Article

บทความ จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ทั้ง ISAN Outlook และข้อมูลต่างๆ ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ รวบรวมให้คุณรู้ทันทุกข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง สังคม อีสาน

ราคาที่ดินทะยาน โรงงานจีนขยายฐาน ต่างชาติแห่ลงทุน

. ฮู้บ่ว่า? ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายฐานการผลิตของจีน ซึ่งกว่า 47% ของจำนวนโรงงานตั้งใหม่ในปี 2567 ที่มีการลงทุนจากจีนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่นี้ . สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจีนต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยย้ายฐานการผลิตออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีศุลกากร และเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดปลายทาง ซึ่งไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ เนื่องจากศักยภาพในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่สูง และการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ระบุว่า FDI จากจีนที่ลงทุนในภาคการผลิตของไทยพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในสามไตรมาสแรกของปี 2024 นอกจากนี้ จำนวนและมูลค่าโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI เติบโตขึ้นกว่า 14 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของสงครามการค้า สะท้อนถึงแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและ อุตสาหกรรมที่จีนมีข้อได้เปรียบในด้านเทคโนโลยีและกำลังการผลิต ซึ่งจากโครงการที่นักลงทุนต่างชาติยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน BOI จากทุกประเทศทั้งหมด 2050 โครงการในปี 2567 อยู่ในภาคตะวันออกจำนวน 1,222 โครงการ (491,717 ล้านบาท) ภาคกลางจำนวน 674 โครงการ (305,682 ล้านบาท) ตามด้วยภาคเหนือ ใต้ อีสาน และตะวันตกตามลำดับ รูปภาพที่ 1: จำนวนการตั้งโรงงานในไทยปี 2567 จำแนกตามสัญชาติที่มีการลงทุน ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมโรงงานอุตสาหกรรม รูปภาพที่ 2: จำนวนการตั้งโรงงานที่มีการลงทุนจากจีน จำแนกตามภูมิภาค ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเหตุ: การจำแนกสัญชาติโรงงานตั้งใหม่ คัดเลือกข้อมูลนิติบุคคล (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) เฉพาะนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการลงทุนจากสัญชาติจีน และเชื่อมกับข้อมูลนิติบุคคลของข้อมูลโรงงานตั้งใหม่ (กรมโรงงานอุตสาหกรรม) . จากโรงงานตั้งใหม่กว่า 1,444 โรงงานในปี 2567 มีโรงงานกว่า 179 โรงงานที่มีการลงทุนจากจีน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้ากว่า 164% โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตยางและพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากโลหะ และผลิตภัณฑ์อาหาร ที่เป็นอุตสาหกรรมที่จีนมีศักยภาพในการผลิตที่สูง โรงงานที่ได้รับการลงทุนจากจีนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออก ตามด้วย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภาคกลาง โดย 47% ของโรงงานเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ใน 3 จังหวัดของ EEC ซึ่งเป็นศูนย์กลางนิคมที่รองรับการตั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีข้อได้เปรียบด้านแรงงาน อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานและทำเลที่เอื้อต่อการกระจายสินค้าทั้งในและนอกประเทศ โดยในพื้นที่ EEC มีการตั้งโรงงานที่มีการลงทุนจากจีนจำนวนมากที่สุดในจังหวัด ชลบุรี (37 แห่ง) ตามด้วยระยอง (26 แห่ง) และฉะเชิงเทรา (22 แห่ง) ซึ่งการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ ความต้องการที่ดินเพิ่มสูงขึ้น และนำไปสู่การปรับตัวของ ดัชนีราคาที่ดิน ในพื้นที่ดังกล่าวตามไปด้วย รูปภาพที่ […]

ราคาที่ดินทะยาน โรงงานจีนขยายฐาน ต่างชาติแห่ลงทุน อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง ทำไม ‘เครือเซ็นทรัล’ ถึงมอง “กังสดาล มข.” เป็นทำเลศักยภาพในการตั้ง Central Khon Kaen Campus

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ‘Central Khonkaen Campus’ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัลแห่งที่ 2 ของจังหวัดขอนแก่น โดยมี นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้ข้อมูล ‘Central Khonkaen Campus’ ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง บนพื้นที่รวม 30 ไร่ ใกล้ย่านการศึกษาและโรงพยาบาลหลักของเมือง โครงการนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ที่ผสมผสานระหว่าง Urban Lifestyle และ Local Wisdom เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของขอนแก่น โดยมีพื้นที่ศูนย์การค้ารวม (GBA) 67,000 ตร.ม. และคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก ซึ่ง ‘Central Khonkaen Campus’ ประกอบไปด้วย 📍 ศูนย์การค้าใหม่รองรับการเติบโตขอนแก่น 📐 พื้นที่ 30 ไร่ ใกล้ย่านการศึกษาและโรงพยาบาล 🛍️ ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น 🗓️ แผนเปิดตัวไตรมาส 2 ปี 2569 🏨 เตรียมคอนโดใหม่และ GO! Hotel แห่งแรกในอีสาน . นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กล่าวว่า “ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การศึกษา และการแพทย์ของภาคอีสาน เรามองเห็นศักยภาพของเมืองและความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โครงการนี้จะช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่” ISAN Insight and Outlook สิพามาเบิ่ง ทำไม ‘เครือเซ็นทรัล’ ถึงมอง “กังสดาล มข.” เป็นทำเลศักยภาพในการตั้ง Central Khon Kaen Campus 1. ทำเลติดถนนเส้นถนนมิตรภาพ เนื่องจากเป็นเส้นทางสัญจรหลักของอีสาน และเป็น 1 ถนนที่มีการใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก ทางหลวงหมายเลข 3 “ถนนสุขุมวิท” ทำให้โอกาสการเดินทาง และการลงทุนในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินทางที่ดินได้หลายเท่าตัว ขอนแก่น เป็นเมืองแม่เหล็ก (ไมซ์ซิตี้ หรือ MICE City) ลำดับที่ 5 ของไทย เป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและงานแสดงสินค้าระดับสากล สามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนได้อย่างมีมาตรฐาน งานประชุมและนิทรรศการทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ ที่จะเกิดขึ้นทำให้ขอนแก่นยังมีพื้นที่รองรับการท่องเที่ยวที่มีความต้องการมากขึ้น ทำให้ เครือเซ็นทรัล ลงทุนสร้าง GO! Hotel

