Nanthawan Laithong

3 วัน 5,139 ล้าน! MotoGP 2026 จุดพลังเศรษฐกิจไทยด้วยเสียงเครื่องยนต์ระดับโลก

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP โดยเฉพาะรายการ PT Grand Prix of Thailand 2026 จัดขึ้นที่ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ากีฬาสามารถเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่ทรงพลังของประเทศ การแข่งขันปี 2569 ซึ่งเปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม พร้อมกิจกรรม Pre-Season Test ก่อนหน้า ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยทั้งในการจัดอีเวนต์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไทยเราสามารถสร้างเงินสะพัดต่อระบบเศรษฐกิจกว่า 30,000 ล้านบาท ต้อนรับผู้ชมกว่า 1.3 ล้านคน จากทั่วโลก และมีการถ่ายทอดสดไปกว่า 207 ประเทศ เข้าถึงผู้ชมกว่า 800 ล้านครัวเรือน ซึ่งเทียบได้กับแคมเปญประชาสัมพันธ์ประเทศขนาดมหึมาที่แทบไม่มีสื่อใดสามารถซื้อได้ด้วยงบประมาณปกติ ในการแข่งขันปี 2569 ถือเป็นปีที่สร้างสถิติใหม่ โดยมีผู้ชมรวมกว่า 228,228 คน เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 7 ปี และที่สำคัญคือสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการการยกระดับของสนามไทยจาก “สนามแข่งขัน” ไปสู่ “จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 36,636 บาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 5,139 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน พร้อมทั้งสร้างรายได้ภาษีให้รัฐกว่า 358 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานเกือบ 8,000 ตำแหน่ง อีกทั้งมูลค่าที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น แต่ขยายตัวเป็น “เศรษฐกิจลูกโซ่” ไปยังจังหวัดใกล้เคียงอย่างสุรินทร์, นครราชสีมา และชัยภูมิ ซึ่งมีอัตราการจองที่พักเต็มเกือบ 100% ซึ่ง MotoGP สามารถเป็นตัวเร่งเศรษฐกิจภูมิภาคที่กระจายรายได้สู่พื้นที่ชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง อีกทั้ง MotoGP ยังทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ผสมผสานกีฬา เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกิจกรรมไวรัลระดับโลกอย่าง Tuk Tuk Challenge หรือ “ตุ๊กตุ๊ก กรังด์ปรีซ์” ที่ให้นักบิดระดับซูเปอร์สตาร์กว่า 21 คนมาขับรถตุ๊กตุ๊กไทยแข่งกันในสนาม ซึ่งกลายเป็นคอนเทนต์ที่ถูกแชร์ไปทั่วโลกมากกว่าพันล้านครั้ง ปรากฏการณ์นี้ได้สร้างแนวคิด Soft Power Marketing อย่างชัดเจน เพราะเป็นการนำวัฒนธรรมไทยมาเล่าในรูปแบบที่สนุกและเป็นธรรมชาติสามารถสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ประเทศได้อย่างมหาศาล โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาแบบดั้งเดิมอีกต่อไป นอกจากนี้การผสมผสานกิจกรรมไทย อย่างเช่น มวยไทย การแสดงหนังใหญ่ ดนตรีออร์เคสตราท้องถิ่น และเทศกาลสินค้าพื้นถิ่น ยังช่วยยกระดับการแข่งขันให้กลายเป็น “มอเตอร์สปอร์ตเฟสติวัล” ที่แตกต่างจากสนามอื่นทั่วโลกอีกด้วย และที่สำคัญ โมเดลของ ThaiGP ยังสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรียกว่า Experience Economy หรือเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ […]

3 วัน 5,139 ล้าน! MotoGP 2026 จุดพลังเศรษฐกิจไทยด้วยเสียงเครื่องยนต์ระดับโลก อ่านเพิ่มเติม »

“จังหวัดเลย” คือขุมพลังตัวจริง ที่มี “แร่เหล็ก” คุณภาพสูงที่สุดและเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของไทยที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

