พามาเบิ่ง โครงการใหม่หลังคนละครึ่ง
โครงการคนละครึ่งถือเป็นมาตรการเรือธงที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากมาตลอดหลายปี ล่าสุดรัฐบาลเดินหน้า เฟส 2 โดยปรับเพิ่มวงเงินให้กับประชาชนกลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อน สูงสุดถึง 4,000 บาท/คน ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” เพื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้าน SME และผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับแรงกระแทกโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จุดที่น่าสนใจของเฟสนี้ไม่ใช่แค่เงินที่เติมเข้าไป แต่เป็น “การเพิ่มทักษะ” ให้ร้านค้าด้วย ผ่านการ Upskill/Reskill 3 ทางเลือก เช่น การขึ้นเป็นร้านค้าในแพลตฟอร์ม Food Delivery การอบรมออนไลน์กับธนาคารออมสิน หรือการเรียนผ่าน DBD Academy สิ่งนี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้ต้องการแค่เพิ่มยอดขายให้ร้านค้า แต่ต้องการยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้ทำธุรกิจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต เมื่อกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ร้านค้าขายได้มากขึ้น และมีทักษะการขายผ่านออนไลน์มากขึ้น เศรษฐกิจท้องถิ่นก็จะฟื้นตัวเป็นลำดับคล้าย “น้ำซึมลงดิน” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไปพร้อมกัน หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือ “ขั้นตอนอนุมัติที่ล่าช้า” ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเลที่จะเลือกไทยเป็นฐานการผลิตใหม่ รัฐบาลจึงออกมาตรการ Thailand Fastpass เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติด้านการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและเขต EEC ให้เร็วขึ้น 20–50% โดยเฉพาะโครงการในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องการดึงเข้าประเทศ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์ครบวงจร และอุตสาหกรรมดิจิทัล ด้านแรงงาน รัฐตั้งเป้า Upskill/Reskill แรงงานกว่า 100,000 ราย แบ่งเป็นนักศึกษา 30,000 ราย และแรงงานที่ต้องการปรับทักษะ 70,000 ราย เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ เกษตรชีวภาพ หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หากมาตรการนี้ทำได้ตามเป้าหมาย จะเป็นเหมือน “การลดแรงเสียดทานทางระบบราชการ” ทำให้ไทยมีความได้เปรียบมากขึ้นในการแข่งขันกับเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ที่เร่งปรับตัวด้านการลงทุนอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% ของ GDP กลายเป็น “แรงกดดันใหญ่ที่สุด” ของเศรษฐกิจไทย เพราะประชาชนจำนวนมากไม่สามารถจับจ่าย ลงทุน หรือขยับตัวทางเศรษฐกิจได้ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จึงถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหา NPL ของลูกหนี้รายย่อยโดยเฉพาะ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะเข้ามารับซื้อหนี้เสียจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ เช่น: ลดดอกเบี้ย ตัดดอกเบี้ยค้าง ยืดเวลาชำระ เจรจาให้ยอดหนี้เหมาะสมกับรายได้จริงของลูกหนี้ จุดสำคัญคือเมื่อปิดหนี้ได้ ลูกหนี้จะ “หลุดจากสถานะ NPL” ทำให้สามารถกลับมาสร้างประวัติเครดิตและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ๆ ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่ ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่แค่โครงการแก้หนี้ แต่เป็น “ทางออกให้คนกลับมาใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง” อ้างอิง กรุงเทพธุรกิจ, MGR online, ธนาคารแห่งประเทศไทย, บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด, ไทยรัฐ, กระทรวงการคลัง
พามาเบิ่ง โครงการใหม่หลังคนละครึ่ง อ่านเพิ่มเติม »