พามาเบิ่ง ทำไม ‘เครือเซ็นทรัล’ ถึงมอง “กังสดาล มข.” เป็นทำเลศักยภาพในการตั้ง Central Khon Kaen Campus อ่านเพิ่มเติม »

อีสานระอุ🔥ธุรกิจขนส่งดิ่งเหว สิบล้อ 2 หมื่นคันถูกยึด🚛เหตุน้ำมันแพง, ผลผลิตตกต่ำ และตัดราคาเดือด ⚠️กระทบเกษตรกรและเศรษฐกิจภูมิภาค‼️🌎

อีสานระอุ🔥ธุรกิจขนส่งดิ่งเหว สิบล้อ 2 หมื่นคันถูกยึด🚛เหตุน้ำมันแพง, ผลผลิตตกต่ำ และตัดราคาเดือด ⚠️กระทบเกษตรกรและเศรษฐกิจภูมิภาค‼️🌎 . . ธุรกิจรถบรรทุกอีสานโคม่า ล้มหายไปจากระบบกว่า 20% หรือ 20,000 คัน เหตุงานขนส่งสินค้าเกษตรหด จำนวนรถบรรทุกมากกว่าสินค้า แย่งงาน ตัดราคากันเดือด ไร้งาน ไร้เงินส่งค่างวด รถถูกยึด ขณะที่ต้นทุนน้ำมันพุ่ง วอนรัฐคุมราคาน้ำมัน เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้เกษตรกร . สิบล้อ 2 หมื่นคันถูกยึด เศรษฐกิจภูมิภาคสั่นคลอน . ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมขนส่ง เมื่อรถบรรทุก 10 ล้อกว่า 20,000 คัน ต้องถูกยึดเนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายได้อีกต่อไป สถานการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจของภูมิภาค . . ต้นทุนพุ่ง ผลผลิตตกต่ำ วงจรวิกฤตที่ไม่มีทางออก . ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง ขณะเดียวกัน ผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าหลักในการขนส่งของภาคอีสาน กลับลดลงอย่างน่าใจหาย ทำให้ปริมาณงานขนส่งลดน้อยลงตามไปด้วย เมื่อรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ผู้ประกอบการจึงจำต้องปล่อยให้รถถูกยึดในที่สุด . . การแข่งขันดุเดือด เป็นสงครามราคาที่ไม่มีผู้ชนะ . การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดขนส่ง ทำให้เกิดการตัดราคากันอย่างดุเดือด ผู้ประกอบการที่สายป่านไม่ยาวพอ ต่างต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน และล้มหายไปจากระบบในที่สุด วงจรนี้ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น . . วิกฤตที่ส่งผลต่อทุกภาคส่วน . วิกฤตในอุตสาหกรรมขนส่ง ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ค้าสินค้ามือสอง และเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาคอีกด้วย เมื่อรถบรรทุกถูกยึด เกษตรกรก็ไม่สามารถส่งสินค้าไปยังตลาดได้ ผู้ค้าสินค้ามือสองก็ไม่สามารถขายรถได้ และเศรษฐกิจของภูมิภาคก็ต้องชะลอตัวลง . . ทางออกของวิกฤตนี้ เป็นความหวังที่ริบหรี่? . ผู้ประกอบการขนส่งต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ โดยการควบคุมราคาน้ำมัน และส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้พวกเขาสามารถประคับประคองธุรกิจต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความมืดมิด ยังคงมีความหวังริบหรี่ว่า ทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันหาทางออก เพื่อกอบกู้วิกฤตครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี . . อ้างอิงจาก: – ประชาชาติธุรกิจ 

อีสานระอุ🔥ธุรกิจขนส่งดิ่งเหว สิบล้อ 2 หมื่นคันถูกยึด🚛เหตุน้ำมันแพง, ผลผลิตตกต่ำ และตัดราคาเดือด ⚠️กระทบเกษตรกรและเศรษฐกิจภูมิภาค‼️🌎 อ่านเพิ่มเติม »

World Bank เผย “เงินหมื่นรัฐบาล” หนุน GDP 0.3% ตามรัฐบาลหวัง IMF แนะควรจัดสรรเงินหมื่นบางส่วนไปใช้ในส่วนอื่น

ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการแจกเงินสดมูลคต่า 10,000 บาทให้แก่ประชาชนในกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการ จำนวน 14.5 ล้านคนทั่วประเทศไทย เป็นเงินมูลค่ากว่า 145,552.40 ล้านบาท โดยที่รัฐบาลหวังว่าโครงการในระยะแรกนี้จะสามารถกระตุ้น GDP ไทยในปี พ.ศ. 2567 ได้ 0.35% ล่าสุดทาง World Bank ได้มีการออกรายงาน “THAILAND ECONOMIC MONITOR UNLEASHING GROWTH: INNOVATION, SMES AND STARTUPS FEBRUARY 2025” โดยมีการประเมินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะแรกว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.3% ใกล้เคียงกับความคาดหวังของรัฐบาล แต่ทั้งนี้แม้ตัวเลขจะดูสวยงามเป็นไปดั่งที่รัฐบาลคาดหวังไว้แต่หากพิจารณาภาพรวมแล้วจะพบว่าต้นทุนทางการคลังที่ใช้ไปในการกระเศรษฐกิจครั้งนี้มีมูลค่าสูงถึง 145,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.8% ของ GDP ประเทศไทย นั่นหมายความว่าแม้โครงการนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามรัฐบาลหวังก็จริง แต่เป็นการกระตุ้นที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ได้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่าเท่ากับที่ลงทุนไป อีกทั้ง จากรายงาน “Thailand: 2024 Article IV Consultation-Press Release; Staff Report; and Statement by the Executive Director for Thailand” โดย IMF ยังคงได้มีการแนะนำรัฐบาลว่า IMF ได้วิเคราะห์ว่าหากนำงบประมาณที่ใช้ในโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลไปลงทุนในด้านอื่น เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและกายภาพ หรือการศึกษา อาจช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีกว่าในระยะยาว เมื่อเทียบกับการแจกเงินโดยตรง ทั้งนี้ ทาง World Bank และ IMF ได้มีการคาดการณ์ GDP ประเทศไทยว่ายังคงเติบโตต่ำกว่า 3% การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมานาน นอกจากนี้ แรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศยังส่งผลให้เงินเฟ้อลดลง ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังคงไม่แน่นอนและเผชิญกับความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญ โดยทาง World Bank และ IMF ได้มีการคาดการณ์ไว้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันที่ 2.6% และ 2.7% ตามลำดับ โดยทาง World Bank เน้นว่าการปฏิรูปโครงสร้างเป็นสิ่งสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการเติบโตในระยะยาว หากไม่มีการปฏิรูปนโยบายอย่างเร่งด่วน คาดว่าอัตราการเติบโตของไทยจะลดลงจากค่าเฉลี่ย 3.2% (ช่วงปี 2554-2564) เหลือ 2.7% (ช่วงปี 2565-2573) ซึ่งอาจขัดขวางเป้าหมายในการเป็นประเทศรายได้สูง อีกทั้ง IMF แนะนำให้นโยบายการคลังของไทยเน้นการสร้าง “พื้นที่ทางการคลัง” ใหม่ โดยในปีงบประมาณ 2568 ควรใช้แนวทางการคลังที่ไม่ขยายตัวมากเกินไป (Less Expansionary Fiscal Stance)

World Bank เผย “เงินหมื่นรัฐบาล” หนุน GDP 0.3% ตามรัฐบาลหวัง IMF แนะควรจัดสรรเงินหมื่นบางส่วนไปใช้ในส่วนอื่น อ่านเพิ่มเติม »

เวียดนามจ่อลดขนาดหน่วยงานรัฐ ท่ามกลางเป้าหมายในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น

