ISAN Insight

👮ตำรวจ ไทย-เวียดนาม จับมือเสริมทัพปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาที่ย้ายทัพจาก ปอยเปต ไป สวายเรียง📲

จเรตำรวจแห่งชาติยกระดับความสัมพันธ์ตำรวจไทย-เวียดนาม ร่วมเสริมทัพวอร์รูม IAC ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปร่วมพิธีวันสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หารือความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ระหว่างไทย – เวียดนาม และพบปะหารือเชื่อมความสัมพันธ์ตำรวจฮานอย เมื่อวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตามคำเชิญของกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ทั้งนี้มี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ และคณะ ร่วมเดินทาง พล.ต.อ.ธัชชัยฯ และคณะ ได้เข้าร่วมพิธีสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติเวียดนาม (National Convention Center )โดยมีผู้แทนจาก 17 ประเทศเข้าร่วม   ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจไทยและตำรวจเวียดนาม, พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ อธิบดีกรมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครฮานอย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ขอบคุณตำรวจเวียดนามที่ได้ร่วมดำเนินการจับกุมและประสานงานให้กับตำรวจไทยเป็นอย่างดี และทางด้านตำรวจเวียดนามขอบคุณฝ่ายไทยที่ได้ประสานงานและจับกุมคนที่ทางการเวียดนามต้องการตัว มีการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีตลอดมา ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงความเคลื่อนไหวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ Scam Center ที่มีการเคลื่อนไหวย้ายฐานปฏิบัติการจากฝั่งตะวันตกของประเทศกัมพูชา เช่น ปอยเปต ออกไปทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น เช่น สวายเรียง ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศเวียดนาม อาศัยสาธารณูปโภคของเวียดนามไปใช้ในการหลอกลวงคนเวียดนาม ไทยและเวียดนามได้ยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น พิกัดสถานที่ของแก๊ง การปราบปราม และการประสานในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับระหว่างประเทศ ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) หรือ “วอร์รูม IAC” มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนานาประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง โอกาสนี้จึงได้เชิญเจ้าหน้าที่จากเวียดนามมาปฏิบัติงานในวอร์รูมดังกล่าว ซึ่งอธิบดีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามแสดงความยินดีและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ประเทศเวียดนามให้ความสำคัญต่อการเชิญผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมในโอกาสสำคัญครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามในด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีความพึงพอใจและประทับใจในความร่วมมือที่ผ่านมาในทุกระดับ และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นต่อไป #ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice   ที่มา: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

👮ตำรวจ ไทย-เวียดนาม จับมือเสริมทัพปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาที่ย้ายทัพจาก ปอยเปต ไป สวายเรียง📲 อ่านเพิ่มเติม »

ค้าชายแดน 2 ฝั่งไทย-กัมพูชาร่วง 92.6% หลังเหตุปะทะ ราคาที่ต้องจ่ายนอกจากชีวิต เศรษฐกิจ เพื่อสนองอำนาจทางการเมือง

