Siree Jamsuwan

1 ปีผ่านไป “ทีดี ตะวันแดง” ปั้นร้าน “ถูกดี มีมาตรฐาน” ผลเป็นอย่างไร ?

1 ปีผ่านไป “ทีดี ตะวันแดง” ปั้นร้าน  “ถูกดี มีมาตรฐาน” ผลเป็นอย่างไร ?   นายเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก “ถูกดี มีมาตรฐาน” เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของร้านค้าปลีก “ถูกดี มีมาตรฐาน” มุ่งสร้างมาตรฐานร้านค้าปลีกชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สำคัญ ด้วยการยกระดับมาตรฐานร้านค้าปลีกให้ทันสมัยด้วยความรู้ และเทคโนโลยีการบริหารจัดการร้าน โดยเน้น “ร้านค้าของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน”   ทั้งนี้เริ่มจากจังหวัดนครปฐม ขอนแก่น  อุดรธานี ขยายไปยังภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง พบว่าได้รับการตอบรับที่ดี สามารถเพิ่มรายได้ให้กับโชห่วย จากเดิมที่ขายสินค้าได้ 3-5 พันบาทต่อวัน เพิ่มเป็นมากกว่าหมื่นบาทต่อวัน สามารถช่วยเจ้าของร้านฝ่าวิกฤตต่างๆ สร้างชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัจจุบัน ร้านถูกดี มีมาตรฐานดำเนินการมาแล้วกว่า 1 ปี และมีสาขากว่า 5,000 สาขาทั่วประเทศ แม้จะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ประกาศไว้เมื่อคราวแถลงข่าวใหญ่ปีที่แล้วที่มีเป้าหมายอยู่ที่การมีจำนวนสาขาทั้งหมด 8,000 สาขา แต่ตัวเลขที่มีอยู่ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่น่าสนใจ   โดย ทีดี ตะวันแดง ยังมีกิจกรรมการตลาดเพื่อโปรโมทร้านถูกและดี มีมาตรฐาน เช่น มีโปรโมชั่นชิงทองคำ 1 สลึง และมอเตอร์ไซค์ รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 1 ล้านบาท ถือเป็นการช่วยกระตุ้นยอดขาย โดยการร่วมสนุกกับแคมเปญจะเป็นการซื้อครบ 150 บาท ส่งผลให้มีการซื้อต่อบิลที่มากขึ้น อีกทั้ง ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประกาศร่วมลงทุนกลุ่มธุรกิจคาราบาว วงเงินกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท รุกแผนพัฒนาร้านสะดวกซื้อชุมชน “ถูกดี มีมาตรฐาน” เป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนทั่วไทย ทำให้คนในชุมชนได้ใช้บริการการเงินและสินเชื่อครบวงจร ตั้งเป้ามีผู้ใช้บริการทางการเงินและสินเชื่อครบวงจร 30,000 ร้าน ภายในปี 2567 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับร้าน ถูกดี มีมาตรฐาน ในตลาดค้าปลีกได้มากยิ่งขึ้น   ยุทธศาสตร์ของบริษัทในการพัฒนา “ร้านถูกดี มีมาตรฐาน ไม่ได้มองเพียงการเข้ามาพัฒนาและปรับร้านโชห่วยให้มีความทันสมัยเท่านั้น แต่วางเป้าหมายเป็นเสมือน แพลตฟอร์มและ โครงข่ายที่เชื่อมโยงกันเพื่อสนองความต้องการของคนในชุมชนทั่วประเทศ และเชื่อมต่อผู้ผลิต และผู้ให้บริการต่างๆ ที่คนในชุมชนเคยเข้าถึงได้ยาก เช่น บริการทางการเงิน, เป็นจุดรับส่งสินค้าในชุมชน, บริการสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะในชุมชน หมู่บ้านที่ห่างไกล ที่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ยังเข้าไม่ถึง   อ้างอิงจาก:  https://www.kaohoon.com/pr/460397  https://www.kaohoon.com/pr/516149  https://www.brandage.com/article/29738/TD-Tawandang  https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?release=y&ref=M&id=VXo3d3F1Z0R4UWM9  #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ถูกดีมีมาตรฐาน #ทีดีตะวันแดง