ฮู้บ่ว่า เวียดนาม ตั้งเป้าหมายใหม่ ลดขนาดหน่วยงานภาครัฐลง 20% เพื่อลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ และจัดสรรงบประมาณไปที่การลงทุนในโครงการมากขึ้น โดยคาดว่ามีหลายหน่วยงานถูกยุบและบุคคลากรของรัฐจำนวนมากได้รับผลกระทบ “ หากเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย เป็นอย่างไรบ้าง? “   . เวียดนามปฏิรูประบบราชการ ผ่านแผนการลดขนาดหน่วยงานรัฐลง 20%  รัฐบาลเวียดนามเริ่มดำเนินการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้าลดขนาดหน่วยงานของรัฐลง 20% เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ ลดหนี้สาธารณะ และเพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการของภาครัฐ รวมถึงช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการบริหาร   . ขนาดของภาครัฐไทยเปรียบเทียบกับเวียดนาม จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ไทยมีบุคลากรภาครัฐ 2.81 ล้านคน ขณะที่เวียดนามมี 2.00 ล้านคน นอกจากนี้ หากพิจารณาสัดส่วนการใช้จ่ายภาครัฐ พบว่า ไทยใช้จ่ายภาครัฐสูงถึง 21% ของ GDP ในปี 2566 โดยแบ่งเป็นการบริโภคของรัฐบาล 17% และการลงทุนในภาครัฐ 4.4% เวียดนามใช้จ่ายเพียง 18% ของ GDP แต่มีสัดส่วนการลงทุนในภาครัฐมากกว่าไทยโดยที่เกินครึ่งของค่าใช้จ่ายของภาครัฐบาล เป็นการลงทุนในภาครัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อรวม รัฐวิสาหกิจ ภาครัฐของเวียดนามกลับมีขนาดใหญ่กว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่เวียดนามมีรัฐวิสาหกิจมากกว่า 2,200 แห่ง และมีพนักงานกว่า 1.5 ล้านคน ในขณะที่ไทยมีเพียง 52 แห่ง และมีพนักงานราว 230,000 คน เท่านั้น   . ทำไมเวียดนามต้องลดขนาดภาครัฐ? ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้เวียดนามผลักดันการปฏิรูประบบราชการ เป็นผลมาจากเป้าหมายในการจัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนในโครงการต่างๆให้มากขึ้น รวมถึงลดการขาดดุลงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะลง สำหรับเป้าหมายในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 8% อีกทั้งการยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และการเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนสามารถเติบโตและเข้ามามีบทบาทในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้มากขึ้น รวมถึงยังสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและการลดอุปสรรคจากความซ้ำซ้อนและกฎระเบียบของภาครัฐ   . แนวทางปฏิรูปของเวียดนาม ลดจำนวนแผนกและฝ่ายงานภายในกระทรวง รวมถึงลดจำนวนข้าราชการ ผ่านการเกษียณก่อนกำหนด หรือโอนย้ายไปยังภาคเอกชน รวมถึงมีการยุบและควบรวมหน่วยงานที่มีบทบาทซ้ำซ้อน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นเวียดนามจะมีการยุบหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ ผ่านการปิดกิจการสถานีโทรทัศน์ 5 ช่อง ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์และนิตยสารอีกราวๆ 19 บริษัท รวมถึงการควบรวมกระทรวงและหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงวางแผนและการลงทุนจะอยู่ในกระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติจะถูกรวมอยู่ในกระทรวงเกษตร เป็นต้น    . ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เวียดนามได้อานิสงส์จากการลดภาระงบประมาณ ทำให้มีงบเพิ่มเติมสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างเสถียรภาพทางการเงิน เพิ่มความสามารถในการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ จากโอกาสที่ให้ภาคเอกชนได้เติบโต   แต่ในขณะเดียวกัน ผลกระทบอาจทำให้เกิดการว่างงานที่เพิ่มขึ้นจากการถูกปลดของแรงงานในภาครัฐซึ่งนำไปสู่แรงต้านจากกลุ่มข้าราชการและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวแม้ว่าจะมีการชดเชยรองรับแล้ว อีกทั้งอาจเป็นอุปสรรคในการทำตามเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องการ จากความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่อาจเกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจขึ้นได้ หากการดำเนินการปฏิรูปถูกจัดการได้ไม่มีประสิทธิภาพ   . ไทยควรพิจารณานโยบายปรับลดขนาดภาครัฐเช่นเดียวกับเวียดนามหรือไม่? ด้วยโครงสร้างภาครัฐของไทยยังค่อนข้างใหญ่กว่าเวียดนาม โดยมีบุคลากรมากกว่าของเวียดนามถึง 40% หากไม่นับรวมรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งไทยใช้ยังมีการใช้งบประมาณภาครัฐในสัดส่วนต่อ GDP ที่สูงกว่า ซึ่งในสัดส่วนที่มากเป็นการใช้จ่ายเพื่อบริโภคของภาครัฐ   แต่ด้วยบริบทที่ต่างกันทั้งในแง่ของโครงสร้างของภาครัฐ

เวียดนามจ่อลดขนาดหน่วยงานรัฐ ท่ามกลางเป้าหมายในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น อ่านเพิ่มเติม »

‘กู้มากกว่าออม’ ภาคอีสานภูมิภาคที่มีสัดส่วนเงินกู้มากที่สุดในประเทศ เผยยอด เงินออม-สินเชื่อ แบงก์พาณิชย์อีสาน ปี 2567

“ร้อยเอ็ด” กู้มากกว่าออมที่สุดในประเทศ ตามมาด้วย “จังหวัดกลุ่มราชธานีเจริญศรีโสธร” เงินฝากและสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในแง่หนึ่ง เงินฝากช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเก็บออมเงินได้อย่างปลอดภัยพร้อมได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน ธนาคารสามารถนำเงินฝากเหล่านี้ไปปล่อยสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ ในปี 2567 ปริมาณเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในภาคอีสานอยู่ที่ 11.2 ล้านล้านบาท และภาคอื่นๆ ได้แก่ ภาคกลาง 45.1 ภาคเหนือ 10.2 และ ภาคใต้ 10.5 (หน่วย: ล้านล้านบาท) สินเชื่อธนาคารพาณิชย์มีบทบาทสำคัญต่อการลงทุนและการบริโภคในทุกระดับ ทั้งบุคคล ธุรกิจขนาดเล็ก และธุรกิจขนาดใหญ่ การเข้าถึงสินเชื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายกิจการ จ้างงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ สินเชื่อยังช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินทรัพย์มูลค่าสูง เช่น บ้านและรถยนต์ ผ่านระบบผ่อนชำระ  ในปี 2567 แนวโน้มปริมาณสินเชื่อรายเดือนลดลงต่อเนื่องทุกเกือบตลอดทั้งปี จากความเข้มงวดของธนาคารพาณิชย์และสัดส่วนหนี้เสียที่ยังสูง และจะพบได้ว่าหลังจากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในจาก 2.50% เป็น 2.25% ส่งผลให้ปริมาณสินเชื่อรายเดือนในช่วงสิ้นปีสูงปรับขึ้นเล็กน้อย โดยปริมาณสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในภาคอีสานรวมตลอดทั้งปีอยู่ที่ 11.6 ล้านล้านบาท พาสำรวจเบิ่ง เงินฝากในอีสานกว่า 9.5 แสนล้านบาท แต่ละจังหวัดเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนในช่วง 10 ปี   สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก: ตัวชี้วัดความสมดุลทางการเงิน โดยจังหวัดที่มีปริมาณเงินฝากและสินเชื่อมากในอีสานโดยปกติแล้วก็เป็นจังหวัดใหญ่ที่มีเงินสะพัดมากเช่น นครราชสีมา ที่มีเงินฝากและสินเชื่อเกือบ 20% ของทั้งหมดในอีสาน แต่หากพิจารณาถึง ‘ความสมดุล’ ระหว่างการฝากออมและการกู้เงิน ความสัมพันธ์ระหว่างเงินฝากและสินเชื่อสะท้อนถึงการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินที่เกิดขึ้นผ่านธนาคารพาณิชย์ สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (Loan to Deposit Ratio: LDR) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์ความสมดุลของการพัฒนาทางการเงินในแต่ละพื้นที่ คำนวณได้จาก สินเชื่อทั้งหมด หารด้วย เงินฝากทั้งหมด โดยในปี 2567 ภาคอีสานมี LDR อยู่ที่ 103% และภาคอื่นๆได้แก่ ภาคกลาง 60% ภาคเหนือ 75% และภาคใต้ 83% ซึ่งจากภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วน LDR สูงที่สุดในประเทศ และยังเป็นภูมิภาคเดียวที่มีสัดส่วน LDR เกิน 100% (หากไม่รวมกรุงเทพฯ) ซึ่งสะท้อนว่า ภาคอีสานมีความต้องการสินเชื่อ ที่สูงกว่า การเก็บออม จังหวัดที่มี LDR สูงเกิน 100% หากมองลึกลงไปในระดับจังหวัดของภาคอีสาน พบว่า มี 11 จังหวัดในภาคอีสานที่มีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากสูงกว่า 100% ได้แก่: ร้อยเอ็ด (150%) บึงกาฬ (121%) อุบลราชธานี (119%) สกลนคร (115%) ขอนแก่น (114%) อำนาจเจริญ (112%) สุรินทร์ (109%) ยโสธร

