Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

พามาฮู้จัก รอยเลื่อนสะกาย ยักษ์หลับกลางเมืองพม่า ต้นเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ สะเทือนแรงถึงไทย

รอยเลื่อนสะกาย ต้นเหตุของแผ่นดินไหวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ถือเป็นหนึ่งใน รอยเลื่อนมีพลัง (active fault) ที่สำคัญอันดับต้นๆ ในอาเซียนบ้านเรา ด้วยความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ผ่ากลางอกประเทศพม่า และพาดผ่านแทบทุกเมืองที่สำคัญ เช่น มิตจีนา, มัณฑะเลย์, เนปิดอว์, ย่างกุ้ง, และพะโค ทำให้รอยเลื่อนสะกายถือว่าเป็นรอยเลื่อนยักษ์ที่อยู่ใกล้คนมากเกินไปและไม่น่าไว้ใจในอนาคต   รอยเลื่อนสะกายมีลักษณะเป็นรอยเลื่อนที่เคลื่อนที่ได้ในลักษณะ แบบเฉือน (Strike-slip fault) ซึ่งแปลว่า แผ่นเปลือกโลกทั้งสองข้างของรอยเลื่อนจะเคลื่อนที่ขนานกันไปตามแนวรอยเลื่อน โดยไม่เกิดการหนีบหรือยกสูงของเปลือกโลก ในกรณีนี้ รอยเลื่อนสะกายจะเคลื่อนตัวในลักษณะ เลื่อนด้านซ้าย (Left-lateral fault) โดยที่แผ่นดินทั้งสองข้างจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางตรงข้ามกัน   รอยเลื่อนสะกายเป็นขอบหรือรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกย่อยโบราณ 2 แผ่น คือ แผ่นซุนดา (Sunda Plate) และ แผ่นพม่า (Burma Plate) ซึ่งปัจจุบันถือเป็นส่วนหนึ่งของ แผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย (Eurasian Plate)   สาเหตุการเกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสะกาย แผ่นดินไหวที่เกิดจากรอยเลื่อนสะกาย เป็นผลมาจาก การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ซึ่งเกิดจาก แรงเครียด (Stress) ที่สะสมอยู่ตามแนวรอยเลื่อน เป็นการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก แผ่นอินเดีย (Indian Plate) เคลื่อนตัว ชนกับแผ่นยูเรเชีย (Eurasian Plate)   สะกายเคยทำอะไรมาบ้าง? ⭐ปี 1972-2534 (562 ปี) พบแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป ประมาณ 70 ครั้ง ⭐ปี 2507 – 2555 (48 ปี) พบแผ่นดินไหวขนาด 2.9-7.3 ประมาณ 276 ครั้ง จากการวิเคราะห์ข้อมูลแผ่นดินไหวในเชิงสถิติของ Pailoplee ประเมินว่ารอยเลื่อนสะกายนั้นมีศักยภาพพอที่จะเป็นแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ได้สูงถึง 8.6 โดยเฉพาะบริเวณเมืองมิตจีนา (Myitkyina) ทางตอนเหนือของรอยเลื่อนสะกาย   และจากการรวบรวมผลกระทบด้านแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากรอยเลื่อนสะกายบ่งชี้ว่า หากเกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสะกาย “ประเทศไทย” มีโอกาสได้รับแรงสั่นสะเทือนในระดับ 4-5 ตามมาตราเมอร์คัลลี่แปลง    ในอดีต แถบภาคเหนือลามไปถึงกรุงเทพฯ เคยได้รับแรงสั่นสะเทือนจากรอยเลื่อนสะกายนี้ในระดับ 3 (จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.0 เมื่อ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2455 และ 7.0 เมื่อ 3-4 ธันวาคม พ.ศ. 2473)    ดังนั้นจึงไม่ใช่เฉพาะประเทศเมียนมาเท่านั้นที่ควรจะใส่ใจรอยเลื่อนสะกาย แต่คนไทยอย่างพวกเราก็ควรที่จะจับตาและเฝ้าระวังรอยเลื่อนสะกายอย่างไม่ให้คลาดสายตาเช่นกัน […]

พามาฮู้จัก รอยเลื่อนสะกาย ยักษ์หลับกลางเมืองพม่า ต้นเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ สะเทือนแรงถึงไทย อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเปิดเบิ่ง เกลือหิน (rock salt)🧂🪨ขุมสมบัติล้านปีแห่งแดนอีสาน

