Uncategorized

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนเมษายน 2569

สงกรานต์ชื่นมื่น แต่น้ำตาซึม… ข้าวของแพงหูฉี่ คนอีสานกระอักหลังแอ่น เดือนเมษายนคือช่วงเวลาแห่งเทศกาลสงกรานต์ เมื่อแรงงานที่ไปทำงานต่างถิ่นทยอยเดินทางกลับบ้าน ทำให้เกิดการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่คึกคัก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว 3-5 วันซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจมักขยายตัวมากในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ปีนี้บรรยากาศกลับเปลี่ยนไป จำนวนผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาในภาคอีสานลดลงจากปีก่อน ขณะที่การบริโภคในแทบทุกหมวดสินค้าชะลอตัวลงเช่นกัน ปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะด้านค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น แรงกดดันดังกล่าวทำให้หลายครัวเรือนในภาคอีสานเลือกที่จะลดการเดินทางและจำกัดการใช้จ่ายมากขึ้น สะท้อนพฤติกรรมรัดเข็มขัดที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเทศกาลที่เคยเป็นช่วงเวลาแห่งการใช้จ่ายสูงสุดของปี ความไม่สงบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้กดดันอุปทานปิโตรเลียมในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และส่งผ่านมายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ลุกลามไปตลอดห่วงโซ่อุปทานในหลายภาคส่วน ก่อนสะท้อนออกมาเป็นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยปรับสูงขึ้นตาม ผลกระทบดังกล่าวตกหนักกับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย ซึ่งมีช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายค่อนข้างจำกัด เมื่อค่าครองชีพขยับสูงขึ้น ความยืดหยุ่นทางการเงินจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด การปรับตัวทำได้ยากขึ้นในขณะที่ภาระหนี้สินยังคงกดทับอยู่เดิม ข้อจำกัดด้านรายได้ยังทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถวางแผนสำรองหรือตุนสินค้าในช่วงที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำได้ เนื่องจากสภาพคล่องที่มีอยู่อย่างจำกัด สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่ต้นทุนการดำรงชีวิตเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบจากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกันต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งผลต่อค่าครองชีพโดยตรง การเข้ามาช่วงเหลือจากภาครัฐจึงถือเป็นสิ่งที่จะเป็นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหา และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอ่อนๆ ปัญหาราคาพลังงานปรับตัวขึ้น – ในระยะสั้น ดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานแบบเฉพาะเจาะจง ในระดับที่จำเป็น เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนกลไกตลาดโลก ควบคู่กับการพิจารณาใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อปรับลดโครงสร้างภาษีน้ำมันที่ซ้ำซ้อนเป็นการชั่วคราว ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนและค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ – ในระยะยาว ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นการลดความซ้ำซ้อนของการจัดเก็บภาษีในหลายขั้นตอน เพื่อให้เกิดการปรับลดราคาพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน – ผลักดันนโยบายเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยอนุญาตให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อลดการผูกขาดและกระตุ้นการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในกลไกตลาด ซึ่งจะนำไปสู่การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและสร้างเสถียรภาพด้านราคาพลังงานที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคในระยะยาว ปัญหาราคาสินค้าและบริการปรับตัวขึ้น – ในระยะสั้น ยกระดับกลไกการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านเครือข่ายร้านธงฟ้าประชารัฐและแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการรายย่อย ในการร่วมอุดหนุนส่วนลดพิเศษสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (สินค้าควบคุม) เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ โปร่งใส และตรงจุด – ในระยะยาว ดำเนินการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าทรัพยากรและปัจจัยการผลิตหลักจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงแหล่งเดียว เพื่อยกระดับความมั่นคงทางทรัพยากรของประเทศ ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้พร้อมรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ภาคธุรกิจในอีสานยังเผชิญกับการหดตัวอีกครั้ง จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สร้างแรงกดดันด้านต้นทุนและโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้น การขาดนโยบายเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและระดับประเทศเติบโตช้า สะท้อนผ่านตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ของภูมิภาคอีสานปรับตัวลดลงทั้งคู่ ประกอบกับตัวเลขนิติบุคคลเลิกกิจการที่เพิ่มสูงหากเปรียบเทียบไตรมาสแรกในช่วงเวลาเดียวกับปีที่แล้ว ธุรกิจในภาคอีสานโดยเฉพาะ SMEs กำลังเผชิญภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากหากเปรียบเทียบดัชนีต้นทุนการผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 5.1% แต่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) กลับปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคไม่ได้หรือได้น้อย ซึ่งมีสาเหตุจากปัญหาเรื้อรังของอีสานอย่าง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทำให้กำลังซื้อภายในภูมิภาคน้อย ส่งผลต่อความอ่อนไหวต่อราคาของฝั่งผู้บริโภค การแข่งขันที่สูงจากสินค้าทดแทนได้ง่าย จากสินค้าต่างประเทศเช่น จีน เวียดนาม หรือแม้กระทั้งต่างภูมิภาค นโยบายการตรึงราคาจากรัฐบาล ทำให้กำไรของภาคธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง จนบางกิจการทนแบกรับภาระไม่ไหวและต้องปิดตัวลง  ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวและเดินหน้าแก้ไขไปพร้อมกัน โดยมุ่งเน้นการแก้กำลังซื้อสภาพคล่องในช่วงวิกฤต ณ เวลานี้เป็นหลัก ข้อเสนอแนะภาคธุรกิจ:  ต้องหนีจากการแข่งขันด้านราคาด้วยการใช้กลยุทธ์ “ย่อไซส์-ปรับแพ็กเกจ” เช่น ลดขนาดสินค้าหรือแบ่งขายให้เล็กลงเพื่อให้ราคาต่อชิ้นดูจับต้องได้ เช่น จับคู่ขายในราคา 79 บาท ซึ่งจะช่วยรักษากำไรไว้ได้โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าของแพงขึ้น ควรนำเสนอ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน” หรือผูกบริการหลังการขายเสริมเข้าไปด้วย […]

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนเมษายน 2569 อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมีนาคม 2569

