SHARP ADMIN

ท่องเที่ยวไทย จีนไป เมกา มา อีสานไม่กระทบ สหรัฐฯ ยกไทยสู่ประเทศ ‘ปลอดภัยระดับ 1’ ในวันที่ชาวจีนไม่กล้าเที่ยวไทย

ในขณะที่นักท่องเที่ยวจีนลดลงจากความกังวลเรื่องความปลอดภัย(จากจีนเทา) สหรัฐฯ ยกไทยสู่ประเทศ ‘ปลอดภัยระดับ 1’ เทียบเท่า ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และสิงคโปร์ สร้างแรงหนุนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวโลก ในปี 2568 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยลดลงราว -46.1% ต่อเดือนตลอดช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงต้นปีลดลงไปประมาณ 1 ล้านคน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นอัตราลดลงที่ -32.7% นักท่องเที่ยวชาวจีนถือเป็นกลุ่มหลักที่ประเทศไทยพึ่งพาในภาคการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนแต่ละคนมักใช้เวลาเที่ยวเฉลี่ย 5 – 7 วันต่อทริป และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 25,000 – 50,000 บาทต่อคน หรือประมาณวันละ 6,118 บาท แม้ว่าจะไม่สูงเท่านักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางก็ตาม ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 63,000 – 94,000 ต่อทริป ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นซึ่งอยู่ที่ราว 4,077 บาทต่อวัน ดังนั้น ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่สูงและมูลค่าการใช้จ่ายที่สูงนั้นส่งผลให้การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศ และเศรษฐกิจในพื้นที่ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวจีนมักเดินทางไปเยือน ภาพที่ 1 จำนวนนักท่องเที่ยว 5 เดือนแรกของไทยแบ่งตามสัญชาติ 10 อันดับแรก ที่มา: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากรายงานของ KKP Research พบว่า ชาวจีนกว่า 50% มองว่าไทยไม่ปลอดภัย เพิ่มขึ้นจาก 38% ในปีก่อน ปัจจัยที่ส่งผลต่อทัศนคตินี้รวมถึงกรณีข่าวลักพาตัวชาวจีน การปราบปรามธุรกิจสีเทา และเหตุการณ์ภัยพิบัติในไทยที่ถูกขยายผ่านสื่อจีน โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้เป็นพิเศษมากกว่าผู้ที่เดินทางกับกรุ๊ปทัวร์ อีกทั้ง ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในจีน ทำให้ชาวจีนมีแนวโน้มใช้จ่ายระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเองก็ผลักดันนโยบาย “เที่ยวในประเทศ” เพื่อลดการไหลออกของเงินตราและกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ทำให้การเดินทางออกนอกประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่กลับมาสูงถึง 93.6% ของระดับก่อนโควิดแล้ว นอกจากนี้ยังรายงานอีกว่า นักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบันเลือกเดินทางด้วยตนเองมากขึ้น แทนการมาแบบกรุ๊ปทัวร์เหมือนในอดีต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อรูปแบบการใช้จ่าย ความคาดหวัง และประสบการณ์ที่ต้องการในต่างประเทศ โดยกลุ่ม FIT มักให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์เฉพาะตัว มากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว ทั้งยังมีแนวโน้มเที่ยวซ้ำเฉพาะพื้นที่ที่ชอบ ทำให้การตัดสินใจมาเที่ยวประเทศเดิมซ้ำต้องใช้เวลาพิจารณามากขึ้น อย่างไรก็ดี แม้การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนจะกระทบต่อภาพรวมรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ก็มีสัญญาณบวกจากนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการปรับคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisories) ของประเทศไทยเป็นระดับ 1 (Level 1: Exercise Normal Precautions) ให้ใช้ความระมัดระวังตามปกติในการเดินทางในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ยังคงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยมีเพียงพื้นที่บริเวณ 4 จังหวัดในภาคใต้ที่ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อเดินทางไป ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา เนื่องจากความไม่สงบจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ […]

ท่องเที่ยวไทย จีนไป เมกา มา อีสานไม่กระทบ สหรัฐฯ ยกไทยสู่ประเทศ ‘ปลอดภัยระดับ 1’ ในวันที่ชาวจีนไม่กล้าเที่ยวไทย อ่านเพิ่มเติม »

