ISAN Insight

พามาเบิ่ง ตัวอย่าง สุดยอดค้าปลีก-ส่งภูธรรายได้พันล้านในไทย

ร้านค้าปลีก-ค้าส่งภูธร: ยืนหยัดท่ามกลางทุนใหญ่ด้วยความสัมพันธ์และการปรับตัว   “ร้านโชห่วยหน้าปากซอย” อาจดูเล็กน้อยในสายตาหลายคน แต่สำหรับชุมชนแล้ว ที่นี่คือทั้งแหล่งซื้อของ ศูนย์กลางข่าวสาร และบางครั้งก็เป็นเสมือนเพื่อนบ้านที่พึ่งพาได้ แม้ห้างใหญ่และร้านสะดวกซื้อจะขยายตัวไม่หยุด ร้านค้าปลีกและค้าส่งภูธรกลับยังคงยืนหยัดอยู่ได้ เพราะพวกเขามีสิ่งหนึ่งที่ทุนใหญ่ไม่เคยมีนั่นคือ “ความผูกพันกับคนในพื้นที่” แม้ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากทุนใหญ่และการเปลี่ยนแปลงของตลาด แต่ร้านค้าปลีกและค้าส่งภูธรยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยจุดแข็งเฉพาะตัวที่ยากจะลอกเลียนแบบ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชน ความเข้าใจในท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง และความคล่องตัวในการปรับตัว ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้พวกเขายังเป็น “ผู้เล่นที่น่าจับตา” ในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น หัวใจของความแข็งแกร่งของร้านค้าภูธรคือความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เจ้าของร้านและพนักงานมักเป็น “คนกันเอง” ในพื้นที่ ทำให้รู้จักและเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ห้างใหญ่ไม่สามารถสร้างได้ง่าย นอกจากนี้ ร้านค้าภูธรยังสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะถิ่นได้ดี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทำบุญ เครื่องปรุงเฉพาะท้องถิ่น หรือสินค้าแบ่งขายในปริมาณเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของคนในชุมชน อีกหนึ่งจุดแข็งที่ไม่อาจมองข้ามคือ “ระบบเครดิต” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ติดไว้ก่อน” ร้านค้าท้องถิ่นสามารถให้ลูกค้าประจำลงบัญชีไว้ก่อนได้ ซึ่งช่วยรองรับผู้มีรายได้ไม่แน่นอนและสร้างความผูกพันระยะยาว ความยืดหยุ่นเช่นนี้คือสิ่งที่โมเดิร์นเทรดไม่สามารถทำได้ นอกจากนั้น ร้านค้าภูธรยังมีความคล่องตัวสูง สามารถคิดเร็ว ทำเร็ว และตัดสินใจได้ทันที เช่น การเพิ่มสินค้าตามเทศกาล การสั่งสินค้าพิเศษตามความต้องการของลูกค้า หรือการปรับราคาอย่างฉับพลันโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลาง ความไม่ตายตัวของรูปแบบการดำเนินงานนี้เปรียบเสมือน “มวยวัด” ที่คาดเดายาก และบางครั้งกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์เหนือห้างใหญ่ ในด้านกลยุทธ์ราคา ร้านค้าภูธรสามารถกดราคาลงได้ด้วยการตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เช่น การตกแต่งหรูหราหรือบริการที่ฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ก็มักสนับสนุนร้านภูธร เพื่อสร้างสมดุลอำนาจการต่อรองกับรายใหญ่ ส่งผลให้ร้านท้องถิ่นได้รับทั้งโปรโมชั่นและกิจกรรมการตลาดที่ช่วยดึงดูดลูกค้า ข้อได้เปรียบอีกประการคือทำเลที่ตั้ง ร้านค้าภูธรจำนวนมากตั้งอยู่ใจกลางเมืองหรือใกล้ชุมชน ซึ่งสะดวกต่อการเข้าถึงของผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อต้องการซื้อสินค้าเล็กน้อยหรือของใช้ด่วน ทำให้ร้านท้องถิ่นยังคงเป็นคำตอบสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกและค้าส่งภูธรก็เผชิญกับความท้าทายไม่น้อย การรุกคืบของทุนใหญ่ เช่น เซ็นทรัล ซี.พี. บิ๊กซี หรือเครือข่ายร้านค้าสมัยใหม่อย่าง “ถูกดี มีมาตรฐาน” และ “ร้านโดนใจ” ทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น สงครามราคายิ่งกดดันร้านภูธรที่มีอำนาจการซื้อน้อยกว่า อีกทั้งเศรษฐกิจที่ซบเซา กำลังซื้อที่ลดลง และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ล้วนบั่นทอนกำไรและความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ร้านค้าภูธรหลายแห่งยังคงใช้รูปแบบการบริหารแบบครอบครัว ขาดระบบมืออาชีพ และมีรูปแบบร้านที่ล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวกและทันสมัยมากกว่า ขณะเดียวกัน ปัญหาการสืบทอดกิจการก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ เนื่องจากทายาทบางรายไม่ประสงค์จะสานต่อธุรกิจครอบครัว เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว ร้านค้าภูธรจำเป็นต้องเร่งปรับตัวในหลายด้าน ประการแรกคือการสร้างจุดยืนที่ชัดเจน เน้นความแตกต่างที่รายใหญ่ไม่สามารถแข่งขันได้ เช่น การขายสินค้าท้องถิ่นคุณภาพสูง หรือการเน้นบริการที่เป็นมิตรและใกล้ชิด ประการต่อมาคือการปรับปรุงร้านให้ทันสมัย จัดร้านให้สะอาด สว่าง และเป็นระเบียบ พร้อมเติมเต็มฟังก์ชันใหม่ๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านแฟชั่น หรือพื้นที่เอนเตอร์เทนเมนต์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ร้านค้าภูธรควรนำระบบจัดการหน้าร้าน (POS) เข้ามาใช้ รับชำระเงินดิจิทัล และทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ การสร้างเครือข่ายและการรวมกลุ่มกับร้านอื่นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ และลดต้นทุนได้มากขึ้น สุดท้าย การผลักดันให้คนรุ่นใหม่หรือผู้บริหารมืออาชีพเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนกิจการ ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่สำคัญ เพราะพวกเขาสามารถนำความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนาให้ร้านค้าภูธรมีชีวิตชีวาและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยสรุปแล้ว จุดแข็งของร้านค้าปลีกและค้าส่งภูธรไม่ได้อยู่ที่เงินทุน แต่คือความเข้าใจในท้องถิ่น […]