ภาพรวมการบริโภคภาคเอกชนในภาคอีสานไตรมาส 1/2569 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการขยายตัวในหมวดสินค้าคงทนและไม่คงทน อย่างไรก็ตาม หมวดสินค้ากึ่งคงทนกลับหดตัวลง 18.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสวนทางกับภาพรวม ปัจจัยหลักคาดว่ามาจากการขาดหายไปของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการ Easy E-Receipt ในช่วงต้นปี ผลสืบเนื่องจากการยุบสภาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่เพิ่งแล้วเสร็จในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ส่งผลให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีความล่าช้า ประชาชนในภาคอีสานกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ขยายตัวที่ 1.2% ในไตรมาส 1/69F หากเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากผลพวงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิตใน 3 หมวดรายจ่ายหลัก ได้แก่ หมวดพาหนะและการขนส่งที่พุ่งสูงถึง 14.1% โดยสินค้าในหมวดนี้ที่เพิ่มสูงมากที่สุดอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้นและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถเพิ่ม  8.7% และ  6.0% ตามลำดับ, หมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น 7.2% โดยเฉพาะเนื้อสัตว์สดที่แพงขึ้นถึง 25.3%, และหมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น 5.1% แม้ภาวะสินค้าแพงจนกระทบกำลังซื้อของคนอีสานจนลดหวบ แต่ระบบเศรษฐกิจฐานรากยังพอมีเบาะรองรับจากภาคการท่องเที่ยว ที่ขยายตัว 5.1% (YoY) เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยเติมสภาพคล่องและหล่อเลี้ยงให้ร้านค้ารายย่อยต่างๆ ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤต ในสภาวะที่ทั้งประชาชนต้องรัดเข็มขัด ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการออกมาตรการแบบหว่านแห มาเป็นการแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพื่อพยุงให้ทุกภาคส่วนรอดไปด้วยกันผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก: กลยุทธ์ต่อยอดท่องเที่ยวด้วย ”มูเตลูอีสาน”: สร้างรายได้เพิ่มด้วยมูเตลูอีสาน ผ่านการออกแคมเปญท่องเที่ยวสายมูแบบครบวงจร เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง (High Spender) ด้วยแพ็กเกจพรีเมียมที่เหนือกว่าการเยี่ยมชมวัดทั่วไป โดยผูกรายได้เข้ากับศิลปินและปราชญ์ท้องถิ่น เช่น การสักยันต์มงคล, ดูดวง, การตั้งชื่อสิริมงคล เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน กระจายรายได้ให้ชุมชนผ่านการกิน การซื้อของฝาก และการเยี่ยมเยือน กลยุทธ์แก้ไขปัญหาค่าครองชีพแพงด้วย ”ตั๋วโดยสารแบบบุฟเฟต์”: ลดรายจ่ายจากการเดินทางด้วยการออก ตั๋วโดยสารแบบบุฟเฟต์ โดยรัฐจะเข้าไปเป็นตัวกลางเจรจาต่อรองกับแพลตฟอร์มขนส่งมวลชนอย่าง Grab หรือระบบขนส่งในจังหวัด ให้ออกตั๋วเหมาจ่ายเพื่อลดภาระประชาชน โดยมีการกำหนดขอบเขตหรือจำนวนครั้งที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ให้บริการต้องแบกรับต้นทุนที่มากเกินไป กลยุทธ์แก้ไขปัญหาสินค้ากึ่งคงทนซบเซาจาก ISANLotto-Point: อัดฉีดกำลังซื้อด้วยแคมเปญ ISANLotto-Point โดยรัฐจับมือกับกองสลากและภาคเอกชน มอบแต้มสะสมให้ประชาชนที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 หรือสินค้ากึ่งคงทนในชุมชน เช่น เสื้อผ้า, เฟอร์นิเจอร์, สิ่งทออีสาน โดยแต้มสะสมนี้สามารถนำไปแลกสิทธิ์ซื้อลอตเตอรี่ค่าครองชีพ เพื่อชิงรางวัลช่วยเหลือรายจ่ายประจำวัน เช่น สิทธิ์ใช้ไฟฟ้าฟรี 1 ปี หรือบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 100,000 บาท ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในภาคอีสานยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคธุรกิจยังคงชะลอการลงทุนจากปัจจัยกดดันหลายประการ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ทิศทางนโยบายส่งเสริมการลงทุน ปัญหาหนี้สินที่กดดันให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ตลอดจนความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจเลือกที่จะรอดูสถานการณ์และเลื่อนแผนการลงทุนออกไป นอกจากนี้ เครื่องชี้วัดด้านการลงทุนอื่นๆ เช่น พื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง และเม็ดเงินลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรม ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากกำลังซื้อที่เปราะบางและความไม่แน่นอนที่กล่าวมาข้างต้น ภาคธุรกิจในภูมิภาคอีสานกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คาดการณ์ว่าจะทะยานขึ้นไปถึงระดับ 115.4 หรือขยายตัว 6.8%

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมีนาคม 2569 อ่านเพิ่มเติม »

“ขอนแก่น” 🏙️✨ จากดินแดนไดโนเสาร์ร้อยล้านปี สู่สุดยอด Medical และ Digital Hub แห่งภูมิภาค 🦕🚀

ดินแดนใน 225 – 220 ล้านปีก่อน ที่แห่งนี้เคยเป็นรอยต่อของยุคดึกดำบรรพ์อันยิ่งใหญ่ ดังที่ปรากฏหลักฐานการค้นพบ “รอยตีนไดโนเสาร์ที่เก่าแก่ที่สุดในไทย” เมื่อปี 2566 ณ อำเภอภูผาม่าน จากดินแดนจูราสสิกในอดีต วันนี้ได้พลิกโฉมและเติบโตอย่างก้าวกระโดด กลายเป็น จังหวัดขอนแก่น มหานครแห่งอีสาน ที่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ยังผงาดในฐานะ ศูนย์กลางทางการแพทย์และการศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเต็มภาคภูมิ ในปี 2567 ขอนแก่นย้ำความแข็งแกร่งด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน ด้วยมูลค่ารวมสูงถึง 238,727 ล้านบาท ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากร (GPP per Capita) อยู่ที่ 140,255 บาทต่อคน ซึ่งรั้งอันดับ 2 ของภูมิภาคเช่นกัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งและศักยภาพของเมืองที่เติบโตอย่างรอบด้าน โครงสร้างเศรษฐกิจของขอนแก่นขับเคลื่อนด้วยภาคบริการเป็นหัวใจหลัก คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 57.1 (แบ่งเป็นบริการ ร้อยละ 44.3 และการค้า ร้อยละ 12.8) ตามมาด้วยภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งถึงร้อยละ 31.8 และภาคการเกษตรอีกร้อยละ 11.1 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง สิ่งที่ทำให้ขอนแก่นโดดเด่นและเป็น “ยอดสุดในอีสาน” คือการก้าวสู่การเป็น Medical Hub ระดับภูมิภาค ด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 5,300 ล้านบาท โครงการนี้จะพลิกโฉมการสาธารณสุขโดยการขยายเตียงผู้ป่วยในกว่า 700 เตียง เพิ่มห้องผ่าตัด 25 ห้อง และห้อง ICU อีก 117 เตียง ซึ่งจะสามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 5,000 – 10,000 คนต่อวัน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2570 ยิ่งไปกว่านั้น ขอนแก่นยังเป็นแหล่งรวมความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับประเทศ ข้อมูลในปี 2567 ระบุว่าจังหวัดมีบุคลากรทางการแพทย์หนาแน่นเป็นอันดับต้นๆ ของไทย ทั้งแพทย์ (1,681 คน) ทันตแพทย์ (310 คน) และพยาบาลวิชาชีพ (6,860 คน) ซึ่งล้วนครองอันดับ 3 ของประเทศ รวมถึงเภสัชกร (441 คน) ที่อยู่ในอันดับ 6 ของประเทศ ไม่เพียงแต่ด้านสุขภาพ ขอนแก่นยังทะยานสู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีชั้นนำ ด้วยการเตรียมเปิดตัว Sovereign Data Center ซึ่งเป็น Digital Hub แห่งแรกของภาคอีสาน และเป็นแห่งที่ 4 ของประเทศ ตั้งอยู่ที่อำเภอเขาสวนกวาง ด้วยมูลค่าการลงทุน 2,500 ล้านบาท และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2570 ยกระดับเมืองสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ในมิติของการท่องเที่ยว ขอนแก่นก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร ในปี 2568 มีผู้มาเยี่ยมเยือนเมืองนี้ถึง