เงินเฟ้อเขมรพุ่ง 3-5%💸เงินทุนสำรองลดลงต่อเนื่อง หลังค้าชายแดน 🇹🇭ไทย-🇰🇭กัมพูชา ก.ค.ร่วงหนัก📉92.6% จาก มิ.ย.ร่วง 23%📉 เศรษฐกิจ“กัมพูชา”กำลังทรุดหนัก เงินทุนสำรองหมดประเทศ เงินเรียลอาจกลายเป็นเศษกระดาษ หลังเงินเฟ้อหนัก จากเหตุปะทะ ไทย-กัมพูชา พามาเบิ่งการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดน กระทบเพียงใดหลังเหตุปะทะ มูลค่าการค้าชายแดนไทย ปี 2567 ในปี 2567 ไทยเกินดุลการค้ากับกัมพูชา 280,532 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยแบ่งเป็น มูลค่ารวม: 323,631 ล้านบาท 💱ส่งออก: 323,631 ล้านบาท นำเข้าจากกัมพูชา: 43,098 ล้านบาท ดุลการค้าส่งออก: 280,532.16 ล้านบาท (เกินดุล) มูลค่าการค้าชายแดนไทย ปี 2568 สำหรับช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568: ไทยเกินดุลการค้า 89,300 ล้านบาท การค้ารวม 67,071 ล้านบาท ส่งออก 50,541 ล้านบาท นำเข้า 16,530 ล้านบาท มูลค่าการค้าชายแดน 🇹🇭ไทย-🇰🇭กัมพูชา ก.ค.ร่วงหนัก📉92.6% จากเดิม มิ.ย.ร่วง 23%📉หลังเหตุปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เผยเศรษฐกิจ“เขมร”ตกต่ำถึงขีดสุด คาด ทุนสำรองระหว่างประเทศจะหมดลงในเดือน ต.ค.นี้ “รศ.ดร.อัทธ์” ชี้ จะส่งผลให้เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ เงินเฟ้อพุ่งสูง-ต้องเข้าแผนฟื้นฟูของ IMF แบบเดียวกับอาร์เจนติน่าและศรีรังกา อีกทั้งการสร้าง”เฟคนิวส์”รายวันทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าเข้าไปลงทุน “อ.ทรงฤทธิ์” ระบุ กัมพูชาระส่ำหนักหลังไทยปิดด่าน นักท่องเที่ยวหาย แรงงานรายได้หด ขณะที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 15% ด้าน “พล.อ.รังษี” เผย กัมพูชาขาดดุลบัญชีเดือนสะพัดติดต่อกัน 8 ไตรมาสแล้ว เชื่อ หากเข้า IMF เขมรจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ วิเคราะห์ว่า ตอนนี้เศรษฐกิจของกัมพูชาย่ำแย่มาก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ ไทยไม่ส่งสินค้าเข้าไปขายในกัมพูชา ทำให้ชาวกัมพูชาต้องซื้อสินค้าประเทศอื่นในราคาที่แพงขึ้น นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศถอนตัวจากกัมพูชา เช่น จีนไม่ลงทุนในช่วงนี้เพราะเศรษฐกิจ ภายในประเทศจีนชะลอตัว ขณะที่นักลงทุนชาวไทยซึ่งเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากเป็นอันดับต้นๆก็ไม่เข้าไป ส่วนมาเลเซียกับสิงคโปร์ที่เคยลงทุนในกัมพูชาก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะกัมพูชามีสถานการณ์สู้รบ เนื่องจากมีการปิดด่านและมีการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้แรงงานกัมพูชาหลายแสนคน ต้องเดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลกัมพูชา แต่เมื่อเดินทางกลับไปแล้วกลับไม่มีงานทำ ส่งผลให้ชาวกัมพูชาขาดรายได้ ในช่วงที่ไทยกับกัมพูชามีปัญหาระหว่างประเทศ ทางรัฐบาลกัมพูชามุ่งแต่จะต่อสู้ทางการทหารและปั้นข่าวปลอมเพื่อตอบโต้ไทย จนไม่มีเวลาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศตัวเอง การที่กัมพูชาหันไปซบสหรัฐฯทำให้จีนซึ่งให้การช่วยเหลือกัมพูชาอยู่ไม่พอใจและหยุดการช่วยเหลือ ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมปัญหาในช่วงที่ประเทศเกิดวิกฤต รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า วิกฤตเศรษฐกิจของกัมพูชาครั้งนี้ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น จาก 3% เป็น 5% เนื่องจากสินค้าของไทยที่เข้าไปขายในกัมพูชานั้นคิดเป็น 30% ของสินค้าในตลาดกัมพูชาทั้งหมด เมื่อไทยปิดด่านไม่ส่งสินค้าไปกัมพูชา

ค้าชายแดน 2 ฝั่งไทย-กัมพูชาร่วง 92.6% หลังเหตุปะทะ ราคาที่ต้องจ่ายนอกจากชีวิต เศรษฐกิจ เพื่อสนองอำนาจทางการเมือง อ่านเพิ่มเติม »

Gripen E/F ดีลฟ้าผ่า สะเทือนสมดุลอำนาจและการทูตในภูมิภาค

บทวิเคราะห์: Gripen E/F ดีลฟ้าผ่า สะเทือนสมดุลอำนาจและการทูตในภูมิภาค   บทนำ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ ประเทศไทยได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการความมั่นคงและการทูตในอาเซียน เมื่อกองทัพอากาศไทย นำโดย พล.อ.อ.พันธุ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้ลงนามในสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ Gripen E/F จำนวน 4 เครื่องแรกจากประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา [1] แต่ดีลครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การซื้อขายยุทโธปกรณ์ แต่ยังพ่วงมาด้วยข้อตกลงการลงทุนด้าน R&D และการถ่ายทอดเทคโนโลยี AI ขั้นสูงจากบริษัท Saab ซึ่งเป็นผู้ผลิต และท่าทีทางการทูตที่แข็งกร้าวร่วมกับสวีเดนต่อกรณีพิพาทชายแดนกับกัมพูชา ทำให้ข้อตกลงนี้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่สะท้อนยุทธศาสตร์ “การทูตนำการทหาร” ของไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน   มากกว่าเครื่องบินรบ: ดีลชดเชยทางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งอนาคต   การจัดหา Gripen E/F ในเฟสแรกจำนวน 4 เครื่อง (เครื่องนั่งเดี่ยว 3 เครื่อง และสองที่นั่ง 1 เครื่อง) มีมูลค่าประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท [6] ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดหาทั้งหมด 12 เครื่อง เพื่อทดแทนฝูงบิน F-16 ที่กำลังจะปลดประจำการ [5] แต่หัวใจสำคัญของข้อตกลงนี้ที่ทำให้แตกต่างจากการจัดซื้อในอดีต คือ นโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Defence Offset Policy) ที่ไทยจะได้รับประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศมูลค่ามหาศาล นาย Micael Johansson ประธานและ CEO ของ Saab กล่าวว่า “เรายินดีต้อนรับประเทศไทยในฐานะลูกค้าล่าสุดของ Gripen E/F ไทยเป็นผู้ใช้งาน Gripen ที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว และคุ้นเคยกับจุดแข็งที่ Gripen มอบให้กับกองทัพไทยเป็นอย่างดี” [6] คำกล่าวนี้สะท้อนความร่วมมือที่ลึกซึ้ง โดยข้อตกลง Offset Policy ที่ลงนามควบคู่กันไปนั้น ระบุชัดเจนถึงการที่ Saab และหน่วยงานสวีเดนจะเข้ามาลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศไทย [4] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง: การวิจัยและพัฒนาร่วม (R&D): Saab จะตั้งศูนย์ R&D ในประเทศไทย เพื่อร่วมพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการบินและอวกาศ ซึ่งรวมถึง ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นหัวใจของระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์และระบบช่วยนักบินใน Gripen E/F การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม: ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมไซเบอร์และการบินของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างงานทักษะสูงและยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ [4]   มิติใหม่ทางการทูต: เมื่อสวีเดนหนุนไทยในเวทีโลก   นอกเหนือจากความร่วมมือทางทหารและเศรษฐกิจ การเยือนสวีเดนของคณะนายทหารระดับสูงและ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้สร้างมิติใหม่ทางการทูตที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีรายงานข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พลเรือนเป็น