พามาเบิ่ง ตัวอย่าง สุดยอดค้าปลีก-ส่งภูธรรายได้พันล้านในไทย อ่านเพิ่มเติม »

“ซึม 😔 ซบเซา 😞 และเสี่ยง ⚠️” ฉายภาพเศรษฐกิจอีสาน📉 ผ่าน ISAN Economic Canvas 9 ช่อง บทวิเคราะห์ ISAN Outlook ประจำเดือน สิงหาคม 2568

ISAN Outlook บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือน สิงหาคม 2568 เศรษฐกิจอีสานในเดือนสิงหาคม 2568 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง การบริโภคชะลอตัว หนี้สินครัวเรือนสูง และรายได้เกษตรตกต่ำ ขณะที่ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุนจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและข้อพิพาทชายแดน สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจอีสานอยู่ในภาวะเปราะบางและต้องการมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วน สรุปภาพรวม เศรษฐกิจอีสานกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและภายนอกภูมิภาคที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ในด้าน การบริโภคภาคครัวเรือน ประชาชนต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ภายใต้ภาระค่าครองชีพสูง รายได้เกษตรที่ลดลง และหนี้สินครัวเรือนที่ยังเรื้อรัง ขณะที่ ภาคการลงทุนเอกชน ก็ถูกบั่นทอนความเชื่อมั่น จากทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น การขยายตัวของ E-Commerce และการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ไปจนถึงปัจจัยการเมืองและความไม่แน่นอนในประเทศที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะ จีน ที่เป็นตลาดส่งออกและคู่ค้าเกษตรสำคัญ ยิ่งสร้างความท้าทายมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเงินฝืดและลดการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยอย่างต่อเนื่อง กดดันราคาผลผลิตเกษตรของอีสานให้ตกต่ำต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวยังซ้ำเติมด้วยปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา และมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและแรงงานในพื้นที่ เมื่อปัจจัยลบทั้งหลายผนวกรวมกัน เศรษฐกิจอีสานจึงตกอยู่ในสภาวะ “เปราะบาง” อย่างยิ่ง ทั้งในด้านการบริโภค การลงทุน และรายได้ภาคเกษตร หากไม่มีมาตรการเยียวยาและการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ภูมิภาคอีสานมีความเสี่ยงที่จะ “ตกขบวน” การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป “บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ผ่านตาราง 9 ช่อง ISAN Economic Canvas (IEC)” ตารางเดียวที่สรุปครบทั้งภาพรวมเศรษฐกิจอีสาน ปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไข การอ่านแนวนอน: มองจากมุมผู้ประสบปัญหา เช่น ประชาชน ธุรกิจ ฯลฯ ไล่จาก ปัญหา → สาเหตุ → แนวทางแก้ไข การอ่านแนวตั้ง: มองภาพรวมทั้งภูมิภาคว่า เกิดปัญหาอะไรบ้างในอีสาน → มาจากสาเหตุใด → ควรแก้อย่างไร สีและสัญลักษณ์ใน IEC ยังใช้ช่วยอธิบายในหน้ารายละเอียดเพิ่มเติม   ปัญหาภาคการบริโภค “เศรษฐกิจอีสาน ส.ค. 68 แย่ ความเชื่อมั่นต่ำ การบริโภคลด” ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภาคอีสานปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคเอกชน เดิมทีในช่วงปี 2565 ดัชนีมีแนวโน้มฟื้นตัวตามสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2567 ความเชื่อมั่นกลับอ่อนแรงลงจากความไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศ และถูกซ้ำเติมเพิ่มเติมในปี 2568 จากแรงกดดันภายนอก เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาสินค้าเกษตรที่ลดต่ำ และต้นทุนครัวเรือนที่สูงขึ้น ณ เดือนสิงหาคม 2568 ดัชนียังคงอยู่ในระดับต่ำและมีทิศทางถดถอยต่อเนื่องโดยไม่ปรากฏสัญญาณการฟื้นตัว ผู้บริโภคอีสานจึงใช้จ่ายด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เลือก “รัดเข็มขัด” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ทำให้การบริโภคโดยรวมชะลอตัว โดยเฉพาะสินค้าราคาสูง สินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าที่อาจก่อภาระหนี้ระยะยาว เช่น รถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

