Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

พาเปิดเบิ่ง ครึ่งปีแรก 2568 “อีสานโกยรายได้ท่องเที่ยว” พุ่งทะลุ 5.8 หมื่นล้าน‼️ เติบโตเกือบ 7%

ท่องเที่ยวอีสานฟื้นแรง‼️รายได้ครึ่งปีทะลุ 5.8 หมื่นล้าน เปิดโอกาสธุรกิจใหม่กลางแดนอีสาน ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2568 ภาคอีสานของเรา มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งภูมิภาคพุ่งทะลุ 58,057 ล้านบาท เติบโตขึ้นเกือบ 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน โดยถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจฐานรากของภูมิภาค โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การพักผ่อน และการใช้จ่ายในระดับชุมชน 4 จังหวัดหลักกุมสัดส่วนรายได้กว่า 54% จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าพื้นที่ 4 จังหวัดหลักของอีสาน อย่างเช่น นครราชสีมา, ขอนแก่น, อุดรธานี และอุบลราชธานี ยังคงครองตำแหน่งผู้นำด้านรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมั่นคง โดยสร้างรายได้รวมกันถึงกว่า 31,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 54.4% ของทั้งภูมิภาคเลยทีเดียว ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทในฐานะประตูเศรษฐกิจอีสานที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน สายการบิน การคมนาคมทางถนน และระบบสาธารณูปโภคที่รองรับการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบนั่นเอง นครราชสีมา ยังคงเป็นแชมป์ด้วยรายได้กว่า 11,197 ล้านบาท จากความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว ทั้งวัฒนธรรม ธรรมชาติ และเมืองพักผ่อนปลายทางอย่างเขาใหญ่ ตามมาด้วย ขอนแก่น และ อุดรธานี ทำรายได้ไล่หลังมาติดๆ ด้วยบทบาทศูนย์กลางเศรษฐกิจตอนบนของอีสาน มีทั้งมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลชั้นนำ และธุรกิจ MICE (การจัดประชุม/สัมมนา) และ อุบลราชธานี แม้จะอยู่ชายแดน แต่ก็เติบโตจากทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และศักยภาพของสนามบินที่เชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ทั่วประเทศ   หนองคาย ดาวรุ่งชายแดนลุ่มน้ำโขง ในอันดับที่ 5 อย่าง หนองคาย กวาดได้กว่า 4,779 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากบทบาทของการเป็นเมืองหน้าด่านติด สปป.ลาวโดยเฉพาะสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่เปิดช่องทางให้การค้าชายแดนคึกคัก รวมถึงการเดินทางของนักท่องเที่ยวลาวและเวียดนาม ที่นิยมต่อรถเข้ามาชอปปิ้ง รักษาสุขภาพ หรือพักผ่อนในฝั่งไทย โดยเฉพาะที่จังหวัด อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬซึ่งมีศูนย์การค้า โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกความงามครบครัน พฤติกรรมการท่องเที่ยวลักษณะนี้ทำให้ธุรกิจบริการข้ามแดน อย่างเช่น ศัลยกรรม เช่าเหมารถ การจัดทัวร์รายวัน และธุรกิจร้านอาหาร-ร้านขายของฝาก ได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจำนวนมากเลยทีเดียว   อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ “ค่าใช้จ่ายต่อคนในการท่องเที่ยว” ซึ่งชี้ให้เห็นพฤติกรรมและกำลังซื้อของนักเดินทาง โดยจังหวัดที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูง ได้แก่ – ขอนแก่น มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 3,190 บาท/คน – อุดรธานี มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 2,753 บาท/คน – หนองคาย มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 2,488 บาท/คน – นครราชสีมา มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 2,445 บาท/คน จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ การศึกษา และการคมนาคม มักมีนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่านักท่องเที่ยวแบบประหยัด เพราะจุดหมายเหล่านี้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังจ่ายสูง ทั้งชาวไทยและเพื่อนบ้าน ทำให้ธุรกิจระดับกลางถึงบน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรู สปา คลินิกเวชกรรม […]

พาเปิดเบิ่ง ครึ่งปีแรก 2568 “อีสานโกยรายได้ท่องเที่ยว” พุ่งทะลุ 5.8 หมื่นล้าน‼️ เติบโตเกือบ 7% อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง ธุรกิจอีสานรายได้ปังไม่แพ้ใคร ธุรกิจเหล่านี้มีรายได้ในปี 2567 เท่าไหร่?