Gripen E/F ดีลฟ้าผ่า สะเทือนสมดุลอำนาจและการทูตในภูมิภาค อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่งการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดน กระทบเพียงใดหลังเหตุปะทะ

สรุปผลกระทบเศรษฐกิจข้อพิพาทชายแดน🇹🇭ไทย-🇰🇭กัมพูชา การชายแดนไทยทรุดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 23% หรือกว่า 3 พันล้าน 🧐การค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดนด่านบกมูลค่ากว่า 46.8% จากการค้า ไทย-กัมพูชาของด่านทั้งหมด (บก-น้ำ-อากาศ) ⚔️ทำให้ข้อพิพาทชายแดนที่ปะทุปลายเดือนพฤษภาคม ตลอดจนเหตุปะทะรุนแรงในเดือนกรกฎาคม เสี่ยงฉุดการค้ารวมให้ชะลอตัวอย่างหนัก เนื่องจากการปิดทำการของด่านชายแดน และความต้องการสินค้าจากไทยในตลาดกัมพูชาที่อาจหดตัวลงจากกระแสการแบนสินค้าไทย ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลให้มูลค่าการค้าชายแดนทรุดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 23% จากการจำกัดการทำการ ของด่านการค้าชายแดนกัมพูชาที่สำคัญหลายจุดในช่วงเดือนมิถุนายน ส่งผลให้มูลค่าการค้าที่มีอัตราการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง หดตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งอาจมีการทรุดตัวหนักขึ้นเนื่องจากเหตุปะทะชายแดนที่รุนแรงในเดือนกรกฎาคม   🚛เส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมไทย-เวียดนามผ่านกัมพูชา: โอกาสและความท้าทายบนระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้🇻🇳🇹🇭 การค้าทางบกระหว่างไทยและเวียดนาม โดยมีกัมพูชาเป็นประเทศทางผ่าน นับเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ที่สำคัญภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งบน ระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างสามประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เส้นทางคมนาคมหลัก เส้นทางการค้าทางบกที่สำคัญซึ่งเชื่อมโยงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ประกอบด้วย 2 เส้นทางหลัก ดังนี้: 🛣️เส้นทาง R1 (Central Sub-Corridor): เป็นเส้นทางสายหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการขนส่งสินค้า มีระยะทางประมาณ 900 กิโลเมตร เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร ผ่านจังหวัดสระแก้ว เข้าสู่ประเทศกัมพูชาที่ด่านคลองลึก-ปอยเปต ผ่านกรุงพนมเปญ และสิ้นสุดที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เส้นทางนี้มีข้อได้เปรียบในด้านระยะทางที่สั้นกว่าและโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้สามารถลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากไทยไปเวียดนามตอนใต้เหลือเพียง 23-31 ชั่วโมง 🛣️เส้นทาง R10 (Southern Coastal Sub-Corridor): เป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเล เริ่มต้นจากจังหวัดตราดของไทย ผ่านเข้าสู่จังหวัดเกาะกงของกัมพูชา และเชื่อมต่อไปยังจังหวัดฮาเตียนของเวียดนาม แม้จะยังมีการใช้งานน้อยกว่าเส้นทาง R1 แต่ก็มีศักยภาพในการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรและสินค้าจากนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกของไทยไปยังเวียดนามตอนใต้ 🚧ด่านการค้าและพิธีการศุลกากร การขนส่งสินค้าผ่านแดนจะต้องผ่านพิธีการศุลกากรที่ด่านชายแดนของแต่ละประเทศ โดยมี ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต เป็นด่านที่มีความสำคัญและมีมูลค่าการค้าสูงสุด ปัจจุบันมีการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดนผ่านระบบ ASEAN Single Window ซึ่งช่วยให้การยื่นเอกสารศุลกากรเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สินค้าหลักและโอกาสทางการค้า สินค้าที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้มีความหลากหลาย โดยสินค้าส่งออกจากไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรกล และชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะที่สินค้าจากเวียดนามที่ส่งมายังไทยมักเป็นสินค้าเกษตรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดไปยังเวียดนามตอนใต้ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงได้ง่ายขึ้น 🤝ข้อตกลงทางการค้าที่เกี่ยวข้อง แม้จะยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าสามฝ่ายโดยตรง แต่การค้าบนเส้นทางนี้ได้รับอานิสงส์จากข้อตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศต่างๆ เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และข้อตกลงทวิภาคีเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งช่วยลดอุปสรรคทางภาษีและอำนวยความสะดวกทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ดังนั้น การค้าทางบกไทย-เวียดนามผ่านกัมพูชาเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพสูงในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสามประเทศ และมีแนวโน้มที่จะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในอนาคต หากมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เหตุการปะทะ ไทย-กัมพูชา จึงไม่ได้กระทบเพียง การค้าแค่ 2 ประเทศ แต่ยังกระทบคู่ค้าสำคัญของไทยที่บริโภคสินค้าไทยอย่าง เวียดนาม ด้วยนั่นเอง . #การค้าชายแดน #เศรษฐกิจชายแดน #ไทยกัมพูชา #ISANInsightAndOutlook พาเปิดเบิ่งสถิติ แรงงานต่างด้าวในอีสานพุ่งไม่หยุด‼️ “ลาว-เมียนมา-กัมพูชา” ใครยึดพื้นที่จังหวัดไหนบ้าง⁉️

