ISAN Insight

พามาเบิ่ง โครงการใหม่หลังคนละครึ่ง

โครงการคนละครึ่งถือเป็นมาตรการเรือธงที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากมาตลอดหลายปี ล่าสุดรัฐบาลเดินหน้า เฟส 2 โดยปรับเพิ่มวงเงินให้กับประชาชนกลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อน สูงสุดถึง 4,000 บาท/คน ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” เพื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้าน SME และผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับแรงกระแทกโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จุดที่น่าสนใจของเฟสนี้ไม่ใช่แค่เงินที่เติมเข้าไป แต่เป็น “การเพิ่มทักษะ” ให้ร้านค้าด้วย ผ่านการ Upskill/Reskill 3 ทางเลือก เช่น การขึ้นเป็นร้านค้าในแพลตฟอร์ม Food Delivery การอบรมออนไลน์กับธนาคารออมสิน หรือการเรียนผ่าน DBD Academy สิ่งนี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้ต้องการแค่เพิ่มยอดขายให้ร้านค้า แต่ต้องการยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้ทำธุรกิจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต เมื่อกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ร้านค้าขายได้มากขึ้น และมีทักษะการขายผ่านออนไลน์มากขึ้น เศรษฐกิจท้องถิ่นก็จะฟื้นตัวเป็นลำดับคล้าย “น้ำซึมลงดิน” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไปพร้อมกัน หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือ “ขั้นตอนอนุมัติที่ล่าช้า” ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเลที่จะเลือกไทยเป็นฐานการผลิตใหม่ รัฐบาลจึงออกมาตรการ Thailand Fastpass เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติด้านการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและเขต EEC ให้เร็วขึ้น 20–50% โดยเฉพาะโครงการในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องการดึงเข้าประเทศ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์ครบวงจร และอุตสาหกรรมดิจิทัล ด้านแรงงาน รัฐตั้งเป้า Upskill/Reskill แรงงานกว่า 100,000 ราย แบ่งเป็นนักศึกษา 30,000 ราย และแรงงานที่ต้องการปรับทักษะ 70,000 ราย เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ เกษตรชีวภาพ หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หากมาตรการนี้ทำได้ตามเป้าหมาย จะเป็นเหมือน “การลดแรงเสียดทานทางระบบราชการ” ทำให้ไทยมีความได้เปรียบมากขึ้นในการแข่งขันกับเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ที่เร่งปรับตัวด้านการลงทุนอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% ของ GDP กลายเป็น “แรงกดดันใหญ่ที่สุด” ของเศรษฐกิจไทย เพราะประชาชนจำนวนมากไม่สามารถจับจ่าย ลงทุน หรือขยับตัวทางเศรษฐกิจได้ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จึงถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหา NPL ของลูกหนี้รายย่อยโดยเฉพาะ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะเข้ามารับซื้อหนี้เสียจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ เช่น: ลดดอกเบี้ย ตัดดอกเบี้ยค้าง ยืดเวลาชำระ เจรจาให้ยอดหนี้เหมาะสมกับรายได้จริงของลูกหนี้ จุดสำคัญคือเมื่อปิดหนี้ได้ ลูกหนี้จะ “หลุดจากสถานะ NPL” ทำให้สามารถกลับมาสร้างประวัติเครดิตและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ๆ ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่ ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่แค่โครงการแก้หนี้ แต่เป็น “ทางออกให้คนกลับมาใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง” อ้างอิง กรุงเทพธุรกิจ, MGR online, ธนาคารแห่งประเทศไทย, บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด, ไทยรัฐ, กระทรวงการคลัง

พามาเบิ่ง โครงการใหม่หลังคนละครึ่ง อ่านเพิ่มเติม »

