Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

ในปีที่ผ่านมา ภาคอีสานใช้น้ำมัน Desel เกือบ 4,900 ล้านลิตร มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

ในปี 2568 ประเทศไทยมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา มากกว่า 23,528 ล้านลิตร แล้วรู้หรือไม่ว่าปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ในภาคอีสานมีมากแค่ไหน? ภาคอีสานมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดากว่า 4,857 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 20.6% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาทั้งหมดในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ เป็นรองเพียงภาคกลางเท่านั้น  ปริมาณการใช้ดีเซลในภาคอีสานที่สูง เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการขนส่ง” โดยเฉพาะภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ โลจิสติกส์ และการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว และกัมพูชา ประกอบกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและขนส่งมวลชน ทำให้ดีเซลยังคงเป็นพลังงานหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การเติบโตของเมืองรอง การขยายตัวของ E-commerce และศูนย์กระจายสินค้าในอีสาน ยิ่งเร่งให้ดีมานด์น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ก็แฝงด้วยความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เนื่องจากต้นทุนพลังงานมีผลโดยตรงต่อค่าขนส่งและราคาสินค้า หากราคาน้ำมันผันผวน จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจฐานรากทันทีอีกด้วย โดย 5 อันดับจังหวัดน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา มากที่สุด – นครราชสีมา มีปริมาณการใช้ 1,067 ล้านลิตร – ขอนแก่น มีปริมาณการใช้ 725 ล้านลิตร – อุดรธานี มีปริมาณการใช้ 689 ล้านลิตร – สุรินทร์ มีปริมาณการใช้ 327 ล้านลิตร – บุรีรัมย์ มีปริมาณการใช้ 277 ล้านลิตร จะเห็นได้ว่าการใช้น้ำมันกระจุกตัวในจังหวัดศูนย์กลางเศรษฐกิจและโครงข่ายคมนาคม โดยนครราชสีมาครองอันดับ 1 ด้วยปริมาณสูงถึง 1,067 ล้านลิตร ตามด้วยขอนแก่น 725 ล้านลิตร และอุดรธานี 689 ล้านลิตร ซึ่งล้วนเป็น “เมืองศูนย์กลาง” ที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้า การกระจายสินค้า และแรงงานข้ามจังหวัด ในขณะที่ “สุรินทร์” และ “บุรีรัมย์” จะพบว่า แม้ทั้งสองจังหวัดจะไม่ได้เป็นมหานครเศรษฐกิจขนาดใหญ่แบบนครราชสีมาหรือขอนแก่น แต่กลับมีการใช้น้ำมันดีเซลที่สูง ในกรณีของสุรินทร์ ปริมาณการใช้ดีเซลที่สูงถึง 327 ล้านลิตร เนื่องจากในจังหวัดมีการใช้ครื่องจักรกลการเกษตรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถไถ รถเกี่ยวข้าว หรือระบบขนส่งผลผลิตจากไร่นาสู่ตลาดกลาง ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ราบกว้าง ทำให้การกระจายตัวของชุมชนและแปลงเกษตรต้องพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก นอกจากนี้ สุรินทร์ยังมีบทบาทเป็นจุดเชื่อมเศรษฐกิจชายแดนกับกัมพูชา โดยเฉพาะด่านช่องจอม ซึ่งทำให้เกิดการไหลเวียนของสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และแรงงานข้ามแดน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อ ขณะที่บุรีรัมย์ ซึ่งมีการใช้ดีเซลอยู่ที่ 277 ล้านลิตร นอกจากภาคเกษตรกรรมที่ยังคงเป็นฐานหลักแล้ว บุรีรัมย์ยังโดดเด่นในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวและเมืองกีฬา” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น สนามแข่งรถระดับโลก สนามฟุตบอล และอีเวนต์ขนาดใหญ่ ได้สร้างการเคลื่อนย้ายของผู้คนจำนวนมหาศาล ทั้งนักท่องเที่ยว แรงงาน และภาคบริการ ซึ่งล้วนพึ่งพาการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคลและรถโดยสารเป็นหลัก      อ้างอิงจาก:  – […]

ในปีที่ผ่านมา ภาคอีสานใช้น้ำมัน Desel เกือบ 4,900 ล้านลิตร มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่ง ตัวอย่าง 10 ลายผ้าขาวม้าไทย ผ่าน 5 เทคนิคการทอสุดประณีต

“ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ผู้หญิงจะยังคงทอผ้า” คำกล่าวของ ครูเอก – สุพิศ สุวรรณมณี แห่งศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอย้อมสีธรรมชาติบ้านปางกอม จังหวัดน่าน ไม่ได้เป็นเพียงประโยคธรรมดา แต่คือภาพซ้อนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่ถักทออยู่ในเส้นด้ายของผู้หญิงไทย ผู้ที่ยังคงนั่งอยู่ใต้ถุนเรือน ปลายนิ้วไล้ผ่านเส้นไหม สร้างชีวิตให้ผืนผ้าอย่างไม่รู้จบ ภาพผู้หญิงนั่งทอผ้าใต้ถุนเรือน ภาพจำที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ยังคงปรากฏให้เห็นในแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนชายแดนไทย-ลาวในภาคเหนือที่รังสรรค์ลวดลายละเอียดอ่อนดุจงานศิลป์ หมู่บ้านเล็กๆ ในภาคอีสานที่การทอผ้าคือหัวใจและมรดกทางวัฒนธรรม หรือชุมชนในภาคกลางที่ยังคงยึดโยงวิถีความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการทอผ้า ทุกพื้นที่ล้วนมี “เรื่องเล่า” ซ่อนอยู่ในทุกเส้นใย แม้การทอผ้าพื้นฐานจะคล้ายคลึงกันทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ผ้าทอมือแต่ละผืนมีชีวิตและเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลับอยู่ที่ “ลวดลาย” และ “เทคนิค” ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรม ความเชื่อ และจินตนาการของผู้ทอ ที่เกิดจากแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ วิถีชีวิต และโลกทัศน์ของผู้คน จึงถูกแปรรูปเป็นลวดลายที่ไม่เพียงงดงามอย่างเดียว แต่ยังบอกเล่าตัวตนได้อย่างชัดเจนนั่นเอง ในอดีต ผ้าทอแต่ละภูมิภาคมีอัตลักษณ์ที่เด่นชัดจนสามารถระบุแหล่งที่มาได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นผ้าจกของภาคเหนือ ผ้าขิดของภาคอีสาน หรือผ้าลายน้ำไหลของไทลื้อ แต่เมื่อการเคลื่อนย้ายผู้คนและการสื่อสารขยายตัว วัฒนธรรมการทอผ้าก็เริ่ม “ไหลเวียน” ข้ามพรมแดน ลวดลาย เทคนิค และสีสันได้แพร่กระจายและผสมผสานเข้าด้วยกัน ทำให้เส้นแบ่งของอัตลักษณ์เชิงพื้นที่เลือนรางลง อย่างไรก็ตาม “เทคนิคการทอ” และ “โครงสร้างลวดลาย” ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการบ่งบอกตัวตนของผ้าทอแต่ละผืน ในปัจจุบัน ชุมชนทอผ้าทั่วประเทศไม่ได้หยุดอยู่เพียงการอนุรักษ์เท่านั้น แต่มีการ “ต่อยอด” ภูมิปัญญาเดิมสู่มิติใหม่ พวกเขานำรากวัฒนธรรมมาผสมผสานกับนวัตกรรม ทั้งการพัฒนาเส้นใย การย้อมสีธรรมชาติที่ร่วมสมัย ไปจนถึงการออกแบบลวดลายใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดยุคปัจจุบัน ผลลัพธ์คือผ้าทอมือที่ไม่เพียงคงคุณค่าเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และในผืน “ผ้าขาวม้าทอมือ” ที่หลายคนอาจมองว่าเรียบง่าย แท้จริงแล้วกลับซ่อนอัตลักษณ์อันลึกซึ้งของแต่ละชุมชนเอาไว้ เป็นทั้งมรดก เป็นงานศิลป์ และเป็นโอกาสใหม่ของการสร้างคุณค่าในโลกยุคใหม่ ที่เปรียบเสมือนกำลังทออนาคตของชุมชนไปพร้อมกันนั่นเอง   ผ้าขาวม้าไทยไม่ได้มีเพียง “ลายตาราง” แบบที่คุ้นตา แต่ซ่อนความหลากหลายผ่าน 5 เทคนิคสำคัญ ได้แก่ สานขัด จก เกาะล้วง ขิด และมัดหมี่ ซึ่งแต่ละเทคนิคก็แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน ได้แก่ ผ้าขาวม้าลายเขลางค์ (เทคนิคสานขัด) 📍บ้านแจ้ซ้อน ลำปาง ผ้าขาวม้ากลุ่มน้ำมอญแจ้ซ้อนทอด้วยเทคนิคสานขัด พัฒนาจากลายตารางดั้งเดิมสู่ “ลายเขลางค์” ที่ยังคงโครงสร้างตาหมากรุก แต่เพิ่มเส้นตารางเล็กคู่ภายใน ทำให้ลวดลายละเอียดคล้ายผ้าลายสกอต จุดเด่นอยู่ที่ความประณีตของช่องลายขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างจากผ้าขาวม้าทั่วไป การทอจึงมีความซับซ้อน ผู้ทอต้องนับเส้นด้ายอย่างแม่นยำ เพราะหากพลาดเพียงเล็กน้อย ลวดลายจะเสียสมดุลทันที ผ้าขาวม้าไฉไล (เทคนิคสานขัด) 📍บ้านสวนปอ ร้อยเอ็ด ผ้าลายไฉไล โดดเด่นด้วยการผสมเฉดสีอย่างลงตัวและการทออย่างประณีต ทำให้ผืนผ้ามีมิติ สวยงาม และใช้งานได้หลากหลาย ทั้งสวมใส่และแปรรูปเป็นของใช้ในบ้าน ทอด้วยเทคนิคตาขัดโดยใช้เส้นยืน–พุ่งคนละสี เสริมให้ลวดลายมีความลึก วัสดุหลักคือ “ฝ้ายน้ำหนึ่ง” ซึ่งให้เนื้อผ้าเรียบแน่น เงางามคล้ายไหม จึงนับเป็นผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านสวนปอ ผ้าขาวม้าจกลายช้าง (เทคนิคจก) 📍บ้านภูจวง

พาเลาะเบิ่ง ตัวอย่าง 10 ลายผ้าขาวม้าไทย ผ่าน 5 เทคนิคการทอสุดประณีต อ่านเพิ่มเติม »

วิกฤตครูอีสาน พาเปิดเบิ่ง 20 จังหวัดอีสาน ‘ขาดครูประถม’ หนักแค่ไหน?

