ISAN Insight

เกินครึ่งในอีสานเข้าสู่สังคมสูงวัย ยังคงใช้แรงทำเงินด้วยภาระที่มี

สังคมสูงวัยในภาคอีสานกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างรายได้และความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุในภาคนี้กลับอยู่ในจุดที่เปราะบางกว่าภาคอื่นของประเทศ เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุในปี 2567 พบว่าผู้สูงอายุภาคอีสาน 39.1% ระบุว่าบุตรเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภาคของประเทศ ตามมาด้วยรายได้จากการทำงานเอง 34.7% เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 16.2% และรายได้จากแหล่งอื่น 10.0% สัดส่วนที่ผู้สูงอายุอีสานพึ่งพิงบุตรในระดับสูงเช่นนี้สะท้อนค่านิยมของครอบครัวอีสานที่ลูกหลานยังคงดูแลพ่อแม่อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งลูกที่ย้ายออกไปทำงานในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็ยังส่งเงินกลับมาเกื้อหนุนพ่อแม่ในสัดส่วนที่มากกว่าบุตรที่อยู่อาศัยร่วมบ้านด้วยซ้ำ บริบทดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะคนวัยทำงานจำนวนมากในอีสานย้ายออกไปหารายได้นอกพื้นที่ ทำให้เงินที่ส่งกลับมากลายเป็นเสาหลักทางการเงินของผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่ ร่วมกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่รัฐจัดสรรให้ และเมื่อมองในภาพรวมแล้วจะพบว่าผู้สูงอายุภาคอีสานราว 90% มีรายได้จากแหล่งที่ไม่ใช่รายได้แบบ Passive Income ที่ตนเองสร้างขึ้น เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าเช่า หรือผลตอบแทนจากการลงทุน แต่พึ่งพิงเงินจากบุตร การทำงาน หรือเบี้ยยังชีพเป็นหลัก ฐานะทางการเงินของผู้สูงอายุอีสานจึงผันแปรไปตามสภาพเศรษฐกิจของบุตรหลานและนโยบายรัฐมากกว่าทรัพย์สินของตนเอง ปัญหาที่ตามมาคือเงินที่บุตรหลานส่งมาเลี้ยงดูพ่อแม่อาจไม่เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้สูงอายุอีสานจำนวนมากไม่มีเงินออมสะสมไว้ใช้ในวัยชรา ข้อมูลการออมของผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุอีสาน 39.0% ไม่มีเงินออมเลย และอีก 42.1% มีเงินออมต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บในมูลค่าที่น้อยเกินกว่าจะใช้ได้ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ มีเพียง 18.8% เท่านั้นที่มีเงินออมตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป เพราะเงินออมไม่เพียงพอ ผู้สูงอายุอีสานจำนวนมากจึงยังต้องทำงานหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองควบคู่ไปกับการรับเงินจากบุตรหลานและเบี้ยยังชีพ ข้อมูลการทำงานของผู้สูงอายุจำแนกตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ชี้ว่าผู้สูงอายุอีสานที่ทำงานกว่า 80.6% อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าทุกภาคของประเทศมาก ขณะที่ภาคกลางและภาคเหนือมีผู้สูงอายุทำงานในภาคเกษตรกรรมเท่ากันที่ 66.0% ขณะที่ภาคใต้อยู่ที่ 39.6% และกรุงเทพมหานครมีเพียง 0.6% เท่านั้น ในทางตรงข้าม ผู้สูงอายุอีสานทำงานในภาคการค้าและบริการเพียง 16.4% ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภาคกลาง 25.9% ภาคเหนือ 8.8% ภาคใต้ 49.9% และกรุงเทพมหานครที่สูงถึง 86.8% ส่วนภาคการผลิตก็มีผู้สูงอายุอีสานทำงานอยู่น้อยที่สุดเช่นกันที่ 3.0% โครงสร้างการทำงานที่กระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรมเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้สูงอายุอีสาน เพราะภาคเกษตรกรรมเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ให้รายได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภาคอื่น โดยผู้สูงอายุที่ทำงานในภาคเกษตรกรรมของอีสานมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 7,080 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ของผู้สูงอายุทำงานทั้งประเทศที่อยู่ที่ 7,156 บาทต่อเดือน เมื่อรายได้จากการทำงานอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ ผู้สูงอายุอีสานจึงยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากบุตรหลานควบคู่กันไปดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น เมื่อตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้สูงอายุอีสานจึงยังคงทำงานต่อไปแม้จะอยู่ในวัยที่ควรพักผ่อน คำตอบแบ่งออกเป็นสองสาเหตุหลักตามข้อมูล สาเหตุแรกคือผู้สูงอายุอีสาน 51.9% ยังคงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและยังมีแรงทำงานอยู่ จึงเลือกทำงานต่อเพื่อให้มีเงินเลี้ยงชีพไปเรื่อยๆ ส่วนสาเหตุที่สองคือผู้สูงอายุอีสาน 41.4% จำเป็นต้องทำงานเพราะมีภาระต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือตนเอง หรือยังมีหนี้สินที่ต้องชำระอยู่ แม้จะผ่านวัยเกษียณมาแล้วก็ตาม ที่เหลืออีก 6.6% ทำงานด้วยเหตุผลอื่น จากจำนวนผู้สูงอายุอีสานที่ทำงานทั้งหมด 1,404,969 คน ในด้านของภาระหนี้สิน ภาคอีสานมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ยังมีหนี้สินอยู่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นทั้งหมด คิดเป็น 58.50% ของผู้สูงอายุในภาค ขณะที่มีผู้สูงอายุที่ไม่มีหนี้สินอยู่ 41.50% เมื่อแยกเป็นรายจังหวัดพบว่าจังหวัดบุรีรัมย์มีสัดส่วนผู้สูงอายุมีหนี้สินสูงที่สุดถึง 69.6% ตามมาด้วยมหาสารคาม 66.7% และ หนองบัวลำภู 66.1% ภาระหนี้สินที่กระจายตัวอยู่ในระดับสูงเช่นนี้มีปัจจัยมาจากรายได้ภาคเกษตรที่ไม่แน่นอนในแต่ละฤดูกาล ประกอบกับข้อจำกัดด้านโอกาสทางเศรษฐกิจของพื้นที่ เมื่อรายได้จากการทำงานในวัยเกษียณยังอยู่ในระดับต่ำตามที่กล่าวไปแล้ว หนี้สินที่มีอยู่เดิมจึงยังคงค้างอยู่และกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องทำงานต่อไป การเข้าสู่สังคมสูงวัยของอีสานจึงอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้สินให้รุนแรงขึ้นไปอีก เพราะภาระดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุตกอยู่กับคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับหนี้สินของตนเองไปพร้อมกัน ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณของคนรุ่นถัดไป และก่อให้เกิดวงจรปัญหาทางการเงินที่ส่งต่อจากคนสูงวัยรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นถัดไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาเรียงต่อกันจะเห็นภาพความเชื่อมโยงที่ชัดเจนของสังคมสูงวัยอีสาน เริ่มจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพิงภาคเกษตรกรรมเป็นหลักทำให้รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ รายได้ที่ต่ำนำไปสู่การออมเงินที่ไม่เพียงพอ เมื่อเงินออมไม่พอใช้ในวัยชรา […]