สดจากฟาร์มอีสาน นมโคแท้ 100% จากปากช่อง

จากประเด็นถกเถียงที่เกิดจากบทสนทนาส่วนหนึ่งในรายการ “Woody อเวนเจอร์” ที่มีการพูดว่า “นมในไทยไม่ใช่นมแท้ ส่วนมากคือนมผงผสมบลาๆๆ” ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางถึงความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและอุตสาหกรรมนมในประเทศ จนนำไปสู่การระงับการออกอากาศคลิปดังกล่าวในเวลาต่อมา ในความเป็นจริง คำกล่าวเช่นนั้นถือเป็นการเหมารวมที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ตลาดนมในประเทศไทยมีความหลากหลายและมีผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยสามารถแบ่งได้หลักๆ 3 ประเภท ได้แก่ นมโคสดแท้ (Fresh Milk) คือน้ำนมดิบจากแม่โคที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ เช่น นมพาสเจอร์ไรส์ (Pasteurized Milk) ซึ่งมักเป็นนมโคสดแท้ 100% และมีอายุการเก็บรักษาสั้น นมคืนรูป (Reconstituted Milk) คือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำ นมผง (Powdered Milk) หรือนมขาดมันเนย มาละลายน้ำและผสมไขมันนม (หรือไขมันพืชในบางผลิตภัณฑ์) เพื่อให้ได้สัดส่วนใกล้เคียงกับนมสด มักใช้ในนม UHT หรือนมปรุงแต่งรสชาติต่างๆ เพื่อให้สามารถเก็บรักษาได้นาน ผลิตภัณฑ์นมสำหรับปรุงอาหาร (Evaporated Milk/Condensed Milk) เช่น นมข้นจืด หรือนมข้นหวาน ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้บ่อยครั้งที่มีส่วนผสมของนมผงและไขมันพืช (เช่น น้ำมันปาล์ม) ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มโดยตรงแบบนมสด ดังนั้น การที่ผู้บริโภคตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเองนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการ อ่านฉลากส่วนประกอบ (Ingredients) ที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด ฉลากจะระบุชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็น “นมโคสดแท้ 100%” หรือมีส่วนประกอบของ “นมผง” การที่ผู้ผลิตจะเลือกใช้นมโคสดแท้หรือนมผงนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือถูกโดยสิ้นเชิง แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งสูตรการผลิต วัตถุประสงค์การใช้งาน การขนส่ง อายุการเก็บรักษาที่ต้องการ และระดับราคาที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ตามความพึงพอใจ หลังจากคลิปถูกเผยแพร่และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ผู้ที่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและเที่ยงตรงที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นนักวิชาการ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนม ซึ่งหลายคนได้ออกมาอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นมในรูปแบบต่างๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้บริโภค จากรายงานของ TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำนมรายสำคัญของโลก โดยมีจำนวนประชากรโคนมมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมโคนมต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนโคนมราว 563,231 ตัว ลดลงจาก 810,518 ตัว ในปี 2564 การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุมาจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 และสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งทำให้ราคาวัตถุดิบสำคัญอย่างถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พุ่งสูง ในขณะที่ ราคาน้ำนมดิบยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากขาดแรงจูงใจในการเลี้ยงโคนม และทยอยเลิกอาชีพนี้ไป สำหรับภาคอีสานมีจำนวนประชากรโคนมประมาณ 159,890 ตัว โดยจังหวัดนครราชสีมาเป็นพื้นที่ที่มีโคนมมากที่สุดในภูมิภาค และมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดสระบุรีเท่านั้น หนึ่งในแหล่งฟาร์มโคนมสำคัญของจังหวัดนครราชสีมาคือ อำเภอปากช่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมต่อการทำปศุสัตว์ ด้วยลานหญ้ากว้างและภูมิอากาศที่เหมาะต่อการเลี้ยงโคนม ทำให้มีฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายแห่ง และเป็นแหล่งผลิตนมให้กับหลากหลายแบรนด์ เช่น ฟาร์มโชคชัย Dairy Home และ Umm Milk นอกจากนี้

