Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

พาย้อนเบิ่ง การเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดในอีสาน ทุก 4 ปี เปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน

จากข้อมูลการเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจของจังหวัดในภาคอีสานในทุกๆ ช่วง 4 ปี จะเห็นได้ว่า ภาคอีสานไม่ได้โตเท่ากันทั้งภูมิภาค แต่เป็นการเติบโตแบบกระจุกตัวและสลับบทบาทกันของแต่ละพื้นที่  หากดูเป็นรายจังหวัด จะเห็นได้ว่า หลายจังหวัดที่ติดอันดับต้นๆ แทบจะไม่ใช่จังหวัดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่กลับเป็นจังหวัดขนาดเล็กหรือจังหวัดชายขอบ อย่างเช่น บึงกาฬ หนองคาย เลย หรืออำนาจเจริญ ซึ่งมีลักษณะร่วมกันคือ ฐานเศรษฐกิจเดิมไม่สูงมาก เมื่อมีแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจเพียงบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นการค้าชายแดน การลงทุนใหม่ หรือการท่องเที่ยวที่เริ่มเติบโต ก็สามารถผลักให้อัตราการขยายตัวพุ่งขึ้นได้อย่างโดดเด่นในเชิงสัดส่วน   อัตราการเติบโตแต่ละช่วงเวลา หากเจาะลึกลงไปที่ตัวเลขการเติบโต จะเห็นได้ว่า จังหวัดที่มีอัตราขยายตัวสูงในภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่มีฐานเศรษฐกิจขนาดเล็ก และมีการเร่งตัวเป็นช่วงๆ มากกว่าจะเติบโตต่อเนื่องทุกปี อัตราการเติบโตในปี 2559 เมื่อเทียบกับปี 2555 กลุ่มจังหวัดที่เติบโตโดดเด่น อย่างเช่น หนองบัวลำภู เติบโตสูงถึง 23.6% อำนาจเจริญ 19.9% และมุกดาหาร 19.8% ตัวเลขระดับเกือบ 20% นี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับภาพรวมประเทศ ซึ่งก็เป็นการเร่งตัวจากฐานต่ำ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนอย่างมุกดาหารที่ได้รับแรงหนุนจากการค้าข้ามแดน ขณะที่จังหวัดขนาดเล็กอย่างหนองบัวลำภู เมื่อมีการลงทุนหรือการขยายตัวของภาคเกษตรและบริการเพียงบางส่วน ก็สามารถดันอัตราการเติบโตให้พุ่งขึ้นได้ทันทีนั่นเอง อัตราการเติบโตในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2559 จะเห็นได้ว่า อำนาจเจริญยังคงนำที่ 24.7% เกิดจากแรงส่งที่ต่อเนื่องในระยะหนึ่ง ขณะที่สุรินทร์ 18.9% และมหาสารคาม 16.6% ขยับขึ้นมาแทนจังหวัดกลุ่มเดิม นั่นแสดงว่าการเติบโตไม่ได้กระจุกอยู่พื้นที่เดิม แต่เป็นการกระจายโอกาสเป็นรอบๆ ในขณะเดียวกัน บางจังหวัดที่เคยเติบโตสูงกลับชะลอลง อย่างเช่น บึงกาฬเหลือเพียง 6.1% และหนองบัวลำภูเหลือ 4.6%  อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตในปี 2567 เมื่อเทียบกับปี 2563 กลับเกิดการเร่งตัวครั้งใหม่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนและจังหวัดขนาดเล็ก บึงกาฬพุ่งสูงถึง 41.8% หนองคาย 30.7% และเลย 29.1% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้เกิดจากการฟื้นตัวและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเส้นทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง   อัตราการเติบโตกับขนาดเศรษฐกิจไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน จังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมสูง อย่างเช่น ขอนแก่น นครราชสีมา หรืออุดรธานี แม้จะมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค แต่การจะขยับตัวเลขให้เติบโตในระดับสูงจำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดขนาดเล็ก ใช้เพียงแรงขับเคลื่อนขนาดไม่ใหญ่มากก็สามารถทำให้อัตราการเติบโตดูสูงได้ทันที อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการเติบโตของจังหวัดเหล่านี้จะดูโดดเด่น แต่ไม่ได้หมายความว่ามีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาวเสมอไป หากยังขาดฐานเศรษฐกิจที่หลากหลายและมั่นคง การเติบโตอาจเป็นเพียงการเร่งตัวชั่วคราวมากกว่าการขยายตัวอย่างยั่งยืน ในทางกลับกัน หากสามารถต่อยอดจากจังหวะการเติบโตนี้ไปสู่การลงทุนระยะยาว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง จังหวัดขนาดเล็กเหล่านี้ก็มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นจุดเติบโตใหม่ของภาคอีสานได้ในอนาคตนั่นเอง อีกทั้ง บทบาทของจังหวัดที่มีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้านมักมีอัตราการเติบโตโดดเด่นในบางช่วง ซึ่งก็เกิดจากการไหลเวียนของสินค้า การค้าข้ามแดน และการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเส้นทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ขณะที่จังหวัดตอนในซึ่งไม่ได้เชื่อมต่อโดยตรง มักเติบโตตามจังหวะของเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้มีความเสถียรมากกว่า แต่ขาดแรงกระตุ้นที่ทำให้เติบโตแบบก้าวกระโดด   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ติดตาม ISAN Insight […]