ภาคอีสานหนึ่งภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการเป็นที่ตั้งของธุรกิจขนาดใหญ่หลากหลายแห่ง หลายบริษัทไม่เพียงเป็นที่รู้จักในระดับประเทศเท่านั้น หากแต่ยังขยายกิจการไปต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบของการตั้งสาขา หรือในรูปแบบของการทำการค้าก็ดี ซึ่งไม่เพียงแต่จะสรา้งชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้บริษัท แต่ยังรวมถึงการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถูกให้กับประเทศด้วยเช่นกัน ในปี 2567 ที่ผ่านมา ภาคอีสานมีธุรกิจจดทะเบียนดำเนินกิจการอยู่มากกว่าหลายหมื่นราย แต่มีเพียง 6 บริษัทเท่านั้นที่สามารถสร้างรายได้แตะระดับหมื่นล้านบาทได้สำเร็จ ซึ่งน่าสนใจว่าในจำนวนนี้ถึงครึ่งหนึ่ง หรือ 3 บริษัท เป็นธุรกิจค้าทองคำ โดยสามารถทำรายได้ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ผู้บริโภคยังคงให้ความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนจากโรคระบาดและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามในต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาทองคำขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นทั้งเครื่องมือรักษามูลค่าทรัพย์สินและช่องทางในการเก็งกำไรของคนจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา หากพิจารณาธุรกิจที่มีรายได้มากกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไปในภาคอีสาน จะพบว่า ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในภาคการผลิต ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของภาคการผลิตในฐานะหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนธุรกิจที่มีรายได้มากกว่า 5,000 ล้านส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจภาคการผลิต แต่หากพิจารณาธุรกิจที่สามารถทำรายได้สูงสุดนั้นยังคงเป็นธุรกิจภาคการค้าและบริการ ได้แก่ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งนับเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีรายได้สูงที่สุดในภาคอีสาน ที่ยังคงขยายเครือข่ายสาขาครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจการค้าในภูมิภาคที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมในภาคอีสาน รายได้รวมกว่า 70% ของภาคธุรกิจทั้งหมดมาจากกลุ่มการค้าและบริการ โดยเฉพาะในหมวดการขายส่ง-ขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นหมวดใหญ่ที่ครอบคลุมธุรกิจนับหมื่นรายทั่วภูมิภาค หากพิจารณาเชิงลึกภายในหมวดนี้ จะพบว่ากิจกรรมที่สร้างกำไรได้สูงสุด ได้แก่ “การขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ในร้านค้าเฉพาะ เช่น สถานีบริการน้ำมัน” และ “การขายยานยนต์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ รถตู้ หรือรถขนาดเล็กประเภทต่าง ๆ” ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มีสัดส่วนรายได้และกำไรสูงที่สุดในหมวด แสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้พลังงานและการขนส่งในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ยังคงเติบโต แม้ว่าหากดูตัวเลขของยอดรถจดทะเบียนใหม่นั้นจะมีจำนวนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม ขณะที่รายได้อีกกว่า 25% มาจากภาคการผลิต ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจอีสาน โดยกิจกรรมหลักที่สร้างรายได้สูงในกลุ่มนี้ ได้แก่ “การสีข้าว” และ “การผลิตสตาร์ชมันสำปะหลัง” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรมโดยตรง และสะท้อนถึงบทบาทของภาคอีสานในฐานะพื้นที่ผลิตวัตถุดิบสำคัญของประเทศ ทั้งในด้านข้าวและมันสำปะหลังที่มีบทบาททั้งในตลาดภายในและการส่งออก ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคอีสานไม่ได้เป็นเพียง “พื้นที่ชนบท” ดังภาพจำในอดีตอีกต่อไป หากแต่กำลังกลายเป็น “ภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญ” ที่มีบทบาทอย่างชัดเจนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในแง่ของมูลค่าทางธุรกิจ ความหลากหลายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และศักยภาพในการเติบโตในอนาคต ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่ผสมผสานทั้งภาคการค้า ภาคการผลิต และภาคเกษตรกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน การเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ในอีสาน โดยเฉพาะในกลุ่มทองคำ พลังงาน ยานยนต์ และเกษตรแปรรูป ไม่เพียงแต่ตอกย้ำศักยภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณชี้ว่า หากมีการวางแผนและสนับสนุนอย่างเหมาะสม ภาคอีสานอาจกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว   อ้างอิง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พามาเบิ่ง🧐 ยักษ์ใหญ่แห่งที่ราบสูง ส่องบริษัทมหาชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสาน

พามาเบิ่ง ธุรกิจอีสานรายได้ปังไม่แพ้ใคร ธุรกิจเหล่านี้มีรายได้ในปี 2567 เท่าไหร่? อ่านเพิ่มเติม »

ชายแดนเดือดอีกครั้ง‼️ พาเจาะลึกเบิ่ง “ปราสาทตาเมือนธม” 1 ใน 4 ปราสาทที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ในถิ่นไทย