สดจากฟาร์มอีสาน นมโคแท้ 100% จากปากช่อง อ่านเพิ่มเติม »

ราคาข้าวไทยเสี่ยงร่วงยาว อินเดียเร่งส่งออกข้าว 30 ล้านตัน! สะเทือนตลาดโลก

อินเดีย ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกที่ทะเยอทะยานมากขึ้นสำหรับปีการตลาด 2568/2569 (ตุลาคม-กันยายน) โดยสหพันธ์ผู้ส่งออกข้าวอินเดีย (Indian Rice Exporters Federation หรือ IREF) ตั้งเป้าที่จะส่งออกข้าวสูงถึง 30 ล้านตัน ในฤดูกาลดังกล่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป้าหมายนี้สูงกว่าการคาดการณ์ตามปกติที่มักจะอยู่ในช่วง 22 ล้านถึง 23 ล้านตัน โดยปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญมาจากผลผลิตข้าวที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดของอินเดียในปีนี้ที่ 145 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีที่แล้ว  ซึ่งคาดว่าจะสามารถตอบสนองการบริโภคภายในประเทศได้อย่างสบาย และเพิ่มปริมาณส่วนเกินที่สามารถส่งออกได้อย่างมาก โดยอินเดียนั้นมีแผนการขยายตลาดส่งออกไปยังหลายประเทศนอกเหนือจากตลาดเดิมอย่างแอฟริกา ยกตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ : ฟิลิปปินส์ เคยระงับการนำเข้าข้าวบาสมาติจากอินเดีย เนื่องจากเคยเผชิญปัญหาด้านคุณภาพในการจัดส่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ซึ่งสหพันธ์ IREF กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับฟิลิปปินส์ โดยมีการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของฟิลิปปินส์ ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าข้าวบาสมาติแล้ว สหภาพยุโรป (EU): สหพันธ์ IREF ได้เสนอให้รัฐบาลอินเดียเจรจากับสหภาพยุโรป เพื่อขอลดภาษีนำเข้าข้าวบาสมาติขาวที่ผ่านการสีแล้ว (Milled White Rice) เพิ่มเติมจากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะข้าวกล้อง (Brown Rice) เท่านั้น มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการผูกขาดของผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่รายในตลาด EU และเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกอินเดียเข้าถึงตลาดข้าวพรีเมียมมากขึ้น การขยายตลาดดังกล่าวควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านเวทีอย่าง Bharat International Rice Conference (BIRC) ถือเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับปัญหาอุปทานข้าวส่วนเกินที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ราคาข้าวไทยเตรียมถูกกดดันต่อเนื่อง ในปี 2568 ภาคการปลูกข้าวของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากราคาข้าวที่ปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2567 สาเหตุสำคัญมาจากการที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าวอย่างเต็มกำลัง หลังยกเลิกข้อจำกัดบางส่วนจากปีก่อน ส่งผลให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การส่งออกข้าวของไทยกลับชะลอตัวลง ซึ่งจากการที่อินเดียตั้งเป้าส่งออกข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 30 ล้านตันในปี 2568/2569 ซึ่งถือเป็นปริมาณมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา การเร่งระบายข้าวครั้งนี้กดดันราคาข้าวโลกให้ปรับลดลงอย่างรุนแรง และลดอัตรากำไรของประเทศคู่แข่งอย่างไทยและเวียดนามโดยตรง สำหรับไทย ราคาข้าวที่มีแนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่องอาจกระทบรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาคอีสานซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหลักของประเทศ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อในชนบท หากไม่มีมาตรการพยุงราคาหรือกระตุ้นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเข้ามารองรับ ที่มา: S&P Global ecofin Agency สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ราคาข้าวไทยเสี่ยงร่วงยาว อินเดียเร่งส่งออกข้าว 30 ล้านตัน! สะเทือนตลาดโลก อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนตุลาคม 2568