พาย้อนเบิ่ง การเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดในอีสาน ทุก 4 ปี เปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง แผนที่ “ร้านกัญชา” ทั่วภาคอีสาน หลังปลดล็อก พบเด็กไทยในสถานพินิจเคยใช้กัญชาพุ่ง 2 เท่า

หากย้อนกลับไปก่อนปี 2562 กัญชายังคงถูกจัดอยู่ในบัญชียาเสพติด การเข้าถึงถูกจำกัดอย่างเข้มงวดและอยู่ในกรอบทางการแพทย์เป็นหลัก แต่เมื่อประเด็นกัญชาถูกยกขึ้นเป็นนโยบายสำคัญในการเลือกตั้งปี 2562 ก็ได้จุดกระแสให้สังคมหันมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง ก่อนจะนำไปสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” เมื่อปี 2565 ที่มีการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ส่งผลให้กัญชากลายเป็นพืชถูกกฎหมาย และเปิดประตูให้เกิด “อุตสาหกรรมกัญชา” ทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก WEED.TH ในปี 2568 ประเทศไทยมีร้านกัญชาสูงถึง 10,821 ร้าน กระจุกตัวในพื้นที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยว อย่างเช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต ขณะที่ในภาคอีสานเองก็เติบโตไม่แพ้กัน มีร้านกัญชารวมกว่า 1,121 ร้าน โดยมีมากอยู่ที่ขอนแก่น 188 ร้าน ตามมาด้วย อุดรธานี 128 ร้าน และบุรีรัมย์ 108 ร้าน) อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดกลับชี้ให้เห็นความเปราะบางในระยะยาว จากบทความกัญชาในมิติเศรษฐกิจ ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าลูกค้ากว่า 90% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้ดีมานด์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรง และธุรกิจจำนวนมากพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก แม้ตลาดจะสร้างมูลค่าสูงถึง 3.5 พันล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การปลดล็อกเริ่มปรากฏชัดขึ้น รายงานของ UNODC ระบุว่า ในปี 2567 มีผู้ใช้กัญชาในไทยสูงถึง 1.5 ล้านคน และมีผู้เข้ารับการบำบัด 7,500 คน ขณะที่ข้อมูลจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนสะท้อนภาพที่น่ากังวลยิ่งกว่า โดยจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยมีประวัติใช้กัญชาเพิ่มจาก 1,696 คนในปี 2565 เป็น 3,543 คนในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นถึง 108.9% ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในภาพที่ชี้ว่าการใช้กัญชาในกลุ่มเยาวชนพุ่งขึ้นหลังการเปิดเสรีนั่นเอง และล่าสุด รัฐจึงต้องดึงเบรกนโยบายกัญชาอีกครั้ง โดยเมื่อปี 2568 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้ “ช่อดอกกัญชา” เป็นสมุนไพรควบคุม จำกัดการใช้เฉพาะทางการแพทย์ภายใต้ใบสั่งแพทย์ และกำหนดพื้นที่ห้ามจำหน่ายอย่างเข้มงวด นี่จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจากเสรีเชิงพาณิชย์กลับสู่ควบคุมเชิงสุขภาพ   อ้างอิงจาก: – Rocket Media Lab – กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน – กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก   #กัญชา #กัญชาไทย #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #กัญชาเสรี

พาเปิดเบิ่ง แผนที่ “ร้านกัญชา” ทั่วภาคอีสาน หลังปลดล็อก พบเด็กไทยในสถานพินิจเคยใช้กัญชาพุ่ง 2 เท่า อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่งพิกัด UNESCO ในอีสาน ทั้งที่ “ขึ้นทะเบียนมรดกโลก” และ “บัญชีรายชื่อเบื้องต้น” ที่เตรียมโกอินเตอร์

