Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

พาเปิดเบิ่ง “20 เทศบาลเมืองแดนอีสาน” เก็บภาษีเองได้เยอะสุด ปี 67

ข้อมูลการจัดเก็บภาษีของเทศบาลเมืองปี 2567 ของ 20 เทศบาลเมืองในภาคอีสานซึ่งสามารถจัดเก็บภาษีเองได้สูงสุด แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอีสานจากฐานเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการค้า บริการ อสังหาริมทรัพย์ และกิจกรรมโลจิสติกส์ เมืองเหล่านี้ไม่เพียงเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สะสมทุนทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนอีกด้วย เมื่อพิจารณาลงลึกไปแต่ละเทศบาลเมืองจะพบว่า เทศบาลเมืองที่จัดเก็บภาษีได้สูงมีลักษณะเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความหนาแน่นของทรัพย์สินสูง ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีกสมัยใหม่ สถานศึกษา โรงพยาบาล หรือคลังสินค้าต่างๆนั่นเอง ซึ่งเมืองเหล่านี้มี “ประชากรแฝงทางเศรษฐกิจ” สูงกว่าจำนวนประชากรตามทะเบียน ซึ่งทำให้ฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีจากกิจการพาณิชย์ เติบโตได้ดีกว่าเมืองที่ยังพึ่งพารายได้ตามฤดูกาลหรือภาคเกษตรเป็นหลัก อย่าง “เทศบาลเมืองวารินชำราบ” จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจัดเก็บภาษีเองได้สูงสุดในภาคอีสาน สะท้อนบทบาทของ “เมืองคู่ขนานทางเศรษฐกิจ” อย่างชัดเจน วารินชำราบไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ต่อขยายของอำเภอเมืองอุบลราชธานีเท่านั้น แต่เป็นศูนย์รวมการอยู่อาศัยและกิจกรรมพาณิชย์ขนาดใหญ่ ประชากรจริงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีจำนวนใกล้เคียงอำเภอเมือง ขณะที่ราคาที่ดินและต้นทุนการพัฒนาเอื้อต่อการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า และธุรกิจบริการ ส่งผลให้ฐานภาษีของเทศบาลขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นอกจากนี้ วารินชำราบเองก็ยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้ประจำมากกว่ารายได้ตามฤดูกาล เมืองเป็นที่ตั้งของหน่วยงานรัฐ โรงเรียน โรงพยาบาล และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดนเชื่อมโยงลาวและกัมพูชา ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี ในขณะที่เทศบาลเมืองปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ก็แสดงให้เห็นอีกมิติหนึ่งของการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น นั่นคือการแปลง “มูลค่าการท่องเที่ยว” ให้เป็นรายได้ของเทศบาล แม้จำนวนประชากรถาวรจะไม่สูงมาก แต่การเป็นประตูสู่เขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ ทำให้ราคาที่ดิน โรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจบริการมีมูลค่าสูง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงสร้างรายได้จำนวนมาก ปากช่องจึงเป็นตัวอย่างของเมืองที่ใช้การไหลเข้าของเงินจากภายนอกพื้นที่มาเสริมความแข็งแรงให้ฐานะการคลังท้องถิ่นนั่นเอง เทศบาลเมืองหนองสำโรง จังหวัดอุดรธานี แม้ไม่ใช่ศูนย์กลางจังหวัดโดยตรง แต่เป็นพื้นที่รองรับโรงงาน คลังสินค้า และกิจกรรมหลังบ้านของเมืองอุดรธานี การใช้ที่ดินเชิงพาณิชย์จำนานมาก ส่งผลให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น ก็มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ซึ่งก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดจากการศึกษาภายในมหาวิทยาลัย โดยพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยถูกพัฒนาเป็นหอพักเชิงพาณิชย์ คอนโดมิเนียม ร้านอาหาร คลินิก และบริการเฉพาะทางจำนวนมาก ทำให้เกิดความหนาแน่นของทรัพย์สินและกิจกรรมทางธุรกิจในพื้นที่จำกัด ฐานภาษีของเทศบาลจึงเติบโตจากการแปร “ความรู้และการศึกษา” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจเมืองอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง . . อ้างอิงจาก: – ระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง – กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – สำนักงานสถิติแห่งชาติ ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เทศบาลเมือง #เทศบาลเมืองในอีสาน #การจัดเก็บภาษี

พาเปิดเบิ่ง “20 เทศบาลเมืองแดนอีสาน” เก็บภาษีเองได้เยอะสุด ปี 67 อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง “หนึ่งจังหวัด หนึ่งสมุนไพรอีสาน” อัตลักษณ์ของดีที่ซ่อนอยู่ในแต่ละถิ่น

