Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

“หนองคาย” ประตูสู่อาเซียน ฮับการค้าชายแดนแห่งอีสาน

จังหวัด “หนองคาย” เป็นหนึ่งในพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังทวีความร้อนแรงที่สุดในภาคอีสาน ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เรียวยาวขนานไปกับลำน้ำโขงกว่า 210 กิโลเมตร แต่มีความกว้างเฉลี่ยเพียง 20-25 กิโลเมตร ทำให้หนองคายมีสภาพเป็น “ระเบียงเศรษฐกิจ” และด้วยระยะห่างจากตัวเมืองถึงนครหลวงเวียงจันทน์เพียง 25 กิโลเมตร ทำให้หนองคายเป็นเมืองด่านหน้าของการเชื่อมต่อระหว่างไทย สปป.ลาว และจีนอย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นจังหวัดขนาดกลางด้วยพื้นที่ประมาณ 3,026 ตารางกิโลเมตร แต่ศักยภาพทางเศรษฐกิจกลับพุ่งทะยานอย่างน่าทึ่ง ข้อมูลปี 2567 หนองคายมีมูลค่าเศรษฐกิจ (GPP) สูงถึง 54,632 ล้านบาท รั้งอันดับ 15 ของอีสาน แต่ที่น่าสนใจคือ รายได้ต่อหัว (GPP per capita) ที่สูงถึง 120,203 บาทต่อคน ซึ่งทะยานขึ้นเป็น อันดับ 4 ของภาค หากมาดูที่โครงสร้าง จะพบว่า โครงสร้างรายได้หลักไม่ได้มาจากเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย ภาคบริการที่สูงถึง 53.6% ตามมาด้วยภาคเกษตร 27.9% และอุตสาหกรรม 18.5% โดยมี “การค้าชายแดน” เป็นจุดเด่นของจังหวัดนี้ โดยในปี 2568 หนองคายทำสถิติมูลค่าส่งออกสูงถึง 96,085 ล้านบาท ครองแชมป์อันดับ 1 ของอีสาน และยังเป็นจุดนำเข้าพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดของประเทศด้วยมูลค่ากว่า 13,907 ล้านบาท อีกทั้ง หนองคายยังดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลผ่านนโยบาย เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ในพื้นที่ 13 ตำบล ซึ่งมาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งภาษีเงินได้ที่ลดเหลือ 10% นาน 10 ปี หรือการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 8 ปีจาก BOI ทำให้มีกลุ่มทุนระดับโลกอย่าง Tencent (เทนเซ็นต์) จากจีน ที่เล็งปักหมุดบนพื้นที่กว่า 718 ไร่ เพื่อสร้างอาณาจักรโลจิสติกส์ครบวงจรและมหาวิทยาลัยวิศวกรรมเพื่อผลิตบุคลากรรองรับระบบรางโดยเฉพาะ สอดรับกับการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ในพื้นที่ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 89.3% ขณะที่โครงการ Dry Port (ท่าเรือบก) บริเวณสถานีนาทา กำลังจะเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรให้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่เชื่อมโยงไปถึงคุนหมิงและยุโรป สะพานมิตรภาพและรถไฟความเร็วสูง จิ๊กซอว์เปลี่ยนหนองคาย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่รวมเอารถยนต์และรถไฟไว้ด้วยกัน และในอนาคตอันใกล้ หนองคายกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 3 ชั่วโมงครึ่งถึงกรุงเทพฯ ด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 (นครราชสีมา-หนองคาย) วงเงินลงทุนกว่า 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนองคายกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่มีใครมองข้ามได้อีกต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้า วิถีชีวิตริมโขงยังคงเปี่ยมเสน่ห์ด้วยแนวคิด “ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม” ในปี 2568 หนองคายมีนักท่องเที่ยวเกือบ 4 ล้านคน สร้างรายได้กว่า […]

“หนองคาย” ประตูสู่อาเซียน ฮับการค้าชายแดนแห่งอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง แรงงานอีสานกว่า 9.3 ล้านคน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️