เกินครึ่งในอีสานเข้าสู่สังคมสูงวัย ยังคงใช้แรงทำเงินด้วยภาระที่มี อ่านเพิ่มเติม »

“แรงงานนอกระบบ” ล้นอีสาน ผลเสียของเศรษฐกิจที่แรงงานไม่ได้เลือกเอง

แรงงานในภาคอีสาน 3 ใน 4 เป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีหลักประกัน แรงงานนอกระบบ คือ ผู้ที่ทำงานแบบไม่มีนายจ้างหรือสัญญาจ้าง และไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายแรงงาน แรงงานเหล่านี้จำเป็นต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมและมีสภาพการทํางานที่ไม่ได้มาตรฐาน และถ้าถามว่าภาคไหนของไทยมีคนกลุ่มนี้เยอะที่สุด คำตอบคือ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” อีสานเรานี่เองครับ ปัญหารากลึกที่ฝั่งตัวมายาวนาน จากการสำรวจแรงงานนอกระบบของสำนักงานสถิติแห่งชาติตั้งแต่ปี 2548 ภาคอีสานคือภาคที่มีแรงงานนอกระบบมากที่สุดตลอดมา โดยในปี 2568 ภาคอีสานมีแรงงานนอกระบบอยู่ 7.3 ล้านคน ทิ้งห่างอันดับสองอย่างภาคกลางที่มีอยู่ 4.5 ล้านคน เทียบจำนวนแรงงานนอกระบบรายภาค ภาคอีสาน 7.3 ล้านคน ภาคกลาง 4.5 ล้านคน ภาคเหนือ 4.2 ล้านคน ภาคใต้ 2.7 ล้านคน กทม. 1.4 ล้านคน เทียบสัดส่วนแรงงานนอกระบบรายภาค ภาคอีสาน 75.7% ภาคเหนือ 68.2% ภาคใต้ 52.0% ภาคกลาง 35.3% กทม. 24.7% ไม่ใช่แค่สัดส่วนที่สูงสุด แต่ จำนวนคนก็มากสุดด้วย — ปี 2566 อีสานมีแรงงานนอกระบบราว 7.4 ล้านคน มากที่สุดในบรรดาทุกภาค กล่าวสั้นๆคือ หากเราเดินผ่านคนอีสานที่มีงานทำ 10 คน มีราว 7–8 คนที่ทำงานโดย “ไม่มีตาข่ายรองรับ” หากวันหนึ่งเจ็บป่วย ตกงาน หรือแก่ตัวลง ผลเสียต่อเศรษฐกิจจากแรงงานนอกระบบ แม้ว่าแรงงานนอกระบบจะสามารถพบได้ทั่วไปในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่ผลเสียของแรงงานนอกระบบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจทั้งระดับภูมิภาคและประเทศนั้น เป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจในด้านต่างๆ รายได้ต่ำและไม่แน่นอน เลยออมไม่ได้: งานวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ชี้ว่าแรงงานนอกระบบมักได้ค่าแรงเป็นรายวัน/รายชั่วโมง ไม่มีสัญญาแน่นอน รายได้จึงต่ำและผันผวน ทำให้ “เงินออมไม่พอ” และเปราะบางมาก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจต่างๆ แรงงานกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกทำให้ออกจากงาน เนื่องจากไม่มีกฏหมายแรงงานคุ้มครองทำให้ “เงินออมไม่พอ” และเปราะบางมาก โดยเฉพาะตอนเจอวิกฤต ติด “กับดักรายได้น้อย” ของภาค: สภาพัฒน์ระบุว่า อีสานสร้างรายได้ให้ประเทศราว 10.1% ของ GDP แต่เพราะคนเยอะ รายได้ต่อหัวจึงเกือบต่ำสุด (ปี 2567) คนอีสานมีรายได้เฉลี่ยราว 104,122 บาท/คน/ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ราว 266,103 บาท/คน/ปี เศรษฐกิจที่พึ่งแรงงานนอกระบบรายได้น้อยจำนวนมาก จึงเติบโตยาก เปราะบาง และเลื่อนฐานะทางสังคมได้ยาก กองทุนสวัสดิการบางลงและการสัมฤทธิผลของนโยบายภาครัฐที่ไม่เต็มที่: เมื่อคนส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ เงินที่ควรหมุนเข้าระบบภาษีและกองทุนประกันสังคมก็น้อยลง อีกทั้งแรงงานนอกระบบนั้นไม่สามารถรับผลของนโยบายหรือมาตรการณ์ภาครัฐได้อย่างเต็มที่ จากนโยบายหรือมาตรการณ์ของรัฐที่คาดเคลื่อน เพราะขาดแคลนข้อมูลหรือเนื้อหาสำคัญของแรงงานทั้งหมดของประเทศ แล้วทำไมคนอีสานส่วนใหญ่ “ยังเลือก” อยู่นอกระบบ? คำถามคือ เขาเลือกเองหรือสภาพแวดล้อมบีบให้เลือก?

“แรงงานนอกระบบ” ล้นอีสาน ผลเสียของเศรษฐกิจที่แรงงานไม่ได้เลือกเอง อ่านเพิ่มเติม »

ทำธุรกิจกับเพื่อนใครว่าไม่รุ่ง 2 เพื่อนซี้รั้ว มข. ปั้นคลินิกอีสานสู่ 27 สาขาทั่วประเทศใน 5 ปี

