอาชีพอื่น หากแต่เป็นแรงงานภาคเกษตรในช่วงวัย 41-50 ปี ซึ่งมีจำนวนลดลงกว่า 3 แสนคนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยลดลง 7.6% ต่อปี ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้พวกเขาต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนวัย และบางส่วนย้ายไปกิจกรรมนอกภาคเกษตร ท่ามกลางวิกฤตแรงงานสูงวัยในภาคเกษตร ยังมีบางพื้นที่ที่มีสัดส่วนแรงงานเกษตรรุ่นใหม่อายุ 15-30 ปีสูงสุดในภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดในแถบอีสานเหนืออย่าง เลย บึงกาฬ และมุกดาหาร ที่ 23.5%, 23.1% และ 20.8% ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น อุดรธานียังเป็นจังหวัดที่มีจำนวนแรงงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้นสูงสุดในภาคอีสาน โดยมีแรงงานเกษตรเพิ่มขึ้นกว่า 14,000 คน และแรงงานที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดมาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานอายุ 15-40 ปี ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นที่หาได้ยากในบริบทปัจจุบัน สิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรมของอีสานกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง การพึ่งพาแรงงานสูงวัยเป็นหลักในการขับเคลื่อนพื้นที่เพาะปลูกย่อมไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว จึงถึงเวลาแล้วที่ควรศึกษาและถอดบทเรียนจากจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยู่ในภาคเกษตร เพื่อนำไปปรับใช้กับพื้นที่เปราะบางอย่างอีสานใต้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริม Smart Farming อย่างจริงจัง เป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูความมั่นคงทางรายได้ของอาชีพเกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้แรงงานหนุ่มสาวหวนกลับมาเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจในบ้านเกิดอีกครั้ง   ที่มา: สนค. แนะแนวทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย | สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เกษตรกรไทยติดกับดักรายได้ต่ำ ไร้เสน่ห์ดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่ Debt Behavior of ISAN Farmers: พาเบิ่ง…พฤติกรรมการก่อหนี้เกษตรกรอีสาน

พาส่องเบิ่งวัยเก๋าลงทุ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง MotoGP 2026 สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้าน ‘บุรีรัมย์’ หมุดหมายใหม่ของโลกความเร็ว 

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “มหกรรมกีฬาระดับโลก” สามารถพัฒนาไปสู่เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอิทธิพลทางวัฒนธรรมของประเทศได้อย่างทรงพลัง สนามแข่งขันที่ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางของปรากฏการณ์ระดับโลก เมื่อการแข่งขันรายการ PT Grand Prix of Thailand ในปี 2569 สามารถดึงดูดผู้ชมได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 228,228 คน ขณะที่ตั๋ว Grandstand ถูกจองหมดภายในเวลาเพียง 3.21 นาทีเลยทีเดียว หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน MotoGP ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2492 และเป็นการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตชิงแชมป์โลกที่เก่าแก่ที่สุดรายการหนึ่งของโลก ไทยได้เข้าร่วมในเวทีนี้ครั้งแรกในปี 2561 และสามารถสร้าง “ปรากฏการณ์ใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ได้ทันที โดยในปีแรกมีผู้ชมกว่า 222,535 คน พร้อมคว้ารางวัล Best Grand Prix of the Year ขณะที่ในปีต่อๆ มายอดผู้ชมยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น 226,655 คนในปี 2562 และกลับมาเติบโตอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยมีผู้ชม 178,463 คนในปี 2565 เพิ่มเป็น 179,811 คนในปี 2566 และทะลุ 205,373 คนในปี 2567 ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 224,634 คนในปี 2568 และทำสถิติสูงสุดในปี 2569 นั่นเอง ในการจัดการแข่งขัน MotoGP ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อหลายภาคส่วนของประเทศตลอดช่วงปี 2561-2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยรวมแล้วเกือบ 30,000 ล้านบาท และในปี 2569 เพียงปีเดียวก็สร้างเงินสะพัดมากกว่า 5,139 ล้านบาท พร้อมการจ้างงานกว่า 7,983 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดสดไปยังกว่า 200 ประเทศ เข้าถึงผู้ชมกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก ทำให้การแข่งขันกลายเป็นแพลตฟอร์มประชาสัมพันธ์ประเทศที่ทรงพลังยิ่งกว่าสื่อโฆษณาแบบดั้งเดิม การจัดการแข่งขันที่ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อภาคอีภาคอย่างมาก จังหวัดบุรีรัมย์ได้กลายเป็น “ฮับเศรษฐกิจมอเตอร์สปอร์ต” ที่เชื่อมโยงรายได้ไปยังจังหวัดรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นสุรินทร์ นครราชสีมา หรือชัยภูมิ ในช่วงการแข่งขันพบว่าโรงแรมและที่พักในพื้นที่ถูกจองเต็มเกือบทั้งหมด ขณะที่สินค้า OTOP และธุรกิจท้องถิ่นมียอดขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โมเดลการพัฒนาเช่นนี้ได้สะท้อนแนวคิด ของการใช้กีฬาเป็นตัวเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของประเทศไทย นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว การแข่งขันยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้าง “Thai Power” ผ่านการผสมผสานกีฬาและวัฒนธรรมไทยอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมไวรัลระดับโลกอย่าง Tuk Tuk Challenge การจัดเทศกาลวัฒนธรรมไทย การแสดงศิลปะพื้นบ้าน หรือการนำศิลปะการต่อสู้แบบ