ปัจจุบันภาคอีสานของเรามีแหล่งมรดกโลกทั้งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว และแหล่งที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการผลักดันสู่เวทีโลกอย่างเต็มตัว กลุ่มที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ได้แก่ “แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง” จังหวัดอุดรธานี ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่เป็นการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของสังคมยุคก่อนประวัติศาสตร์ และล่าสุด “ภูพระบาท” ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าอีสานบ้านเราก็เป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางอารยธรรมโบราณ” ที่มีคุณค่าในระดับสากล ขณะที่อีกหลายแห่งกำลังอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น อย่างเช่น พระธาตุพนม กลุ่มปราสาทหินพนมรุ้ง-เมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด ซึ่งล้วนเป็นโบราณสถานที่สำคัญของอารยธรรมขอม ขึ้นทะเบียนมรดกโลก แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง📍อุดรธานี 📄ค้นพบครั้งแรกปี 2503 🌏ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปี 2535   ภูพระบาท📍อุดรธานี 📄ขึ้นเป็นโบราณสถานปี 2524 🌏ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปี 2567 ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลก พระธาตุพนม📍นครพรม 📄ขึ้นเป็นโบราณสถานปี 2478 📄ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกปี 2560   ปราสาทหินพนมรุ้ง📍บุรีรัมย์ 📄ขึ้นเป็นโบราณสถานปี 2478 📄ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกปี 2562   ปราสาทหินเมืองต่ำ📍บุรีรัมย์ 📄ขึ้นเป็นโบราณสถานปี 2478 📄ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกปี 2562   ปราสาทปลายบัด📍บุรีรัมย์ 📄ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกปี 2562 การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO คือการยืนยันว่าแหล่งนั้นมีคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลที่มนุษยชาติควรร่วมกันอนุรักษ์ UNESCO กำหนดเกณฑ์อย่างเข้มงวด ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา นั่นหมายความว่า เมื่อพื้นที่ใดได้รับการขึ้นทะเบียน จะได้รับการยกระดับทั้งในเชิงมาตรฐานการอนุรักษ์ และการรับรู้ในระดับโลกไปพร้อมกันนั่นเอง อีกทั้ง การเป็นมรดกโลกเปรียบเสมือน “ตรารับรองระดับโลก” ที่ช่วยให้สถานที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างโดยอัตโนมัติ นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมักใช้สถานะนี้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเดินทาง ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว รายได้ของชุมชน และการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร ไกด์นำเที่ยว และสินค้า OTOP นำไปสู่การหมุนเวียนของเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย สุดท้ายแล้ว มรดกโลกของอีสานสามารถยกระดับภูมิภาคให้เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก ผ่านเรื่องเล่าทางอารยธรรมที่ทรงพลัง ยิ่งหากแหล่งในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นสามารถผลักดันขึ้นทะเบียนได้สำเร็จ อีสานจะกลายเป็นหนึ่งหมุดหมายเชิงประวัติศาสตร์ระดับโลกนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – กรมศิลปากร – UNESCO #โบราณสถาน #โบราณคดี #มรดกโลก #UNESCO #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #แหล่งมรดกโลก

พาเลาะเบิ่งพิกัด UNESCO ในอีสาน ทั้งที่ “ขึ้นทะเบียนมรดกโลก” และ “บัญชีรายชื่อเบื้องต้น” ที่เตรียมโกอินเตอร์ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง “สุกี้ตี๋น้อย” ยักษ์ใหญ่แห่งบุฟเฟ่ต์ยอดขาย 1.3 หมื่นล้าน

“สุกี้ตี๋น้อย” คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของธุรกิจร้านอาหารไทยในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว แต่การแข่งขันกลับรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โมเดลบุฟเฟ่ต์ราคา 199 บาทที่เคยถูกมองว่าเสี่ยง กลับกลายเป็นกลยุทธ์พลิกเกมที่เข้าถึงคนได้อย่างถูกต้อง ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใดกล้าขยายสเกลพร้อมกันหลายสิบสาขาในกรุงเทพฯ การตัดสินใจดังกล่าวของคุณเฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช ไม่เพียงสร้างการจดจำแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นการล็อกดีมานด์กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่างไว้ได้ตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 ปี แบรนด์สามารถเติบโตจากผู้เล่นหน้าใหม่ สู่ธุรกิจร้านอาหารระดับพันล้านอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลจะเห็นภาพการเติบโตที่ชัดเจน รายได้เพิ่มจาก 7,028 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 9,147 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโตถึง 31% ซึ่งก็มาจากการขยายสาขาและจำนวนลูกค้ากว่า 9.1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม กำไรกลับลดลงจาก 1,169 ล้านบาท เหลือ 864 ล้านบาท ซึ่งชี้ให้เห็นแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าเช่าพื้นที่ โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่ปกติควรเป็นช่วงทำกำไรสูงสุด แต่กลับเหลือกำไรเพียง 57 ล้านบาท ซึ่งก็อยู่ในช่วงธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ช่วงขยายตัวเชิงรุกนั่นเอง ตลาดสุกี้บุฟเฟ่ต์กำลังเข้าสู่การแข่งขันอย่างดุเดือด ทั้งผู้เล่นใหม่และผู้เล่นรายใหญ่ที่เคยอยู่ในตลาดพรีเมียมต่างลงมาแข่งขันในกลุ่มดียวกัน นั่นหมายความว่าความได้เปรียบด้านราคาของสุกี้ตี๋น้อยเริ่มถูกท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายในปี 2569 นี้ คือมีรายได้ 13,000 ล้านบาท พร้อมแผนขยายสาขา 60 แห่ง ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะการแตกไลน์แบรนด์ เช่น “ตี๋น้อย โกลด์”, “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” และรูปแบบใหม่อย่าง “สุกี้ตี๋น้อย พลัส” ที่มุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านบาร์อาหาร วัตถุดิบที่หลากหลาย และเมนูระดับพรีเมียม ซึ่งถือว่าเป็นการปรับจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าและประสบการณ์มากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ ในจำนวน 60 สาขา แบ่งออกเป็น สุกี้ตี๋น้อย 40 สาขา ตี๋น้อย บาร์บีคิว 2 สาขา ตี๋น้อย โกลด์ 9 สาขา และแบรนด์ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอีก 9 สาขา ส่วนภาพรวมของสุกี้ตี๋น้อยทั้งประเทศตอนนี้ขยายไปแล้ว 35 จังหวัด ปีนี้จะขยายเพิ่มอีก 22 จังหวัด อีก 20 จังหวัดที่เหลืออยู่ในช่วงพิจารณา จนจบสิ้นปี “สุกี้ตี๋น้อย” จะมีทั้งหมด 133 สาขา แบ่งออกเป็นภาคกลาง 82 สาขา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24 สาขา ภาคตะวันออก 13 สาขา ภาคเหนือ 8 สาขา และภาคใต้ 6 สาขา   อ้างอิงจาก: กรุงเทพธุรกิจ TNN