มีคำเตือนที่ผู้คนมักได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อใครสักคนคิดจะลงทุนทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนสนิทว่า ความใกล้ชิดอาจกลายเป็นต้นตอของความขัดแย้ง เสียทั้งเงินและเสียทั้งความสัมพันธ์ไปในคราวเดียว แต่เรื่องราวของ คลาส คลินิก กลับพิสูจน์ให้เห็นตรงกันข้าม เพราะแบรนด์ความงามที่เกิดขึ้นจากมิตรภาพของสองศิษย์เก่ารั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่าง ภัทรเมธี พรหมพิทักษ์ หรือ คลัง และ วัชรีภรณ์ ไวยบุตร หรือ แบม สามารถเติบโตจากร้านขายสินค้าออนไลน์ขนาดเล็กสู่คลินิกความงามที่มีมากกว่า 27 สาขาทั่วประเทศได้ภายในเวลาเพียงห้าปี และกำลังก้าวสู่สาขาที่สามสิบในปีที่หกของการดำเนินธุรกิจ ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนในคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยคลังเรียนสาขาการตลาด ส่วนแบมเรียนสาขาการเงิน ความแตกต่างทางความถนัดของทั้งสองกลับกลายเป็นจิ๊กซอว์ที่ลงตัวเมื่อต้องมาบริหารกิจการร่วมกัน เพราะฝ่ายหนึ่งมองเห็นโอกาสในตลาดและรู้จักการสื่อสารกับลูกค้า ขณะที่อีกฝ่ายควบคุมตัวเลขและโครงสร้างต้นทุนได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นคลินิกนั้นเรียบง่ายมาก ทั้งคู่ลองทำธุรกิจออนไลน์จำหน่ายสินค้าด้านสุขภาพและความงามหลังเรียนจบ กระบวนการนั้นทำให้พวกเขาได้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด รู้ว่าคนซื้ออะไร กลัวอะไร และต้องการอะไรที่ตลาดยังไม่ได้ตอบโจทย์ ความเข้าใจตรงนั้นเองที่กลายมาเป็นรากฐานของธุรกิจคลินิกความงามที่ทั้งคู่ตัดสินใจสร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเอง สาขาแรกเปิดในย่านกังสดาลและย่านหอกาญจนาภิเษก พื้นที่ติดกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นทำเลที่คึกคักและเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวตลอดทั้งวัน ทั้งนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงคนทำงานในพื้นที่โดยรอบ แนวคิดตั้งต้นของพวกเขาชัดเจนมากคือต้องการให้ทุกคนเข้าถึงบริการเวชศาสตร์ความงามได้ในราคาที่ไม่ต้องคิดหนัก แต่ได้มาตรฐานทางการแพทย์เต็มร้อย ไม่ใช่คลินิกราคาถูกที่แลกมาด้วยการลดทอนคุณภาพ หัวใจสำคัญที่ทำให้คลาส คลินิก แตกต่างจากคู่แข่งในช่วงแรกคือการเข้าใจว่า ความกลัวของลูกค้าคือสิ่งที่ต้องถูกขจัดออกไปก่อน ในฐานะที่ตัวเองเคยเป็นผู้ใช้บริการคลินิกความงามมาก่อน ทั้งคลังและแบมรู้ดีว่าความหวาดระแวงเป็นกำแพงสูงที่สุดสำหรับคนที่อยากปรับปรุงรูปลักษณ์แต่ยังลังเลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลว่าจะโดนฉีดยาปลอม กลัวผลลัพธ์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือรู้สึกอึดอัดที่ถูกพนักงานกดดันให้ซื้อแพ็กเกจแพงๆ โดยไม่จำเป็น คลาส คลินิก จึงสร้างระบบที่ให้ลูกค้าตรวจสอบทุกอย่างด้วยตัวเองก่อนเริ่มการรักษา ตั้งแต่ดูสภาพขวดของตัวยา ตรวจเลขทะเบียนรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไปจนถึงเช็กหมายเลขลอตการผลิตกับบริษัทผู้นำเข้าโดยตรง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นแบรนด์ระดับสากลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโบท็อกซ์จากแอลเลอร์แกนของสหรัฐอเมริกา หรือแบรนด์ยอดนิยมจากเกาหลีใต้อย่างนาโบตะและฮิวเจล รวมถึงฟิลเลอร์คุณภาพสูงอย่างนิวรามิส และยังเปิดให้ลูกค้านำกล่องและขวดที่ใช้แล้วกลับบ้านได้ทันที เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ได้รับไปนั้นของแท้ทุกกรณี นโยบายที่สร้างความประทับใจไม่แพ้กันคือการปฏิเสธการขายแบบกดดัน พนักงานและทีมแพทย์ทุกคนได้รับการฝึกอบรมมาให้ประเมินปัญหาและให้คำปรึกษาตรงไปตรงมา การคำนวณค่าใช้จ่ายจะอ้างอิงจากงบประมาณที่ลูกค้ากำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่มีการยัดเยียดบริการใดแทรกเข้ามา บรรยากาศภายในสาขาถูกออกแบบในสไตล์โมเดิร์นมินิมอลที่โล่ง สะอาด ให้ความรู้สึกผ่อนคลายคล้ายร้านกาแฟมากกว่าสถานพยาบาล เพราะพวกเขาเชื่อว่าความรู้สึกสบายใจของลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาสำคัญพอๆ กับคุณภาพของการรักษา ผลที่ได้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขที่พูดแทนตัวเองได้ดี อัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำสูงถึง 70%  ซึ่งในอุตสาหกรรมคลินิกความงามที่มีคู่แข่งหนาแน่น ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก และเป็นหลักฐานที่บอกว่าลูกค้าไม่ได้แค่กลับมาเพราะราคา แต่เพราะไว้วางใจ ด้านมาตรฐานทางการแพทย์ ทีมแพทย์ของคลาส คลินิก ยึดถือปรัชญาการสร้างความงามที่เป็นธรรมชาติ โดยวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าของลูกค้าแบบรายบุคคลอย่างละเอียดก่อนออกแบบตำแหน่งการฉีดและปริมาณตัวยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรูปหน้าแต่ละคน แนวทางนี้ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาหน้าแข็งตึงที่มักเกิดจากการใช้ยาในปริมาณที่ไม่ถูกต้องหรือเทคนิคที่ขาดความชำนาญ พร้อมกันนั้น คลินิกยังมีนโยบายนัดตรวจประเมินผลการรักษาสองถึงสามสัปดาห์หลังทำหัตถการ และให้บริการแก้ไขหรือย้ำตัวยาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หากผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ เพื่อรักษาระดับมาตรฐานของทีมแพทย์ให้ทันเทรนด์สากล คลาส คลินิก ส่งแพทย์เดินทางไปเกาหลีใต้เพื่ออัปเดตเทคนิคการรักษาและศึกษากายวิภาคศาสตร์เพิ่มเติมเป็นประจำ เกาหลีใต้ถือเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมเวชศาสตร์ความงามระดับโลก และการลงทุนในการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องทำให้แพทย์ของคลินิกสามารถรับมือกับเคสที่มีความซับซ้อนและปรับแต่งเทคนิคให้เข้ากับโครงสร้างใบหน้าของคนไทยได้อย่างแม่นยำ บริการของคลาส คลินิก ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ แต่ยังมีเทคโนโลยีหลากหลายที่รองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงวัย เทคโนโลยียกกระชับด้วยเครื่อง Ultramax HIFU ยกกระชับหน้าเรียวแบบไม่ต้องผ่าตัด โปรแกรม Rejuran skin ทรีทเม้นท์กู้ผิวฉ่ำ รูขุมขนกระชับ การเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่ 27 สาขาใน 5 ปีนั้นเกิดขึ้นได้เพราะระบบบริหารที่วางมาอย่างรอบคอบ ผู้บริหารทั้งสองยึดหลักการทำงาน 4 ข้อหลักคือ ความรวดเร็วในการตอบสนองลูกค้า การให้ความปลอดภัยเป็นเป้าหมายสูงสุด ความยืดหยุ่นในการปรับตัว และการสื่อสารกับทีมงานอย่างสม่ำเสมอ หลักการเหล่านี้ช่วยให้พนักงานกว่าห้าร้อยชีวิตทั่วประเทศสามารถยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกันได้โดยไม่ขาดเอกภาพ เครือข่ายสาขาของคลาส คลินิก ขยายครอบคลุมทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคเหนือ 

ทำธุรกิจกับเพื่อนใครว่าไม่รุ่ง 2 เพื่อนซี้รั้ว มข. ปั้นคลินิกอีสานสู่ 27 สาขาทั่วประเทศใน 5 ปี อ่านเพิ่มเติม »