เศรษฐกิจอีสานเดือนตุลาคม 68 ราคาสินค้าเกษตรหด กดดันการจับจ่าย-ธุรกิจไปต่อยากมอง ‘คนละครึ่ง’ เข้ามาพยุงได้ เศรษฐกิจภาคอีสานยังอยู่ในภาวะเปราะบาง จากปัญหากำลังซื้อที่ซบเซาและภาคเกษตรที่อ่อนแรงต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อเศรษฐกิจโดยรวม การจ้างงานโดยเฉพาะในภาคเกษตรลดลง ขณะที่รายได้เกษตรกรถูกกดดันจากราคาพืชผลหลักที่ตกต่ำและอุทกภัยที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ภาคธุรกิจในภาคอีสานยังคงชะลอตัวจากกำลังซื้อที่หดตัว ต้นทุนที่สูงขึ้น และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากลำบาก ส่งผลให้การลงทุนเอกชนหดตัวต่อเนื่อง แม้มาตรการภาครัฐอย่าง “คนละครึ่งพลัส” จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ชั่วคราว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงของกลุ่มผู้สูงอายุและร้านค้ารายย่อย การฟื้นฟูเศรษฐกิจอีสานจำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ฐานราก ผ่านการสร้างเสถียรภาพราคาพืชผลและรายได้เกษตรกร เช่น ระบบประกันรายได้หรือรับซื้อผลผลิตช่วงราคาตกต่ำ รวมถึงมาตรการลดภาระหนี้และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจรายย่อย ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรพัฒนาโครงการอุดหนุนการใช้จ่ายให้ตรงกลุ่มมากขึ้น เพื่อให้เงินหมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ผู้บริโภคอีสานเชื่อมั่นต่ำ การจ้างงานลด ฉุดกำลังซื้อซบเซา ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในภาคอีสานยังคงอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่กล้าใช้จ่าย เลือกที่จะประหยัดและเก็บเงินไว้ใช้ในยามจำเป็นมากขึ้น สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากภาวะการจ้างงานที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในภาคการเกษตรซึ่งมีการปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความไม่มั่นใจของประชาชน และส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยในภูมิภาคลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของภาคอีสาน ยังสร้างความเสียหายต่อทั้งครัวเรือนและพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันกำลังซื้อและทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ ภาคเกษตรเปราะบางมากขึ้น ราคายังไม่ฟื้นดันแรงงานเกษตรหดตัว-ย้ายสาขา ภาคเกษตรอีสานเผชิญภาวะเปราะบางต่อเนื่อง ราคาพืชสำคัญยังไม่ฟื้นตัว กดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคมให้ลดลง มันสำปะหลัง แม้ลดการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ราคายังทรงตัวในระดับต่ำ ต่ำกว่าปีก่อนราว 12% ยางแผ่นดิบ ราคาลดลงกว่า 24% จากความต้องการในตลาดโลกลดลง และความไม่แน่นอนด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐ ข้าวเปลือก ซึ่งเป็นพืชหลักของอีสาน ราคาปรับลดลงราว 38% จากอุปทานโลกที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันการส่งออกจากประเทศผู้ผลิตรายอื่น ขณะเดียวกัน ไทยเองก็ส่งออกลดลง สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ยิ่งซ้ำเติม ทำให้พื้นที่เก็บเกี่ยวลดลง ต้นทุนเกษตรกรเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ ส่งผลให้แรงงานเกษตรถูกจ้างลดลงในช่วงเก็บเกี่ยวถัดไป แก้กำลังซื้ออีสาน ต้องแก้ที่ฐานราก รัฐต้องมุ่งสร้างเสถียรภาพภาคเกษตร กรณีศึกษา: การสร้างเสถียรภาพของราคาผลผลิตและรายได้เกษตรของต่างประเทศ (ญี่ปุ่น) ระบบกองทุนรักษาเสถียรภาพราคา: สมาคมเกษตรและรัฐร่วมกันตั้งกองทุน เมื่อราคาต่ำกว่ามาตรฐาน กองทุนจ่ายชดเชยส่วนต่างให้เกษตรกร เป็นการลดแรงกดดันต่อรายได้เกษตรกร (จีน) รัฐสำรองรับซื้อผลผลิต: รัฐรับซื้อพืชผลหลัก (ข้าว, ข้าวโพด, ถั่วเหลือง) ในช่วงราคาตกต่ำ เพื่อพยุงราคาและรักษารายได้เกษตรกร ลดความผันผวนของราคาผลผลิต (อินเดีย) โครงการการันตีการจ้างงานชนบท: จ้างแรงงานชนบททำงานสาธารณะ เช่นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร  ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นการพยุงแรงงานเกษตรและลดอัตราการย้ายออกในช่วงราคาตกต่ำหรือนอกฤดูเก็บเกี่ยว แนวทางการนำมาปรับใช้กับภาคเกษตรอีสาน: ระบบเกษตรพันธสัญญาภาครัฐ (Public Contract Farming) เกษตรกรอีสานมีหน้าที่เป็นผู้ผลิต และรัฐมีฐานะคนกลาง รัฐ รับซื้อ/ประกันรายได้ ให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนและสร้างความเชื่อมั่น รัฐมีหน้าที่บริหารจัดการอุปทานผลผลิต รวมไปถึงเจรจาการค้ากับต่างประเทศ ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นการลดความเสี่ยงทางด้านรายได้ของเกษตรกร รวมถึงแก้ปัญหาราคาตกต่ำรวมไปถึงข้าวขายไม่ออก ธุรกิจอีสานเปราะบาง ชายแดนเริ่มคลี่คลาย แต่กำลังซื้อยังไม่กลับมา ภาคธุรกิจในภาคอีสานยังคงมีระดับความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แม้ว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่การค้าชายแดนยังไม่สามารถกลับมาดำเนินได้ตามปกติ เนื่องจากความตรึงเครียดทางการทหารยังคงมีอยู่ในบางจุด ส่งผลให้การขนส่งสินค้าและการแลกเปลี่ยนทางการค้าต้องหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน ภายในภูมิภาคยังเผชิญกับปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแอจากรายได้ของครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่องและชะลอการลงทุนเพิ่มเติม สถานการณ์ยิ่งซ้ำเติมมากขึ้นจากปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ธุรกิจท้องถิ่นบางแห่งต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวหรือประสบความเสียหายทางทรัพย์สิน ธุรกิจอีสานขยับตัวลำบาก จากกำลังซื้อหดตัว ต้นทุนเพิ่มสูง และสินเชื่อตึงตัว การลงทุนของภาคเอกชนในภาคอีสานยังคงหดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนตุลาคม 2568 อ่านเพิ่มเติม »

