Infographic

สรุปเรื่อง น่ารู้ แดนอีสาน ทั้ง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม

ตะวันออกกลางระอุ กระทบส่งออกไทยแค่ไหน?

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในปี 2569 ส่งผลกระทบกระจายออกไปทั่วโลกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกถูกปิดกั้น ห่วงโซ่อุปทานโลกก็เริ่มสะดุดในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในอดีต สำหรับประเทศไทยซึ่งมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเปิด พึ่งพาการส่งออกและการนำเข้าพลังงานรวมถึงวัตถุดิบในสัดส่วนสูง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงกระทบเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงชีวิตประจำวันของคนทุกกลุ่มในสังคม ราคาพลังงานพุ่ง กระแทกทุกภาคส่วน ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในทันทีคือราคาพลังงานโลกที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซทำให้น้ำมันดิบราว 15 ถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถออกสู่ตลาดโลกได้ตามปกติ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งไปแตะระดับ 110 ถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 58% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด และยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG อีกกว่า 24% ราคาพลังงานที่พุ่งสูงกระทบต่อทุกภาคส่วน อัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น และคาดว่าจะฉุด GDP ของไทยลงราว 0.2% – 0.9%  แม้รัฐบาลพยายามตรึงราคาพลังงานในประเทศผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และมีน้ำมันสำรองใช้ได้ราว 61 ถึง 95 วัน แต่หากสงครามยืดเยื้อ ภาระทางการคลังที่ต้องแบกรับก็จะขยายตัวออกไปจนยากจะควบคุม ปุ๋ยเคมี แม้แต่ภาคการเกษตรที่เป็นต้นนำในการผลิตต่างๆก็ยังคงได้รับผลกระทบ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศสูงถึง 90% – 95% หรือประมาณ 6 ล้านตันต่อปี โดยแหล่งหลักคือประเทศในตะวันออกกลางสำหรับปุ๋ยยูเรียและไนโตรเจน บวกกับรัสเซียและจีน เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด เรือบรรทุกปุ๋ยไม่สามารถเดินทางมาถึงไทยได้ตามกำหนด ปริมาณสต็อกปุ๋ยในประเทศช่วงเดือนเมษายน 2569 เหลือเพียงราว 900,000 ตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับวิกฤตอย่างยิ่งก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกหลักในเดือนพฤษภาคม ราคาปุ๋ยในตลาดโลกพุ่งขึ้น 50% – 70% กดดันต้นทุนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อย และปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยและยาฆ่าแมลงสูงถึง 40% – 54% ของต้นทุนรวม หากรัฐบาลไม่สามารถหาปุ๋ยจากแหล่งอื่นได้ทันท่วงทีสถานการณ์ก็อาจลุกลามไปสู่วิกฤตเงินเฟ้อด้านอาหารในปีถัดไป อาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเป็นปลายทางสำคัญของสินค้าอาหารไทย แต่วิกฤตครั้งนี้ทำให้กำลังซื้อในภูมิภาคหดตัวลงพร้อมกับปัญหาการขนส่งที่ยากขึ้น ตัวเลขในช่วงสองเดือนแรกของปี 2569 ระบุว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยลดลงถึง 10.5% ข้าวไทยได้รับผลกระทบหนักจากการหยุดสั่งซื้อของอิรักซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก ทำให้มีสินค้าตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก สินค้าอย่างทูน่ากระป๋อง สับปะรดกระป๋อง และอาหารฮาลาล ต้องแบกรับค่าระวางเรือที่พุ่งขึ้นหลายเท่า จนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา นอกจากนี้ การขาดแคลนกำมะถันจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟตและสารเคมีถนอมอาหาร ยังส่งผลต่อเนื่องมายังต้นทุนการแปรรูปอาหารตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ยานยนต์ ตะวันออกกลางเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย รองจากเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะรถกระบะและรถยนต์อเนกประสงค์ที่มียอดส่งออกกว่า 200,000 คันต่อปี วิกฤตครั้งนี้ทำให้ยอดส่งออกรถยนต์ไทยไปตะวันออกกลางเสี่ยงหดตัวลงอย่างน้อย 7.5% ในขณะที่ค่ายรถจีนกลับใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคได้เพิ่มขึ้นถึง 45% เทียบกับไทยที่ขยายตัวได้เพียง 2% ปิโตรเคมีและพลาสติก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงดึงราคาวัตถุดิบตั้งต้นอย่างแนฟทาและก๊าซธรรมชาติขึ้นตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว โรงงานปิโตรเคมีในไทยเผชิญกับภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Margin Compression หรือกำไรที่หดแคบลงอย่างรุนแรง เพราะต้นทุนพุ่งสูงแต่ไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคปลายทางได้ทั้งหมดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โรงงานบางแห่งอาจต้องลดกำลังการผลิตหรือประกาศเหตุสุดวิสัยในการส่งมอบสินค้า โลจิสติกส์ พังทลายทุกช่องทาง วิกฤตครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อระบบโลจิสติกส์ไทยผ่านสามช่องทางพร้อมกัน ทางทะเล คือช่องทางที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด การปิดช่องแคบฮอร์มุซและอันตรายในทะเลแดงบังคับให้สายการเดินเรือต้องอ้อมทวีปแอฟริกาผ่านแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มระยะทางกว่า 7,500 […]