ในปี 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนแรงงานทั้งหมด 9,326,868 คน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 23.4% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานทั้งประเทศ โดยแบ่งเป็นแรงงานในระบบกว่า 2,343,171 คิดเป็นสัดส่วน 25.1% ของประชากรทั้งหมดในภูมิภาค และนอกระบบกว่า 6,983,697 คน คิดเป็นสัดส่วน 74.9% ของประชากรทั้งหมดในภูมิภาค แรงงานส่วนใหญ่ในภาคอีสานยังคงติดอยู่ในวงจรของภาคเกษตรกรรมหรือการจ้างงานรายวันที่ขาดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมที่มั่นคง ความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลให้รายได้ของประชากรส่วนใหญ่ไม่แน่นอนและแปรผันตามปัจจัยภายนอก อย่างเช่น สภาพภูมิอากาศ หรือราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นก็ส่งผลทำเกิด “แรงงานพลัดถิ่น” ที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ เมื่อลงไปดูในรายพื้นที่ จะเห็นได้ว่าจังหวัดหลักอย่าง นครราชสีมา ขอนแก่น และอุบลราชธานี ยังคงครองสถิติจำนวนแรงงานสูงที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะนครราชสีมาที่มีแรงงานทะลุ 1.2 ล้านคน ซึ่งก็เชื่อมโยงกับฐานการผลิตอุตสาหกรรมและโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนแรงงานต่อประชากรในจังหวัดของ “มุกดาหาร” ที่พุ่งสูง 70.4% แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและการขับเคลื่อนของกำลังแรงงานในพื้นที่ที่สูงมาก อีกทั้งมุกดาหารยังเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจหน้าด่านที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ประชากรในวัยแรงงานเกือบทั้งหมดต้องถูกดึงเข้าสู่ห่วงโซ่การค้าชายแดน การขนส่ง และภาคบริการเพื่อรองรับการค้าข้ามพรมแดนที่หมุนเวียนตลอดเวลา แรงงานจำนวนมหาศาลจากภาคอีสานไม่ได้ทำงานอยู่ในภูมิลำเนา แต่ไหลเข้าสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ อย่างเช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เหตุผมคือต้องการแสวงหารายได้ที่สูงขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของถิ่นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นการขาดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง การลงทุนภาคเอกชนที่กระจุกตัว หรือแม้แต่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ทำให้รายได้จากภาคเกษตรไม่เพียงพอนั่นเอ อย่างไรก็ตาม การไหลออกของแรงงานไม่ได้แปลว่าภาคอีสานอ่อนแอเพียงด้านเดียว เพราะแรงงานพลัดถิ่นได้สร้างเศรษฐกิจส่งกลับผ่านเงินโอนจากเมืองสู่ชนบท ซึ่งกลายเป็นเสาหลักสำคัญของการบริโภคในครัวเรือนอีสาน เงินเหล่านี้ก็ช่วยพยุงเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้เกิดการหมุนเวียนในภาคการค้าและบริการระดับชุมชน   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – กระทรวงแรงงาน – สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #แรงงาน #แรงงานอีสาน #กำลังแรงงาน

พาส่องเบิ่ง แรงงานอีสานกว่า 9.3 ล้านคน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

จากตำนานพญาคันคาก สู่เปลวไฟบูชาแถน พาเปิดเบิ่งตัวอย่าง “งานประเพณีบุญบั้งไฟ” ทั่วแดนอีสาน

ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสานหยั่งรากลึกอยู่บนฐานคติความเชื่อเรื่อง “ผีฟ้าพญาแถน” เทพเจ้าผู้บันดาลสายฝน ตำนานพื้นบ้านอย่าง “พญาคันคาก” (คางคก) ที่ยกทัพไปรบชนะพญาแถนจนเกิดเป็นพันธสัญญาว่า หากถึงเดือนหกเมื่อใด มนุษย์จะจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือนสติพญาแถนให้ปล่อยฝนลงมาหล่อเลี้ยงพืชพรรณธัญญาหาร ความเชื่อนี้ถือเป็นกุศโลบายของกลุ่มชนชาติพันธุ์ไท-ลาวในลุ่มน้ำโขง ที่ต้องพึ่งพาวัฏจักรของธรรมชาติในการดำรงชีพท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่แห้งแล้งของที่ราบสูง หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของประเพณีบุญบั้งไฟ คือ หนึ่งในฮีตสิบสอง คองสิบสี่ ที่ยึดโยงชุมชนอีสานเข้าไว้ด้วยกัน ในอดีตงานบุญนี้คือเครื่องมือทางสังคมศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด เป็นช่วงเวลาเดียวของปีที่กฎเกณฑ์ทางสังคมถูกผ่อนปรน ชาวบ้านสามารถดื่มกิน เซิ้งร่ายรำ และแสดงออกถึงสัญลักษณ์ทางเพศและความอุดมสมบูรณ์ ได้อย่างเปิดเผยและสนุกสนาน เป็นการปลดปล่อยความเครียดก่อนที่จะต้องก้มหน้ากรำแดดทำนาอย่างหนักในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง ทำไมคนอีสานจึงยังทุ่มเทเม็ดเงินมหาศาลเพื่อจุดบั้งไฟ⁉️ บั้งไฟไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขอฝนเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่จำลองที่รวมเอาความภาคภูมิใจ อัตลักษณ์ และการประกาศศักดาของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน การที่บั้งไฟของหมู่บ้านใดขึ้นสูงที่สุด ไม่ได้แปลว่าฝนจะตกหนักที่สุด แต่หมายถึงเกียรติยศ ความสามัคคี และบารมีของคนในชุมชนนั้น และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบัน บุญบั้งไฟได้ถูกยกระดับจากการต่อสู้กับความแห้งแล้ง สู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานบุญเดือนหกเปรียบเสมือนมหกรรม “Soft Power” ที่สร้างเม็ดเงินสะพัดมหาศาล ซึ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรมหลายอย่างเข้าด้วยกัน ตั้งแต่งานหัตถกรรมอย่างการแทงลายศรีภูมิประดับลวดลายบนบั้งไฟ อุตสาหกรรมทอผ้าไหมและผ้าขิดที่ถูกนำมาตัดเย็บเป็นชุดนางรำนับพันคน อุตสาหกรรมดนตรีและมหรสพอย่างวงดนตรีหมอลำ ไปจนถึงธุรกิจอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย การประกวดขบวนแห่และการแข่งขันจุดบั้งไฟ ก็ถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้หลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาค ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ฐานราก ประเพณีบุญบั้งไฟจึงเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมและตำนานความเชื่อมาต่อยอดและประยุกต์ใช้ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน ท้ายที่สุดแล้ว บั้งไฟทุกลูกที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในวันนี้ ตัวอย่างพิกัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ยโสธร งานบุญบั้งไฟที่โด่งดังที่สุดในไทย 📍บริเวณลานด้านหน้าพญาคันคาก จ.ยโสธร📆8-10 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.กุดชุม📆11-17 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.เลิงนกทา📆13-19 พ.ค. 69   กาฬสินธุ์ 📍บุญบั้งไฟบัวขาว อ.กุฉินารายณ์📆2-3 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.คำม่วง📆2-8 มิ.ย. 69   ขอนแก่น บุญบั้งไฟ อ.กระนวน📆23 – 24 พ.ค. 69   ชัยภูมิ 📍บุญบั้งไฟ อ.เนินสง่า📆2-3 พ.ค. 69   นครพนม 📍บุญบั้งไฟบ้านพุ่มแก อ.นาแก 📆29 เม.ย. -1 พ.ค. 69   นครราชสีมา 📍บุญบั้งไฟ อ.โนนแดง📆2-3 พ.ค. 69   หนองคาย 📍บุญบั้งไฟเดือนหก อ.เมืองหนองคาย📆1-4 พ.ค. 69   บึงกาฬ 📍บุญบั้งไฟ อ.เหล่าทอง📆9-10 พ.ค. 69 ร้อยเอ็ด 📍บุญบั้งไฟ อ.พนมไพร📆30 พ.ค.-1 มิ.ย. 69 เป็นสนามที่มีการจุดบั้งไฟมากที่สุดในประเทศ 📍บุญบั้งไฟลายศรีภูมิ อ.สุวรรณภูมิ📆30 พ.ค.-7 มิ.ย.