“ขอนแก่น” 🏙️✨ จากดินแดนไดโนเสาร์ร้อยล้านปี สู่สุดยอด Medical และ Digital Hub แห่งภูมิภาค 🦕🚀 อ่านเพิ่มเติม »

“ฝรั่งแปลกหน้า” ที่ชาวบ้านสกลไม่คุ้นตา สู่บิดาแห่งโคขุนโพนยางคำ

“โคขุนโพนยางคำ” สู่สุดยอดเนื้อพรีเมียมหมื่นล้านแห่งสกลนคร หากพูดถึงสุดยอดเนื้อสเต๊กของเมืองไทย ชื่อของ “โคขุนโพนยางคำ” จังหวัดสกลนคร ย่อมยืนหนึ่งในใจของบรรดาสายเนื้อทั่วประเทศ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า เบื้องหลังเนื้อลายหินอ่อนที่เชฟระดับมิชลินสตาร์ยังต้องยอมรับนั้น ไม่ได้เริ่มต้นมาจากนายทุนรายใหญ่ หากแต่มาจากหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และการอุทิศทั้งชีวิตของชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่ชื่อว่า ฟรังซัว แดร์โฟร์ (Francois Dervaux) ผู้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาพลิกหน้าประวัติศาสตร์ชาวโพนยางคำไปตลอดกาล ชายแปลกหน้า กับวิถีการเลี้ยงวัวสุดประหลาด ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2523 รัฐบาลไทยและฝรั่งเศสได้ร่วมกันก่อตั้ง “สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด” พร้อมกับการส่งตัว ฟรังซัว แดร์โฟร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรชาวฝรั่งเศสมาเป็นที่ปรึกษาโครงการ ในยุคนั้น เกษตรกรอีสานคุ้นชินกับการเลี้ยงวัวเพื่อใช้งาน ปล่อยให้เดินแทะเล็มหญ้าตามทุ่งนา แต่คุณฟรังซัวกลับมาพร้อมแนวคิดที่ล้ำยุค ซึ่งพลิกตำราการเลี้ยงวัวของคนอีสานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเริ่มจากการนำน้ำเชื้อโคสายพันธุ์ชั้นเลิศจากยุโรป (ชาโรเลส์, ลิมูซิน, ซิมเมนทอล) มาผสมเทียมกับแม่โคพื้นเมือง และแนะนำให้เกษตรกรดูแลวัวด้วยความทะนุถนอม แทนที่เขาจะทำงานเพียงชั่วคราวแล้วบินกลับประเทศที่เจริญแล้ว แต่คุณฟรังซัวกลับตกหลุมรักวิถีชีวิต ความซื่อใส และรอยยิ้มของชาวบ้าน เขาตัดสินใจลงหลักปักฐาน แต่งงานสร้างครอบครัวกับหญิงชาวสกลนคร และผันตัวจากข้าราชการต่างชาติ กลายมาเป็น “ลุงฟรังซัว” ที่ลงพื้นที่คลุกคลีกับเกษตรกรตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสอนวิชาปศุสัตว์ให้กับชาวบ้านอย่างน้อยเดือนละครั้ง ปณิธานอันแรงกล้า: “ธุรกิจนี้ต้องเป็นของชาวบ้าน ไม่ใช่นายทุน” ลุงฟรังซัวมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เขาตั้งใจปั้นให้การขุนวัวเป็น “อาชีพที่สร้างรายได้หลัก” ให้กับคนยากจน เขาปฏิเสธการทำฟาร์มขนาดใหญ่แบบนายทุนผูกขาด แต่เลือกใช้ระบบ สหกรณ์เพื่อให้ชาวบ้านทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วมกัน เขาเข้ามาเปลี่ยนตำราการเลี้ยงวัวของคนอีสานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากเดิมที่ปล่อยวัวเดินกินหญ้าตามทุ่งนา ลุงฟรังซัวสอนให้ชาวบ้านนำน้ำเชื้อโคสายพันธุ์ชั้นเลิศจากยุโรปมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง พร้อมสั่งให้เกษตรกรดูแลวัวยิ่งกว่าลูกในไส้ ต้องให้กินอาหารสูตรกากน้ำตาลผสมรำข้าว ต้องคอยอาบน้ำ แปรงขน ไล่ยุง ไปจนถึงการเปิดเพลงให้วัวฟังเพื่อลดความเครียด ซึ่งเขาเปรียบเทียบการขุนวัวว่า “เหมือนการเลี้ยงเด็ก ที่ต้องใช้ความรักและความใส่ใจเป็นพิเศษ” ฝ่ากำแพงความเชื่อ สู่การยกระดับเนื้อไทยบนเวทีสากล  ความท้าทายที่สาหัสที่สุดไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยง แต่อยู่ที่ “การขาย” เมื่อได้เนื้อวัวลูกผสมที่มีไขมันแทรกสวยงาม ลุงฟรังซัวได้นำเทคนิคการบ่มเนื้อ (Dry Aging) ในห้องเย็นมาใช้ เพื่อให้เอนไซม์ธรรมชาติทำให้เนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่การนำนวัตกรรมอาหารตะวันตกมาใช้ในยุคนั้น กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายความเชื่อของผู้บริโภค เนื่องจากเนื้อที่ผ่านการบ่มจะมีสีคล้ำลง ตลาดสดท้องถิ่นที่คุ้นชินกับเนื้อสดสีแดงและกำลังซื้อที่ไม่มากคนในพื้นที่จึงยังไม่เปิดรับ สหกรณ์ในยุคแรกจึงต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการตลาดอย่างหนัก เมื่อตลาดท้องถิ่นยังไม่พร้อม ลุงฟรังซัวและทีมงานไม่ยอมแพ้ เขาเดินหน้าผลักดันเนื้อโคขุนโพนยางคำเข้าสู่ตลาดระดับบนในกรุงเทพมหานคร โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเชฟโรงแรมห้าดาวและร้านอาหารชั้นนำ และวินาทีที่เนื้อโพนยางคำสัมผัสลิ้นเชฟผู้เชี่ยวชาญ ทุกคนต่างยอมรับในคุณภาพที่ทัดเทียมเนื้อนำเข้าจากยุโรป กระแสปากต่อปากในวงการอาหารชั้นสูงจึงเริ่มต้นขึ้น และพลิกฟื้นชะตากรรมของสหกรณ์ไปตลอดกาล มิติทางเศรษฐกิจ: โมเดลสหกรณ์ที่สร้างความมั่งคั่งให้ชุมชน โคขุนโพนยางคำไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารขึ้นชื่อ แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อมิติทางเศรษฐกิจและสังคมของภาคอีสาน: การกระจายรายได้สู่ชุมชน: การบริหารงานในรูปแบบ “สหกรณ์” ทำให้เม็ดเงินและผลกำไรไม่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่ แต่กระจายกลับคืนสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงโดยตรง ปัจจุบันมีสมาชิกหลายพันครอบครัวที่ลืมตาอ้าปากได้จากอาชีพนี้ การสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (Ecosystem): อุตสาหกรรมโคขุนสร้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกหญ้า ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผู้ขุนโค ไปจนถึงโรงงานชำแหละ แปรรูป และธุรกิจร้านอาหาร สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคอีสานปีละหลายร้อยล้านบาท การยกระดับภาคเกษตรกรรม: เป็นต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เกษตรกรไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (High Value) ที่ได้มาตรฐานสากล ลดการพึ่งพาการนำเข้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศ ฉากจบสุดสะเทือนใจของบิดาแห่งโคขุนไทย ลุงฟรังซัวใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับชาวสกลนครยาวนานถึง

“ฝรั่งแปลกหน้า” ที่ชาวบ้านสกลไม่คุ้นตา สู่บิดาแห่งโคขุนโพนยางคำ อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตรอีสาน 2569

เศรษฐกิจอีสานกำลังเผชิญวิกฤตแรงงานหดตัวอย่างรุนแรง จากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การลดลงของแรงงานภาคเกษตรมีมาอย่างต่อเนื่องแม้จะมีเพิ่มขึ้นอยู่บ้างในปีแรกหลังการระบาดโควิด-19  แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มยังเป็นขาลงมายังปัจจุบัน  อีกทั้งการลดลงนี้ยังส่งผลไปสู่แรงงานภาคอื่นๆในอีสาน ภายใน 1 ปี (2567-2568) ภาคการผลิตสูญเสียแรงงานไปถึง 13.8% และภาคอสังหาริมทรัพย์หดตัวหนักถึง 43.5%  สะท้อนให้เห็นว่าฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคกำลังขาดแคลนกำลังคนอย่างหนักพร้อมกันทั้งระบบ สาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรและคนวัยแรงงานตัดสินใจเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ เกิดจากปัญหา “ช่องว่างรายได้” ที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันค่าจ้างเฉลี่ยนอกภาคเกษตรกรรมสูงถึง 13,380 บาท ซึ่งมากกว่ารายได้ในภาคเกษตรกรรมซึ่งอยู่ที่ 6,958 บาท เกือบ 2 เท่าตัว ประกอบกับค่าจ้างนอกภาคเกษตรยังมีอัตราการเติบโตที่สูงถึง 14.4% ทิ้งห่างราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ที่มีเพียงมันเส้นและอ้อยโรงงานที่เติบโตได้ดีกว่าอยู่ที่ 17.4% และ 23.1% ตามลำดับ จากสาเหตุนั้นทำให้สัดส่วนแรงงานภาคเกษตรและภาคผลิตในภาคอีสานลงลด และส่งผลให้สัดส่วนแรงงานภาคบริการเพิ่มขึ้น จาก 37.3% เป็น 40.6% ภายใน 1 ปี ความเหลื่อมล้ำของผลตอบแทนที่ไม่คุ้มเหนื่อยนี้ จึงเป็นแรงผลักดันเชิงโครงสร้างที่บีบให้แรงงานอีสานต้องมุ่งหน้าสู่ภาคบริการและการค้า เพื่อแสวงหารายได้ที่ตอบโจทย์ค่าครองชีพมากกว่า การันตีตลาด ลดความเสี่ยง: ภาครัฐต้องรับบทเป็นตัวกลางเชื่อมโยงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ ให้ทำสัญญารับซื้อล่วงหน้าพร้อมพ่วงประกันภัยพืชผล เพื่อสร้างตาข่ายรองรับความเสี่ยงจากผลผลิตหรือคุณภาพสินค้าที่ไม่ถึงเกณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรกล้าเปลี่ยนผ่านจากการปลูกพืชราคาถูก สู่การผลิตสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง อุดหนุนค่าจ้าง จูงใจแรงงาน: ผลักดันมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่ออุดหนุนเงินเดือนให้กับพนักงานในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเป้าหมายของท้องถิ่น (เช่น ธุรกิจผ้าไหม, คนขับรถบรรทุกสินค้าเกษตร, หรืออาหารอีสาน) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่มีกำลังจ่ายค่าแรงแข่งขันกับเมืองหลวงได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะดึงดูดแรงงานคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดได้ ภาคอีสานมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรทั้งสิ้น 7,150 แห่ง สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคการผลิต และภาคการค้า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนธุรกิจสูงเป็นอันดับ 2 แต่รายได้ของภาคอีสานกลับไม่สอดคล้องกัน โดยอยู่เพียงอันดับที่ 3 รองจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคกลาง ด้วยช่องว่างด้านรายได้ที่ห่างจากอันดับ 2 ถึงประมาณ 2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสัดส่วนการเปิดและปิดกิจการ พบว่าภาคการค้ามีอัตราการเปลี่ยนแปลงสูงที่สุดทั้งการเปิดใหม่และปิดตัว เนื่องจากการเริ่มต้นธุรกิจในภาคการค้าทำได้ง่าย แต่ความเข้มข้นของการแข่งขันที่สูงส่งผลให้อัตราการหมุนเวียนของธุรกิจอยู่ในระดับสูงตามไปด้วย เมื่อพิจารณาโครงสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในกลุ่มที่มีรายได้สูง พบว่าธุรกิจรายได้สูงในภาคอีสานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีธุรกิจรายได้สูงกระจายตัวในภาคการค้าเป็นหลักด้วยสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจำนวนธุรกิจในภาคอีสานทั้งหมด พบว่าภาคการค้ามีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 50% รองลงมาคือภาคการเกษตร 41% และภาคการผลิต 9% แต่ตัวเลขรายได้กลับสวนทางกับจำนวนธุรกิจอย่างชัดเจน โดยภาคการค้าซึ่งมีจำนวนมากที่สุดกลับสร้างรายได้รวมได้เพียง 3,581 ล้านบาท ขณะที่ภาคการผลิตซึ่งมีสัดส่วนน้อยที่สุดกลับทำรายได้สูงถึง 58,905 ล้านบาท และภาคการเกษตรสร้างรายได้สูงสุดที่ 296,580 ล้านบาท ภาวะที่ภาคการค้ามีจำนวนธุรกิจมากแต่สร้างรายได้ได้น้อยที่สุดนี้ถือเป็นความผิดปกติที่น่าเป็นห่วง เพราะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคการค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่า ภาคอีสานจึงควรมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันได้ ส่วนหนึ่งของปัญหาอาจมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรที่ชะลอตัวลง สินค้าหลักที่ภาคอีสานผลิต แปรรูป และค้าขายมีปริมาณการส่งออกลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งจากการที่ประเทศผู้นำเข้าสามารถผลิตสินค้าชนิดเดียวกันได้เอง และจากภาวะสินค้าล้นตลาดที่ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าจากไทยลดลง