สหรัฐฯ ลงดาบ! แผงโซลาร์กัมพูชาโดนภาษี 3,521%

ฮู้บ่ว่า? กัมพูชาอาจถูกสหรัฐฯ สั่งเก็บภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์สูงถึง 3,521%    . ในขณะที่โลกเร่งเดินหน้าเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด สหรัฐอเมริกาได้จุดชนวนความสั่นสะเทือนในอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์อีกครั้ง หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าแผงโซลาร์เซลล์จากกัมพูชาในอัตราสูงสุดถึง 3,521% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการดำเนินการด้านภาษีที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี   . มาตรการภาษีดังกล่าวเกิดจากผลการสอบสวนที่พบว่า บริษัทจีนใช้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กัมพูชา ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งเป็นฐานการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากต้นทุนการส่งออก ที่เป็นผลมาจากสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ   . สาเหตุที่กัมพูชาถูกประกาศการขึ้นภาษีในอัตราสูงสุด เนื่องจาก บริษัทผู้ผลิตในกัมพูชา เช่น Solar Long และ Hounen Solar ได้ถอนตัวจากการให้ความร่วมมือในกระบวนการสอบสวน ส่งผลให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ มองว่าขาดความโปร่งใส และได้กำหนดภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงสุด ส่งผลให้การส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ของกัมพูชาอาจได้รับผลกกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ของกัมพูชาพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ กว่า 97.7% ของการส่งออกทั้งหมด   . ประเทศไทยเอง ก็ได้รับการขึ้นภาษีการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงด้วยเช่นกัน โดยสูงถึง 375% แต่จากการตรวจสอบพบว่า สินค้าที่ถูกขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ จะเป็นสินค้าที่ถูกส่งออกโดยบริษัทจีน ที่ได้ย้ายฐานการผลิตมาในประเทศไทย    . ผลกระทบต่อการส่งออกโซลาร์เซลล์ของไทยอาจอยู่ในระดับที่รุนแรง เนื่องจากไทยมีมูลค่าการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์และสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ที่สูง ซึ่งอาจสร้างผลกระทบในวงกว้างสู่ผู้ผลิตในประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน ในกรณีที่บริษัทดังกล่าวมีการใช้สินค้าและวัตถุดิบในประเทศในการผลิตสินค้า  แต่ผลกระทบต่อผู้ผลิตอาจเบาลงลงหากบริษัทดังกล่าวใช้วัตถุดิบนำเข้าหรือใช้วัตถุดิบจากโรงงานจีนที่เข้ามาตั้งในประเทศไทย และอาจเป็นผลทำให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถเติบโตได้ จากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการส่งออก   ที่มา : The guardian, Reuters, Trademap 🇺🇸สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าไทย🇹🇭 ใครกระทบ? และภาษี 36% คำนวณจากอะไร? สินค้าส่งออกการเกษตรจากอีสานจะกระทบหรือไม่❓   Cambodia อาจเป็น (S)cambodia เมื่ออุตสาหกรรม Scam มีรายได้กว่า 40% ของ GDP กัมพูชา

สหรัฐฯ ลงดาบ! แผงโซลาร์กัมพูชาโดนภาษี 3,521% อ่านเพิ่มเติม »

Cambodia อาจเป็น (S)cambodia เมื่ออุตสาหกรรม Scam มีรายได้กว่า 40% ของ GDP กัมพูชา