พาส่องเบิ่ง “สุกี้ตี๋น้อย” ยักษ์ใหญ่แห่งบุฟเฟ่ต์ยอดขาย 1.3 หมื่นล้าน อ่านเพิ่มเติม »

สุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ไหว้พนมสวาย มากมายข้าวอร่อย

จังหวัดสุรินทร์เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างในภาคอีสานตอนล่าง หรือที่รู้จักกันในชื่ออีสานใต้ ดินแดนแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นประตูสู่อารยธรรมขอมโบราณ แต่ยังเป็นศูนย์รวมของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นหนึ่งเดียวในโลก โดยเฉพาะความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างมนุษย์และช้างที่สืบทอดกันมาช้านาน อัตลักษณ์ของสุรินทร์สะท้อนออกมาผ่านคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า “สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม” แต่ละวรรคล้วนบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจของชาวสุรินทร์ที่สั่งสมมาจากรากฐานประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งบนหลังช้างเอราวัณ โดยมีภาพปราสาทหินศีขรภูมิเป็นฉากหลัง ซึ่งสื่อถึงสามเสาหลักของเมือง ได้แก่ ช้าง อำนาจแห่งปัญญา และมรดกอารยธรรมขอม   เศรษฐกิจ เกษตรกรรม และหัตถกรรม ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดสุรินทร์ในปี 2567 มีมูลค่า 93,062 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 6 ของภาคอีสาน โดยมีรายได้ต่อหัวประชากรอยู่ที่ 90,895 บาทต่อปี อยู่ในอันดับที่ 12 ของอีสาน โครงสร้างทางเศรษฐกิจประกอบด้วยภาคบริการ 55,371 ล้านบาท ภาคการเกษตร 25,584 ล้านบาท และภาคอุตสาหกรรม 12,107 ล้านบาท หัวใจหลักของเศรษฐกิจสุรินทร์ยังคงผูกพันกับการเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิ สุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าวเจ้าหอมมะลิมากที่สุดในประเทศถึง 3,102,229 ไร่ หรือ 3.1 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 61.1 ของพื้นที่จังหวัด ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในปี 2548 มีลักษณะเด่นคือเมล็ดเรียวยาว ขาวใส หุงสุกแล้วนุ่มหอมคล้ายดอกชมนาด อันเป็นผลจากคุณสมบัติเฉพาะของดินร่วนปนทรายในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และยังส่งออกไปยังตลาดพรีเมียมทั่วโลก นอกจากข้าวหอมมะลิแล้ว สุรินทร์ยังมีผลิตภัณฑ์ GI ที่น่าภาคภูมิใจอีกชนิดหนึ่งคือ เนื้อโคชุนสุรินทร์คุณภาพสูง (วัวพวก) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในปี 2568 มีผลผลิตกว่า 144,000 กิโลกรัมต่อปี สร้างมูลค่ากว่า 43 ล้านบาทต่อปี นับเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่กำลังได้รับความสนใจจากตลาดระดับบนอย่างต่อเนื่อง ด้านหัตถกรรมพื้นบ้าน “ผ้าไหมสุรินทร์” มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะผ้าไหมยกทองโบราณจากหมู่บ้านท่าสว่าง อำเภอเมือง ซึ่งใช้เทคนิคการทอราชสำนักโบราณที่ต้องใช้ตะกอมากถึง 1,416 ตะกอ สร้างลวดลายที่อ่อนช้อยหรูหรา ผลงานชิ้นเอกนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นของที่ระลึกในการประชุมผู้นำ APEC ปี 2546 อีกหนึ่งหัตถกรรมที่โดดเด่นคือ เครื่องเงินและลูกปะเกือม จากหมู่บ้านเขวาสินรินทร์ ที่มีลวดลายโบราณงดงามเป็นที่นิยมของผู้รักเครื่องประดับ การค้าชายแดนก็เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจ จังหวัดสุรินทร์มีตลาดการค้าชายแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวรเชื่อมต่อกับราชอาณาจักรกัมพูชา มีมูลค่าการค้าหลายพันล้านบาทต่อปี   ช้างสุรินทร์ สุรินทร์มีช้างบ้านมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เป็นรองเพียงจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีจำนวนช้างถึง 692 เชือก ศูนย์คชศึกษาหรือหมู่บ้านช้าง (บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม) ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ มีพื้นที่กว่า 7,000 ไร่ และมีช้างอาศัยรวมกันมากกว่า 200 เชือก ซึ่งถือเป็นหมู่บ้านเลี้ยงช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ไหว้พนมสวาย มากมายข้าวอร่อย อ่านเพิ่มเติม »

ตะวันออกกลางระอุ กระทบส่งออกไทยแค่ไหน?