สรรพากรไม่ใช่คนน่ากลัว ถ้าทำทุกอย่างถูกกฎหมาย

มีคำไม่กี่คำในภาษาไทยที่สร้างความรู้สึกกังวลและหวาดระแวงได้เร็วเท่าคำว่า “ภาษี” หรือ “กรมสรรพากร” บางคนได้ยินแล้วถึงขั้นขนลุก บางคนเลือกจะไม่คิดถึงมันเลยจนกว่าจะไม่มีทางเลี่ยง และอีกหลายคนรู้สึกว่าถ้าเงียบเสียงไว้ก็อาจจะรอดตัวไปได้ ความกลัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ข่าวการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหลักล้าน กรณีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะถูกประเมินเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจนไม่มีทางชำระ หรือบทความที่วนซ้ำตามโซเชียลมีเดียว่า “ขายของออนไลน์ระวังโดนภาษี” ล้วนสร้างภาพจำว่าสรรพากรคือจอมโหดที่รอจังหวะเอาเงินเก็บทั้งชีวิตไป นอกจากความกลัวเชิงอารมณ์แล้ว ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เพิ่มความรู้สึกกดดันให้หนักขึ้น ประมวลรัษฎากรเต็มไปด้วยภาษากฎหมายที่ซับซ้อน มีเงื่อนไข ข้อยกเว้น และอัตราการหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันตามลักษณะอาชีพ คนทั่วไปจึงรู้สึกว่าการทำภาษีให้ถูกต้องเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และถ้าหากเข้าสู่ระบบอย่างเต็มตัว ก็อาจต้องนำรายได้ไปจ่ายภาษีจนหมด ไม่เหลือกำไรให้หล่อเลี้ยงธุรกิจ แต่ความเป็นจริงคือความกลัวเหล่านี้มักอยู่บนความเข้าใจผิด ระบบภาษีของไทยถูกออกแบบมาอย่างมีโครงสร้างและมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ผู้ที่ยื่นภาษีอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอแทบไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลัวอะไรเลย สรรพากรไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าเราเข้าใจกติกาและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างโปร่งใส ภาษีคืออะไร และทำไมทุกคนที่มีรายได้จึงต้องเกี่ยวข้อง ภาษีคือเงินที่รัฐจัดเก็บจากประชาชนและนิติบุคคลที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อนำไปเป็นงบประมาณในการบริหารและพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การสาธารณสุข และการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือนักลงทุน หากมีรายได้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบภาษีทั้งนั้น การมองภาษีว่าเป็น “การถูกยึดเงิน” อย่างไร้เหตุผลนั้นเป็นมุมมองที่นำไปสู่ความเครียดโดยไม่จำเป็น ในทางกลับกัน การเสียภาษีอย่างถูกต้องเปิดประตูสู่ผลประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการ การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้า และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสบายใจที่ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าจะมีจดหมายเรียกตัวจากกรมสรรพากรส่งมาถึงบ้านเมื่อใด ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ทำความเข้าใจตั้งแต่ต้น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ได้มีเพียงแค่บุคคลธรรมดาทั่วไปที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่กฎหมายยังครอบคลุมไปถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี และกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งด้วย สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ “เงินได้” ที่ต้องนำมาเสียภาษีนั้นไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดที่รับมาเป็นตัวเลข แต่ตามกฎหมายแล้ว เงินได้พึงประเมินยังรวมถึงทรัพย์สินที่อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ เงินค่าภาษีอากรที่ผู้อื่นออกแทนให้ และเครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือหากนายจ้างให้พักบ้านพักฟรี มูลค่าของที่พักนั้นถือเป็นรายได้ด้วยเช่นกัน รายได้ 8 ประเภทตามมาตรา 40 กฎหมายได้แบ่งหมวดหมู่ของเงินได้พึงประเมินออกเป็น 8 ประเภท หรือที่เรียกกันว่ามาตรา 40(1)-(8) เพื่อให้ง่ายต่อการกำหนดวิธีการหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของอาชีพ รายได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) คือเงินได้จากการจ้างแรงงาน ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง บำเหน็จบำนาญ และประโยชน์อื่นที่ได้จากนายจ้าง สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่เมื่อรวมกับรายได้ประเภทที่ 2 แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท รายได้ประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40(2) คือเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ชั่วคราว เช่น ค่านายหน้า ค่าจ้างฟรีแลนซ์ หรือการรับจ้างทำของเป็นครั้งคราว รายได้ประเภทที่ 3 ตามมาตรา 40(3) คือเงินได้จากค่าลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ หรือเงินรายปีที่ได้จากพินัยกรรมหรือคำพิพากษาของศาล สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือจะเลือกหักตามจริงก็ได้ รายได้ประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40(4) คือเงินได้จากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้หักค่าใช้จ่าย

สรรพากรไม่ใช่คนน่ากลัว ถ้าทำทุกอย่างถูกกฎหมาย อ่านเพิ่มเติม »

ถอดรหัส Tasuko พลิกโฉมมันสำปะหลังอีสาน สู่ Superfood เจาะตลาดโลก

ปฐมบท UBE Group ปฏิวัติวงการมันสำปะหลัง แบรนด์ Tasuko ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ บริษัท อุบลซันฟลาวเวอร์ จำกัด (UBS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ UBE Group จังหวัดอุบลราชธานี จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากการมองเห็น Pain Point ของมันสำปะหลัง ที่มักถูกกดราคาและแปรรูปเป็นเพียงแป้งมันหรือมันเส้นสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป ทางทีมวิจัยของบริษัทจึงได้พัฒนานวัตกรรมการผลิต “ฟลาวมันสำปะหลัง” (Cassava Flour) ซึ่งมีความแตกต่างจากแป้งมันสำปะหลัง (Tapioca Starch) ทั่วไป ตรงที่การผลิตฟลาวจะนำหัวมันมาบดทั้งหัว ทำให้ยังคงคุณค่าทางโภชนาการและไฟเบอร์ไว้ได้ และคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือปราศจากกลูเตน (Gluten-Free) โดยธรรมชาติ จึงสามารถนำไปใช้ทำเบเกอรี่ทดแทนแป้งสาลีได้ นี่คือจุดกำเนิดของการเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็น Superfood ขอบคุณภาพจาก: ThaiPUBLICA (ไทยพับลิก้า) “อุบลโมเดล” และการสร้างห่วงโซ่คุณค่าเบื้องหลังความสำเร็จของ UBE Group ความน่าสนใจของ Tasuko ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงงาน แต่อยู่ที่แปลงปลูก บริษัทตระหนักดีว่าการจะผลิตสินค้าพรีเมียมระดับโลกได้ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่คุณภาพของดิน จึงเกิดโครงการอุบลโมเดล (Ubon Model) โดยบริษัทได้ทำ Contract Farming เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียง หันมาปลูกมันสำปะหลังแบบออร์แกนิกไม่ใช้สารเคมี กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ทำให้บริษัทได้วัตถุดิบที่สะอาดและตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่ยังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนในภาคอีสานอีกด้วย การก้าวเข้าสู่ตลาดของ UBE Group และการกำเนิดของ Tasuko ในระยะแรก บริษัทเริ่มต้นจากการทำตลาดองค์กร (B2B) โดยส่งออกฟลาวมันสำปะหลังในรูปแบบวัตถุดิบให้กับโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในต่างประเทศที่ต้องการผลิตอาหาร Gluten-Free ต่อมาเมื่อเทรนด์สุขภาพในประเทศไทยเริ่มเติบโต บริษัทจึงเปิดตัวแบรนด์ Tasuko อย่างเป็นทางการเพื่อรุกตลาดผู้บริโภค (B2C) โดยวางจำหน่ายใน Modern Trade ชั้นนำ และเพื่อลดกำแพงการใช้งานของผู้บริโภค Tasuko ได้ฉีกกรอบด้วยการทำผลิตภัณฑ์กลุ่ม “แป้งผสมสำเร็จรูป” (Premix) เช่น แป้งแพนเค้ก แป้งบราวนี่ และแป้งชุบทอด ทำให้การทำอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนไทย อาวุธลับของ Tasuko ที่ใช้เจาะตลาดต่างประเทศ การนำผลิตภัณฑ์อาหารไปวางขายในตลาดตะวันตกไม่ใช่เรื่องง่าย Tasuko สามารถเจาะตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้สำเร็จ เพราะมีอาวุธสำคัญคือ ใบรับรองมาตรฐานระดับโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกที่เข้มงวดที่สุด ทั้ง USDA Organic (สหรัฐอเมริกา) และ EU Organic (สหภาพยุโรป) นอกจากนี้ ยังสามารถเจาะตลาดเอเชียที่มีมาตรฐานสูงอย่างญี่ปุ่นด้วยการคว้าใบรับรอง JAS (Japanese Agricultural Standard) มาครองได้สำเร็จ การมีเครื่องการันตีเหล่านี้ ทำให้ Tasuko สามารถวาง Positioning ของตัวเองในตลาดโลกได้ในฐานะ “Plant-based & Gluten-Free Superfood” ไม่ใช่เพียงแค่แป้งราคาถูกจากเอเชีย โดยจากข้อมูลรายงานประจำปีปี 2568 ทาง UBE Group มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศกว่า 1