หากพูดถึง “สมุนไพร” เรามักจะนึกถึงพืชหรือต้นไม้ที่มาจากธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการรักษาโรคหรือบรรเทาอาการต่าง ๆ ซึ่งมีการใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ความรู้ในเรื่องสมุนไพรมีทั้งในตำราแพทย์ตั้งแต่สมัยกรีก อินเดีย จีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพทย์ไทยแผนโบราณ คำว่า สมุนไพร ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 หมายถึง ผลผลิตธรรมชาติที่ได้จากพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่ ที่ใช้ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร สมุนไพรไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและมีการสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นอกจากจะนำมาใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ แล้วยังนิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร ทำเครื่องสำอาง และยาทางการแพทย์อีกด้วย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้มีการรวบรวมและคัดเลือกสมุนไพรประจำแต่ละจังหวัด โดยพิจารณาจากเกณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ การกำหนดสมุนไพรประจำจังหวัดเช่นนี้ไม่เพียงช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้แต่ละจังหวัด แต่ยังช่วยส่งเสริมในเรื่องของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและสินค้า OTOP รวมถึงต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ   ข้อมูลจาก Enromonitor บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก ในปี 2567 ได้ชี้ให้ถึงมูลค่าการค้าปลีกสินค้าสมุนไพรในตลาดโลกที่สูงถึง 60,589.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.93 ล้านล้านบาทไทย) ซึ่งมีการขยายตัวจากปีก่อนหน้า 4.6%  ขณะที่ตลาดสมุนไพรของไทยมีมูลค่า 1,265.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (40,276 ล้านบาทไทย) ขยายตัว 7.1% จากปีก่อนหน้า และจัดอยู่อันดับ 10 ของโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติการส่งออกในปี 2567 ยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของตลาดสมุนไพรไทย ซึ่งขึ้นแท่นอันดับ 1 ในอาเซียน และอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชีย ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าสมุนไพรสดแห้ง สารสกัด และน้ำมันหอมระเหย และจากข้อมูลทั้งหมดนี้ ISAN Insight จะพาไปรู้จักสมุนไพรอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดในภาคอีสานกัน ว่าแต่ละจังหวัดมีสมุนไพรอะไรเป็นอัตลักษณ์ประจำจังหวัด กาฬสินธุ์ = ขมิ้นชัน ขอนแก่น = คูน ชัยภูมิ =เร่วน้อย นครพนม = สมอไทย นครราชสีมา = พรมมิ บึงกาฬ = เอียนด่อน บุรีรัมย์ = กะเม็ง มหาสารคาม = บัวบก มุกดาหาร = ว่านกีบแรด ยโสธร = โคคลาน ร้อยเอ็ด = กำแพงเจ็ดชั้น เลย = กระชายดำ ศรีสะเกษ = หอมแดง สกลนคร = หมากเม่า สุรินทร์ = โลดทะนงแดง หนองคาย = ไพล

พาเปิดเบิ่ง “หนึ่งจังหวัด หนึ่งสมุนไพรอีสาน” อัตลักษณ์ของดีที่ซ่อนอยู่ในแต่ละถิ่น อ่านเพิ่มเติม »

พาสำรวจเบิ่ง อันตรายจาก “ขีปนาวุธ PHL-03” ยิงไกลกว่า 130 กม.

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัมพูชากำลังเปลี่ยนบทบาทจากประเทศขนาดเล็กที่มักอยู่นอกกระแสของการแข่งขันด้านอาวุธ มาเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการจัดซื้อระบบจรวดนำวิถีแบบพหุคูณ (Multiple Launch Rocket System – MLRS) รุ่น PHL-03 จากประเทศจีน จำนวน 6 เครื่อง ซึ่งถูกส่งมอบให้กัมพูชาในเดือนพฤษภาคม 2022 พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนด้านโลจิสติกส์อย่างครบชุด แล้ว PHL-03 คืออะไร? PHL-03 คือระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 300 มม. ที่พัฒนาโดยบริษัท China North Industries Group Corporation Limited (NORINCO) ประเทศของจีน โดยระบบนี้ได้รับการออกแบบต่อยอดจาก BM-30 “Smerch” ของรัสเซีย แต่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมในด้านระบบควบคุมการยิงผ่าน GPS/GLONASS/BeiDou และระบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถยิงได้ครั้งละ 12 นัด ภายในเวลาไม่กี่นาทีโดยแต่ละหัวรบมีน้ำหนักราว 280 กิโลกรัม และยิงได้ไกลมาตรฐานถึง 130 กิโลเมตร ส่วนรุ่นใหม่ล่าสุดยิงได้ไกลถึง 160 กิโลเมตรเลยทีเดียว ทำไมกัมพูชาถึงเลือกใช้ PHL-03? จีนคือผู้ส่งออกอาวุธหลักในอาเซียน โดยเฉพาะให้กัมพูชา ลาว และเมียนมา ผ่านบริษัท NORINCO การส่งอาวุธมักมาพร้อม ดีลแฝง อย่างเช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การฝึกทหาร หรือโลจิสติกส์ ซึ่งการซื้อ PHL‑03 ของกัมพูชานั้น ก็สะท้อนการแข่งขันอิทธิพลระหว่างจีนกับมหาอำนาจอื่น ยิ่งในช่วงภูมิภาคตึงเครียด การลงทุนด้านอาวุธยิ่งกลายเป็นเครื่องมือ ดึงพันธมิตรทางการเมืองและเศรษฐกิจ การจัดซื้ออาวุธ PHL-03 ของกัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมขีดความสามารถทางทหารเท่านั้น โดยการจัดซื้ออาวุธเหล่านี้มักแนบมากับข้อตกลงด้านการลงทุน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งการฝึกอบรมกำลังพลโดยผู้เชี่ยวชาญจากจีนนั่นเอง สถานการณ์ล่าสุดและความกังวล (13 ธ.ค. 68) ความสามารถในการยิงของ PHL-03 นั้นที่มีระยะไกลถึง 130-160 กิโลเมตร ทำให้ระบบนี้ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างของภาคอีสานไทย ซึ่งทำให้เกิดความกังวลอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีรายงานการตรวจพบระบบจรวด PHL-03 บริเวณ พัน.ป.87 จ.พระวิหาร ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ประมาณ 90 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่ากัมพูชาจะนำระบบดังกล่าวเข้าประจำการหรือใช้งานแต่อย่างใด แต่กองทัพไทยได้แสดงความห่วงใยต่อศักยภาพที่อาจนำมาใช้ในกรณีเกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ #อัพเดตล่าสุด‼️ (13 ธ.ค. 2568) เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันว่า ยังไม่ได้รับรายงาน อาวุธPHL03 กัมพูชา เข้ามาในพื้นที่พระวิหาร หากตรวจพบ “กองทัพไทยจะดําเนินการต่อเป้าหมายทันทีโดยไม่รีรอให้กัมพูชาเปิดปฏิบัติก่อน เพราะเรามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความพร้อมในเรื่องของการโจมตีเป้าหมายแม่นยํา”