“บ้านปู เน็กซ์” จับมือ “เชิดชัยฯ” และ “ดูราเพาเวอร์” ตั้งโรงงานแบตเตอรี่ 1.4 พันล้านบาท ที่ จ.นครราชสีมา

“บ้านปู เน็กซ์” จับมือ “เชิดชัยฯ” และ “ดูราเพาเวอร์” ตั้งโรงงานแบตเตอรี่  มูลค่า 1.4 พันล้านบาท ที่ จ.นครราชสีมา   บ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานฉลาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกาศลงนามความร่วมมือ 2 พันธมิตรผู้นำทางธุรกิจ เชิดชัยมอเตอร์เซลส์ ผู้ให้บริการรถบัสรายใหญ่ที่สุดในไทย และดูราเพาเวอร์ ผู้นำด้านระบบแบตเตอรี่จัดเก็บพลังงานแบบลิเธียมไอออนระดับโลก    นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของผู้นำธุรกิจจาก 3 อุตสาหกรรม ที่มุ่งมั่นขยายธุรกิจไปกับทิศทาง และเทรนด์ของโลกอนาคต โดยเฉพาะการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 13.52% หรือมีมูลค่ากว่า 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570* ทั้งยังเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท    การจัดตั้งโรงงานแห่งนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนแนวทางของภาครัฐที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถ EV โดยตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ในจังหวัดนครราชสีมา    ซึ่งมีเชิดชัยมอเตอร์เซลส์ ถือหุ้นสัดส่วน 40% บ้านปู เน็กซ์ ถือหุ้น 30 % และดูราเพาเวอร์ ถือหุ้น 30% คาดจะใช้เงินลงทุนราว 1,400 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิตสู่ 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2569 เพื่อบุกตลาดในเอเชียแปซิฟิก   โดยระยะแรกจะมีกำลังผลิตเริ่มต้นที่ 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) คาดว่าปี 2566 จะเริ่มดำเนินการได้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ   ดร.อัสนี เชิดชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชิดชัยมอเตอร์เซลส์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทเล็งเห็นแนวโน้มของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม จึงมองหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่างบ้านปู เน็กซ์ และดูราเพาเวอร์ เพื่อรุกตลาดรถบัสไฟฟ้า (e-Bus) เพื่อช่วยสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้ธุรกิจ และขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ที่หลากหลาย   การร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งพลังที่จะช่วยสนับสนุน และสอดรับกับนโยบายการผลิต และการใช้ยานยนต์ไร้มลพิษของภาครัฐ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ พร้อมช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ   อ้างอิงจาก:  https://www.banpunext.co.th/news-updates/  https://www.thansettakij.com/economy/industry/534727  https://workpointtoday.com/banpu-next-with-partner-build-lithium-ion-battery-factory/    #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #บ้านปูเนกซ์ #Banpunext #เชิดชัย #Cherdchai #ดูราเพาเวอร์ #Durapower #โคราช #นครราชสีมา

Influencer ชื่อดังในอีสาน ที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง 

Influencer ชื่อดังในอีสาน  ที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง    อ้างอิงจาก:  https://www.bobswinereviews.com/11am-cafe-and-space/ https://www.youtube.com/watch?v=dK6xwmBpAtI  https://www.youtube.com/watch?v=LQylr-U1jaw  https://www.youtube.com/watch?v=8tJAia7VCKA  https://www.youtube.com/watch?v=2OXZKumgoy0  https://www.youtube.com/watch?v=y2lysYQ5JvM&t=8s    #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #MayyR #11AM #Paweenees #Fromscrath #แตงโมอวบอึ๋ม #แตงโมแซ่บเวอร์ #ICEPADIE #ไอซ์พาดี้ #HappySunday