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 13:08 น. บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายและเสียงทะเลาะดังสนั่นระหว่างคนไทยกับคนกัมพูชาที่ต่างอ้างสิทธิในพื้นที่ ซึ่งแม้เหตุการณ์จะไม่ลุกลามเป็นความรุนแรง แต่ได้สะท้อนถึงรอยร้าวที่ยังคงคุกรุ่นในดินแดนชายแดน “ปราสาทตาเมือนธม” คือโบราณสถานขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน ตั้งอยู่ในอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ไม่ไกลจากชายแดนไทย-กัมพูชา ตัวปราสาทสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอม ภายหลังการล่มสลายของขอมโบราณ ปราสาทหลายแห่งกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่สูง มองเห็นเส้นทางลำเลียงและแนวป้องกันทางธรรมชาติได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ปราสาทหลายแห่ง อย่างเช่น ตาเมือนธม จึงไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นมรดกทางยุทธศาสตร์โดยปริยาย เป็นทั้งจุดควบคุมพรมแดน เขตทหาร และเป้าหมายของความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์ที่ดึงเอาเรื่องวัฒนธรรมมาเป็นฉากหน้าเพื่อต่อรองด้านอื่นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า   พรมแดนไม่เคยนิ่ง จากข้อพิพาทไทย–กัมพูชา หากย้อนไปในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ความขัดแย้งหลักล้วนมีจุดร่วมอยู่ที่พรมแดนที่ยังไม่มีข้อยุติ และทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีปราสาทพระวิหาร ที่ศาลโลกตัดสินให้ตกเป็นของกัมพูชาในปี 2505 และนำไปสู่ข้อพิพาทซ้ำซ้อนในปี 2551-2554 รวมถึงการปะทะระหว่างทหารที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและชาวบ้านต้องอพยพออกจากพื้นที่หลายพันคน ในกรณีปราสาทตาเมือนธม ความขัดแย้งเดิมสงบนิ่งหลังจากเหตุการณ์รุนแรงช่วงปี 2548-2554 แต่ในปัจจุบันกระแสของการทวงคืนวัฒนธรรมก็กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชามีการขึ้นทะเบียนโบราณสถานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งไทยมองว่าเป็นการกระทำฝ่ายเดียว และไม่ยอมรับเขตแดนตามแผนที่ฝรั่งเศสยุคล่าอาณานิคม ล่าสุดในปี 2568 กัมพูชาได้มีการจัดกิจกรรมบริเวณใกล้ปราสาท พร้อมมีป้ายเขียนภาษาเขมรและธงชาติกัมพูชาปรากฏอยู่ในพื้นที่ที่คนไทยถือว่าอยู่ฝั่งไทย จุดชนวนให้เกิดความไม่พอใจของชาวบ้าน รวมถึงการปะทะด้วยวาจาอย่างรุนแรง   โบราณสถานชายแดน อย่างเช่นปราสาทตาเมือนธม หรือแม้แต่ปราสาทพระวิหาร ไม่เพียงมีค่าในเชิงวัฒนธรรม แต่ยังเป็นทรัพยากรเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ การค้าชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอาเซียน โดยหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่เหล่านี้เคยถูกเสนอเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ และยกระดับชุมชนชายแดนให้พึ่งพาตนเองได้ผ่านการท่องเที่ยวและงานหัตถกรรม แต่แล้วความไม่แน่นอนของอธิปไตยทางวัฒนธรรม กลับกลายเป็นอุปสรรคหลักที่ทำให้การลงทุนระยะยาวหยุดชะงัก ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงช่างฝีมือท้องถิ่น นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว ชุมชนในพื้นที่ชายแดนยังเผชิญกับความไม่มั่นคงในชีวิต การค้าขายตามแนวชายแดนชะงักงัน วิถีชีวิตดั้งเดิมถูกรบกวน และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่เคยแน่นแฟ้นระหว่างสองฝั่งต้องถดถอยลงอีกด้วย หากภาครัฐสามารถเจรจาอย่างสงบ สร้างกลไกการบริหารจัดการร่วมในลักษณะแหล่งมรดกร่วมแบบพหุภาคี อย่างเช่นเดียวกับกรณี “เคบายา” ในอาเซียน หรือแม้แต่ “โขน-ละครโขล” ในปี 2561 ที่ต่างฝ่ายต่างขึ้นทะเบียนแต่ไม่ขัดแย้ง ก็จะเป็นประตูที่เปิดให้การท่องเที่ยวชายแดนกลายเป็นสันติภาพทางเศรษฐกิจแทนการปะทะทางการเมืองนั่นเอง     อ้างอิงจาก: – Matichon – True ID – Thai PBS – Spring News   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ปราสาทตาเมือนธม

ชายแดนเดือดอีกครั้ง‼️ พาเจาะลึกเบิ่ง “ปราสาทตาเมือนธม” 1 ใน 4 ปราสาทที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ในถิ่นไทย อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง 8 “ชุดไทย” พระราชนิยม ที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ของ ยูเนสโก ปี 2569

