Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

พาอัปเดตเบิ่ง อาณาจักร 14 ไดโนเสาร์อีสาน หลังค้นพบ “เจ้ายักษ์คอยาว” ตัวใหม่ที่ใหญ่สุดในไทย🦖🦕🪨

นับตั้งแต่มีการค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2519 บริเวณห้วยประตูตีหมา ในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของวงการศึกษาวิจัยไดโนเสาร์ไทย จากการสำรวจและศึกษาต่อเนื่องยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ นักบรรพชีวินวิทยาพบว่า พื้นที่ประเทศไทยเคยเป็นถิ่นอาศัยของไดโนเสาร์มาตั้งแต่ปลายยุคไทรแอสซิกจนถึงต้นยุคครีเทเชียส หรือราว 220-100 ล้านปีก่อน ปัจจุบันมีการค้นพบไดโนเสาร์แล้วไม่น้อยกว่า 25 ชนิด โดยในจำนวนนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลกถึง 14 ชนิด ขณะที่พื้นที่ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น นับเป็นหนึ่งในแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีการค้นพบไดโนเสาร์อย่างน้อย 9 ชนิด และเป็นชนิดใหม่ของโลกถึง 5 ชนิด  📍“ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” (Phuwiangosaurus sirandhornae) เป็นไดโนเสาร์กินพืช อยู่ในกลุ่มซอโรพอด (Sauropod) คอยาว หางยาว มีขนาดใหญ่ เดิน 4 ขา ยาวประมาณ 15 – 20 เมตร จะพบในยุคครีเทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous) หรือประมาณ 130 ล้านปีก่อน โดยจังหวัดที่พบได้ คือ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร 📍“สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส” (Siamotyrannus isanensis) เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ มีขนาดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเทอโรพอด (Theropod) เดิน 2 ขา มีขาหลังขนาดใหญและแข็งแรง ลำตัวยาวประมาณ 6.5 เมตร พบในยุคครีเทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous) หรือประมาณ 130 ล้านปีก่อน โดยจังหวัดที่พบได้ คือ ขอนแก่น 📍“สยามโมซอรัส สุธีธรนิ” (Siamosaurus suteethorni) เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ มีขนาดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเทอโรพอด (Theropod) วงศ์สไปโนซอริด เดิน 2 เท้า ความยาวประมาณ 7 เมตร ฟันมีลักษณะเป็นทรงกรวยคล้ายฟันจระเข้ พบในยุคครีเทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous) หรือประมาณ 130 ล้านปีก่อน โดยจังหวัดที่พบได้ คือ ขอนแก่น 📍“อิสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชิ” (Isanosaurus attavipachi) เป็นไดโนเสาร์กินพืช อยู่ในกลุ่มซอโรพอด (Theropod) ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาในไทย คอและหางยาว เดิน 4 ขา มีความยาวประมาณ 12 – 16 เมตร พบในยุคไทรแอสสิกตอนปลาย (Late Triassic) หรือประมาณ 210 ล้านปีก่อน […]

พาอัปเดตเบิ่ง อาณาจักร 14 ไดโนเสาร์อีสาน หลังค้นพบ “เจ้ายักษ์คอยาว” ตัวใหม่ที่ใหญ่สุดในไทย🦖🦕🪨 อ่านเพิ่มเติม »

