Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

พาเปิดเบิ่ง อัตราส่วนสุดช็อก! อีสาน “ขาดแคลนหมอฟัน” หนักสุดในประเทศ

ปัจจุบันทันตแพทย์ในประเทศไทยยังไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 8,524 คน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการทันตกรรม และไปรับบริการจากหมอฟันเถื่อน ซึ่งสัดส่วนของทันตแพทย์ต่อประชากรในพื้นที่ที่เหมาะสมคือ 1 ต่อ 3,000 ประชากร แต่ปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 1 ต่อ 7,626 ประชากร แต่บางพื้นที่มีปัญหาขาดแคลนมาก โดยเฉพาะภาคอีสาน อยู่ที่ 1 ต่อ 10,280 ประชากร ซึ่งถือว่าน้อยมาก ภาคอีสานกำลังเผชิญภาวะ “ขาดแคลนทันตแพทย์” ในระดับที่น่าตกใจที่สุดของประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขชี้ชัดว่า หลายจังหวัดมี สัดส่วนประชากรต่อทันตแพทย์สูงกว่า 10,000 คนต่อหมอฟันเพียง 1 คน  โดย 5 จังหวัดที่มีสัดส่วนประชากรต่อทันตแพทย์สูงที่สุด บึงกาฬ มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 14,955 คน สกลนคร มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 14,602 คน ศรีสะเกษ มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 13,015 คน สุรินทร์ มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 12,498 คน อุดรธานี มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 12,182 คน จังหวัดเหล่านี้มีทั้งพื้นที่กว้าง ประชากรจำนวนมาก ทำให้ความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้ให้บริการไม่เพิ่มตาม โดยเฉพาะอุดรธานีและสกลนครที่ถือว่าเป็นเมืองศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค แต่กลับมีสัดส่วนหมอฟันต่ำกว่าความต้องการจริงอย่างมาก ในทางกลับกัน จังหวัดที่มีภาระน้อยที่สุดคือ ขอนแก่น มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 5,716 คน ด้วยบทบาทด้านเป็นศูนย์กลางการแพทย์และมีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วยดึงดูดบุคลากรได้มากกว่า สาเหตุที่อีสานขาดแคลนหมอฟัน ไม่ได้เกิดจากจำนวนหมอฟันในประเทศไทยไม่พอ แต่เป็นเพราะบุคลากรส่วนใหญ่ไหลออกจากระบบรัฐไปสู่ภาคเอกชนหรือเปิดคลินิกเองทันทีหลังจบใหม่ รายได้ในคลินิกเอกชนสูงกว่าระบบรัฐหลายเท่าตัว ขณะที่ภาระงานในโรงพยาบาลชุมชนหนักกว่ามาก ทั้งการรักษา การออกหน่วย การดูแลผู้ป่วยเป็นวงกว้าง ซึ่งทำให้แรงจูงใจอยู่ในระบบลดลงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในอีสานที่พื้นที่กว้างไกลและมีประชากรหนาแน่น การทำงานในพื้นที่ห่างไกลจึงยิ่งมีต้นทุนชีวิตสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งเวลา การเดินทาง ความก้าวหน้าในอาชีพ รวมถึงรายได้เสริมที่แทบไม่มี ต่างจากเมืองใหญ่ที่มีศูนย์บริการเอกชน การแข่งขันสูง และรายได้ตอบแทนที่มากกว่านั่นเอง ขณะเดียวกัน อีสานมีจำนวนคณะทันตแพทยศาสตร์น้อยกว่าความต้องการจริง แม้เป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตบุคลากรไม่ทันกับการเติบโตของประชากรและกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการด้านการทำฟันพุ่งสูงเกินกำลังของระบบสาธารณสุขที่มีอยู่ กลับกัน อุตสาหกรรมทันตกรรมในภาคเอกชน โดยเฉพาะการจัดฟัน รากฟันเทียม และทันตกรรมความงาม กลับเติบโตเร็วมาก ทำให้หมอฟันรุ่นใหม่สนใจเข้าสู่คลินิกเอกชนมากกว่ากลับไปเสริมระบบรัฐ ความไม่สมดุลเช่นนี้ทำให้เกิด “การกระจุกตัวของหมอฟันในเมืองกลางและเมืองใหญ่” อย่างขอนแก่น อุบลฯ หรือโคราช ในขณะที่จังหวัดรอบนอกกลับขาดแคลนอย่างหนักแบบไม่เคยเป็นมาก่อน     อ้างอิงจาก: – สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข – HFocus – ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย – […]

พาเปิดเบิ่ง อัตราส่วนสุดช็อก! อีสาน “ขาดแคลนหมอฟัน” หนักสุดในประเทศ อ่านเพิ่มเติม »

อีสานหวานไม่หยุด! ตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานพุ่งแตะ 1.4 ล้าน พาเปิดเบิ่ง จังหวัดไหน ‘คนเป็นเบาหวาน’ มากที่สุด?