ไทยได้เสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ของยูเนสโก ปี 2569 หลังมีประเด็นกัมพูชายื่นชุดคล้ายชุดไทย ฮู้บ่ว่า? นอกจาก “ชุดไทย” แล้ว “มวยไทย” กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกระดับสากลในปี 2571 เพื่อยกระดับ Soft Power ไทยบนเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์ พามาเบิ่ง 8 “ชุดไทย” พระราชนิยม ที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ของ ยูเนสโก ปี 2569 หลังมีประเด็น กัมพูชา ยื่นชุดคล้ายชุดไทย . “ชุดไทย” เป็นอัตลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นไทย มีมายาวนานกว่า 1,400 ปี โดยพบว่ามีการนุ่งและห่มตั้งแต่สมัย ทวารวดี – อยุธยา – รัตนโกสินทร์ตอนต้น พัฒนาการสำคัญของชุดไทยในปี 2503 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงมีพระราชดำริให้ศึกษาและฟื้นฟูรูปแบบการแต่งกายสตรีไทย สร้างสรรค์ ชุดไทยสตรี 8 แบบ และ ชุดสุภาพบุรุษ 3 แบบ ใช้ฉลองพระองค์ในโอกาสเสด็จเยือน สหรัฐอเมริกา และยุโรป อย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึง “ความงาม + เอกลักษณ์ไทย” ต่อสายตาชาวโลก การใช้ชุดไทยในชีวิตประจำวัน สวมใส่ใน งานพิธีสำคัญ งานรัฐพิธี งานศาสนา เป็นแนวปฏิบัติทางสังค ของคนไทยในทุกภูมิภาค ส่งเสริม งานหัตถศิลป์ไทย เช่น การทอผ้า การตัดเย็บ การปัก และประดับลวดลาย สถานะชุดไทยในระดับชาติและสากล ในปี 2566 ขึ้นบัญชี มรดกวัฒนธรรมของชาติ 26 มี.ค. 2567 ครม.เห็นชอบเสนอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ในชื่อ “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เตรียมพิจารณาในปี 2569 ในการประชุม UNESCO (สมัยที่ 21) ข่าวลือกัมพูชายื่นชุดคล้ายชุดไทย กัมพูชาจะเสนอ ‘ประเพณีแต่งงาน’ โดยสอดแทรก ‘ชุดไทย’ เป็นมรดกโลกนั้น ไม่เป็นความจริง กรมส่งเสริมวัฒนธรรมตรวจสอบแล้ว ยูเนสโกยังอยู่ในขั้นตอนให้แต่ละประเทศปรับแก้ข้อมูลข้อเสนอสำหรับปี 2025-2026 และไม่มีหลักฐานว่ากัมพูชาจะอ้างอิงถึง ‘ชุดไทย’ แต่อย่างใด ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบได้ถือกำเนิดขึ้นในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อพุทธศักราช 2503 ได้พระราชทานพระราชดำริว่า สมควรที่จะสรรค์สร้างการแต่งกายชุดไทยให้เป็นไปตามประเพณีที่ดีงาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการศึกษา ค้นคว้าเครื่องแต่งกายสมัยต่าง ๆ จากพระฉายาลักษณ์ของเจ้านายฝ่ายใน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ แต่ให้มีการปรับปรุงพัฒนาให้เหมาะสมกับกาลสมัย ทรงเสนอรูปแบบที่หลากหลาย และได้ฉลองพระองค์อย่างงดงามเป็นแบบอย่าง

พามาเบิ่ง 8 “ชุดไทย” พระราชนิยม ที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ของ ยูเนสโก ปี 2569 อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง🧐 ยักษ์ใหญ่แห่งที่ราบสูง ส่องบริษัทมหาชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสาน

ฮู้บ่ว่า? บริษัทมหาชนของไทยที่มีรายได้รวมและกำไรสูงสุดยังคงเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็น ปตท. ไทยออยล์ หรือบางจาก เป็นต้น ส่วนต่อมาเป็นของกลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น ที่สามารถสร้างรายได้และทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลการส่งงบการเงินปี 2567 พบว่า ประเทศไทยมีบริษัทจำกัด (มหาชน) ที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่มากกว่า 1,200 แห่ง กระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยในภาคอีสาน มีบริษัทจำกัด (มหาชน) อยู่ประมาณ 15 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจในภาคการผลิต ซึ่งอาจจะมีจำนวนบริษัทที่ไม่มากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นก็ตามแต่ก็ยังคงถือว่าเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานให้ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแปรสภาพมาเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) มักมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ และเพิ่มศักยภาพในการระดมทุนจากประชาชนทั่วไปหรือนักลงทุนสถาบัน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานและขยายธุรกิจตามแผนที่วางไว้ ภายใต้ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น บริษัทมหาชนจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวด ทั้งด้านการเปิดเผยข้อมูล การส่งงบการเงิน และการกำกับดูแลกิจการอย่างโปร่งใส ซึ่งกลไกเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและสาธารณชนในระยะยาว   ตารางที่ 1 รายชื่อธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในภาคอีสานปี 2567 ชื่อบริษัท ชื่อหุ้น รายได้รวม ปี 2567 (ล้านบาท) รายได้รวม %YoY กำไร ปี 2567 (ล้านบาท) กำไร %YoY ราคาหุ้น ณ วันที่ 9 ก.ค. 68 (บาท) จังหวัด กิจกรรม บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) GLOBAL 32,484 -0.13 2,115 -16.42 5.1 ร้อยเอ็ด ขายส่งวัสดุก่อสร้าง บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) NER 27,496 9.69 1,652 6.91 4.08 บุรีรัมย์ ผลิตยางแผ่นและยางแท่ง บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) UBE 3,285 5.77 675 29.2 0.5 อุบลราชธานี ผลิตเคมีภัณฑ์ บริษัท พี.ซี.เอส. แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) PCSGH 4,008 -19.34 132 63.31