พาเปิดเบิ่งเกลือหิน (rock salt)ขุมสมบัติล้านปีแห่งแดนอีสาน..ลำดับเหตุการณ์คร่าวๆ.เมื่อ 300-250 ล้านปีก่อน ช่วงตอนปลายของมหายุคเมโสโซอิก อีสานเคยเป็นทะเลมาก่อน ที่ราบสูงแห่งนี้เป็นที่ราบสูงขนาดใหญ่ของทวีปเป็นแอ่งทีมีการทับถมของตะกอน บางช่วงได้ยุบจมลง เป็นทะเลตื้น ๆ และเมื่อน้ำทะเลระเหย จึงตกตะกอนเป็นชั้นของเกลือหินแทรกอยู่ทั่วทั้งบริเวณที่ราบ.ต่อมาในมหายุคซีโนโซอิก เกิดการบีบตัวของเปลือกโลกทำให้เกิดรอยเลื่อนของเปลือกโลกขึ้นทางด้านตะวันตกและด้านใต้ของภาค แผ่นดินอีสานจะถูกยกตัวสูงขึ้นจากการชนของแผ่นทวีปอินเดียและยูเรเซีย เป็นที่อยู่อาศัยของไดโนเสาร์ ในขณะที่ภาคกลางยังเป็นทะเลอยู่.เกิดการเปลี่ยนสันฐานทางธรณี ระดับน้ำทะเลลด และภูมิประเทศเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่แร่ธาตุ น้ำทะเล เกลือ ไหลไปกองที่ก้นแอ่งโคราช และ แอ่งสกลนคร เป็น เกลือหิน นั้นเอง..เกลือหิน (อังกฤษ: rock salt) คือ ทรัพยากรแร่ตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการตกตะกอนของน้ำทะเล เกลือหินที่พบในประเทศ ไทยแบ่งตามส่วนประกอบทางเคมีออกเป็น 2 ประเภทคือ.ส่วนที่เป็นเกลือแกง หรือที่รู้จักกันว่าเกลือสินเธาว์ เรียกว่าแร่ เฮไลต์ (Halite) มีองค์ประกอบทางเคมีคือ โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ประกอบด้วย คลอรีน (Chlorien) ร้อยละ 60.7 และ โซเดียม (Sodium) ร้อยละ 39.3 เกลือมีน้ำหนักโมเลกุลเท่ากับ 58.4 มีรูปผลึกแบบสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ใสไม่มีสีเมื่อบริสุทธิ์ แต่เมื่อมีมลทินจะมีสีขาว สีเทา สีน้ำตาล และสีส้ม มีความถ่วงจำเพาะ 2.165 ความแข็งตามสเกลของมอร์ (Moh’s Scale) 2.5 มีจุดหลอมตัวที่ 800.8 องศาเซลเซียส และน้ำเกลือจะเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งที่อุณหภูมิลบ 21.12 องศาเซลเซียส เกลือชนิดนี้มีประโยชน์ที่สำคัญนอกจากใช้ในการปรุงอาหารและถนอมอาหารแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากในการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหรรมหลายชนิดเช่นการทำโซดาไฟ (NaOH) โซดาแอช (Na2CO3).ส่วนที่มีส่วนประกอบของธาตุโปแตสเซียม อยู่ด้วยเรียกว่า เกลือโปแตส มีหลายชนิดด้วยกันเช่นแร่ ซิลไวท์ (Sylvite : KCl) แร่คาร์นัลไลท์ (Carnallite : KCl.MgCl2.6H2O) แร่เคนไนท์ (Kainite : MgSO4.KCl.3H2O) และแร่ แลงบิไนท์ (Langbenite : K2SO4.2MgSO4) เป็นต้น เกลือโปแตสมีประโยชน์ในการใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีโดยเนื่องจากมีธาตุ โปแตสเซียม (K) เป็นส่วนประกอบสำคัญ.เกลือหินพบมากในภาคอีสาน ซึ่งเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่า น้ำทะเลที่เคยไหลท่วมภาคอีสานและได้ถูกปิดกั้นด้วยเทือกเขาจากการยกตัวของเทือกเขาภูพานทางตอนกลางของภาคอิสาน ซึ่งได้ทำให้เกิดการแบ่งดินแดนอีสานเป็น 2 ส่วน ทำให้พบแร่เกลือหิน และแร่โปแตชชนิดคาร์นัลไลท์ จำนวนมาก บริเวณที่พบแร่เกลือหินและแร่โปแตช มีลักษณะเป็นแอ่งคล้าย ๆ ก้นกระทะ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แอ่ง คือ.แอ่งเหนือ หรือ แอ่งสกลนคร (Sakonnakhon Basin) อยู่ทางตอนเหนือ ของ ที่ราบสูงโคราช คลุมพื้นที่ของ จังหวัดอุดรธานี

🔎พาเปิดเบิ่ง เกลือหิน (rock salt)🧂🪨ขุมสมบัติล้านปีแห่งแดนอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง บริษัทสร้างบ้านโครงการใหญ่ในอีสาน