ทองโลกขยับ ร้านทองยิ้มหวาน คนไทยแห่ซื้อไม่พัก

ในช่วงเวลาที่ราคาทองคำโลกผันผวนหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ภาพที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกลับสะท้อนความตื่นตระหนกของนักลงทุนได้อย่างชัดเจน “ยิ่งแพง คนยิ่งแห่ซื้อลงทุน เพื่อขายเอากำไร” ห้างทองแน่นเต็มไปด้วยผู้คนที่มาต่อคิวซื้อ-ขายทองคำ จนล้นออกมานอกร้าน โดยเฉพาะทองคำแท่งที่มียอดความต้องการพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ จนโรงงานผลิตไม่ทัน และต้องรอการนำเข้าจากต่างประเทศหลายวัน ในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัซ จำกัด เป็นธุรกิจที่มีรายได้สูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศขึ้นนำ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีรายได้ 1,848 ล้านบาท จากกระแสทองคำโลกที่มีการปรับราคาขึ้นจากภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ทำให้ผู้คนหันมาซื้อทองกันมากขึ้น นาย จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำในช่วงนี้ถือว่าสูงผิดปกติและคาดเดาทิศทางได้ยาก ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่ราคาจะขยับถึง 31 ครั้งภายในวันเดียว จนแตะระดับ 67,200 บาทต่อบาททองคำ ความผันผวนดังกล่าวทำให้นักลงทุนจำนวนมากแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะ “ทรัพย์สินที่ปลอดภัย” โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) หรือ “กลัวตกรถ” จนทองคำกลายเป็น “สินทรัพย์ที่ต้องมี” ของนักลงทุนแทบทุกกลุ่ม แรงหนุนทองคำจากวิกฤตโลก การพุ่งขึ้นของราคาทองคำไม่ได้มาจากแรงเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคลื่นปัจจัยเสี่ยงระดับโลกที่ซ้อนทับกัน ทำให้ทองคำกลับมามีบทบาทในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) อย่างเต็มตัว หนึ่งในปัจจัยหลัก คือ ความไม่เชื่อมั่นในเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนทั้งรายย่อย รายใหญ่ และแม้แต่ธนาคารกลางหลายประเทศ หันมาซื้อทองคำเพื่อถือครองแทนเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่หนุนราคาทองคำให้พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่ นโยบายการเงินของ Fed: ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางถึงปลายปี 2568 เพื่อพยุงเศรษฐกิจจากภาวะชะลอตัว การลดดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง และหนุนราคาทองคำให้สูงขึ้น โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับสูง วิกฤต Government Shutdown: วิกฤตรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการ (Government Shutdown) ที่ยืดเยื้อมากกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเร่งให้นักลงทุนแห่หาสินทรัพย์ปลอดภัย สงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน: ความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจกลับมาปะทุอีกครั้ง โดยจีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมัน และรถยนต์บางประเภท พร้อมสัญญาณว่าอาจลดการพึ่งพาดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบต่อค่าเงินดอลลาร์ กระแส De-dollarization: ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย เดินหน้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือครองดอลลาร์ การสะสมทองคำของภาครัฐจึงกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่พยุงราคาทองคำในตลาดโลก ความกังวลเรื่อง “ฟองสบู่ทองคำ” การปรับขึ้นของราคาทองคำในปี 2568 อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าอาจเกิด “ฟองสบู่ทองคำ” รอบใหม่ โดยเฉพาะเมื่อแรงซื้อส่วนใหญ่ในตอนนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย โมเมนตัม (Momentum-driven Buying) มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจริง หากความเชื่อมั่นเปลี่ยนไป ก็อาจเกิดแรงขายอย่างรุนแรงในระยะสั้น

ทองโลกขยับ ร้านทองยิ้มหวาน คนไทยแห่ซื้อไม่พัก อ่านเพิ่มเติม »

ภาพรวมไทยค้าขายกับประเทศ GMS ไปแล้วเท่าไหร่ในรอบ 7 เดือน ของปี 2568

ภาพรวมการค้าไทยกับกลุ่มประเทศ GMS และประเทศคู่ค้าหลักในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ทั้ง 5 ประเทศ (ไม่รวมไทย) พบว่า ไทยเกินดุลการค้ากับ 4 ประเทศ หมายความว่า ไทยส่งออกสินค้ามากกว่าที่นำเข้า มีเพียงประเทศเดียวที่ไทยขาดดุลการค้า และยังเป็นประเทศที่ไทยขาดดุลมากที่สุดต่อเนื่องมาหลายปี นั่นคือ ประเทศจีน โดยไทยส่งออกสินค้าไปจีนมูลค่าประมาณ 31.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มีการนำเข้าจากจีนสูงถึง 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวสองเท่าของมูลค่าส่งออก ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาในภาพรวมของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมด ไทยยังคงอยู่ในภาวะขาดดุลการค้าราว -2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในหมวด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม หากมองในด้านประเทศที่ไทยเกินดุลการค้ามากที่สุดยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา ซึ่งในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 27.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ภาพรวมการนำเข้าและส่งออกของไทยยังถือว่าอยู่ในภาวะปกติ เมื่อเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ไทยยังไม่เผชิญผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ โดยได้รับผลกระทบเพียงอัตราภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นราว 10% เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเท่านั้น อีกทั้งในช่วงนั้น ไทยยังไม่ประสบปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชาจนถึงขั้นต้องปิดด่านการค้า หากพิจารณาปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ในปัจจุบันจะพบว่า สถานการณ์การค้าของประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนจากหลายปัจจัย ทั้งแรงกดดันจากภายนอก เช่น การบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากอุปทานส่วนเกินของจีน รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าชายแดน ภาพรวมการค้าชายแดนและผลกระทบจากข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม–สิงหาคม) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยมีมูลค่ารวม 1.34 ล้านล้านบาท ขยายตัว 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนไปยังประเทศที่สาม เช่น จีน สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งยังคงเติบโตได้ดีที่ 20.9% ในเดือนสิงหาคม 2568 อย่างไรก็ตาม การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศกลับชะลอตัวลงอย่างมาก โดยในเดือนสิงหาคมมีมูลค่ารวมเพียง 63,938 ล้านบาท หดตัวถึง 23.6% ขณะที่การส่งออกลดลงแรงถึง 30.1% สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการค้าและธุรกิจ โดยเฉพาะการค้าชายแดนกับ กัมพูชา ที่ในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าเพียง 10 ล้านบาท ลดลงถึง 99.9% และถือเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง เนื่องจากการ ปิดด่านการค้า จากสถานการณ์ดังกล่าว การปิดด่านชายแดนได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการค้าและธุรกิจ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังกัมพูชา ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าการส่งออกเหลือเพียง 7 ล้านบาทเท่านั้น หากสถานการณ์การปิดด่านยังคงยืดเยื้อต่อไป คาดว่าภาคธุรกิจที่พึ่งพาการค้าชายแดนจะได้รับผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ด้านมาตรการช่วยเหลือ กรมการค้าต่างประเทศได้เร่งสำรวจผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบราว

ภาพรวมไทยค้าขายกับประเทศ GMS ไปแล้วเท่าไหร่ในรอบ 7 เดือน ของปี 2568 อ่านเพิ่มเติม »

แบงค์ลดคน–ลดสาขา–ลดต้นทุน หายไปเกือบ 200 สาขาภายใน 1 ปี

แบงค์ลดสาขาลดคน แนวโน้มทั่วประเทศหายเกือบ 200 สาขา ธนาคารพาณิชย์ไทยเผชิญรายได้โตช้า สินเชื่อหด เศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ธนาคารใหญ่ทั้ง กสิกรฯ กรุงเทพ ไทยพาณิชย์ ทีทีบี เดินแผน ลดคน–ลดสาขา–ลดต้นทุนพร้อม โดยตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้วถึงปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ปิดตัวไปแล้ว 192 สาขา ภาคอีสาน: ปิดตัว 24 สาขา ภาคกลาง: ปิดตัว 66 สาขา ภาคเหนือ: ปิดตัว 22 สาขา ภาคใต้: ปิดตัว 25 สาขา กรุงเทพฯ: ปิดตัว 55 สาขา โดยปัจจัยหลักมาจาก: สินเชื่อติดลบ – รายได้ดอกเบี้ยไม่โต เศรษฐกิจชะลอ AI และเทคโนโลยีเข้ามาแทนแรงงาน ต้องลดต้นทุนเพื่อให้ Cost-to-Income Ratio ต่ำกว่า 40% ซึ่งอนาคตของภาคการเงินการธนาคารนั้ จะใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัล แทนแรงงานมนุษย์บางส่วน และแนวโน้มจ้าง Outsource / ฟรีแลนซ์ เพิ่มขึ้น ซึ่งแนวคิด “Lean Bank” กำลังจะกลายเป็นรูปแบบใหม่ของธนาคารพาณิชย์ในอนาคต ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย, ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

แบงค์ลดคน–ลดสาขา–ลดต้นทุน หายไปเกือบ 200 สาขาภายใน 1 ปี อ่านเพิ่มเติม »

ส่องรายได้ธุรกิจ…ในกลุ่ม ‘สบายดี’ ว่ามีอีหยังน่าสนใจบ้าง

กลุ่มจังหวัด “สบายดี” หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี เลย และหนองคาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม โดยเฉพาะการเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่เชื่อมต่อกับประเทศลาวและเวียดนาม ในพื้นที่ 5 จังหวัดของกลุ่มจังหวัดสบายดี มีอยู่ 2 จังหวัดที่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวเชื่อมต่อกับ สปป.ลาว โดยตรง ได้แก่ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เชื่อมจาก จังหวัดหนองคาย ไปยัง นครหลวงเวียงจันทน์ เปิดใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 เชื่อมจาก จังหวัดบึงกาฬ ไปยัง เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ใช้บริการได้ภายใน สิ้นปี พ.ศ. 2568 ด้วยทำเลที่ได้เปรียบดังกล่าว ทำให้กลุ่มจังหวัดนี้มีการค้าชายแดนระหว่างไทย–ลาวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นเส้นทางหลักที่นักท่องเที่ยวจาก ลาว เวียดนาม และจีน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ส่งผลให้กลุ่มจังหวัดสบายดีได้รับอานิสงส์ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจากการอยู่ติดชายแดนเป็นอย่างมาก นอกจากความโดดเด่นในด้านพื้นที่ชายแดนแล้ว กลุ่มจังหวัดสบายดี ยังมีความได้เปรียบด้าน การเกษตร ที่ไม่แพ้กัน หากพิจารณาพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะพบว่า ยางพาราและอ้อย เป็นพืชหลักที่มีการเพาะปลูกอย่างกว้างขวางในพื้นที่นี้ โดยเฉพาะ ยางพารา ซึ่งพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ของภาคอีสานกว่า 2.6 ล้านไร่ อยู่ในกลุ่มจังหวัดสบายดี คิดเป็นเกือบ ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมดของภาค ส่วนในด้าน อ้อย กลุ่มจังหวัดนี้ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยมีปริมาณผลผลิตคิดเป็นประมาณ 28% ของผลผลิตอ้อยทั้งภาคอีสาน เมื่อพิจารณาภาพรวมธุรกิจในกลุ่มจังหวัดสบายดี จะพบว่าธุรกิจหลักในพื้นที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ การเกษตร การค้าชายแดน และพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงน้ำตาล โรงงานยางพารา หรือกิจการค้าปลีกค้าส่งที่เติบโตตามเมืองศูนย์กลางอย่างอุดรธานีและหนองคาย อีกทั้งการคมนาคมที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศก็ยิ่งช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจในพื้นที่นี้มีความคึกคักขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลังโควิด-19 ปัจจัยดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตของภาคธุรกิจในพื้นที่ โดยมีบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินกิจการเกี่ยวเนื่องกับผลผลิตทางการเกษตร เช่น บริษัท น้ำตาล เอราวัณ จำกัด บริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด และ บริษัท กว๋างเขิ่น รับเบอร์ (แม่น้ำโขง) จำกัด ธุรกิจเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากการมีแหล่งวัตถุดิบอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตบางส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรวมแล้ว กลุ่มจังหวัดสบายดีถือเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจากฐานการเกษตรและการค้าชายแดน แม้จะยังไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ระดับประเทศเข้ามามากนัก แต่ศักยภาพของทำเล การคมนาคม และทรัพยากรในพื้นที่ ทำให้ภูมิภาคนี้ยังมีช่องทางขยายตัวในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเกษตรแปรรูปและโลจิสติกส์ข้ามแดน   อ้างอิง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ส่องรายได้ธุรกิจ…ในกลุ่ม ‘สบายดี’ ว่ามีอีหยังน่าสนใจบ้าง อ่านเพิ่มเติม »