‘กู้มากกว่าออม’ ภาคอีสานภูมิภาคที่มีสัดส่วนเงินกู้มากที่สุดในประเทศ เผยยอด เงินออม-สินเชื่อ แบงก์พาณิชย์อีสาน ปี 2567 อ่านเพิ่มเติม »

ครั้งแรกในรอบ 10 ปี คนอีสาน เกิด-ตาย เกือบเท่ากัน ในขณะที่คนไทยเกิดน้อยกว่าตาย 4 ปีซ้อน

“การลดลงของประชากรอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่มั่นคง มีรายได้สูง ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากร เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำ และอาจมีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจ” วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   ปัญหาการลดลงของอัตราการเกิดใหม่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญและพยายามแก้ไขอย่างจริงจัง แม้ว่าผลกระทบในปัจจุบันอาจยังไม่ชัดเจน แต่ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า การหดตัวของประชากรวัยแรงงานจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง และประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   ทำไมคนไทยถึงมีลูกน้อยลง สาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่มีลูกหรือมีลูกน้อยลงนั้น เกิดจากทั้งวิถีชีวิตและทัศนคติที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น มีความหลากหลายทางเพศที่ทำให้รูปแบบครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่ขยับตัวไม่ทัน ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้จึงไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้อย่างมีคุณภาพ กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ทำให้ตัดสินใจไม่อยากมีลูก เนื่องจากกังวลเรื่องรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สิน ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนจบปริญญาตรีสูงถึงประมาณ 5 แสน จนถึง 2 ล้านบาทต่อคน ทำให้หลายครอบครัวลังเลหรือชะลอการมีบุตร   10 ปีที่ผ่านมาการเกิดของคนไทยลดลงไปมากแค่ไหน ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยมีจำนวนการเกิดลดลงในทุกๆปี ซึ่งตรงกันข้ามกับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในทุกๆปี การระบาดของโควิด-19 เป็นเสมือนสิ่งที่กระตุ้นให้ทุกอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2564 เป็นปีที่คนไทยมีจำนวนการเกิดใหม่อยู่ที่ 544,570 คน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตนั้นมีสูงถึง 563,650 คน ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในทางกลับกันการระบาดของไวรัสทำให้ผู้คนพบเจอกันน้อยลงปฎิสัมพันธ์ของคนก็น้อยลงเช่นกัน เหลือแต่เพียงการติดต่อกันผ่านทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แม้จะผ่านพ้นช่วงการระบาดของโควิด-19 มาแล้วก็ตามแต่จำนวนการเสียชีวิตของคนไทยก็ไม่ได้มีการลดลงต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19ขนาดนั้น หนำซ้ำจำนวนการเกิดของคนไทยกลับลดลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่กำลังเกิดในปัจจุบันเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง และใกล้เข้ามามากขึ้นทุกวันๆ รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สถาบันฯ ได้ทำการสำรวจข้อมูลในปลายปี 2567 ในประชาชนไทยอายุ 28 ปีเป็นต้นไป จำนวน 1,000 กว่าคน พบว่า ร้อยละ 71 มองว่าการเกิดน้อยเป็นวิกฤตของประเทศ และมีเพียงร้อยละ 6 มีมองว่ายังไม่ใช่วิกฤต “ซึ่งข้อค้นพบนี้ทำให้เห็นว่าคนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของวิกฤตนี้ ส่วนคำถามถึงแผนการมีบุตรในกลุ่มประชากรที่มีความพร้อม พบว่าร้อยละ 35.8 ตอบว่าจะมีลูกแน่นอน ร้อยละ 29.9 ตอบว่า อาจจะมีลูก ร้อยละ 14.6 ตอบว่า ไม่แน่ใจ ร้อยละ 13.1 ตอบว่าจะไม่มีลูก และร้อยละ 6.6 ตอบว่าจะไม่มีลูกอย่างแน่นอน”จากชุดข้อมูลพบว่า มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่คิดจะมีลูก แม้จะน้อยแต่ก็ยังเป็นแนวโน้มในเชิงบวก ส่วนกลุ่มที่ตอบว่า “อาจจะมีลูก” นั้น เป็นกลุ่มสำคัญต่อนโยบายส่งเสริมการมีลูก ที่จะต้องไปพูดคุยอย่างชัดเจนให้ถึงสาเหตุของการตอบว่า อาจจะ เพราะหากมีการสนับสนุนที่ตรงจุดก็จะทำให้กลุ่มดังกล่าว มั่นใจที่จะมีลูกเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ประชากรที่จะมีลูกอย่างแน่นอนเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละกว่า 60   ภาพที่ 1: จำนวนการเกิด และเสียชีวิตของประชากรทั่วประเทศ พ.ศ. 2558