พาสำรวจเบิ่ง อันตรายจาก “ขีปนาวุธ PHL-03” ยิงไกลกว่า 130 กม. อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง โครงการใหม่หลังคนละครึ่ง

โครงการคนละครึ่งถือเป็นมาตรการเรือธงที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากมาตลอดหลายปี ล่าสุดรัฐบาลเดินหน้า เฟส 2 โดยปรับเพิ่มวงเงินให้กับประชาชนกลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อน สูงสุดถึง 4,000 บาท/คน ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” เพื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้าน SME และผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับแรงกระแทกโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จุดที่น่าสนใจของเฟสนี้ไม่ใช่แค่เงินที่เติมเข้าไป แต่เป็น “การเพิ่มทักษะ” ให้ร้านค้าด้วย ผ่านการ Upskill/Reskill 3 ทางเลือก เช่น การขึ้นเป็นร้านค้าในแพลตฟอร์ม Food Delivery การอบรมออนไลน์กับธนาคารออมสิน หรือการเรียนผ่าน DBD Academy สิ่งนี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้ต้องการแค่เพิ่มยอดขายให้ร้านค้า แต่ต้องการยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้ทำธุรกิจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต เมื่อกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ร้านค้าขายได้มากขึ้น และมีทักษะการขายผ่านออนไลน์มากขึ้น เศรษฐกิจท้องถิ่นก็จะฟื้นตัวเป็นลำดับคล้าย “น้ำซึมลงดิน” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไปพร้อมกัน หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือ “ขั้นตอนอนุมัติที่ล่าช้า” ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเลที่จะเลือกไทยเป็นฐานการผลิตใหม่ รัฐบาลจึงออกมาตรการ Thailand Fastpass เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติด้านการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและเขต EEC ให้เร็วขึ้น 20–50% โดยเฉพาะโครงการในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องการดึงเข้าประเทศ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์ครบวงจร และอุตสาหกรรมดิจิทัล ด้านแรงงาน รัฐตั้งเป้า Upskill/Reskill แรงงานกว่า 100,000 ราย แบ่งเป็นนักศึกษา 30,000 ราย และแรงงานที่ต้องการปรับทักษะ 70,000 ราย เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ เกษตรชีวภาพ หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หากมาตรการนี้ทำได้ตามเป้าหมาย จะเป็นเหมือน “การลดแรงเสียดทานทางระบบราชการ” ทำให้ไทยมีความได้เปรียบมากขึ้นในการแข่งขันกับเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ที่เร่งปรับตัวด้านการลงทุนอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% ของ GDP กลายเป็น “แรงกดดันใหญ่ที่สุด” ของเศรษฐกิจไทย เพราะประชาชนจำนวนมากไม่สามารถจับจ่าย ลงทุน หรือขยับตัวทางเศรษฐกิจได้ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จึงถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหา NPL ของลูกหนี้รายย่อยโดยเฉพาะ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะเข้ามารับซื้อหนี้เสียจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ เช่น: ลดดอกเบี้ย ตัดดอกเบี้ยค้าง ยืดเวลาชำระ เจรจาให้ยอดหนี้เหมาะสมกับรายได้จริงของลูกหนี้ จุดสำคัญคือเมื่อปิดหนี้ได้ ลูกหนี้จะ “หลุดจากสถานะ NPL” ทำให้สามารถกลับมาสร้างประวัติเครดิตและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ๆ ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่ ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่แค่โครงการแก้หนี้ แต่เป็น “ทางออกให้คนกลับมาใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง” อ้างอิง กรุงเทพธุรกิจ, MGR online, ธนาคารแห่งประเทศไทย, บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด, ไทยรัฐ, กระทรวงการคลัง