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในปี 2569 ส่งผลกระทบกระจายออกไปทั่วโลกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกถูกปิดกั้น ห่วงโซ่อุปทานโลกก็เริ่มสะดุดในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในอดีต สำหรับประเทศไทยซึ่งมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเปิด พึ่งพาการส่งออกและการนำเข้าพลังงานรวมถึงวัตถุดิบในสัดส่วนสูง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงกระทบเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงชีวิตประจำวันของคนทุกกลุ่มในสังคม ราคาพลังงานพุ่ง กระแทกทุกภาคส่วน ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในทันทีคือราคาพลังงานโลกที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซทำให้น้ำมันดิบราว 15 ถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถออกสู่ตลาดโลกได้ตามปกติ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งไปแตะระดับ 110 ถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 58% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด และยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG อีกกว่า 24% ราคาพลังงานที่พุ่งสูงกระทบต่อทุกภาคส่วน อัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น และคาดว่าจะฉุด GDP ของไทยลงราว 0.2% – 0.9%  แม้รัฐบาลพยายามตรึงราคาพลังงานในประเทศผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และมีน้ำมันสำรองใช้ได้ราว 61 ถึง 95 วัน แต่หากสงครามยืดเยื้อ ภาระทางการคลังที่ต้องแบกรับก็จะขยายตัวออกไปจนยากจะควบคุม ปุ๋ยเคมี แม้แต่ภาคการเกษตรที่เป็นต้นนำในการผลิตต่างๆก็ยังคงได้รับผลกระทบ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศสูงถึง 90% – 95% หรือประมาณ 6 ล้านตันต่อปี โดยแหล่งหลักคือประเทศในตะวันออกกลางสำหรับปุ๋ยยูเรียและไนโตรเจน บวกกับรัสเซียและจีน เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด เรือบรรทุกปุ๋ยไม่สามารถเดินทางมาถึงไทยได้ตามกำหนด ปริมาณสต็อกปุ๋ยในประเทศช่วงเดือนเมษายน 2569 เหลือเพียงราว 900,000 ตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับวิกฤตอย่างยิ่งก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกหลักในเดือนพฤษภาคม ราคาปุ๋ยในตลาดโลกพุ่งขึ้น 50% – 70% กดดันต้นทุนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อย และปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยและยาฆ่าแมลงสูงถึง 40% – 54% ของต้นทุนรวม หากรัฐบาลไม่สามารถหาปุ๋ยจากแหล่งอื่นได้ทันท่วงทีสถานการณ์ก็อาจลุกลามไปสู่วิกฤตเงินเฟ้อด้านอาหารในปีถัดไป อาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นปลายทางสำคัญของสินค้าอาหารไทย แต่วิกฤตครั้งนี้ทำให้กำลังซื้อในภูมิภาคหดตัวลงพร้อมกับปัญหาการขนส่งที่ยากขึ้น ตัวเลขในช่วงสองเดือนแรกของปี 2569 ระบุว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยลดลงถึง 10.5% ข้าวไทยได้รับผลกระทบหนักจากการหยุดสั่งซื้อของอิรักซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก ทำให้มีสินค้าตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก สินค้าอย่างทูน่ากระป๋อง สับปะรดกระป๋อง และอาหารฮาลาล ต้องแบกรับค่าระวางเรือที่พุ่งขึ้นหลายเท่า จนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา นอกจากนี้ การขาดแคลนกำมะถันจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟตและสารเคมีถนอมอาหาร ยังส่งผลต่อเนื่องมายังต้นทุนการแปรรูปอาหารตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ยานยนต์ ตะวันออกกลางเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย รองจากเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะรถกระบะและรถยนต์อเนกประสงค์ที่มียอดส่งออกกว่า 200,000 คันต่อปี วิกฤตครั้งนี้ทำให้ยอดส่งออกรถยนต์ไทยไปตะวันออกกลางเสี่ยงหดตัวลงอย่างน้อย 7.5% ในขณะที่ค่ายรถจีนกลับใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคได้เพิ่มขึ้นถึง 45% เทียบกับไทยที่ขยายตัวได้เพียง 2% ปิโตรเคมีและพลาสติก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงดึงราคาวัตถุดิบตั้งต้นอย่างแนฟทาและก๊าซธรรมชาติขึ้นตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว โรงงานปิโตรเคมีในไทยเผชิญกับภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Margin Compression หรือกำไรที่หดแคบลงอย่างรุนแรง เพราะต้นทุนพุ่งสูงแต่ไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคปลายทางได้ทั้งหมดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โรงงานบางแห่งอาจต้องลดกำลังการผลิตหรือประกาศเหตุสุดวิสัยในการส่งมอบสินค้า โลจิสติกส์ พังทลายทุกช่องทาง วิกฤตครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อระบบโลจิสติกส์ไทยผ่านสามช่องทางพร้อมกัน ทางทะเล คือช่องทางที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด การปิดช่องแคบฮอร์มุซและอันตรายในทะเลแดงบังคับให้สายการเดินเรือต้องอ้อมทวีปแอฟริกาผ่านแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มระยะทางกว่า 7,500