อสังหาริมทรัพย์ในหมวดบ้านพักอาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คน ทั้งในแง่ของที่อยู่อาศัยเพื่อการใช้ชีวิตประจำวัน และในฐานะสินทรัพย์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว ตลาดบ้านพักอาศัยมีความหลากหลาย ตั้งแต่บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ไปจนถึงบ้านพักตากอากาศ ซึ่งแต่ละประเภทตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกซื้อบ้านพักอาศัย ได้แก่ ทำเลที่ตั้ง ราคา สิ่งอำนวยความสะดวก และแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และนโยบายภาครัฐยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในการเลือกซื้อบ้าน วันนี้ ISAN Insight & Outlook จะพาไปเบิ่งบริษัทสร้างบ้านโครงการเข้าใหญ่ในอีสาน แนวโน้มในปัจจุบันของการแข่งขัน และความท้าทายในตลาดนี้ การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์กลุ่มบ้านพักอาศัยมีความแตกต่างกันในแต่ละจังหวัด ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น กำลังซื้อของประชากร ขนาดประชากร ระดับรายได้ ทำเลที่ดิน และสภาพแวดล้อมโดยรอบ โดยทั่วไป จังหวัดที่มีขนาดใหญ่และมีเศรษฐกิจเติบโตสูงมักจะมีการแข่งขันที่รุนแรงกว่าจังหวัดขนาดเล็ก จากข้อมูลของบริษัทที่นำมาแสดง จะพบว่าทุกบริษัทล้วนตั้งอยู่ในจังหวัดใหญ่ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น รวมถึงสามารถกำหนดราคาของโครงการให้สอดคล้องกับกำลังซื้อและแนวโน้มการเติบโตของตลาดในพื้นที่ดังกล่าว บริษัท บ้านสาริน จำกัด เจ้าใหญ่รายได้สูงสุดในอีสานจากจังหวัดอุบลราชธานี Big 4 ของอีสาน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีจำนวนประชากรมากและมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี บ้านสารินก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดนี้จากความไว้วางใจของลูกค้า ประสบการณ์อันยาวนาน และชื่อเสียงที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 โดยเริ่มต้นจากธุรกิจซื้อขายที่ดิน ก่อนจะขยายเข้าสู่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในปี พ.ศ. 2540 จากนั้นจึงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ด้วยประสบการณ์กว่า 28 ปี บ้านสารินได้พัฒนาโครงการไปแล้วถึง 29 โครงการ ส่งผลให้บริษัทมีความแข็งแกร่งและเป็นผู้นำตลาด คู่แข่งในจังหวัดจึงเผชิญกับความท้าทายในการแย่งส่วนแบ่งตลาดจากบริษัทที่มีฐานลูกค้ามั่นคงและทรัพยากรที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การแข่งขันยังคงเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของผู้เล่นรายอื่นในตลาด ชวนเบิ่ง “บ้านสาริน” อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เมืองอุบล จังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจด้านการศึกษาและการทำงานของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่นี้มีการแข่งขันสูงควบคู่ไปกับกำลังซื้อของลูกค้าที่แข็งแกร่งหนึ่งในผู้นำตลาดท้องถิ่นคือ บริษัท เกรียงศักดิ์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 2003 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฉัตรเพชร ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี และมียอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น บริษัทมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม รวมกว่า 15 โครงการ แม้ว่าขอนแก่นจะมีผู้เล่นรายใหญ่หลายราย เช่น ฉัตรเพชร และ พิมานกรุ๊ป แต่โอกาสสำหรับผู้เล่นรายใหม่ยังคงมีอยู่เสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บริษัท ที สเปซ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 แต่สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วและก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาคอีสาน การเติบโตของ ที สเปซ แสดงให้เห็นว่า หากสามารถสร้างจุดเด่นและมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง ก็ยังมีโอกาสในการแข่งขันและเติบโตได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง สุดท้าย จังหวัดนครราชสีมา (โคราช) เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งยังเป็น “ประตูสู่ภาคอีสาน” และเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค รวมถึงมีประชากรมากเป็นอันดับ 2

พามาเบิ่ง บริษัทสร้างบ้านโครงการใหญ่ในอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง🧐ความหนาแน่นของประชากรในแต่ละพื้นที่และพีระมิดประชากรกัมพูชา🇰🇭