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตรอีสาน 2569 อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมกราคม 2569

ภาคอีสานถือเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน อย่างไรไม่ว่า จำนวนแรงงานที่มีมาก ก็เป็นเหตุให้อัตราการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภูมิภาคสูงเช่นกัน ประชาชนจากอีสานส่วนใหญ่อพยพมากรุงเทพมหานครเพื่อทำงานในลักษณะแรงงานที่ต้องการทักษะสูง หรือเคลื่อนย้ายไปยังภาคตะวันออกเพื่อทำงานในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การทำงานในประเทศบ้างส่วนอาจไม่สนองความต้องการของแรงงาน เนื่องจากค่าจ้างที่ต่ำไม่สอดคล้องกับภาระหนี้สินที่มีอยู่ ส่งผลให้แรงงานบางส่วนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรในต่างประเทศอย่างอิสราเอล ไต้หวัน และเกาหลี เพื่อส่งรายได้กลับมาเลี้ยงครอบครัว จากแบบสอบถาม “อีสานที่คนรุ่นใหม่อยากเห็น” ซึ่งทาง ISAN Insight & Outlook เก็บข้อมูลออนไลน์ระหว่างวันที่ 6–25 มกราคม 2569 จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 431 คน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 53.8% เป็นแรงงานชาวอีสานที่จำเป็นต้องย้ายออกไปทำงานต่างจังหวัด ทั้งในและนอกภาคอีสาน เนื่องจากในจังหวัดบ้านเกิดมีตำแหน่งงานที่เปิดรับไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้จำเป็นต้องย้ายไปยังเมืองที่ใหญ่กว่าเพื่อหาโอกาสใหม่ เมื่อจำแนกรายกลุ่มจังหวัด พบว่ากลุ่มจังหวัดสนุก ซึ่งประกอบด้วย นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร มีอัตราการย้ายออกเพื่อหางานต่างจังหวัดสูงที่สุดในภาคอีสานกว่า 86.4% แม้จังหวัดเหล่านี้จะตั้งอยู่บริเวณชายแดน แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเส้นทางผ่านของสินค้า มากกว่าที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น ตรงข้ามกัน กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ประกอบด้วย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด กลับมีแนวโน้มของการย้ายออกต่ำที่สุด หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในกลุ่มจังหวัดนี้ ซึ่งช่วยสร้างตำแหน่งงานในภาควิชาการได้จำนวนหนึ่ง สำหรับแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาส่วนใหญ่ ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเกิดคือการต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ เนื่องจากโอกาสในการเติบโตในภาคอีสานมีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการไปทำงานในเมืองหลวง ซึ่งมาพร้อมรายได้และสวัสดิการที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การย้ายออกไปทำงานต่างถิ่นของแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความจำเป็นมากกว่าความต้องการ เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 76.5% ยังคงมีความอยากที่จะกลับมาทำงานในภาคอีสาน โดยเฉพาะที่บ้านเกิดของตนเอง เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ครอบครัว การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะความล่าช้าของโครงการรถไฟทางคู่ และปัญหาความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ทั้งจากอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดซ้ำๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่ออุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม อย่างเกษตรและชีวภาพ สถานการณ์เหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหล (Brain Drain) ของคนรุ่นใหม่ ที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางการพัฒนา NeEC ในปัจจุบันอาจยังไม่สอดรับกับโครงสร้างปัญหาและศักยภาพที่แท้จริงของภูมิภาค แม้ว่าอุตสาหกรรมชีวภาพ เกษตร และอาหาร จะเป็นรากฐานที่สอดคล้องกับบริบทของภาคอีสาน แต่การพึ่งพาเพียงอุตสาหกรรมกลุ่มนี้อาจไม่เพียงพอต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภูมิภาค เนื่องจากภาคอีสานยังมีศักยภาพรองรับ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” (New S-Curve) ที่ตลาดโลกมีความต้องการสูง ดังนั้น แนวทางการพัฒนาจึงควรขยายไปสู่การสร้างฐานการผลิตใหม่ ที่ต่อยอดจากห่วงโซ่อุปทานเดิมในพื้นที่ เพื่อกระจายความเจริญ สร้างแหล่งงานที่มีคุณภาพ ลดการกระจุกตัวของแรงงานชาวอีสานในพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น เช่น EEC รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการดึงดูดทรัพยากรมนุษย์ให้กลับสู่ถิ่นฐานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศส่วนมากเป็นชาวอีสาน โดยส่วนใหญ่เลือกทำงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อรับรับรับ สิ่งนี้ ภาครัฐควรจัดตั้งโครงการจูงใจให้แรงงานคืนถิ่น โดยมุ่งเน้นกลุ่มแรงงานไทยในต่างประเทศที่มีทักษะชั้นสูง ให้กลับมาเป็นผู้ประกอบการในบ้านเกิด ผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนกับภาครัฐ ซึ่งรัฐช่วยสมทบทุนตั้งต้นเพิ่มจากเงินเก็บของแรงงานในสัดส่วนที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ในการดัดแปลงเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศของไทย เพื่อลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจและสร้างความยั่งยืนทางรายได้ ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ และมีจำนวนแรงงานมากที่สุดในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากมองในมิติของจำนวนธุรกิจ พบว่าภาคอีสานกลับมีธุรกิจจดทะเบียนน้อยเกือบที่สุดในประเทศ โดยมีเพียง 92,600 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในภาคการค้าและการก่อสร้าง ส่งผลให้ความหลากหลายของอาชีพในภูมิภาคนี้มีค่อนข้างน้อย เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นจากข้อมูลตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในภาคอีสาน ซึ่งกว่า 31.3% เป็นตำแหน่งพนักงานขาย ที่ไม่ต้องการวุฒิการศึกษาสูงมากและมีรายได้ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ในส่วนของอาชีพเฉพาะทางหรือวิชาชีพ