จากตำนานพญาคันคาก สู่เปลวไฟบูชาแถน พาเปิดเบิ่งตัวอย่าง “งานประเพณีบุญบั้งไฟ” ทั่วแดนอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเทียบเบิ่ง จังหวัดใหม่ VS จังหวัดเดิม ในภาคอีสาน ที่ขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน🗺️📊📈

เปิดข้อมูลสองเมืองแฝดแห่งอีสานกลาง เมื่อ “กาฬสินธุ์” เมืองน้ำดำผู้มั่งคั่งด้วยศิลปวัฒนธรรม กับ “มหาสารคาม” ตักศิลาแห่งภาคอีสาน หากนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันจะเห็นได้ว่า กาฬสินธุ์ดูจะได้เปรียบด้วยพื้นที่ขนาดเกือบ 7 พันตารางกิโลเมตร และจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า แต่พอดู GPP หรือมูลค่าเศรษฐกิจรวม กลับกลายเป็น มหาสารคาม ที่คว้าชัยไปครองด้วยตัวเลข 72,169 ล้านบาท ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวสารคามมีรายได้ทิ้งห่างเพื่อนบ้านเกือบหมื่นบาทต่อปี เมื่อลงไปดูธุรกิจในพื้นที่ เราจะเห็นความต่าง คือ บจก.อุตสาหกรรมน้ำตาลอีสาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้โชว์ศักยภาพการผลิตระดับยักษ์ใหญ่ กวาดรายได้ทะลุ 2,362 ล้านบาท แต่ด้วยต้นทุนและกลไกตลาดเกษตร ทำให้เหลือกำไรเพียง 72 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ บจก.มหาสารคาม เบเวอเรช รายได้อาจจะน้อยกว่า แต่กลับทำกำไรพุ่งถึง 110 ล้านบาท แม้สารคามจะกินขาดเรื่องกำไรธุรกิจ แต่ถ้าพูดถึงแรงดึงดูดกาฬสินธุ์คือผู้ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ กาฬสินธุ์ กวาดนักท่องเที่ยวไปกว่า 2.5 ล้านคนในปีล่าสุด สร้างรายได้เข้าจังหวัดมหาศาลกว่า 3 พันล้านบาท มากกว่ามหาสารคามเกือบ 3 เท่า อีกทั้งกาฬสินธุ์ยังมี “ผ้าไหมแพรวา” ซึ่งไม่ใช่แค่ผ้าทอ แต่เป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ตีค่าเป็นเงินได้มหาศาล รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างพุทรานมและกุ้งก้ามกราม สรุปคือ มหาสารคาม เป็นเมืองที่เติบโตจากภายใน ขับเคลื่อนด้วยพลังคนหนุ่มสาวและนิสิตนักศึกษา เกิดวงจรการใช้จ่ายหมุนเวียนในจังหวัดอย่างคึกคักผ่านห้างร้านและสถานศึกษา ในขณะที่กาฬสินธุ์ กำลังแปลงโฉมตัวเองจากเมืองเกษตรแบบดั้งเดิม สู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติมาสร้างจุดขาย จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนทั่วประเทศต้องมาเยือนนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า – กรมทรัพย์สินทางปัญญา   ติดตาม ISAN Insight ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsight #อีสาน #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ISAN #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน#เศรษฐกิจอีสาน #กาฬสินธุ์ #มหาสารคาม #จังหวัดในภาคอีสาน