พามาเบิ่ง โครงการใหม่หลังคนละครึ่ง อ่านเพิ่มเติม »

ฝุ่นกลับมาอีกครั้ง พาเลาะเบิ่งแผนที่ “จุดเผา” หนึ่งในสาเหตุ PM 2.5

สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 กลับมาปกคลุมประเทศไทยอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 และทวีความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะวันที่ 30 พฤศจิกายน มีรายงานค่าฝุ่นในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” (สีส้ม/แดง) สูงขึ้นอย่างชัดเจนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ บริเวณเขตปทุมวัน ที่ดัชนีคุณภาพอากาศ (US AQI) พุ่งสูงสุดถึง 159 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ”Unhealthy for Sensitive Groups” หรือ “ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มคนไวต่อมลพิษ” ปัญหาคุณภาพอากาศที่ยิ่งทวีความหนักหน่วงในเมืองใหญ่ ทำให้หลายคนเริ่มสัมผัสอาการแสบจมูก ระคายคอ เหนื่อยง่ายจากมลพิษที่ลอยปกคลุมอยู่ทั่วเมือง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ช่วงปลายปีมักเกิดภาวะอากาศนิ่ง ฝุ่นสะสม และการจราจรที่หนาแน่นยิ่งซ้ำเติมให้คุณภาพอากาศตกลงอย่างรวดเร็ว แม้หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การรู้เท่าทันสถานการณ์และปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันยังช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้บางส่วน อีสานอินไซต์เลยจะขอพามาดู “จุดเผา” หนึ่งในสาเหตุ PM 2.5 🔥จุดความร้อน หรือ Hot Spot คืออะไร? จุดความร้อน พูดง่ายๆก็คือ จุดที่ดาวเทียมตรวจพบค่าความร้อนสูงผิดปกติจากค่าความร้อนบนผิวโลก ซึ่งส่วนมากก็คือความร้อนจากไฟ แสดงในรูปแบบแผนที่เพื่อนำเสนอตำแหน่งที่เกิดไฟในแต่ละพื้นที่แบบคร่าวๆ การได้มาซึ่งข้อมูลจุดความร้อนอาศัยหลักการที่ว่า ดาวเทียมสามารถตรวจวัดคลื่นรังสีอินฟาเรดหรือรังสีความร้อนที่เกิดจากไฟ (อุณหภูมิสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส) บนพื้นผิวโลก จากนั้นก็ประมวลผลแสดงในรูปแบบจุด โดยแผนภาพที่นำเสนอจุดแดง📛คือ จุดความร้อนที่กระจายอยู่ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากไฟหรือการเผาในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะงานเกษตร อย่างเช่น การเผาตอซังและฟางข้าวที่พบมากในภาคอีสาน เนื่องจากต้นทุนการไถกลบยังสูงจนเกษตรกรจำนวนมากเลือกวิธีเผาแทน ส่งผลให้ภาพรวมของภูมิภาคเต็มไปด้วยจุดความร้อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลายเป็นแหล่งกำเนิด PM 2.5 สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่นไม่ได้เกิดจากการเผาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งไฟป่า ควันจากประเทศเพื่อนบ้าน การจราจรที่หนาแน่น การขนส่ง เครื่องยนต์ดีเซล รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรม ประกอบกับสภาพอากาศช่วงต้นปีที่มักถูกปกคลุมด้วยความกดอากาศสูง ลมอ่อน และอากาศปิด ทำให้ฝุ่นไม่กระจายตัวและสะสมในระดับอันตรายต่อสุขภาพได้ง่าย โดย PM 2.5 ที่มีอนุภาคเล็กมากสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด ปอด และหัวใจ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และปัญหาสุขภาพเรื้อรังอีกมากมาย วิกฤตฝุ่นในครั้งนี้ แม้สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจอย่างหนัก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ผลักดันให้เกิดดีมานด์ใหม่ในตลาดสินค้าและบริการด้านสุขภาพ บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัสประเมินว่า ความต้องการหน้ากาก เครื่องฟอกอากาศ และการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS, BH, BCH รวมถึงกลุ่มค้าปลีกที่จำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เช่น HL, IP, MEGA, HMPRO และ CRC เพราะประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและดูแลสุขภาพมากขึ้นนั่นเอง ฝุ่น PM 2.5 จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างสาธารณสุข เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในยุคที่มลพิษอากาศกลายเป็นความเสี่ยงระยะยาวของคนเมืองไทยทุกคน   ที่มา:  – THE

ฝุ่นกลับมาอีกครั้ง พาเลาะเบิ่งแผนที่ “จุดเผา” หนึ่งในสาเหตุ PM 2.5 อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเปิดเบิ่งสถิติ “น้ำท่วมซ้ำซาก” ในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา และพื้นที่เสียหายสูงสุดใน 30 วันนี้☔️🌧️

