บทวิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตรอีสาน 2569
เศรษฐกิจอีสานกำลังเผชิญวิกฤตแรงงานหดตัวอย่างรุนแรง จากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การลดลงของแรงงานภาคเกษตรมีมาอย่างต่อเนื่องแม้จะมีเพิ่มขึ้นอยู่บ้างในปีแรกหลังการระบาดโควิด-19 แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มยังเป็นขาลงมายังปัจจุบัน อีกทั้งการลดลงนี้ยังส่งผลไปสู่แรงงานภาคอื่นๆในอีสาน ภายใน 1 ปี (2567-2568) ภาคการผลิตสูญเสียแรงงานไปถึง 13.8% และภาคอสังหาริมทรัพย์หดตัวหนักถึง 43.5% สะท้อนให้เห็นว่าฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคกำลังขาดแคลนกำลังคนอย่างหนักพร้อมกันทั้งระบบ สาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรและคนวัยแรงงานตัดสินใจเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ เกิดจากปัญหา “ช่องว่างรายได้” ที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันค่าจ้างเฉลี่ยนอกภาคเกษตรกรรมสูงถึง 13,380 บาท ซึ่งมากกว่ารายได้ในภาคเกษตรกรรมซึ่งอยู่ที่ 6,958 บาท เกือบ 2 เท่าตัว ประกอบกับค่าจ้างนอกภาคเกษตรยังมีอัตราการเติบโตที่สูงถึง 14.4% ทิ้งห่างราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ที่มีเพียงมันเส้นและอ้อยโรงงานที่เติบโตได้ดีกว่าอยู่ที่ 17.4% และ 23.1% ตามลำดับ จากสาเหตุนั้นทำให้สัดส่วนแรงงานภาคเกษตรและภาคผลิตในภาคอีสานลงลด และส่งผลให้สัดส่วนแรงงานภาคบริการเพิ่มขึ้น จาก 37.3% เป็น 40.6% ภายใน 1 ปี ความเหลื่อมล้ำของผลตอบแทนที่ไม่คุ้มเหนื่อยนี้ จึงเป็นแรงผลักดันเชิงโครงสร้างที่บีบให้แรงงานอีสานต้องมุ่งหน้าสู่ภาคบริการและการค้า เพื่อแสวงหารายได้ที่ตอบโจทย์ค่าครองชีพมากกว่า การันตีตลาด ลดความเสี่ยง: ภาครัฐต้องรับบทเป็นตัวกลางเชื่อมโยงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ ให้ทำสัญญารับซื้อล่วงหน้าพร้อมพ่วงประกันภัยพืชผล เพื่อสร้างตาข่ายรองรับความเสี่ยงจากผลผลิตหรือคุณภาพสินค้าที่ไม่ถึงเกณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรกล้าเปลี่ยนผ่านจากการปลูกพืชราคาถูก สู่การผลิตสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง อุดหนุนค่าจ้าง จูงใจแรงงาน: ผลักดันมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่ออุดหนุนเงินเดือนให้กับพนักงานในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเป้าหมายของท้องถิ่น (เช่น ธุรกิจผ้าไหม, คนขับรถบรรทุกสินค้าเกษตร, หรืออาหารอีสาน) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่มีกำลังจ่ายค่าแรงแข่งขันกับเมืองหลวงได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะดึงดูดแรงงานคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดได้ ภาคอีสานมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรทั้งสิ้น 7,150 แห่ง สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคการผลิต และภาคการค้า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนธุรกิจสูงเป็นอันดับ 2 แต่รายได้ของภาคอีสานกลับไม่สอดคล้องกัน โดยอยู่เพียงอันดับที่ 3 รองจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคกลาง ด้วยช่องว่างด้านรายได้ที่ห่างจากอันดับ 2 ถึงประมาณ 2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสัดส่วนการเปิดและปิดกิจการ พบว่าภาคการค้ามีอัตราการเปลี่ยนแปลงสูงที่สุดทั้งการเปิดใหม่และปิดตัว เนื่องจากการเริ่มต้นธุรกิจในภาคการค้าทำได้ง่าย แต่ความเข้มข้นของการแข่งขันที่สูงส่งผลให้อัตราการหมุนเวียนของธุรกิจอยู่ในระดับสูงตามไปด้วย เมื่อพิจารณาโครงสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในกลุ่มที่มีรายได้สูง พบว่าธุรกิจรายได้สูงในภาคอีสานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีธุรกิจรายได้สูงกระจายตัวในภาคการค้าเป็นหลักด้วยสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจำนวนธุรกิจในภาคอีสานทั้งหมด พบว่าภาคการค้ามีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 50% รองลงมาคือภาคการเกษตร 41% และภาคการผลิต 9% แต่ตัวเลขรายได้กลับสวนทางกับจำนวนธุรกิจอย่างชัดเจน โดยภาคการค้าซึ่งมีจำนวนมากที่สุดกลับสร้างรายได้รวมได้เพียง 3,581 ล้านบาท ขณะที่ภาคการผลิตซึ่งมีสัดส่วนน้อยที่สุดกลับทำรายได้สูงถึง 58,905 ล้านบาท และภาคการเกษตรสร้างรายได้สูงสุดที่ 296,580 ล้านบาท ภาวะที่ภาคการค้ามีจำนวนธุรกิจมากแต่สร้างรายได้ได้น้อยที่สุดนี้ถือเป็นความผิดปกติที่น่าเป็นห่วง เพราะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคการค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่า ภาคอีสานจึงควรมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันได้ ส่วนหนึ่งของปัญหาอาจมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรที่ชะลอตัวลง สินค้าหลักที่ภาคอีสานผลิต แปรรูป และค้าขายมีปริมาณการส่งออกลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งจากการที่ประเทศผู้นำเข้าสามารถผลิตสินค้าชนิดเดียวกันได้เอง และจากภาวะสินค้าล้นตลาดที่ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าจากไทยลดลง […]
บทวิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตรอีสาน 2569 อ่านเพิ่มเติม »