พระอารามหลวงวรวิหารในอีสาน เส้นทางสายบุญที่ไม่ควรพลาด

พระอารามหลวง หรือที่เรียกกันติดปากว่า วัดหลวง คือศาสนสถานที่มีความสำคัญยิ่งในประเทศไทย ไม่เพียงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมาแต่โบราณ โดยนิยามแล้ว พระอารามหลวงหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้างหรือทรงบูรณปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ รวมถึงวัดที่ผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นวัดหลวง ตลอดจนวัดราษฎร์ที่มีความงดงาม ทรงคุณค่าทางศิลปกรรมหรือประวัติศาสตร์ จนได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเพื่อรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถานะดังกล่าวทำให้วัดได้รับการดูแลเป็นพิเศษและมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีและรัฐพิธีของบ้านเมือง การแบ่งลำดับชั้นพระอารามหลวง เดิมทีในสมัยโบราณยังไม่มีการจัดระบบชั้นอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2458 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบและแบ่งลำดับชั้นพระอารามหลวงออกเป็น 3 ชั้น เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและงานพระราชพิธีต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ชั้นสูงสุดคือ พระอารามหลวงชั้นเอก ซึ่งมักเป็นวัดประจำรัชกาล วัดที่มีเจดียสถานสำคัญเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ หรือเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระบรมสารีริกธาตุคู่บ้านคู่เมือง ถัดมาคือ พระอารามหลวงชั้นโท ซึ่งมักเป็นวัดที่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ทรงสร้าง หรือมีศิลปกรรมล้ำค่าเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ชาติ และชั้นสุดท้ายคือ พระอารามหลวงชั้นตรี ซึ่งพบกระจายอยู่มากที่สุดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นวัดศูนย์รวมจิตใจในระดับภูมิภาคหรือระดับจังหวัดที่ได้รับการยกฐานะขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ชุมชน นอกจากลำดับชั้น ในแต่ละชั้นยังมีระดับย่อยที่เรียกว่า “ชนิด” โดยสังเกตได้จาก “สร้อยนาม” ต่อท้ายชื่อวัด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับศักดิ์ของวัดนั้น คำว่า “ราช” บ่งถึงความเป็นของหลวง คำว่า “มหา” บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของศาสนสถาน และคำว่า “วร” แปลว่าประเสริฐเลิศล้ำ เมื่อนำมาร้อยเรียงกันเป็น “ราชวรมหาวิหาร” หรือ “วรวิหาร” ก็เป็นการประกาศศักดิ์ของวัดให้ปรากฏชัด โดยคำว่า “ราชวร” ในสร้อยนามสื่อถึงพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี หรือสมเด็จพระยุพราชทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ ส่วนคำว่า “วร” หมายถึงพระอารามที่ทรงสถาปนาพระราชทานเป็นเกียรติยศ หรือวัดราษฎร์ที่ทรงรับไว้เป็นวัดหลวงเพื่อยกเกียรติยศ วัดในชั้นตรีบางแห่งที่จัดอยู่ในชนิดสามัญอาจไม่มีสร้อยนามต่อท้ายเลย แต่ก็ยังคงศักดิ์และสิทธิ์ของการเป็นพระอารามหลวงอย่างสมบูรณ์ ในปัจจุบัน พระอารามหลวงที่มีฐานะสูงสุดคือชั้นเอกพิเศษ (เอกอุ) ชนิดราชวรมหาวิหาร มีเพียง 6 วัดทั่วประเทศ ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดอรุณราชวราราม ในกรุงเทพฯ รวมถึงวัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และวัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี เกณฑ์การยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง การขอยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐาน 9 ประการ เช่น วัดต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี มีพระสงฆ์จำพรรษาตั้งแต่ 20 รูปขึ้นไปติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี มีเสนาสนะที่มั่นคงถาวร มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมของทางราชการ รวมถึงมีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมที่มีผลสัมฤทธิ์ต่อเนื่อง เมื่อวัดได้รับฐานะเป็นพระอารามหลวงแล้ว เจ้าอาวาสจะได้รับ “นิตยภัต” หรือเงินอุดหนุนการปฏิบัติศาสนกิจตามระดับชั้นสมณศักดิ์และชั้นของวัด พระอารามหลวงกับพระราชประเพณี พระอารามหลวงยังมีความเกี่ยวเนื่องกับพระราชประเพณีสำคัญอย่างการทอดกฐิน โดยวัดหลวงระดับสำคัญ 16 แห่งจะได้รับการสงวนไว้เป็น “กฐินหลวง” ที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จฯ ไปถวายด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์นำไปถวาย ส่วนพระอารามหลวงอื่น ๆ จะเปิดโอกาสให้ส่วนราชการหรือบุคคลทั่วไปขอรับผ้าพระกฐินจากหลวงไปถวาย เรียกว่า “กฐินพระราชทาน” นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมวัดประจำรัชกาล ซึ่งมักเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงมีความผูกพันเป็นพิเศษ และมักมีการอัญเชิญพระบรมราชสรีรังคารไปประดิษฐานไว้ที่ฐานพระประธานเมื่อเสด็จสวรรคต

พระอารามหลวงวรวิหารในอีสาน เส้นทางสายบุญที่ไม่ควรพลาด อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง 9 องค์พญานาคศักดิ์สิทธิ์แดนอีสาน ความเชื่อที่มาพร้อมความงามระดับโลก

ริมฝั่งแม่น้ำโขงของภาคอีสาน พญานาคเป็นจิตวิญญาณร่วมที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความศรัทธาของผู้คนมายาวนานหลายร้อยปี ผู้เฒ่าผู้แก่ในอีสานจำนวนมากเติบโตมากับเรื่องเล่าของเมืองบาดาล บั้งไฟพญานาค ถ้ำนาคา หรือปู่ศรีสุทโธแห่งคำชะโนด และส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ความเชื่อเรื่องพญานาคจึงแทรกซึมอยู่ในสถาปัตยกรรม งานบุญ ภาษา ดนตรี และจิตสำนึกของคนอีสานอย่างแนบแน่น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “มูเตลู” ได้ยกระดับความเชื่อเรื่องพญานาคจากวัฒนธรรมท้องถิ่น สู่ “Soft Power” ทางเศรษฐกิจของภาคอีสาน กระแสความศรัทธาที่เติบโตขึ้นทำให้สถานที่เกี่ยวข้องกับพญานาค อย่างเช่น คำชะโนด ถ้ำนาคา บึงโขงหลง หรือแลนด์มาร์กองค์พญานาคขนาดใหญ่ในหลายจังหวัด กลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ โดยการท่องเที่ยวสายมูสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในไทยสูงถึง 15,000 ล้านบาท และภาคอีสานถือเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักของกระแสนี้อีกด้วย ความศรัทธาของพญานาคไม่ได้จำกัดอยู่แค่การท่องเที่ยวสายมูเท่านั้น แต่ได้ขยายตัวเป็นระบบเศรษฐกิจครบวงจร ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ รถเช่า ไกด์ท้องถิ่น ร้านขายวัตถุมงคล เสื้อผ้าสายมู ไปจนถึงคอนเทนต์ออนไลน์และธุรกิจไลฟ์สดบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลายจังหวัดในอีสานเริ่มใช้เรื่องเล่าพญานาคเป็นเอกลักษณ์เมืองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น การจัดเทศกาลบวงสรวง การออกแบบแลนด์มาร์กพญานาคขนาดยักษ์ หรือการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธาเชื่อมโยงหลายจังหวัดเข้าด้วยกัน ความศรัทธาในพญานาคยังแสดงให้เห็นถึงการแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจของผู้คนในยุคสังคมผันผวน โลกหลังโควิด เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน และการแข่งขันทางสังคมที่รุนแรง ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันกลับไปพึ่งพาความเชื่อเพื่อสร้างความหวังและพลังใจ พญานาคจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ ความสำเร็จ และการคุ้มครองทางจิตวิญญาณ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนรุ่นใหม่จำนวนมาก แม้เติบโตในโลกดิจิทัล ก็ยังเดินทางไปกราบไหว้ขอพรจากองค์พญานาค และแชร์ประสบการณ์สายมูผ่าน Social จนเกิดการขยายตัวของวัฒนธรรมศรัทธาออนไลน์อย่างรวดเร็ว   อ้างอิงจาก: – วารสารปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น – มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ – Savant Journal of Social Sciences – ไทยรัฐออนไลน์