ธุรกิจอาหาร จากแดนอีสานมาไกลถึงเมืองหลวง

ธุรกิจอาหาร จากแดนอีสานมาไกลถึงเมืองหลวง    เมื่อพูดถึงอีสาน หลายคนจะนึกถึงอาหารอีสานที่มีความแซ่บ ทั้งรสเปรี้ยว เผ็ด เป็นที่นิยมสำหรับคนที่ชื่นชอบอาหารรสจัด วันนี้ ISAN Insight จะพาทุกคนมารู้จักกับร้านอาหารอีสาน ที่มาไกลถึงกรุงเทพฯ   ตำมั่ว (tummour) ตอนนี้ ตำมั่ว ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้เครือบริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยิ่งทำให้แบรนด์เติบโตแบบก้าวกระโดด ศิรุวัฒน์เสริมว่าการตัดสินใจจับมือกับเครือใหญ่อย่างเซ็นกรุ๊ป เพราะต้องการผลักดันแบรนด์ที่เกิดจากคนไทยให้ดังไกลไปต่างแดนจนสร้างความภูมิใจให้กับคนไทย อีกทั้งเพื่อให้จดจำง่ายสำหรับคนที่มาทานหรือต้องการบอกต่อ ได้ทำการตลาดอย่างเหนือชั้นอย่าง Music marketing โปรโมทร้านผ่านเพลง “บ่เป็นหยัง” ของก้องห้วยไร่ ซึ่งปัจจุบันมียอดวิวกว่า 50 ล้านวิว ทำให้ผู้คนรู้จักมากขึ้นไปอีก   ซาว (ZAO) ซาวอุบล คือร้านอาหารอีสานบนถนนเลี่ยงเมืองอุบลที่ก่อตั้งโดย คุณณัฐธิดา พละศักดิ์ (อีฟ) อดีตแฟชั่นดีไซเนอร์ที่กลับบ้านมาตั้งหลักปักฐานทำธุรกิจรถไถนาและขยายออกมาเป็นร้านอาหารอีสานสูตรจากยายจุย ภูภักดี ก่อนจะเป็นร้านซาวอุบล อีฟเคยทำโปรเจกต์ลาวดีเพื่อหาคำตอบให้กับอาหารอีสาน และค่อยๆ เรียนรู้การเลือกใช้วัตถุดิบมาทำอาหารตามฤดูกาลของคนอีสาน การถนอมอาหาร รวมทั้งการปรุงอาหาร โดยเป้าหมายคือการขยายให้ซาวอุบลเติบโตเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน เพราะเลือกใช้พืชผัก เนื้อสัตว์ และวัตถุดิบต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาขายเอง ตั้งชื่อร้านว่า ซาวอุบล เพราะในภาษาภาษาอีสานคำว่า “ซาว” แปลว่าควานหรือคว้าอะไรบางอย่างมาใส่ สื่อได้ว่ามีอะไรก็ซาวมาทำอาหาร ซาวพืชผักสวนครัวมา ซาววัตถุดิบที่ชาวบ้านนำมาจากต่างอำเภอ    เผ็ดเผ็ด (Phed Phed) กว่า 6 ปี ของการเริ่มต้นทำร้านสาขาแรก (ตั้งแต่ปี 2559) มาวันนี้เผ็ดเผ็ดสามารถปักหมุดหมายให้บริการลูกค้าในกว่า 6 สาขา ท่ามกลางสถานการณ์ความซบเซาของเศรษฐกิจ และธุรกิจร้านอาหารอีสานที่ดูจะเป็น Red Ocean ในประเทศไทย  ไม่ต้องมีชะลอม กระติ๊บข้าวเหนียว หม้อดิน หรือพร็อพใดๆ ที่สื่อถึงความเป็นร้านอาหารอีสานให้มากความ เพราะเผ็ดเผ็ดเลือกที่จะหยิบจับความโมเดิร์น ความทันสมัย และลุคที่แตกต่างออกไปมาออกแบบร้านของพวกเขาในแต่ละสาขาให้หวือหวา และเก๋ไก๋ สาเหตุที่ทำให้สามารถก้าวข้ามความท้าทายของ โควิด-19 ได้ คือเลือกกระจายความเสี่ยงด้วยการรับลูกค้าในรูปแบบการ Take Away หรือเดลิเวอรี่ด้วย โดยปัจจุบันรายได้ของพวกเขาในส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนมากถึงกว่า 40-50% ต่อสาขาเลยทีเดียว  เป้าหมายในอนาคต อาจจะเลือกแตกแบรนด์ไปทำอาหารในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ส้มตำ อาจจะเป็นแบรนด์สินค้าแฟชั่น เครื่องแต่งกาย ของที่ระลึก โดยสาระสำคัญคือการที่ทั้งคู่ยังคงต้องสนุก และมีความสุขในสิ่งที่พวกเขาได้ทำ     อ้างอิงจาก:  https://sumrej.com/sumrej-class-best-tummour/ https://tummouroriginal.com/about/  https://adaymagazine.com/zao-ubon/  https://urbancreature.co/zao-ekkamai/  https://thestandard.co/zao-ekkamai-branch/  https://adaymagazine.com/taste-1/  https://www.phedphed.com/?fbclid=IwAR3n2QhxZm70dzOietrM36mGSeF2EauwhjOdDi4wYipzfK15WX0ExHDvWPg  https://thestandard.co/phed-phed-cafe-unique-strategy-that-no-one-else-does/    #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ตำมั่ว #tummour #ซาว #ZAO …