จากข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนและมารับการรักษาต่อเนื่องจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานรวมสูงถึง 3,815,361 คน และ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบ้านเรา” มีผู้ป่วยเบาหวานสูงที่สุดของประเทศ อยู่ที่ 1,441,243 คน ซึ่งสามารถสะท้อนภาพความท้าทายด้านสุขภาพที่ต้องการความร่วมมืออย่างจริงจัง ทั้งจากภาครัฐ ชุมชน และพฤติกรรมรายบุคคลเพื่อชะลอการพุ่งขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนี้ หากลงไปดูในรายจังหวัดจะพบว่า จังหวัดเลยครองอันดับหนึ่งด้าน “อัตราผู้ป่วยต่อประชากร 100,000 คน” สูงถึง 8,030 ราย ขณะที่จังหวัดใหญ่อย่างนครราชสีมามีจำนวนผู้ป่วยจริงมากที่สุดกว่า 178,000 ราย ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นเหมือน “แผนที่ความเสี่ยง” ทางสุขภาพของภาคอีสานที่ควรทำความเข้าใจในเชิงลึกกว่าที่เห็น จังหวัดที่มีอัตราผู้ป่วยสูง ก็มักมีปัจจัยร่วมหลายอย่าง ทั้งโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก หรือพฤติกรรมการบริโภคที่ยังยึดโยงกับอาหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียว อาหารหมักดอง และอาหารแปรรูปที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โรคเบาหวานนั้นเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคสังคมเร่งด่วน คนจำนวนมากหันไปพึ่งอาหารแปรรูป อาหารรสจัดหวานมันเค็ม และการดื่มน้ำอัดลมที่เข้าถึงง่ายในราคาถูก นอกจากนี้ ความนิยมของอาหารสไตล์ “อีสานหวานนำ” อย่างเช่น น้ำปลาร้าปรุงรส ขนมพื้นบ้าน เครื่องดื่มหวานเย็น และการบริโภคข้าวเหนียวซึ่งมีลักษณะเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยเร็วและมีดัชนีน้ำตาลสูง สิ่งเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง อีกปัจจัยสำคัญคือ รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป คนวัยทำงานจำนวนมากย้ายจากงานใช้แรงไปสู่งานนั่งโต๊ะหรือใช้เวลานานในการเดินทาง ทำให้กิจกรรมทางกายลดลงอย่างมาก เมื่อผสานกับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ความเครียดสะสม และการไม่มีเวลาสำหรับดูแลสุขภาพ จึงเป็นเงื่อนไขที่ผลักให้โรคเบาหวานเกิดง่ายขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม สังคมในภาคอีสานยังเป็นภูมิภาคที่มีประชากรสูงอายุจำนวนมาก ทำให้สัดส่วนของผู้ป่วยเพิ่มตามอายุ อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นอย่างเช่น พันธุกรรมร่วมด้วย ซึ่งทำให้บางครอบครัวมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ขณะที่ระบบบริการสุขภาพแม้จะเข้มแข็ง แต่ความหนาแน่นของผู้ป่วยและพื้นที่ห่างไกลก็อาจทำให้การเข้าถึงการตรวจคัดกรองเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงนั่นเอง เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกในด้านการเพาะปลูกอ้อย พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า จังหวัดเลย ขอนแก่น และอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกอ้อยจำนวนมาก ทำให้อ้อยกลายเป็นวัตถุดิบหลักของท้องถิ่น ส่งผลให้ราคาน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลสูงในพื้นที่ถูกกว่าและมีให้เลือกหลากหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ คนในพื้นที่จึงเข้าถึงเครื่องดื่มหวาน ขนมหวาน และอาหารแปรรูปที่ใช้น้ำตาลได้ง่ายและในราคาที่จับต้องได้สะดวก ซึ่งก็เห็นได้ชัดในอาหารท้องถิ่น เช่น ร้านชา-ชานมที่เพิ่มขึ้นแทบทุกอำเภอ ร้านน้ำอัดลมและขนมแปรรูปที่ขายดีในตลาดชุมชน หรือแม้กระทั่งในงานประเพณีของหมู่บ้านซึ่งมักมีเครื่องดื่มหวานวางจำหน่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ประชาชนได้รับน้ำตาลในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่ได้รับรู้ว่ากำลังกิน “อาหารหวาน” เป็นพิเศษก็ตาม ในทางกลับกัน หากมองในอีกมุมมองหนึ่งนั้น ภาคอีสานกำลังเติบโตเป็น ตลาดใหญ่ของสินค้าและบริการด้านสุขภาพ ตั้งแต่คลินิกดูแลเบาหวาน อาหารสุขภาพ โภชนบำบัด ไปจนถึงเทคโนโลยีตรวจน้ำตาลและการติดตามสุขภาพผ่านแอปพลิเคชัน ธุรกิจท้องถิ่นยังสามารถต่อยอดวัตถุดิบพื้นถิ่น อย่างเช่น ผักพื้นบ้าน โปรตีนพืช และข้าวพันธุ์พื้นเมือง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือ functional foods ที่มีมูลค่าสูง สอดรับกับกระแสผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญเรื่องโภชนาการมากขึ้น รวมถึงโอกาสในภาค telemedicine และระบบติดตามผู้ป่วยทางไกล ซึ่งตอบโจทย์พื้นที่ชนบทที่ยังขาดบุคลากรทางแพทย์     อ้างอิงจาก: – กระทรวงสาธารณสุข. ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุข (HDC) – สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) – สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.). กระทรวงอุตสาหกรรม   ติดตาม ISAN Insight & Outlook

อีสานหวานไม่หยุด! ตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานพุ่งแตะ 1.4 ล้าน พาเปิดเบิ่ง จังหวัดไหน ‘คนเป็นเบาหวาน’ มากที่สุด? อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง “ทีมฟุตบอลนักเรียน” จากแดนอีสาน ในศึก “แชมป์กีฬา 7HD 2025” รอบ 32 ทีม