พาส่องเบิ่ง 9 องค์พญานาคศักดิ์สิทธิ์แดนอีสาน ความเชื่อที่มาพร้อมความงามระดับโลก อ่านเพิ่มเติม »

พาอัพเดตเบิ่ง ความคืบหน้า 8 เมกะโปรเจกต์ในภาคอีสาน

หลายจังหวัดในอีสานกำลังถูกปลุกด้วยคลื่นการลงทุนครั้งใหญ่ ผ่าน 8 เมกะโปรเจกต์มูลค่ารวมมหาศาลสูงกว่า 390,000 ล้านบาท ตั้งแต่รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน รถไฟทางคู่ สนามบินแห่งใหม่ สะพานเศรษฐกิจข้ามโขง ไปจนถึง Medical Hub, Data Center และมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติ โดยโปรเจกต์เหล่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเปลี่ยนอนาคตของอีสานทั้งภูมิภาค เพราะทุกโครงการกำลังเชื่อมอีสานเข้าสู่เศรษฐกิจโลกมากขึ้น ทั้งในมิติการค้า การลงทุน เทคโนโลยี สุขภาพ โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ   รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (เฟส 2) เป็นการพลิกอีสานสู่ประตูเศรษฐกิจจีนตอนใต้ เส้นทางนครราชสีมา-หนองคาย วงเงินกว่า 340,000 ล้านบาท เป็นหัวใจสำคัญของแลนด์บริดจ์ทางบกระหว่างไทย ลาว และจีน คมนาคมเตรียมเปิดประมูลในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ หลัง รฟท. ทบทวน TOR และมาตรฐานความปลอดภัย คาดเริ่มก่อสร้างปลายปี 2569 และเปิดบริการปี 2574 โปรเจกต์นี้เป็นการเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจอีสาน เพราะเมื่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อมถึงหนองคาย ไทยจะเชื่อมตรงกับเส้นทางรถไฟลาว-จีนทันที ทำให้อีสานกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางโลจิสติกส์ใหม่ของภูมิภาค การขนส่งสินค้า ผลไม้ อาหาร และอุตสาหกรรมจากไทยไปจีนจะเร็วขึ้น ต้นทุนลดลง และดึงดูดนิคมอุตสาหกรรมใหม่เข้าสู่แนวเส้นทางรถไฟมหาศาล รถไฟทางคู่ ขอนแก่น-หนองคาย โครงการขอนแก่น-อุดรธานี-หนองคาย วงเงิน 28,679 ล้านบาท ปัจจุบันคืบหน้าแล้ว 1.4% เริ่มก่อสร้างปี 2568 และคาดเปิดบริการปี 2571 แม้จะไม่หวือหวาเท่ารถไฟความเร็วสูง แต่รถไฟทางคู่ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างผลกระทบจริง เพราะจะเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าในภูมิภาค ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และช่วยให้เมืองตามแนวเส้นทางเติบโตเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย ที่กำลังกลายเป็นโซนการค้า การลงทุน และคลังสินค้าขนาดใหญ่ของอีสานตอนบนนั่นเอง   ท่าอากาศยานบึงกาฬ เป็นสนามบินใหม่แห่งลุ่มน้ำโขง สนามบินบึงกาฬ วงเงิน 8,100 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกจับตามากที่สุดของอีสานตอนบน หลังรายงาน EIA ผ่านความเห็นชอบแล้ว เตรียมเสนอ ครม. ภายในปี 2569 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปี 2572 และเปิดบริการปี 2575 หลายคนอาจมองว่าสนามบินบึงกาฬเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในเชิงเศรษฐกิจ นี่คือการปลดล็อกจังหวัดชายแดนที่มีศักยภาพสูงมาก ทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการลงทุน เพราะบึงกาฬคือประตูเชื่อมลาวตอนกลางและเวียดนาม สนามบินแห่งนี้จะทำให้การเดินทางของนักลงทุน นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวสะดวกขึ้นมหาศาล พร้อมดันมูลค่าที่ดินและธุรกิจบริการรอบเมืองเติบโตแบบก้าวกระโดด   Medical Hub ขอนแก่น เมื่ออีสานกำลังเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับภูมิภาค โครงการ Medical Hub จังหวัดขอนแก่น วงเงิน 5,300 ล้านบาท คืบหน้าต่อเนื่อง อาคารโรงพยาบาลเสร็จแล้ว 67.8% อาคารบริการ 82% อาคารจอดรถพร้อมที่พัก 72.2%