ตะวันออกกลางระอุ กระทบส่งออกไทยแค่ไหน? อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่ง “12 ถนนข้าว” มหาสงกรานต์ภาคอีสาน ปลุกเศรษฐกิจถิ่นบ้านเฮาให้เติบโต

สงกรานต์สำหรับภาคอีสานแล้วเปรรยบเสมือน “เทศกาลทองคำ” ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ ภาคอีสานมีจำนวนประชากรมากที่สุดของประเทศ ผสานกับรากวัฒนธรรมที่เหนียวแน่น ทำให้สงกรานต์กลายเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับเมืองใหญ่ เม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเวียนผ่านการท่องเที่ยว การบริโภค และบริการต่างๆ อย่างคึกคัก โดยเฉพาะในหัวเมืองหลักอย่าง ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี และอุบลราชธานี ที่พัฒนา “ถนนสายสงกรานต์” ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งสายปาร์ตี้และสายครอบครัว โดยเฉพาะ “12 ถนนข้าว” ที่กระจายอยู่ทั่วภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็น ถนนข้าวเหนียว ข้าวปุ้น ข้าวเม่า หรือข้าวหอมมะลิ จะเป็นการนำเอาวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะแต่ละพื้นที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป สิ่งนี้ทำให้เกิดการกระจายรายได้ในวงกว้าง ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย แผงลอย ตลาดสด ไปจนถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และขนส่งนั่นเอง ในช่วงสงกรานต์ถือเป็นช่วงการไหลกลับของเงินจากเมืองใหญ่สู่ภูมิภาค เมื่อแรงงานอีสานจำนวนมากเดินทางกลับบ้าน เม็ดเงินที่เคยหมุนอยู่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองเศรษฐกิจหลัก จะถูกนำกลับมาใช้จ่ายในชุมชน ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้เศรษฐกิจฐานราก ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าท้องถิ่นมียอดขายพุ่ง ตลาดชุมชนคึกคัก และเกิดการจ้างงานชั่วคราวจำนวนมาก อีกทั้ง สงกรานต์ยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจชั่วคราวที่เปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ตั้งแต่การจัดอีเวนต์ เวทีดนตรี ร้านค้าป๊อปอัพ ไปจนถึงบริการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการหมุนเวียนทุนในระยะสั้น แต่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว เพราะสามารถต่อยอดเป็นภาพจำทางการท่องเที่ยวของจังหวัดนั้นๆ ได้ “12 ถนนข้าว” มหาสงกรานต์ภาคอีสาน ถนนข้าวเหนียว – ขอนแก่น 📍ถนนศรีจันทร์ 📅11-15 เม.ย. 69 3 วัน สร้างเงินสะพัด 1,000 ล้านบาท ถนนข้าวโพด – นครราชสีมา📍เทศบาลเมืองปากช่อง อ.ปากช่อง 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวปุ้น – นครพนม📍เทศบาลเมืองนครพนม 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวผัวหลง – หนองบัวลำภู📍หน้าวัดมหาชัย อ.เมืองหนองบัวลำภู 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวฮาง/ถน – สกลนคร📍ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และเทศบาลนครสกลนคร 📅12-15 เม.ย. 69 ถนน(ข้าว)ลอดช่อง – ยโสธร📍เทศบาลเมืองยโสธร 📅13-15 เม.ย. 69 ที่มาของถนนนี้ “ลอดช่อง” ที่เป็นของหวานขึ้นชื่อของจังหวัดยโสธร ถนนข้าวเม่า – มหาสารคาม📍หน้าโรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวเปียก – อุดรธานี📍หนองประจักษ์ และพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี 📅13-15 เม.ย. 69 ชื่อนี้มาจากเมนูเส้นสไตล์เวียดนามที่เข้ามาพร้อมผู้อพยพ เดิมเรียกว่า “จ๋าว” และกลายเป็นอาหารเช้ายอดนิยมของชาวอุดรธานีจนใช้ตั้งชื่อถนน ถนนข้าวก่ำ – กาฬสินธุ์📍เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 📅13-15 เม.ย. 69

พาเลาะเบิ่ง “12 ถนนข้าว” มหาสงกรานต์ภาคอีสาน ปลุกเศรษฐกิจถิ่นบ้านเฮาให้เติบโต อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเวลาเบิ่ง มหากาพย์ “วิกฤตน้ำมันแพง” ในช่วง 50 ปี