พามาเบิ่งการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดน กระทบเพียงใดหลังเหตุปะทะ อ่านเพิ่มเติม »

ชัยภูมิ เมืองแห่งภูมิประเทศธรรมชาติ🌱 🌳แดนอุทยาน และโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวของอีสาน

#KeyInsight ท่องเที่ยวจังหวัดที่มีอุทธยานแห่งชาติมาที่สุด และ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด แนวทางการทำให้จังหวัดชัยภูมิมีศักยภาพในการเป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ชัยภูมิ: เมืองแห่งภูมิประเทศธรรมชาติ และโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวของอีสาน จังหวัดชัยภูมิ อาจยังไม่ใช่ชื่อแรกที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกเมื่อนึกถึงภาคอีสาน แต่ในแง่ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ชัยภูมิกลับเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพมากที่สุดในกลุ่มจังหวัดตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในมิติของการเป็น “เมืองทุนทางธรรมชาติ” ที่มีความพร้อมในการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงนิเวศและขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้แนวคิด Green Economy ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (2566–2570) . . 1.ท่องเที่ยวจังหวัดที่มีอุทธยานแห่งชาติมาที่สุด และ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด ชัยภูมิมีภูมิประเทศที่หลากหลายตั้งแต่ที่ราบสูงบนเทือกเขาภูแลนคา จนถึงพื้นที่ป่าและอุทยานแห่งชาติที่กระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม, อุทยานแห่งชาติไทรทอง, และภูเขียว–น้ำหนาว ซึ่งนับรวมแล้วทำให้ชัยภูมิกลายเป็นจังหวัดที่มีอุทยานแห่งชาติมากที่สุดในภาคอีสาน และเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าธรรมชาติสูงเป็นอันดับ 3 ของภาคอีสาน ครอบคลุมพื้นที่ป่ามากกว่า 2.5ล้านไร่ หรือประมาณ 31.5% ของพื้นที่จังหวัดทั้งหมด พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “มรดกทางธรรมชาติ” แต่นับเป็น “ทุนทางธรรมชาติ” ตามนิยามของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่สามารถนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างหลากหลาย โดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ แนวคิดนี้สอดคล้องกับ BCG Economyซึ่งรัฐบาลไทยใช้เป็นกรอบพัฒนาประเทศในระยะยาว ชัยภูมิเองจึงมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจสีเขียวที่เติบโตจากฐานทรัพยากรและวัฒนธรรมชุมชนอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากข้อมูลโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัด ชัยภูมิยังมีแรงงานจำนวน 189,178 คน หรือกว่า40.7% อยู่ในภาคการเกษตรซึ่งยังต้องพึ่งพิงพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่จังหวัดชัยภูมิมีการปลูกกว่า 879,394 ไร่ ซึ่งสามารถทำผลผลิตกว่า 19.3 แสนตัน ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสานเลยทีเดียว หากสามารถเปลี่ยนผ่านเกษตรกรเหล่านี้เข้าสู่ระบบเกษตรกรรมแบบยั่งยืนที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า แม้ชัยภูมิจะมีศักยภาพด้านธรรมชาติสูง แต่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งยังยากลำบาก อีกทั้งระบบขนส่งมวลชนยังไม่เอื้อต่อการกระจายนักท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ ดังนั้น ความท้าทายเชิงนโยบายคือ การพัฒนาแบบ “ไม่เร่งรีบ” หรือ over-tourism แต่ใช้โมเดลแบบ Slow Tourism ที่ผสานกับอัตลักษณ์ชุมชนและมรดกธรรมชาติ หากจังหวัดสามารถผนวก “แนวนโยบาย BCG” กับ “ความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์” และปรับบทบาทของหน่วยงานท้องถิ่นให้มีบทบาทเชิงรุกในการบริหารจัดการทุนทางธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงในฐานะพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นแหล่งผลิต แหล่งเรียนรู้ และแหล่งสร้างงาน ชัยภูมิจะไม่เพียงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศเท่านั้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองสีเขียวในภาคอีสาน ที่สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง . . 2.แนวทางการทำให้จังหวัดชัยภูมิมีศักยภาพในการเป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ชัยภูมิมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเมืองเศรษฐกิจสีเขียว ก็คือ ความหลากหลายของระบบนิเวศและพื้นที่อนุรักษ์ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัด โดยเฉพาะในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งชัยภูมินับได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีอุทยานแห่งชาติมากที่สุดในภาคอีสาน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณค่าทางระบบนิเวศ โดยพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้มีเพียงบทบาทเชิงอนุรักษ์ แต่ยังสามารถยกระดับให้เป็นฐานของเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของชัยภูมิ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่นักท่องเที่ยวจะได้ชม “ทุ่งดอกกระเจียว” ซึ่งบานสะพรั่งทั่วลานหินงาม สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนในพื้นที่รอบอุทยานอย่างต่อเนื่อง ป่าหินงามยังเป็นจุดที่ผสานความงดงามของภูมิทัศน์กับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น การเดินป่า การชมผาหำหด และการเรียนรู้ระบบนิเวศของป่าเบญจพรรณ ขณะที่ อุทยานแห่งชาติไทรทอง โดดเด่นด้วย