ตะวันออกกลางระอุ กระทบส่งออกไทยแค่ไหน? อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่ง “12 ถนนข้าว” มหาสงกรานต์ภาคอีสาน ปลุกเศรษฐกิจถิ่นบ้านเฮาให้เติบโต

สงกรานต์สำหรับภาคอีสานแล้วเปรรยบเสมือน “เทศกาลทองคำ” ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ ภาคอีสานมีจำนวนประชากรมากที่สุดของประเทศ ผสานกับรากวัฒนธรรมที่เหนียวแน่น ทำให้สงกรานต์กลายเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับเมืองใหญ่ เม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเวียนผ่านการท่องเที่ยว การบริโภค และบริการต่างๆ อย่างคึกคัก โดยเฉพาะในหัวเมืองหลักอย่าง ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี และอุบลราชธานี ที่พัฒนา “ถนนสายสงกรานต์” ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งสายปาร์ตี้และสายครอบครัว โดยเฉพาะ “12 ถนนข้าว” ที่กระจายอยู่ทั่วภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็น ถนนข้าวเหนียว ข้าวปุ้น ข้าวเม่า หรือข้าวหอมมะลิ จะเป็นการนำเอาวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะแต่ละพื้นที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป สิ่งนี้ทำให้เกิดการกระจายรายได้ในวงกว้าง ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย แผงลอย ตลาดสด ไปจนถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และขนส่งนั่นเอง ในช่วงสงกรานต์ถือเป็นช่วงการไหลกลับของเงินจากเมืองใหญ่สู่ภูมิภาค เมื่อแรงงานอีสานจำนวนมากเดินทางกลับบ้าน เม็ดเงินที่เคยหมุนอยู่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองเศรษฐกิจหลัก จะถูกนำกลับมาใช้จ่ายในชุมชน ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้เศรษฐกิจฐานราก ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าท้องถิ่นมียอดขายพุ่ง ตลาดชุมชนคึกคัก และเกิดการจ้างงานชั่วคราวจำนวนมาก อีกทั้ง สงกรานต์ยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจชั่วคราวที่เปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ตั้งแต่การจัดอีเวนต์ เวทีดนตรี ร้านค้าป๊อปอัพ ไปจนถึงบริการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการหมุนเวียนทุนในระยะสั้น แต่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว เพราะสามารถต่อยอดเป็นภาพจำทางการท่องเที่ยวของจังหวัดนั้นๆ ได้ “12 ถนนข้าว” มหาสงกรานต์ภาคอีสาน ถนนข้าวเหนียว – ขอนแก่น 📍ถนนศรีจันทร์ 📅11-15 เม.ย. 69 3 วัน สร้างเงินสะพัด 1,000 ล้านบาท ถนนข้าวโพด – นครราชสีมา📍เทศบาลเมืองปากช่อง อ.ปากช่อง 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวปุ้น – นครพนม📍เทศบาลเมืองนครพนม 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวผัวหลง – หนองบัวลำภู📍หน้าวัดมหาชัย อ.เมืองหนองบัวลำภู 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวฮาง/ถน – สกลนคร📍ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และเทศบาลนครสกลนคร 📅12-15 เม.ย. 69 ถนน(ข้าว)ลอดช่อง – ยโสธร📍เทศบาลเมืองยโสธร 📅13-15 เม.ย. 69 ที่มาของถนนนี้ “ลอดช่อง” ที่เป็นของหวานขึ้นชื่อของจังหวัดยโสธร ถนนข้าวเม่า – มหาสารคาม📍หน้าโรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวเปียก – อุดรธานี📍หนองประจักษ์ และพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี 📅13-15 เม.ย. 69 ชื่อนี้มาจากเมนูเส้นสไตล์เวียดนามที่เข้ามาพร้อมผู้อพยพ เดิมเรียกว่า “จ๋าว” และกลายเป็นอาหารเช้ายอดนิยมของชาวอุดรธานีจนใช้ตั้งชื่อถนน ถนนข้าวก่ำ – กาฬสินธุ์📍เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 📅13-15 เม.ย. 69

พาเลาะเบิ่ง “12 ถนนข้าว” มหาสงกรานต์ภาคอีสาน ปลุกเศรษฐกิจถิ่นบ้านเฮาให้เติบโต อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเวลาเบิ่ง มหากาพย์ “วิกฤตน้ำมันแพง” ในช่วง 50 ปี