พามาเบิ่ง🧐 ยักษ์ใหญ่แห่งที่ราบสูง ส่องบริษัทมหาชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเปิดเบิ่ง ภาคอีสาน เบอร์ 1 ผลผลิต “มันสำปะหลัง” เยอะสุดในประเทศ กว่า 16.2 ล้านตัน

ราคามันสำปะหลังไทย “ดิ่งเหว” ต่ำสุดรอบ 10 ปี เมื่อจีนหันไปปลูกเอง และภาคอีสานต้องเป็นผู้รับกรรมหรือไม่⁉️ เมื่อพูดถึง “มันสำปะหลัง” คนส่วนใหญ่อาจมองว่าเป็นเพียงพืชเศรษฐกิจธรรมดาที่ไม่หรูหราเหมือนข้าวหอมมะลิหรือทุเรียนส่งออก แต่สำหรับภาคอีสานของเรา มันสำปะหลังถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจฐานรากที่สามทรถหล่อเลี้ยงครอบครัวนับล้านชีวิต  จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า อีสานคือเบอร์ 1 ของประเทศแหล่งผลิตมันสำปะหลัง กว่า 16.2 ล้านตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 5 ล้านไร่ โดยมีจังหวัดนครราชสีมานำมาเป็นอันดับ 1 (3.7 ล้านตัน) รองลงมาเป็น ชัยภูมิ และ อุบลราชธานีตามลำดับ แต่แล้ววันนี้ราคามันสำปะหลังในประเทศกลับตกต่ำซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว โดยหนึ่งในสาเหตุนั้นก็มาจาก จีน ผู้ซื้อหลักของไทยที่ได้หันไปปลูกเองเพื่อพึ่งพาตนเองทางอาหารและอุตสาหกรรม ซึ่งไทยเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปที่คู่ค้ากำลังลดการพึ่งพาภายนอกจากไทย   📉จากสินค้าทำเงิน สู่พืชไร้ราคา เกษตรกรอีสานติดหล่มหนี้ ในภาวะที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ หลายครอบครัวในภาคอีสานได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะพืชชนิดนี้ไม่ใช่แค่สร้างรายได้เท่านั้น แต่คือความหวังของเกษตรกรจำนวนมากที่กู้หนี้เพื่อเตรียมพื้นที่ปลูก ซื้อปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ค่าน้ำมันไถนา และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อหวังเก็บเกี่ยวแล้วขายให้มีเงินหมุนเวียนในครัวเรือน แต่แล้ววันนี้ราคาที่ตกต่ำกลับไม่สามารถแม้แต่จะคืนต้นทุนได้ ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพามันสำปะหลัง ไม่ว่าจะเป็น โรงงานผลิตแป้งมัน อาหารสัตว์ หรือเชื้อเพลิงชีวภาพ ก็เริ่มเผชิญปัญหาต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่รายได้ลดลงตามราคาตลาด ทำให้เกิดการหดตัวทางเศรษฐกิจในหลายจังหวัดของภาคอีสาน   เกษตรกรวอนรัฐ “อย่าปล่อยให้ตายกลางไร่” เสียงของเกษตรกรดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “เราไม่อยากได้แค่เงินเยียวยา แต่ต้องการแผนการฟื้นฟูและพัฒนาแบบยั่งยืน” ข้อเรียกร้องนี้สะท้อนว่าความช่วยเหลือแบบระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำ หรือเงินอุดหนุน ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงระบบได้   อ้างอิงจาก:  – สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร – ลงทุนแมน – Thai PBS   ติดตาม ISAN Insight ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsight #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #มันสำปะหลัง #อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง #อุตสาหกรรมมันสำปะหลังในอีสาน #มันสำปะหลังในอีสาน

🔎พาเปิดเบิ่ง ภาคอีสาน เบอร์ 1 ผลผลิต “มันสำปะหลัง” เยอะสุดในประเทศ กว่า 16.2 ล้านตัน อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง 5 จังหวัดอีสาน “อวดเมือง” อวดหยังแหน่? ในรอบ 12 ทีมสุดท้าย