🔎พาเทียบเบิ่ง จังหวัดใหม่ VS จังหวัดเดิม ในภาคอีสาน ที่ขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน🗺️📊📈 อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาย้อนเบิ่ง 8 ปีผ่านไป งบประมาณจังหวัดในอีสานเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️🗺️📈

งบประมาณจังหวัด คือ งบประมาณแผ่นดินที่รัฐบาลจัดสรรลงไปให้แต่ละจังหวัด เพื่อใช้ดำเนินโครงการพัฒนาในพื้นที่ตามแผนพัฒนาจังหวัดของตัวเอง โดยเน้นแก้ปัญหาและยกระดับเศรษฐกิจ-สังคมในระดับพื้นที่ อย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก (ถนนชุมชน แหล่งน้ำ), การท่องเที่ยว, การเกษตร, การพัฒนาคุณภาพชีวิต จุดเด่นของงบประเภทนี้คือเป็นงบที่พื้นที่มีส่วนกำหนดมากกว่างบของกระทรวง เพราะจังหวัดสามารถเสนอแผนและโครงการขึ้นมาได้เอง โดยงบประมาณจังหวัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงบทั้งหมดที่ลงไปในพื้นที่เท่านั้น ยังมีงบอีกก้อนใหญ่ที่มาจากส่วนกลาง อย่างเช่น งบกระทรวงคมนาคม งบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือโครงการระดับประเทศ ซึ่งมักไม่ถูกนับรวมในงบจังหวัดนั่นเอง ในปี 2561 งบประมาณจังหวัดของภาคอีสานมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 6,562 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 ลดลงเหลือราว 5,492 ล้านบาท หรือหายไปมากกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี ปี 2561 เป็นช่วงที่รัฐใช้งบจังหวัดเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก อัดงบลงพื้นที่จำนวนมากเพื่อให้เกิดการจ้างงานและหมุนเงินเร็ว ทำให้เห็นตัวเลขสูงแทบทุกจังหวัด แต่หลังจากนั้น โดยเฉพาะหลังโควิด รัฐต้องเผชิญข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น ทำให้งบถูกใช้แบบเลือกจุดมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการย้ายงบไปสู่โครงการขนาดใหญ่ระดับประเทศ อย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐาน(รถไฟ ทางหลวง เขตเศรษฐกิจพิเศษ) และโลจิสติกส์ ซึ่งไม่ได้นับอยู่ในงบจังหวัดโดยตรง ทำให้ภาพรวมงบจังหวัดดูเหมือนลดลง ทั้งที่เงินจริงยังถูกใช้ เพียงแค่เปลี่ยนช่องทาง นอกจากนี้ รัฐยังหันมาเน้นลงทุนในจังหวัดที่มีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น เมืองศูนย์กลางหรือพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้บางจังหวัดได้งบเพิ่ม ขณะที่หลายจังหวัดถูกลดลงนั่นเอง หากพิจารณาข้อมูลงบประมาณจังหวัดในภาคอีสานเปรียบเทียบระหว่างปี 2561 กับปี 2569 จะพบว่า ภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี จังหวัดขนาดใหญ่ที่เคยครองอันดับต้นแทบทั้งหมด อย่างเช่น นครราชสีมา ศรีสะเกษ และอุดรธานี ยังคงยืนอยู่ในกลุ่มบน แต่ตัวเลขกลับหดตัวลง เช่น นครราชสีมาจาก 452 ล้านบาท เหลือ 443 ล้านบาท ขณะที่ศรีสะเกษลดจาก 415 เหลือ 332 ล้านบาท และอุดรธานีจาก 399 เหลือ 318 ล้านบาท การลดลงในจังหวัดขนาดใหญ่ซึ่งอาจจะเกิดจากรัฐกำลังกระจายงบประมาณใหม่จากพื้นที่ศูนย์กลางเดิมไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพการเติบโตหรือมีความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ขณะที่ อุบลราชธานีและขอนแก่น ซึ่งในปี 2561 อยู่เพียงอันดับ 9 และ 10 แต่ในปี 2569 กลับขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองจังหวัดก็มีบทบาทใหม่ในฐานะหนึ่งในหัวเมืองเศรษฐกิจของอีสานยุคใหม่ โดยเฉพาะขอนแก่นที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาคเอกชน และการผลักดันเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุบลราชธานีมีศักยภาพเชิงภูมิศาสตร์ในฐานะประตูการค้าเชื่อมลาว-เวียดนาม ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจชายแดนที่รัฐให้ความสำคัญมากขึ้น อ้างอิงจาก: – สำนักงบประมาณ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – กระทรวงคมนาคม – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

🔎พาย้อนเบิ่ง 8 ปีผ่านไป งบประมาณจังหวัดในอีสานเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️🗺️📈 อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ตัวอย่าง “แบรนด์ดังระดับประเทศ” ที่มีจุดเริ่มต้นจากภูธรอีสาน