การแข่งขัน “ฟุตบอลนักเรียน 7 คน รายการแชมป์กีฬา 7HD ” นับเป็นหนึ่งในรายการที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของวงการฟุตบอลระดับเยาวชนไทย เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเวทีแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่คือพื้นที่สร้างโอกาสทางสังคมและการศึกษา ที่เปิดกว้างให้เด็กทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ทั้งทักษะฟุตบอล การทำงานเป็นทีม วินัย ความมุ่งมั่น และความสามารถเชิงยุทธวิธีที่หลายคนอาจไม่เคยมีเวทีให้พิสูจน์ รายการนี้ถูกจัดขึ้นด้วยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบพัฒนาเยาวชนผ่านกีฬา ซึ่งถือเป็น “บันไดขั้นแรก” ให้เด็กๆ จำนวนมากก้าวสู่ลีกอาชีพ ทุนการศึกษา หรือแม้แต่เส้นทางชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม ในปี 2025 กระแสของรายการยิ่งร้อนแรงกว่าทุกปี เพราะมีทีมสมัครเข้าร่วมมากถึง 503 ทีมจากทั่วประเทศ มีโรงเรียนจำนวนมากมองเวทีนี้เป็นทั้ง “สนามพัฒนา” และ “สนามโอกาส” ที่อาจเปลี่ยนอนาคตของนักเรียนหนึ่งคน ครอบครัวหนึ่งครอบครัว หรือชุมชนทั้งจังหวัดได้ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานที่ขึ้นชื่อว่ามีเด็กเก่งด้านกีฬาอย่างมากมาย แต่ที่ผ่านมาอาจยังขาดเวทีระดับประเทศให้แจ้งเกิดอย่างเป็นระบบ รายการนี้จึงทำหน้าที่เหมือนสปอตไลต์ขนาดใหญ่ส่องไปยังอีสาน ทำให้ศักยภาพของเยาวชนปรากฏเด่นชัดขึ้นบนเวทีระดับชาตินั่นเอง กระแสที่ร้อนแรงที่สุดปีนี้ต้องยกให้กับ โรงเรียนหมอนทองวิทยา ซึ่งแม้ไม่ได้คว้าแชมป์ แต่ได้รับความสนใจมหาศาลจากแฟนกีฬา ด้วยสไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ การทำทีมที่มีระบบ และพลังสนับสนุนจากแฟนๆ จนเกิด “ฐานแฟนคลับ” ตามติดทุกแมตช์ กระทั่งกลายเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ถูกจับตามากที่สุดในรายการปีนี้ กระแสความนิยมของหมอนทองวิทยาทำให้เห็นว่ารายการนี้ไม่เพียงสร้างแชมป์เท่านั้น แต่ยังสร้าง “ปรากฏการณ์ทางสังคม” ที่ทำให้ผู้คนหันมาภูมิใจและร่วมสนับสนุนเด็กๆ กันมากขึ้น และสำหรับผลการแข่งขันปีล่าสุด (2025) ผู้ที่คว้าแชมป์ไปได้คือ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ซึ่งโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมและต่อเนื่อง  เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบว่า ภาคอีสานเองก็มีทีมที่เคยสร้างประวัติศาสตร์บนเวทีนี้มาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนกันทรารมณ์ จังหวัดศรีสะเกษ (แชมป์ปี 2023) หรือแม้กระทั่ง โรงเรียนภัทรบพิตร จังหวัดบุรีรัมย์ (แชมป์ปี 2024) ซึ่งทำให้เห็นว่า อีสานไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังเป็น “ผู้ล่าแชมป์” ที่สร้างผลงานระดับประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนอีสานสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากร และพัฒนาไปสู่มาตรฐานการแข่งขันระดับชาติได้อย่างแท้จริง โดยมีทั้งโรงเรียนภูธร โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนกีฬาเฉพาะทางที่สามารถขึ้นมายืนบนโพเดียมแชมป์ได้สำเร็จนั่นเอง “เหล่าทัพนักฟุตบอลนักเรียนจากแดนอีสานก็ไม่น้อยหน้า” โดยในปีนี้สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมได้หลายโรงเรียน แต่ละทีมมีคุณภาพสูงทั้งด้านทักษะ เทคนิคการเล่น และการฝึกซ้อมที่เข้มข้นจนเห็นได้ชัดว่าระบบการพัฒนาเยาวชนของอีสานกำลังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญคือ ทุกทีมที่มาจากอีสานมีศักยภาพโดดเด่น ไม่ใช่ “ม้ามืด” แต่เป็น “ม้ามั่น” ที่พร้อมสู้ได้กับทุกภูมิภาคอย่างสูสี ทั้งยังมีสไตล์การเล่นรวดเร็ว ดุดัน การแข่งขัน “ฟุตบอลนักเรียน 7 คน รายการแชมป์กีฬา 7HD ” นี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเยาวชนในทุกภูมิภาคของไทยกำลังก้าวสู่ระดับที่ทัดเทียมกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่โรงเรียนใหญ่หรือจังหวัดศูนย์กลางเท่านั้นที่มีโอกาสชนะ แต่ทุกพื้นที่มี “ศักยภาพที่พร้อมจะระเบิด” หากได้รับเวทีและระบบฝึกที่ดีพอนั่นเอง อีกทั้งยังงเป็น พื้นที่สร้างความหวังและความเป็นไปได้ใหม่ให้เด็กไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะเด็กอีสานที่มักถูกมองว่าขาดทรัพยากร เมื่อมีเวทีระดับชาติรองรับ พวกเขาจึงโชว์ให้เห็นว่า ความสามารถไม่ได้จำกัดด้วยพื้นที่หรือโอกาส แต่เกิดจากการฝึกฝน ความตั้งใจ และเวทีที่เปิดรับความฝันของพวกเขาอย่างแท้จริงนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – เว็บไซต์ของ ช่อง 7HD   ติดตาม ISAN Insight

พาย้อนเบิ่ง “ทีมฟุตบอลนักเรียน” จากแดนอีสาน ในศึก “แชมป์กีฬา 7HD 2025” รอบ 32 ทีม อ่านเพิ่มเติม »