ถอดรหัส Tasuko พลิกโฉมมันสำปะหลังอีสาน สู่ Superfood เจาะตลาดโลก อ่านเพิ่มเติม »

พระอารามหลวงวรวิหารในอีสาน เส้นทางสายบุญที่ไม่ควรพลาด

พระอารามหลวง หรือที่เรียกกันติดปากว่า วัดหลวง คือศาสนสถานที่มีความสำคัญยิ่งในประเทศไทย ไม่เพียงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมาแต่โบราณ โดยนิยามแล้ว พระอารามหลวงหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้างหรือทรงบูรณปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ รวมถึงวัดที่ผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นวัดหลวง ตลอดจนวัดราษฎร์ที่มีความงดงาม ทรงคุณค่าทางศิลปกรรมหรือประวัติศาสตร์ จนได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเพื่อรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถานะดังกล่าวทำให้วัดได้รับการดูแลเป็นพิเศษและมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีและรัฐพิธีของบ้านเมือง การแบ่งลำดับชั้นพระอารามหลวง เดิมทีในสมัยโบราณยังไม่มีการจัดระบบชั้นอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2458 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบและแบ่งลำดับชั้นพระอารามหลวงออกเป็น 3 ชั้น เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและงานพระราชพิธีต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ชั้นสูงสุดคือ พระอารามหลวงชั้นเอก ซึ่งมักเป็นวัดประจำรัชกาล วัดที่มีเจดียสถานสำคัญเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ หรือเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระบรมสารีริกธาตุคู่บ้านคู่เมือง ถัดมาคือ พระอารามหลวงชั้นโท ซึ่งมักเป็นวัดที่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ทรงสร้าง หรือมีศิลปกรรมล้ำค่าเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ชาติ และชั้นสุดท้ายคือ พระอารามหลวงชั้นตรี ซึ่งพบกระจายอยู่มากที่สุดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นวัดศูนย์รวมจิตใจในระดับภูมิภาคหรือระดับจังหวัดที่ได้รับการยกฐานะขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ชุมชน นอกจากลำดับชั้น ในแต่ละชั้นยังมีระดับย่อยที่เรียกว่า “ชนิด” โดยสังเกตได้จาก “สร้อยนาม” ต่อท้ายชื่อวัด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับศักดิ์ของวัดนั้น คำว่า “ราช” บ่งถึงความเป็นของหลวง คำว่า “มหา” บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของศาสนสถาน และคำว่า “วร” แปลว่าประเสริฐเลิศล้ำ เมื่อนำมาร้อยเรียงกันเป็น “ราชวรมหาวิหาร” หรือ “วรวิหาร” ก็เป็นการประกาศศักดิ์ของวัดให้ปรากฏชัด โดยคำว่า “ราชวร” ในสร้อยนามสื่อถึงพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี หรือสมเด็จพระยุพราชทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ ส่วนคำว่า “วร” หมายถึงพระอารามที่ทรงสถาปนาพระราชทานเป็นเกียรติยศ หรือวัดราษฎร์ที่ทรงรับไว้เป็นวัดหลวงเพื่อยกเกียรติยศ วัดในชั้นตรีบางแห่งที่จัดอยู่ในชนิดสามัญอาจไม่มีสร้อยนามต่อท้ายเลย แต่ก็ยังคงศักดิ์และสิทธิ์ของการเป็นพระอารามหลวงอย่างสมบูรณ์ ในปัจจุบัน พระอารามหลวงที่มีฐานะสูงสุดคือชั้นเอกพิเศษ (เอกอุ) ชนิดราชวรมหาวิหาร มีเพียง 6 วัดทั่วประเทศ ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดอรุณราชวราราม ในกรุงเทพฯ รวมถึงวัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และวัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี เกณฑ์การยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง การขอยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐาน 9 ประการ เช่น วัดต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี มีพระสงฆ์จำพรรษาตั้งแต่ 20 รูปขึ้นไปติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี มีเสนาสนะที่มั่นคงถาวร มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมของทางราชการ รวมถึงมีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมที่มีผลสัมฤทธิ์ต่อเนื่อง เมื่อวัดได้รับฐานะเป็นพระอารามหลวงแล้ว เจ้าอาวาสจะได้รับ “นิตยภัต” หรือเงินอุดหนุนการปฏิบัติศาสนกิจตามระดับชั้นสมณศักดิ์และชั้นของวัด พระอารามหลวงกับพระราชประเพณี พระอารามหลวงยังมีความเกี่ยวเนื่องกับพระราชประเพณีสำคัญอย่างการทอดกฐิน โดยวัดหลวงระดับสำคัญ 16 แห่งจะได้รับการสงวนไว้เป็น “กฐินหลวง” ที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จฯ ไปถวายด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์นำไปถวาย ส่วนพระอารามหลวงอื่น ๆ จะเปิดโอกาสให้ส่วนราชการหรือบุคคลทั่วไปขอรับผ้าพระกฐินจากหลวงไปถวาย เรียกว่า “กฐินพระราชทาน” นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมวัดประจำรัชกาล ซึ่งมักเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงมีความผูกพันเป็นพิเศษ และมักมีการอัญเชิญพระบรมราชสรีรังคารไปประดิษฐานไว้ที่ฐานพระประธานเมื่อเสด็จสวรรคต

พระอารามหลวงวรวิหารในอีสาน เส้นทางสายบุญที่ไม่ควรพลาด อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนเมษายน 2569