พามาเบิ่งความหนาแน่นของประชากรในแต่ละพื้นที่และพีระมิดประชากรกัมพูชา . กัมพูชามีประชากรรวมประมาณ 16.3 ล้านคน คนกัมพูชาส่วนใหญ่พูด ภาษาเขมร (Khmer) ซึ่งเป็นภาษาราชการและภาษาหลักของประเทศ . มีเนื้อที่ประมาณ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย เส้นเขตแดนโดยรอบประเทศยาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร โดยมีเส้นเขตแดนติดต่อกับประเทศไทยยาว 798 กิโลเมตร . #ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกระจุกตัวของประชากร เศรษฐกิจและโอกาสการจ้างงาน – เมืองใหญ่ เช่น พนมเปญ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การศึกษา และอุตสาหกรรม ทำให้มีประชากรอพยพเข้ามาทำงาน โครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม – พื้นที่ที่มีถนนและเส้นทางคมนาคมที่ดีจะดึงดูดผู้คนให้มาตั้งรกราก เช่น จังหวัดรอบ ๆ ทะเลสาบโตนเลสาบ (Tonle Sap) สภาพภูมิประเทศ – พื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือป่าไม้ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ มีประชากรเบาบาง . #วิเคราะห์พีระมิดประชากรกัมพูชา โครงสร้างเป็นพีระมิดฐานกว้าง– มีประชากรวัยเด็ก (0-14 ปี) และวัยแรงงานตอนต้น (15-29 ปี) จำนวนมาก แสดงถึงอัตราการเกิดที่ยังสูง แม้จะเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับอดีต อัตราการลดลงของประชากรเมื่ออายุสูงขึ้น– เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังวัย 50 ปีขึ้นไป สัดส่วนประชากรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงอายุขัยเฉลี่ยที่ยังไม่สูงมาก จำนวนผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในวัยสูงอายุ– หลังอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเป็นแนวโน้มปกติในหลายประเทศ เนื่องจากอายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงมักสูงกว่าผู้ชาย กัมพูชามีโครงสร้างประชากรที่ค่อนข้างหนุ่มสาว และมีกำลังแรงงานที่กำลังเติบโต ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ต่อไปนี้เป็นภาพรวมของประชากรและโครงสร้างวัยแรงงานของกัมพูชา: ภาพรวมประชากร ขนาดประชากร: ประมาณ 17 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2566) อัตราการเติบโต: อัตราการเติบโตของประชากรค่อนข้างสูง การกระจายตัว: ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท แต่การย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองกำลังเพิ่มขึ้น โครงสร้างอายุ กัมพูชามีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก โดยมีสัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานสูง สัดส่วนประชากรวัยแรงงานที่สูงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โครงสร้างวัยแรงงาน กำลังแรงงานส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมสิ่งทอ ภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว กำลังเติบโตและสร้างโอกาสการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป ลักษณะเฉพาะของโครงสร้างประชากรและวัยแรงงาน ประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก: ก่อให้เกิดโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก็มีความท้าทายในการสร้างงานและให้การศึกษาแก่เยาวชน การเปลี่ยนแปลงจากภาคเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ: ส่งผลต่อความต้องการแรงงานที่มีทักษะที่แตกต่างกัน การย้ายถิ่นฐาน: การย้ายถิ่นฐานจากชนบทสู่เมืองก่อให้เกิดความท้าทายในการจัดการกับการเติบโตของเมืองและสร้างโอกาสในการจ้างงานในเมือง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ประชากรวัยแรงงานที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การพัฒนาทักษะแรงงานเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกัมพูชาในเศรษฐกิจโลก การจัดการกับการเติบโตของเมืองและการสร้างโอกาสการจ้างงานในเมืองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากัมพูชามีประชากรและโครงสร้างวัยแรงงานที่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทักษะแรงงานและการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต “กัมพูชาเข้ามาทำงานที่คนไทยไม่ทำ และอุตสากรรมก่อสร้างและอสังหาฯ ใช้แรงงานต่างด้าวเป็นหลัก” แรงงานชาวกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทยด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้: โอกาสในการหารายได้ที่สูงกว่า: ค่าแรงในประเทศไทยโดยทั่วไปสูงกว่าในกัมพูชา ทำให้แรงงานชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องการเข้ามาทำงานในไทยเพื่อหารายได้ที่มากขึ้น เพื่อส่งกลับไปจุนเจือครอบครัว ความต้องการแรงงานในประเทศไทย: ประเทศไทยมีความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น

พามาเบิ่ง🧐ความหนาแน่นของประชากรในแต่ละพื้นที่และพีระมิดประชากรกัมพูชา🇰🇭 อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง! ปริมาณการจราจรผ่านสะพานมิตรภาพ