2 โครงการใหญ่ในอีสาน ที่หลายคนสงสัยว่าได้ไปต่อหรือไม่?

  ปัจจุบันภาคอีสานในหลายๆ พื้นที่ กำลังจะมีโครงการใหญ่ๆ ที่หลายคนเฝ้ารอ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ สะพาน สนามบิน และอื่นๆ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีบางโครงการที่ได้มีการประกาศว่าจะเกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันกลับเงียบหาย ทิ้งไว้เพียงความสงสัยให้กับคนพื้นที่ว่า ‘สรุปโครงการนี้จะเอายังไงกันแน่’ เราขอหยิบยกมานำเสนอ 2 โครงการ ได้แก่… ศูนย์การแพทย์ สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาเขตอุดรธานี🏥 : หลายคนคงเคยได้ยินว่า อุดรฯ กำลังจะมีโรงเรียนเพื่อพัฒนาบุคลากรแพทย์ รวมไปถึงเป็นโรงพยาบาล ภายใต้งบประมาณกว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งตามกำหนดการจะใช้เวลาก่อสร้างในช่วง 2565 – 2567 แต่ดูเหมือนว่าจะเกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับชาวบ้านในเขต ต.สามพร้าว ขึ้น ทำใหโครงการหยุดชะงัก ซึ่งปัจจุบันตัวก็ยังไม่มีการอัพเดตใดๆ จนคนอุดรหลายคนสงสัยไปตามๆ กันว่าศูนย์การแพทย์แห่งนี้จะได้ไปต่อหรือไม่🤔 ท่าอากาศยานมุกดาหาร ✈️: สนามบินมุกดาหาร เป็นโครงการที่ไม่เชิงว่าเงียบไป แต่ทำให้คนมุกนั้นสับสนกันพอสมควร ซึ่งตามแผนเดิมนั้นจะมีการก่อสร้างและเปิดใช้งานในปี 2571 แต่ในช่วงปลายเดือน เม.ย. 68 รมว.คมนาคม ในขณะนั้น รายงานว่ายังไม่มีนโยบายก่อสร้างสนามบินมุกดาหาร เนื่องจากหลายอย่างยังไม่พร้อม และอาจไม่คุ้มค่าทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้ออกมายืนยันว่าการก่อสร้างสนามบินมุกดาหารจะเดินหน้าต่อแน่นอน เพียงแต่ต้องทบทวนความพร้อมหลายๆ อย่างก่อน   ใครที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียง หรือติดตามเรื่องนี้อยู่ หรือมีโครงการอื่นๆ ของภาคอีสานในลักษณะที่ไม่รู้ว่าจะไปได้ต่อหรือไม่ มาแสดงความเห็นกันได้นะคะ ✍️ ที่มา: ศูนย์อนามัยที่ 8 อุดรธานี, สำนักข่าวชายขอบ, เดลินิวส์, สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร

2 โครงการใหญ่ในอีสาน ที่หลายคนสงสัยว่าได้ไปต่อหรือไม่? อ่านเพิ่มเติม »

เศรษฐกิจอีสานไตรมาส 3/68 ระส่ำ ปัญหายังไม่คลี่คลาย ถึงเวลา ‘คนละครึ่ง’ จริงหรือ?