ธุรกิจอาหาร จากแดนอีสานมาไกลถึงเมืองหลวง อ่านเพิ่มเติม »

มิตรผล ฟื้นชีพตึกร้างทุ่มพันล้านพลิกโฉมสู่ “ Khon Kaen Innovation Center ”

มิตรผล ฟื้นชีพตึกร้างทุ่มพันล้านพลิกโฉมสู่  “ Khon Kaen Innovation Center ”   อาคารร้าง สูง 28 ชั้น ที่ตั้งใจกลางเมืองขอนแก่น ของกลุ่มโฆษะ มากว่า 23 ปี กำลังจะกลายเป็นอดีต เมื่อประธานใหญ่ของกลุ่มน้ำตาลมิตรผล คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ได้ตัดสินใจเจรจากับประธานกลุ่มโฆษะ คุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์  ซื้อที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวเมื่อช่วงปลายปี 2560 พร้อมกับจัดตั้ง “บริษัท ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด” ขึ้น เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และให้บริการบริหารอาคารดังกล่าว ด้วยทุนจดทะเบียน 980 ล้านบาท   “ Khon Kaen Innovation Center ” ศูนย์นวัตกรรมด้านการพัฒนานวัตกรรมการเกษตร อาหาร และไบโอเทค โดยหัวใจหลักคือ เป็นศูนย์นวัตกรรมที่เน้นการบ่มเพาะธุรกิจ (Incubation center) ให้กับสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในท้องถิ่นหรือทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาใช้บริการได้ ด้วยพื้นที่ห้องปฏิบัติการ 1,200 – 1,300 ตารางเมตร หรือกินพื้นที่ทั้งหมด 1 ชั้นครึ่งให้กับการวิจัยและการพัฒนาโดยเฉพาะ   อีกทั้งยังมีพื้นที่โรงแรมเพื่อเตรียมพร้อมรองรับคนจากที่ต่างๆ บริการโดยโรงแรม Ad Lib ซึ่งจะอยู่พื้นที่ด้านบนสุดของอาคาร ชั้น 27-28 เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ที่ทันสมัย มีวิวทิวทัศน์สวยงาม เห็นตัวเมืองขอนแก่นได้โดยรอบ   ศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้ยังมีแผนที่จะเปิดเป็นศูนย์ธุรกิจด้านบริการสุขภาพ (Wellness Clinic) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่มีโครงการ Medical Hub ให้มีบริการที่ทันสมัยใจกลางเมือง ตอบโจทย์กับผู้มาใช้บริการ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังมี บมจ.บ้านปูเข้ามาช่วยดูแลพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ภายในอาคารให้อีกด้วย และจะมีการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar System) และศูนย์บริการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่ออีกในอนาคต และ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการในช่วงสิ้นปี 65 นี้   อ้างอิงจาก:  สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) https://www.nia.or.th/KKInnoCenter  https://www.prachachat.net/local-economy/news-541037  ขอบคุณรูปภาพจาก: Khon Kaen Talk