แร่เหล็กเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ตั้งแต่อุตสาหกรรมก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ เครื่องจักรกล ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ นอกจากนี้ แร่เหล็กบางชนิดยังถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตผงขัดมัน เม็ดสี และวัสดุอุตสาหกรรมเฉพาะทาง แร่เหล็กโดยทั่วไปคือแร่ที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบหลัก อย่างเช่น แร่แมกนีไทต์ แร่สเปกคูลาไรต์ แร่ฮีมาไทต์ แร่เกอไทต์ และแร่ลิโมไนต์ ซึ่งลักษณะร่วมที่สังเกตได้คือมีน้ำหนักมาก สีออกโทนสนิมตั้งแต่น้ำตาลเหลือง น้ำตาลแดง ไปจนถึงน้ำตาลดำวาวแบบโลหะ และหลายชนิดมีคุณสมบัติถูกดูดด้วยแม่เหล็กในระดับที่แตกต่างกัน การเกิดแหล่งแร่ส่วนใหญ่มักพบในลักษณะสายแร่ การแทนที่ในชั้นหิน หรือเกิดจากกระบวนการแปรสัมผัส และในบางพื้นที่มีการผุพังสะสมตัวตามไหล่เขาและเชิงเขา ในประเทศไทย จังหวัดเลยถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรแร่เหล็กของภูมิภาคอีสาน แหล่งสำคัญกระจายอยู่หลายตำบล อย่างเช่น เหมืองภูอ่าง อำเภอเมืองเลย ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการสำรวจและพัฒนาในระดับเชิงพาณิชย์ มีการศึกษาทางธรณีวิทยา เช่น การขุดร่องสำรวจ การขุดตัดชั้นหิน และการวิเคราะห์ธรณีเคมี เพื่อประเมินปริมาณและคุณภาพแร่ โดยมีการดำเนินงานผลิตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2006 ภายใต้ระบบประทานบัตรจากรัฐ แร่เหล็กจากพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเหล็กและจำหน่ายเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกพื้นที่หนึ่งคือภูเฮียะ อำเภอเชียงคาน ซึ่งพบองค์ประกอบแร่เหล็กในหินดิโอไรต์ แม้จะยังไม่พัฒนาเป็นเหมืองขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์ ขณะที่เหมืองภูยาง ซึ่งมีข้อมูลการสำรวจย้อนหลังไปถึงปี 1978 มีลักษณะเป็นชั้นหินแร่แบบแผ่น ขนาดค่อนข้างใหญ่ แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างธรณีวิทยาที่เอื้อต่อการสะสมตัวของสินแร่เหล็กในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ กรมทรัพยากรธรณี ยังจัดให้จังหวัดเลยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านแหล่งแร่ทองแดง-เหล็กของภาคอีสานอีกด้วย   ในส่วนของภาพรวมอุตสาหกรรม ปี 2566 นับเป็นปีที่การผลิตแร่เหล็กของไทยฟื้นตัวชัดเจน มีผลผลิตรวม 347,288 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 82% จากปีก่อนหน้า โดยจังหวัดเลยผลิตได้ถึง 336,388 ตัน หรือเกือบ 97% ของผลผลิตทั้งประเทศ ยิ่งตอกย้ำสถานะ “ฐานการผลิตหลัก” ของไทย มูลค่าการผลิตรวมทั้งประเทศกว่า 1,076 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาปริมาณสำรอง ณ สิ้นปีเดียวกัน พบว่ามีประมาณ 4.95 ล้านตัน โดยจังหวัดเลยถือครองมากที่สุดราว 2.80 ล้านตัน หรือกว่า 56% ของสำรองทั้งหมด คาดว่าสามารถรองรับการผลิตได้อีกราว 25 ปี ภายใต้ระดับการผลิตปัจจุบัน ในส่วนของการใช้ประโยชน์นั้น แร่เหล็กกว่า 98% ถูกนำไปผลิตเหล็กและเหล็กกล้า ส่วนที่เหลือใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ตัวเร่งปฏิกิริยา หมึกพิมพ์ เครื่องสำอาง และพลาสติก ด้านการค้าระหว่างประเทศ ไทยส่งออกแร่เหล็กเป็นหลักไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและผู้บริโภคแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2566 จีน นำเข้าแร่เหล็กสูงถึง 1.18 พันล้านตัน แม้จีนมีแหล่งแร่ในประเทศ แต่ส่วนใหญ่เป็นสินแร่คุณภาพต่ำ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น ออสเตรเลีย และ บราซิล เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล็กและโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาลของตนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ตลาดแร่เหล็กโลกมีความผันผวนสูงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ราคาที่เคยร่วงลงต่ำสุดราว 41 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปี 2558 จากภาวะอุปทานล้นตลาดและการชะลอตัวของภาคก่อสร้างจีน