จำได้ไหมว่าเราเคยจ่ายค่าน้ำมัน “แพงที่สุด” ลิตรละเท่าไร⁉️ ⏳หากย้อนมองย้อนไปในอดีต จะพบว่า “ราคาน้ำมัน” ในตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ประเทศไทยเผชิญวิกฤตน้ำมันแพงมาแล้วอย่างน้อย 7 ครั้งใหญ่ด้วยกัน ซึ่งแต่ละครั้งล้วนมีจุดร่วมสำคัญ เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงถึงราว 90% ทำให้ทุกสถานการณ์ใหญ่ของโลกส่งผ่านมาที่ต้นทุนชีวิตของคนไทยแทบจะทันที ในช่วงปี 2516-2517 เกิดสงครามอาหรับ-อิสราเอลในเหตุการณ์ Oil Shock ครั้งแรก ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นกว่า 4 เท่า ภายใต้รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ราคาน้ำมันไทยจึงต้องปรับขึ้นตาม เบนซินจาก 2.30 บาท เป็น 3.62 บาท และดีเซลจาก 1.05 บาท เป็น 2.33 บาท แม้ในขณะนั้นตัวเลขจะดูต่ำ แต่หากเทียบกับรายได้และเงินเฟ้อในยุคนั้น ถือเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ต่อเนื่องมาถึงปี 2522-2523 วิกฤตน้ำมันรอบที่สองจากการปรับราคาของกลุ่มโอเปกในยุครัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ส่งผลให้เกิดภาวะของแพงทั้งระบบ ไฟฟ้าขาดแคลน และแรงกดดันทางการเมืองจนผู้นำต้องลาออก ถัดมาในปี 2533 วิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ราคาน้ำมันนำเข้าไทยพุ่งจาก 18.9 เป็น 31 ดอลลาร์/บาร์เรลในเวลาไม่กี่เดือน ราคาหน้าปั๊มจึงปรับขึ้นตาม เบนซินจาก 8.45 เป็น 11.05 บาท และดีเซลจาก 6.10 เป็น 8.40 บาท ก่อนจะมาถึงจุดพีคเชิงประวัติศาสตร์ ในปี 2551 ช่วงวิกฤตการเงินโลก (Subprime Crisis) แม้เศรษฐกิจจะชะลอ แต่ราคาน้ำมันกลับพุ่งสวนขึ้นไปแตะ 147 ดอลลาร์/บาร์เรล จากแรงเก็งกำไรและอุปสงค์สะสม ส่งผลให้ราคาดีเซลไทยขึ้นไปถึง 44.24 บาท/ลิตร และเบนซิน 42.89 บาท/ลิตร ก่อนจะร่วงลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี นับว่าในช่วงนั้นราคาน้ำมันมีการผันผวนอย่างมาก ในปี 2557 ไทยเผชิญราคาน้ำมันสูงอีกครั้ง โดยเบนซินแตะระดับเกือบ 50 บาท/ลิตร (49.15 บาท) ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบโลก 100-110 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งในช่วงนั้นปัจจัยไม่ได้มาจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงโครงสร้างภาษี การยกเลิกเบนซิน 91 และค่าเงินบาทที่อ่อนค่านั่นเอง ต่อมาในปี 2565 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้น้ำมันโลกพุ่งแตะระดับ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้เบนซินไทยทะลุ 40 บาท และดีเซลแตะราว 30 บาท แม้รัฐจะพยายามตรึงราคาด้วยกองทุนน้ำมัน แต่ก็เป็นเพียงการซื้อเวลามากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และล่าสุดในปี 2569 ถือเป็นจุดสูงสุดใหม่ของประวัติศาสตร์ เมื่อราคาน้ำมันไทยทะลุ 50 บาท โดยเบนซินขึ้นไปที่ 52.54 บาท/ลิตร และดีเซล 50.54 บาท/ลิตร

พาย้อนเวลาเบิ่ง มหากาพย์ “วิกฤตน้ำมันแพง” ในช่วง 50 ปี อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง อีสานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว” แต่ละจังหวัดเปลี่ยนไปมากแค่ไหน⁉️

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2567) มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว (GPP per capita) จะเห็นได้ว่าบางจังหวัดสามารถเร่งตัวได้อย่างโดดเด่น ขณะที่บางจังหวัดกลับถอยอันดับ แม้ขนาดเศรษฐกิจรวมจะยังใหญ่ก็ตาม  มูลค่าเศรษฐกิจไม่ได้เท่ากับศักยภาพต่อคนเสมอไป โดยจังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงที่สุดอย่าง “นครราชสีมา” และ “ขอนแก่น” เป็นเพียง 2 จังหวัดในอีสานที่อันดับมูลค่าเศรษฐกิจและมูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวสอดคล้องกัน แม้จะมีประชากรจำนวนมาก แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อคนได้สูง เนื่องจากมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้น ภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และบริการสมัยใหม่ ซึ่งสร้าง มูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าภาคเกษตร จากข้อมูลจะเห็นความโดดเด่นของ “บึงกาฬ” ที่ขยับจากอันดับ 16 ขึ้นมาเป็นอันดับ 7 ภายในเวลาเพียง 10 ปี บึงกาฬถือเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจชายแดนและมีการค้าเชื่อมโยงลุ่มน้ำโขง ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีโครงสร้างการผลิตที่เน้นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งบึงกาฬถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภาคอีสาน  และอีกข้อได้เปรียบคือด้านจำนวนประชากซึ่งมีขนาดเล็กกว่าจังหวัดใหญ่ ทำให้เมื่อมูลค่าเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นก็สามารถดันมูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวให้พุ่งสูงได้เร็วกว่าจังหวัดขนาดใหญ่นั่นเอง ขณะเดียวกัน กลุ่มจังหวัดอย่าง “เลย” “หนองคาย” และ “นครพนม” แม้จะมีขนาดเศรษฐกิจไม่ใหญ่มาก แต่กลับมีมูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวสูงติดอันดับต้นๆ ของอีสาน ปัจจัยสำคัญคือการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีการค้าข้ามประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งช่วยดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยการค้าชายแดนของไทยมีสัดส่วนสูงถึงราว 10% ของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมด ส่งผลให้จังหวัดเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าต่อคนสูงได้ แม้จะมีจำนวนประชากรน้อย ในทางตรงกันข้าม “อุบลราชธานี” กลับเป็นจังหวัดที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ แต่มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวลดลง ถึงแม้จะเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมสูงติดอันดับต้นๆของอีสาน แต่มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวกลับร่วงลงมาอยู่ลำดับที่ 16 อุบลราชธานีมีจำนวนประชากรขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจถูกหารเฉลี่ยออกไปมาก อีกทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรและบริการพื้นฐาน ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหรือโลจิสติกส์ขั้นสูง และมีการเติบโตแบบกระจุกตัว แม้จะมีการเติบโต แต่พื้นที่ชนบทจำนวนมากยังไม่สามารถยกระดับผลิตภาพได้ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยต่อหัวทั้งจังหวัดถูกฉุดลง   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #GPPperCapita #มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว #การลงทุน #มูลค่าเศรษฐกิจ #GPP #GPPperCap