ชัยภูมิ เมืองแห่งภูมิประเทศธรรมชาติ🌱 🌳แดนอุทยาน และโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวของอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

มัดรวมให้อ่าน 25 เรื่องน่าฮู้ “กัมพูชา” จากบทความ และ Infographic จาก ISAN Insight

มัดรวมให้อ่าน 25 เรื่องน่าฮู้ “กัมพูชา” จากบทความ และ Infographic จาก ISAN Insight . 1⃣พามาย้อนเบิ่ง เหตุการข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนไทย – กัมพูชา เป็นมาจังได๋ https://www.facebook.com/photo/?fbid=876793844623243&set=a.648085124160784   2⃣สมรภูมิเดือด! เขตแดนทับซ้อน เปิดตำนาน “ช่องบก” หรือ สามเหลี่ยมมรกต จุดชนวนไทย-กัมพูชา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=997128919256401&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   3⃣ส่องซอด🧐ไฟใต้เถ้าแห่งพรมแดน กรณีปะทะไทย–กัมพูชา “ช่องบก” พาย้อนรอยร้าวประวัติศาสตร์ข้อพิพาทชายแดน https://www.facebook.com/photo/?fbid=997868795849080&set=pb.100068779069701.-2207520000   4⃣‘สามเหลี่ยมมรกต อุบลราชธานี’ ชายแดนสามเส้า ไทย – ลาว – กัมพูชา กับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่บรรลุผล https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1001537368815556&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   5⃣พื้นที่ 4 จุดเดือด กลุ่ม ปราสาท ชายแดนไทย-กัมพูชา https://www.facebook.com/photo/?fbid=1002855708683722&set=pb.100068779069701.-2207520000   6⃣พามาเบิ่ง🧐การค้าชายแดนไทย – กัมพูชาเสี่ยงชะลอตัว หากต้องปิดด่านระยะยาว https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1006653441637282&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   7⃣🇰🇭Cambodia อาจเป็น (S)cambodia เมื่ออุตสาหกรรม Scam มีรายได้กว่า 40% ของ GDP กัมพูชา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1008027091499917&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   8⃣”ทัพไทย” เบอร์ 14 โลก🏆 พาส่องเบิ่ง “กองกำลังรบ” เพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขง และบทบาทสำคัญของกองกำลังสุรนารี🪖🎖️ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1011724614463498&set=pb.100068779069701.-2207520000   9⃣พามาเบิ่ง🧐กัมพูชากับความมั่นคงด้านพลังงาน “เส้นบางๆ ของการพึ่งพา”🇰🇭 https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1013995680903058&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   🔟พาเจาะลึกเบิ่ง “ปราสาทตาเมือนธม” 1 ใน 4 ปราสาทที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ในถิ่นไทย https://www.facebook.com/photo/?fbid=1029069072729052&set=pb.100068779069701.-2207520000   1⃣1⃣พามาเบิ่ง ไทยต้องแบก “ค่ารักษาต่างด้าว” กว่า 2.3 พันล้าน ภาระนี้ ชายแดนไทย-กัมพูชา อ่วมหนัก 277 ล้าน https://www.facebook.com/photo/?fbid=1031831969119429&set=pb.100068779069701.-2207520000   1⃣2⃣จับตา ‘ชายแดนเดือด’ ไทย-กัมพูชา พาเปิดเบิ่ง “กองกำลังรบ” และ “ยุทโธปกรณ์”💂‍♂️🪖ใครมีอะไรในมือ… พร้อมรับสถานการณ์ล่าสุด!🎖️ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1034282618874364&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   1⃣3⃣อาชญากรรมสงคราม🇰🇭ทำไมห้ามโจมตีโรงพยาบาลและพลเรือน? พามาฮู้จัก “อนุสัญญาเจนีวา” ที่โลกจับตา ในวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชานี้ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1034958075473485&set=pb.100068779069701.-2207520000   1⃣4⃣พาสรุป ไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง ไทย-กัมพูชา 24-25 ก.ค.2568 https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1037967198505906&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3  