สดจากฟาร์มอีสาน นมโคแท้ 100% จากปากช่อง

จากประเด็นถกเถียงที่เกิดจากบทสนทนาส่วนหนึ่งในรายการ “Woody อเวนเจอร์” ที่มีการพูดว่า “นมในไทยไม่ใช่นมแท้ ส่วนมากคือนมผงผสมบลาๆๆ” ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางถึงความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและอุตสาหกรรมนมในประเทศ จนนำไปสู่การระงับการออกอากาศคลิปดังกล่าวในเวลาต่อมา ในความเป็นจริง คำกล่าวเช่นนั้นถือเป็นการเหมารวมที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ตลาดนมในประเทศไทยมีความหลากหลายและมีผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยสามารถแบ่งได้หลักๆ 3 ประเภท ได้แก่ นมโคสดแท้ (Fresh Milk) คือน้ำนมดิบจากแม่โคที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ เช่น นมพาสเจอร์ไรส์ (Pasteurized Milk) ซึ่งมักเป็นนมโคสดแท้ 100% และมีอายุการเก็บรักษาสั้น นมคืนรูป (Reconstituted Milk) คือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำ นมผง (Powdered Milk) หรือนมขาดมันเนย มาละลายน้ำและผสมไขมันนม (หรือไขมันพืชในบางผลิตภัณฑ์) เพื่อให้ได้สัดส่วนใกล้เคียงกับนมสด มักใช้ในนม UHT หรือนมปรุงแต่งรสชาติต่างๆ เพื่อให้สามารถเก็บรักษาได้นาน ผลิตภัณฑ์นมสำหรับปรุงอาหาร (Evaporated Milk/Condensed Milk) เช่น นมข้นจืด หรือนมข้นหวาน ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้บ่อยครั้งที่มีส่วนผสมของนมผงและไขมันพืช (เช่น น้ำมันปาล์ม) ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มโดยตรงแบบนมสด ดังนั้น การที่ผู้บริโภคตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเองนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการ อ่านฉลากส่วนประกอบ (Ingredients) ที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด ฉลากจะระบุชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็น “นมโคสดแท้ 100%” หรือมีส่วนประกอบของ “นมผง” การที่ผู้ผลิตจะเลือกใช้นมโคสดแท้หรือนมผงนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือถูกโดยสิ้นเชิง แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งสูตรการผลิต วัตถุประสงค์การใช้งาน การขนส่ง อายุการเก็บรักษาที่ต้องการ และระดับราคาที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ตามความพึงพอใจ หลังจากคลิปถูกเผยแพร่และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ผู้ที่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและเที่ยงตรงที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นนักวิชาการ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนม ซึ่งหลายคนได้ออกมาอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นมในรูปแบบต่างๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้บริโภค จากรายงานของ TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำนมรายสำคัญของโลก โดยมีจำนวนประชากรโคนมมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมโคนมต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนโคนมราว 563,231 ตัว ลดลงจาก 810,518 ตัว ในปี 2564 การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุมาจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 และสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งทำให้ราคาวัตถุดิบสำคัญอย่างถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พุ่งสูง ในขณะที่ ราคาน้ำนมดิบยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากขาดแรงจูงใจในการเลี้ยงโคนม และทยอยเลิกอาชีพนี้ไป สำหรับภาคอีสานมีจำนวนประชากรโคนมประมาณ 159,890 ตัว โดยจังหวัดนครราชสีมาเป็นพื้นที่ที่มีโคนมมากที่สุดในภูมิภาค และมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดสระบุรีเท่านั้น หนึ่งในแหล่งฟาร์มโคนมสำคัญของจังหวัดนครราชสีมาคือ อำเภอปากช่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมต่อการทำปศุสัตว์ ด้วยลานหญ้ากว้างและภูมิอากาศที่เหมาะต่อการเลี้ยงโคนม ทำให้มีฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายแห่ง และเป็นแหล่งผลิตนมให้กับหลากหลายแบรนด์ เช่น ฟาร์มโชคชัย Dairy Home และ Umm Milk นอกจากนี้

สดจากฟาร์มอีสาน นมโคแท้ 100% จากปากช่อง อ่านเพิ่มเติม »

พามาฮู้จัก ตัวอย่าง อาณาจักร “แบรนด์เครื่องสำอาง” จากแดนอีสาน ที่ก้าวสู่ตลาดระดับประเทศ

“อาณาจักรธุรกิจความงาม” ได้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดในไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม แบรนด์เครื่องสำอางและสกินแคร์ที่เกิดจากผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่สามารถใช้พลังของโลกออนไลน์อย่างเช่น TikTok Shop, Affiliate Marketing และ Live Stream มาเปลี่ยนภาพลักษณ์ของธุรกิจท้องถิ่นให้กลายเป็น “แบรนด์ระดับชาติ” ได้อย่างน่าทึ่ง สุรีย์พร (Sureeporn Cosmetics) แบรนด์จากอุดรธานี “สุรีย์พร” คือตัวอย่างของแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์ตลาดแบบ Mass Market ได้อย่างชาญฉลาด โดยผู้ก่อตั้ง คุณสุรีย์พร หรือที่เรารู้จักกันในนาม “มินิอาย ตันจัง” ที่ใช้ช่องทาง TikTok Shop เป็นหัวใจหลักในการกระจายสินค้าและสร้างฐานลูกค้าทั่วประเทศ โดยจุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่ “คุณภาพที่เข้าถึงง่าย” และการสื่อสารแบบจริงใจ ทำให้สามารถครองใจกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างได้อย่างต่อเนื่อง และสินค้าขายดีของสุรีย์พรคือ แป้งพัฟสุรีย์พร ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ โดยยอดขายของแบรนด์มีการเติบโตต่อเนื่องจนมีรายได้กว่า 260 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2.2 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงพลังของแบรนด์ท้องถิ่นที่เข้าใจ “ตลาดมวลชน” อย่างแท้จริงนั่นเอง เจ้านาง (Chaonang) สร้างอาณาจักรด้วยกลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์ “เจ้านาง” ถือเป็นแบรนด์ที่พลิกเกมการตลาดออนไลน์ของอีสาน ด้วยกลยุทธ์ Affiliate Marketing และ Live Stream ที่ผสมผสานการขายแบบอินเทอร์แอคทีฟเข้ากับการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์อย่างมืออาชีพ มีทีมผู้บริหารที่แข็งแกร่งนำโดย คุณปุ้ง – ธัญญ์ฐิตา ทรัพย์ศิริมารุกุล และคุณสิทธา สมควรดี ที่สร้างความสำเร็จผ่านการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายแต่ทรงพลัง โดยสินค้าหลักคือ แป้งพัฟเจ้านาง ซึ่งโด่งดังจากรีวิวของผู้ใช้จริงทั่วประเทศ จนมียอดขายทะลุหลักร้อยล้านต่อปี โดยในปี 2567 มีรายได้รวมกว่า 240 ล้านบาท และกำไรสุทธิสูงถึง 43 ล้านบาท เจ้านางจึงเป็นกรณีศึกษาของแบรนด์ท้องถิ่นที่เข้าใจ “พลังของแพลตฟอร์มออนไลน์” ได้อย่างลึกซึ้ง ออร่าริช (Aura Rich) ความงามเชิงคุณค่าและการสร้างชุมชนแบรนด์ อีกหนึ่งแบรนด์จากขอนแก่นที่น่าจับตา คือ “ออร่าริช” ก่อตั้งโดย คุณวัช – สรรค์ธนกฤต กาญจน์วัฒกุล และ คุณยุ้ย – สุธประภา จันทรปภาพร ซึ่งเน้นการสร้างแบรนด์แบบ Community-Based Branding หรือ “สร้างชุมชนผู้บริโภค” ที่ผูกพันกับสินค้าและแนวคิดของแบรนด์ ออร่าริชใช้กลยุทธ์การตลาดที่ผสมผสานทั้งคุณภาพสินค้า การสื่อสารเชิงบวก และการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงไทยที่อยากมีรายได้เสริมผ่านการขายออนไลน์ สินค้าเด่นคือ แป้งพัฟออร่าริช ซึ่งมียอดขายต่อเนื่องและแบรนด์ยังมีรายได้รวมกว่า 132 ล้านบาท กำไรสุทธิ 11 ล้านบาท ถือว่าเป็นแบรนด์ที่เติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานความเชื่อมั่นของลูกค้า   ความสำเร็จของทั้งสามแบรนด์นั้นสะท้อนให้เห็นว่า มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในอีสานสามารถใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าสูงได้โดยไม่ต้องอยู่ในกรุงเทพฯ แบรนด์เหล่านี้ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับเศรษฐกิจอีกด้วย ทั้งในแง่การจ้างงาน และการสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนในภูมิภาค แบรนด์เครื่องสำอางเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “คนอีสานบ้านเฮาก็มีศักยภาพไม่แพ้ใคร” ด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ กลยุทธ์การตลาดทันสมัย และความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