พาอัพเดตเบิ่ง ความคืบหน้า 8 เมกะโปรเจกต์ในภาคอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

ศึกชิงนักช้อปเดือด🔥 พาส่องเบิ่ง 3 ห้างยักษ์ใหญ่เขย่าขอนแก่น🏬🛍️🛒

ขอนแก่นกำลังเดินเข้าสู่สงครามค้าปลีกครั้งสำคัญ เมื่อ 3 โปรเจกต์ขนาดใหญ่ทั้งเก่าและใหม่ กำลังแข่งขันกันเพื่อชิงกำลังซื้อของภาคอีสาน การเกิดขึ้นของศูนย์การค้ารุ่นใหม่แสดงให้เห็นว่าขอนแก่นเป็นหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของอีสาน เพราะทุกโครงการต่างกำลังเดิมพันกับอนาคตของเมือง ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในขอนแก่น เริ่มจาก Central Khon Kaen ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่เปิดมามากกว่า 17 ปี ด้วยพื้นที่กว่า 200,000 ตารางเมตร และมูลค่าโครงการกว่า 3,909 ล้านบาท ห้างแห่งนี้คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของขอนแก่น ที่ช่วยยกระดับเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าของอีสานตอนกลาง ตั้งแต่วันที่เปิดให้บริการในปี 2552 เซ็นทรัลได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนขอนแก่นจากเมืองผ่านให้กลายเป็นเมืองปลายทาง ทั้งด้านการช้อปปิ้ง การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยผลประกอบการปี 2567 ที่มีรายได้กว่า 1,140 ล้านบาท และกำไรกว่า 527 ล้านบาท ยิ่งแสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อของขอนแก่นยังแข็งแรงมาก แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวก็ตาม และสิ่งสำคัญคือ เซ็นทรัล ขอนแก่น ยังเป็นตัวเร่งให้ราคาที่ดินในโซนศรีจันทร์และ CBD เมืองขอนแก่นพุ่งขึ้นอย่างมหาศาลในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และล่าสุด Central Khonkaen Campus กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พร้อมแนวคิด “The New Dimension of Lifestyle” บนพื้นที่กว่า 67,000 ตารางเมตร และงบลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท โปรเจกต์นี้สำคัญมาก เพราะเซ็นทรัลไม่ได้มองขอนแก่นเป็นเพียงเมืองจังหวัดอีกต่อไป แต่กำลังมองในฐานะเมืองมหาวิทยาลัยและเศรษฐกิจแห่งอนาคต ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาล และย่านคนรุ่นใหม่ คือการวางยุทธศาสตร์เพื่อจับกลุ่มกำลังซื้อใหม่ ทั้งนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ Digital Worker และชนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่กำลังเพิ่มขึ้นในเมือง ขณะเดียวกัน การพัฒนาแบบ Mixed-Use ที่รวมศูนย์การค้า คอนโด และโรงแรม GO! Hotel แห่งแรกของอีสานอีกด้วย อีกด้านหนึ่ง KAENKET “ค้าปลีกท้องถิ่นยุคใหม่” ที่น่าจับตามอง เป็นการรีโนเวตพื้นที่ตึกคอมเดิมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ภายใต้แนวคิด “From Void to Vibe” ซึ่งสะท้อนเทรนด์ Adaptive Reuse ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก การลงทุนกว่า 500 ล้านบาท บนพื้นที่ 35,000 ตารางเมตร อาจเล็กกว่าเซ็นทรัล แต่จุดแข็งคือความเป็น Local และความเข้าใจคนขอนแก่นอย่างลึกซึ้ง KAENKET ไม่ได้พยายามแข่งขันด้วยขนาด แต่แข่งขันด้วยบรรยากาศ ความร่วมสมัย และการเป็นพื้นที่ของชุมชนเมืองรุ่นใหม่ โมเดลนี้สำคัญต่อเศรษฐกิจขอนแก่นมาก ซึ่งเป็นธุรกิจท้องถิ่นกำลังปรับตัวจากค้าปลีกแบบเดิม ไปสู่ Lifestyle Community Space ที่ผสมทั้งอาหาร คาเฟ่ ศิลปะ อีเวนต์ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ไม่ได้ต้องการแค่ที่ซื้อของเท่านั้น