ฮู้บ่ว่าHumanity Research Consultancy คาดการณ์กัมพูชามีรายได้จาก แก๊งคอลเซ็นเตอร์ คิดเป็น 40-60% ของ GDP หรือประมาณ 1.2-1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกหลายประเทศเฝ้าระวังเนื่องจากมีโอกาสเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อันเนื่องมาจากการเอื้อประโยชน์ระหว่างภาครัฐฯ อาชญากร และทุนสีเทาจากต่างประเทศ เศรษฐกิจในเบื้องหน้าของกัมพูชา ถูกผลักดันด้วยภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ด้วยสัดส่วนร้อยละ 30 ของ GDP ประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอ ที่เป็นสินค้าส่งออกหลัก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชาที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นกว่า 5.6% ในปี 2567 รูปที่ 1: เปรียบเทียบโครงสร้าง GDP กัมพูชาปี 2566 และรายได้จากธุรกิจสแกมเมอร์ อีกทั้งกระแสของการลงทุนจากต่างชาติที่เริ่มไหลเข้ามาลงทุนในกัมพูชามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการลงทุนจากประเทศจีนภายใน 10 ปีให้หลังมานี้ ที่คิดเป็นกว่า 61% ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นแรงผลักดันให้กัมพูชามีการเติบโตทางการค้าและการลงทุนมากยิ่งขึ้น แต่ในอีกมุมึง กัมพูชาก็กำลังเติบโตผ่านการเป็นศูนย์กลางของธุรกิจสีเทา ที่ได้รับการเอื้อประโยชน์จากผู้มีอำนาจหรือแม้กระทั่งการปิดตาข้างนึงจากคนบางกลุ่มของฝั่งของรัฐบาลกัมพูชาเอง รายงานของ Humanity Research Consultancy ระบุว่ารายได้จากอาชญากรรมไซเบอร์ของกัมพูชาอาจมีมากถึง 1.2 – 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ เนื่องจากรายได้ดังกล่าวนี้หากคิดเป็นสัดส่วนอาจสูงกว่า 40% ของ GDP สะท้อนถึงอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่มีขนาดใหญ่ และหากตัวเลขดังกล่าวเป็นจริงอาจหมายถึงขนาดของอุตสาหกรรมฉ้อฉลที่ใหญ่มากกว่า GDP ของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมของกัมพูชารวมกัน อุตสาหกรรมอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่มีขนาดใหญ่ได้ขนาดนี้ จะไม่สามารถเติบโตได้เลยหากไม่มีการเอื้อประโยชน์จากผู้มีอำนาจ เครือข่ายอุปถัมภ์ หรือแม้กระทั้งอาจมีคนในรัฐบาลบางส่วนที่เพิกเฉยและชี้ว่าไม่มีการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการให้การสนับสนุน อีกทั้งทุนสีเทาจากจีนที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการเข้ามาลงทุนในโครงการหรือเข้ามาผ่านบริษัทนอมินี เพื่อใช้ช่องโหว่และโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้ ตลอดจนโอกาสในการใช้ประโยชน์จากธุรกิจกาสิโนที่มีอยู่เดิมในการเป็นแหล่งฟอกเงินผิดกฎหมาย ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้เครือข่ายเหล่านี้สามารถขยายตัวอย่างรวดเร็วได้ภายในเวลาไม่นาน อาชญากรรมผิดกฎหมาย และธุรกิจสีเทา ไม่จะเป็นธุรกิจสแกม การฟอกเงิน ตลอดจนการค้ามนุษย์ ในกัมพูชา อาจสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และความเชื่อมั่นของนานาประเทศ จากการดึงแรงงานผิดกฏหมายจากหลายแห่งเข้ามา และการไหลออกของเงินสีเทาที่กระจายไปภายนอก ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาคว่ำบาตรบริษัทในกัมพูชาที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน โดยบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินมีชื่อว่า “Huione Group” บริษัทนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับคาสิโนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองพระสีหนุ ซึ่งเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลของกัมพูชา อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ ธนาคารเถื่อน ที่เป็นศูนย์กลางในการฟอก และโยกย้ายเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย และสหรัฐฯ ยังแสดงท่าทีตอบโต้ทางการค้ากับกัมพูชา ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชากว่า 49% ซึ่งนับว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับการขึ้นภาษีต่อประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังขึ้นภาษีสินค้าจากบริษัทที่เป็นนอมินีจากจีน โดยได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าประเภทแผงโซลาร์เซลล์จากกัมพูชาในอัตราสูงสุดถึง 3,521% ซึ่งส่วนนึงเป็นแนวทางการลดการขาดดุลทางการค้ากับกัมพูชา แต่อีกนัยนึงก็อาจเป็นการปิดช่องโหว่ในการสวมสิทธิกัมพูชาในการส่งออกสินค้าของจีน และลดการไหลออกของกระแสเงินทุนสีเทาภายในกัมพูชา   อ้างอิง : Humanity research consultancy, Salika, KResearch, Trading Economics, พามาเบิ่ง🧐การค้าชายแดนไทย – กัมพูชาเสี่ยงชะลอตัว หากต้องปิดด่านระยะยาว ‘สามเหลี่ยมมรกต อุบลราชธานี’ ชายแดนสามเส้า ไทย – ลาว – กัมพูชา

Cambodia อาจเป็น (S)cambodia เมื่ออุตสาหกรรม Scam มีรายได้กว่า 40% ของ GDP กัมพูชา อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง ปลดล็อกศักยภาพ เปิดมูลค่าลงทุน 3 จังหวัด SEZ อีสาน ประตูเศรษฐกิจสู่ GMS

หมวด หน่วย นครพนม หนองคาย มุกดาหาร จำนวนธุรกิจจดทะเบียนใหม่ปี 2567 แห่ง 68 123 117 มูลค่าทุนจดทะเบียนปี 2567 ล้านบาท 100 164 476 จำนวนธุุรกิจทั้งหมด แห่ง 910 1475 1160 มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม ล้านบาท 3864 7104 10069 ผลประกอบการงบการเงิบปี 2566 ธุรกิจ ขายยานพาหนะ การผลิตสุรากลั่น ขายส่งผักผลไม้ มูลค่า (ล้านบาท) 4805 4359 7441 ธุรกิจ ขายเชื้อเพลิงยานยนต์ ขายยานพาหนะ ขายสินค้าทั่วไป มูลค่า (ล้านบาท) 2124 2126 3276 ธุรกิจ ขายสินค้าทั่วไป ขายเครื่อวจักรทางการเกษตร การผลิตน้ำตาล มูลค่า (ล้านบาท) 1933 1265 3075 ต่างชาติที่ลงทุนสูงสุด ประเทศ ลาว จีน จีน ทุนจดทะเบียน 54 43 14 ประเทศ อเมริกัน ลาว มาเลเซีย ทุนจดทะเบียน 20 33 9 ประเทศ สิงคโปร์ ฝรั่งเศส ลาว ทุนจดทะเบียน 3 5 7 เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) คือ พื้นที่ที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการลงทุน การค้าชายแดน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยรัฐจะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่เหล่านี้เป็นพิเศษ เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี การผ่อนคลายกฎหมายแรงงานต่างด้าว การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและขั้นตอนทางราชการในการดำเนินธุรกิจ ประเทศไทยเริ่มผลักดันแนวคิดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างจริงจังในปี 2541 โดยมีจุดเริ่มต้นจากแนวคิด “ระเบียงเศรษฐกิจ” (Economic Corridor) ซึ่งธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) โดยการผลักดันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพื่อการเปลี่ยนระเบียงการขนส่ง (Transport Corridors) ให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกในภูมิภาค ต่อมาในปี 2556 คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้ง SEZ เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยมีเป้าหมายให้ SEZ เป็นเครื่องมือกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจจากศูนย์กลางไปยังพื้นที่ชายแดน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค

พามาเบิ่ง ปลดล็อกศักยภาพ เปิดมูลค่าลงทุน 3 จังหวัด SEZ อีสาน ประตูเศรษฐกิจสู่ GMS อ่านเพิ่มเติม »

ส่องซอด “3 สิทธิรักษาพยาบาล” สำหรับคนต่างด้าว (ถูกกฎหมาย)

“ต่างด้าว” เข้ารักษามีค่าใช้จ่าย ยกเว้น 3 กลุ่ม “รอสัญชาติไทย-อยู่ในประกันสังคม-ซื้อประกันสุขภาพ” มีกองทุนดูแล หลังมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างไทย กับ กัมพูชาล่าสุด จึงมีคลิปเล่าเหตุการณ์จาก นพ.พจน์ ปทุมนากุล แพทย์ประจำบ้าน อายุรศาสตร์ มาเล่าประสบการณ์ เมื่อ 3 ปีก่อนว่า ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ รพ.แห่งหนึ่งที่จังหวัดอุบลราชธานี หลังพบชาวกัมพูชา ใช้บัตรประชาชนคนไทย มาใช้สิทธิ์ 30 บาท 10 มิ.ย. 68 – นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สาธารณสุข) ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แพทย์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ออกมาเปิดเผยว่า มีการสวมสิทธิ์บัตร 30 บาทรักษาทุกที่ของคนไทยโดยชาวกัมพูชา ยืนยันเตรียมดันมาตรการใช้ “ไบโอเมตริกซ์” (Biometric) มาตรวจสอบตัวตนเพื่อสกัดการสวมสิทธิ์ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนได้นำเรื่องปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบและป้องกันโรคระบาดที่อาจเข้ามาในประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยระบุว่าในอดีตมีหลาย พ.ร.บ. ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ซึ่งกำลังพิจารณาปรับแก้ เมื่อสอบถามว่าได้ตรวจสอบการสวมสิทธิ์ของชาวกัมพูชาแล้วหรือไม่ รมว.สาธารณสุข ชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวเป็นรายละเอียดในระดับเจ้าหน้าที่ ไม่ได้ส่งมาถึงตนโดยตรง เช่นเดียวกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่ตนได้ปรับแก้ปัญหาในภาพรวมไปแล้ว นายสมศักดิ์ ย้ำชัดเจนว่าผู้ที่มีสิทธิ์ใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกที่นั้น จะต้องเป็นประชาชนชาวไทยเท่านั้น พร้อมกล่าวถึงประเด็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ว่า “ตามที่ได้มีคลิปออกมาว่าตนได้ขอกรรมการควบคุมโรคติดต่อให้มี Biometric ตนก็ยังตกใจเพราะคิดว่าคนคงจะเห็นว่าแพงมาก เครื่องนึงแค่ 15,000 บาท ถ้า 30 โรงพยาบาลที่ชายแดน ซื้อเครื่องนี้ ก็เป็นเงินเพียง 400,000 กว่าบาทเท่านั้นเอง เรื่องนี้สำหรับตรวจม่านตา เพราะเราไม่สามารถออกรหัสให้คนต่างด้าวได้” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการลงทุนเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ในพื้นที่ชายแดน   ISAN Insight พามาฮู้จัก “3 สิทธิรักษาพยาบาล” สำหรับคนต่างด้าว (ถูกกฎหมาย) ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ระบบสาธารณสุขของไทยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อดูแลผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือศาสนา ปัจจุบันมีการแบ่งสิทธิการรักษาสำหรับคนต่างด้าวออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิหรือบุคคลไร้รัฐ (กลุ่ม ท.99) บุคคลในกลุ่มนี้กำลังอยู่ในกระบวนการพิสูจน์สัญชาติไทย ได้รับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และมีรายชื่อในฐานข้อมูลกระทรวงมหาดไทย ใช้สิทธิรักษาผ่านกองทุนประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (กองทุน ท.99) ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ปัจจุบันมีผู้ขึ้นทะเบียนกับกองทุนกว่า 723,603 คน 2.แรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนถูกต้อง แรงงานกลุ่มนี้อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคม นายจ้างจะต้องส่งเงินสมทบให้ตามกฎหมาย ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วย สิทธิคลอดบุตร ชราภาพ และกรณีว่างงาน 3.กองทุนประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือกำลังรอสิทธิ จะต้องซื้อประกันสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข สิทธินี้ครอบคลุมการตรวจสุขภาพ การรักษา การส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค  

ส่องซอด “3 สิทธิรักษาพยาบาล” สำหรับคนต่างด้าว (ถูกกฎหมาย) อ่านเพิ่มเติม »

ทำไม อิสราเอล จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของแรงงานอีสาน?