พามาฮู้จัก ตัวอย่าง อาณาจักร “แบรนด์เครื่องสำอาง” จากแดนอีสาน ที่ก้าวสู่ตลาดระดับประเทศ อ่านเพิ่มเติม »

อีสานบ้านเฮาสุดปัง! 6 จังหวัดคว้ารางวัลใหญ่ การประกวดผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์” ปี 68

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีประกาศผลรางวัลการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปี 2568 ณ สุราลัยฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เขตคลองสาน กรุงเทพฯ โดยมีนายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนพร้อมคณะผู้บริหารเฝ้ารับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง งานปีนี้ได้รับผลงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 8,903 ชิ้น โดยคณะกรรมการคัดเลือกผลงานเข้ารอบชิงชนะเลิศในระดับชาติได้แก่ผ้า 54 ผืน และงานหัตถกรรม 5 ชิ้น ก่อนคัดเลือกมอบรางวัลใน 15 ประเภทต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมเทคนิคการทอ ตลอดจนลวดลายและงานฝีมือพื้นถิ่นหลากหลายภูมิภาค  โดยภาคอีสานของเราสร้างความภาคภูมิใจอย่างยิ่งอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล ชนะเลิศเหรียญทองถึง 9 ประเภท จากทั้งหมด 15 ประเภท ถือเป็นผลงานที่สะท้อนพลังแห่งภูมิปัญญา ช่างฝีมือ และความงดงามของผ้าไทยอีสานได้อย่างทรงคุณค่า ทั้งในด้านศิลป์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของผู้คนบนผืนแผ่นดินที่ยังคงรักษา “เส้นไหมแห่งชีวิต” ไว้อย่างงดงามและทรงพลังที่สุดในประเทศ 📍อุดรธานี 🧵ประเภทผ้าขิด✅ ดอกพุดตานบานที่บ้านเชียง จากกลุ่มเฮือนไหมมนัสวรรณ ไหมแท้ที่แม่ทอ โดยนายวันเฉลิม ศรีภุยเดช  📍ร้อยเอ็ด 🧵ประเภทผ้าเทคนิคสร้างสรรค์✅ สร้างสรรค์ไหมมัดหมี่ ใต้ร่มพระบารมีสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มที จัตุวัน ไทยซิลค์ โดยนายทวีศักดิ์ จัตุวัน  📍กาฬสินธุ์ 🧵ประเภทผ้าจากกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่องอุบะดอกไม้ถวายราชนารี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ โดยนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส 🧵ประเภทผ้าแพรวา สิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มชุมชนภูไทดำ โดยนายพงษ์ชยุตน์ โพนะทา  🧵ประเภทผ้ายกเล็ก สิริราสพัตราภรณ์อาภรณ์แห่งความรักภักดี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ โดยนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส 📍สุรินทร์ 🧵ประเภทผ้าจก/ผ้าตีนจก มยุราสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มทอผ้าหัสดินทร์ โดยนายภณพล คิดสำราญ 🧵ประเภทผ้ามัดหมี่ 2 ตะกอ สิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มเจริญกิจนิยมชื่อ โดยนายเจริญกิจ นิยมชื่อ 📍บุรีรัมย์ 🧵ประเภทผ้ามัดหมี่ 3 ตะกอ ขึ้นไป สิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านทุ่งสว่าง โดยนายธีรเดช กลายไพร 📍ชัยภูมิ 🧵ประเภทผ้าหมี่ข้อ/หมี่คั่น มยุรสิริชมดอกพุดตาน กลุ่มไหมมีชัย โดยนายเนติพงศ์ กระแสโสม โดยผู้ชนะรางวัลทั้งหลายจะเข้ารับพระราชทานเหรียญรางวัลในงาน Silk Festival ช่วงเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญที่จะเชื่อมโยงผลงานหัตถกรรมเข้ากับผู้ชมวงกว้างและตลาดที่มีศักยภาพต่อไป งานประกวดครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงเวทีโชว์ฝีมือเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟื้นฟูและการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผลงานจากชุมชนต่างจังหวัดได้รับการยกย่องเป็นสัญญาณว่าระบบการเรียนรู้และการรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ยังมีความเข้มแข็ง จากการรวมกลุ่มทอผ้า กระบวนการถ่ายทอดทักษะจากรุ่นสู่รุ่น และการออกแบบลายที่ตอบโจทย์ทั้งเชิงสุนทรียะและการตลาด อีกทั้งเป็นการเชื่อมโยงลวดลายกับตราสัญลักษณ์พระราชลักษณ์ (สิริราชพัสตราภรณ์) สร้างคุณค่าทางสัญลักษณ์ที่ช่วยยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ ทำให้ช่างท้องถิ่นมีพื้นที่ในตลาดสินค้าหัตถกรรมที่ต้องการตราประทับคุณภาพและเรื่องเล่า ทั้งนี้ ยังเปิดช่องให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมที่ผสานเทคนิคดั้งเดิมกับความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่อีกด้วย   อ้างอิงจาก:

อีสานบ้านเฮาสุดปัง! 6 จังหวัดคว้ารางวัลใหญ่ การประกวดผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์” ปี 68 อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่ง ประชากรสุนัขและแมวที่มีเจ้าของในอีสาน พร้อมส่องเทรนด์ “ธุรกิจสัตว์เลี้ยง” 

ในยุคที่สัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนคลายเหงาเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น “สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว” ธุรกิจสัตว์เลี้ยงของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นแตะ 9.2 หมื่นล้านบาท หรือขยายตัวกว่า 13.2% จากปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มทะลุแสนล้านบาทในปี 2569 การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านทางสังคมจากการ “เลี้ยงเพื่ออยู่ร่วม” ไปสู่ “การเลี้ยงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” ภายใต้กระแส Pet Humanization ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังพบว่า มีคนไทยกว่า 65% มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน และใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 50,500 บาทต่อปีต่อสัตว์หนึ่งตัว เพิ่มขึ้นกว่า 22.9% จากปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ที่พร้อมทุ่มงบให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตดีราวกับคนในครอบครัว หรือที่เรียกกันว่า “ทาสหมา-ทาสแมว” กำลังกลายเป็นหนึ่งในพลังทางเศรษฐกิจสำคัญในระดับประเทศ    “ธุรกิจสัตว์เลี้ยง” ในภาคอีสาน ภาคอีสานถือเป็นตลาดใหม่ที่ยังเปิดกว้างของธุรกิจสัตว์เลี้ยง โดยมีอัตราการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลที่ได้นำเสนอไปในหลายจังหวัด อย่างเช่น นครราชสีมามีสุนัขกว่า 271,737 ตัวและแมวกว่า 132,427 ตัว, อุบลราชธานีมีสุนัขมากถึง 186,808 ตัว สุรินทร์และกาฬสินธุ์ก็มีสัตว์เลี้ยงรวมหลักแสนตัวต่อจังหวัดอีกด้วย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นเพียงความนิยมในการเลี้ยงสัตว์เท่านั้น แต่ยังแสดงถึงเศรษฐกิจอีสานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก ความผูกพัน และกำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังจ่ายสูงขึ้นนั่นเอง ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องนั่นก็มีมากมาย อย่าง เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง บริการรักษา โรงแรมสัตว์เลี้ยง ร้านคาเฟ่ และบริการสปา จึงเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในหัวเมืองใหญ่ของอีสาน เช่น ขอนแก่น อุบลราชธานี และนครราชสีมา ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของการจับจ่ายและบริการที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงครบวงจรนั่นเอง และยังพบสิ่งที่น่าสนใจคือ ภาคอีสานซึ่งมีสัดส่วนผู้ประกอบการธุรกิจสัตว์เลี้ยงเพียง 6-7% ของประเทศ แสดงให้เห็นถึงการกำลังกลายเป็นฐานเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ยังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมหาศาล ด้วยโครงสร้างประชากรเกือบ 22 ล้านคน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนจากสังคมเกษตรสู่วิถีเมืองมากขึ้น โดยร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม และศูนย์การค้าหลายแห่งเริ่มปรับตัวให้บริการแบบ “Pet Friendly” เพื่อรองรับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ที่นิยมพาสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้านเสมือนเพื่อนร่วมชีวิต การเปลี่ยนแปลงเป็นการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ทั้งธุรกิจคลินิกสัตว์เฉพาะทาง โรงแรมสัตว์เลี้ยง ร้านอาหารสัตว์เลี้ยง และการท่องเที่ยวเชิงสัตว์เลี้ยง (Pet Tourism) ที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนและงานใหม่ในระดับท้องถิ่นนั่นเอง   ธุรกิจสัตว์เลี้ยงไทยแบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลักที่ต่างได้รับแรงหนุนจากกระแส Pet Humanization ได้แก่ กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงที่คาดว่ามีมูลค่าสูงถึง 6.24 หมื่นล้านบาทในปี 2568 เติบโต 16.5% จากปีก่อน ด้วยความนิยมของอาหารเกรดพรีเมียมและอาหารสุขภาพเฉพาะทาง (Functional Pet Food) ซึ่งตอบโจทย์การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงเชิงป้องกัน ขณะที่กลุ่มบริการรักษาพยาบาลสัตว์มีมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องแตะ 6.99 พันล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 17.9% ต่อปี จากความตระหนักของเจ้าของสัตว์ที่มองการรักษาเป็นภาระจำเป็นเทียบเท่าการดูแลคนในครอบครัว ส่วนกลุ่มอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงและของใช้ต่างๆ มีมูลค่าราว 2.13 หมื่นล้านบาท แม้เติบโตในอัตราต่ำกว่า (ประมาณ 6%) แต่กลับมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างภาพจำของสัตว์เลี้ยงในเชิงไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะกระแส “Petfluencer” หรือสัตว์เลี้ยงที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์