“ซึม 😔 ซบเซา 😞 และเสี่ยง ⚠️” ฉายภาพเศรษฐกิจอีสาน📉 ผ่าน ISAN Economic Canvas 9 ช่อง บทวิเคราะห์ ISAN Outlook ประจำเดือน สิงหาคม 2568 อ่านเพิ่มเติม »

พาเเปิดเบิ่ง ปีงบประมาณ 69 “มหาวิทยาลัยรัฐ” อีสาน ม.ไหนได้งบมากสุด-น้อยสุด⁉️

มหาวิทยาลัย จังหวัด งบประมาณปี 2569 สัดส่วนงบประมาณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ขอนแก่น, หนองคาย 5,517 ล้านบาท 30.5% มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  นครราชสีมา 2,110 ล้านบาท 11.6% มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  มหาสารคาม 1,529 ล้านบาท 8.4% มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน  นครราชสีมา, ขอนแก่น 1,521 ล้านบาท 8.4% มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  อุบลราชธานี 867 ล้านบาท 4.8% มหาวิทยาลัยนครพนม  นครพนม 753 ล้านบาท 4.2% มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี  อุดรธานี 663 ล้านบาท 3.7% มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี  อุบลราชธานี 644 ล้านบาท 3.6% มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา  นครราชสีมา 574 ล้านบาท 3.2% มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร  สกลนคร 551 ล้านบาท 3.0% มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์  สุรินทร์ 516 ล้านบาท 2.8% มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์  บุรีรัมย์ 510 ล้านบาท 2.8% มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม  มหาสารคาม 494 ล้านบาท 2.7% มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์  กาฬสินธุ์ 438 ล้านบาท 2.4% มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย  เลย 432 ล้านบาท 2.4% มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ  ศรีสะเกษ 370 ล้านบาท 2.0% มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ  ชัยภูมิ 324 ล้านบาท 1.8% มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด  ร้อยเอ็ด 304 ล้านบาท 1.7%   หมายเหตุ: ข้อมูลงมหาวิทยาลัยรัฐในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มา: สำนักงบประมาณ ปีงบประมาณ 2569   “มหาวิทยาลัยรัฐ” อีสาน ม.ไหนได้งบมากสุด-น้อยสุด⁉️  . . เมื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 ของมหาวิทยาลัยรัฐในภาคอีสาน จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่และมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับงบประมาณสูงสุดถึง 5,517 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30.5% ของงบทั้งหมดในภาคอีสาน  . อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยที่มีบุคลากรและนักศึกษาจำนวนมาก งบประมาณที่สูงจึงสะท้อนภาระค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนและสวัสดิการบุคลากรจำนวนมาก อีกทั้งยังมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยเฉพาะการมีโรงพยาบาลศรีนครินทร์และคณะแพทยศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และการวิจัยสุขภาพในภูมิภาค ส่งผลให้งบประมาณด้านการดูแลประชาชนและการลงทุนเพื่อการวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พาเเปิดเบิ่ง ปีงบประมาณ 69 “มหาวิทยาลัยรัฐ” อีสาน ม.ไหนได้งบมากสุด-น้อยสุด⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

สมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัด ขอนแก่น ผนึกกำลังผู้ประกอบการ จัดงาน 🏠มหกรรมบ้านและคอนโด ขอนแก่น 2025

สมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัด ขอนแก่น ผนึกกำลังผู้ประกอบการ จัดงาน 🏠มหกรรมบ้านและคอนโด ขอนแก่น 2025🏡🏘️ 📆ระหว่างวันที่ 1-6 ตุลาคม 2025 📌ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น ศูนย์การค้าไลฟ์ สไตล์ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในภูมิภาค ภายใต้แนวความคิด 🏘️“ลดยกเมือง” ที่เน้นยกระดับคุณภาพ โดยยังคงมีราคาที่เข้าถึงได้กับทุก กลุ่มลูกค้า 👍 นอกจากนี้นั้นทางสมาคมฯ เล็งเห็นถึงโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งเน้นการนำเสนอที่อยู่อาศัยและโครงการ อสังหาริมทรัพย์ที่มีมาตรฐานคุณภาพสูง ควบคู่ไปกับการปรับราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ ไม่เพียงแต่จะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดขอนแก่น เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนมุมมอง และร่วมกันกำหนดทิศทางที่ยั่งยืนของจังหวัดขอนแก่น ทางสมาคมฯ เชื่อมั่นว่าแนวความคิด “ลดยกเมือง” จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยยกระดับ มหกรรมบ้านและคอนโด ขอนแก่น 2025 “ลดยกเมือง” ลดราคา เพิ่มโปรโมชั่นสุดพิเศษ และ ความคุ้มค่า ของทุกโครงการไว้ในที่เดียว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านที่อยู่อาศัย “ราคาลดลง แต่ยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้น” โดยภายในงานครั้งนี้ทุกโครงการอสังหาริมทรัพย์ ชั้นนำที่มารวมตัวกัน เตรียมข้อเสนอสุดพิเศษของทุกโครงการไม่ว่าจะเป็นส่วนลดพิเศษ การผ่อนชำระ หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น ถือเป็นโอกาสทองของผู้ที่กำลังมอง หาบ้านและคอนโดคุณภาพ ในราคาที่ลดลงเข้าถึงได้ และเหมาะกับทุกกลุ่มลูกค้า สมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดขอนแก่น เชื่อมั่นว่า งานมหกรรมบ้านและคอนโด ขอนแก่น 2025 ภายใต้แนวคิด “ลดยกเมือง” จะช่วยสร้างประโยชน์ให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ ประกอบการ พร้อมขับเคลื่อนจังหวัดขอนแก่นสู่การเป็นมหานครแห่งอนาคตอย่างมั่นคง ประมวลภาพจาก🧐งานแถลงข่าวมหกรรมบ้านและคอนโด ขอนแก่น 2025 (House and Condo Expo Khon Kaen 2025) ณ หอการค้า จังหวัดขอนแก่น วันที่ 1 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น.     #บ้านและคอนโด2025 #สมาคมอสังหาริมทรัพย์ขอนแก่น #ขอนแก่น #บ้านและคอนโดขอนแก่น

สมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัด ขอนแก่น ผนึกกำลังผู้ประกอบการ จัดงาน 🏠มหกรรมบ้านและคอนโด ขอนแก่น 2025 อ่านเพิ่มเติม »

สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และสัญญะทางการทูตในวันที่ สวีเดน ไร้สถานทูตในกัมพูชา

ฮู้บ่ว่าสวีเดนปิดสถานทูตที่กัมพูชาตั้งแต่ปี 64 ลดเหลือ “สำนักงานย่อย” ก่อนปิดทั้งหมดเมื่อ ปี 67 ที่ผ่านมา สวีเดนได้ดำเนินการปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 และต่อมาได้ลดระดับเป็น “สำนักงานย่อย” (Section Office) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ณ กรุงเทพมหานคร ล่าสุด สำนักงานย่อยดังกล่าวได้ปิดทำการและยุติการดำเนินงานอย่างถาวรไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024)   สาเหตุหลักของการปิดสถานทูต   เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสวีเดนตัดสินใจยุติบทบาททางการทูตในกัมพูชา มาจากการถดถอยของระบอบประชาธิปไตยและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชาที่ย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 การจำกัดพื้นที่ประชาธิปไตย: รัฐบาลสวีเดนได้ระบุอย่างเป็นทางการว่า “พื้นที่ของระบอบประชาธิปไตยในกัมพูชาถูกจำกัดอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ซึ่งการกระทำดังกล่าวรวมถึงการยุบพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ (CNRP) และการปราบปรามองค์กรภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ ความยากลำบากในการร่วมมือ: สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลสวีเดนมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะสานต่อความร่วมมือในระดับทวิภาคีที่กว้างขวางและใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชาได้อีกต่อไป การปรับเปลี่ยนนโยบายความช่วยเหลือ: ก่อนหน้าที่จะปิดสถานทูต สวีเดนได้ตัดสินใจยุติความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาในด้านอื่นๆ แก่รัฐบาลกัมพูชา และมุ่งเน้นงบประมาณไปที่การสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรมโดยตรงแทน การปิดสถานทูตจึงเป็นขั้นตอนที่สอดคล้องกับนโยบายที่เปลี่ยนไปนี้ แม้ทางการทูตจะลดระดับลง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป โดยมี สถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางการทูตดูแลประเทศกัมพูชา   การที่สวีเดนไม่มีสถานทูตในกัมพูชาส่งผลกระทบในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการทูต การเมือง และเศรษฐกิจในระยะยาว ส่วนความสัมพันธ์ทางการค้าในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็มีความท้าทายเช่นกัน   ผลกระทบและภาพรวมความสัมพันธ์   ด้านการทูตและการเมือง   การส่งสัญญาณเชิงนโยบาย: การปิดสถานทูตคือการส่งสัญญาณทางการทูตที่ชัดเจนว่าสวีเดนไม่พอใจต่อสถานการณ์ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่ถดถอยในกัมพูชา ลดทอนความสัมพันธ์: แม้จะยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตผ่านสถานทูตที่กรุงเทพฯ แต่การไม่มีผู้แทนระดับเอกอัครราชทูตประจำการอยู่ ย่อมลดทอนความใกล้ชิดและความรวดเร็วในการประสานงานระดับสูง ผลกระทบต่อภาคประชาสังคม: สวีเดนเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในกัมพูชา การปิดสถานทูตอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานและการระดมทุนขององค์กรเหล่านี้ในระยะยาว   ด้านเศรษฐกิจและการค้า     ภาพรวม   การปิดสถานทูตไม่ได้หมายถึงการยุติความสัมพันธ์ทางการค้า แต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนใหม่ๆ และการสนับสนุนจากภาครัฐบาล อย่างไรก็ตาม การค้าภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่อย่าง H&M และ IKEA ซึ่งมีฐานการผลิตในกัมพูชา ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไป   ดุลการค้าและมูลค่าการค้า   ข้อมูลล่าสุดจาก Observatory of Economic Complexity (OEC) ในเดือนเมษายน 2568 แสดงให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า: กัมพูชาเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าอย่างมหาศาล: กัมพูชาส่งออกไปสวีเดน: 47.6 ล้านโครนาสวีเดน (SEK) กัมพูชานำเข้าจากสวีเดน: 7.82 ล้านโครนาสวีเดน (SEK) ทำให้กัมพูชามีดุลการค้าเป็นบวก 39.8 ล้านโครนาสวีเดน แนวโน้ม: เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การส่งออกของกัมพูชาไปยังสวีเดน เพิ่มขึ้น 12.3% ในขณะที่การนำเข้าจากสวีเดน ลดลงถึง 36.8%

สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และสัญญะทางการทูตในวันที่ สวีเดน ไร้สถานทูตในกัมพูชา อ่านเพิ่มเติม »

งานสัมมนาการตลาดครั้งยิ่งใหญ่ของอีสาน เพื่อผู้ประกอบ นักธุรกิจ นักการตลาด Thailand Marketing Day On Tour 2025 @ Khon Kaen

“Thailand Marketing Day On Tour” หรือ “วันนักการตลาดสัญจร” เป็นกิจกรรมประจำปีของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ที่จัดขึ้นเพื่อกระจายองค์ความรู้ด้านการตลาดสมัยใหม่สู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพของนักการตลาดไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ในปี 2568 นี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อการศึกษาของสมาคมการตลาดฯ โดยความร่วมมือกับคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมจัดงานขึ้น ณ จังหวัดขอนแก่น เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสร้างแรงบันดาลใจ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และคนรุ่นใหม่ 📣 Agenda งาน Thailand Marketing Day On Tour 2025 @ Khon Kaen The Awakening Momentum ปลุกพลังความคิด พิชิตความเปลี่ยนแปลง งานสัมมนาการตลาดครั้งยิ่งใหญ่ของภาคอีสาน  ที่จะปลุกไอเดีย มอบแนวคิด เพื่อพิชิตความเปลี่ยนแปลงให้กับคุณ!   📌 3 Seminars | 13 Sessions | 15+ Speakers เวทีเดียวที่จะยกระดับ “ความรู้ – แรงบันดาลใจ – โอกาส” ให้กับอาจารย์ นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักการตลาด และทุกภาคธุรกิจอย่างแท้จริง   📅 26 กันยายน 2568 The Class of Change: พลิกโฉมคลาสสู่การเปลี่ยนแปลง สำหรับอาจารย์ (Train the Trainers สัญจร) เวลา 08:30 – 12:00 น. 📍 ลงทะเบียนฟรี: 1 ส.ค. – 15 ก.ย. 2568   Shortcut to Success?: ทางลัดสู่ความสำเร็จ… เส้นทางนี้ไม่มีสูตรตายตัว สำหรับนักศึกษา (J-MAT สู่เส้นทางการตลาดสัญจร) เวลา 13:00 – 16:30 น. 📍 ลงทะเบียนฟรี: 1 ส.ค. – 15 ก.ย. 2568   📅 27 กันยายน 2568 The Awakening Momentum: ปลุกพลังความคิด พิชิตความเปลี่ยนแปลง

งานสัมมนาการตลาดครั้งยิ่งใหญ่ของอีสาน เพื่อผู้ประกอบ นักธุรกิจ นักการตลาด Thailand Marketing Day On Tour 2025 @ Khon Kaen อ่านเพิ่มเติม »