อาคารของสถานีโทรทัศน์อิหร่านในกรุงเตหะราน ถูกโจมตีโดยอิสราเอลเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 เสียงระเบิดดังสนั่นเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐอิหร่าน (State TV) ซึ่งกำลังออกอากาศสดต้องลุกหนี ท่ามกลางเศษซากและฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย และเสียงตื่นตระหนกของคนในสถานี ก่อนหน้านี้มีเสียงระเบิดดังขึ้นแล้วหลายครั้ง แต่ผู้ประกาศยังคงรายงานสถานการณ์ โดยระบุว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการที่ระบอบไซออนิสต์รุกรานอิหร่านและสื่อของรัฐ แต่สุดท้ายก็ต้องลุกหนีไป กลุ่มควันพวยพุ่งจากเหตุระเบิดทางตะวันตกเฉียงใต้ของเตหะรานเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2025 สถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่านถูกโจมตีโดยอิสราเอลจนไม่สามารถออกอากาศได้ชั่วคราว ถ่ามกลางข่าวการปะทะ อิหร่าน – อิสราเอล นั้น แรงงานไทยที่ไปขายแรงที่ต่างแดนก็ต้องตกอยู่ในสภาวะทางสงคราม ทำไม อิสราเอล จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของแรงงานอีสาน? เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ภาคอีสาน เป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนการส่งออกแรงงานไปยังต่างประเทศสูงที่สุดของไทย ปัจจัยสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านรายได้ เนื่องจากเศรษฐกิจในภาคอีสานยังคงพึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลที่ควบคุมไม่ได้ และราคาผลผลิตที่มีแนวโน้มผันผวนและไม่สูงมากนัก ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีรายได้ไม่มั่นคง และมักประสบปัญหาหนี้สินเรื้อรัง ขณะเดียวกัน ภูมิภาคอีสานยังเผชิญข้อจำกัดด้านโอกาสในการจ้างงาน จากโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่เน้นการรวมศูนย์ ส่งผลให้งานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงและนิคมอุตสาหกรรม แม้งานบางประเภทจะมีในภูมิภาค แต่ค่าแรงก็ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยของจังหวัดในภาคอีสานอยู่ที่ 350.5 บาทต่อวัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 355 บาทต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านค่านิยมที่ส่งเสริมให้การไปทำงานต่างประเทศของคนอีสานได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีต ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เมื่อมีคนในหมู่บ้านหนึ่งเดินทางไปทำงานต่างประเทศและสามารถส่งเงินกลับมาช่วยเหลือครอบครัว จนฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็ทำให้คนอื่นๆ ในชุมชนมองเห็นโอกาสว่าการไปทำงานต่างแดนนั้นคือ ‘ความหวัง’ และต้องการเดินรอยตาม เกิดเป็นค่านิยมในสังคมอีสานที่มองว่าการไปทำงานต่างประเทศคือหนทางหนึ่งในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว จากปัจจัยเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่แรงงานจากภาคอีสานจำนวนมากเลือกย้ายถิ่นฐานไปหางานในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เพื่อแสวงหารายได้ที่มั่นคงกว่าและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 มีแรงงานจากภาคอีสานเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายจำนวนทั้งสิ้น 14,206 คน โดยจังหวัดที่มีจำนวนแรงงานไปทำงานต่างแดนมากที่สุดคือ อุดรธานี ซึ่งมีประวัติการส่งออกแรงงานไปต่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในอดีตที่ ซาอุดีอาระเบีย เคยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของแรงงานจากจังหวัดนี้   แล้วทำไมต้องเป็นอิสราเอล? นอกจาก ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ที่เป็นประเทศยอดนิยมสำหรับแรงงานในภาคอีสานแล้วนั้น อีกประเทศที่นิยมไปกันคือ ‘อิสราเอล’ รัฐของชาวยิวที่เต็มไปด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งกับชาวปาเลสไตน์ รวมไปถึงชาวอาหรับโดยรอบตลอดเวลาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  โดยล่าสุดวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 รัฐอิสราเอล ได้มีการปะทะกับอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียบาดเจ็บและชีวิตจำนวนมากในทั้ง 2 ประเทศ แต่แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศนี้จะไม่เคยสงบ แต่ทำไม แรงงานชาวไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน จึงเดินทางไปทำงานที่นั่นอย่างไม่ขาดสาย? รัฐอิสราเอลนั้นตั้งอยู่ในดินแดนที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้งและทะเลทราย ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติมากนัก แต่ถึงอย่างนั้น อิสราเอลก็ได้ทำการพัฒนาพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเกษตรกรรมจนกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของโลก ทั้ง พืชสวน เช่น ส้ม, อะโวคาโด, มะเขือเทศ และธัญพืช เช่น ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์, ข้าวโพด จนไปถึงการเลี้ยงปศุสัตว์อย่าง โคนม, ไก่ไข่, ไก่เนื้อ เป็นต้น แต่ภาคเกษตรกรรมของอิสราเอลก็ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างมาก เหตุผลนั้นเริ่มมาจากประวัติศาสตร์และสังคมของอิสราเอล อิสราเอลมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งกับปาเลสไตน์และกลุ่มฮามาสมายาวนาน ส่งผลให้แรงงานท้องถิ่นโดยเฉพาะชาวปาเลสไตน์ไม่สามารถทำงานในหลายพื้นที่ได้ ทำให้เกิดช่องว่างแรงงานในภาคเกษตรและภาคบริการ  ดร.เมเอียร์ ชโลโม (เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย) ด้วยเหตุนี้