“จังหวัดเลย” คือขุมพลังตัวจริง ที่มี “แร่เหล็ก” คุณภาพสูงที่สุดและเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของไทยที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ‘ผ้าขาวม้า’ 4 ภาคที่ลายผ้าไม่เหมือนกัน จากผ้านุ่งริมรั้วสู่รันเวย์โตเกียว

“ผ้าขาวม้า” ไม่ใช่แค่ผืนผ้าสารพัดประโยชน์ที่อยู่คู่ครัวเรือนไทยมานานนับศตวรรษเท่านั้น แต่ยังสามารถแปลงร่างเป็นทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างทรงพลัง ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่น ผ้าทอพื้นบ้าน รวมถึงผ้าขาวม้าเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกฝ้าย ผู้ย้อมสี ช่างทอ ผู้แปรรูป ไปจนถึงนักออกแบบและผู้ประกอบการสร้างแบรนด์ ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระดับชุมชน จังหวัด และประเทศ หากได้รับการพัฒนาเชิงดีไซน์ การตลาด และการสร้างเรื่องราวอย่างเป็นระบบ ผ้าขาวม้าสามารถยกระดับจาก “ของใช้พื้นบ้าน” สู่ “สินทรัพย์เชิงสัญลักษณ์” ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในตลาดสร้างสรรค์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศนั่นเอง เมื่อส่องลึกลงในแต่ละภูมิภาค จะพบว่า “ผ้าขาวม้าไทย” ไม่ได้มีแบบเดียว โดยแต่ละภาคีลวดลายแตกต่างกันไป โดยเริ่มจาก ภาคเหนือ มีชื่อเรียกหลากหลาย อย่างเช่น ผ้าต๋อย ผ้าหัว ผ้าตะโก้ง ลวดลายมักเพิ่มความละเอียดบริเวณเชิงผ้า แทรกอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ลายนก ลายเจดีย์ ลายช้าง สะท้อนโลกทัศน์แบบล้านนาที่ผสานศิลปะกับวิถีชีวิต ภาคกลาง โดดเด่นที่ “ผ้าขาวม้าร้อยสี” โดยเฉพาะจากอำเภอหนองขาว จังหวัดกาญจนบุรี ใช้สีหลักเพียงไม่กี่สีแต่ทอสลับเส้นพุ่ง-เส้นยืนอย่างชาญฉลาด เกิดภาพตารางที่มีมิติทางสายตา ความเรียบง่ายที่ซ่อนความซับซ้อนนี้ทำให้ผ้าภาคกลางมีเอกลักษณ์ ภาคใต้ เรียกผ้าชักอาบหรือผ้าขุบ โทนสีและวัสดุมีความพิถีพิถัน โดยเฉพาะพื้นที่เกาะที่เลือกใช้เส้นใยคุณภาพดี การทอแน่น แข็งแรง เหมาะกับภูมิอากาศชื้นและวิถีชีวิตชายทะเล แต่หากจะกล่าวถึง “พลังทางวัฒนธรรมที่เข้มข้นที่สุด” ต้องยกให้ ภาคอีสาน ซึ่งผ้าขาวม้าไม่ได้เป็นเพียงของใช้ หากเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจชุมชน ชื่อเรียกอย่างผ้าขะม้า ผ้าแพรวาสั้น หรือผ้าอีโป้ โดยมีลวดลายตารางหมากรุกที่เกิดจากการทอสองเส้นใยตัดกัน อาจดูเรียบง่ายในสายตาคนนอก แต่ในเชิงมานุษยวิทยา นี่คือ “ภาษาของชุมชน” ที่บันทึกความรู้เรื่องสี เส้น และจังหวะการทอจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าขาวม้าอีสานยังเชื่อมโยงกับผ้าแพรวาและผ้าไหมลายไหล ซึ่งมีลวดลายริ้วคล้ายสายน้ำ ความต่อเนื่องของลวดลายเหล่านี้สะท้อนความคิดเรื่องความอุดมสมบูรณ์และการไหลเวียนของชีวิต อีกทั้งภาคอีสานมีแรงงานทอผ้าจำนวนมาก การพัฒนาผ้าขาวม้าให้เข้าสู่ตลาดแฟชั่นร่วมสมัยจึงเท่ากับการสร้าง “เศรษฐกิจฐานราก” ที่กระจายรายได้สู่ครัวเรือนโดยตรงนั่นเอง ความภาคภูมิใจของ “ผ้าขาวม้าไทย” เมื่อปี 2560 ที่ผ้าขาวม้าจากหลายชุมชนไทยถูกนำไปจัดแสดงในเวที Amazon Fashion Week Tokyo 2017 ณ กรุงโตเกียว การปรากฏตัวครั้งนั้นไม่ใช่เพียงการโชว์ผ้า แต่คือการประกาศว่า “สิ่งทอพื้นบ้านไทย” สามารถยืนอยู่ในเวทีแฟชั่นโลกได้อย่างสง่างาม แบรนด์ไทยอย่าง LALALOVE นำผ้าขาวม้ามาตีความใหม่ในรูปแบบสตรีทแวร์ สร้างมูลค่าเพิ่มจากผืนผ้าหลักร้อยสู่เสื้อผ้าหลักพัน-หลักหมื่น ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ระดับโลกอย่าง Balenciaga ภายใต้การออกแบบของ Demna Gvasalia ยังเคยเปิดตัวกระเป๋าที่มีรูปลักษณ์คล้าย “กระเป๋าสายรุ้ง” ในคอลเลกชัน Fall/Winter 2016 จนถูกตีความว่าได้แรงบันดาลใจจากวัสดุสามัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุการณ์นี้สะท้อนปรากฏการณ์สำคัญในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อโลกแฟชั่นมองเห็นคุณค่าในความธรรมดา ความธรรมดานั้นย่อมกลายเป็นความพิเศษทันที ผ้าขาวม้าไทย โดยเฉพาะของภาคอีสานจึงไม่ใช่เพียงผ้าสำหรับพาดบ่า โพกหัว หรือห่อของ แต่เป็น “สินทรัพย์เชิงวัฒนธรรม” ที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากรัฐและเอกชนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง ตั้งแต่การพัฒนามาตรฐานคุณภาพ การสร้างแบรนด์ การจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั่นเอง   อ้างอิงจาก:

พาส่องเบิ่ง ‘ผ้าขาวม้า’ 4 ภาคที่ลายผ้าไม่เหมือนกัน จากผ้านุ่งริมรั้วสู่รันเวย์โตเกียว อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ภาคอีสานอันดับ 2 ของไทย “มีผู้สูบบุหรี่” มากถึง 2.7 ล้านคน

ข้อมูลพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ระหว่างปี 2550-2567 มีแนวโน้มที่ “ดีขึ้น” จากปี 2550 ที่มีผู้สูบบุหรี่ถึง 10.8 ล้านคน คิดเป็น 21.2% ลดลงเหลือ 9.8 ล้านคน หรือ 16.5% ในปี 2567 เท่ากับว่าประเทศไทยสามารถลดสัดส่วนผู้สูบลงได้กว่า 4.7% ภายใน 17 ปี นี่คือความสำเร็จเชิงนโยบายสาธารณสุข ทั้งมาตรการภาษี การจำกัดพื้นที่สูบ การติดคำเตือนบนซอง และการรณรงค์เลิกบุหรี่ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายภาค พบว่า ภาคใต้มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุดที่ 22.1% รองลงมาคือภาคอีสานที่ 17.9% และต่ำที่สุดคือภาคกลางที่ 14.3% หากมองในระดับจังหวัด 5 อันดับแรกของประเทศ ได้แก่ กระบี่ ตาก นครศรีธรรมราช ระนอง และกาฬสินธุ์ การที่ชื่อของ “กาฬสินธุ์” ปรากฏอยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ คือสัญญาณเตือนสำคัญว่า แม้ภาพรวมประเทศจะดีขึ้น แต่บางพื้นที่ยังเผชิญโจทย์ท้าทายอย่างหนักนั่นเอง สำหรับภาคอีสาน ตัวเลข 2.7 ล้านคน หรือ 17.9% แสดงว่าเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งภูมิภาคยังคงสูบบุหรี่ และทำให้อีสานมีทั้งจำนวนและสัดส่วนผู้สูบมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ภาคอีสานเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรมและแรงงานนอกระบบสูง ความไม่มั่นคงด้านรายได้ ความเครียดจากภาระหนี้ครัวเรือน รวมถึงบริบทวัฒนธรรมที่การสูบบุหรี่ยังคงถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในวงสังคมชาย งานศึกษาด้านสาธารณสุขจำนวนมากชี้ตรงกันว่า กลุ่มประชากรที่มีรายได้และระดับการศึกษาต่ำ มีแนวโน้มสูบบุหรี่สูงกว่า ซึ่งสะท้อนว่า “บุหรี่” ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยตรงหรือไม่⁉️ อย่างจังหวัดกาฬสินธุ์ที่มีอัตราสูงถึง 24.6% จนติด 1 ใน 5 ของประเทศนั้น หมายความว่าในทุก 100 คน จะมีผู้สูบบุหรี่ราว 24-25 คน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรจังหวัด ปัจจัยที่เป็นไปได้ ได้แก่ โครงสร้างแรงงานภาคเกษตรและแรงงานรับจ้างที่มีสัดส่วนสูง รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ การเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่และการให้คำปรึกษาเชิงรุกยังจำกัดในบางพื้นที่ รวมถึงบรรทัดฐานทางสังคมที่ไม่ได้กดดันให้การสูบบุหรี่เป็นเรื่อง “ผิดปกติ” เท่าที่ควร เมื่อรวมกับต้นทุนบุหรี่ที่แม้ปรับขึ้นภาษีแล้ว แต่ยังเข้าถึงได้ในระดับราคาที่ไม่สูงเกินกำลังสำหรับผู้มีรายได้น้อย ทำให้พฤติกรรมยังคงอยู่นั่นเอง ในด้านสุขภาพ หากผู้สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง เฉลี่ยเดือนละกว่า 2,000 บาท หรือปีละเกือบ 30,000 บาท สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย นี่คือภาระทางการเงินที่สูงมาก และหากคูณกับผู้สูบ 2.7 ล้านคนในอีสาน นั่นคือเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกเผาไปพร้อมควัน ทั้งยังตามมาด้วยต้นทุนการรักษาโรคหัวใจ มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ซึ่งท้ายที่สุดรัฐและครอบครัวต้องร่วมกันแบกรับนั่นเอง