พาย้อนเบิ่ง อีสานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว” แต่ละจังหวัดเปลี่ยนไปมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง รายได้ปั๊มน้ำมันแดนอีสานกว่า 147,503 ล้าน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️

ธุรกิจการขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ในสถานีบริการ ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคอีสาน เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบโลจิสติกส์ การเดินทาง และเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลล่าสุดปี 2567 ภาคอีสานมีรายได้รวมจากธุรกิจกลุ่มนี้สูงกว่า 147,503 ล้านบาท 5 จังหวัดที่มีรายได้รวมมากสุด – นครราชสีมา 27,586 ล้านบาท – ขอนแก่น 14,540 ล้านบาท – อุดรธานี 14,138 ล้านบาท – อุบลราชธานี 11,440 ล้านบาท – ร้อยเอ็ด 9,504 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า 4 จังหวัดแรกยังครองสัดส่วนรายได้สูงสุด เพราะจังหวัดเหล่านี้ล้วนเป็นหัวเมืองหลักที่มีทั้งจำนวนประชากรสูง การเป็นศูนย์กลางคมนาคม และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามภูมิภาค โดยเฉพาะ นครราชสีมา ซึ่งมีรายได้สูงสุด ซึ่งมีสถานะเป็นประตูสู่อีสานเชื่อมต่อกรุงเทพฯ และภาคกลาง ทำให้มีปริมาณการใช้พลังงานสูงทั้งจากรถส่วนบุคคล รถบรรทุก และการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ยังเป็นฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันมีความหนาแน่นมากกว่าจังหวัดอื่นนั่นเอง ขณะที่ ขอนแก่น และ อุดรธานี มีบทบาทเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจเช่นกัน โดยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การแพทย์ และการค้าส่ง-ค้าปลีก ส่วนอุดรธานีมีบทบาทในฐานะประตูการค้าชายแดนไปยัง สปป.ลาว และเวียดนาม ทำให้เกิดการหมุนเวียนของยานพาหนะและกิจกรรมโลจิสติกส์สูง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของสถานีบริการน้ำมัน สำหรับ อุบลราชธานี ก็มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จากการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมโยงไปลาวตอนใต้ ทำให้มีการใช้พลังงานในภาคการขนส่งและการเดินทางจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีฐานประชากรหนาแน่น และ ร้อยเอ็ด แม้จะไม่ใช่เมืองศูนย์กลางขนาดใหญ่เหมือน Top 4 แต่ก็สามารถสร้างรายได้สูง โดยร้อยเอ็ดทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมของอีสานตอนกลาง การเดินทางระหว่างจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมากต้องผ่านพื้นที่นี้ ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันมีรายได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รายได้ของธุรกิจปั๊มน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนปั๊มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพื้นที่นั้นๆ อย่างเช่น จังหวัดที่เป็นศูนย์กลางคมนาคม การค้า หรือชายแดน จะมีการไหลเวียนของพลังงานสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป นอกจากนี้ แนวโน้มธุรกิจยังเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดล Non-Oil อย่างเช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ และบริการอื่นๆ ในสถานีบริการ ซึ่งกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยเพิ่มมาร์จิ้นให้ธุรกิจอีกด้วย อ้างอิงจาก: – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า – กรุงเทพธุรกิจ – ฐานเศรษฐกิจ – Thairath Money – Marketing Oops #รายได้รวมปั๊มน้ำมัน #ปั๊มน้ำมัน #ปั๊มน้ำมันในอีสาน #รายได้ปั๊ม #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์

พาส่องเบิ่ง รายได้ปั๊มน้ำมันแดนอีสานกว่า 147,503 ล้าน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