มัดรวมให้อ่าน 25 เรื่องน่าฮู้ “กัมพูชา” จากบทความ และ Infographic จาก ISAN Insight อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง🧐เจ้าเวหาแห่งน่านฟ้า✈️เบอร์หนึ่งสายการบินแห่งชาติในอาเซียน

การบินไทย หนึ่งในห้าสายการบินผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายพันธมิตรการบิน Star Alliance ในปี ค.ศ. 1997 ซึ่งปัจจุบันเป็นเครือข่ายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกกว่า 25 สายการบิน เชื่อมต่อเส้นทางบินครอบคลุมกว่า 186 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน การบินไทยมีอายุราว 65 ปี อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานในฐานะสายการบินแห่งชาติที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย แม้ในปี พ.ศ. 2563 จะเกิดการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้ธุรกิจการบินทั่วโลกหยุดชะงัก หลายสายการบินต้องปลดพนักงานจำนวนมาก บางแห่งจำเป็นต้องขายเครื่องบินออกเพราะค่าบำรุงรักษาสูงจากการจอดนิ่งและขาดผู้โดยสาร การบินไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน จนต้องยื่นคำร้องฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 นับเป็นหนึ่งในธุรกิจแห่งชาติรายใหญ่ที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยในขณะนั้นยังมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้โครงสร้างผู้ถือหุ้นเดิม ได้แก่ กระทรวงการคลัง 53.16% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 46.84% หลังจากผ่านมากว่า 4 ปี นับตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ภายหลังบริษัทฯ ยื่นคำร้องขอยกเลิกเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 การกลับมาครั้งนี้เปรียบเสมือนการพิสูจน์ว่าการบินไทย แม้เผชิญวิกฤติหนักเพียงใด ก็สามารถฟันฝ่าและก้าวข้ามได้ แม้ต้องใช้เวลายาวนานในการฟื้นตัว นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการและอดีตประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการสำคัญตามแผนฟื้นฟูจนบรรลุผลในหลายด้าน อาทิ การปรับโครงสร้างและขนาดองค์กรให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มความคล่องตัว การขยายเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมภูมิภาคต่าง ๆ การปรับปรุงฝูงบินและห้องโดยสาร การพัฒนาระบบดิจิทัล และยกระดับมาตรฐานการให้บริการในทุกจุด ทั้งนี้เพื่อยกระดับการบินไทยสู่การเป็นสายการบินชั้นนำในภูมิภาค โดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั้งในด้านการสร้างรายได้ การควบคุมต้นทุน และการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและการแข่งขันได้รวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น” การกลับมาครั้งนี้ของการบินไทย แตกต่างจากอดีตที่เคยเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นมากกว่า 50% ปัจจุบัน แม้กระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยจำนวน 11 พันล้านหุ้น แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 38.9% ขณะที่ผู้ถือหุ้นรองลงมาคือกลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ การที่การบินไทยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ นักลงทุน หลังจากหุ้นการบินไทย (THAI) ถูกระงับการซื้อขายยาวนานตั้งแต่เริ่มกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ก็ได้กลับมาเปิดซื้อขายอีกครั้งในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ราคาเปิด 10.50 บาทต่อหุ้น และปรับขึ้นจนราคาปิด ณ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 อยู่ที่ 17.80 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้การบินไทยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ราว 5 แสนล้านบาท ติดอันดับหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศ การกลับมาของการบินไทยในสถานะที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ เปรียบเสมือนการปลดพันธนาการจาก พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ซึ่งเดิมทำให้การดำเนินการต่างๆ เต็มไปด้วยความล่าช้า เงื่อนไขทางกฎหมาย

พามาเบิ่ง🧐เจ้าเวหาแห่งน่านฟ้า✈️เบอร์หนึ่งสายการบินแห่งชาติในอาเซียน อ่านเพิ่มเติม »

กว่า 3 ทศวรรษแล้ว ทำไมกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดยังไม่หมดและอะไรคือข้อจำกัด?