สงกรานต์ชื่นมื่น แต่น้ำตาซึม… ข้าวของแพงหูฉี่ คนอีสานกระอักหลังแอ่น เดือนเมษายนคือช่วงเวลาแห่งเทศกาลสงกรานต์ เมื่อแรงงานที่ไปทำงานต่างถิ่นทยอยเดินทางกลับบ้าน ทำให้เกิดการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่คึกคัก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว 3-5 วันซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจมักขยายตัวมากในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ปีนี้บรรยากาศกลับเปลี่ยนไป จำนวนผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาในภาคอีสานลดลงจากปีก่อน ขณะที่การบริโภคในแทบทุกหมวดสินค้าชะลอตัวลงเช่นกัน ปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะด้านค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น แรงกดดันดังกล่าวทำให้หลายครัวเรือนในภาคอีสานเลือกที่จะลดการเดินทางและจำกัดการใช้จ่ายมากขึ้น สะท้อนพฤติกรรมรัดเข็มขัดที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเทศกาลที่เคยเป็นช่วงเวลาแห่งการใช้จ่ายสูงสุดของปี ความไม่สงบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้กดดันอุปทานปิโตรเลียมในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และส่งผ่านมายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ลุกลามไปตลอดห่วงโซ่อุปทานในหลายภาคส่วน ก่อนสะท้อนออกมาเป็นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยปรับสูงขึ้นตาม ผลกระทบดังกล่าวตกหนักกับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย ซึ่งมีช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายค่อนข้างจำกัด เมื่อค่าครองชีพขยับสูงขึ้น ความยืดหยุ่นทางการเงินจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด การปรับตัวทำได้ยากขึ้นในขณะที่ภาระหนี้สินยังคงกดทับอยู่เดิม ข้อจำกัดด้านรายได้ยังทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถวางแผนสำรองหรือตุนสินค้าในช่วงที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำได้ เนื่องจากสภาพคล่องที่มีอยู่อย่างจำกัด สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่ต้นทุนการดำรงชีวิตเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบจากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกันต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งผลต่อค่าครองชีพโดยตรง การเข้ามาช่วงเหลือจากภาครัฐจึงถือเป็นสิ่งที่จะเป็นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหา และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอ่อนๆ ปัญหาราคาพลังงานปรับตัวขึ้น – ในระยะสั้น ดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานแบบเฉพาะเจาะจง ในระดับที่จำเป็น เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนกลไกตลาดโลก ควบคู่กับการพิจารณาใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อปรับลดโครงสร้างภาษีน้ำมันที่ซ้ำซ้อนเป็นการชั่วคราว ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนและค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ – ในระยะยาว ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นการลดความซ้ำซ้อนของการจัดเก็บภาษีในหลายขั้นตอน เพื่อให้เกิดการปรับลดราคาพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน – ผลักดันนโยบายเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยอนุญาตให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อลดการผูกขาดและกระตุ้นการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในกลไกตลาด ซึ่งจะนำไปสู่การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและสร้างเสถียรภาพด้านราคาพลังงานที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคในระยะยาว ปัญหาราคาสินค้าและบริการปรับตัวขึ้น – ในระยะสั้น ยกระดับกลไกการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านเครือข่ายร้านธงฟ้าประชารัฐและแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการรายย่อย ในการร่วมอุดหนุนส่วนลดพิเศษสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (สินค้าควบคุม) เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ โปร่งใส และตรงจุด – ในระยะยาว ดำเนินการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าทรัพยากรและปัจจัยการผลิตหลักจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงแหล่งเดียว เพื่อยกระดับความมั่นคงทางทรัพยากรของประเทศ ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้พร้อมรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ภาคธุรกิจในอีสานยังเผชิญกับการหดตัวอีกครั้ง จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สร้างแรงกดดันด้านต้นทุนและโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้น การขาดนโยบายเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและระดับประเทศเติบโตช้า สะท้อนผ่านตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ของภูมิภาคอีสานปรับตัวลดลงทั้งคู่ ประกอบกับตัวเลขนิติบุคคลเลิกกิจการที่เพิ่มสูงหากเปรียบเทียบไตรมาสแรกในช่วงเวลาเดียวกับปีที่แล้ว ธุรกิจในภาคอีสานโดยเฉพาะ SMEs กำลังเผชิญภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากหากเปรียบเทียบดัชนีต้นทุนการผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 5.1% แต่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) กลับปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคไม่ได้หรือได้น้อย ซึ่งมีสาเหตุจากปัญหาเรื้อรังของอีสานอย่าง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทำให้กำลังซื้อภายในภูมิภาคน้อย ส่งผลต่อความอ่อนไหวต่อราคาของฝั่งผู้บริโภค การแข่งขันที่สูงจากสินค้าทดแทนได้ง่าย จากสินค้าต่างประเทศเช่น จีน เวียดนาม หรือแม้กระทั้งต่างภูมิภาค นโยบายการตรึงราคาจากรัฐบาล ทำให้กำไรของภาคธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง จนบางกิจการทนแบกรับภาระไม่ไหวและต้องปิดตัวลง  ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวและเดินหน้าแก้ไขไปพร้อมกัน โดยมุ่งเน้นการแก้กำลังซื้อสภาพคล่องในช่วงวิกฤต ณ เวลานี้เป็นหลัก ข้อเสนอแนะภาคธุรกิจ:  ต้องหนีจากการแข่งขันด้านราคาด้วยการใช้กลยุทธ์ “ย่อไซส์-ปรับแพ็กเกจ” เช่น ลดขนาดสินค้าหรือแบ่งขายให้เล็กลงเพื่อให้ราคาต่อชิ้นดูจับต้องได้ เช่น จับคู่ขายในราคา 79 บาท ซึ่งจะช่วยรักษากำไรไว้ได้โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าของแพงขึ้น ควรนำเสนอ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน” หรือผูกบริการหลังการขายเสริมเข้าไปด้วย

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนเมษายน 2569 อ่านเพิ่มเติม »