เศรษฐกิจอีสาน 10 ปีผ่านไป พาส่องเบิ่ง ตัวเลข GPP แต่ละจังหวัดเปลี่ยนมากแค่ไหน⁉️

ในปี 2567 ภาคอีสานมีมูลค่าเศรษฐกิจรวม 1,888,342 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 10.1% ของ GDP ประเทศที่ราวกว่า 18.7 ล้านล้านบาท แม้สัดส่วนจะยังต่ำ แต่เศรษฐกิจอีสานก็มีการขยายตัวถึง 43.1% จากปี 2557 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเติบโตปานกลางค่อนไปทางสูง เมื่อเทียบกับภูมิภาคที่มีฐานเศรษฐกิจต่ำกว่า 5 อันดับจังหวัดที่มี GPP สูงสุด – นครราชสีมา มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 349,213 ล้านบาท – ขอนแก่น มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 238,727 ล้านบาท – อุบลราชธานี มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 148,642 ล้านบาท – อุดรธานี มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 132,615 ล้านบาท – บุรีรัมย์ มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 110,525 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า จังหวัดที่กล่าวมานั้น มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันกว่า 979,722 ล้านบาท หรือ 51.9% ของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งภาคอีสาน นั่นหมายความว่า ครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจอีสาน กระจุกอยู่ในเพียง 5 จังหวัดเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้เกิดแรงดึงดูดแรงงาน ทำให้แรงงานจากจังหวัดขนาดเล็กไหลเข้าสู่เมืองหลัก หรือแม้กระทั่งย้ายออกนอกภูมิภาคไปกรุงเทพฯ โดยทั้ง 5 จังหวัดที่กล่าวมาก็มีบทบาททางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น นครราชสีมาทำหน้าที่เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมกับภาคกลาง มีฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่แข็งแรง ส่วนขอนแก่นเป็นศูนย์กลางบริการสมัยใหม่ การแพทย์ และการศึกษา ในขณะที่ อุบลราชธานีและอุดรธานี ก็เป็น “hub ชายแดน” ที่เชื่อมโยงการค้ากับ สปป.ลาว และเวียดนาม ในส่วนของ บุรีรัมย์ ก็มีการเติบโตจากเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยว กีฬา และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงหลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดเครือข่ายเมืองศูนย์กลาง ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งภูมิภาคนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากลงไปดูความเปลี่ยนแปลงของอันดับ จะเห็นได้ว่า 9 อันดับแรกของจังหวัดที่มีมูลค่า GPP สูงสุดในปี 2557 ยังคงยึดตำแหน่งเดิมต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 โดยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลำดับ ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของอีสานที่มีการเติบโตแบบกระจุกตัวมากกว่าการกระจายตัว โดยจังหวัดที่ขนาดเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ยังคงเติบโตเร็วและดึงทรัพยากรเพิ่มขึ้น ขณะที่จังหวัดขนาดกลางและเล็กแม้จะเติบโตเชิงตัวเลข แต่ก็ยังไม่สามารถแซงอันดับได้ การเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงปีเป็นอย่างไร⁉️ ในช่วงเวลา ปี 2557-2562 ถือเป็นช่วงเร่งตัวของเมืองศูนย์กลาง โดยเฉพาะขอนแก่นและนครราชสีมา ที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคบริการ การศึกษา และศูนย์กลางสุขภาพ ทำให้มูลค่า GPP ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดอย่างอุบลราชธานีและอุดรธานีเติบโตจากบทบาทเมืองชายแดนและศูนย์กลางภูมิภาคตอนบน-ล่างที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนในช่วงปี 2562-2567 เป็นช่วงที่เห็นการขยับของอันดับเล็กน้อย อย่างเช่น เลย ที่ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 12 ในปี 2567 จากอันดับ 13 ในปี

เศรษฐกิจอีสาน 10 ปีผ่านไป พาส่องเบิ่ง ตัวเลข GPP แต่ละจังหวัดเปลี่ยนมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง “ผลประกอบการ” ยักษ์ใหญ่แห่งน้ำมัน

ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อราคาพลังงาน ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวสูงตามไปด้วย ทำให้ธุรกิจ “ปั๊มน้ำมัน” กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ทั้งในเรื่องการแข่งขัน การบริหารต้นทุน และกลยุทธ์การตลาด ในประเทศไทย ธุรกิจน้ำมันมีการแข่งขันสูงทั้งจากผู้เล่นในประเทศและแบรนด์ต่างประเทศ โดยแม้จะเกิดการควบรวมแบรนด์เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตลาด แต่การแข่งขันด้านราคาและบริการกลับยิ่งเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นความท้าทายในการรักษากำไรและขยายฐานลูกค้า เมื่อพิจารณาผลประกอบการของ 5 แบรนด์ใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2568 พบว่ามีแนวโน้มและโครงสร้างกำไรที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR สามารถทำกำไรสุทธิสูงถึง 11,303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.75% แม้รายได้รวมลดลง 9.05% ซึ่งมีความสามารถในการบริหารต้นทุน การจัดการเครือข่ายสถานี และการเพิ่มประสิทธิภาพของปริมาณจำหน่ายในช่วงราคาน้ำมันดิบผันผวน ในขณะที่บางจาก (BCP) และ SPRC แม้จะมีสถานีและปริมาณจำหน่ายต่างกัน แต่สามารถรักษากำไรสุทธิได้เพิ่มขึ้น 31.85% และ 14.97% ตามลำดับ โดย SPRC โดดเด่นจากการมีโรงกลั่นประสิทธิภาพสูงภายใต้แบรนด์ Caltex ซึ่งทำให้สามารถสร้างมาร์จิ้นกำไรจากการกลั่นและการจำหน่ายน้ำมันได้ แม้ราคาน้ำมันดิบจะแปรปรวนนั่นเอง ในขณะที่ PTG และ SUSCO เห็นถึงความเปราะบางของผู้เล่นรายเล็กต่อแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและการแข่งขัน โดยเฉพาะ SUSCO กำไรสุทธิหดตัวถึง 58.76% แม้จะมีเครือข่ายสถานี 266 แห่ง แต่ก็มีการการจัดการต้นทุนและปรับราคาขายตามตลาดถือเป็นปัจจัยสำคัญในการอยู่รอดในตลาดน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตลาดปั๊มน้ำมันไทยอยู่ในช่วงการแข่งขันสูง แต่มีโอกาสเชิงกลยุทธ์ ผู้เล่นใหญ่ที่สามารถจัดการต้นทุน การขยายเครือข่ายสถานี และการบริหารความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันได้ จะสามารถสร้างกำไรและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างยั่งยืน ส่วนผู้เล่นรายเล็กจะต้องเผชิญแรงกดดันสูงและต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่ออยู่รอดในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่แน่นอนนี้นั่นเอง     อ้างอิงจาก กรุงเทพธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เว็บไซต์ของบริษัท้