ศึกชิงนักช้อปเดือด🔥 พาส่องเบิ่ง 3 ห้างยักษ์ใหญ่เขย่าขอนแก่น🏬🛍️🛒 อ่านเพิ่มเติม »

🔎⏳พาย้อนเวลาไปเบิ่ง “ชื่อเก่า รร.มัธยม” ที่มีนักเรียนเยอะสุดในแต่ละจังหวัด🏫👩🏻‍🎓📚

กว่าจะเติบโตเป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนนับพันในวันนี้ หลายแห่งล้วนมีจุดเริ่มต้นเล็กๆ บางโรงเรียนเคยเป็นเพียงโรงเรียนประจำอำเภอที่มีอาคารไม้ไม่กี่หลัง บางแห่งเริ่มจากการรวมทรัพยากรของชุมชน หรือแม้แต่การแยกขยายจากโรงเรียนเดิมเพื่อรองรับจำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น ที่สำคัญโรงเรียนทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคน สั่งสมความรู้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนมาอย่างต่อเนื่อง การย้อนกลับไปมอง “ชื่อเดิม” ของสถาบันเหล่านี้ จะพบว่า หลายโรงเรียน อย่างเช่น ปทุมเทพวิทยาคาร (หนองคาย) เกิดจากการควบรวมระหว่างโรงเรียนชายและโรงเรียนสตรี ซึ่งเป็นยุคสมัยที่การศึกษาไทยเริ่มก้าวข้ามขีดจำกัดทางเพศ และมุ่งเน้นการสร้างสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ที่เพียบพร้อมด้วยทรัพยากร จำนวนนักเรียนที่พุ่งสูงเกิน 4,000 คน ในบางสถาบันอย่าง ขอนแก่นวิทยายน 4,535 คน, อุดรพิทยานุกูล 4,389 คน และ สุรนารีวิทยา 4,324 คน แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของความเจริญและโอกาสทางการศึกษาในหัวเมืองหลัก ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดทรัพยากรมนุษย์จากอำเภอข้างเคียง เข้ามารวมกันในระดับจังหวัดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งชื่อที่เปลี่ยนจากโรงเรียนประจำอำเภอนางรอง มาเป็น นางรอง หรือจากชื่อวัดมาเป็นชื่อพระราชทาน แต่ความเป็นสถานศึกษาประจำถิ่นยังคงแข็งแกร่งเสมอ ซึ่งก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเครือข่ายศิษย์เก่าที่เหนียวแน่นและกลับมาพัฒนาบ้านเกิดอีกด้วย แม้แต่ละโรงเรียนจะมีจำนวนนักเรียนและประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน แต่จุดร่วมที่เหมือนกันคือการสร้างคนอย่างมีคุณภาพ บางโรงเรียนอาจโดดเด่นด้านวิชาการและการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ในขณะที่บางแห่งเด่นด้านกิจกรรม กีฬา หรือศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น ซึ่งความหลากหลายนี้เองที่เป็นเสน่ห์และเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศการศึกษาของอีสานมีความสมบูรณ์ โดยสถาบันเหล่านี้คือแหล่งหล่อหลอมผู้นำในทุกระดับ การที่เด็กๆ ได้เข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันและการเกื้อกูลกันในสเกลใหญ่อย่างโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ก็เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะทางสังคมที่จำเป็นในอนาคตอีกด้วย ข้อมูลที่นำเสนอไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกมาให้เห็นภาพตามสถิติจำนวนนักเรียนในแต่ละจังหวัดเท่านั้น ยังมีโรงเรียนมัธยมอีกหลายแห่งทั่วทั้งภูมิภาคที่ไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในที่นี้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าโรงเรียนเหล่านั้นมีความสำคัญน้อยไปกว่ากัน เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษหรือโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ทุกสถาบันต่างมีอัตลักษณ์ที่ทรงคุณค่า และทำหน้าที่เป็นแหล่งหล่อหลอมทางปัญญาที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ทุกโรงเรียนคือฟันเฟืองสำคัญที่ร่วมกันสร้างอนาคตของชาติในแบบฉบับของตนเองอย่างน่าภาคภูมิใจ   อ้างอิงจาก: – กระทรวงศึกษาธิการ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #โรงเรียนมัธยมศึกษา #โรงเรียนมัธยมในอีสาน #โรงเรียนในอีสาน

🔎⏳พาย้อนเวลาไปเบิ่ง “ชื่อเก่า รร.มัธยม” ที่มีนักเรียนเยอะสุดในแต่ละจังหวัด🏫👩🏻‍🎓📚 อ่านเพิ่มเติม »