พาส่องเบิ่ง MotoGP 2026 สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้าน ‘บุรีรัมย์’ หมุดหมายใหม่ของโลกความเร็ว  อ่านเพิ่มเติม »

เมื่อสมรภูมิเดือดลามถึงช่องแคบฮอร์มุซ พาส่องเบิ่ง 10 ประเทศที่มี ‘ถังน้ำมันสำรอง’ มากที่สุด

ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอีกระลอกระหว่าง อิหร่าน และ อิสราเอล ได้ขยายวงไปสู่ “เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก” อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นคอขวดที่ลำเลียงน้ำมันดิบราว 20% ของการบริโภคโลก หรือประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ความมั่นคงพลังงานของประเทศผู้นำเข้าหลักถูกกำกับโดยกรอบของ International Energy Agency (IEA) ที่กำหนดให้สมาชิกต้องสำรองน้ำมันอย่างน้อย 90 วันของการนำเข้าสุทธิ ผ่านทั้งคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) และสต๊อกเชิงพาณิชย์ ประเทศที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกด้าน “ปริมาณสำรองฉุกเฉินรวม” จึงได้เปรียบ โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางฮอร์มุซถูกตั้งคำถาม 10 อันดับแรกตามปริมาณสำรองรวม (อิงข้อมูล IEA, EIA และรายงานระดับชาติล่าสุด)  สหรัฐอเมริกา มีสำรองรวมราว 1,500 ล้านบาร์เรล ครอบคลุมประมาณ 70-90 วัน แม้สหรัฐเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ยังพึ่งพาตลาดโลกด้านราคา จีน ราว 1,000 ล้านบาร์เรล ครอบคลุม 70-90 วัน  ญี่ปุ่น ราว 500 ล้านบาร์เรล ครอบคลุม 150-250 วัน ถือว่า “อึด” ที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม อินเดีย ราว 300 ล้านบาร์เรล แต่ครอบคลุมเพียง 20-70 วัน เยอรมนี ราว 250 ล้านบาร์เรล 100-120 วัน ฝรั่งเศส ราว 150 ล้านบาร์เรล 90-100 วัน เกาหลีใต้ ราว 146 ล้านบาร์เรล 100-210 วัน ไต้หวัน ราว 140 ล้านบาร์เรล ประมาณ 140 วัน สหราชอาณาจักร ราว 130 ล้านบาร์เรล ใกล้ 90 วัน สเปน ราว 120 ล้านบาร์เรล 90-100 วัน “จำนวนวันครอบคลุม” ถือว่าสำคัญกว่าตัวเลขดิบ เพราะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หากฮอร์มุซถูกปิดจริง ประเทศเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางสูง จะถูกทดสอบหนัก แม้มีสำรองมากก็ตาม แต่หากวิกฤตยืดเยื้อเกิน 3-6 เดือน ต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อจะพุ่งทันที โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมหนักและปิโตรเคมีนั่นเอง สำหรับ ไทย ปัจจุบันมีสำรองรวมราว 48 ล้านบาร์เรล หรือประมาณ 60 วันของการใช้ภายในประเทศ ต่ำกว่ามาตรฐาน 90 วันของ