  รถยนต์(คัน) รถโดยสาร(คัน) รถบรรทุก(คัน) สะพาน1   91503 51130 387692 % 17% 10% 73%   สะพาน 2 17251 5431 33141 % 31% 10% 59%   สะพาน 3 27323 6581 160689 % 14% 3% 83%   สะพาน 4  12202 792 88090 % 12% 1% 87%   ในยุคที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการคมนาคมมีความสำคัญ ข้อมูลปริมาณการจราจรทางถนนผ่านสะพานระหว่างประเทศที่มีด่านเก็บค่าธรรมเนียม  จึงเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินการเคลื่อนย้ายและการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ . 1.ค่าธรรมเนียม หมายถึง ค่าบริการที่เรียกเก็บในการผ่านทางสะพานมิตรภาพที่กรมทางหลวงรับผิดชอบ 2.ปริมาณการจราจร หมายถึง ปริมาณยานพาหนะที่ใช้งานสะพานมิตรภาพ ทั้งขาเข้าและขาออก . ประเภทของรถที่ผ่านสะพานประเทศ รถยนต์ ได้เเก่  รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง, รถโดยยสาร ได้เเก่ รถโดยสารขนาดเล็ก 7 ที่นั่งแต่ไม่เกิน 12 ที่นั่ง,รถโดยสารขนาดเล็ก 7 ที่นั่งแต่ไม่เกิน 20 ที่นั่ง,รถโดยสารขนาดกลาง 12 ที่นั่ง แต่ไม่เกิน 24 ที่นั่ง,รถโดยสารขนาดใหญ่เกิน 20 ที่นั่ง,รถโดยสารขนาดใหญ่เกิน 24 ที่นั่ง รถบรรทุก ได้เเก่ รถบรรทุก 4 ล้อ,รถบรรทุก 6 ล้อ ,รถบรรทุก 10 ล้อ,รถบรรทุกเกิน 10 ล้อ . . ปริมาณการจราจรทางถนนผ่านสะพานระหว่างประเทศที่มีด่านเก็บค่าธรรมเนียม . สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์)     530,325 คัน  สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต)     55,823 คัน สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน)         194,593 คัน  สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) 

พามาเบิ่ง! ปริมาณการจราจรผ่านสะพานมิตรภาพ อ่านเพิ่มเติม »

ชวนมาเบิ่ง “เซ็นทรัลพัฒนา” สร้างปรากฏการณ์พัฒนาเมกะโปรเจกต์ ทุ่มงบ 120,000 ล้านบาท เดินหน้าพัฒนาโครงการ Mixed-Use

เซ็นทรัลพัฒนา: ปฏิวัติวงการค้าปลีกไทย ผงาดสู่ผู้นำมิกซ์ยูสระดับประเทศ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่กว่า 120,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน (มิกซ์ยูส) ที่ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยกลยุทธ์ “Retail-Led Mixed-Use Development” ที่ผสานศูนย์การค้า ที่พักอาศัย โรงแรม และอาคารสำนักงานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว   ปี 2567 ที่ผ่านมา CPN สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 51,843 ล้านบาท กำไรสุทธิ 16,729 ล้านบาท และจำนวนผู้เข้าใช้บริการศูนย์การค้ากว่า 500 ล้านครั้งต่อปี ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของ CPN ในฐานะผู้นำที่เข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง   เปิดตัวเมกะโปรเจกต์และปรับโฉมศูนย์การค้าครั้งใหญ่ CPN เตรียมเปิดตัวและปรับปรุงโครงการสำคัญหลายแห่งทั่วประเทศ ดังนี้   Central Park โอเอซิสใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนสีลม-พระราม 4 ที่จะเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2568 ด้วยคอนเซ็ปต์ “Here for Bangkok” รวบรวมแบรนด์ดังระดับโลกรวมกว่า 230 แบรนด์ รวมถึงร้านอาหารชื่อดังและมิชลินสตาร์   The Central พหลโยธิน ถือเป็นหนึ่งในโครงการ Mixed-use ที่ใหญ่ติด Top3 ของเซ็นทรัลพัฒนา สามารถเชื่อมต่อกับศูนย์การค้า Central ลาดพร้าวได้ ซึ่งเป็นมิกซ์ยูสแห่งแรกของเซ็นทรัลพัฒนา โครงการนี้ถูกวางให้เป็น Gateway สำคัญในการดึงดูดดีมานด์ใหม่จากกรุงเทพฯ ตอนบน รวมถึงนักช้อประดับคุณภาพจากจังหวัดใกล้เคียง   Central Northville โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่สุด ใจกลางนนทบุรี ภายใต้แนวคิด The New District of North Bangkok โครงการนี้โดดเด่นด้วย Biophilic Design นำธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร สร้างบรรยากาศ Outdoor-in-Indoor คล้ายกับโมเดลรุ่นพี่ก่อนหน้านี้ (อย่าง Central Eastville และ Central Westville) ออกแบบพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันแบบ Socialized, Multi-Generation & Community Space รวมถึงรองรับ Pet-Friendly มากยิ่งขึ้น   Central Chiangmai Airport ปรับโฉมครั้งใหญ่ สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการรีเทลภาคเหนือ จากที่ผ่านมาได้ปรับ Master Planning ใหม่ครั้งใหญ่ โครงการนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Muji’s First Flagship Store ในภาคเหนือ และเพิ่มเสน่ห์ให้กับพื้นที่ด้วยโซน

ชวนมาเบิ่ง “เซ็นทรัลพัฒนา” สร้างปรากฏการณ์พัฒนาเมกะโปรเจกต์ ทุ่มงบ 120,000 ล้านบาท เดินหน้าพัฒนาโครงการ Mixed-Use อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ราคาเมล็ดกาแฟโลกทำลายสถิติ! “ไทย-เวียดนาม” ส่งออกพุ่งทะยาน