“หนองคาย” ประตูสู่อาเซียน ฮับการค้าชายแดนแห่งอีสาน

จังหวัด “หนองคาย” เป็นหนึ่งในพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังทวีความร้อนแรงที่สุดในภาคอีสาน ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เรียวยาวขนานไปกับลำน้ำโขงกว่า 210 กิโลเมตร แต่มีความกว้างเฉลี่ยเพียง 20-25 กิโลเมตร ทำให้หนองคายมีสภาพเป็น “ระเบียงเศรษฐกิจ” และด้วยระยะห่างจากตัวเมืองถึงนครหลวงเวียงจันทน์เพียง 25 กิโลเมตร ทำให้หนองคายเป็นเมืองด่านหน้าของการเชื่อมต่อระหว่างไทย สปป.ลาว และจีนอย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นจังหวัดขนาดกลางด้วยพื้นที่ประมาณ 3,026 ตารางกิโลเมตร แต่ศักยภาพทางเศรษฐกิจกลับพุ่งทะยานอย่างน่าทึ่ง ข้อมูลปี 2567 หนองคายมีมูลค่าเศรษฐกิจ (GPP) สูงถึง 54,632 ล้านบาท รั้งอันดับ 15 ของอีสาน แต่ที่น่าสนใจคือ รายได้ต่อหัว (GPP per capita) ที่สูงถึง 120,203 บาทต่อคน ซึ่งทะยานขึ้นเป็น อันดับ 4 ของภาค หากมาดูที่โครงสร้าง จะพบว่า โครงสร้างรายได้หลักไม่ได้มาจากเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย ภาคบริการที่สูงถึง 53.6% ตามมาด้วยภาคเกษตร 27.9% และอุตสาหกรรม 18.5% โดยมี “การค้าชายแดน” เป็นจุดเด่นของจังหวัดนี้ โดยในปี 2568 หนองคายทำสถิติมูลค่าส่งออกสูงถึง 96,085 ล้านบาท ครองแชมป์อันดับ 1 ของอีสาน และยังเป็นจุดนำเข้าพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดของประเทศด้วยมูลค่ากว่า 13,907 ล้านบาท อีกทั้ง หนองคายยังดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลผ่านนโยบาย เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ในพื้นที่ 13 ตำบล ซึ่งมาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งภาษีเงินได้ที่ลดเหลือ 10% นาน 10 ปี หรือการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 8 ปีจาก BOI ทำให้มีกลุ่มทุนระดับโลกอย่าง Tencent (เทนเซ็นต์) จากจีน ที่เล็งปักหมุดบนพื้นที่กว่า 718 ไร่ เพื่อสร้างอาณาจักรโลจิสติกส์ครบวงจรและมหาวิทยาลัยวิศวกรรมเพื่อผลิตบุคลากรรองรับระบบรางโดยเฉพาะ สอดรับกับการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ในพื้นที่ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 89.3% ขณะที่โครงการ Dry Port (ท่าเรือบก) บริเวณสถานีนาทา กำลังจะเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรให้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่เชื่อมโยงไปถึงคุนหมิงและยุโรป สะพานมิตรภาพและรถไฟความเร็วสูง จิ๊กซอว์เปลี่ยนหนองคาย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่รวมเอารถยนต์และรถไฟไว้ด้วยกัน และในอนาคตอันใกล้ หนองคายกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 3 ชั่วโมงครึ่งถึงกรุงเทพฯ ด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 (นครราชสีมา-หนองคาย) วงเงินลงทุนกว่า 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนองคายกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่มีใครมองข้ามได้อีกต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้า วิถีชีวิตริมโขงยังคงเปี่ยมเสน่ห์ด้วยแนวคิด “ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม” ในปี 2568 หนองคายมีนักท่องเที่ยวเกือบ 4 ล้านคน สร้างรายได้กว่า

“หนองคาย” ประตูสู่อาเซียน ฮับการค้าชายแดนแห่งอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง แรงงานอีสานกว่า 9.3 ล้านคน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️

ในปี 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนแรงงานทั้งหมด 9,326,868 คน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 23.4% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานทั้งประเทศ โดยแบ่งเป็นแรงงานในระบบกว่า 2,343,171 คิดเป็นสัดส่วน 25.1% ของประชากรทั้งหมดในภูมิภาค และนอกระบบกว่า 6,983,697 คน คิดเป็นสัดส่วน 74.9% ของประชากรทั้งหมดในภูมิภาค แรงงานส่วนใหญ่ในภาคอีสานยังคงติดอยู่ในวงจรของภาคเกษตรกรรมหรือการจ้างงานรายวันที่ขาดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมที่มั่นคง ความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลให้รายได้ของประชากรส่วนใหญ่ไม่แน่นอนและแปรผันตามปัจจัยภายนอก อย่างเช่น สภาพภูมิอากาศ หรือราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นก็ส่งผลทำเกิด “แรงงานพลัดถิ่น” ที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ เมื่อลงไปดูในรายพื้นที่ จะเห็นได้ว่าจังหวัดหลักอย่าง นครราชสีมา ขอนแก่น และอุบลราชธานี ยังคงครองสถิติจำนวนแรงงานสูงที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะนครราชสีมาที่มีแรงงานทะลุ 1.2 ล้านคน ซึ่งก็เชื่อมโยงกับฐานการผลิตอุตสาหกรรมและโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนแรงงานต่อประชากรในจังหวัดของ “มุกดาหาร” ที่พุ่งสูง 70.4% แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและการขับเคลื่อนของกำลังแรงงานในพื้นที่ที่สูงมาก อีกทั้งมุกดาหารยังเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจหน้าด่านที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ประชากรในวัยแรงงานเกือบทั้งหมดต้องถูกดึงเข้าสู่ห่วงโซ่การค้าชายแดน การขนส่ง และภาคบริการเพื่อรองรับการค้าข้ามพรมแดนที่หมุนเวียนตลอดเวลา แรงงานจำนวนมหาศาลจากภาคอีสานไม่ได้ทำงานอยู่ในภูมิลำเนา แต่ไหลเข้าสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ อย่างเช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เหตุผมคือต้องการแสวงหารายได้ที่สูงขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของถิ่นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นการขาดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง การลงทุนภาคเอกชนที่กระจุกตัว หรือแม้แต่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ทำให้รายได้จากภาคเกษตรไม่เพียงพอนั่นเอ อย่างไรก็ตาม การไหลออกของแรงงานไม่ได้แปลว่าภาคอีสานอ่อนแอเพียงด้านเดียว เพราะแรงงานพลัดถิ่นได้สร้างเศรษฐกิจส่งกลับผ่านเงินโอนจากเมืองสู่ชนบท ซึ่งกลายเป็นเสาหลักสำคัญของการบริโภคในครัวเรือนอีสาน เงินเหล่านี้ก็ช่วยพยุงเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้เกิดการหมุนเวียนในภาคการค้าและบริการระดับชุมชน   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – กระทรวงแรงงาน – สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #แรงงาน #แรงงานอีสาน #กำลังแรงงาน