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมกราคม 2569 อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนธันวาคม 2568

ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคของภาคอีสานในปี 2568 ยังคงอยู่ในภาวะหดตัวครอบคลุมทุกหมวดสินค้า แม้ว่าภาครัฐจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในช่วงต้นปีและปลายปีก็ตาม แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวกลับไม่สามารถฟื้นฟูกำลังซื้อได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สะสมอยู่ในระดับสูงได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญ ทำให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเน้นการระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จึงส่งผลให้แรงส่งจากการกระตุ้นของรัฐแผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หนี้เก่ายังอยู่ รายได้ใหม่หายวูบ ราคาข้าววิกฤตต่ำสุดในรอบ 18 ปี แม้ว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับเพิ่มเล็กน้อยอาทิ อ้อย (4.8%) มันสำปะหลัง (3.9%) แต่ดัชนีราคาข้าวเปลือกกลับลดลงถึง 31.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำสุดในรอบ 18 ปี ส่งผลให้ชาวนาอีสานมีกำลังซื้อที่น้อยลง ซ้ำเติมด้วยหนี้ครัวเรือนสูงทำให้แบงก์เข้มงวดสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดสินเชื่อหดตัว โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ลดลงไม่น้อยกว่า 13.4% ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพยังปรับเพิ่มขึ้นราว 0.8% YoY ทำให้กำลังซื้อสุทธิของครัวเรือนอีสานอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน รายได้ใหม่ที่หายไปต้องถูกนำไปชำระภาระหนี้เดิม ส่งผลให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันถูกชะลอลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากึ่งคงทนและสินค้าฟุ่มเฟือย เร่งฟื้นกำลังซื้อก่อนสาย ไม่ใช่แค่พยุงเฉพาะหน้า ดัชนีราคาข้าวเปลือกต่ำสุดในรอบ 18 ปี กระทบต่อกำลังซื้อของชาวนาในภาคอีสาน ระยะสั้นควรเร่งพยุงกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่ระยะถัดไปควรมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าวจากการผลิตที่ชาวนามีความถนัด 1. ราคาข้าวตกต่ำสุดในรอบ 18 ปี ระยะสั้น: ใช้มาตรการชดเชยเมื่อราคาต่ำกว่าต้นทุนอ้างอิง เพื่อไม่ให้ชาวนาไม่มีเงินทำนารอบหน้า ระยะยาว: จูงใจให้ชาวนาเพิ่มมูลค่าข้าวจากการปลูกด้วยวิธีการปลูกที่ได้มาตรฐานการรับรองการผลิตข้าว อาทิเช่น SRP GAP เพื่อเปิดตลาดการส่งออกที่กว้างและเพิ่มมูลค่าในการขาย 2. รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพ ระยะสั้น: มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น น้ำ ไฟ แก๊ส เฉพาะพื้นที่รายได้ต่ำ พยุงกำลังซื้อในช่วงเปราะบาง ระยะยาว: ต่อยอดนโยบาย Thailand Fastpass ในการ Upskills แรงงานในอีสานในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต อาทิเช่น อุตสาหกรรม AI, อุตสาหกรรมพลังงานชีวะภาพ และอื่นๆ 3. หนี้ครัวเรือนสูง จนรายได้ในอนาคตถูกใช้ไปแล้ว ระยะสั้น: ขยายกรอบนโยบาย ”ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่เป็นนโยบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มเปราะบางทั้งหมด พร้อมขยายให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือในทุกมิติ ระยะยาว: คลินิกแก้หนี้ครัวเรือนโดยสหกรณ์/อบต. เป็นจุดคัดกรอง ไม่ช่วยแบบเหมารวม สถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมในภาคอีสานยังคงน่ากังวล เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการกำลังวิตกกังวลต่อกำลังซื้อในพื้นที่ที่ซบเซาลงอย่างมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า และรายได้จากภาคเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ตามเป้าหมาย ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นในการลงทุน สถานการณ์การลงทุนของภาคเอกชนในภาคอีสานยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ผลจากปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เข้ามากัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผนวกกับปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ถูกประเมินว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในขณะนี้ ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะภาคการค้าชายแดนที่หยุดชะงักอย่างฉับพลัน และภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวลง สวนทางกับทิศทางการฟื้นตัวของจังหวัดอื่นในภาคอีสาน โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดชายแดนอีสานใต้ (บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์) ที่จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลง แม้ระดับผลกระทบจะยังต่ำกว่าจังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักก็ตาม คณะผู้จัดทำ ที่ปรึกษาโครงการ ผศ.ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์ นักวิเคราะห์ นาย ธนสาร

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนธันวาคม 2568 อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนพฤศจิกายน 2568