⛰️จากการประมวลความถี่ของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  พบว่าในช่วงหนึ่งอายุของคนที่เกิดในปี 2563 จะมีโอกาสเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติมากกว่าคนที่เกิดในปี 2503 ถึง 3 เท่า  โดยรายงานการค้าและการพัฒนา (Trade and Development Report 2021) จัดทำโดย UNCTAD ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปี 2543 – 2562 ทั่วโลกเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ จำนวน 7,348 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไป 1.23 ล้านคน ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลกกว่า 4,200 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 2.97 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 101.75 ล้านล้านบาท ⛈️เมื่อปี 2554 ประเทศไทยประสบกับอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของเคยไทยเกือบทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งเศรษฐกิจได้รับความเสียหายอย่างมาก นับเป็นอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ☔️หากลงไปดูหลังคาเรือนที่ได้รับผลกระทบมากสุดในช่วง 30 วันที่ผ่านมา (30 ต.ค. – 28 พ.ย. 68) จะพบว่า จังหวัดสงขลา อยุธยา นนทบุรี ชัยนาท และปทุมธานีมีบ้านเรือนเสียหายรวมกันหลายแสนหลัง ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ชนบท แต่กินพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ อย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรมลุ่มเจ้าพระยา เขตที่อยู่อาศัยเมืองใหม่ และศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับประเทศ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งการหยุดผลิต ความล่าช้าของโลจิสติกส์ ต้นทุนประกันที่สูงขึ้น และมูลค่าทรัพย์สินที่ลดลง โดยในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญนั่นเอง 🌪️ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ภาคใต้ของไทยกำลังเผชิญกับ “มหาอุทกภัย” ที่ได้รับการประเมินว่าเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยจังหวัดศูนย์กลางอย่าง หาดใหญ่ และ สงขลา เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงสุด หลังจากได้รับฝนตกหนักและต่อเนื่อง โดยในบางพื้นที่ปริมาณน้ำฝนสูงทำลายสถิติหลายร้อยปี ล่าสุด สถานการณ์มีผู้ได้รับผลกระทบท่วมถึง “กว่า 2.9 ล้านคน” จากหลายจังหวัดภาคใต้ และหลายแสนครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนทั้งพื้นที่อยู่อาศัย พืชผลเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ด้านเศรษฐกิจ ผลจากการหยุดชะงักทั้งภาคบริการ เกษตร โรงงาน และการค้าทำให้เสียหายเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 25,000 ล้านบาท และหากสถานการณ์ลากยาวออกไป อาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจภาคใต้โดยรวมอย่างหนัก รวมถึงส่งผลกระทบต่อ GDP ประเทศโดยรวมอีกด้วย   อ้างอิงจาก: – มิตรเอิร์ธ – mitrearth – Hydro Informatics Institute – GISTDA – สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ – กรุงเทพธุรกิจ – วิจัยกรุงศรี – ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) –

🔎พาเปิดเบิ่งสถิติ “น้ำท่วมซ้ำซาก” ในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา และพื้นที่เสียหายสูงสุดใน 30 วันนี้☔️🌧️ อ่านเพิ่มเติม »

พาอัพเดทเบิ่ง โรงงานที่ก่อตั้งใหม่ในอีสาน เดือน ตุลาคม 68

ภาคอีสานในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงภูมิภาคเกษตรกรรมอย่างในอดีตอีกต่อไป เดือนตุลาคม 2568 มีโรงงานอุตสาหกรรมใหม่จดทะเบียนกว่า 21 แห่ง กระจายตัวในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ทั้งจังหวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ อย่างเช่น นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี และจังหวัดชายแดนอย่าง มุกดาหาร การเติบโตของโรงงานเหล่านี้ เป็นสัญญาณของ “การย้ายฐานเศรษฐกิจ” ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในอีสาน ซึ่งเริ่มเปลี่ยนจากพื้นที่แรงงานราคาถูก มาเป็นฐานผลิตที่มีความหลากหลาย มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ รองรับการส่งออก และเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง การเกิดขึ้นของโรงงานใหม่จำนวนมากกำลังสร้างแรงเหวี่ยงสำคัญต่อโครงสร้างสังคมภาคอีสาน โดยเฉพาะด้านแรงงาน เพราะการมีงานในพื้นที่เพิ่มขึ้นนั่นก็จะช่วยลดการอพยพออกนอกภูมิภาค ซึ่งเป็นปัญหามาอย่างยาวนานของคนอีสานที่ต้องเดินทางไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือภาคตะวันออก การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมจึงไม่เพียงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังมีมิติในทางสังคมที่ช่วยดึงดูดคนไว้กับบ้านเกิด ในบรรดาโรงงานใหม่กว่า 21 แห่ง มี 10 แห่งแรก ที่โดดเด่นที่สุดในแง่มูลค่าการลงทุน โดยโรงงานที่ลงทุนสูงสุดคือ “บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์” จังหวัดมุกดาหาร ด้วยวงเงินกว่า 1,836 ล้านบาท ประกอบธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความต้องการพลังงานในอีสานกำลังเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากโรงงานใหม่และการขยายเมือง การมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ยังลดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มความมั่นคงทางระบบไฟฟ้า ทำให้อีสานสามารถรองรับการลงทุนใหม่ๆ ได้มากขึ้นในอนาคตนั่นเอง อันดับถัดมาคือโรงงานผลิตวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก อย่างเช่น โรงงานผลิตยางมะตอยใน อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ และยโสธร สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นถนน 4 เลน เส้นทางเชื่อมลาว-จีน หรือโครงข่ายรถไฟทางคู่ที่กำลังทยอยเปิดใช้ ขณะที่ธุรกิจแปรรูปอาหาร เช่น โรงฆ่าสัตว์ปีกในจังหวัดนครราชสีมา ยังคงเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงของภูมิภาค เพราะสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคและรองรับตลาดส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านได้ดี จังหวัดใหญ่อย่างนครราชสีมา อุดรธานี และอุบลราชธานี ก็ยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุน เนื่องจากเป็นเมืองที่มีระบบโลจิสติกส์ครบวงจร โรงงานด้ต่างๆ และอุตสาหกรรมเฉพาะทางจึงเริ่มกระจายตัวเข้ามามากขึ้น การลงทุนในเดือนเดียวมากกว่า 20 แห่ง แสดงให้เห็นว่าอีสานเริ่มมีปัจจัยพื้นฐานที่เพียงพอ ทั้งแรงงาน ที่ดิน ราคาที่แข่งขันได้ และทำเลที่เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้านได้ดี การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงสร้างเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่หมุนเวียนในพื้นที่มากขึ้น และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ขยายตัวตามโรงงานใหม่อย่างเป็นระบบ หากแนวโน้มนี้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภาคอีสานบ้านเราอาจกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหม่ของไทยตอนบน ที่เชื่อมโยงตลาดลาว-กัมพูชา-เวียดนาม และรองรับการผลิตหลายประเภทที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะในภาคตะวันออกหรือกรุงเทพฯ เท่านั้นนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – กรมโรงงานอุตสาหกรรม   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #โรงงานในอีสาน #โรงงานใหม่ในอีสาน #โรงงาน #ก่อตั้งโรงงาน