“ไปเป็นครูเด้อลูก มันจั่งซำบาย” ประโยคสั้นๆ ที่ฟังดูเหมือนคำชวน แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยความหมายที่ตรงกันข้าม ประโยคยอดฮิตที่เรามักพบเห็นในโลกโซเชียล ซึ่งไม่ใช่เพราะมันให้กำลังใจแต่อย่างใด แต่เพราะมันสะท้อนความจริงของอาชีพครู ว่าการเป็นครูไม่ได้สบายอย่างที่ใครหลายคนคิด หลายคนอาจจะคิดว่าการเป็นครูนั้นมีแค่หน้าที่สอนหนังสือหรือให้ความรู้แก่เด็กนักเรียน แต่แท้จริงแล้วอาชีพ “ครู” ที่เป็นดั่ง “แม่พิมพ์ของชาติ” กำลังแบกภาระงานอื่น ๆ ไว้บนบ่าอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานจัดซื้อจัดจ้าง งานบัญชี งานพัสดุ หรือแม้แต่งานด้านกฎหมาย  ผลการสำรวจในปี 2562 พบว่า 95% ของครูต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 58% ของครูยังต้องทำงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาการวิเคราะห์ผลของการใช้เวลาในการปฏิบัติงานภาระงานสอนที่มีต่อประสิทธิภาพการสอนของครูในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เผยว่า ภาวะงานที่ครูใช้เวลามากที่สุดคืองานธุรการที่มีค่าเฉลี่ยถึง 346 ชั่วโมงต่อภาคเรียน  สำหรับจำนวนกลุ่มประชากรครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อปีงบประมาณ 2567 พบว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษามีมากถึง 444,168 คน จากจำนวนข้าราชการทั้งหมด 1,756,606 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากกว่าข้าราชการกลุ่มอื่น ๆ โดยภูมิภาคที่มีข้าราชการมากที่สุดคือภาคอีสาน ที่มีถึง 30.08% อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 พบว่า หลังการเกษียณอายุราชการครูในเดือนกันยายน ปี 2568  ครูในสังกัด สพฐ. จะมีครูขาดมากถึง 40,227 อัตรา ในจำนวน 18,193 โรงเรียน สำหรับภาคอีสาน พบว่า ครู สพป. ขาดมากถึง 9,903 อัตรา  เมื่อปี 2568 ภาพรวมของ 20 จังหวัด ในเรื่องของสัดส่วนนักเรียนต่อครู พบว่า ครูต้องดูแลนักเรียน 20-22 คน แต่หลายโรงเรียนกลับกำลังเผชิญภาวะครูขาดแคลน โดยเฉพาะโรงเรียนขาดเล็ก จังหวัดที่มีครูขาดมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ ขอนแก่น 1,128 อัตรา ร้อยเอ็ด 1,000 อัตรา นครราชสีมา 871 อัตรา อุบลราชธานี 625 อัตรา มหาสารคาม 806 อัตรา จากข้อมูลจะพบว่า การที่จังหวัดเหล่านี้มีจำนวนครูขาดแคลนสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ ส่วนหนึ่งมาจากการที่จังหวัดเหล่านี้เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ มีโรงเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทที่มีโครงสร้างขนาดเล็ก มีจำนวนนักเรียนไม่มาก แต่เมื่อขาดครูเพียงรายวิชาเดียว ก็สามารถนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนได้ ประกอบกับการกระจายครูที่กระจุกในตัวเมือง ทำให้โรงเรียนรอบนอกขาดครูสะสมนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – HRMS.OBEC สพฐ – ไทยพับลิก้า – Thai PBS

วิกฤตครูอีสาน พาเปิดเบิ่ง 20 จังหวัดอีสาน ‘ขาดครูประถม’ หนักแค่ไหน? อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่งวัยเก๋าลงทุ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน

ISAN Insight x หม่องเฮียนฮู้ พามาเบิ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุในแต่ละจังหวัดอีสาน จังหวัดไหนเพิ่มขึ้น จังหวัดไหนลดลงเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนมาเบิ่งกัน หากพิจารณาภาพรวมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าแรงงานภาคการเกษตรในภาคอีสานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 มีแรงงานภาคเกษตรอยู่ที่ 4.9 ล้านคน และลดลงเหลือเพียง 4.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2568 คิดเป็นการลดลง 7.9% ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี และยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต การลดลงของแรงงานภาคเกษตรอย่างต่อเนื่องเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว เนื่องจากแรงงานภาคเกษตรถือเป็นกำลังการผลิตที่สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมสมัยใหม่ หากคนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยใช้เทคโนโลยี อาจส่งผลให้ภาคการเกษตรมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในอนาคต (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, 2563) https://www.pier.or.th/abridged/2020/14/ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของแรงงานภาคเกษตรในภาคอีสานมีหลายประการ โดยปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือค่าตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำและไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นผลจากความผันผวนของรายได้จากความไม่แน่นอนของราคาผลผลิตและสภาพภูมิอากาศ อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้นทุนการผลิตที่สูงแต่ไม่สอดคล้องกับราคาขายที่ได้รับ ทั้งค่าแรงงานตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว ค่าปรับปรุงดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าปุ๋ย ภายใต้บริบทดังกล่าวเกษตรกรไทยจำนวนมากจึงเผชิญปัญหารายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายและเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อความยั่งยืนของอาชีพเกษตร แม้ภาพรวมของแรงงานภาคเกษตรจะลดลง แต่ยังมีกลุ่มแรงงานหนึ่งที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ แรงงานผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สะท้อนภาคเกษตรที่กำลังเข้าสู่สังคมแรงงานสูงวัย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แรงงานกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 2.6% ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดกลับไม่ใช่แรงงานรุ่นใหม่ที่โยกย้ายไปประกอบอาชีพอื่น หากแต่เป็นแรงงานภาคเกษตรในช่วงวัย 41-50 ปี ซึ่งมีจำนวนลดลงกว่า 3 แสนคนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยลดลง 7.6% ต่อปี ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้พวกเขาต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนวัย และบางส่วนย้ายไปกิจกรรมนอกภาคเกษตร ท่ามกลางวิกฤตแรงงานสูงวัยในภาคเกษตร ยังมีบางพื้นที่ที่มีสัดส่วนแรงงานเกษตรรุ่นใหม่อายุ 15-30 ปีสูงสุดในภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดในแถบอีสานเหนืออย่าง เลย บึงกาฬ และมุกดาหาร ที่ 23.5%, 23.1% และ 20.8% ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น อุดรธานียังเป็นจังหวัดที่มีจำนวนแรงงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้นสูงสุดในภาคอีสาน โดยมีแรงงานเกษตรเพิ่มขึ้นกว่า 14,000 คน และแรงงานที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดมาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานอายุ 15-40 ปี ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นที่หาได้ยากในบริบทปัจจุบัน สิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรมของอีสานกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง การพึ่งพาแรงงานสูงวัยเป็นหลักในการขับเคลื่อนพื้นที่เพาะปลูกย่อมไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว จึงถึงเวลาแล้วที่ควรศึกษาและถอดบทเรียนจากจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยู่ในภาคเกษตร เพื่อนำไปปรับใช้กับพื้นที่เปราะบางอย่างอีสานใต้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริม Smart Farming อย่างจริงจัง เป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูความมั่นคงทางรายได้ของอาชีพเกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้แรงงานหนุ่มสาวหวนกลับมาเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจในบ้านเกิดอีกครั้ง   ที่มา: สนค. แนะแนวทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย | สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เกษตรกรไทยติดกับดักรายได้ต่ำ ไร้เสน่ห์ดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่ Debt Behavior of ISAN Farmers: พาเบิ่ง…พฤติกรรมการก่อหนี้เกษตรกรอีสาน

พาส่องเบิ่งวัยเก๋าลงทุ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง MotoGP 2026 สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้าน ‘บุรีรัมย์’ หมุดหมายใหม่ของโลกความเร็ว 

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “มหกรรมกีฬาระดับโลก” สามารถพัฒนาไปสู่เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอิทธิพลทางวัฒนธรรมของประเทศได้อย่างทรงพลัง สนามแข่งขันที่ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางของปรากฏการณ์ระดับโลก เมื่อการแข่งขันรายการ PT Grand Prix of Thailand ในปี 2569 สามารถดึงดูดผู้ชมได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 228,228 คน ขณะที่ตั๋ว Grandstand ถูกจองหมดภายในเวลาเพียง 3.21 นาทีเลยทีเดียว หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน MotoGP ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2492 และเป็นการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตชิงแชมป์โลกที่เก่าแก่ที่สุดรายการหนึ่งของโลก ไทยได้เข้าร่วมในเวทีนี้ครั้งแรกในปี 2561 และสามารถสร้าง “ปรากฏการณ์ใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ได้ทันที โดยในปีแรกมีผู้ชมกว่า 222,535 คน พร้อมคว้ารางวัล Best Grand Prix of the Year ขณะที่ในปีต่อๆ มายอดผู้ชมยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น 226,655 คนในปี 2562 และกลับมาเติบโตอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยมีผู้ชม 178,463 คนในปี 2565 เพิ่มเป็น 179,811 คนในปี 2566 และทะลุ 205,373 คนในปี 2567 ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 224,634 คนในปี 2568 และทำสถิติสูงสุดในปี 2569 นั่นเอง ในการจัดการแข่งขัน MotoGP ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อหลายภาคส่วนของประเทศตลอดช่วงปี 2561-2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยรวมแล้วเกือบ 30,000 ล้านบาท และในปี 2569 เพียงปีเดียวก็สร้างเงินสะพัดมากกว่า 5,139 ล้านบาท พร้อมการจ้างงานกว่า 7,983 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดสดไปยังกว่า 200 ประเทศ เข้าถึงผู้ชมกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก ทำให้การแข่งขันกลายเป็นแพลตฟอร์มประชาสัมพันธ์ประเทศที่ทรงพลังยิ่งกว่าสื่อโฆษณาแบบดั้งเดิม การจัดการแข่งขันที่ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อภาคอีภาคอย่างมาก จังหวัดบุรีรัมย์ได้กลายเป็น “ฮับเศรษฐกิจมอเตอร์สปอร์ต” ที่เชื่อมโยงรายได้ไปยังจังหวัดรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นสุรินทร์ นครราชสีมา หรือชัยภูมิ ในช่วงการแข่งขันพบว่าโรงแรมและที่พักในพื้นที่ถูกจองเต็มเกือบทั้งหมด ขณะที่สินค้า OTOP และธุรกิจท้องถิ่นมียอดขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โมเดลการพัฒนาเช่นนี้ได้สะท้อนแนวคิด ของการใช้กีฬาเป็นตัวเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของประเทศไทย นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว การแข่งขันยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้าง “Thai Power” ผ่านการผสมผสานกีฬาและวัฒนธรรมไทยอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมไวรัลระดับโลกอย่าง Tuk Tuk Challenge การจัดเทศกาลวัฒนธรรมไทย การแสดงศิลปะพื้นบ้าน หรือการนำศิลปะการต่อสู้แบบ