ส่งแรงใจให้ โคราช ขอนแก่น อุบลราชธานี เลย ศรีสะเกษ 5 จังหวัดจากอีสานที่เข้ารอบ 12 จังหวัด โครงการ “อวดเมือง” อีสานมีอะไรให้อวดที่จะพัฒนาเมืองให้ น่าอยู่ น่า เที่ยว น่าลงทุน และใช้เทศกาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 จังหวัดอีสาน “อวดเมือง” อวดหยังแหน่? ในรอบ 12 ทีมสุดท้าย(รอบรองชนะเลิศ)   ขอนแก่น MUAN: Festival of ISAN Pulse “เทศกาลม่วน: เมื่อผืนไหมขับร้อง และหัวใจเต้นไปกับจังหวะหมอลำ” สมาชิกทีมจังหวัดขอนแก่น (จากซ้ายไปขวา)1. คุณวิฑูรย์ ไตรรัตน์วงศ์ (ป๋องแป้ง) ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอ2. ผศ.ดร.ดลฤทัย โกวรรธนะกุล (ส้ม) ผู้อำนวยการโครงการ3. คุณฐิติมา ด่านวิบูลย์ (พริ้ง) MC4. คุณอภิญญา กันสา (กวางตุ้ง) Influencer5. คุณชัยเวช ดวงมั่น (ชัย) Graphic Designer     นครราชสีมา (K = Korat) K-BATTLE International HIPHOP Festival “เทศกาลที่จะอวดเมืองโคราชให้โลกรู้ ด้วยการเต้น เสียงดนตรี และศิลปะ” ตัวแทนทีมจังหวัดนครราชสีมา (จากซ้ายไปขวา)1.นายจิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ : อินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม2.ว่าที่ร้อยตรี อธิปัตย์ ทองชั้น : ประธานสโมสร K-Battle3.นายวิจิตร กิจวิรัตน์ : รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา4.นายพงศกร พิศิษฐวานิช : กรรมการหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม5. นาย พงศกร เลิศศักดิ์วรกุล : รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลหลานย่าโม6. นางสาวฉวีวรรณ แปวกระโทก : นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ   เลย LOEI MASK FEST เทศกาลหน้ากากเลย “จากตำนานสู่งานสร้างสรรค์ “เทศกาลหน้ากาก 3 ผี อวดสี อวดศิลป์” รายชื่อสมาชิกทีมจังหวัดเลย (จากซ้ายไปขวา)1. นายวชิรวิชญ์ จันทร์ฉายงาม เลขานุการหอการค้าจังหวัดเลย (เอ)2. นางสาวปัทมา ฐานะวัฒนกุล สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย (ปัท)3. นางสาวทิพวาฑิต กำจัดพาลภัย อินฟลูเอนเซอร์ (ซอ)4. นายชูชัย ลุนวิรัตน์ ศิลปินในนาม เลยตามเลย (แบท)5. นางสาวเบญจมาภรณ์ ฉัตร์คำ

พามาเบิ่ง 5 จังหวัดอีสาน “อวดเมือง” อวดหยังแหน่? ในรอบ 12 ทีมสุดท้าย อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ตัวเลขสุดช็อก พบอีสานมีผู้ป่วย “ไตวาย” พุ่งพรวดกว่า 32.9% ในปีเดียว และเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งในรอบ 8 ปี‼️

สถานการณ์โรคไตวายในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสานที่กำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ หลังข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในปี 2566 มีผู้ป่วยไตวายในภาคอีสานพุ่งสูงถึง 404,680 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 32.9% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงผิดปกติ หากเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ที่เพิ่มขึ้นเพียงปีละไม่เกิน 8% นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงตัวเลขที่ได้นำเสนอไป แต่เป็นการระเบิดของวิกฤตสุขภาพที่อาจส่งผลลึกถึงระดับเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณสุขของประเทศ   โรคไตวายเรื้อรังเกิดจากอะไร⁉️ โรคไตวายเรื้อรังมีสาเหตุสำคัญจากพฤติกรรมและโรคประจำตัวของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน และการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังของคนไทยโดยเฉพาะในภาคอีสานที่นิยมบริโภคอาหารรสจัด เช่น ปลาร้า แจ่ว หรืออาหารหมักดองต่าง ๆ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบหลัก นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยงอื่น อย่างเช่น การใช้ยาชุด สมุนไพรพื้นบ้านโดยไม่ควบคุม และการดื่มน้ำสมุนไพรหรือเครื่องดื่มพื้นบ้านที่ไม่ได้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย แต่ในห้วงเวลาที่วิกฤตไตกำลังปะทุ สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้นั้นคือ การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายในช่วงปลายปี 2564 ที่ “พืชกระท่อม” ถูกปลดล็อกให้ถูกกฎหมายในประเทศไทย การบริโภคกระท่อมในรูปแบบ “น้ำกระท่อม” จึงขยายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนทั่วไปที่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ กระท่อมแม้จะมีฤทธิ์ลดปวดหรือเพิ่มพลังงาน แต่เมื่อบริโภคในปริมาณมาก หรือถูกนำไปผสมกับน้ำอัดลม พาราเซตามอล ยาแก้ไอ หรือสารเคมีอื่น กลับเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบไตอย่างรุนแรงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยในประเทศไทยที่ยืนยันแบบเฉพาะเจาะจงว่า “น้ำกระท่อม” เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคไตวาย แต่การที่ตัวเลขผู้ป่วยไตพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 32.9% ภายในปีเดียว ขณะที่ใน 7 ปีก่อนหน้านั้นเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 4-8% ย่อมเป็นข้อมูลที่ไม่อาจมองข้ามได้   ผลกระทบของโรคไตวายต่อระบบเศรษฐกิจ ผลกระทบของโรคไตวายไม่เพียงจำกัดอยู่ในระบบสาธารณสุข แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจในหลายระดับ เริ่มจากภาระงบประมาณของรัฐที่ต้องแบกรับค่ารักษาผู้ป่วยฟอกไต ซึ่งมีต้นทุนสูงถึงหลักแสนบาทต่อคนต่อปีเลยทีเดียว ขณะที่ครอบครัวของผู้ป่วยจำนวนมากต้องสูญเสียรายได้จากการทำงาน หรือกลายเป็นผู้ดูแลโดยจำเป็น ส่งผลให้เกิดภาวะความยากจนจากโรคเรื้อรังที่ยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในภาคอีสานซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่ำอยู่แล้วนั่นเอง นอกจากนี้ เมื่อกลุ่มแรงงานวัยทำงานกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ความสามารถในการผลิตของระบบเศรษฐกิจก็ลดลงทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพืชกระท่อม แม้สร้างรายได้ในระยะสั้น แต่หากปราศจากมาตรการควบคุมและมาตรฐานความปลอดภัยในการบริโภค ก็อาจจะย้อนกลับมาก่อปัญหาสุขภาพระยะยาวซึ่งมีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้หลายเท่านั่นเอง   อ้างอิงจาก: – กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข – กองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข – ฐานข้อมูลผู้ป่วยใน หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)   – Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ – PPTVHD 36 – The Coverage   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ไตวาย #โรคไตวาย