ข้อมูลที่คุณมีว่าเก็บกู้ได้เพียง 10% อาจเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างเก่า หากอ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดของ องค์กรปฏิบัติการทุ่นระเบิดและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งกัมพูชา (CMAA) กัมพูชาได้เก็บกู้และเคลียร์พื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามไปได้แล้วเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่ยังคงเหลือพื้นที่ที่ปนเปื้อนอยู่อีกมาก   ภาพรวมสถานการณ์ล่าสุด ความคืบหน้า: นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ถึงปัจจุบัน กัมพูชาได้เคลียร์พื้นที่ที่ปนเปื้อนกับระเบิดไปแล้วกว่า 2,794 ตารางกิโลเมตร และทำลายทุ่นระเบิดและยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่ระเบิด (UXO) ไปแล้วหลายล้านชิ้น ทำให้พื้นที่ดังกล่าวปลอดภัยและสามารถนำกลับมาใช้เพื่อการเกษตรและพัฒนาชุมชนได้ เป้าหมาย: รัฐบาลกัมพูชามีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศ ปลอดทุ่นระเบิดภายในปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) พื้นที่ที่ยังคงมีความเสี่ยง: แม้จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่คาดว่ายังคงมีพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดเหลืออยู่อีกประมาณ 538 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ปนเปื้อนวัตถุระเบิดอื่น ๆ (ที่ไม่ใช่ทุ่นระเบิด) อีกประมาณ 1,323 ตารางกิโลเมตร   เหตุผลหลักที่ทำให้การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในกัมพูชาเป็นไปอย่างยากลำบากและใช้เวลานาน แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติและการลงนามในสนธิสัญญาต่างๆ แต่ความท้าทายในการเก็บกู้ระเบิดในกัมพูชามีความซับซ้อนหลายมิติ ดังนี้ครับ   1. ขนาดและความหนาแน่นของการปนเปื้อนที่มหาศาล มรดกจากสงครามหลายทศวรรษ: กัมพูชาต้องเผชิญกับสงครามกลางเมืองและความขัดแย้งภายในประเทศมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ทำให้มีการใช้ทุ่นระเบิดและระเบิดพวง (Cluster Munitions) อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ แนวรบ K-5: ในช่วงทศวรรษ 1980 มีการวางทุ่นระเบิดจำนวนมหาศาลตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เรียกว่า “แนวรบ K-5” ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดหนาแน่นที่สุดในโลก ทำให้การเก็บกู้ทำได้ยากและอันตรายอย่างยิ่ง ไม่มีแผนที่ที่ชัดเจน: ทุ่นระเบิดส่วนใหญ่ถูกวางโดยไม่มีการบันทึกตำแหน่งที่แม่นยำ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีการสำรวจและเก็บกู้แบบ “ปูพรม” ซึ่งต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาล   2. ความซับซ้อนทางเทคนิคและภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมที่ท้าทาย: พื้นที่ที่ปนเปื้อนจำนวนมากอยู่ในป่าทึบ ภูเขา และพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการเก็บกู้ ชนิดของระเบิดที่หลากหลาย: มีการใช้ทุ่นระเบิดหลายชนิด ทั้งทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและทุ่นระเบิดต่อสู้รถถัง บางชนิดทำจากพลาสติกซึ่งยากต่อการตรวจจับด้วยเครื่องมือโลหะ การเสื่อมสภาพของวัตถุระเบิด: วัตถุระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ดินเป็นเวลานานอาจเสื่อมสภาพและมีความไวต่อการระเบิดมากขึ้น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงให้กับเจ้าหน้าที่เก็บกู้   3. ข้อจำกัดด้านเงินทุนและทรัพยากร ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก: การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ตั้งแต่ค่าจ้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ค่าอุปกรณ์ป้องกัน อุปกรณ์ตรวจจับ ไปจนถึงค่าดำเนินการในพื้นที่ ความไม่แน่นอนของเงินทุนสนับสนุน: แม้จะได้รับเงินสนับสนุนจากนานาชาติ (เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป) แต่เงินทุนเหล่านี้อาจมีความไม่แน่นอนและไม่ต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและนโยบายของผู้บริจาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อการวางแผนระยะยาว   4. ผลกระทบจากการลงนามในอนุสัญญาออตตาวา ด้านบวก: การลงนามใน อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และว่าด้วยการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ในปี พ.ศ. 2540 เป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนของกัมพูชา และช่วยระดมการสนับสนุนจากนานาชาติได้เป็นอย่างดี ข้อจำกัด: อนุสัญญาฯ เน้นไปที่ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” เป็นหลัก แต่ในกัมพูชายังมีปัญหาจาก “วัตถุระเบิดตกค้างจากสงคราม (ERW)” อื่นๆ เช่น

กว่า 3 ทศวรรษแล้ว ทำไมกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดยังไม่หมดและอะไรคือข้อจำกัด? อ่านเพิ่มเติม »

เปิดกลยุทธ์ การเชื่อมเมืองหลัก เมืองรอง ให้กลายเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ 4 พันล้าน