พาอัพเดทเบิ่ง โรงงานที่ก่อตั้งใหม่ในอีสาน เดือน ตุลาคม 68 อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดโผเบิ่ง 3 อันดับ รร.ประถมที่มีนักเรียนมากสุด แต่ละจังหวัดในอีสาน

25 พฤศจิกายนนี้ คือ “วันประถมศึกษา” ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ย้ำเตือนเราถึงรากฐานที่มั่นคงของการศึกษาไทย เพราะในช่วงชั้นประถมศึกษานี่เองที่เด็กๆ ได้รับการบ่มเพาะ ทั้งความรู้พื้นฐาน ทักษะชีวิต และการสร้างตัวตนทางสังคมที่จำเป็นที่สุดของชีวิต เนื่องในวาระสำคัญนี้ อีสานอินไซต์ จึงขอพาเจาะลึกไปที่หัวใจของการศึกษาในภาคอีสานบ้านเรา ด้วยการเปิดข้อมูล 3 อันดับโรงเรียนประถมศึกษา ที่มีจำนวนนักเรียนมากที่สุดในแต่ละจังหวัด  ข้อมูลโรงเรียนประถมชั้นนำในภาคอีสาน ซึ่งจัดเรียงตามจำนวนนักเรียน อาจนำมาซึ่งความเข้าใจผิดที่ว่าโรงเรียนที่มีตัวเลขสูงกว่าย่อมเหนือกว่า แต่แท้จริงแล้วโรงเรียนประถมศึกษาระดับอนุบาลทั้งหมดนั้น คือเพชรเม็ดงามที่ส่องประกายในแบบของตนเองอย่างเท่าเทียม ไม่มีโรงเรียนใดที่ด้อยกว่าใคร หากแต่พวกเขากำลังทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการเป็น “เบ้าหลอม” ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นนั่นเอง จากข้อมูลที่ได้นำเสนอไปนั้น เห็นได้ชัดว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนสูงลิ่วมากกว่า 2,000 คน มักกระจุกตัวอยู่ในอำเภอเมืองของจังหวัดหลัก อย่างเช่น อนุบาลร้อยเอ็ด, อนุบาลนครราชสีมา, อนุบาลขอนแก่น และอนุบาลอุดรธานี ซึ่งตัวเลขก็เหมือนเป็นแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่เชื่อมั่นในคุณภาพและทรัพยากรที่โรงเรียนขนาดใหญ่ในเขตเมืองมอบให้ พวกเขาเหล่านี้เปรียบเสมือน “เรือธง” ที่รับภาระในการผลิตบุคลากรคุณภาพจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกัน โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในอำเภอรองหรือชุมชนย่อย อย่าง อนุบาลปราสาท ศึกษาคาร หรือ อนุบาลวานรนิวาส ก็ไม่ได้แปลว่ามีคุณภาพด้อยกว่า แต่พวกเขาคือ “รากแก้ว” ที่หยั่งลึกและมั่นคง ทำหน้าที่กระจายโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพสูงออกไปสู่พื้นที่ห่างไกลได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน แก่นแท้ของการศึกษาที่มีคุณภาพนั้นไม่ได้วัดจากจำนวนนักเรียนที่นั่งอยู่เต็มห้อง แต่มาจากความสามารถของโรงเรียนในการขัดเกลาและดึงศักยภาพสูงสุดของเด็กแต่ละคนออกมา โรงเรียนประถมแต่ละแห่งมีปรัชญาและวิถีการสอนที่ถูกออกแบบมาอย่างละเอียดอ่อนและแตกต่างกันกันไป บางแห่งอาจเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการผ่านการเล่น เพื่อสร้างเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์และกล้าแสดงออก ในขณะที่บางแห่งอาจเน้นความพร้อมทางวิชาการ เพื่อปูพื้นฐานการศึกษาในระดับต่อไป ความแตกต่างนี้เองคือความสวยงามของระบบการศึกษาไทย ทุกโรงเรียนดีหมด เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าเด็กแต่ละคนคือต้นกล้าที่ต้องการการบำรุงในรูปแบบที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง โรงเรียนประถมในภาคอีสานเหล่านี้ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ล้วนเป็นสถาบันที่เปี่ยมด้วยความตั้งใจและคุณภาพที่น่าชื่นชม พวกเขาคือผู้ผลิตพลเมืองแห่งอนาคต ที่ใช้หลักสูตรและรูปแบบการสอนเป็นเครื่องมือในการเจียระไนศักยภาพของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง การตัดสินว่าโรงเรียนใดดีที่สุดจึงไม่ใช่การหาผู้ชนะในตารางจัดอันดับที่อีสานอินไซต์ได้นำเสนอไป แต่คือการค้นหาโรงเรียนที่ “ตอบโจทย์” และ “สอดคล้อง” กับความฝันและความคาดหวังในการเติบโตของบุตรหลานแต่ละคนได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดนั่นเอง     อ้างอิงจาก: กระทรวงศึกษาธิการ, Lathapipat (2012), Mouz (2025), ONEC (2566) และ S-Mom Club   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #โรงเรียนประถม #โรงเรียนประถมในอีสาน #โรงเรียนในอีสาน