ทำไม อิสราเอล จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของแรงงานอีสาน? อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง🧐การค้าชายแดนไทย – กัมพูชาเสี่ยงชะลอตัว หากต้องปิดด่านระยะยาว

ฮู้บ่ว่าหากไทยและกัมพูชามีการปิดด่านการค้าชายแดนอย่างเต็มรูปแบบ อาจทำให้การค้าระหว่างไทย และกัมพูชากว่า 40% ต้องชะลอตัวลง   มููลค่าการค้าปี 2568 (ม.ค. – เม.ย.) มูลค่าการค้าทั้งหมด มูลค้าการค้าชายแดน มูลค่าการค้าช่องทางอื่นๆ นำเข้า 17,900 14,387 3,513 ส่งออก 108,383 50,225 58,158 มูลค่าการค้า 126,283 64,612 61,671   ด่านการค้าสำคัญ ส่งออก (ลบ.) นำเข้า (ลบ.) ศก. อรัญประเทศ (สระแก้ว) 30,576 11,865 ศก. คลองใหญ่ (ตราด) 9,707 1,328 ศก. จันทบุรี (จันทบุรี) 9,036 982 ศก. ช่องจอม (สุรินทร์) 900 1,992   สถานการณ์ตึงเครียดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 จากกรณีข้อพิพาทบริเวณพื้นที่ชายแดนช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีรายงานเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา โดยกองทัพบกไทยระบุว่าทหารกัมพูชาได้เข้ามาขุด “ช่องคูเลต” หรือร่องสนามเพาะ เตรียมตั้งแนวรบในพื้นที่ทับซ้อนที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ส่งผลให้เกิดการยิงตอบโต้กันนานราว 10–25 นาที ในช่วงเช้ามืดของวันดังกล่าว มีรายงานว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มยิงก่อน   . ส่งผลให้ในวันที่ 7 มิถุนายน 2025 ผู้บัญชาการทหารบกได้ออกคำสั่งที่ 806/2568 ซึ่งประกาศใช้มาตรการควบคุมการเปิด–ปิดด่านอย่างเป็นทางการ ‒ เริ่มจากการจำกัดการผ่านแดนเฉพาะกรณีจำเป็น (เช่น การค้า แรงงาน) ลดเวลาทำการ และค่อยๆ ปิดจุดที่มีความเสี่ยงสูง โดยในปัจจุบัน ณ วันที่ 16/6/2568 มีด่านการค้าจำนวนมากที่มีการควบคุมเวลาเปิดทำการ เช่น จุดผ่านแดน ไทย – กัมพูชาในจังหวัดสระแก้ว จุดผ่านแดนถาวร บ้านคลองลึก จุดผ่านแดนถาวร สะพานมิตรภาพไทย – กัมพูชา จุดผ่อนปรนการค้า บ้านหนองปรือ เป็นต้น รวมถึงในพื่นที่จังหวัดอื่นๆ อย่าง บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ ตราด จันทบุรี ซึ่งอาจเป็นผลทำให้การนำเข้า ส่งออกสินค้า การเดินทางของนักท่องเที่ยว และการโยกย้ายของแรงงานทำได้ยากมากขึ้น   มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างประเทศ ของไทย และกัมพูชา ในเดือน มกราคม ถึงเดือนเมษายน คิดเป็นมูลค่ากว่า 64,612

พามาเบิ่ง🧐การค้าชายแดนไทย – กัมพูชาเสี่ยงชะลอตัว หากต้องปิดด่านระยะยาว อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง เพื่อนบ้าน GMS นิยมเข้าไทยผ่านด่านไหน