ส่องซอด🧐กลยุทธ์ “สุกี้ตี๋น้อย” สเกลธุรกิจยังไง แต่กำไรยังโต

ชื่อของ สุกี้ตี๋น้อย กลายเป็นเคสการตลาดร้านอาหารที่น่าสนใจ ด้วยภาพจำ “บุฟเฟต์ราคามหาชน” ถูกใจคนไทย จนทำให้ขยายสาขาได้ไว ตอนนี้มีแล้ว 86 สาขา (ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 2568) ล่าสุด แบรนด์ทำให้ตลาดหันมาสนใจอีกครั้ง เมื่อประกาศ หาพื้นที่โชว์รูมรถยนต์เก่า-ใหม่ทั่วประเทศ เพื่อเปิดสาขาเพิ่ม โดยนำร่องเริ่มทำในโชว์รูมที่ปราจีนบุรีแล้ว (ตรงข้ามโรบินสัน) เตรียมเปิดปลายปี 2568 นี้ คำถาม คือ ทำไมต้องเป็นโชว์รูมรถ? 3 เหตุผลที่สุกี้ตี๋น้อยมองเห็นโอกาส 1. พื้นที่ใหญ่ โปร่ง จอดรถสะดวก บุฟเฟต์ตี๋น้อยเน้นกลุ่มลูกค้าเป็นครอบครัวหรือแก๊งเพื่อนที่มากันเยอะ โชว์รูมรถมีพื้นที่กว้าง เพดานสูง และที่จอดรถพร้อม รองรับการทำสาขาแบบ Stand Alone หรือแม้แต่แฟล็กชิปสโตร์ได้ทันที 2. ทำเลติดถนนใหญ่ เห็นชัดเจน โชว์รูมส่วนใหญ่อยู่บนถนนสายหลัก เหมาะจะเป็น Landmark ร้านใหญ่ ช่วยเลี่ยงการแข่งขันกับพื้นที่ห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์ 3. ต้นทุนเช่าต่ำกว่าห้างมาก หลังโควิด หลายโชว์รูมปิดกิจการหรือย้าย ทำให้เกิดช่องว่างด้านอสังหาฯ สุกี้ตี๋น้อยเจาะเข้าไปด้วยค่าเช่าที่คุ้มกว่ามาก ค่าเช่าโชว์รูมรถถูกกว่าห้างหลายเท่า ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ราคาเช่า 3,000 – 5,500 บาท/ตร.ม./เดือน คอมมูนิตี้มอลล์ ราคาเช่าต่ำกว่า 1,000 – 3,000 บาท/ตร.ม./เดือน *อ้างอิงข้อมูล สถานการณ์และแนวโน้มพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า ปี 2568-2570 ของวิจัยกรุงศรี* แต่ถ้าเป็น โชว์รูมรถ (พื้นที่ 600–700 ตร.ม. ขึ้นไป) พบว่า มีค่าเช่าเฉลี่ยเพียง 240 – 500 บาท/ตร.ม./เดือน (**ผลสำรวจเบื้องต้นจากเว็บไซต์ livinginsider) ยกตัวอย่าง โชว์รูมรถ ติดถนนราชพฤกษ์ นนทบุรี พื้นที่ 750 ตร.ม. ค่าเช่า 180,000 บาท/เดือน เฉลี่ย 240 บาท/ตร.ม./เดือน โชว์รูมรถ ติดถนนพหลโยธิน นวนคร พื้นที่ 1,320 ตร.ม. ค่าเช่า 350,000 บาท/เดือน เฉลี่ย 265 บาท/ตร.ม./เดือน จะพบว่า ค่าเช่าโชว์รูมรถถูกกว่าการเช่าพื้นที่ค้าปลีกทั่วไปหลายเท่า และยังได้พื้นที่กว้างพร้อมที่จอดรถครบ ถือเป็นจังหวะที่สุกี้ตี๋น้อยใช้ “อสังหาฯ กลุ่มโชว์รูมรถที่ซบเซาลง” มาต่อยอดธุรกิจได้อย่างชาญฉลาด พามาฮู้จัก “สุกี้ตี๋น้อย” ร้านสุกี้เจ้าดังในดวงใจของชาวบุฟเฟ่ต์ เตรียมเปิดสาขาแรกของอีสาน Project Finance 101 #HowtoScale โชว์รูมรถยนต์เก่าที่สุกี้ตี๋น้อยเตรียมไปเปิดสาขาในปลายปี 2568 เห็นข่าวการสเกลของสุกี้ตี๋น้อยผ่านโชว์รูมรถเเล้ว ชวนมาลองเล่นกับตัวเลขด้วยกัน ปี 2562: รายได้ 499 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 15 ล้านบาท ปี 2563: รายได้ 1,223 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 140 ล้านบาท ปี 2564: รายได้

ส่องซอด🧐กลยุทธ์ “สุกี้ตี๋น้อย” สเกลธุรกิจยังไง แต่กำไรยังโต อ่านเพิ่มเติม »

👮ตำรวจ ไทย-เวียดนาม จับมือเสริมทัพปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาที่ย้ายทัพจาก ปอยเปต ไป สวายเรียง📲