ISAN Outlook พาเปิดเบิ่ง 5 ธุรกิจดาวรุ่ง–ดาวร่วง ปี 2568 ท่ามกลางปีแห่งความผันผวนและความท้าทายรอบด้าน ธุรกิจดาวรุ่ง การขนส่งสินค้า🚚: อุปสงค์เติบโตจาก E- Commerce และการขยายศูนย์กระจายสินค้า ขายส่งผลิตภัณฑ์อาหาร🥫: ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานยังสูง ร้านอาหารและเดลิเวอรีต้องใช้วัตถุดิบจำนวนมาก อีกทั้งราคาวัตถุดิบผันผวน ทำให้ผู้ค้าต้องสต็อกสินค้าเพิ่ม โรงแรม รีสอร์ท และห้องชุด🏩: จากการท่องเที่ยวอีสานที่ยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง และเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม/ธรรมชาติ การขายส่งเครื่องสำอาง💄: ตลาดความงามโตต่อเนื่อง เพราะได้แรงขับจากช่องทางออนไลน์และ Influencer marketing การจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ🖥️: SME ต้องการระบบธุรกิจเฉพาะทางมากขึ้น รวมไปถึงการนำ AI มาช่วย การจัดแสดงศิลปะความบันเทิง: จากการจัดแสดงคอนเสิร์ต หมอลำ รถแห่ของอีสานที่เติบโตต่อเนื่อง ธุรกิจดาวร่วง ร้านขายปลีกสินค้าทั่วไป🛍️: ร้านขายส่งรายเล็กไม่อาจสู้ร้านขายส่งเจ้าใหญ่ที่สามารถทำราคาถูกกว่าได้ และการเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูก ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต📦: แม้ว่าธุรกิจขายออนไลน์เมื่อหลายปีก่อนมีอัตราการเติบโตสูง แต่ปีนี้กลับลดลงอย่างมีนัยยะ ซึ่งอาจเป็นเพียงการหดตัวชั่วคราว ร้านอาหาร🍴: ต้นทุนวัตถุดิบและค่าเช่าที่ปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันในตลาดและร้านจำนวนมาก ทำให้ร้านที่อยู่สู้ไม่ไหว ร้านใหม่อยู่ไม่นาน ขายปลีกวัสดุก่อสร้าง🛠️: เป็นธุรกิจที่ในระยะยาวนั้นแข่งขันกับรายใหญ่ได้ลำบาก และยังต้องแข่งขันกับตลาดออนไลน์ที่ราคาถูกกว่า ขายปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้า💡: อีกหนึ่งธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ราคาถูกกว่าได้  ส่งผลให้มีการปิดตัวมาก ธุรกิจที่ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน: เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนัดจากการปิดด่านชายแดนกัมพูชา กระทบผู้ส่งออกสินค้าทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคหรือสินค้าเกษตร ในภาพใหญ่ ธุรกิจอีสานโตต่ำลงในปีนี้ ผลจากเศรษฐกิจชะลอตัว 👉 แม้จะมีธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงให้เห็นชัด แต่ภาพรวมกลับพบว่าการจดทะเบียนธุรกิจในอีสานหดตัวถึง 6% เกือบทุกหมวดธุรกิจเปิดใหม่ลดลง สะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนที่อ่อนแรงลงอย่างมาก โดยมีปัจจัยสำคัญคือ กำลังซื้อผู้บริโภคยังเปราะบาง กำลังซื้อผู้บริโภคอีสานในภาพรวมในปีนี้หดตัวลง กดดันให้ผู้ประกอบการไม่กล้าเสี่ยงลงทุน สถาบันการเงินเข้มงวดต่อเนื่องในการปล่อยสินเชื่อ  ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งในประเทศและความขัดแย้งกับกัมพูชา กดทับบรรยากาศการลงทุนโดยรวมของภาคอีสาน มองปีหน้า AI จะเข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจเต็มตัว ซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอีสาน นอกจากนั้นยังมีทั้งปัจจัยด้านบวกและลบ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยด้านบวก: มาตรการเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก ซึ่งจะลดผลกระทบจากการทุ่มตลาดจากสินค้าราคาถูกจากจีน โอกาสจากการใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ภาคธุรกิจ เทรนด์การเลี้ยงสัตว์แทนลูก เหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว ธุรกิจประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับอานิสงส์เพิ่มขึ้น ปัจจัยด้านลบ: ความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่สงบส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก  รวมถึงความขัดแย้งที่ส่งผลต่อราคาสินค้าทุน การปล่อยสินเชื่อยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว ฉุดรั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยหากมองไปถึงธุรกิจดาวรุ่ง – ดาวร่วงของภาคอีสานในปีหน้านั้นอาจออกมาได้หลายแบบ ซึ่งทาง ISAN Outlook คาดการณ์จากปัจจัยแวดล้อมได้ดังนี้ ดาวที่อาจจะรุ่ง: ธุรกิจด้านเทคโนโลยี AI, ดิจิทัล และแพลตฟอร์มออนไลน์ ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เช่น อาหารสัตว์ บริการดูแลสัตว์เลี้ยง ธุรกิจขนส่งและกระจายสินค้า ดาวที่อาจจะร่วง: ธุรกิจส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ คนละครึ่งพลัสกระตุ้นอีสานคึกคัก คนแห่ออกมาจับจ่ายใช้สอย ดัชนีการอุปโภคบริโภคของประชาชนในภาคอีสานหมวดสินค้าหมุนเวียนเร็ว เช่น ของใช้ประจำวัน และสินค้ากึ่งคงทน เช่น เสื้อผ้า

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง “งบบริหารจัดการน้ำ ปี 68” กว่า 111,392 ล้าน กระจายไปที่ไหนบ้าง

ในปีงบประมาณ 2568 งบประมาณที่จัดสรรให้กับโครงการโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ (เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย) มีจำนวนรวม 111,392 ล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นงบลงทุน และคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 20.5% ของงบลงทุนทั้งหมดของประเทศ งบประมาณส่วนใหญ่นี้มุ่งเน้นไปที่โครงการเกี่ยวกับระบบและสิ่งก่อสร้างเพื่อส่งน้ำหรือระบายน้ำ เช่น ประตูระบายน้ำ ฝาย และคลองส่งน้ำ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 73.1% ขณะที่งบประมาณสำหรับสิ่งก่อสร้างสำหรับกักเก็บน้ำ/หาแหล่งน้ำใหม่มีเพียง 7.2% เท่านั้น และที่น่าสังเกตคือ โครงการที่ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการน้ำท่วมโดยเฉพาะ มีสัดส่วนเพียง 5.5% ของงบประมาณจัดการน้ำทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณยังคงเน้นการบริหารจัดการน้ำตามปกติ มากกว่าการลงทุนเชิงรุกเพื่อป้องกันและบรรเทาภัยพิบัตินั่นเอง การกระจายตัวของงบประมาณตามพื้นที่พบว่างบจัดการน้ำจะเน้นลงไปยังจังหวัดใน ภาคอีสาน มากที่สุด เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนพื้นที่ชลประทานต่อพื้นที่เกษตรกรรมต่ำที่สุดในประเทศ เพียง 13.2% (เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ 22.9%) ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาฟ้าฝนอย่างหนัก ในปีงบ 2568 จังหวัดที่ได้รับงบประมาณจัดการน้ำมากที่สุดสองปีติดต่อกันคือ อุบลราชธานี โดยได้รับงบประมาณกว่า 3,422 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการเป็นพื้นที่รับน้ำจากสองแม่น้ำสายหลักคือชีและมูล และเคยประสบอุทกภัยรุนแรงที่สุดในปี 2565 การทุ่มงบประมาณหลังภัยพิบัติในลักษณะนี้ สอดคล้องกับการที่รัฐบาลเริ่มหยิบยกโครงการก่อสร้างเขื่อน ‘แก่งเสือเต้น’ ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมในภาคเหนือนั่นเอง 10 จังหวัดที่ได้รับงบบริหารจัดการน้ำมากที่สุด – อุบลราชธานี 3,421 ล้านบาท – กาญจนบุรี 2,369 ล้านบาท – กรุงเทพมหานคร 2,334 ล้านบาท – สงขลา 2,326 ล้านบาท – นครศรีธรรมราช 2,259 ล้านบาท – นครราชสีมา 2,234 ล้านบาท – เชียงราย 2,119 ล้านบาท – นครพนม 2,020 ล้านบาท – บุรีรัมย์ 2,009 ล้านบาท – เชียงใหม่ 1,903 ล้านบาท ในด้านหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของ กรมชลประทาน (58.2%) และ กรมโยธาธิการและผังเมือง (21.9%) ขณะที่งบประมาณถึง 88.3% ยังคงกระจุกตัวอยู่กับหน่วยราชการส่วนกลาง โดยมีงบประมาณที่ลงไปยังราชการส่วนจังหวัด/กลุ่มจังหวัดเพียง 4.5% และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพียง 3.8% เท่านั้น แม้ว่าบทเรียนจากน้ำท่วมหลายครั้งที่ผ่านมาจะชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกระจายอำนาจการบริหารจัดการน้ำไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น แต่โครงสร้างการจัดการและการกระจายงบประมาณในปัจจุบันยังคงมีลักษณะกระจุกอยู่ศูนย์กลางแต่ละท้องที่ ความแตกต่างระหว่างแผนกับความเป็นจริง โดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้จัดทำ ‘แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ’ ที่มีกรอบวงเงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบ 2568 มีกรอบวงเงินสูงถึง 440,431 ล้านบาท แต่เมื่องบประมาณผ่านกระบวนการจัดสรรจริง โครงการที่ได้รับงบประมาณกลับมีเพียงราว 1 ใน 4