พาส่องเบิ่ง “ผลประกอบการ” ยักษ์ใหญ่แห่งน้ำมัน อ่านเพิ่มเติม »

“ร้อยเอ็ด – สาเกตนคร” จากเมืองโบราณสู่ Hub เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ย้อนกลับไปในอดีต ดินแดนที่เรียกว่า “สาเกตนคร” เคยเป็นเมืองโบราณที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่งในลุ่มน้ำโขง ตามที่ตำนานอุรังคธาตุบันทึกไว้ว่าเมืองนี้มีเมืองขึ้นและมีประตูล้อมรอบถึง 11 ประตู สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ในยุคนั้น วันนี้เมืองเก่าแก่แห่งนั้นได้เติบโตและพัฒนากลายเป็น จังหวัดร้อยเอ็ด หนึ่งในจังหวัดที่มีบทบาทโดดเด่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในปี 2566 จังหวัดร้อยเอ็ดมีขนาดเศรษฐกิจรวม 85,660 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของภาคอีสาน ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 82,491 บาทต่อคน ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่ 16 ของภูมิภาค ตัวเลขเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของจังหวัดที่ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เติบโตได้อย่างมั่นคงจากหลายภาคส่วนพร้อมกัน โครงสร้างเศรษฐกิจของร้อยเอ็ดพึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก คิดเป็นร้อยละ 68.0 ของเศรษฐกิจทั้งหมด โดยแบ่งเป็นภาคบริการ ร้อยละ 54.7 และการค้า ร้อยละ 13.3 ตามด้วยภาคการเกษตร ร้อยละ 20.9 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 11.1 ซึ่งรวมถึงโรงงานสีข้าวในพื้นที่ด้วย หนึ่งในความภาคภูมิใจของจังหวัดในด้านธุรกิจ คือ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Global House ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีรายได้อันดับ 1 ของภาคอีสาน ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 32,400.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,793.2 ล้านบาท พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจที่เริ่มต้นในท้องถิ่นสามารถเติบโตและแข็งแกร่งในระดับภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวของร้อยเอ็ดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67.7 และในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนถึง 972,522 คน สร้างรายได้รวม 1,693 ล้านบาท แลนด์มาร์กที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดในปัจจุบัน คือ หอโหวด 101 หอคอยที่สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน ด้วยความสูง 101 เมตร (ไม่รวมฐาน) ใช้งบประมาณก่อสร้าง 341.8 ล้านบาท ทรงอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก “โหวด” เครื่องดนตรีพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด บนยอดหอมี SkyWalk พื้นกระจกใสชมวิว 360 องศา และกิจกรรม Zipline ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว ส่วนบนชั้นที่ 35 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมิ่งเมืองมงคล พระพุทธรูปประจำจังหวัดให้ผู้มาเยือนได้กราบไหว้สักการะ นอกเหนือจากหอโหวด ร้อยเอ็ดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่ บึงพลาญชัย ที่เปรียบเหมือนหัวใจของเมือง ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ เกาะกลางน้ำ และศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพนับถือ ไปจนถึง ทะเลสาบทุ่งบัวแดง ความงามตามธรรมชาติที่ช่วยเสริมให้จังหวัดมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวธรรมชาติเพิ่มขึ้น ในแง่ของโบราณสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วัดบูรพาภิราม ก็เป็นอีกจุดหมายที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย และ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เจดีย์ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานศิลปกรรมของภาคกลางและภาคอีสานไว้อย่างวิจิตรงดงาม ทำให้จังหวัดร้อยเอ็ดกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“ร้อยเอ็ด – สาเกตนคร” จากเมืองโบราณสู่ Hub เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อ่านเพิ่มเติม »

ในปีที่ผ่านมา ภาคอีสานใช้น้ำมัน Desel เกือบ 4,900 ล้านลิตร มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