กาแฟแก้วโปรด…ราคาพุ่งทะยาน! วิกฤตสภาพอากาศดันราคาเมล็ดกาแฟโลกทำสถิติใหม่ คอกาแฟทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อราคาเมล็ดกาแฟในตลาดโลกพุ่งสูงทำลายสถิติเป็นประวัติการณ์ โดยเมล็ดกาแฟอาราบิก้าแตะ 9 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม และโรบัสต้าอยู่ที่ 5.8 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตกาแฟ ทำให้หลายคนเริ่มหันมาชงกาแฟดื่มเองที่บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย   ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาเมล็ดกาแฟ สภาพอากาศแปรปรวน : เกิดภัยแล้งรุนแรงในบราซิล ผู้ผลิตกาแฟอาราบิก้ารายใหญ่ของโลก และยังเกิดพายุไต้ฝุ่นและภัยแล้งในเวียดนาม ผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ของโลก   ความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น : การบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศกำลังพัฒนา และจำนวนชนชั้นกลางที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการกาแฟสูงขึ้น     กาแฟไทย: โอกาสทองในตลาดโลก ท่ามกลางราคาพุ่งสูงและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ราคาเมล็ดกาแฟในตลาดโลกที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโอกาสทองในการขยายตลาดส่งออกกาแฟ โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมูลค่าการส่งออกกาแฟไทยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 258% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า   ศักยภาพของกาแฟไทยในตลาดโลก การเพิ่มขึ้นของมูลค่าการส่งออกในเดือนมกราคมแสดงให้เห็นถึงความต้องการกาแฟไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในตลาดโลก ในปี 2024 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกกาแฟอยู่ที่ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 302 ล้านบาท ซึ่งแม้จะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโต   ในส่วนของความหลากหลายของสายพันธุ์นั้น ประเทศไทยมีสัดส่วนการผลิตกาแฟอาราบิก้า 64% และโรบัสต้า 36% ซึ่งถือว่ามีความหลากหลายและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่แตกต่างกันได้ ซึ่งกาแฟอาราบิก้าของไทยมีชื่อเสียงในเรื่องของคุณภาพและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะกาแฟจากภาคเหนือของประเทศ   ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 35 ของโลกในด้านปริมาณการผลิตกาแฟ ซึ่งแม้จะไม่ใช่อันดับต้นๆ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผลิตกาแฟที่มีคุณภาพ     เวียดนาม: เจ้าแห่งโรบัสต้า ผงาดสู่ผู้นำตลาดกาแฟโลก ด้วยมูลค่าส่งออกทะยานหลักพันล้าน เวียดนาม ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดกาแฟโลก ด้วยตัวเลขการส่งออกที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะกาแฟพันธุ์โรบัสต้าที่ครองส่วนแบ่งตลาดอย่างแข็งแกร่ง ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมูลค่าการส่งออกกาแฟเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 83% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า   ความแข็งแกร่งของเวียดนามในตลาดกาแฟโลก ในปี 2024 ที่ผ่านมา เวียดนามมีมูลค่าการส่งออกกาแฟสูงถึง 4,242 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 142,542 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในฐานะผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ของโลก โดยการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการกาแฟเวียดนามที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก   อีกทั้งเวียดนามเป็นผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตโรบัสต้ามากกว่า 90% ของผลผลิตกาแฟทั้งหมด กาแฟโรบัสต้าของเวียดนามมีชื่อเสียงในเรื่องของรสชาติที่เข้มข้นและมีปริมาณคาเฟอีนสูง ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบกาแฟรสชาติเข้มข้น   ปัจจุบันเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกในด้านปริมาณการผลิตกาแฟ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผลิตกาแฟปริมาณมากเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก     แนวโน้มกาแฟโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร? ด้วยปัจจัยด้านสภาพอากาศที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าราคาเมล็ดกาแฟจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปในระยะสั้นถึงระยะกลาง ผู้ประกอบการและผู้บริโภคจึงต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของตลาดกาแฟในอนาคต ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมกาแฟในระยะยาว     อ้างอิงจาก: – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย – The International Coffee Organization (ICO) –

พาส่องเบิ่ง ราคาเมล็ดกาแฟโลกทำลายสถิติ! “ไทย-เวียดนาม” ส่งออกพุ่งทะยาน อ่านเพิ่มเติม »