เมื่อสมรภูมิเดือดลามถึงช่องแคบฮอร์มุซ พาส่องเบิ่ง 10 ประเทศที่มี ‘ถังน้ำมันสำรอง’ มากที่สุด อ่านเพิ่มเติม »

พาสรุปเบิ่ง ไทม์ไลน์มหากาพย์เดือด อิสราเอล-อิหร่าน-สหรัฐฯ ที่โลกต้อจับตา

เหตุการณ์ช็อกโลกปะทุขึ้นทันทีเมื่อสหรัฐอเมริการ่วมมือกับอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 จนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลาม อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ความตึงเครียดครั้งนี้ยิ่งถูกตั้งคำถาม เมื่อการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสองฝ่ายยังดำเนินอยู่ และเพิ่งมีการหารือรอบสำคัญที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีประเทศโอมานเป็นคนกลางเพียงสองวันก่อนหน้า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการยกระดับที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามระยะสั้นแต่รุนแรงในเดือนมิถุนายน 2025 หากย้อนดูไทม์ไลน์ ความร้อนแรงเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2025 เมื่ออิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และฐานทัพของอิหร่าน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ กำลังเจรจากับเตหะราน อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยขีปนาวุธและโดรน ต่อมา 22 มิถุนายน สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ที่นาตันซ์ ฟอร์โดว์ และอิสฟาฮาน ก่อนจะเกิดการยิงตอบโต้ฐานทัพอัลอูเดดในกาตาร์ และปิดฉากสงคราม 12 วันด้วยข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย แม้การสู้รบยุติลง แต่ความไม่ไว้วางใจทวีคูณขึ้น อิหร่านประกาศยุติความร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ และเดินหน้าเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่ยุโรปเริ่มกลไกคว่ำบาตรอีกครั้ง ปลายปี 2025 การประท้วงภายในอิหร่านปะทุจากวิกฤตค่าครองชีพและค่าเงินเรียลที่อ่อนค่าหนัก ต้นปี 2026 สถานการณ์ยิ่งเปราะบาง เมื่ออินเทอร์เน็ตถูกตัดทั่วประเทศอิหร่าน การประท้วงขยายวง และโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” พร้อมเสริมกำลังทหารนอกชายฝั่งอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เดือนกุมภาพันธ์ได้มีการเจรจาทางอ้อมที่กรุงเจนีวา 3 รอบ โดยโอมานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และมีสัญญาณคืบหน้าในทางที่ดี จนกระทั่งวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มีรายงานว่าอิหร่านยินยอมลดระดับวัตถุดิบนิวเคลียร์บางส่วน แต่เพียงหนึ่งวันถัดมา สหรัฐฯ และอิสราเอลกลับเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธทั่วภูมิภาค รวมถึงกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต พร้อมเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซจากความไม่ปลอดภัยในการเดินเรือ และในวันที่ 2 มีนาคม อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตของเลบานอน มุ่งเป้ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่กำลังลุกลามสู่เศรษฐกิจโลกทันที เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก การหยุดชะงักแม้เพียงชั่วคราว ก็ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแรง ตลาดการเงินผันผวน เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญต้นทุนนำเข้าพลังงานสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ภาคการบิน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับผลกระทบโดยตรง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ดันแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาในช่วงที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มควบคุมได้นั่นเอง ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เงินเฟ้อมีโอกาสกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางอาจชะลอการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้การลงทุนและการบริโภคชะลอตัว และทำให้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เสี่ยงต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้นั่นเอง     อ้างอิงจาก: – ไทยพีบีเอส (Thai PBS) – THE STANDARD – The Financial Times – Bloomberg, Business World, Business Today – VietBao – BBC NEW

พาสรุปเบิ่ง ไทม์ไลน์มหากาพย์เดือด อิสราเอล-อิหร่าน-สหรัฐฯ ที่โลกต้อจับตา อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top