ครั้งแรกในรอบ 10 ปี คนอีสาน เกิด-ตาย เกือบเท่ากัน ในขณะที่คนไทยเกิดน้อยกว่าตาย 4 ปีซ้อน อ่านเพิ่มเติม »

ทำไมโคราช ถึงถูกเสนอให้เป็น เมืองหลวงแห่งที่ 2 ในวันที่ กรุงเทพฯ อาจจมบาดาล

โคราช ถูกเสนอเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 หลังถูกพูดถึงอีกครั้ง ในการประชุมแก้ปัญหาวิกฤต กทม. เมืองหลวงที่กำลังจะจมน้ำจากภาวะโลกร้อน หลังจากมีข่าว กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และ สรุปผลการพิจารณาข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ แยกเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ในส่วนของแผนการจัดน้ำที่ดี กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการจัดหาพื้นที่รองรับน้ำและกักเก็บน้ำเพิ่มเติมสำหรับแผนการจัดการน้ำในระยะกลางแล้ว และได้ดำเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ำ ซึ่งเป็นอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่แล้ว 4 แห่ง อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 4 แห่ง และมีแผนสร้างคันกั้นน้ำด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นเพื่อการจัดการน้ำในระยะยาวอีกด้วย ในส่วนของโครงสร้างการป้องกันชายฝั่งกรุงเทพมหานคร ได้จัดทำโครงสร้างแบบแข็ง (เขื่อนกันคลื่น/กำแพงกันคลื่น) และแบบอ่อน (เนินทราย/ป่าชายเลน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดสมุทรสาคร และกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมมือกับรัฐบาลออสเตรเลียทางด้านวิชาการด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะระบบระบายน้ำ การย้ายเมืองหลวง จากกรุงเทพมหานครไป จังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นว่า การการย้ายเมืองหลวงจะต้องมีการทำประชามติ และประเมินผลกระทบ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการและการจ้างงาน และกระทบต่อวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีของประชาชน ดังนั้น การสร้างแนวป้องกันกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือดำเนินการเพิ่มเมืองศูนย์กลาง ระดับภาคและศูนย์กลางรองระดับภาคเพื่อสร้างสมดุลให้แก่ระบบเมืองของประเทศ น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า ความเหมาะสมของจังหวัดนครราชสีมา ที่จะเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศไทย โดยปัจจุบันกรมโยธาธิการและผังเมือง และกระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการศึกษาและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เช่น โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาด้านทรัพยากรน้ำในทุกมิติให้เกิดความมั่นคงและความสมดุลกับความต้องการน้ำในอนาคต และศึกษาแนวทางการย้ายเมืองหลวงของประเทศอื่นเป็นแนวทางและเทียบเคียงด้วย การศึกษาในเรื่องน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเกิดจากภาวะโลกร้อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการศึกษา เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เช่น การจัดทำ Sea barrier ได้แก่ การพัฒนาเขื่อน ประตูกั้นปากแม่น้ำ ประตูระบายน้ำ คันกั้นน้ำทะเล รวมทั้งการขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการศึกษาแนวทางการป้องกันการรุกตัวของน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา และการศึกษาการคาดการณ์อนาคต ระดับน้ำที่สูงขึ้นในแต่ละช่วงปี เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาให้เกิดความครอบคลุมและควรศึกษาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและปัญหาอย่างต่อเนื่อง การศึกษาผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเห็นว่า ควรมีการจัดทำฉากทัศน์ เพื่อเปรียบเทียบ สถานการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางเลือกและผลได้ผลเสียเปรียบเทียบ และควรศึกษาผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นให้รอบคอบเพื่อกำหนดแผนป้องกัน แก้ไข และการจัดการแบบปรับตัว (Adaptive Management) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การสนับสนุนการวิจัยพัฒนาในการออกแบบอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่า ควรมีการศึกษาการออกแบบอาคารใหม่ และการปรับปรุงอาคารที่มีอยู่เดิมแบ่งตามประเภทอาคารที่ใช้งานรวมถึงขนาดและความสูงของอาคาร ควรมีการปรับปรุง Rule Curve ของแต่ละอาคารบังคับน้ำและอ่างเก็บน้ำให้สอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งควรเตรียมการด้านกฎหมายและการสร้างความตระหนักให้หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชนและประชาชน ควบคู่กันไป และควรมีการปรับกฎหมายสิ่งก่อสร้างให้สอดรับกับการปรับโครงสร้างอาคารสถานที่ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ประชุมครม.ได้มีมติรับทราบผลการพิจารณา เรื่อง ญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งเมืองหลวงแห่งที่ 2 ของประเทศไทย หรือการสร้างแนวป้องกันกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ที่ประสบปัญหากำลังจะจมบาดาล เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนจากนี้จะแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทราบตามขั้นตอนต่อไป ล่าสุด 4/2/2568 : ครม.รับฟังข้อเสนอ เมืองหลวงแห่งที่ 2 หนีวิกฤตกรุงเทพฯ จมน้ำ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รัฐบาลได้มีการพิจารณาหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในแนวคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การย้ายเมืองหลวงไปที่จังหวัดนครราชสีมา หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “โคราช” ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจากที่กระทรวงมหาดไทยรวบรวมความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ และเสนอให้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งเมืองหลวงแห่งที่ 2