พาส่องเบิ่ง แรงงานอีสานกว่า 9.3 ล้านคน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

จากตำนานพญาคันคาก สู่เปลวไฟบูชาแถน พาเปิดเบิ่งตัวอย่าง “งานประเพณีบุญบั้งไฟ” ทั่วแดนอีสาน

ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสานหยั่งรากลึกอยู่บนฐานคติความเชื่อเรื่อง “ผีฟ้าพญาแถน” เทพเจ้าผู้บันดาลสายฝน ตำนานพื้นบ้านอย่าง “พญาคันคาก” (คางคก) ที่ยกทัพไปรบชนะพญาแถนจนเกิดเป็นพันธสัญญาว่า หากถึงเดือนหกเมื่อใด มนุษย์จะจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือนสติพญาแถนให้ปล่อยฝนลงมาหล่อเลี้ยงพืชพรรณธัญญาหาร ความเชื่อนี้ถือเป็นกุศโลบายของกลุ่มชนชาติพันธุ์ไท-ลาวในลุ่มน้ำโขง ที่ต้องพึ่งพาวัฏจักรของธรรมชาติในการดำรงชีพท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่แห้งแล้งของที่ราบสูง หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของประเพณีบุญบั้งไฟ คือ หนึ่งในฮีตสิบสอง คองสิบสี่ ที่ยึดโยงชุมชนอีสานเข้าไว้ด้วยกัน ในอดีตงานบุญนี้คือเครื่องมือทางสังคมศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด เป็นช่วงเวลาเดียวของปีที่กฎเกณฑ์ทางสังคมถูกผ่อนปรน ชาวบ้านสามารถดื่มกิน เซิ้งร่ายรำ และแสดงออกถึงสัญลักษณ์ทางเพศและความอุดมสมบูรณ์ ได้อย่างเปิดเผยและสนุกสนาน เป็นการปลดปล่อยความเครียดก่อนที่จะต้องก้มหน้ากรำแดดทำนาอย่างหนักในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง ทำไมคนอีสานจึงยังทุ่มเทเม็ดเงินมหาศาลเพื่อจุดบั้งไฟ⁉️ บั้งไฟไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขอฝนเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่จำลองที่รวมเอาความภาคภูมิใจ อัตลักษณ์ และการประกาศศักดาของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน การที่บั้งไฟของหมู่บ้านใดขึ้นสูงที่สุด ไม่ได้แปลว่าฝนจะตกหนักที่สุด แต่หมายถึงเกียรติยศ ความสามัคคี และบารมีของคนในชุมชนนั้น และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบัน บุญบั้งไฟได้ถูกยกระดับจากการต่อสู้กับความแห้งแล้ง สู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานบุญเดือนหกเปรียบเสมือนมหกรรม “Soft Power” ที่สร้างเม็ดเงินสะพัดมหาศาล ซึ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรมหลายอย่างเข้าด้วยกัน ตั้งแต่งานหัตถกรรมอย่างการแทงลายศรีภูมิประดับลวดลายบนบั้งไฟ อุตสาหกรรมทอผ้าไหมและผ้าขิดที่ถูกนำมาตัดเย็บเป็นชุดนางรำนับพันคน อุตสาหกรรมดนตรีและมหรสพอย่างวงดนตรีหมอลำ ไปจนถึงธุรกิจอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย การประกวดขบวนแห่และการแข่งขันจุดบั้งไฟ ก็ถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้หลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาค ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ฐานราก ประเพณีบุญบั้งไฟจึงเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมและตำนานความเชื่อมาต่อยอดและประยุกต์ใช้ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน ท้ายที่สุดแล้ว บั้งไฟทุกลูกที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในวันนี้ ตัวอย่างพิกัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ยโสธร งานบุญบั้งไฟที่โด่งดังที่สุดในไทย 📍บริเวณลานด้านหน้าพญาคันคาก จ.ยโสธร📆8-10 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.กุดชุม📆11-17 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.เลิงนกทา📆13-19 พ.ค. 69   กาฬสินธุ์ 📍บุญบั้งไฟบัวขาว อ.กุฉินารายณ์📆2-3 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.คำม่วง📆2-8 มิ.ย. 69   ขอนแก่น บุญบั้งไฟ อ.กระนวน📆23 – 24 พ.ค. 69   ชัยภูมิ 📍บุญบั้งไฟ อ.เนินสง่า📆2-3 พ.ค. 69   นครพนม 📍บุญบั้งไฟบ้านพุ่มแก อ.นาแก 📆29 เม.ย. -1 พ.ค. 69   นครราชสีมา 📍บุญบั้งไฟ อ.โนนแดง📆2-3 พ.ค. 69   หนองคาย 📍บุญบั้งไฟเดือนหก อ.เมืองหนองคาย📆1-4 พ.ค. 69   บึงกาฬ 📍บุญบั้งไฟ อ.เหล่าทอง📆9-10 พ.ค. 69 ร้อยเอ็ด 📍บุญบั้งไฟ อ.พนมไพร📆30 พ.ค.-1 มิ.ย. 69 เป็นสนามที่มีการจุดบั้งไฟมากที่สุดในประเทศ 📍บุญบั้งไฟลายศรีภูมิ อ.สุวรรณภูมิ📆30 พ.ค.-7 มิ.ย.