พาส่องเบิ่ง MotoGP 2026 สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้าน ‘บุรีรัมย์’ หมุดหมายใหม่ของโลกความเร็ว  อ่านเพิ่มเติม »

เมื่อสมรภูมิเดือดลามถึงช่องแคบฮอร์มุซ พาส่องเบิ่ง 10 ประเทศที่มี ‘ถังน้ำมันสำรอง’ มากที่สุด

ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอีกระลอกระหว่าง อิหร่าน และ อิสราเอล ได้ขยายวงไปสู่ “เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก” อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นคอขวดที่ลำเลียงน้ำมันดิบราว 20% ของการบริโภคโลก หรือประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ความมั่นคงพลังงานของประเทศผู้นำเข้าหลักถูกกำกับโดยกรอบของ International Energy Agency (IEA) ที่กำหนดให้สมาชิกต้องสำรองน้ำมันอย่างน้อย 90 วันของการนำเข้าสุทธิ ผ่านทั้งคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) และสต๊อกเชิงพาณิชย์ ประเทศที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกด้าน “ปริมาณสำรองฉุกเฉินรวม” จึงได้เปรียบ โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางฮอร์มุซถูกตั้งคำถาม 10 อันดับแรกตามปริมาณสำรองรวม (อิงข้อมูล IEA, EIA และรายงานระดับชาติล่าสุด)  สหรัฐอเมริกา มีสำรองรวมราว 1,500 ล้านบาร์เรล ครอบคลุมประมาณ 70-90 วัน แม้สหรัฐเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ยังพึ่งพาตลาดโลกด้านราคา จีน ราว 1,000 ล้านบาร์เรล ครอบคลุม 70-90 วัน  ญี่ปุ่น ราว 500 ล้านบาร์เรล ครอบคลุม 150-250 วัน ถือว่า “อึด” ที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม อินเดีย ราว 300 ล้านบาร์เรล แต่ครอบคลุมเพียง 20-70 วัน เยอรมนี ราว 250 ล้านบาร์เรล 100-120 วัน ฝรั่งเศส ราว 150 ล้านบาร์เรล 90-100 วัน เกาหลีใต้ ราว 146 ล้านบาร์เรล 100-210 วัน ไต้หวัน ราว 140 ล้านบาร์เรล ประมาณ 140 วัน สหราชอาณาจักร ราว 130 ล้านบาร์เรล ใกล้ 90 วัน สเปน ราว 120 ล้านบาร์เรล 90-100 วัน “จำนวนวันครอบคลุม” ถือว่าสำคัญกว่าตัวเลขดิบ เพราะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หากฮอร์มุซถูกปิดจริง ประเทศเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางสูง จะถูกทดสอบหนัก แม้มีสำรองมากก็ตาม แต่หากวิกฤตยืดเยื้อเกิน 3-6 เดือน ต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อจะพุ่งทันที โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมหนักและปิโตรเคมีนั่นเอง สำหรับ ไทย ปัจจุบันมีสำรองรวมราว 48 ล้านบาร์เรล หรือประมาณ 60 วันของการใช้ภายในประเทศ ต่ำกว่ามาตรฐาน 90 วันของ

เมื่อสมรภูมิเดือดลามถึงช่องแคบฮอร์มุซ พาส่องเบิ่ง 10 ประเทศที่มี ‘ถังน้ำมันสำรอง’ มากที่สุด อ่านเพิ่มเติม »

พาสรุปเบิ่ง ไทม์ไลน์มหากาพย์เดือด อิสราเอล-อิหร่าน-สหรัฐฯ ที่โลกต้อจับตา

เหตุการณ์ช็อกโลกปะทุขึ้นทันทีเมื่อสหรัฐอเมริการ่วมมือกับอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 จนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลาม อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ความตึงเครียดครั้งนี้ยิ่งถูกตั้งคำถาม เมื่อการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสองฝ่ายยังดำเนินอยู่ และเพิ่งมีการหารือรอบสำคัญที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีประเทศโอมานเป็นคนกลางเพียงสองวันก่อนหน้า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการยกระดับที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามระยะสั้นแต่รุนแรงในเดือนมิถุนายน 2025 หากย้อนดูไทม์ไลน์ ความร้อนแรงเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2025 เมื่ออิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และฐานทัพของอิหร่าน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ กำลังเจรจากับเตหะราน อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยขีปนาวุธและโดรน ต่อมา 22 มิถุนายน สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ที่นาตันซ์ ฟอร์โดว์ และอิสฟาฮาน ก่อนจะเกิดการยิงตอบโต้ฐานทัพอัลอูเดดในกาตาร์ และปิดฉากสงคราม 12 วันด้วยข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย แม้การสู้รบยุติลง แต่ความไม่ไว้วางใจทวีคูณขึ้น อิหร่านประกาศยุติความร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ และเดินหน้าเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่ยุโรปเริ่มกลไกคว่ำบาตรอีกครั้ง ปลายปี 2025 การประท้วงภายในอิหร่านปะทุจากวิกฤตค่าครองชีพและค่าเงินเรียลที่อ่อนค่าหนัก ต้นปี 2026 สถานการณ์ยิ่งเปราะบาง เมื่ออินเทอร์เน็ตถูกตัดทั่วประเทศอิหร่าน การประท้วงขยายวง และโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” พร้อมเสริมกำลังทหารนอกชายฝั่งอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เดือนกุมภาพันธ์ได้มีการเจรจาทางอ้อมที่กรุงเจนีวา 3 รอบ โดยโอมานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และมีสัญญาณคืบหน้าในทางที่ดี จนกระทั่งวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มีรายงานว่าอิหร่านยินยอมลดระดับวัตถุดิบนิวเคลียร์บางส่วน แต่เพียงหนึ่งวันถัดมา สหรัฐฯ และอิสราเอลกลับเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธทั่วภูมิภาค รวมถึงกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต พร้อมเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซจากความไม่ปลอดภัยในการเดินเรือ และในวันที่ 2 มีนาคม อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตของเลบานอน มุ่งเป้ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่กำลังลุกลามสู่เศรษฐกิจโลกทันที เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก การหยุดชะงักแม้เพียงชั่วคราว ก็ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแรง ตลาดการเงินผันผวน เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญต้นทุนนำเข้าพลังงานสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ภาคการบิน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับผลกระทบโดยตรง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ดันแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาในช่วงที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มควบคุมได้นั่นเอง ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เงินเฟ้อมีโอกาสกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางอาจชะลอการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้การลงทุนและการบริโภคชะลอตัว และทำให้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เสี่ยงต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้นั่นเอง     อ้างอิงจาก: – ไทยพีบีเอส (Thai PBS) – THE STANDARD – The Financial Times – Bloomberg, Business World, Business Today – VietBao – BBC NEW