บริษัทใหญ่ในอีสาน ใช้เวลากี่ปีกว่ารายได้จะแตะพันล้าน

การเริ่มต้นธุรกิจเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยโอกาสและอุปสรรค ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากความมุ่งมั่น อดทน และการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาด การเดินทางจากจุดเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ไปจนถึงการสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าหลักพันล้านนั้น ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ วันนี้ ISAN Insight & Outlook จะพามาเบิ่ง บริษัทในอีสานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถสร้างรายได้พันล้านในเวลาไม่ถึงทศวรรษ โดยแบ่งตามการจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศไทย (TSIC) ทั้งนี้ ทางทีมงานจะไม่ได้นำทุกธุรกิจมาแสดง เพียงแต่นำธุรกิจที่ดูน่าสนใจและหลายคนอาจจะคุ้นชินมานำเสนอเท่านั้น บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งบริษัท: นาย ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ปีที่จดทะเบียน: พ.ศ. 2549 ปีที่รายได้แตะหมื่นล้าน: พ.ศ. 2561 รายได้ปีที่แตะหมื่นล้าน: 10,084 ล้านบาท ระยะเวลาที่ใช้: 12 ปี สัดส่วนแบ่งรายได้ทั่วประเทศ: 11.7% จังหวัดที่ตั้ง: บุรีรัมย์   บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งบริษัท: นาย วิทูร สุริยวนากุล ปีที่จดทะเบียน: พ.ศ. 2538 ปีที่รายได้แตะหมื่นล้าน: พ.ศ. 2555 รายได้ปีที่แตะหมื่นล้าน:  11,099 ล้านบาท ระยะเวลาที่ใช้: 17 ปี สัดส่วนแบ่งรายได้ทั่วประเทศ: 9.2% จังหวัดที่ตั้ง: ร้อยเอ็ด   บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งบริษัท: นาย อดิศักดิ์ ตั้งมิตรประชา และ นาง นาตยา ตั้งมิตรประชา ปีที่จดทะเบียน: พ.ศ. 2536 ปีที่รายได้แตะหมื่นล้าน: พ.ศ. 2554 รายได้ปีที่แตะหมื่นล้าน: 10,544 ล้านบาท ระยะเวลาที่ใช้: 18 ปี สัดส่วนแบ่งรายได้ทั่วประเทศ: 39.2% จังหวัดที่ตั้ง: อุบลราชธานี   บริษัท ห้างทองทองสวย จำกัด ผู้ก่อตั้งบริษัท: นาย อุดม ตติเวชกุล ปีที่จดทะเบียน: พ.ศ. 2539 ปีที่รายได้แตะหมื่นล้าน: พ.ศ. 2563 รายได้ปีที่แตะหมื่นล้าน: 17,193 ล้านบาท ระยะเวลาที่ใช้: 24 ปี สัดส่วนแบ่งรายได้ทั่วประเทศ: 0.8% จังหวัดที่ตั้ง: ขอนแก่น เริ่มต้นด้วยธุรกิจในภาคการเกษตรเป็นรากฐานสำคัญของภาคอีสาน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่คุ้นชินกับการทำเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์

บริษัทใหญ่ในอีสาน ใช้เวลากี่ปีกว่ารายได้จะแตะพันล้าน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ทุนญี่ปุ่นเบอร์ 1 ของอีสาน เปิดรายชื่อ 15 ยักษ์ใหญ่ เงินลงทุนมหาศาล

เมื่อพูดถึงการลงทุนจากต่างประเทศในประเทศไทย ญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญมายาวนาน ด้วยการลงทุนมหาศาลในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศ ภาคอีสานแม้จะเป็นพื้นที่ที่เคยเน้นเกษตรกรรม แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ที่ดึงดูดทุนญี่ปุ่นได้อย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลล่าสุด พบว่ามีบริษัทญี่ปุ่นรายใหญ่กว่า 15 บริษัท ที่เข้ามาลงทุนในภาคอีสาน โดยมีเม็ดเงินลงทุนรวมกันหลายพันล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของภูมิภาคนี้ในการรองรับอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีและแรงงานทักษะสูง   ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปี 2567 เผยให้เห็นว่าญี่ปุ่นได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 7,533 ล้านบาทในภูมิภาคนี้   อีสานอินไซต์จะพาเปิดรายชื่อ 15 ยักษ์ใหญ่ ที่ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลในอีสาน   บจก.คาสิโอ (ประเทศไทย)📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การผลิตนาฬิกา โดยมีมูลค่าการลงทุน 1,020 ล้านบาท   บจก.โคยามา แคสติ้ง (ประเทศไทย)📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การหล่อเหล็ก โดยมีมูลค่าการลงทุน 855 ล้านบาท   บจก.นิชิกาว่า เตชาพลาเลิศ คูปเปอร์📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การผลิตผลิตภัณฑ์ยาโดยมีมูลค่าการลงทุน 490 ล้านบาท   บจก.เจวีซีเคนวูด ออพติคัล อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย)📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์โดยมีมูลค่าการลงทุน 488 ล้านบาท   บจก.สตาร์ ไมโครนิคส์ (ประเทศไทย)📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การผลิตเครื่องจักรที่ใช้งานทั่วไป โดยมีมูลค่าการลงทุน 406 ล้านบาท   บจก.คายาม่า เอ็นจิเนียริ่ง📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การผลิตเครื่องทำความเย็นโดยมีมูลค่าการลงทุน 380 ล้านบาท   บจก.ฮอนด้า เฟาดรี (เอเซียน)📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์ โดยมีมูลค่าการลงทุน 327 ล้านบาท   บจก.ฟูจิคูระ ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย)📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การผลิตสายไฟฟ้า, เคเบิลและอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีมูลค่าการลงทุน 261 ล้านบาท   บจก.ไทย อะคิบะ📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การหล่อโลหะ โดยมีมูลค่าการลงทุน 238 ล้านบาท   บจก.แอลป์ส ทูล (ประเทศไทย)📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การผลิตเครื่องจักร โดยมีมูลค่าการลงทุน 224 ล้านบาท   บจก.ฮิตาชิ แอสเตโม โคราช📍นครราชสีมา ประกอบธุรกิจ การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์ โดยมีมูลค่าการลงทุน 217 ล้านบาท   บจก.แอดเดอรานสไทย📍บุรีรัมย์ ประกอบธุรกิจ การผลิตเครื่องประดับ โดยมีมูลค่าการลงทุน 210 ล้านบาท   บจก.ยานอส (ไทยแลนด์)📍นครราชสีมา