จำได้ไหมว่าเราเคยจ่ายค่าน้ำมัน “แพงที่สุด” ลิตรละเท่าไร⁉️ ⏳หากย้อนมองย้อนไปในอดีต จะพบว่า “ราคาน้ำมัน” ในตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ประเทศไทยเผชิญวิกฤตน้ำมันแพงมาแล้วอย่างน้อย 7 ครั้งใหญ่ด้วยกัน ซึ่งแต่ละครั้งล้วนมีจุดร่วมสำคัญ เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงถึงราว 90% ทำให้ทุกสถานการณ์ใหญ่ของโลกส่งผ่านมาที่ต้นทุนชีวิตของคนไทยแทบจะทันที ในช่วงปี 2516-2517 เกิดสงครามอาหรับ-อิสราเอลในเหตุการณ์ Oil Shock ครั้งแรก ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นกว่า 4 เท่า ภายใต้รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ราคาน้ำมันไทยจึงต้องปรับขึ้นตาม เบนซินจาก 2.30 บาท เป็น 3.62 บาท และดีเซลจาก 1.05 บาท เป็น 2.33 บาท แม้ในขณะนั้นตัวเลขจะดูต่ำ แต่หากเทียบกับรายได้และเงินเฟ้อในยุคนั้น ถือเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ต่อเนื่องมาถึงปี 2522-2523 วิกฤตน้ำมันรอบที่สองจากการปรับราคาของกลุ่มโอเปกในยุครัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ส่งผลให้เกิดภาวะของแพงทั้งระบบ ไฟฟ้าขาดแคลน และแรงกดดันทางการเมืองจนผู้นำต้องลาออก ถัดมาในปี 2533 วิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ราคาน้ำมันนำเข้าไทยพุ่งจาก 18.9 เป็น 31 ดอลลาร์/บาร์เรลในเวลาไม่กี่เดือน ราคาหน้าปั๊มจึงปรับขึ้นตาม เบนซินจาก 8.45 เป็น 11.05 บาท และดีเซลจาก 6.10 เป็น 8.40 บาท ก่อนจะมาถึงจุดพีคเชิงประวัติศาสตร์ ในปี 2551 ช่วงวิกฤตการเงินโลก (Subprime Crisis) แม้เศรษฐกิจจะชะลอ แต่ราคาน้ำมันกลับพุ่งสวนขึ้นไปแตะ 147 ดอลลาร์/บาร์เรล จากแรงเก็งกำไรและอุปสงค์สะสม ส่งผลให้ราคาดีเซลไทยขึ้นไปถึง 44.24 บาท/ลิตร และเบนซิน 42.89 บาท/ลิตร ก่อนจะร่วงลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี นับว่าในช่วงนั้นราคาน้ำมันมีการผันผวนอย่างมาก ในปี 2557 ไทยเผชิญราคาน้ำมันสูงอีกครั้ง โดยเบนซินแตะระดับเกือบ 50 บาท/ลิตร (49.15 บาท) ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบโลก 100-110 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งในช่วงนั้นปัจจัยไม่ได้มาจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงโครงสร้างภาษี การยกเลิกเบนซิน 91 และค่าเงินบาทที่อ่อนค่านั่นเอง ต่อมาในปี 2565 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้น้ำมันโลกพุ่งแตะระดับ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้เบนซินไทยทะลุ 40 บาท และดีเซลแตะราว 30 บาท แม้รัฐจะพยายามตรึงราคาด้วยกองทุนน้ำมัน แต่ก็เป็นเพียงการซื้อเวลามากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และล่าสุดในปี 2569 ถือเป็นจุดสูงสุดใหม่ของประวัติศาสตร์ เมื่อราคาน้ำมันไทยทะลุ 50 บาท โดยเบนซินขึ้นไปที่ 52.54 บาท/ลิตร และดีเซล 50.54 บาท/ลิตร

พาย้อนเวลาเบิ่ง มหากาพย์ “วิกฤตน้ำมันแพง” ในช่วง 50 ปี อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง อีสานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว” แต่ละจังหวัดเปลี่ยนไปมากแค่ไหน⁉️

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2567) มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว (GPP per capita) จะเห็นได้ว่าบางจังหวัดสามารถเร่งตัวได้อย่างโดดเด่น ขณะที่บางจังหวัดกลับถอยอันดับ แม้ขนาดเศรษฐกิจรวมจะยังใหญ่ก็ตาม  มูลค่าเศรษฐกิจไม่ได้เท่ากับศักยภาพต่อคนเสมอไป โดยจังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงที่สุดอย่าง “นครราชสีมา” และ “ขอนแก่น” เป็นเพียง 2 จังหวัดในอีสานที่อันดับมูลค่าเศรษฐกิจและมูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวสอดคล้องกัน แม้จะมีประชากรจำนวนมาก แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อคนได้สูง เนื่องจากมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้น ภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และบริการสมัยใหม่ ซึ่งสร้าง มูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าภาคเกษตร จากข้อมูลจะเห็นความโดดเด่นของ “บึงกาฬ” ที่ขยับจากอันดับ 16 ขึ้นมาเป็นอันดับ 7 ภายในเวลาเพียง 10 ปี บึงกาฬถือเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจชายแดนและมีการค้าเชื่อมโยงลุ่มน้ำโขง ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีโครงสร้างการผลิตที่เน้นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งบึงกาฬถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภาคอีสาน  และอีกข้อได้เปรียบคือด้านจำนวนประชากซึ่งมีขนาดเล็กกว่าจังหวัดใหญ่ ทำให้เมื่อมูลค่าเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นก็สามารถดันมูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวให้พุ่งสูงได้เร็วกว่าจังหวัดขนาดใหญ่นั่นเอง ขณะเดียวกัน กลุ่มจังหวัดอย่าง “เลย” “หนองคาย” และ “นครพนม” แม้จะมีขนาดเศรษฐกิจไม่ใหญ่มาก แต่กลับมีมูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวสูงติดอันดับต้นๆ ของอีสาน ปัจจัยสำคัญคือการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีการค้าข้ามประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งช่วยดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยการค้าชายแดนของไทยมีสัดส่วนสูงถึงราว 10% ของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมด ส่งผลให้จังหวัดเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าต่อคนสูงได้ แม้จะมีจำนวนประชากรน้อย ในทางตรงกันข้าม “อุบลราชธานี” กลับเป็นจังหวัดที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ แต่มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวลดลง ถึงแม้จะเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมสูงติดอันดับต้นๆของอีสาน แต่มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวกลับร่วงลงมาอยู่ลำดับที่ 16 อุบลราชธานีมีจำนวนประชากรขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจถูกหารเฉลี่ยออกไปมาก อีกทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรและบริการพื้นฐาน ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหรือโลจิสติกส์ขั้นสูง และมีการเติบโตแบบกระจุกตัว แม้จะมีการเติบโต แต่พื้นที่ชนบทจำนวนมากยังไม่สามารถยกระดับผลิตภาพได้ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยต่อหัวทั้งจังหวัดถูกฉุดลง   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #GPPperCapita #มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว #การลงทุน #มูลค่าเศรษฐกิจ #GPP #GPPperCap