ภาคอีสานก็เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดของกลุ่มทุนระดับประเทศที่ไม่ได้มีดีแค่ขายของในท้องถิ่น แต่สามารถขยายอาณาจักรไปทั่วไทย กวาดรายได้รวมกันระดับแสนล้านบาท ความได้เปรียบของการเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่กว้างใหญ่และประชากรมากที่สุดในประเทศ ทำให้เกิดธุรกิจที่อิงกับปัจจัยสี่และการเติบโตของเมืองอย่างธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ซึ่งกลยุทธ์แบบป่าล้อมเมืองถูกนำมาใช้อย่างได้ผล กับยักษ์ใหญ่อย่าง Global House จากร้อยเอ็ด และ DOHOME จากอุบลราชธานี กวาดรายได้ในปีล่าสุดไปบริษัทละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่ต่อยอดจากฐานเกษตรกรรมก็สร้างมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็น นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) จากบุรีรัมย์ ที่ทำรายได้จากยางพาราไปถึง 2.7 หมื่นล้านบาท พร้อมกำไรกว่า 1.6 พันล้าน หรือกลุ่มน้ำตาลอย่าง KSL (ขอนแก่น) และ BRR (บุรีรัมย์) ที่แม้จะเผชิญความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์ตลาดโลก แต่ก็ยังสามารถทำกำไรหลักร้อยล้านได้ หรืแแม้กระทั่ง จากของฝากท้องถิ่น สู่สินค้าบนเชลฟ์ทั่วประเทศ อย่าง “เจ้าสัว” จากโคราช ที่ลบภาพจำของฝากหมูหยองที่ต้องไปซื้อที่ร้านให้กลายเป็นขนมขบเคี้ยวที่หยิบซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ กลยุทธ์นี้ก็สามารถทำรายได้ไป 1.5 พันล้านบาท และกำไรไปเกือบ 300 ล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์นมอย่าง Umm Milk และ Dairy Home จากปากช่อง โคราช ก็ใช้วิธีเจาะตลาดพรีเมียมและสายสุขภาพ สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง แม้ขนาดธุรกิจจะไม่ได้ใหญ่ระดับหมื่นล้าน แต่ก็เป็นแบรนด์ที่มีคนรู้จักมาอย่างยาวนาน หรือแม้แต่ร้านอาหารอย่าง “ตำกระเทย สาเกต” จากร้อยเอ็ด ก็พิสูจน์แล้วว่าอาหารอีสานพื้นบ้าน หากบริหารจัดการระบบแฟรนไชส์และมาตรฐานได้ดี ก็ทำยอดขายทะลุ 300 ล้านบาทได้ไม่ยาก EVEANDBOY อาณาจักรเครื่องสำอางชั้นนำของไทย ก็มีจุดเริ่มต้นจากมหาสารคาม การจับกลุ่มนักศึกษาในเมืองมหาวิทยาลัย สู่การเป็นบิวตี้สโตร์ที่มีอำนาจต่อรองสูง ทำรายได้ 4.4 พันล้าน และทำกำไรสุทธิสูงถึง 1 พันล้านบาท ขอนแก่นแหอวน (KKF) เจ้าแห่ง Niche Market ทำผลิตและขายตาข่ายและแหอวน แต่กินรวบส่วนแบ่งการตลาดจนทำรายได้เกือบ 3 พันล้านบาท ส่วน VING แบรนด์รองเท้าวิ่ง/ฟื้นฟู จากขอนแก่น แม้รายได้จะเพิ่งแตะร้อยล้าน แต่เป็นธุรกิจยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและการตลาดออนไลน์เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพทั่วประเทศได้อย่างชาญฉลาด ภาคอีสานไม่ได้มีแค่ภาคแรงงานหรือเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลุ่มทุนท้องถิ่นได้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับประเทศ ทั้งในระดับอุตสาหกรรมหนัก ค้าปลีก ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ ความสำเร็จของแบรนด์เหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่ว่าจะเริ่มต้นธุรกิจที่ไหนในประเทศไทย หากมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และปรับตัวได้ไว โอกาสที่จะสร้างธุรกิจสิบล้าน ร้อยล้าน หรือหมื่นล้าน ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากดินแดนที่ราบสูงบ้านเรานี่เอง   อ้างอิงจาก: – BrandCase – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย – เว็บไซต์ของบริษัท – ลงทุนแมน – กรุงเทพธุรกิจ – ฐานเศรษฐกิจ   #ธุรกิจดัง

พาส่องเบิ่ง ตัวอย่าง “แบรนด์ดังระดับประเทศ” ที่มีจุดเริ่มต้นจากภูธรอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง การเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดในอีสาน ทุก 4 ปี เปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน

จากข้อมูลการเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจของจังหวัดในภาคอีสานในทุกๆ ช่วง 4 ปี จะเห็นได้ว่า ภาคอีสานไม่ได้โตเท่ากันทั้งภูมิภาค แต่เป็นการเติบโตแบบกระจุกตัวและสลับบทบาทกันของแต่ละพื้นที่  หากดูเป็นรายจังหวัด จะเห็นได้ว่า หลายจังหวัดที่ติดอันดับต้นๆ แทบจะไม่ใช่จังหวัดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่กลับเป็นจังหวัดขนาดเล็กหรือจังหวัดชายขอบ อย่างเช่น บึงกาฬ หนองคาย เลย หรืออำนาจเจริญ ซึ่งมีลักษณะร่วมกันคือ ฐานเศรษฐกิจเดิมไม่สูงมาก เมื่อมีแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจเพียงบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นการค้าชายแดน การลงทุนใหม่ หรือการท่องเที่ยวที่เริ่มเติบโต ก็สามารถผลักให้อัตราการขยายตัวพุ่งขึ้นได้อย่างโดดเด่นในเชิงสัดส่วน   อัตราการเติบโตแต่ละช่วงเวลา หากเจาะลึกลงไปที่ตัวเลขการเติบโต จะเห็นได้ว่า จังหวัดที่มีอัตราขยายตัวสูงในภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่มีฐานเศรษฐกิจขนาดเล็ก และมีการเร่งตัวเป็นช่วงๆ มากกว่าจะเติบโตต่อเนื่องทุกปี อัตราการเติบโตในปี 2559 เมื่อเทียบกับปี 2555 กลุ่มจังหวัดที่เติบโตโดดเด่น อย่างเช่น หนองบัวลำภู เติบโตสูงถึง 23.6% อำนาจเจริญ 19.9% และมุกดาหาร 19.8% ตัวเลขระดับเกือบ 20% นี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับภาพรวมประเทศ ซึ่งก็เป็นการเร่งตัวจากฐานต่ำ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนอย่างมุกดาหารที่ได้รับแรงหนุนจากการค้าข้ามแดน ขณะที่จังหวัดขนาดเล็กอย่างหนองบัวลำภู เมื่อมีการลงทุนหรือการขยายตัวของภาคเกษตรและบริการเพียงบางส่วน ก็สามารถดันอัตราการเติบโตให้พุ่งขึ้นได้ทันทีนั่นเอง อัตราการเติบโตในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2559 จะเห็นได้ว่า อำนาจเจริญยังคงนำที่ 24.7% เกิดจากแรงส่งที่ต่อเนื่องในระยะหนึ่ง ขณะที่สุรินทร์ 18.9% และมหาสารคาม 16.6% ขยับขึ้นมาแทนจังหวัดกลุ่มเดิม นั่นแสดงว่าการเติบโตไม่ได้กระจุกอยู่พื้นที่เดิม แต่เป็นการกระจายโอกาสเป็นรอบๆ ในขณะเดียวกัน บางจังหวัดที่เคยเติบโตสูงกลับชะลอลง อย่างเช่น บึงกาฬเหลือเพียง 6.1% และหนองบัวลำภูเหลือ 4.6%  อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตในปี 2567 เมื่อเทียบกับปี 2563 กลับเกิดการเร่งตัวครั้งใหม่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนและจังหวัดขนาดเล็ก บึงกาฬพุ่งสูงถึง 41.8% หนองคาย 30.7% และเลย 29.1% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้เกิดจากการฟื้นตัวและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเส้นทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง   อัตราการเติบโตกับขนาดเศรษฐกิจไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน จังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมสูง อย่างเช่น ขอนแก่น นครราชสีมา หรืออุดรธานี แม้จะมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค แต่การจะขยับตัวเลขให้เติบโตในระดับสูงจำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดขนาดเล็ก ใช้เพียงแรงขับเคลื่อนขนาดไม่ใหญ่มากก็สามารถทำให้อัตราการเติบโตดูสูงได้ทันที อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการเติบโตของจังหวัดเหล่านี้จะดูโดดเด่น แต่ไม่ได้หมายความว่ามีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาวเสมอไป หากยังขาดฐานเศรษฐกิจที่หลากหลายและมั่นคง การเติบโตอาจเป็นเพียงการเร่งตัวชั่วคราวมากกว่าการขยายตัวอย่างยั่งยืน ในทางกลับกัน หากสามารถต่อยอดจากจังหวะการเติบโตนี้ไปสู่การลงทุนระยะยาว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง จังหวัดขนาดเล็กเหล่านี้ก็มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นจุดเติบโตใหม่ของภาคอีสานได้ในอนาคตนั่นเอง อีกทั้ง บทบาทของจังหวัดที่มีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้านมักมีอัตราการเติบโตโดดเด่นในบางช่วง ซึ่งก็เกิดจากการไหลเวียนของสินค้า การค้าข้ามแดน และการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเส้นทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ขณะที่จังหวัดตอนในซึ่งไม่ได้เชื่อมต่อโดยตรง มักเติบโตตามจังหวะของเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้มีความเสถียรมากกว่า แต่ขาดแรงกระตุ้นที่ทำให้เติบโตแบบก้าวกระโดด   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ติดตาม ISAN Insight

พาย้อนเบิ่ง การเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดในอีสาน ทุก 4 ปี เปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง แผนที่ “ร้านกัญชา” ทั่วภาคอีสาน หลังปลดล็อก พบเด็กไทยในสถานพินิจเคยใช้กัญชาพุ่ง 2 เท่า