พาส่องเบิ่ง ทุนญี่ปุ่นเบอร์ 1 ของอีสาน เปิดรายชื่อ 15 ยักษ์ใหญ่ เงินลงทุนมหาศาล อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง พื้นที่สีเขียว ปอดของแต่ละภาคและแผ่นดิน ก้าวสู่อนาคตสีเขียวของไทย

พามาเบิ่ง พื้นที่สีเขียว ปอดของแต่ละภาคและแผ่นดิน ก้าวสู่อนาคตสีเขียวของไทย . ภาค พื้นที่สีเขียว (ตร.ม) พื้นที่สีเขียว (ตร.ม) / ประชากร (คน) พื้นที่สีเขียว / ภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 49,845,704 2.31 0.03% ภาคเหนือ 41,535,394 3.49 0.02% ภาคกลาง 33,833,473 1.48 0.03% ภาคใต้ 10,079,756 1.06 0.01%   หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 หน่วย ตารางเมตร ต่อ 1 คน   ฮู้บ่ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่สีเขียวทั้งหมด 135,294,300 ตร.ม. (84,558.95 ไร่) หรือคิดเป็นเพียง 0.03% ของพื้นที่ทั้งหมด และมีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากร อยู่ที่ 2.04 ตร.ม ต่อ คน ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง พื้นที่สีเขียวกลายเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดอุณหภูมิของเมือง หรือสร้างความสุขให้กับผู้คนที่อยู่อาศัย ทว่า หากพิจารณาสัดส่วนพื้นที่สีเขียวของแต่ละภาคในไทย เรากลับพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และอาจสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เราต้องเผชิญ   อีสานของเราเป็นผู้นำด้านพื้นที่สีเขียวแต่ยังมีอุปสรรค ปัจจุบันอีสานมีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในประเทศ คิดเป็น 49.85 ล้านตารางเมตร แม้ตัวเลขนี้จะดูสูง แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของพื้นที่สีเขียวต่อประชากร กลับพบว่ามีเพียง 2.31 ตารางเมตรต่อคน และในภาพใหญ่ของไทย พื้นที่สีเขียว ต่อคน มีเพียง 2.04 ตร.ม. ต่อคนเพียงเท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำให้มีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตารางเมตรต่อคน    เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่สีเขียวของแต่ละภาค พบว่าภาคเหนือแม้มีพื้นที่สีเขียวรวมรองลงมา (41.53 ล้านตารางเมตร) แต่กลับมีพื้นที่สีเขียวต่อประชากรสูงที่สุดที่ 3.49 ตารางเมตรต่อคน ในขณะที่ภาคกลางมีพื้นที่สีเขียวเพียง 1.48 ตารางเมตรต่อคน และภาคใต้ต่ำที่สุดที่ 1.06 ตารางเมตรต่อคน นอกจากนี้ หากดูสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่ภาค พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางมีเพียง 0.03%ขณะที่ภาคเหนืออยู่ที่ 0.02% และภาคใต้ต่ำสุดเพียง 0.01%   ด้วยตัวเลขที่ยังถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานมาก นี่อาจเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 ซึ่งการเพิ่มพื้นที่สีเขียวถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ โดยต้นไม้ 1 ต้นสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 9-15 กิโลกรัมต่อปี นั่นหมายความว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในอีสานและภูมิภาคอื่น ๆ ให้ได้

พามาเบิ่ง พื้นที่สีเขียว ปอดของแต่ละภาคและแผ่นดิน ก้าวสู่อนาคตสีเขียวของไทย อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top