Update “ถนนวงแหวนรอบเมืองโคราช” ดำเนินการแล้วกว่า 80% คาดสร้างเสร็จปี 66

Update “ถนนวงแหวนรอบเมืองโคราช”  ดำเนินการแล้วกว่า 85% คาดสร้างเสร็จปี 66   ถนนวงแหวน (Ring Road) เป็นถนนที่สร้างขึ้นล้อมรอบตัวเมือง สามารถเดินทางจากฝั่งเมืองหนึ่ง ไปอีกฝั่งหนึ่งของเมืองได้โดยไม่ต้องเข้าเมืองเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง ช่วยแบ่งเบาภาระการจราจรและรองรับการขยายตัวของเมือง โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 290 สายถนนวงแหวนรอบเมืองนครราชสีมา (วงแหวนรอบเมืองโคราช) งบประมาณรวม 12,429 ล้านบาท มีระยะทางทั้งหมด 110 กิโลเมตร คืบหน้าแล้วกว่า 85% ปัจจุบันยังเหลือการก่อสร้างอีกประมาณ 30 กิโลเมตร คิดเป็น 15% จากงบประมาณรวมทั้งหมด คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการปี 2566   โครงการได้เริ่มก่อสร้างถนนวงแหวนรอบเมืองขึ้นในปี 2549 เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่จึงมีการแบ่งงานก่อสร้างออกเป็นช่วงๆ เริ่มตั้งแต่ทางหลวงหมายเลข 205 – ทางหลวงหมายเลข 224 อยู่ในพื้นที่ อ.ปักธงชัย, อ.เมืองนครราชสีมา และ อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา เป็นถนนวงแหวนรอบเมืองที่มีขนาดใหญ่และมีระยะทางยาวที่สุดในต่างจังหวัด    อีกทั้งยังถือเป็นถนนวงแหวนที่มีระยะทางยาวเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทย รองมาจากถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) การก่อสร้างของโครงการ แบ่งออกเป็น 11 ตอน ได้แก่ ทิศเหนือ 4 ตอน (ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร) ก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 ตอน อีก 2 ตอนอยู่ระหว่างดำเนินการ และทิศใต้ 7 ตอน (ระยะทางประมาณ 62 กิโลเมตร) ก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 ตอน อีก 5 ตอนอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยตลอดแนวที่ถนนตัดผ่านนั้น พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบและพื้นที่เกษตรกรรม โดยที่ผ่านมา ได้เปิดใช้เส้นทางวงแหวนด้านใต้บางส่วน ระยะทางรวม 29.22 กิโลเมตร ที่ต้องการบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นเส้นทางที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้เส้นทางและประชาชนในพื้นที่ตัวเมืองนครราชสีมาและโดยรอบ ส่งเสริมศักยภาพทางด้านการคมนาคม การค้า การขนส่ง โดยรวมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสามารถรองรับการขยายตัวของผังเมืองรวมในอนาคตอีกด้วย   อ้างอิงจาก : https://www.thansettakij.com/economy/534019  http://www.doh.go.th/content/page/news/144083  https://mgronline.com/columnist/detail/9650000004673  #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #โคราช #นครราชสีมา #ถนนวงแหวนรอบเมืองโคราช #วงแหวนรอบเมืองโคราช