จเรตำรวจแห่งชาติยกระดับความสัมพันธ์ตำรวจไทย-เวียดนาม ร่วมเสริมทัพวอร์รูม IAC ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปร่วมพิธีวันสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หารือความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ระหว่างไทย – เวียดนาม และพบปะหารือเชื่อมความสัมพันธ์ตำรวจฮานอย เมื่อวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตามคำเชิญของกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ทั้งนี้มี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ และคณะ ร่วมเดินทาง พล.ต.อ.ธัชชัยฯ และคณะ ได้เข้าร่วมพิธีสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติเวียดนาม (National Convention Center )โดยมีผู้แทนจาก 17 ประเทศเข้าร่วม   ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจไทยและตำรวจเวียดนาม, พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ อธิบดีกรมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครฮานอย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ขอบคุณตำรวจเวียดนามที่ได้ร่วมดำเนินการจับกุมและประสานงานให้กับตำรวจไทยเป็นอย่างดี และทางด้านตำรวจเวียดนามขอบคุณฝ่ายไทยที่ได้ประสานงานและจับกุมคนที่ทางการเวียดนามต้องการตัว มีการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีตลอดมา ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงความเคลื่อนไหวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ Scam Center ที่มีการเคลื่อนไหวย้ายฐานปฏิบัติการจากฝั่งตะวันตกของประเทศกัมพูชา เช่น ปอยเปต ออกไปทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น เช่น สวายเรียง ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศเวียดนาม อาศัยสาธารณูปโภคของเวียดนามไปใช้ในการหลอกลวงคนเวียดนาม ไทยและเวียดนามได้ยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น พิกัดสถานที่ของแก๊ง การปราบปราม และการประสานในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับระหว่างประเทศ ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) หรือ “วอร์รูม IAC” มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนานาประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง โอกาสนี้จึงได้เชิญเจ้าหน้าที่จากเวียดนามมาปฏิบัติงานในวอร์รูมดังกล่าว ซึ่งอธิบดีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามแสดงความยินดีและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ประเทศเวียดนามให้ความสำคัญต่อการเชิญผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมในโอกาสสำคัญครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามในด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีความพึงพอใจและประทับใจในความร่วมมือที่ผ่านมาในทุกระดับ และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นต่อไป #ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice   ที่มา: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

👮ตำรวจ ไทย-เวียดนาม จับมือเสริมทัพปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาที่ย้ายทัพจาก ปอยเปต ไป สวายเรียง📲 อ่านเพิ่มเติม »

ค้าชายแดน 2 ฝั่งไทย-กัมพูชาร่วง 92.6% หลังเหตุปะทะ ราคาที่ต้องจ่ายนอกจากชีวิต เศรษฐกิจ เพื่อสนองอำนาจทางการเมือง

เงินเฟ้อเขมรพุ่ง 3-5%💸เงินทุนสำรองลดลงต่อเนื่อง หลังค้าชายแดน 🇹🇭ไทย-🇰🇭กัมพูชา ก.ค.ร่วงหนัก📉92.6% จาก มิ.ย.ร่วง 23%📉 เศรษฐกิจ“กัมพูชา”กำลังทรุดหนัก เงินทุนสำรองหมดประเทศ เงินเรียลอาจกลายเป็นเศษกระดาษ หลังเงินเฟ้อหนัก จากเหตุปะทะ ไทย-กัมพูชา พามาเบิ่งการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดน กระทบเพียงใดหลังเหตุปะทะ มูลค่าการค้าชายแดนไทย ปี 2567 ในปี 2567 ไทยเกินดุลการค้ากับกัมพูชา 280,532 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยแบ่งเป็น มูลค่ารวม: 323,631 ล้านบาท 💱ส่งออก: 323,631 ล้านบาท นำเข้าจากกัมพูชา: 43,098 ล้านบาท ดุลการค้าส่งออก: 280,532.16 ล้านบาท (เกินดุล) มูลค่าการค้าชายแดนไทย ปี 2568 สำหรับช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568: ไทยเกินดุลการค้า 89,300 ล้านบาท การค้ารวม 67,071 ล้านบาท ส่งออก 50,541 ล้านบาท นำเข้า 16,530 ล้านบาท มูลค่าการค้าชายแดน 🇹🇭ไทย-🇰🇭กัมพูชา ก.ค.ร่วงหนัก📉92.6% จากเดิม มิ.ย.ร่วง 23%📉หลังเหตุปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เผยเศรษฐกิจ“เขมร”ตกต่ำถึงขีดสุด คาด ทุนสำรองระหว่างประเทศจะหมดลงในเดือน ต.ค.นี้ “รศ.ดร.อัทธ์” ชี้ จะส่งผลให้เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ เงินเฟ้อพุ่งสูง-ต้องเข้าแผนฟื้นฟูของ IMF แบบเดียวกับอาร์เจนติน่าและศรีรังกา อีกทั้งการสร้าง”เฟคนิวส์”รายวันทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าเข้าไปลงทุน “อ.ทรงฤทธิ์” ระบุ กัมพูชาระส่ำหนักหลังไทยปิดด่าน นักท่องเที่ยวหาย แรงงานรายได้หด ขณะที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 15% ด้าน “พล.อ.รังษี” เผย กัมพูชาขาดดุลบัญชีเดือนสะพัดติดต่อกัน 8 ไตรมาสแล้ว เชื่อ หากเข้า IMF เขมรจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ วิเคราะห์ว่า ตอนนี้เศรษฐกิจของกัมพูชาย่ำแย่มาก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ ไทยไม่ส่งสินค้าเข้าไปขายในกัมพูชา ทำให้ชาวกัมพูชาต้องซื้อสินค้าประเทศอื่นในราคาที่แพงขึ้น นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศถอนตัวจากกัมพูชา เช่น จีนไม่ลงทุนในช่วงนี้เพราะเศรษฐกิจ ภายในประเทศจีนชะลอตัว ขณะที่นักลงทุนชาวไทยซึ่งเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากเป็นอันดับต้นๆก็ไม่เข้าไป ส่วนมาเลเซียกับสิงคโปร์ที่เคยลงทุนในกัมพูชาก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะกัมพูชามีสถานการณ์สู้รบ เนื่องจากมีการปิดด่านและมีการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้แรงงานกัมพูชาหลายแสนคน ต้องเดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลกัมพูชา แต่เมื่อเดินทางกลับไปแล้วกลับไม่มีงานทำ ส่งผลให้ชาวกัมพูชาขาดรายได้ ในช่วงที่ไทยกับกัมพูชามีปัญหาระหว่างประเทศ ทางรัฐบาลกัมพูชามุ่งแต่จะต่อสู้ทางการทหารและปั้นข่าวปลอมเพื่อตอบโต้ไทย จนไม่มีเวลาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศตัวเอง การที่กัมพูชาหันไปซบสหรัฐฯทำให้จีนซึ่งให้การช่วยเหลือกัมพูชาอยู่ไม่พอใจและหยุดการช่วยเหลือ ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมปัญหาในช่วงที่ประเทศเกิดวิกฤต รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า วิกฤตเศรษฐกิจของกัมพูชาครั้งนี้ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น จาก 3% เป็น 5% เนื่องจากสินค้าของไทยที่เข้าไปขายในกัมพูชานั้นคิดเป็น 30% ของสินค้าในตลาดกัมพูชาทั้งหมด เมื่อไทยปิดด่านไม่ส่งสินค้าไปกัมพูชา