  จำนวนผู้ผ่านด่านบกในช่วง 5 เดือนแรกของปี 68 สัญชาติ จำนวนคน 5 เดือนแรก 68 (คน) %YoY 5 เดือน ลาว 1,201,542 -13.0% กัมพูชา 475,690 -14.1% เวียดนาม 41,650 -19.6% เมียนมาร์ 34,924 332.0%   จังหวัด สัญชาติ จำนวนคน 5 เดือนแรก 68 %YoY 5 เดือน เลย ลาว 48,578 -6.8% หนองคาย ลาว 456,286 12.2% เวียดนาม 20,613 -10.0% บึงกาฬ ลาว 848 -34.1% นครพนม ลาว 36,853 -8.8% เวียดนาม 10,888 -30.9% มุกดาหาร ลาว 161,639 0.1% เวียดนาม 7,045 -25.5% อุบลราชธานี ลาว 118,760 12.6% เวียดนาม 3,104 -16.4% ศรีสะเกษ กัมพูชา 31,610 0.3% สุรินทร์ กัมพูชา 44,109 -25.8% สระแก้ว กัมพูชา 281,123 -3.1% ลาว 163,838 -37.1% จันทบุรี ลาว 147,089 -50.0% กัมพูชา 93,044 -35.9% ตราด กัมพูชา 25,804 -7.1% เชียงราย เมียนมาร์ 34924 332.0% ลาว 17271 22.7% พะเยา ลาว 26793 36.4% น่าน ลาว 16472 11.8% อุตรดิตถ์ ลาว 7115 -31.0% ที่มา: Travel Link เขตแดนประเทศดินแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม สุดเขตแดนประเทศไทย พื้นที่ชายขอบของประเทศที่หลายคนอาจมองว่าไกลโพ้นและเงียบเหงา แท้จริงแล้วกลับเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง จุดบรรจบของผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา

พามาเบิ่ง เพื่อนบ้าน GMS นิยมเข้าไทยผ่านด่านไหน อ่านเพิ่มเติม »

จาก ผู้ป่วยอนาถา สู่ บัตรทอง คนป่วยล้มละลาย vs โรงพยาบาลขาดทุน จะเกิดอะไรถ้าคนไทยไม่มีบัตรทอง 30 บาท

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิ์รักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานของคนไทย หรือที่รู้จักกันในนาม 30 บาทรักษาทุกโรค หรือสิทธิ์บัตรทอง ซึ่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ คือสิทธิ์ที่คนไทยคุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน ผู้ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งผู้หนึ่งในการริเริ่มผลักดันโครงการนี้คือ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ที่ได้เรียนรู้ ทดลองปฎิบัติและต่อสู้กับอุปสรรค จนสามารถผลักดันเป็นนโยบายที่สำคัญของประเทศและใช้จริงมาจนถึงปัจจุบัน รูปที่ 1 นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ที่มา: วิสาโล “คุณหมอสงวน (นิตยารัมภ์พงศ์) เอาแนวคิดนี้ไปเสนอมาหมดทุกพรรคแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าทุกคนรู้อนาคตได้ เขาคงอยากเป็นเจ้าของนโยบายนี้ เพราะนี่คือ legacy เป็นตำนานทางการเมือง” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ทาง The MATTER จากประโยคข้างต้น สามารถอนุมานได้ว่า แนวคิดเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอาจเคยถูกเสนอให้กับรัฐบาลชุดก่อน หรือพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนหรือระหว่างการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 ทั้งนี้ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐบาลที่มี ดร.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในปีดังกล่าว ก่อนการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย เล็งเห็นถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินนโยบายดังกล่าว จึงนำเสนอเป็นนโยบายหาเสียง และภายหลังได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน จึงได้นำมาใช้จริงในช่วงต้นของรัฐบาล โดยประกาศเป็นนโยบาย “30 บาท รักษาทุกโรค” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อรองรับนโยบายนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งสอดคล้องกับ มาตรา 52 และ มาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ก่อนที่ประเทศไทยจะมีโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนไทยมีระบบรัฐสวัสดิการอยู่ 4 ระบบ ได้แก่ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ระบบประกันสังคม ระบบประกันสุขภาพโดยสมัครใจ (โครงการบัตรสุขภาพ เสียเงินรายเดือนหรือรายปี) โครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร.) (บัตรอนาถา) โดยทั้ง 4 ระบบนี้ไม่สามารถให้การครอบคลุมประชากรทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในขณะนั้นยังไม่มีระบบใดที่ดีกว่านี้ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ได้เห็นถึงความทุกข์ยากของประชาชน โดยเฉพาะคนจนผู้ยากไร้ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขณะปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน ด้วยความเข้าใจในปัญหาที่เกิดจากการที่ประชาชนจำนวนมากไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ท่านจึงมีความตั้งใจในการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เกิดขึ้นในประเทศไทย นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 นายแพทย์สงวนได้เริ่มดำเนินงานวิจัยและศึกษาเชิงลึกถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งระบบดังกล่าว โดยมีการรวบรวมข้อมูลและพัฒนาแนวคิดอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในช่วงรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้น ซึ่งนายแพทย์สงวนก็ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นรัฐสภายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวมากเพียงพอ ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้รับการพิจารณาและตกไปในที่สุด 30 บาทรักษาทุกโรค สุขภาพของคนไทย กระเป๋าตังค์ของรัฐ คนไทยดูแลสุขภาพของตัวเองน้อยลง เพราะสามารถไปหาหมอเมื่อไหร่ก็ได้ ทุกข้อดีย่อมมีข้อเสีย แม้โครงการจะดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่ในทุกข้อดีล้วนมีข้อเสียที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่เสมอหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็เช่นเดียวกัน ประชาชนบางส่วนมองว่าการที่มีสิทธิ์นี้ทำให้ประชาชนมีการดูแลสุขภาพหรือใส่ใจน้อยลง เนื่องจากมองว่าตนเองสามารถไปหาหมอเทื่อไหร่ก็ได้ และทุกครั้งที่ไปหาก็จ่ายต่ารักษาที่ไม่แพงเพียงแค่ 30 บาทเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยแพทย์มองว่า กรณี 30 บาทรักษาทุกโรคทำให้คนไข้ไม่ดูแลสุขภาพและมาหาหมอมากขึ้นจริงหรือไม่แพทย์บางส่วนมองว่ามีส่วน