พาเปิดเบิ่ง “งบบริหารจัดการน้ำ ปี 68” กว่า 111,392 ล้าน กระจายไปที่ไหนบ้าง อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดสถิติเบิ่ง “นักดื่ม” อีสาน จังหวัดไหนครองแชมป์?

ในปี 2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดเผยตัวเลขที่สะท้อนภาพสังคมอีสานอย่างน่าจับตา คือ ภาคอีสานมีสัดส่วนนักดื่มสูงที่สุดในประเทศไทย ถึง 43.4% ซึ่งหมายความว่าในทุก 100 คน จะพบผู้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่า 43 คนนั่นเอง อีกทั้งยังพบว่า ขอนแก่นมีสัดส่วนนักดื่มสูงถึง 64.1% ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของภาคและของประเทศ ขณะที่ นครราชสีมาที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอีสาน กลับมีผู้ดื่มเพียง 31.1% ต่ำที่สุดในภูมิภาค  ขอนแก่น เมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วแห่งหนึ่งของอีสาน ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ การศึกษา หรือการเป็นศูนย์กลางบริการ ขอนแก่นเป็น “เมืองฮับ” ที่รวมทั้งมหาวิทยาลัยใหญ่ ประชากรวัยหนุ่มสาว และอุตสาหกรรมบริการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดกิจกรรมยามค่ำคืน ร้านนั่งชิลล์ บาร์ คาเฟ่ ผับ และอีเวนต์ต่างๆ ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยทางสังคมศาสตร์พบว่า เมืองที่มีความเป็นเมืองสูง มักมีสัดส่วนผู้ดื่มสูง เพราะการเข้าสังคม การเจรจาธุรกิจ และกิจกรรมสันทนาการมักผูกกับการดื่มเป็นองค์ประกอบสำคัญ การที่คนรุ่นใหม่อาศัยอยู่มาก ยังทำให้รูปแบบการดื่มในเชิงไลฟ์สไตล์แพร่หลายมากกว่าจังหวัดที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมหรือเมืองครอบครัวนั่นเอง มหาสารคาม ซึ่งมีสัดส่วนนักดื่มสูงเป็นอันดับ 2 ของอีสานที่ 56% ก็มีเหตุผลที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างประชากรเช่นเดียวกัน มหาสารคามเป็นเมืองมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีนักศึกษามจำ เมืองลักษณะนี้มักมีพฤติกรรมการเข้าสังคมผ่านสถานที่อย่างร้านนั่งชิลล์ บาร์ราคาย่อมเยา และกิจกรรมกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการดื่มในสัดส่วนสูง เมื่อผสานกับค่าครองชีพที่ไม่แพง ทำให้ “การสังสรรค์ราคาเอื้อมถึง” กลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมหลักของเมือง และสะท้อนออกมาในตัวเลขสัดส่วนผู้ดื่มที่สูงกว่าเมืองอื่นนั่นเอง ขณะที่ นครราชสีมา กลับมีสัดส่วนนักดื่มต่ำสุดในภาคอีสาน แม้จะเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดก็ตาม เหตุผลสำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต่างออกไป โคราชมีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและข้าราชการจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมระมัดระวังการดื่มมากกว่าเมื่อเทียบกับนักศึกษาและแรงงานบริการ อีกทั้งเมืองมีการแข่งขันทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ทำให้ผู้คนใช้เวลาในการทำงานมากและให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่าไลฟ์สไตล์การสังสรรค์นั่นเอง นอกจากนี้ ธุรกิจสถานบันเทิงในโคราชยังถูกควบคุมเข้มกว่าเมืองมหาวิทยาลัยหรือเมืองท่องเที่ยว จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สัดส่วนผู้ดื่มต่ำกว่าหลายจังหวัดอย่างชัดเจน การดื่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สำคัญ อีสานเป็นภาคที่มีงานประเพณีและเทศกาลมากที่สุดภาคหนึ่งของไทย ตั้งแต่งานบุญบั้งไฟ งานบุญประจำเดือน จนถึงงานดนตรีและงานชุมชนต่างๆ ซึ่งล้วนมีเครื่องดื่มเป็นองค์ประกอบทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนรายได้ ทั้งร้านอาหาร ผู้จัดงาน ร้านเครื่องดื่ม และแรงงานบริการ อีกทั้งผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ยังให้ความสำคัญกับตลาดอีสานอย่างมาก เนื่องจากมีกำลังซื้อต่อความถี่ในการบริโภคที่สูง ส่งผลให้โลจิสติกส์ คลังสินค้า และช่องทางกระจายสินค้าในภูมิภาคเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา     อ้างอิงจาก:  – BrandThink – ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ – กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข – Urbanisation and Social Drinking Behavior in Thailand – Economic Structure and Lifestyle Consumption in Northeastern Thailand   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่

พาเปิดสถิติเบิ่ง “นักดื่ม” อีสาน จังหวัดไหนครองแชมป์? อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top