พาเปิดเบิ่ง ตัวเลขสุดช็อก พบอีสานมีผู้ป่วย “ไตวาย” พุ่งพรวดกว่า 32.9% ในปีเดียว และเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งในรอบ 8 ปี‼️ อ่านเพิ่มเติม »

ใครใหญ่สุดในขอนแก่น? ส่อง 10 บริษัทกำไรมหาศาลในขอนแก่น

ชื่อบริษัท วัตถุประสงค์ กำไร (ล้านบาท) %YoY รายได้ (ล้านบาท) %YoY บริษัท มอนเดลีซ (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตและส่งออกหัวเชื้อผสมเครื่องดื่ม 380 -46.2 2,588 -10.6 บริษัท อินฟุส เมดิคัล จำกัด ผลิตเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 355 11.0 1,143 6.2 บริษัท โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น จำกัด โรงพยาบาล 177 3.4 1,256 10.1 บริษัท ซีนเมล็ดพันธุ์ จำกัด จัดการเมล็ดพันธุ์สำหรับการขยายพันธุ์ 174 0.0 763 8.5 บริษัท โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จำกัด (มหาชน) โรงพยาบาล 173 -6.4 1,150 -2.4 บริษัท ขอนแก่นกรีนพาวเวอร์ จำกัด การผลิตไฟฟ้า 110 19.3 479 -1.9 บริษัท โรงพยาบาลขอนแก่น ราม จำกัด โรงพยาบาล 106 -48.2 853 -11.5 บริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด จำหน่ายรถยนต์ใหม่ 104 -14.9 3,403 -36.2 บริษัท ไทยไปป์อีสาน จำกัด ผลิตและจำหน่ายท่อพีวีซี 87 11.6 665 42.8 บริษัท แกรนด์ อินเตอร์ ฟูดส์ จำกัด ผลิตอาหารปรุงสำเร็จ 81 26.4 608 12.4   หมวดธุรกิจที่มีกำไรสูงในภาคอีสาน การผลิตลูกกวาดและขนมจากน้ำตาล โรงพยาบาลเอกชน การขายรถยนต์ใหม่ การผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า เมื่อพูดถึงภาคอีสานจังหวัดแรกๆ ที่ผู้คนมักจะถูกนึกถึงก็คือ ขอนแก่น ไม่เพียงเพราะตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคในเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ขอนแก่นยังมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางของหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ การคมนาคมขนส่ง รวมถึงการเป็นศูนย์ราชการระดับภูมิภาค บทบาทเหล่านี้ส่งผลให้ขอนแก่นกลายเป็นจังหวัดที่มีความเคลื่อนไหวของผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากประชากรในพื้นที่ นักศึกษา แรงงาน และนักลงทุนจากภายนอกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย การสัญจรที่คล่องตัว และการเชื่อมโยงกับเมืองอื่นๆ ทั้งทางถนน ราง และอากาศ ที่ยิ่งตอกย้ำสถานะของขอนแก่นในฐานะเมืองศูนย์กลางของอีสาน ข้อมูลในปี 2566 ระบุว่า ขอนแก่นมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ที่ 225,107 ล้านบาท

ใครใหญ่สุดในขอนแก่น? ส่อง 10 บริษัทกำไรมหาศาลในขอนแก่น อ่านเพิ่มเติม »

ครูไทยแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน พาสำรวจเบิ่ง “แม่พิมพ์ของชาติ” ในอีสานมีมากแค่ไหน⁉️