“มวยไทย” จากกีฬาเลี้ยงชีพคนอีสาน สู่ Soft Power ระดับโลก

ความยากจนและจุดเริ่มต้นบนลานดิน ภาคอีสานขึ้นชื่อว่าเป็น “Land of Warriors” (Siam Fight Mag 2010) ในฐานะที่เป็นภูมิภาคที่สร้างและส่งออกนักมวยไทยระดับแชมป์เข้าสู่วงการมากที่สุดในประเทศ แต่มวยไทยในอีสานไม่ได้เริ่มต้นจากความสวยงามทางศิลปะ กลับเริ่มต้นจาก “ปากท้อง” ในอดีตบริบททางเศรษฐกิจของภาคอีสานที่พึ่งพาการเกษตรและเผชิญความเหลื่อมล้ำ ทำให้ช่องทางในการหารายได้มีจำกัด หากคนอีสานอยากจะยกระดับทางสังคม ต้องพึ่งพามวยเป็นอีกหนึ่งเส้นทางในการยกระดับ โดยมวยไทยเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมด้วยรูปแบบการต่อสู้ที่ดุดันและเร้าใจกว่ามวยประเภทอื่น จากกติกาที่เปิดกว้างให้ใช้ “ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8” (หมัด เท้า เข่า ศอก) รวมถึงเทคนิคการปล้ำวงในซึ่งสร้างความตื่นเต้น คาดเดาได้ยาก และมีโอกาสเกิดการน็อกเอาต์แบบพลิกล็อกได้ทุกวินาที ซึ่งต่างจากมวยสากลหรือคิกบ็อกซิ่งที่มีข้อจำกัดในการใช้อวัยวะและรูปแบบการเข้าทำอย่างชัดเจน มวยไทยจึงทำหน้าที่เป็นกลไกการเลื่อนสถานะทางสังคมชั้นยอดที่สามารถเปลี่ยน “ทักษะทางร่างกาย” ให้กลายเป็นเครื่องมือยังชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ระบบนิเวศเศรษฐกิจชุมชนมูลค่าหมื่นล้าน ค่ายมวยท้องถิ่นในอีสานแท้จริงแล้วคือวิสาหกิจขนาดย่อม (SMEs) ที่ดูดซับแรงงานที่ออกจากภาคการเกษตร เช่น เทรนเนอร์ และผู้จัดการค่าย ข้อมูลจากสถาบันการเงินระบุว่า อุตสาหกรรมมวยไทยและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งระบบ (รวมถึงค่ายมวย อุปกรณ์กีฬา และการจัดแข่งขัน) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศไทยรวมกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีนักมวยและบุคลากรจากภาคอีสานเป็นฟันเฟืองหลักในการผลิตรายได้นี้ การขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมบันเทิงและกีฬาโลก มวยไทยถูกแปลงสภาพเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม สร้างมูลค่ามหาศาลและเป็นตัวจุดชนวนพลัง Soft Power ในตลาดโลก: อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด: การส่งออกศิลปะมวยไทยผ่านบุคลากรชาวอีสานอย่าง “จา พนม” ที่เป็นคนสุรินทร์ ในแฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Furious 7 (Fast and Furious 7) ซึ่งกวาดรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไปถึง 1.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52,000 ล้านบาท) ทำให้มวยไทยกลายเป็นมาตรฐานของคิวบู๊ระดับโลก สร้าง Brand Awareness ที่ตีมูลค่าไม่ได้ อุตสาหกรรมถ่ายทอดสดกีฬา: การเติบโตของรายการศิลปะการต่อสู้ระดับโลกที่ใช้นักมวยไทยเป็นตัวชูโรง อย่าง ONE Championship ปัจจุบันมีการระดมทุนจากนักลงทุนระดับโลกและถูกประเมินมูลค่าบริษัท (Valuation) ไว้สูงถึง 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 47,000 ล้านบาท) สเกลระดับนี้ช่วยเปลี่ยนค่าตัวนักมวยอีสานจากหลักหมื่นในประเทศ สู่หลักล้านบาทในชั่วข้ามคืน วิดีโอเกมและอีสปอร์ต: มวยไทยถูกฝังในวัฒนธรรมเกมเมอร์ทั่วโลกผ่านแฟรนไชส์เกมต่อสู้ที่ทำยอดขายหลายสิบล้านชุด เช่น Street Fighter หรือ Tekken ทำให้ต่างชาติคุ้นเคยกับมวยไทยตั้งแต่ยังเด็ก ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) และเม็ดเงินที่ไหลกลับสู่อีสาน การส่งออกแรงงานทักษะสูงและเม็ดเงินโอนกลับ: ความต้องการเทรนเนอร์มวยไทยในยิมต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน) พุ่งสูงขึ้น อดีตนักมวยชาวอีสานสามารถไปทำงานต่างประเทศ สร้างรายได้ส่งกลับมาสร้างบ้าน ซื้อที่ดินการเกษตร หรือลงทุนในธุรกิจท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงกีฬา: ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาฝึกมวยไทยจากต้นตำรับ ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ระบุว่ากิจกรรมกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (โดยมีมวยไทยเป็นตัวชูโรงหลัก) สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและการหมุนเวียนทางการเงินในประเทศได้ราว 40,000 ล้านบาทต่อปี ค่ายมวยในภาคอีสานหลายแห่งเริ่มปรับตัวรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ เกิดการกระจายรายได้สู่ธุรกิจที่พักและร้านอาหารในชุมชน บทสรุป มวยไทยระดับโลกจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด “ทุนมนุษย์” จากภาคอีสาน มวยไทยคือภาพสะท้อนของการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน

“มวยไทย” จากกีฬาเลี้ยงชีพคนอีสาน สู่ Soft Power ระดับโลก อ่านเพิ่มเติม »