พาเลาะเบิ่ง ประชากรสุนัขและแมวที่มีเจ้าของในอีสาน พร้อมส่องเทรนด์ “ธุรกิจสัตว์เลี้ยง”  อ่านเพิ่มเติม »

เปิดบันทึกเส้นทาง “สมเด็จพระพันปีหลวง” เสด็จเยือนดินแดนอีสาน

เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในภาคอีสานบ้านเรา คือบทบันทึกแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์สังคมไทย พระองค์ทรงเสด็จเยือนถิ่นอีสานไม่เพียงเพื่อทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเพื่อ “ร่วมลงมือแก้ปัญหา” ของชาวบ้านอย่างแท้จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เส้นทางเสด็จแต่ละจังหวัดจึงเปรียบเสมือนแผนที่แห่งความเมตตา ที่เชื่อมโยงหัวใจของพระราชินีกับประชาชนผู้ยากไร้ทั่วผืนแผ่นดินอีสานนั่นเอง ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ศูนย์ศิลปาชีพและโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขึ้นทั่วภาคอีสาน อย่างเช่น ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม จังหวัดสกลนคร, ศูนย์ส่งเสริมผ้าไหมบ้านโนนกอก จังหวัดขอนแก่น และศูนย์ศิลปาชีพบ้านนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม และอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน พระราชดำริเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการส่งเสริมทักษะอาชีพให้ประชาชน แต่ยังเป็นการ “สร้างเกียรติและศักดิ์ศรี” แห่งความเป็นชาวอีสาน ผ่านงานหัตถกรรม ผ้าไหม และการทอผ้าพื้นเมืองที่กลายเป็นอัตลักษณ์ระดับชาติ พระพันปีหลวงทรงมองเห็นปัญหาความยากจนของอีสานอย่างทะลุปรุโปร่ง พระองค์ไม่ได้เพียงประทานพระราชทรัพย์ช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ทรงวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างเช่น โครงการส่งเสริมเกษตรผสมผสานในจังหวัดร้อยเอ็ดและสุรินทร์, โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าในบุรีรัมย์, หรือ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ซึ่งสะท้อนแนวพระราชดำริ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้” อันเป็นรากฐานของแนวคิดการพัฒนาแบบพอเพียงในเวลาต่อมา เส้นทางเสด็จในภาคอีสานยังเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” กับ “ประชาชนท้องถิ่น” จากความห่างเหิน กลายเป็นความผูกพันแน่นแฟ้น พระองค์ทรงเป็น “สะพานแห่งความเข้าใจ” ที่ทำให้เสียงของชาวบ้านถูกได้ยินในระดับชาติ ผ่านการนำเสนอวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่นเข้าสู่สายตาของโลกอีกด้วย เส้นทางแห่งพระเมตตานี้จึงเป็นรากฐานของแนวทาง “การพัฒนาอีสานอย่างยั่งยืน” ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นยังคงสานต่อจนถึงปัจจุบันนั่นเอง ทุกแห่งหนที่พระองค์เสด็จผ่าน ล้วนทิ้งไว้ซึ่ง “รอยพระบาทแห่งการพัฒนา” และ “รอยพระหฤทัยแห่งความรัก” ที่ไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนโฉมหน้าของภาคอีสานให้ก้าวสู่ยุคใหม่อย่างมีศักดิ์ศรีและความหวัง ซึ่งพระราชกรณียกิจทั้งหมดนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่มีวันเลือนหายจากใจคนอีสานตลอดไป อ้างอิงจาก: – สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) – มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ – มูลนิธิชัยพัฒนา – สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี – สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #สมเด็จพระพันปีหลวง #เสด็จเยือนดินแดนอีสาน #พระราชกรณียกิจ

เปิดบันทึกเส้นทาง “สมเด็จพระพันปีหลวง” เสด็จเยือนดินแดนอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิด “พระราชกรณียกิจสำคัญ” สมเด็จพระพันปีหลวง ที่เปลี่ยนชีวิตคนอีสาน