จากตำนานพญาคันคาก สู่เปลวไฟบูชาแถน พาเปิดเบิ่งตัวอย่าง “งานประเพณีบุญบั้งไฟ” ทั่วแดนอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเทียบเบิ่ง จังหวัดใหม่ VS จังหวัดเดิม ในภาคอีสาน ที่ขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน🗺️📊📈

เปิดข้อมูลสองเมืองแฝดแห่งอีสานกลาง เมื่อ “กาฬสินธุ์” เมืองน้ำดำผู้มั่งคั่งด้วยศิลปวัฒนธรรม กับ “มหาสารคาม” ตักศิลาแห่งภาคอีสาน หากนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันจะเห็นได้ว่า กาฬสินธุ์ดูจะได้เปรียบด้วยพื้นที่ขนาดเกือบ 7 พันตารางกิโลเมตร และจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า แต่พอดู GPP หรือมูลค่าเศรษฐกิจรวม กลับกลายเป็น มหาสารคาม ที่คว้าชัยไปครองด้วยตัวเลข 72,169 ล้านบาท ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวสารคามมีรายได้ทิ้งห่างเพื่อนบ้านเกือบหมื่นบาทต่อปี เมื่อลงไปดูธุรกิจในพื้นที่ เราจะเห็นความต่าง คือ บจก.อุตสาหกรรมน้ำตาลอีสาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้โชว์ศักยภาพการผลิตระดับยักษ์ใหญ่ กวาดรายได้ทะลุ 2,362 ล้านบาท แต่ด้วยต้นทุนและกลไกตลาดเกษตร ทำให้เหลือกำไรเพียง 72 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ บจก.มหาสารคาม เบเวอเรช รายได้อาจจะน้อยกว่า แต่กลับทำกำไรพุ่งถึง 110 ล้านบาท แม้สารคามจะกินขาดเรื่องกำไรธุรกิจ แต่ถ้าพูดถึงแรงดึงดูดกาฬสินธุ์คือผู้ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ กาฬสินธุ์ กวาดนักท่องเที่ยวไปกว่า 2.5 ล้านคนในปีล่าสุด สร้างรายได้เข้าจังหวัดมหาศาลกว่า 3 พันล้านบาท มากกว่ามหาสารคามเกือบ 3 เท่า อีกทั้งกาฬสินธุ์ยังมี “ผ้าไหมแพรวา” ซึ่งไม่ใช่แค่ผ้าทอ แต่เป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ตีค่าเป็นเงินได้มหาศาล รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างพุทรานมและกุ้งก้ามกราม สรุปคือ มหาสารคาม เป็นเมืองที่เติบโตจากภายใน ขับเคลื่อนด้วยพลังคนหนุ่มสาวและนิสิตนักศึกษา เกิดวงจรการใช้จ่ายหมุนเวียนในจังหวัดอย่างคึกคักผ่านห้างร้านและสถานศึกษา ในขณะที่กาฬสินธุ์ กำลังแปลงโฉมตัวเองจากเมืองเกษตรแบบดั้งเดิม สู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติมาสร้างจุดขาย จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนทั่วประเทศต้องมาเยือนนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า – กรมทรัพย์สินทางปัญญา   ติดตาม ISAN Insight ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsight #อีสาน #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ISAN #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน#เศรษฐกิจอีสาน #กาฬสินธุ์ #มหาสารคาม #จังหวัดในภาคอีสาน

🔎พาเทียบเบิ่ง จังหวัดใหม่ VS จังหวัดเดิม ในภาคอีสาน ที่ขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน🗺️📊📈 อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top