หากย้อนกลับไปก่อนปี 2562 กัญชายังคงถูกจัดอยู่ในบัญชียาเสพติด การเข้าถึงถูกจำกัดอย่างเข้มงวดและอยู่ในกรอบทางการแพทย์เป็นหลัก แต่เมื่อประเด็นกัญชาถูกยกขึ้นเป็นนโยบายสำคัญในการเลือกตั้งปี 2562 ก็ได้จุดกระแสให้สังคมหันมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง ก่อนจะนำไปสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” เมื่อปี 2565 ที่มีการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ส่งผลให้กัญชากลายเป็นพืชถูกกฎหมาย และเปิดประตูให้เกิด “อุตสาหกรรมกัญชา” ทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก WEED.TH ในปี 2568 ประเทศไทยมีร้านกัญชาสูงถึง 10,821 ร้าน กระจุกตัวในพื้นที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยว อย่างเช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต ขณะที่ในภาคอีสานเองก็เติบโตไม่แพ้กัน มีร้านกัญชารวมกว่า 1,121 ร้าน โดยมีมากอยู่ที่ขอนแก่น 188 ร้าน ตามมาด้วย อุดรธานี 128 ร้าน และบุรีรัมย์ 108 ร้าน) อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดกลับชี้ให้เห็นความเปราะบางในระยะยาว จากบทความกัญชาในมิติเศรษฐกิจ ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าลูกค้ากว่า 90% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้ดีมานด์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรง และธุรกิจจำนวนมากพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก แม้ตลาดจะสร้างมูลค่าสูงถึง 3.5 พันล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การปลดล็อกเริ่มปรากฏชัดขึ้น รายงานของ UNODC ระบุว่า ในปี 2567 มีผู้ใช้กัญชาในไทยสูงถึง 1.5 ล้านคน และมีผู้เข้ารับการบำบัด 7,500 คน ขณะที่ข้อมูลจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนสะท้อนภาพที่น่ากังวลยิ่งกว่า โดยจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยมีประวัติใช้กัญชาเพิ่มจาก 1,696 คนในปี 2565 เป็น 3,543 คนในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นถึง 108.9% ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในภาพที่ชี้ว่าการใช้กัญชาในกลุ่มเยาวชนพุ่งขึ้นหลังการเปิดเสรีนั่นเอง และล่าสุด รัฐจึงต้องดึงเบรกนโยบายกัญชาอีกครั้ง โดยเมื่อปี 2568 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้ “ช่อดอกกัญชา” เป็นสมุนไพรควบคุม จำกัดการใช้เฉพาะทางการแพทย์ภายใต้ใบสั่งแพทย์ และกำหนดพื้นที่ห้ามจำหน่ายอย่างเข้มงวด นี่จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจากเสรีเชิงพาณิชย์กลับสู่ควบคุมเชิงสุขภาพ   อ้างอิงจาก: – Rocket Media Lab – กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน – กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก   #กัญชา #กัญชาไทย #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #กัญชาเสรี

พาเปิดเบิ่ง แผนที่ “ร้านกัญชา” ทั่วภาคอีสาน หลังปลดล็อก พบเด็กไทยในสถานพินิจเคยใช้กัญชาพุ่ง 2 เท่า อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่งพิกัด UNESCO ในอีสาน ทั้งที่ “ขึ้นทะเบียนมรดกโลก” และ “บัญชีรายชื่อเบื้องต้น” ที่เตรียมโกอินเตอร์

ปัจจุบันภาคอีสานของเรามีแหล่งมรดกโลกทั้งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว และแหล่งที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการผลักดันสู่เวทีโลกอย่างเต็มตัว กลุ่มที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ได้แก่ “แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง” จังหวัดอุดรธานี ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่เป็นการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของสังคมยุคก่อนประวัติศาสตร์ และล่าสุด “ภูพระบาท” ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าอีสานบ้านเราก็เป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางอารยธรรมโบราณ” ที่มีคุณค่าในระดับสากล ขณะที่อีกหลายแห่งกำลังอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น อย่างเช่น พระธาตุพนม กลุ่มปราสาทหินพนมรุ้ง-เมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด ซึ่งล้วนเป็นโบราณสถานที่สำคัญของอารยธรรมขอม ขึ้นทะเบียนมรดกโลก แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง📍อุดรธานี 📄ค้นพบครั้งแรกปี 2503 🌏ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปี 2535   ภูพระบาท📍อุดรธานี 📄ขึ้นเป็นโบราณสถานปี 2524 🌏ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปี 2567 ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลก พระธาตุพนม📍นครพรม 📄ขึ้นเป็นโบราณสถานปี 2478 📄ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกปี 2560   ปราสาทหินพนมรุ้ง📍บุรีรัมย์ 📄ขึ้นเป็นโบราณสถานปี 2478 📄ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกปี 2562   ปราสาทหินเมืองต่ำ📍บุรีรัมย์ 📄ขึ้นเป็นโบราณสถานปี 2478 📄ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกปี 2562   ปราสาทปลายบัด📍บุรีรัมย์ 📄ขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกปี 2562 การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO คือการยืนยันว่าแหล่งนั้นมีคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลที่มนุษยชาติควรร่วมกันอนุรักษ์ UNESCO กำหนดเกณฑ์อย่างเข้มงวด ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา นั่นหมายความว่า เมื่อพื้นที่ใดได้รับการขึ้นทะเบียน จะได้รับการยกระดับทั้งในเชิงมาตรฐานการอนุรักษ์ และการรับรู้ในระดับโลกไปพร้อมกันนั่นเอง อีกทั้ง การเป็นมรดกโลกเปรียบเสมือน “ตรารับรองระดับโลก” ที่ช่วยให้สถานที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างโดยอัตโนมัติ นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมักใช้สถานะนี้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเดินทาง ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว รายได้ของชุมชน และการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร ไกด์นำเที่ยว และสินค้า OTOP นำไปสู่การหมุนเวียนของเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย สุดท้ายแล้ว มรดกโลกของอีสานสามารถยกระดับภูมิภาคให้เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก ผ่านเรื่องเล่าทางอารยธรรมที่ทรงพลัง ยิ่งหากแหล่งในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นสามารถผลักดันขึ้นทะเบียนได้สำเร็จ อีสานจะกลายเป็นหนึ่งหมุดหมายเชิงประวัติศาสตร์ระดับโลกนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – กรมศิลปากร – UNESCO #โบราณสถาน #โบราณคดี #มรดกโลก #UNESCO #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #แหล่งมรดกโลก