พาย้อนเบิ่ง อีสานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว” แต่ละจังหวัดเปลี่ยนไปมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง รายได้ปั๊มน้ำมันแดนอีสานกว่า 147,503 ล้าน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️

ธุรกิจการขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ในสถานีบริการ ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคอีสาน เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบโลจิสติกส์ การเดินทาง และเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลล่าสุดปี 2567 ภาคอีสานมีรายได้รวมจากธุรกิจกลุ่มนี้สูงกว่า 147,503 ล้านบาท 5 จังหวัดที่มีรายได้รวมมากสุด – นครราชสีมา 27,586 ล้านบาท – ขอนแก่น 14,540 ล้านบาท – อุดรธานี 14,138 ล้านบาท – อุบลราชธานี 11,440 ล้านบาท – ร้อยเอ็ด 9,504 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า 4 จังหวัดแรกยังครองสัดส่วนรายได้สูงสุด เพราะจังหวัดเหล่านี้ล้วนเป็นหัวเมืองหลักที่มีทั้งจำนวนประชากรสูง การเป็นศูนย์กลางคมนาคม และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามภูมิภาค โดยเฉพาะ นครราชสีมา ซึ่งมีรายได้สูงสุด ซึ่งมีสถานะเป็นประตูสู่อีสานเชื่อมต่อกรุงเทพฯ และภาคกลาง ทำให้มีปริมาณการใช้พลังงานสูงทั้งจากรถส่วนบุคคล รถบรรทุก และการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ยังเป็นฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันมีความหนาแน่นมากกว่าจังหวัดอื่นนั่นเอง ขณะที่ ขอนแก่น และ อุดรธานี มีบทบาทเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจเช่นกัน โดยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การแพทย์ และการค้าส่ง-ค้าปลีก ส่วนอุดรธานีมีบทบาทในฐานะประตูการค้าชายแดนไปยัง สปป.ลาว และเวียดนาม ทำให้เกิดการหมุนเวียนของยานพาหนะและกิจกรรมโลจิสติกส์สูง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของสถานีบริการน้ำมัน สำหรับ อุบลราชธานี ก็มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จากการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมโยงไปลาวตอนใต้ ทำให้มีการใช้พลังงานในภาคการขนส่งและการเดินทางจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีฐานประชากรหนาแน่น และ ร้อยเอ็ด แม้จะไม่ใช่เมืองศูนย์กลางขนาดใหญ่เหมือน Top 4 แต่ก็สามารถสร้างรายได้สูง โดยร้อยเอ็ดทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมของอีสานตอนกลาง การเดินทางระหว่างจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมากต้องผ่านพื้นที่นี้ ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันมีรายได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รายได้ของธุรกิจปั๊มน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนปั๊มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพื้นที่นั้นๆ อย่างเช่น จังหวัดที่เป็นศูนย์กลางคมนาคม การค้า หรือชายแดน จะมีการไหลเวียนของพลังงานสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป นอกจากนี้ แนวโน้มธุรกิจยังเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดล Non-Oil อย่างเช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ และบริการอื่นๆ ในสถานีบริการ ซึ่งกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยเพิ่มมาร์จิ้นให้ธุรกิจอีกด้วย อ้างอิงจาก: – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า – กรุงเทพธุรกิจ – ฐานเศรษฐกิจ – Thairath Money – Marketing Oops #รายได้รวมปั๊มน้ำมัน #ปั๊มน้ำมัน #ปั๊มน้ำมันในอีสาน #รายได้ปั๊ม #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์

พาส่องเบิ่ง รายได้ปั๊มน้ำมันแดนอีสานกว่า 147,503 ล้าน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top