“มวยไทย” จากกีฬาเลี้ยงชีพคนอีสาน สู่ Soft Power ระดับโลก

ความยากจนและจุดเริ่มต้นบนลานดิน ภาคอีสานขึ้นชื่อว่าเป็น “Land of Warriors” (Siam Fight Mag 2010) ในฐานะที่เป็นภูมิภาคที่สร้างและส่งออกนักมวยไทยระดับแชมป์เข้าสู่วงการมากที่สุดในประเทศ แต่มวยไทยในอีสานไม่ได้เริ่มต้นจากความสวยงามทางศิลปะ กลับเริ่มต้นจาก “ปากท้อง” ในอดีตบริบททางเศรษฐกิจของภาคอีสานที่พึ่งพาการเกษตรและเผชิญความเหลื่อมล้ำ ทำให้ช่องทางในการหารายได้มีจำกัด หากคนอีสานอยากจะยกระดับทางสังคม ต้องพึ่งพามวยเป็นอีกหนึ่งเส้นทางในการยกระดับ โดยมวยไทยเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมด้วยรูปแบบการต่อสู้ที่ดุดันและเร้าใจกว่ามวยประเภทอื่น จากกติกาที่เปิดกว้างให้ใช้ “ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8” (หมัด เท้า เข่า ศอก) รวมถึงเทคนิคการปล้ำวงในซึ่งสร้างความตื่นเต้น คาดเดาได้ยาก และมีโอกาสเกิดการน็อกเอาต์แบบพลิกล็อกได้ทุกวินาที ซึ่งต่างจากมวยสากลหรือคิกบ็อกซิ่งที่มีข้อจำกัดในการใช้อวัยวะและรูปแบบการเข้าทำอย่างชัดเจน มวยไทยจึงทำหน้าที่เป็นกลไกการเลื่อนสถานะทางสังคมชั้นยอดที่สามารถเปลี่ยน “ทักษะทางร่างกาย” ให้กลายเป็นเครื่องมือยังชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ระบบนิเวศเศรษฐกิจชุมชนมูลค่าหมื่นล้าน ค่ายมวยท้องถิ่นในอีสานแท้จริงแล้วคือวิสาหกิจขนาดย่อม (SMEs) ที่ดูดซับแรงงานที่ออกจากภาคการเกษตร เช่น เทรนเนอร์ และผู้จัดการค่าย ข้อมูลจากสถาบันการเงินระบุว่า อุตสาหกรรมมวยไทยและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งระบบ (รวมถึงค่ายมวย อุปกรณ์กีฬา และการจัดแข่งขัน) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศไทยรวมกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีนักมวยและบุคลากรจากภาคอีสานเป็นฟันเฟืองหลักในการผลิตรายได้นี้ การขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมบันเทิงและกีฬาโลก มวยไทยถูกแปลงสภาพเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม สร้างมูลค่ามหาศาลและเป็นตัวจุดชนวนพลัง Soft Power ในตลาดโลก: อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด: การส่งออกศิลปะมวยไทยผ่านบุคลากรชาวอีสานอย่าง “จา พนม” ที่เป็นคนสุรินทร์ ในแฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Furious 7 (Fast and Furious 7) ซึ่งกวาดรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไปถึง 1.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52,000 ล้านบาท) ทำให้มวยไทยกลายเป็นมาตรฐานของคิวบู๊ระดับโลก สร้าง Brand Awareness ที่ตีมูลค่าไม่ได้ อุตสาหกรรมถ่ายทอดสดกีฬา: การเติบโตของรายการศิลปะการต่อสู้ระดับโลกที่ใช้นักมวยไทยเป็นตัวชูโรง อย่าง ONE Championship ปัจจุบันมีการระดมทุนจากนักลงทุนระดับโลกและถูกประเมินมูลค่าบริษัท (Valuation) ไว้สูงถึง 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 47,000 ล้านบาท) สเกลระดับนี้ช่วยเปลี่ยนค่าตัวนักมวยอีสานจากหลักหมื่นในประเทศ สู่หลักล้านบาทในชั่วข้ามคืน วิดีโอเกมและอีสปอร์ต: มวยไทยถูกฝังในวัฒนธรรมเกมเมอร์ทั่วโลกผ่านแฟรนไชส์เกมต่อสู้ที่ทำยอดขายหลายสิบล้านชุด เช่น Street Fighter หรือ Tekken ทำให้ต่างชาติคุ้นเคยกับมวยไทยตั้งแต่ยังเด็ก ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) และเม็ดเงินที่ไหลกลับสู่อีสาน การส่งออกแรงงานทักษะสูงและเม็ดเงินโอนกลับ: ความต้องการเทรนเนอร์มวยไทยในยิมต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน) พุ่งสูงขึ้น อดีตนักมวยชาวอีสานสามารถไปทำงานต่างประเทศ สร้างรายได้ส่งกลับมาสร้างบ้าน ซื้อที่ดินการเกษตร หรือลงทุนในธุรกิจท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงกีฬา: ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาฝึกมวยไทยจากต้นตำรับ ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ระบุว่ากิจกรรมกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (โดยมีมวยไทยเป็นตัวชูโรงหลัก) สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและการหมุนเวียนทางการเงินในประเทศได้ราว 40,000 ล้านบาทต่อปี ค่ายมวยในภาคอีสานหลายแห่งเริ่มปรับตัวรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ เกิดการกระจายรายได้สู่ธุรกิจที่พักและร้านอาหารในชุมชน บทสรุป มวยไทยระดับโลกจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด “ทุนมนุษย์” จากภาคอีสาน มวยไทยคือภาพสะท้อนของการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน

“มวยไทย” จากกีฬาเลี้ยงชีพคนอีสาน สู่ Soft Power ระดับโลก อ่านเพิ่มเติม »

สุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ไหว้พนมสวาย มากมายข้าวอร่อย

จังหวัดสุรินทร์เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างในภาคอีสานตอนล่าง หรือที่รู้จักกันในชื่ออีสานใต้ ดินแดนแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นประตูสู่อารยธรรมขอมโบราณ แต่ยังเป็นศูนย์รวมของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นหนึ่งเดียวในโลก โดยเฉพาะความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างมนุษย์และช้างที่สืบทอดกันมาช้านาน อัตลักษณ์ของสุรินทร์สะท้อนออกมาผ่านคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า “สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม” แต่ละวรรคล้วนบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจของชาวสุรินทร์ที่สั่งสมมาจากรากฐานประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งบนหลังช้างเอราวัณ โดยมีภาพปราสาทหินศีขรภูมิเป็นฉากหลัง ซึ่งสื่อถึงสามเสาหลักของเมือง ได้แก่ ช้าง อำนาจแห่งปัญญา และมรดกอารยธรรมขอม   เศรษฐกิจ เกษตรกรรม และหัตถกรรม ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดสุรินทร์ในปี 2567 มีมูลค่า 93,062 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 6 ของภาคอีสาน โดยมีรายได้ต่อหัวประชากรอยู่ที่ 90,895 บาทต่อปี อยู่ในอันดับที่ 12 ของอีสาน โครงสร้างทางเศรษฐกิจประกอบด้วยภาคบริการ 55,371 ล้านบาท ภาคการเกษตร 25,584 ล้านบาท และภาคอุตสาหกรรม 12,107 ล้านบาท หัวใจหลักของเศรษฐกิจสุรินทร์ยังคงผูกพันกับการเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิ สุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าวเจ้าหอมมะลิมากที่สุดในประเทศถึง 3,102,229 ไร่ หรือ 3.1 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 61.1 ของพื้นที่จังหวัด ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในปี 2548 มีลักษณะเด่นคือเมล็ดเรียวยาว ขาวใส หุงสุกแล้วนุ่มหอมคล้ายดอกชมนาด อันเป็นผลจากคุณสมบัติเฉพาะของดินร่วนปนทรายในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และยังส่งออกไปยังตลาดพรีเมียมทั่วโลก นอกจากข้าวหอมมะลิแล้ว สุรินทร์ยังมีผลิตภัณฑ์ GI ที่น่าภาคภูมิใจอีกชนิดหนึ่งคือ เนื้อโคชุนสุรินทร์คุณภาพสูง (วัวพวก) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในปี 2568 มีผลผลิตกว่า 144,000 กิโลกรัมต่อปี สร้างมูลค่ากว่า 43 ล้านบาทต่อปี นับเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่กำลังได้รับความสนใจจากตลาดระดับบนอย่างต่อเนื่อง ด้านหัตถกรรมพื้นบ้าน “ผ้าไหมสุรินทร์” มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะผ้าไหมยกทองโบราณจากหมู่บ้านท่าสว่าง อำเภอเมือง ซึ่งใช้เทคนิคการทอราชสำนักโบราณที่ต้องใช้ตะกอมากถึง 1,416 ตะกอ สร้างลวดลายที่อ่อนช้อยหรูหรา ผลงานชิ้นเอกนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นของที่ระลึกในการประชุมผู้นำ APEC ปี 2546 อีกหนึ่งหัตถกรรมที่โดดเด่นคือ เครื่องเงินและลูกปะเกือม จากหมู่บ้านเขวาสินรินทร์ ที่มีลวดลายโบราณงดงามเป็นที่นิยมของผู้รักเครื่องประดับ การค้าชายแดนก็เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจ จังหวัดสุรินทร์มีตลาดการค้าชายแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวรเชื่อมต่อกับราชอาณาจักรกัมพูชา มีมูลค่าการค้าหลายพันล้านบาทต่อปี   ช้างสุรินทร์ สุรินทร์มีช้างบ้านมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เป็นรองเพียงจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีจำนวนช้างถึง 692 เชือก ศูนย์คชศึกษาหรือหมู่บ้านช้าง (บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม) ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ มีพื้นที่กว่า 7,000 ไร่ และมีช้างอาศัยรวมกันมากกว่า 200 เชือก ซึ่งถือเป็นหมู่บ้านเลี้ยงช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ไหว้พนมสวาย มากมายข้าวอร่อย อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top