พาเลาะเบิ่งพิกัด UNESCO ในอีสาน ทั้งที่ “ขึ้นทะเบียนมรดกโลก” และ “บัญชีรายชื่อเบื้องต้น” ที่เตรียมโกอินเตอร์ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง “สุกี้ตี๋น้อย” ยักษ์ใหญ่แห่งบุฟเฟ่ต์ยอดขาย 1.3 หมื่นล้าน

“สุกี้ตี๋น้อย” คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของธุรกิจร้านอาหารไทยในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว แต่การแข่งขันกลับรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โมเดลบุฟเฟ่ต์ราคา 199 บาทที่เคยถูกมองว่าเสี่ยง กลับกลายเป็นกลยุทธ์พลิกเกมที่เข้าถึงคนได้อย่างถูกต้อง ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใดกล้าขยายสเกลพร้อมกันหลายสิบสาขาในกรุงเทพฯ การตัดสินใจดังกล่าวของคุณเฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช ไม่เพียงสร้างการจดจำแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นการล็อกดีมานด์กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่างไว้ได้ตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 ปี แบรนด์สามารถเติบโตจากผู้เล่นหน้าใหม่ สู่ธุรกิจร้านอาหารระดับพันล้านอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลจะเห็นภาพการเติบโตที่ชัดเจน รายได้เพิ่มจาก 7,028 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 9,147 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโตถึง 31% ซึ่งก็มาจากการขยายสาขาและจำนวนลูกค้ากว่า 9.1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม กำไรกลับลดลงจาก 1,169 ล้านบาท เหลือ 864 ล้านบาท ซึ่งชี้ให้เห็นแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าเช่าพื้นที่ โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่ปกติควรเป็นช่วงทำกำไรสูงสุด แต่กลับเหลือกำไรเพียง 57 ล้านบาท ซึ่งก็อยู่ในช่วงธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ช่วงขยายตัวเชิงรุกนั่นเอง ตลาดสุกี้บุฟเฟ่ต์กำลังเข้าสู่การแข่งขันอย่างดุเดือด ทั้งผู้เล่นใหม่และผู้เล่นรายใหญ่ที่เคยอยู่ในตลาดพรีเมียมต่างลงมาแข่งขันในกลุ่มดียวกัน นั่นหมายความว่าความได้เปรียบด้านราคาของสุกี้ตี๋น้อยเริ่มถูกท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายในปี 2569 นี้ คือมีรายได้ 13,000 ล้านบาท พร้อมแผนขยายสาขา 60 แห่ง ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะการแตกไลน์แบรนด์ เช่น “ตี๋น้อย โกลด์”, “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” และรูปแบบใหม่อย่าง “สุกี้ตี๋น้อย พลัส” ที่มุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านบาร์อาหาร วัตถุดิบที่หลากหลาย และเมนูระดับพรีเมียม ซึ่งถือว่าเป็นการปรับจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าและประสบการณ์มากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ ในจำนวน 60 สาขา แบ่งออกเป็น สุกี้ตี๋น้อย 40 สาขา ตี๋น้อย บาร์บีคิว 2 สาขา ตี๋น้อย โกลด์ 9 สาขา และแบรนด์ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอีก 9 สาขา ส่วนภาพรวมของสุกี้ตี๋น้อยทั้งประเทศตอนนี้ขยายไปแล้ว 35 จังหวัด ปีนี้จะขยายเพิ่มอีก 22 จังหวัด อีก 20 จังหวัดที่เหลืออยู่ในช่วงพิจารณา จนจบสิ้นปี “สุกี้ตี๋น้อย” จะมีทั้งหมด 133 สาขา แบ่งออกเป็นภาคกลาง 82 สาขา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24 สาขา ภาคตะวันออก 13 สาขา ภาคเหนือ 8 สาขา และภาคใต้ 6 สาขา   อ้างอิงจาก: กรุงเทพธุรกิจ TNN

พาส่องเบิ่ง “สุกี้ตี๋น้อย” ยักษ์ใหญ่แห่งบุฟเฟ่ต์ยอดขาย 1.3 หมื่นล้าน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top