พาสรุปเบิ่ง ไทม์ไลน์มหากาพย์เดือด อิสราเอล-อิหร่าน-สหรัฐฯ ที่โลกต้อจับตา อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ‘ผ้าขาวม้า’ 4 ภาคที่ลายผ้าไม่เหมือนกัน จากผ้านุ่งริมรั้วสู่รันเวย์โตเกียว

“ผ้าขาวม้า” ไม่ใช่แค่ผืนผ้าสารพัดประโยชน์ที่อยู่คู่ครัวเรือนไทยมานานนับศตวรรษเท่านั้น แต่ยังสามารถแปลงร่างเป็นทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างทรงพลัง ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่น ผ้าทอพื้นบ้าน รวมถึงผ้าขาวม้าเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกฝ้าย ผู้ย้อมสี ช่างทอ ผู้แปรรูป ไปจนถึงนักออกแบบและผู้ประกอบการสร้างแบรนด์ ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระดับชุมชน จังหวัด และประเทศ หากได้รับการพัฒนาเชิงดีไซน์ การตลาด และการสร้างเรื่องราวอย่างเป็นระบบ ผ้าขาวม้าสามารถยกระดับจาก “ของใช้พื้นบ้าน” สู่ “สินทรัพย์เชิงสัญลักษณ์” ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในตลาดสร้างสรรค์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศนั่นเอง เมื่อส่องลึกลงในแต่ละภูมิภาค จะพบว่า “ผ้าขาวม้าไทย” ไม่ได้มีแบบเดียว โดยแต่ละภาคีลวดลายแตกต่างกันไป โดยเริ่มจาก ภาคเหนือ มีชื่อเรียกหลากหลาย อย่างเช่น ผ้าต๋อย ผ้าหัว ผ้าตะโก้ง ลวดลายมักเพิ่มความละเอียดบริเวณเชิงผ้า แทรกอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ลายนก ลายเจดีย์ ลายช้าง สะท้อนโลกทัศน์แบบล้านนาที่ผสานศิลปะกับวิถีชีวิต ภาคกลาง โดดเด่นที่ “ผ้าขาวม้าร้อยสี” โดยเฉพาะจากอำเภอหนองขาว จังหวัดกาญจนบุรี ใช้สีหลักเพียงไม่กี่สีแต่ทอสลับเส้นพุ่ง-เส้นยืนอย่างชาญฉลาด เกิดภาพตารางที่มีมิติทางสายตา ความเรียบง่ายที่ซ่อนความซับซ้อนนี้ทำให้ผ้าภาคกลางมีเอกลักษณ์ ภาคใต้ เรียกผ้าชักอาบหรือผ้าขุบ โทนสีและวัสดุมีความพิถีพิถัน โดยเฉพาะพื้นที่เกาะที่เลือกใช้เส้นใยคุณภาพดี การทอแน่น แข็งแรง เหมาะกับภูมิอากาศชื้นและวิถีชีวิตชายทะเล แต่หากจะกล่าวถึง “พลังทางวัฒนธรรมที่เข้มข้นที่สุด” ต้องยกให้ ภาคอีสาน ซึ่งผ้าขาวม้าไม่ได้เป็นเพียงของใช้ หากเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจชุมชน ชื่อเรียกอย่างผ้าขะม้า ผ้าแพรวาสั้น หรือผ้าอีโป้ โดยมีลวดลายตารางหมากรุกที่เกิดจากการทอสองเส้นใยตัดกัน อาจดูเรียบง่ายในสายตาคนนอก แต่ในเชิงมานุษยวิทยา นี่คือ “ภาษาของชุมชน” ที่บันทึกความรู้เรื่องสี เส้น และจังหวะการทอจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าขาวม้าอีสานยังเชื่อมโยงกับผ้าแพรวาและผ้าไหมลายไหล ซึ่งมีลวดลายริ้วคล้ายสายน้ำ ความต่อเนื่องของลวดลายเหล่านี้สะท้อนความคิดเรื่องความอุดมสมบูรณ์และการไหลเวียนของชีวิต อีกทั้งภาคอีสานมีแรงงานทอผ้าจำนวนมาก การพัฒนาผ้าขาวม้าให้เข้าสู่ตลาดแฟชั่นร่วมสมัยจึงเท่ากับการสร้าง “เศรษฐกิจฐานราก” ที่กระจายรายได้สู่ครัวเรือนโดยตรงนั่นเอง ความภาคภูมิใจของ “ผ้าขาวม้าไทย” เมื่อปี 2560 ที่ผ้าขาวม้าจากหลายชุมชนไทยถูกนำไปจัดแสดงในเวที Amazon Fashion Week Tokyo 2017 ณ กรุงโตเกียว การปรากฏตัวครั้งนั้นไม่ใช่เพียงการโชว์ผ้า แต่คือการประกาศว่า “สิ่งทอพื้นบ้านไทย” สามารถยืนอยู่ในเวทีแฟชั่นโลกได้อย่างสง่างาม แบรนด์ไทยอย่าง LALALOVE นำผ้าขาวม้ามาตีความใหม่ในรูปแบบสตรีทแวร์ สร้างมูลค่าเพิ่มจากผืนผ้าหลักร้อยสู่เสื้อผ้าหลักพัน-หลักหมื่น ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ระดับโลกอย่าง Balenciaga ภายใต้การออกแบบของ Demna Gvasalia ยังเคยเปิดตัวกระเป๋าที่มีรูปลักษณ์คล้าย “กระเป๋าสายรุ้ง” ในคอลเลกชัน Fall/Winter 2016 จนถูกตีความว่าได้แรงบันดาลใจจากวัสดุสามัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุการณ์นี้สะท้อนปรากฏการณ์สำคัญในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อโลกแฟชั่นมองเห็นคุณค่าในความธรรมดา ความธรรมดานั้นย่อมกลายเป็นความพิเศษทันที ผ้าขาวม้าไทย โดยเฉพาะของภาคอีสานจึงไม่ใช่เพียงผ้าสำหรับพาดบ่า โพกหัว หรือห่อของ แต่เป็น “สินทรัพย์เชิงวัฒนธรรม” ที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากรัฐและเอกชนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง ตั้งแต่การพัฒนามาตรฐานคุณภาพ การสร้างแบรนด์ การจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั่นเอง   อ้างอิงจาก:

พาส่องเบิ่ง ‘ผ้าขาวม้า’ 4 ภาคที่ลายผ้าไม่เหมือนกัน จากผ้านุ่งริมรั้วสู่รันเวย์โตเกียว อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ภาคอีสานอันดับ 2 ของไทย “มีผู้สูบบุหรี่” มากถึง 2.7 ล้านคน

ข้อมูลพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ระหว่างปี 2550-2567 มีแนวโน้มที่ “ดีขึ้น” จากปี 2550 ที่มีผู้สูบบุหรี่ถึง 10.8 ล้านคน คิดเป็น 21.2% ลดลงเหลือ 9.8 ล้านคน หรือ 16.5% ในปี 2567 เท่ากับว่าประเทศไทยสามารถลดสัดส่วนผู้สูบลงได้กว่า 4.7% ภายใน 17 ปี นี่คือความสำเร็จเชิงนโยบายสาธารณสุข ทั้งมาตรการภาษี การจำกัดพื้นที่สูบ การติดคำเตือนบนซอง และการรณรงค์เลิกบุหรี่ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายภาค พบว่า ภาคใต้มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุดที่ 22.1% รองลงมาคือภาคอีสานที่ 17.9% และต่ำที่สุดคือภาคกลางที่ 14.3% หากมองในระดับจังหวัด 5 อันดับแรกของประเทศ ได้แก่ กระบี่ ตาก นครศรีธรรมราช ระนอง และกาฬสินธุ์ การที่ชื่อของ “กาฬสินธุ์” ปรากฏอยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ คือสัญญาณเตือนสำคัญว่า แม้ภาพรวมประเทศจะดีขึ้น แต่บางพื้นที่ยังเผชิญโจทย์ท้าทายอย่างหนักนั่นเอง สำหรับภาคอีสาน ตัวเลข 2.7 ล้านคน หรือ 17.9% แสดงว่าเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งภูมิภาคยังคงสูบบุหรี่ และทำให้อีสานมีทั้งจำนวนและสัดส่วนผู้สูบมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ภาคอีสานเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรมและแรงงานนอกระบบสูง ความไม่มั่นคงด้านรายได้ ความเครียดจากภาระหนี้ครัวเรือน รวมถึงบริบทวัฒนธรรมที่การสูบบุหรี่ยังคงถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในวงสังคมชาย งานศึกษาด้านสาธารณสุขจำนวนมากชี้ตรงกันว่า กลุ่มประชากรที่มีรายได้และระดับการศึกษาต่ำ มีแนวโน้มสูบบุหรี่สูงกว่า ซึ่งสะท้อนว่า “บุหรี่” ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยตรงหรือไม่⁉️ อย่างจังหวัดกาฬสินธุ์ที่มีอัตราสูงถึง 24.6% จนติด 1 ใน 5 ของประเทศนั้น หมายความว่าในทุก 100 คน จะมีผู้สูบบุหรี่ราว 24-25 คน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรจังหวัด ปัจจัยที่เป็นไปได้ ได้แก่ โครงสร้างแรงงานภาคเกษตรและแรงงานรับจ้างที่มีสัดส่วนสูง รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ การเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่และการให้คำปรึกษาเชิงรุกยังจำกัดในบางพื้นที่ รวมถึงบรรทัดฐานทางสังคมที่ไม่ได้กดดันให้การสูบบุหรี่เป็นเรื่อง “ผิดปกติ” เท่าที่ควร เมื่อรวมกับต้นทุนบุหรี่ที่แม้ปรับขึ้นภาษีแล้ว แต่ยังเข้าถึงได้ในระดับราคาที่ไม่สูงเกินกำลังสำหรับผู้มีรายได้น้อย ทำให้พฤติกรรมยังคงอยู่นั่นเอง ในด้านสุขภาพ หากผู้สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง เฉลี่ยเดือนละกว่า 2,000 บาท หรือปีละเกือบ 30,000 บาท สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย นี่คือภาระทางการเงินที่สูงมาก และหากคูณกับผู้สูบ 2.7 ล้านคนในอีสาน นั่นคือเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกเผาไปพร้อมควัน ทั้งยังตามมาด้วยต้นทุนการรักษาโรคหัวใจ มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ซึ่งท้ายที่สุดรัฐและครอบครัวต้องร่วมกันแบกรับนั่นเอง