จาก ผู้ป่วยอนาถา สู่ บัตรทอง คนป่วยล้มละลาย vs โรงพยาบาลขาดทุน จะเกิดอะไรถ้าคนไทยไม่มีบัตรทอง 30 บาท อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง 9 แหล่งน้ำชุมชน 3 จังหวัด ภาคอีสาน สิงห์อาสา จับมือ ม.ขอนแก่น ยกระดับคุณภาพชีวิต แหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน

รายงานแห่งชาติฉบับที่ 4 (NC4) ได้เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด . จากข้อมูลในรายงาน พบว่า 7 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด มีความเสี่ยงสูงสุดต่อภัยความร้อน และจังหวัดนครราชสีมายังมีความเสี่ยงสูงสุดทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมอีกด้วย . ทั้งนี้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของประเทศไทย ภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ การปนเปื้อนของน้ำ และการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตล้มเหลว โดยเฉพาะในจังหวัดนครราชสีมาซึ่งมีความเสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือ กรุงเทพมหานคร อุบลราชธานี ขอนแก่น และนครสวรรค์ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่มีที่ตั้งโรงงาน อยู่ที่ จ.ขอนแก่น และ จ.มหาสารคาม ได้แก่ บจ.ขอนแก่นบริวเวอรี่ และ บจ.มหาสารคามเบเวอเรช มีแนวทางที่องค์กรธุรกิจใช้ในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีมาตรฐานการบำบัดน้ำเสียของโรงงาน รวมถึงไม่สร้างมลพิษทางน้ำ อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่โรงงานต้องใช้ร่วมกับชุมชน, นอกเหนือจากการแสวงหาผลกำไร บริษัทจึงให้ความสำคัญกับ “ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร(CSR)” โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์ต่อชุมชน, สังคม, และสิ่งแวดล้อม และร่วมแก้ปัญหา และจัดการทรัพยากรน้ำ ภัยแล้ง และความสะอาดของแหล่งน้ำ ที่เป็นปัญหาในภาคอีสาน สิงห์อาสา ร่วมกับ ม. ขอนแก่น สร้างแหล่งน้ำชุมชนยั่งยืนภาคอีสานต่อเนื่องปีที่ 6 รองรับการใช้น้ำเพียงพอตลอดท้งปี สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกับ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เดินหน้าขยายโครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนปีที่ 6 ที่บ้านโนนรัง ต.สาวะถี อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น เพื่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่รองรับการใช้น้ำของชุมชนตลอดทั้งปี เป็นทั้งบ่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งอย่างยั่งยืน โดยนับตั้งแต่ปี 2563 มีแหล่งน้ำชุมชนสิงห์อาสาในจังหวัดภาคอีสานถึง 8 แห่ง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ชาวบ้านมีน้ำใช้เพียงพอและยังสามารถใช้น้ำทำการเกษตร เช่น การปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ และยังเป็นแหล่งอาหารของชุมชน สร้างรายได้เพราะมีปลาในบ่อให้ชาวบ้านจับเป็นอาหารได้ รวมถึงระบบน้ำประปาสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี ปัญหา ‘ภัยแล้ง’ ​เป็นหนึ่งในความเดือดร้อนสำคัญของพี่น้อง​ภาคอีสานมาเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับความแปรปรวนของสภาพอากาศในปัจจุบันจาก​ภาวะโลกเดือด ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ ทำให้ความรุนแรงของปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน และสำหรับทำการเกษตรมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่อง​เป็นลูกโซ่ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต สุขภาพ รวมถึงรายได้ที่ไม่เพียงพอของผู้คนในพื้นที่ การมีแหล่งน้ำที่สะอาดในปริมาณที่เพียงพอ​​ จึงเป็นหนึ่งปัจจัยพื้นฐานในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)​ จึงร่วมกับ “สิงห์อาสา” พร้อมด้วยบริษัท ขอนแก่นบริวเวอรี่ จำกัด บริษัทในเครือบุญรอดฯ และ เครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 สถาบัน สร้างสรรค์โครงการ “สิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน” ต่อเนื่องหลายปี เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี และยังทำหน้าที่เป็นบ่อกักเก็บน้ำและช่วยชะลอการหลากของน้ำในช่วงฤดูฝน ช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย

พามาเบิ่ง 9 แหล่งน้ำชุมชน 3 จังหวัด ภาคอีสาน สิงห์อาสา จับมือ ม.ขอนแก่น ยกระดับคุณภาพชีวิต แหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top