พามาเบิ่ง สถิติจำนวนประชากรของภาคอีสาน ข้อมูลเดือน มิถุนายน 2565

พามาเบิ่ง สถิติจำนวนประชากรของภาคอีสาน ข้อมูลเดือน มิถุนายน 2565   จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ามีเปอร์เซ็นการเปลี่ยนแปลงของประชากร เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วส่วนใหญ่มีค่าติดลบ นั่นคือมีการลดลงของจำนวนประชากรในแทบทุกพื้นที่  อีกทั้งอัตราการเกิดของประชากรไทยที่มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ขณะที่ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะช้าลง สิ่งที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจมาจากความเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้สมดุลประชากรไทยนั้นเปลี่ยนไปจากเดิม ตั้งแต่การแต่งงานช้า ความเครียดจากการทำงาน ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อบุตร และที่สำคัญก็คือภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในช่วงวิกฤติโควิด   อ้างอิงจาก: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/view  https://www.bangkokbiznews.com/columnist/984841    #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ประชากรอีสาน #สถิติประชากร

แรงงานอีสาน ไปทำงานต่างประเทศ  ที่ประเทศไหนมากที่สุด ตั้งแต่ต้นปี 2565

แรงงานอีสาน ไปทำงานต่างประเทศ  ที่ประเทศไหนมากที่สุด ตั้งแต่ต้นปี 2565 (มกราคม – มิถุนายน 2565)   ตั้งแต่ เดือนมกราคม – มิถุนายน พ.ศ. 2565 แรงงานภาคอีสานที่ไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นจำนวนทั้งหมด 19,946 คน โดยประเทศที่แรงงานภาคอีสานเดินทางไปทำงานมีทั้งหมด 71 ประเทศ  โดยมี 5 อันดับแรกคือ ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, อิสราเอล, สวีเดน และ สาธารณรัฐเกาหลี   อ้างอิงจาก:  https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/overseas_th/e8a65d34d256eaa5599a4a95cce273ef.pdf  #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #แรงงานอีสาน

พามาเบิ่ง สำรวจแรงงานอีสานที่ไปทำงานต่างประเทศ ในครึ่งปีแรก 2565 

พามาเบิ่ง สำรวจแรงงานอีสานที่ไปทำงานต่างประเทศ ในครึ่งปีแรก 2565    ในครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน) แรงงานภาคอีสานที่ไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นจำนวน 19,946 คน โดยจังหวัด (ตามภูมิลำเนา) ของแรงงานที่ไปทำงานมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ อุดรธานี, นครราชสีมา, ชัยภูมิ, ขอนแก่น และ บุรีรัมย์ ตามลำดับ   สาเหตุที่ทำให้แรงงานรุ่นใหม่ ออกไปทำงานในต่างประเทศจำนวนมาก เนื่องจากปัจจัยความต้องการแรงงานของหลายประเทศ ที่มีค่าแรงค่อนข้างสูง และบางประเทศประสบปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ขาดแคลนแรงงาน เช่น เกาหลี และหลายประเทศในยุโรป    อีกทั้ง เนื่องจากสภาวะทางการเมืองในประเทศ และสถานการณ์โควิด ทำเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำ เลยทำให้หลายคนต้องดิ้นรนไปหางานในต่างประเทศ โดยเฉพาะคนที่จบการศึกษาสูง ในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งทำให้ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศของไทย   ดังนั้นหน่วยงานรัฐ และกระทรวงแรงงาน ควรมีมาตรการสนับสนุนแรงงานรุ่นใหม่ ด้านการเติบโตทางตำแหน่งงาน และเงินเดือน ในด้านแรงงานที่ไปเรียนต่างประเทศ ควรมีการสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้คนที่มีความถนัดเฉพาะทางกลับมาทำงานที่ไทย ในกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพมากขึ้น   อ้างอิงจาก: https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/overseas_th/e8a65d34d256eaa5599a4a95cce273ef.pdf  https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/overseas_th/be8fae18f661917168e92fcbc2c1459b.pdf  https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2380467  #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #แรงงานอีสาน