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ไตรมาส 3/2568 เศรษฐกิจอีสานไตรมาส 3/2568 กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภาษีสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้น ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาที่กระทบการค้า ไปจนถึงการเมืองในประเทศที่ยังไม่มั่นคง ส่งผลให้การจับจ่ายซบเซาและการลงทุนชะลอตัว ท่ามกลางวิกฤต รัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เสนอ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อพยุงกำลังซื้อ แต่ก็เกิดคำถามตามมาว่า มาตรการนี้ยังเหมาะสมจริงหรือไม่? “เบิ่งเศรษฐกิจอีสานผ่าน 9 ช่อง” เศรษฐกิจอีสานกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ไตรมาส 3/2568 หนักหน่วงกว่าสองไตรมาสที่ผ่านมา เศรษฐกิจซบเซา ประชาชนไม่กล้าจับจ่าย ธุรกิจเจอทั้งกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้น และปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาที่ทำให้ต้องปิดด่าน กระทบต่อการค้าชายแดนโดยตรง ซ้ำเติมด้วยการเมืองไทยที่ยังไม่มั่นคง ทำให้การลงทุนในภาคอีสานชะลอตัวลง ท่ามกลางวิกฤต รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เสนอ “โครงการคนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย คล้ายกับมาตรการ “คนละครึ่ง” ที่เคยใช้ช่วงโควิด-19 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันก่อให้เกิดคำถามว่า มาตรการลักษณะนี้ยังเหมาะสมและจำเป็นจริงหรือไม่? “บริโภคเอกชนซบเซาสุดในไตรมาส 3 สะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจ–ชายแดนป่วน” การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนในภาคอีสานไตรมาส 3 หดตัวแรงกว่าภูมิภาคอื่น สะท้อนผ่านดัชนีการบริโภคที่ลดลงชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าไม่คงทนและกึ่งคงทน สะท้อนพฤติกรรมคนอีสานที่ต้องประหยัด ตัดค่าใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็นออกไป ปัจจัยหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังที่ยังไร้ทางออก ทั้งราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อ และบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมที่กดดันให้ประชาชนต้องรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด “ราคาเกษตรตกต่ำ ค่าครองชีพพุ่ง ปล่อยสินเชื่อหด กดดันกำลังซื้ออีสาน” สาเหตุหลักที่กดดันการบริโภคในภาคอีสานยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรสำคัญอย่างข้าวและมันสำปะหลังที่ลดลงจากแนวโน้มความต้องการโลกที่เปลี่ยนไป ส่งผลโดยตรงต่อรายได้เกษตรกรซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของประชากรอีสาน ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพที่สูงขึ้นและมาตรการสินเชื่อที่เข้มงวดจากสถาบันการเงิน ยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อ โดยเฉพาะการใช้จ่ายสินค้าคงทนและการลงทุนของครัวเรือนที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ไตรมาส 3 ปีนี้ สถานการณ์เลวร้ายลงจาก “วิกฤตความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา” ที่กระทบโดยตรงต่อพื้นที่อีสานใต้ ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยทำให้นักท่องเที่ยวหดตัวรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อรายได้ในภาคบริการ การค้า และการบริโภคภายในท้องถิ่น “เร่งปั๊มหัวใจการบริโภคอีสานภายในสิ้นปี พร้อมวางรากใหม่” การบริโภคของอีสานกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเปราะบาง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาระยะสั้นเพื่อพยุงการจับจ่าย และการแก้ไขเชิงโครงสร้างในระยะยาว ดังนี้ ปัญหากำลังซื้ออ่อนแรง ระยะสั้น: ตามที่รัฐบาลประกาศว่าจะดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ ซึ่งควรออกแบบให้ใช้จ่ายเพื่อลดค่าครองชีพจริงๆ ลดการรั่วไหลผ่านการแลกเป็นเงินสด และสร้างผลทวีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ระยะยาว: ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมมูลค่าสูงในอีสาน เช่น เศรษฐกิจชีวภาพ และการแปรรูปเกษตร เพื่อเพิ่มการจ้างงานและสร้างกำลังซื้อที่ยั่งยืน ปัญหารายได้เกษตรกรหดตัว ระยะสั้น: เร่งจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคาพืชหลักที่ตกต่ำ ระยะยาว: ภาครัฐควรที่จะมีแบบแผนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำการเกษตรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI เพื่อเป็นการทุ่นแรงและเสริมสร้างผลิตภาพ และควรส่งเสริมการปลูกพืชผสมผสาน หรือพืชที่ตลาดโลกต้องการ ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้มั่นคง ปัญหาการท่องเที่ยวชะลอตัว ระยะสั้น: เร่งหาข้อยุติความขัดแย้งชายแดน ลดภาพความไม่ปลอดภัย พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เชิงรุกมากขึ้น ระยะยาว: แต่ละจังหวัดควรสร้าง “หมุดหมายการท่องเที่ยว” ที่ชัดเจนและแตกต่าง

เศรษฐกิจอีสานไตรมาส 3/68 ระส่ำ ปัญหายังไม่คลี่คลาย ถึงเวลา ‘คนละครึ่ง’ จริงหรือ? อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top