พาเปิดโผเบิ่ง 3 อันดับ รร.ประถมที่มีนักเรียนมากสุด แต่ละจังหวัดในอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะกิน ‘ร้านอาหารสุดแซ่บแดนอีสาน’ ที่ได้รางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จาก มิชลินไกด์ 2569🍜🍲🍴

ในประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จาก มิชลินไกด์ 2569 อยู่ทั้งหมด 137 ร้าน โดยภาคอีสานบ้านเราก็มีร้านได้ที่รับรางวัลเช่นกันกว่า 28 ร้านด้วยกัน ซึ่งจะกระจายอยู่ตาม 4 จังหวัดใหญ่ของภาคอีสาน อย่างขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี และอุดรธานี ที่จะสะท้อนให้เห็นอัตลักษณ์อาหารอีสานที่โดดเด่นและมีรสชาติจัดจ้าน ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการประกอบอาหารที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการต้ม, ย่าง, นึ่ง หรือตุ๋นด้วยไฟอ่อน อีกทั้งยังมีเทคนิคการถนอมอาหารที่ถือเป็นจุดเด่นของอาหารอีสานและแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านในการหมักดองปลาและผักตามฤดูกาลให้สามารถเก็บไว้ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารได้นานขึ้น โดยมีเครื่องปรุงรสพื้นฐานในครัวอีสานอย่าง “ปลาร้า” ที่ทำจากการนำปลาในท้องถิ่นมาหมักกับเกลือและข้าว เป็นวัตถุดิบยอดนิยมที่ใช้ใส่ในอาหารและน้ำจิ้มต่าง ๆ แทบทุกจาน ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติมาตั้งแต่ปี 2555 อาหารอีสานของเรานั้นก็มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรเขมรโบราณ รวมทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีน ภาคอีสานประกอบด้วยทุ่งหญ้าและผืนป่าบนที่ราบสูงและเทือกเขาซึ่งเหมาะกับการทำปศุสัตว์ นอกจากนี้ ภาคอีสานยังเป็นแหล่งปลูกข้าวคุณภาพสูง ทั้งข้าวหอมมะลิที่โด่งดังไปทั่วโลกและข้าวเหนียว อาหารอีสานส่วนใหญ่จะไม่ใช้อาหารทะเลเป็นวัตถุดิบเนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ไม่ติดกับทะเลหรือมหาสมุทร แต่เนื่องจากภูมิภาคนี้มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน โดยเฉพาะแม่น้ำแม่โขง จึงมีปลาน้ำจืดจำนวนมากให้เลือกใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร อีกทั้ง ภาคอีสานเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความโดดเด่นในเรื่องของอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ มีชาวไทยและชาวต่างชาติที่ชื่นชมในอาหาร นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวไม่น้อย ที่ตามหาของอร่อยตามรอย “คู่มือมิชลิน ไกด์” ซึ่งคัดสรรและรวบรวมร้านอาหารที่ควรค่าแก่การเดินทางไปเยือนและลิ้มชิมรส ให้ในแง่ของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจแล้ว ร้านอาหารที่ได้รับการรับรองจากมิชลินถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในจังหวัดได้ดี   อ้างอิงจาก:  – Thailand Property News – MICHELIN GUIDE – PPTV Online   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์ #Business #ธุรกิจ #ธุรกิจอีสาน #มิชลินไกด์ #ร้านอาหารอีสาน #อาหารอีสาน #บิบกูร์มองด์ #ร้านอาหารมิชลินไกด์ 