CEA ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ 2568 ดันเมืองรองใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างโอกาสใหม่ คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 4,382 ล้านบาท และพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ 17 จังหวัดทั่วประเทศ เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ความคิดสร้างสรรค์” และ “ทุนวัฒนธรรม” กลายเป็นทรัพยากรสำคัญ          ทางเศรษฐกิจ ทำให้เมืองต่าง ๆ หันมาใช้จุดแข็งทางด้านวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทั้งอาชีพ รายได้ และยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์เมืองให้มีความสามารถทางการแข่งขัน              ในระดับโลก ด้วยความสำคัญนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่อย่างเข้มข้น ผ่านการจัดเทศกาลสร้างสรรค์และการขับเคลื่อนเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทย หรือ Thailand Creative District Network (TCDN) พร้อมพัฒนา “คน” ให้เป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ผ่านการบ่มเพาะหลักสูตรพัฒนาเมืองและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผสานทุนวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับพลังสร้างสรรค์ระดับท้องถิ่นให้เป็นพลังทางเศรษฐกิจทั้งในมิติของผู้คน ธุรกิจ และพื้นที่ ผลักดันให้ทุกเมืองมีโอกาสเติบโต และทุกชุมชนสามารถเป็นเจ้าของ “แบรนด์เมือง” ได้จากรากฐานของตนเอง CEA คาดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการจัดเทศกาลสร้างสรรค์ในปี 2568 มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 4,382 ล้านบาท และพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ไม่น้อยกว่า 17 จังหวัดทั่วประเทศ 6 จังหวัด สนับสนุน เทศกาลเมืองสร้างสรรค์ทั้งจาก CEA และ TCEB ศรีสะเกษ งานซาวสีเกด 2567 (Sound of Sisaket 2024) เทศกาลศิลปะและดนตรี จากนั้นยังชนะเลิศอันดับ 2 โครงการประกวดอวดเมือง จาก TCEB รับทุนต่อเนื่อง 3 ปี รวม 45 ล้าน นครราชสีมา งาน K- Battle งานประกวดการแข่งขัน Battle นานาชาติ จากนั้นยังชนะเลิศอันดับ 1 โครงการประกวดอวดเมือง จาก TCEB รับทุนต่อเนื่อง 3 ปี รวม 45 ล้าน อุบลราชธานี คัมโฮม งานศิลปะ+งานแห่เทียนพรรษาประจำปี ขอนแก่น Columbo Creative Community Festival ISAN Creative Festival  เลย เทศกาลเลยอาร์ตเฟส  อุดรธานี เทศกาล Udon

เปิดกลยุทธ์ การเชื่อมเมืองหลัก เมืองรอง ให้กลายเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ 4 พันล้าน อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง โคราชโกยกำไร เปิด 10 บริษัททำเงินกระจายแดนย่าโม

พามาเบิ่ง TOP 10 อันดับ บริษัทในโคราชที่ทำกำไรสูงสุด   ชื่อบริษัท วัตถุประสงค์ กำไร (ล้านบาท) %YoY รายได้ (ล้านบาท) %YoY สัญชาติ บริษัท แอสเตโม โคราช เบรก ซิสเตมส์ จำกัด ผลิตชุดเบรคยานยนต์ 1,139.5 28.8 7,810.3 0.7 ญี่ปุ่น บริษัท พี.ซี.เอส. แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับยานยนต์ 674.9 63.3 3,285.1 -19.3 ไทย บริษัท ชิน-เอ ไฮ เทค จำกัด ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะอลูมิเนียม และอิเล็คทรอนิคส์ 621.1 11.2 4,690.6 11.1 ญี่ปุ่น บริษัท เอ็มเอ็มไอ พรีซิชั่น แอสเซมบลิ (ไทยแลนด์) จำกัด ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 598.9 29.7 4,390.7 0.3 สิงคโปร์ บริษัท แอสเตโม โคราช จำกัด ผลิตและจำหน่ายโช้คอัพ และเบรครถยนต์ 538.8 8.1 4,354.4 2.9 ญี่ปุ่น บริษัท นิชิกาว่า เตชาพลาเลิศ คูปเปอร์ จำกัด ผลิตยางขอบกระจกรถยนต์ และผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ 480.6 -10.4 2,242.2 -11.6 ญี่ปุ่น บริษัท อีตัน อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตที่จับด้ามไม้กอล์ฟทำด้วยยาง 478.2 5.2 1,872.0 -12.6 สวิซ บริษัท โรงพยาบาลกรุงเทพ ราชสีมา จำกัด โรงพยาบาล 307.0 -9.0 2,685.9 6.9 ไทย บริษัท สงวนวงษ์สตาร์ช จำกัด ผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปร 301.3 70.8 4,965.7 -3.3 ไทย บริษัท คาสิโอ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งออกนาฬิกาอิเล็คทรอนิคส์สำเร็จรูป 291.5 1.5 8,171.7 2.3 ญี่ปุ่น หมวดธุรกิจที่มีกำไรสูงในภาคอีสาน การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับยานยนต์ การผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์

พามาเบิ่ง โคราชโกยกำไร เปิด 10 บริษัททำเงินกระจายแดนย่าโม อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top