ค้าชายแดน 2 ฝั่งไทย-กัมพูชาร่วง 92.6% หลังเหตุปะทะ ราคาที่ต้องจ่ายนอกจากชีวิต เศรษฐกิจ เพื่อสนองอำนาจทางการเมือง อ่านเพิ่มเติม »

Gripen E/F ดีลฟ้าผ่า สะเทือนสมดุลอำนาจและการทูตในภูมิภาค

บทวิเคราะห์: Gripen E/F ดีลฟ้าผ่า สะเทือนสมดุลอำนาจและการทูตในภูมิภาค   บทนำ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ ประเทศไทยได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการความมั่นคงและการทูตในอาเซียน เมื่อกองทัพอากาศไทย นำโดย พล.อ.อ.พันธุ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้ลงนามในสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ Gripen E/F จำนวน 4 เครื่องแรกจากประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา [1] แต่ดีลครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การซื้อขายยุทโธปกรณ์ แต่ยังพ่วงมาด้วยข้อตกลงการลงทุนด้าน R&D และการถ่ายทอดเทคโนโลยี AI ขั้นสูงจากบริษัท Saab ซึ่งเป็นผู้ผลิต และท่าทีทางการทูตที่แข็งกร้าวร่วมกับสวีเดนต่อกรณีพิพาทชายแดนกับกัมพูชา ทำให้ข้อตกลงนี้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่สะท้อนยุทธศาสตร์ “การทูตนำการทหาร” ของไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน   มากกว่าเครื่องบินรบ: ดีลชดเชยทางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งอนาคต   การจัดหา Gripen E/F ในเฟสแรกจำนวน 4 เครื่อง (เครื่องนั่งเดี่ยว 3 เครื่อง และสองที่นั่ง 1 เครื่อง) มีมูลค่าประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท [6] ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดหาทั้งหมด 12 เครื่อง เพื่อทดแทนฝูงบิน F-16 ที่กำลังจะปลดประจำการ [5] แต่หัวใจสำคัญของข้อตกลงนี้ที่ทำให้แตกต่างจากการจัดซื้อในอดีต คือ นโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Defence Offset Policy) ที่ไทยจะได้รับประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศมูลค่ามหาศาล นาย Micael Johansson ประธานและ CEO ของ Saab กล่าวว่า “เรายินดีต้อนรับประเทศไทยในฐานะลูกค้าล่าสุดของ Gripen E/F ไทยเป็นผู้ใช้งาน Gripen ที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว และคุ้นเคยกับจุดแข็งที่ Gripen มอบให้กับกองทัพไทยเป็นอย่างดี” [6] คำกล่าวนี้สะท้อนความร่วมมือที่ลึกซึ้ง โดยข้อตกลง Offset Policy ที่ลงนามควบคู่กันไปนั้น ระบุชัดเจนถึงการที่ Saab และหน่วยงานสวีเดนจะเข้ามาลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศไทย [4] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง: การวิจัยและพัฒนาร่วม (R&D): Saab จะตั้งศูนย์ R&D ในประเทศไทย เพื่อร่วมพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการบินและอวกาศ ซึ่งรวมถึง ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นหัวใจของระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์และระบบช่วยนักบินใน Gripen E/F การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม: ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมไซเบอร์และการบินของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างงานทักษะสูงและยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ [4]   มิติใหม่ทางการทูต: เมื่อสวีเดนหนุนไทยในเวทีโลก   นอกเหนือจากความร่วมมือทางทหารและเศรษฐกิจ การเยือนสวีเดนของคณะนายทหารระดับสูงและ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้สร้างมิติใหม่ทางการทูตที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีรายงานข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พลเรือนเป็น

Gripen E/F ดีลฟ้าผ่า สะเทือนสมดุลอำนาจและการทูตในภูมิภาค อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top