พาเลาะกิน ‘ร้านอาหารสุดแซ่บแดนอีสาน’ ที่ได้รางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จาก มิชลินไกด์ 2569🍜🍲🍴 อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง อัตราส่วนสุดช็อก! อีสาน “ขาดแคลนหมอฟัน” หนักสุดในประเทศ

ปัจจุบันทันตแพทย์ในประเทศไทยยังไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 8,524 คน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการทันตกรรม และไปรับบริการจากหมอฟันเถื่อน ซึ่งสัดส่วนของทันตแพทย์ต่อประชากรในพื้นที่ที่เหมาะสมคือ 1 ต่อ 3,000 ประชากร แต่ปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 1 ต่อ 7,626 ประชากร แต่บางพื้นที่มีปัญหาขาดแคลนมาก โดยเฉพาะภาคอีสาน อยู่ที่ 1 ต่อ 10,280 ประชากร ซึ่งถือว่าน้อยมาก ภาคอีสานกำลังเผชิญภาวะ “ขาดแคลนทันตแพทย์” ในระดับที่น่าตกใจที่สุดของประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขชี้ชัดว่า หลายจังหวัดมี สัดส่วนประชากรต่อทันตแพทย์สูงกว่า 10,000 คนต่อหมอฟันเพียง 1 คน  โดย 5 จังหวัดที่มีสัดส่วนประชากรต่อทันตแพทย์สูงที่สุด บึงกาฬ มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 14,955 คน สกลนคร มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 14,602 คน ศรีสะเกษ มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 13,015 คน สุรินทร์ มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 12,498 คน อุดรธานี มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 12,182 คน จังหวัดเหล่านี้มีทั้งพื้นที่กว้าง ประชากรจำนวนมาก ทำให้ความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้ให้บริการไม่เพิ่มตาม โดยเฉพาะอุดรธานีและสกลนครที่ถือว่าเป็นเมืองศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค แต่กลับมีสัดส่วนหมอฟันต่ำกว่าความต้องการจริงอย่างมาก ในทางกลับกัน จังหวัดที่มีภาระน้อยที่สุดคือ ขอนแก่น มีสัดส่วนทันตแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 5,716 คน ด้วยบทบาทด้านเป็นศูนย์กลางการแพทย์และมีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วยดึงดูดบุคลากรได้มากกว่า สาเหตุที่อีสานขาดแคลนหมอฟัน ไม่ได้เกิดจากจำนวนหมอฟันในประเทศไทยไม่พอ แต่เป็นเพราะบุคลากรส่วนใหญ่ไหลออกจากระบบรัฐไปสู่ภาคเอกชนหรือเปิดคลินิกเองทันทีหลังจบใหม่ รายได้ในคลินิกเอกชนสูงกว่าระบบรัฐหลายเท่าตัว ขณะที่ภาระงานในโรงพยาบาลชุมชนหนักกว่ามาก ทั้งการรักษา การออกหน่วย การดูแลผู้ป่วยเป็นวงกว้าง ซึ่งทำให้แรงจูงใจอยู่ในระบบลดลงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในอีสานที่พื้นที่กว้างไกลและมีประชากรหนาแน่น การทำงานในพื้นที่ห่างไกลจึงยิ่งมีต้นทุนชีวิตสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งเวลา การเดินทาง ความก้าวหน้าในอาชีพ รวมถึงรายได้เสริมที่แทบไม่มี ต่างจากเมืองใหญ่ที่มีศูนย์บริการเอกชน การแข่งขันสูง และรายได้ตอบแทนที่มากกว่านั่นเอง ขณะเดียวกัน อีสานมีจำนวนคณะทันตแพทยศาสตร์น้อยกว่าความต้องการจริง แม้เป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตบุคลากรไม่ทันกับการเติบโตของประชากรและกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการด้านการทำฟันพุ่งสูงเกินกำลังของระบบสาธารณสุขที่มีอยู่ กลับกัน อุตสาหกรรมทันตกรรมในภาคเอกชน โดยเฉพาะการจัดฟัน รากฟันเทียม และทันตกรรมความงาม กลับเติบโตเร็วมาก ทำให้หมอฟันรุ่นใหม่สนใจเข้าสู่คลินิกเอกชนมากกว่ากลับไปเสริมระบบรัฐ ความไม่สมดุลเช่นนี้ทำให้เกิด “การกระจุกตัวของหมอฟันในเมืองกลางและเมืองใหญ่” อย่างขอนแก่น อุบลฯ หรือโคราช ในขณะที่จังหวัดรอบนอกกลับขาดแคลนอย่างหนักแบบไม่เคยเป็นมาก่อน     อ้างอิงจาก: – สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข – HFocus – ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย –

พาเปิดเบิ่ง อัตราส่วนสุดช็อก! อีสาน “ขาดแคลนหมอฟัน” หนักสุดในประเทศ อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top