ทำไมโคราช ถึงถูกเสนอให้เป็น เมืองหลวงแห่งที่ 2 ในวันที่ กรุงเทพฯ อาจจมบาดาล อ่านเพิ่มเติม »

คูน้ำโบราณบุรีรัมย์ มรดกภูมิปัญญาแห่งแดนอีสานใต้

คูน้ำ เป็นร่องที่ถูกขุดขึ้นเพื่อใช้กักเก็บน้ำไว้ใช้ โดยทำหน้าที่เป็นเส้นทางการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกและการอุปโภคบริโภค โดยในอีสานใต้ โดยเฉพาะบุรีรัมย์ มีคูน้ำที่ล้อมรอบพื้นที่อยู่อาศัยอยู่มากมาย ซึ่งบทความนี้จะพามาดูต้นกำเนิดของคูน้ำ มีความสำคัญอย่างไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องราวของเมืองโบราณแห่งอีสานอย่างบุรีรัมย์ ภายในตัวอำเภอเมืองบุรีรัมย์ บริเวณใจกลางเมืองมีคูน้ำขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นรูปวงรีล้อมรอบบริเวณพื้นที่ศาลหลักเมือง คนบุรีรัมย์เรียกคูน้ำนี้ว่า “ละลม” มีความกว้างเฉลี่ย 80 เมตร ยาวประมาณ 5,000 เมตร พื้นที่รวม 179 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา แต่ก่อนมีเพียงคูเดียวล้อมรอบ แต่ปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 6 ส่วน ซึ่งละลมแห่งนี้มีประวัติอย่างยาวนานมาตั้งแต่สมัยทวารวดี (ช่วง พ.ศ.1100 – 1500) มีอายุกว่า 1,800 ปี  ซึ่งการกร้างละลมนี้มีจุดประสงค์เป็นเพื่อการอุปโภคบริโภคของชาวเมือง และการทำอุตสาหกรรมเหล็กในสมัยก่อนเป็นหลัก โดยละลมถูกจัดตั้งเป็นโบราณสถานตามประกาศกรมศิลปากร ในวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2523 นอกจากจะเป็นสถานที่ประวัติศาตร์แล้ว ปัจจุบันละลมของเมืองบุรีรัมย์ ก็เป็นสวนสาธารณะและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองบุรีรัมย์และนักท่องเที่ยว นอกจากละลมในตัวเมืองแล้วนั้น คูน้ำลักษณะนี้ยังกระจายอยู่หลายพื้นที่ในจังหวัด โดยขอยกตัวอย่าง “บ้านปะเคียบ” ตั้งอยู่ ตําบลปะเคียบ อําเภอคูเมือง เป็นชุมชนเมืองโบราณที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล หมู่บ้านมีลักษณะที่ถูกโอบล้อมด้วยคูน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งบ้านปะเคียบแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโบราณสถานโนนสำโรง ซึ่งถูกสันนิษฐานว่าชุมชนโบราณแห่งนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากโบราณวัตถุมากมายไม่ว่าจะเป็นก้อนศิลาแลง หรือชิ้นส่วนกระเบื้อง เป็นต้น โดยตัวอย่างชุมชนอื่นๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีคูน้ำล้อมรอบเพื่อใช้ประโยชน์ ที่หยิบยกมานำเสนอ ได้แก่ บ้านเมืองฝ้าย ตำบลเมืองฝ้าย อำเภอหนองหงส์ เป็นอีกชุมชนเมืองโบราณในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีคูน้ำล้อมรอบ 3 ชั้น ลึกประมาณ 2.50 เมตร บ้านทะเมนชัย ตำบลโคกขมิ้น อำเภอพลับพลาชัย เป็นชุมชนเมืองโบราณ มีคูน้ำล้อมรอบขอบเนินเป็นรูปวงรี ตามแนวเหนือใต้ 3 ชั้น กว้างยาวโดยประมาณ 244  ไร่ บ้านตะลุงเก่า ตำบลโคกม้า อำเภอประโคนชัย เมืองโบราณที่มีคูน้ำล้อมรอบเป็นวงรีซ้อนกันสามชั้น ปัจจุบันเหลืออยู่สองชั้น บ้านแสลงโทน ตำบลแสลงโทน อำเภอประโคนชัย กับคูน้ำโบราณตั้งแต่สมัยทวารวดี นอกจากชุมชนที่กล่าวมา ยังมีชุมชนอื่นๆ ที่มีคูเมืองล้อมรอบ เช่น บ้านพระครู บ้านเมืองดู่ และบ้านไทรโยง คูน้ำถือเป็น ‘นวัตกรรม’ การบริหารจัดการน้ำของชาวอีสานใต้ในอดีต สะท้อนถึงภูมิปัญญาในการปรับตัวของผู้คนที่อาศัยในที่ราบลุ่มแม่น้ำ ระบบคูน้ำนี้ไม่เพียงช่วยกระจายน้ำสู่พื้นที่เพาะปลูกอย่างทั่วถึง แต่ยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง อีกทั้งยังเป็นระบบนิเวศขนาดเล็กที่เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำและพืชน้ำหลากหลายชนิด ซึ่งยังคงให้ประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน    ที่มา สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม วิกิชุมชน วารสารเมืองโบราณ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์  