พาเปิดเบิ่ง ภาคอีสานอันดับ 2 ของไทย “มีผู้สูบบุหรี่” มากถึง 2.7 ล้านคน อ่านเพิ่มเติม »

👀พาเปิดเบิ่ง กรุรายได้อุทยานฯ อีสานปีล่าสุด! สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 241 ล้านบาท🌳🕊️

🌳อุทยานแห่งชาติในไทยมีทั้งหมด 156 แห่ง (รวมอุทยานฯ เตรียมการ 23 แห่ง) แต่ละแห่งมีอัตลักษณ์ทางภูมิทัศน์ที่แตกต่างกันทั้งภูเขา ป่าไม้ น้ำตก และทะเล โดยภาคอีสานมีอยู่ถึง 29 แห่ง คิดเป็น 18.6% ของทั้งประเทศ และในปี 2568 สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 241 ล้านบาท  โดย “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” ทำหน้าที่เป็น “เสาหลัก” ของภูมิภาค ด้วยรายรับสูงถึง 138 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้อุทยานทั้งอีสานเพียงแห่งเดียว และมีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 2.2 ล้านคน เขาใหญ่แหล่งท่องเที่ยวมีความพร้อมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ โครงสร้างพื้นฐาน และการรับรู้ในระดับประเทศ ย่อมสร้างแรงดึงดูดแบบทวีคูณ ต่อธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมนันทนาการโดยรอบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รายรับของอุทยานในอีสานไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงเขาใหญ่เท่านั้น การเติบโตของ “อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า” ที่ทำรายได้ 16 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 279,283 คน และ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” ที่ทำรายได้ 6.4 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 66,043 คน สะท้อนให้เห็นแนวโน้ม “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์” ที่ผู้คนแสวงหาความแท้จริงของธรรมชาติ ภูมิประเทศแบบภูเขาสูง อากาศหนาว และระบบนิเวศที่ยังคงความดิบงาม จังหวัดเลยจึงเปรียบเสมือน “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวธรรมชาติ” ของอีสานเหนือ และกำลังยกระดับตนเองเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญอีกด้วย อุทยานขนาดกลางและขนาดเล็กมีบทบาทไม่น้อย อย่างเช่นเช่น “อุทยานแห่งชาติตาดโตน” ที่มีรายรับ 8.4 ล้านบาท และ “อุทยานแห่งชาติผาแต้ม” ที่มีรายรับ 6.8 ล้านบาท โดยตาดโตนก็มีศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวที่เข้าถึงง่าย ใกล้เมือง และตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบครอบครัวหรือวันหยุดสั้น ขณะที่ผาแต้มซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและมีแหล่งภาพเขียนสีโบราณก่อนประวัติศาสตร์ กลับมีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและภูมิรัฐศาสตร์ชายแดนสูง การสร้างรายได้ระดับเกือบ 7 ล้านบาท รายรับอทุยานในอีสานกว่า 241 ล้านบาทจากอุทยานทั้ง 29 แห่ง เป็นเพียงรายได้ตรงเท่านั้น แต่หากคำนวณผลคูณทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงไปยังธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ รถเช่า ไกด์ท้องถิ่น และสินค้าชุมชน มูลค่าที่แท้จริงย่อมสูงกว่านี้หลายเท่า การขยายตัวของโฮมสเตย์ ร้านอาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชน คือหลักฐานของการไหลเวียนรายได้จาก “ป่า” สู่ “ครัวเรือน” นั่นเอง อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศคือหัวใจสำคัญ แนวคิด carrying capacity การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงพีก การบริหารจัดการขยะ และการมีส่วนร่วมของชุมชน จึงต้องดำเนินควบคู่กันไป หากการพัฒนาขาดกรอบความยั่งยืน รายได้ระยะสั้นอาจแลกมาด้วยต้นทุนสิ่งแวดล้อมระยะยาวที่สูงกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับนั่นเอง   อ้างอิงจาก:  – กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช   ติดตาม ISAN

👀พาเปิดเบิ่ง กรุรายได้อุทยานฯ อีสานปีล่าสุด! สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 241 ล้านบาท🌳🕊️ อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top