ในปี 2568 ประเทศไทยมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา มากกว่า 23,528 ล้านลิตร แล้วรู้หรือไม่ว่าปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ในภาคอีสานมีมากแค่ไหน? ภาคอีสานมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดากว่า 4,857 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 20.6% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาทั้งหมดในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ เป็นรองเพียงภาคกลางเท่านั้น  ปริมาณการใช้ดีเซลในภาคอีสานที่สูง เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการขนส่ง” โดยเฉพาะภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ โลจิสติกส์ และการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว และกัมพูชา ประกอบกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและขนส่งมวลชน ทำให้ดีเซลยังคงเป็นพลังงานหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การเติบโตของเมืองรอง การขยายตัวของ E-commerce และศูนย์กระจายสินค้าในอีสาน ยิ่งเร่งให้ดีมานด์น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ก็แฝงด้วยความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เนื่องจากต้นทุนพลังงานมีผลโดยตรงต่อค่าขนส่งและราคาสินค้า หากราคาน้ำมันผันผวน จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจฐานรากทันทีอีกด้วย โดย 5 อันดับจังหวัดน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา มากที่สุด – นครราชสีมา มีปริมาณการใช้ 1,067 ล้านลิตร – ขอนแก่น มีปริมาณการใช้ 725 ล้านลิตร – อุดรธานี มีปริมาณการใช้ 689 ล้านลิตร – สุรินทร์ มีปริมาณการใช้ 327 ล้านลิตร – บุรีรัมย์ มีปริมาณการใช้ 277 ล้านลิตร จะเห็นได้ว่าการใช้น้ำมันกระจุกตัวในจังหวัดศูนย์กลางเศรษฐกิจและโครงข่ายคมนาคม โดยนครราชสีมาครองอันดับ 1 ด้วยปริมาณสูงถึง 1,067 ล้านลิตร ตามด้วยขอนแก่น 725 ล้านลิตร และอุดรธานี 689 ล้านลิตร ซึ่งล้วนเป็น “เมืองศูนย์กลาง” ที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้า การกระจายสินค้า และแรงงานข้ามจังหวัด ในขณะที่ “สุรินทร์” และ “บุรีรัมย์” จะพบว่า แม้ทั้งสองจังหวัดจะไม่ได้เป็นมหานครเศรษฐกิจขนาดใหญ่แบบนครราชสีมาหรือขอนแก่น แต่กลับมีการใช้น้ำมันดีเซลที่สูง ในกรณีของสุรินทร์ ปริมาณการใช้ดีเซลที่สูงถึง 327 ล้านลิตร เนื่องจากในจังหวัดมีการใช้ครื่องจักรกลการเกษตรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถไถ รถเกี่ยวข้าว หรือระบบขนส่งผลผลิตจากไร่นาสู่ตลาดกลาง ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ราบกว้าง ทำให้การกระจายตัวของชุมชนและแปลงเกษตรต้องพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก นอกจากนี้ สุรินทร์ยังมีบทบาทเป็นจุดเชื่อมเศรษฐกิจชายแดนกับกัมพูชา โดยเฉพาะด่านช่องจอม ซึ่งทำให้เกิดการไหลเวียนของสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และแรงงานข้ามแดน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อ ขณะที่บุรีรัมย์ ซึ่งมีการใช้ดีเซลอยู่ที่ 277 ล้านลิตร นอกจากภาคเกษตรกรรมที่ยังคงเป็นฐานหลักแล้ว บุรีรัมย์ยังโดดเด่นในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวและเมืองกีฬา” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น สนามแข่งรถระดับโลก สนามฟุตบอล และอีเวนต์ขนาดใหญ่ ได้สร้างการเคลื่อนย้ายของผู้คนจำนวนมหาศาล ทั้งนักท่องเที่ยว แรงงาน และภาคบริการ ซึ่งล้วนพึ่งพาการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคลและรถโดยสารเป็นหลัก      อ้างอิงจาก:  –

ในปีที่ผ่านมา ภาคอีสานใช้น้ำมัน Desel เกือบ 4,900 ล้านลิตร มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่ง ตัวอย่าง 10 ลายผ้าขาวม้าไทย ผ่าน 5 เทคนิคการทอสุดประณีต

“ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ผู้หญิงจะยังคงทอผ้า” คำกล่าวของ ครูเอก – สุพิศ สุวรรณมณี แห่งศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอย้อมสีธรรมชาติบ้านปางกอม จังหวัดน่าน ไม่ได้เป็นเพียงประโยคธรรมดา แต่คือภาพซ้อนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่ถักทออยู่ในเส้นด้ายของผู้หญิงไทย ผู้ที่ยังคงนั่งอยู่ใต้ถุนเรือน ปลายนิ้วไล้ผ่านเส้นไหม สร้างชีวิตให้ผืนผ้าอย่างไม่รู้จบ ภาพผู้หญิงนั่งทอผ้าใต้ถุนเรือน ภาพจำที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ยังคงปรากฏให้เห็นในแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนชายแดนไทย-ลาวในภาคเหนือที่รังสรรค์ลวดลายละเอียดอ่อนดุจงานศิลป์ หมู่บ้านเล็กๆ ในภาคอีสานที่การทอผ้าคือหัวใจและมรดกทางวัฒนธรรม หรือชุมชนในภาคกลางที่ยังคงยึดโยงวิถีความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการทอผ้า ทุกพื้นที่ล้วนมี “เรื่องเล่า” ซ่อนอยู่ในทุกเส้นใย แม้การทอผ้าพื้นฐานจะคล้ายคลึงกันทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ผ้าทอมือแต่ละผืนมีชีวิตและเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลับอยู่ที่ “ลวดลาย” และ “เทคนิค” ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรม ความเชื่อ และจินตนาการของผู้ทอ ที่เกิดจากแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ วิถีชีวิต และโลกทัศน์ของผู้คน จึงถูกแปรรูปเป็นลวดลายที่ไม่เพียงงดงามอย่างเดียว แต่ยังบอกเล่าตัวตนได้อย่างชัดเจนนั่นเอง ในอดีต ผ้าทอแต่ละภูมิภาคมีอัตลักษณ์ที่เด่นชัดจนสามารถระบุแหล่งที่มาได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นผ้าจกของภาคเหนือ ผ้าขิดของภาคอีสาน หรือผ้าลายน้ำไหลของไทลื้อ แต่เมื่อการเคลื่อนย้ายผู้คนและการสื่อสารขยายตัว วัฒนธรรมการทอผ้าก็เริ่ม “ไหลเวียน” ข้ามพรมแดน ลวดลาย เทคนิค และสีสันได้แพร่กระจายและผสมผสานเข้าด้วยกัน ทำให้เส้นแบ่งของอัตลักษณ์เชิงพื้นที่เลือนรางลง อย่างไรก็ตาม “เทคนิคการทอ” และ “โครงสร้างลวดลาย” ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการบ่งบอกตัวตนของผ้าทอแต่ละผืน ในปัจจุบัน ชุมชนทอผ้าทั่วประเทศไม่ได้หยุดอยู่เพียงการอนุรักษ์เท่านั้น แต่มีการ “ต่อยอด” ภูมิปัญญาเดิมสู่มิติใหม่ พวกเขานำรากวัฒนธรรมมาผสมผสานกับนวัตกรรม ทั้งการพัฒนาเส้นใย การย้อมสีธรรมชาติที่ร่วมสมัย ไปจนถึงการออกแบบลวดลายใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดยุคปัจจุบัน ผลลัพธ์คือผ้าทอมือที่ไม่เพียงคงคุณค่าเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และในผืน “ผ้าขาวม้าทอมือ” ที่หลายคนอาจมองว่าเรียบง่าย แท้จริงแล้วกลับซ่อนอัตลักษณ์อันลึกซึ้งของแต่ละชุมชนเอาไว้ เป็นทั้งมรดก เป็นงานศิลป์ และเป็นโอกาสใหม่ของการสร้างคุณค่าในโลกยุคใหม่ ที่เปรียบเสมือนกำลังทออนาคตของชุมชนไปพร้อมกันนั่นเอง   ผ้าขาวม้าไทยไม่ได้มีเพียง “ลายตาราง” แบบที่คุ้นตา แต่ซ่อนความหลากหลายผ่าน 5 เทคนิคสำคัญ ได้แก่ สานขัด จก เกาะล้วง ขิด และมัดหมี่ ซึ่งแต่ละเทคนิคก็แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน ได้แก่ ผ้าขาวม้าลายเขลางค์ (เทคนิคสานขัด) 📍บ้านแจ้ซ้อน ลำปาง ผ้าขาวม้ากลุ่มน้ำมอญแจ้ซ้อนทอด้วยเทคนิคสานขัด พัฒนาจากลายตารางดั้งเดิมสู่ “ลายเขลางค์” ที่ยังคงโครงสร้างตาหมากรุก แต่เพิ่มเส้นตารางเล็กคู่ภายใน ทำให้ลวดลายละเอียดคล้ายผ้าลายสกอต จุดเด่นอยู่ที่ความประณีตของช่องลายขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างจากผ้าขาวม้าทั่วไป การทอจึงมีความซับซ้อน ผู้ทอต้องนับเส้นด้ายอย่างแม่นยำ เพราะหากพลาดเพียงเล็กน้อย ลวดลายจะเสียสมดุลทันที ผ้าขาวม้าไฉไล (เทคนิคสานขัด) 📍บ้านสวนปอ ร้อยเอ็ด ผ้าลายไฉไล โดดเด่นด้วยการผสมเฉดสีอย่างลงตัวและการทออย่างประณีต ทำให้ผืนผ้ามีมิติ สวยงาม และใช้งานได้หลากหลาย ทั้งสวมใส่และแปรรูปเป็นของใช้ในบ้าน ทอด้วยเทคนิคตาขัดโดยใช้เส้นยืน–พุ่งคนละสี เสริมให้ลวดลายมีความลึก วัสดุหลักคือ “ฝ้ายน้ำหนึ่ง” ซึ่งให้เนื้อผ้าเรียบแน่น เงางามคล้ายไหม จึงนับเป็นผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านสวนปอ ผ้าขาวม้าจกลายช้าง (เทคนิคจก) 📍บ้านภูจวง

พาเลาะเบิ่ง ตัวอย่าง 10 ลายผ้าขาวม้าไทย ผ่าน 5 เทคนิคการทอสุดประณีต อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top