คูน้ำโบราณบุรีรัมย์ มรดกภูมิปัญญาแห่งแดนอีสานใต้ อ่านเพิ่มเติม »

จีนบุกไทยจากภายใน ผ่านการตั้งโรงงานในไทยของชาวจีน

ฮู้บ่ว่า? นอกจากสินค้าจากจีนที่ทะลักมาไทยแล้ว จีนยังเริ่มย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากขึ้น โดยในปีล่าสุดมีโรงงานตั้งใหม่กว่า 179 แห่งที่มีการลงทุนจากจีน . หลังจากการเกิดสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาในปี 2560 ส่งผลให้จีนได้เริ่มมีการมองหาตลาดใหม่ๆ ในการขายสินค้าที่ผลิตออกมามหาศาลในประเทศ ทำให้สินค้าจีนมีแนวโน้มที่จะทะลักมายังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประเทศใน GMS รวมถึงไทยเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน . การทะลักของสินค้าจากจีน สามารถส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในไทยได้ในหลายมิติ ในด้านหนึ่งผู้ประกอบการบางส่วนก็ได้รับอานิสงค์จากการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้น จากสินค้าที่มีราคาถูกลง มีความหลากหลาย หรือแม้กระทั่งการนำเข้าจากจีนเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ  อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในภาคการผลิต กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันภายในประเทศที่เข้มข้น ตลอดจนความยากลำบากในการแข่งขันด้านต้นทุนให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากต่างประเทศได้ ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการในภาคการผลิต โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถรับมือกับปัญหาการทะลักของสินค้าจีนได้ จนนำไปสู่การปิดโรงงานหรือยุติการดำเนินกิจการในที่สุด . นอกจากการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนแล้ว จีนยังเริ่มขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากขึ้น ผ่านการจัดตั้งหรือร่วมลงทุนในโรงงานภายในประเทศ ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดแนวโน้มนี้คือสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งทำให้จีนสามารถใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการเก็บภาษีสินค้าจีนที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่สมัยที่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก นอกจากนี้ ตลาดภายในประเทศไทยเองยังมีความต้องการสินค้าจากจีนสูง ทำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนชาวจีนมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ ส่งผลให้การย้ายฐานการผลิตมายังไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รูปภาพ 1 : มูลค่าการลงทุนโดยตรงในภาคการผลิตจากประเทศจีน ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย รูปภาพ 2 : จำนวนและมูลค่าการลงทุนของโครงการจากจีน ที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน . มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากจีนในภาคการผลิตของไทยเติบโตกว่า 6 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 5,547 ล้านบาท ก่อนสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ เป็น 38,401 ล้านบาท ในปี 2566  สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขยายฐานการผลิตของจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จีนมีความได้เปรียบ เช่น พลาสติก โลหะ อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักร ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ ที่ไทยมีการพึ่งพาจากจีนสูง รวมถึงกลยุทธ์การย้ายฐานการผลิตของจีนเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของชาติตะวันตกและสิทธิประโยชน์จาก BOI ยังผลักดันให้จีนขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากยิ่งขึ้น รูปภาพ 3 : จำนวนการตั้งโรงงานในปี 2567 โดยจำแนกตามสัญชาติที่มีการลงทุน ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมโรงงานอุตสาหกรรม รูปภาพ 4 : มูลค่าการลงทุนในบริษัทของโรงงานตั้งใหม่ที่มีการลงทุนจากจีน ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมโรงงานอุตสาหกรรม . ในปี 2567 มีการตั้งโรงงานที่ได้รับการลงทุนจากจีนกว่า 179 แห่ง และเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนการตั้งโรงงานในช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนหน้าจะพบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนการตั้งโรงงานที่มีจีนลงทุนมากถึง 164% ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานอื่นๆที่ไม่มีการลงทุนจากจีน รวมถึงเม็ดเงินการลงทุนในโรงงานจากจีนที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 11,387 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่จีนให้ความสำคัญกับตลาดไทยมากขึ้นทั้งในด้านการรองรับสินค้านำเข้าจากจีนและโอกาสที่จะเติบโตในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสำหรับการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ รูปภาพ 5 : ประเภทของโรงงานตั้งใหม่ที่มีการลงทุนจากจีน จำแนกตามขนาดของโรงงาน ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมโรงงานอุตสาหกรรม . การลงทุนจากจีนในโรงงานของไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่จีนได้เปรียบและไทยมีการพึ่งพาสินค้าจากจีนสูง

จีนบุกไทยจากภายใน ผ่านการตั้งโรงงานในไทยของชาวจีน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top