เปิดใจ “ครูไทย” ทำงานเกิน 8 ชม./วัน แถมเวลาสอนหายไป 6 ชม./สัปดาห์ เคยรู้หรือไหมว่า “ครูไทย” ของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง? พบข้อมูลว่า 95% ของคุณครูต้องทำงานหนักเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ 58% ของครูถูกแย่งเวลาสอนไปถึงสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง เพื่อไปทำงานอื่นที่ไม่ใช่ภารกิจหลักนั่นเอง นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “แม่พิมพ์ของชาติ” กำลังถูกภาระงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนกัดกินเวลาอันมีค่า ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาลูกศิษย์ได้อย่างเต็มที่ สู่ความจริงอันเจ็บปวด เมื่อ “ครู” ไม่ได้แค่ “สอน” ปัญหาการทำงานเกินหน้าที่ของครูไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มอัตราการจ้างครูธุรการและภารโรงแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าความพยายามเหล่านั้นยังคงเป็นเพียงการบรรเทาอาการ ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ ข้อมูลจาก The Active Thai PBS และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) ตอกย้ำภาพความจริงอันน่าหดหู่ว่า มีครูไทยกว่า 95% ต้องทำงานนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 58% ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับงานที่ไม่ใช่การสอน ยิ่งไปกว่านั้น ใน 200 วันทำการ ครูต้องเสียเวลาไปกับงานประเมินผลงาน งานแข่งขันวิชาการ และงานจัดทำโครงการมากถึง 84 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไร้ซึ่งบุคลากรสนับสนุน ปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ครูในปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ต้องแบกรับภาระงานสารพัดที่แทบไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ครูคนเดียวต้องควบรวมบทบาททั้งงานการเงิน พัสดุ ธุรการ และแม้แต่งานด้านกฎหมาย ภาระงานที่ถาโถมนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของครูเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียนอีกด้วย เนื่องจากครูไม่มีเวลาเพียงพอในการออกแบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งการดูแลพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็อาจเป็นเหตุผลของการนำไปสู่การเลือกใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงอันเป็นปลายเหตุของปัญหาความเครียด และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนและเป็นปัญหาสังคมตามมาในที่สุด   ครูอีสานก็แบกรับภาระการศึกษาที่หนักอึ้ง จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า “สัดส่วนครูต่อนักเรียนทั้งหมดในจังหวัด” ซึ่งสะท้อนถึงภาระงานที่ครูแต่ละคนต้องรับผิดชอบในภาคอีสาน เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าครูในภูมิภาคนี้กำลังแบกรับภาระที่หนักอึ้งในการขับเคลื่อนการศึกษาของชาติ โดยภาพรวมของทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน พบว่าสัดส่วนนักเรียนต่อครูโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1:20 ถึง 1:22 ซึ่งหมายความว่าครูหนึ่งคนจะต้องดูแลนักเรียนถึง 20-22 คน แม้จำนวนครูโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่เบื้องลึกกลับน่าเป็นห่วง โรงเรียนหลายแห่งในภาคอีสานกำลังเผชิญวิกฤต ‘ครูขาดแคลน’ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 80% ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ปัญหานี้ทำให้แม้จะมีนักเรียนน้อย แต่ครูผู้สอนก็ไม่เพียงพอในแต่ละห้องเรียน ซ้ำร้ายครูยังต้องแบกรับภาระงานธุรการจนแทบไม่มีเวลาดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม จังหวัดมหาสารคามโดดเด่นออกมาจากจังหวัดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ด้วยสัดส่วนนักเรียนต่อครูที่สูงถึง 1:31 นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจและสะท้อนให้เห็นว่าครูในจังหวัดมหาสารคามต้องทำงานหนักกว่าครูในจังหวัดอื่นๆ ด้วยจำนวนนักเรียนที่มากขนาดนี้ ครูอาจจะเผชิญกับข้อจำกัดในการให้ความดูแลเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการจัดการชั้นเรียน การตรวจงาน การให้คำปรึกษา และการพัฒนาศักยภาพนักเรียน ซึ่งเป็นไปได้ยากขึ้นอย่างชัดเจน จากสัดส่วนดังกล่าว ซึ่งก็แสดงถึงภาระต่างๆ ที่ครูอีสานต้องแบกรับในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาระการสอนที่ต้องเข้มข้น เนื่องจากต้องสอนนักเรียนจำนวนมากในแต่ละคาบ ทำให้เวลาในการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย หรือการให้คำแนะนำรายบุคคลลดลง การสอนอาจเน้นที่การถ่ายทอดความรู้เป็นหลักมากกว่าการพัฒนาทักษะหรือความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีภาระการประเมินผลและการให้คำแนะนำ ซึ่งการตรวจงาน การให้คะแนน และการให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนจำนวนมากเป็นงานที่ใช้เวลาและพลังงานมหาศาล ครูอาจมีเวลาไม่เพียงพอที่จะให้ข้อเสนอแนะที่ละเอียดและนำไปสู่การพัฒนาที่แท้จริง

ครูไทยแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน พาสำรวจเบิ่ง “แม่พิมพ์ของชาติ” ในอีสานมีมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top