🧵โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ได้เป็นรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของอีสาน โครงการส่งเสริมศิลปาชีพในภาคอีสาน โดยเฉพาะ “ผ้าไหมมัดหมี่” จังหวัดนครพนม และ “ผ้าไหมแพรวา” จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ พระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าไหมพื้นบ้านให้กลับมามีมาตรฐานระดับสากล และกลายเป็นอัตลักษณ์ที่ชาวอีสานภาคภูมิใจ จนได้รับสมญานาม “ราชินีแห่งไหมไทย” “ผ้าไหมไทย” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าหัตถกรรมเท่านั้น แต่กลายเป็รเครื่องมือของการกระจายรายได้สู่ครัวเรือนชนบท โดยเฉพาะกลุ่มสตรีและผู้สูงอายุที่มีทักษะการทอผ้าอยู่แล้ว การส่งเสริมให้เกิดการออกแบบร่วมสมัยและการตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ช่วยให้ผ้าไหมกลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงขึ้น อีกทั้งยังสร้างโอกาสการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งกำลังเติบโตในภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง   🌳โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน เป็นอีกหนึ่งพระราชดำริสำคัญคือโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ริเริ่มแนวคิดให้ “คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน” โดยมีพื้นที่นำร่องในจังหวัดนครพนมและยโสธร อย่างเช่น “บ้านเล็กในป่าใหญ่” ซึ่งเป็นแบบจำลองของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า ร่วมกับการสร้างรายได้จากอาชีพเสริม เช่น การปลูกไม้ผล การทำเกษตรอินทรีย์ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนั่นเอง โครงการนี้ล้วนเป็น “จุดเปลี่ยนของแนวคิดอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม” ที่ยกระดับจากการควบคุมทรัพยากรโดยรัฐ มาสู่การจัดการร่วมกับชุมชน ซึ่งช่วยลดความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์กับการดำรงชีพ อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการพัฒนากลไกเศรษฐกิจสีเขียว เช่น คาร์บอนเครดิต การรับรองสินค้าป่าไม้ และการพัฒนาแบรนด์สินค้าท้องถิ่นเชิงนิเวศ เพื่อให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของป่าในเชิงเศรษฐกิจมากพอที่จะปกป้องทรัพยากรด้วยตนเอง   🏥ด้านสาธารณสุขและการแพทย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตและทุนมนุษย์ของอีสานฃ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยในพระราชานุเคราะห์ และการขยายบริการทางการแพทย์ไปยังพื้นที่ห่างไกล หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ “ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการรักษาโรคหัวใจและโรคซับซ้อนให้แก่ประชาชนในภาคอีสาน การเกิดขึ้นของ ศูนย์การแพทย์นี้ไม่ได้มีบทบาทเพียงด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็น “ศูนย์กลางความรู้” ที่ยกระดับศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาค และลดความเหลื่อมล้ำด้านบริการสุขภาพในชนบท นอกจากนี้ การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานแพทย์กับโครงการศิลปาชีพและสิ่งแวดล้อม ยังช่วยสร้างระบบนิเวศสุขภาพชุมชน (Community Health Ecosystem) ที่ทำให้คนอีสานมีสุขภาพกายและใจเข้มแข็ง พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน 🔎จากโครงการพระราชดำริสู่โมเดลพัฒนาอีสานยั่งยืน จะเห็นได้ว่า พระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวงคือ “ต้นแบบของการพัฒนาแบบองค์รวม” (Holistic Development) ที่มุ่งสร้างทุนมนุษย์ ทุนวัฒนธรรม และทุนสิ่งแวดล้อมให้เชื่อมโยงกันอย่างสมดุลนั่นเอง     อ้างอิงจาก: – กรมส่งเสริมศิลปาชีพ – กรุงเทพธุรกิจ – สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) – มหาวิทยาลัยขอนแก่น – Journal of Rural Development – กระทรวงสาธารณสุข – กรมป่าไม้ – ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ – ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy

พาเปิด “พระราชกรณียกิจสำคัญ” สมเด็จพระพันปีหลวง ที่เปลี่ยนชีวิตคนอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

ทองโลกขยับ ร้านทองยิ้มหวาน คนไทยแห่ซื้อไม่พัก

ในช่วงเวลาที่ราคาทองคำโลกผันผวนหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ภาพที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกลับสะท้อนความตื่นตระหนกของนักลงทุนได้อย่างชัดเจน “ยิ่งแพง คนยิ่งแห่ซื้อลงทุน เพื่อขายเอากำไร” ห้างทองแน่นเต็มไปด้วยผู้คนที่มาต่อคิวซื้อ-ขายทองคำ จนล้นออกมานอกร้าน โดยเฉพาะทองคำแท่งที่มียอดความต้องการพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ จนโรงงานผลิตไม่ทัน และต้องรอการนำเข้าจากต่างประเทศหลายวัน ในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัซ จำกัด เป็นธุรกิจที่มีรายได้สูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศขึ้นนำ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีรายได้ 1,848 ล้านบาท จากกระแสทองคำโลกที่มีการปรับราคาขึ้นจากภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ทำให้ผู้คนหันมาซื้อทองกันมากขึ้น นาย จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำในช่วงนี้ถือว่าสูงผิดปกติและคาดเดาทิศทางได้ยาก ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่ราคาจะขยับถึง 31 ครั้งภายในวันเดียว จนแตะระดับ 67,200 บาทต่อบาททองคำ ความผันผวนดังกล่าวทำให้นักลงทุนจำนวนมากแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะ “ทรัพย์สินที่ปลอดภัย” โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) หรือ “กลัวตกรถ” จนทองคำกลายเป็น “สินทรัพย์ที่ต้องมี” ของนักลงทุนแทบทุกกลุ่ม แรงหนุนทองคำจากวิกฤตโลก การพุ่งขึ้นของราคาทองคำไม่ได้มาจากแรงเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคลื่นปัจจัยเสี่ยงระดับโลกที่ซ้อนทับกัน ทำให้ทองคำกลับมามีบทบาทในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) อย่างเต็มตัว หนึ่งในปัจจัยหลัก คือ ความไม่เชื่อมั่นในเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนทั้งรายย่อย รายใหญ่ และแม้แต่ธนาคารกลางหลายประเทศ หันมาซื้อทองคำเพื่อถือครองแทนเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่หนุนราคาทองคำให้พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่ นโยบายการเงินของ Fed: ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางถึงปลายปี 2568 เพื่อพยุงเศรษฐกิจจากภาวะชะลอตัว การลดดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง และหนุนราคาทองคำให้สูงขึ้น โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับสูง วิกฤต Government Shutdown: วิกฤตรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการ (Government Shutdown) ที่ยืดเยื้อมากกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเร่งให้นักลงทุนแห่หาสินทรัพย์ปลอดภัย สงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน: ความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจกลับมาปะทุอีกครั้ง โดยจีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมัน และรถยนต์บางประเภท พร้อมสัญญาณว่าอาจลดการพึ่งพาดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบต่อค่าเงินดอลลาร์ กระแส De-dollarization: ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย เดินหน้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือครองดอลลาร์ การสะสมทองคำของภาครัฐจึงกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่พยุงราคาทองคำในตลาดโลก ความกังวลเรื่อง “ฟองสบู่ทองคำ” การปรับขึ้นของราคาทองคำในปี 2568 อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าอาจเกิด “ฟองสบู่ทองคำ” รอบใหม่ โดยเฉพาะเมื่อแรงซื้อส่วนใหญ่ในตอนนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย โมเมนตัม (Momentum-driven Buying) มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจริง หากความเชื่อมั่นเปลี่ยนไป ก็อาจเกิดแรงขายอย่างรุนแรงในระยะสั้น

ทองโลกขยับ ร้านทองยิ้มหวาน คนไทยแห่ซื้อไม่พัก อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top