พาเปิดเบิ่ง ภาคอีสานอันดับ 2 ของไทย “มีผู้สูบบุหรี่” มากถึง 2.7 ล้านคน อ่านเพิ่มเติม »

👀พาเปิดเบิ่ง กรุรายได้อุทยานฯ อีสานปีล่าสุด! สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 241 ล้านบาท🌳🕊️

🌳อุทยานแห่งชาติในไทยมีทั้งหมด 156 แห่ง (รวมอุทยานฯ เตรียมการ 23 แห่ง) แต่ละแห่งมีอัตลักษณ์ทางภูมิทัศน์ที่แตกต่างกันทั้งภูเขา ป่าไม้ น้ำตก และทะเล โดยภาคอีสานมีอยู่ถึง 29 แห่ง คิดเป็น 18.6% ของทั้งประเทศ และในปี 2568 สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 241 ล้านบาท  โดย “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” ทำหน้าที่เป็น “เสาหลัก” ของภูมิภาค ด้วยรายรับสูงถึง 138 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้อุทยานทั้งอีสานเพียงแห่งเดียว และมีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 2.2 ล้านคน เขาใหญ่แหล่งท่องเที่ยวมีความพร้อมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ โครงสร้างพื้นฐาน และการรับรู้ในระดับประเทศ ย่อมสร้างแรงดึงดูดแบบทวีคูณ ต่อธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมนันทนาการโดยรอบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รายรับของอุทยานในอีสานไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงเขาใหญ่เท่านั้น การเติบโตของ “อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า” ที่ทำรายได้ 16 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 279,283 คน และ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” ที่ทำรายได้ 6.4 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 66,043 คน สะท้อนให้เห็นแนวโน้ม “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์” ที่ผู้คนแสวงหาความแท้จริงของธรรมชาติ ภูมิประเทศแบบภูเขาสูง อากาศหนาว และระบบนิเวศที่ยังคงความดิบงาม จังหวัดเลยจึงเปรียบเสมือน “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวธรรมชาติ” ของอีสานเหนือ และกำลังยกระดับตนเองเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญอีกด้วย อุทยานขนาดกลางและขนาดเล็กมีบทบาทไม่น้อย อย่างเช่นเช่น “อุทยานแห่งชาติตาดโตน” ที่มีรายรับ 8.4 ล้านบาท และ “อุทยานแห่งชาติผาแต้ม” ที่มีรายรับ 6.8 ล้านบาท โดยตาดโตนก็มีศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวที่เข้าถึงง่าย ใกล้เมือง และตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบครอบครัวหรือวันหยุดสั้น ขณะที่ผาแต้มซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและมีแหล่งภาพเขียนสีโบราณก่อนประวัติศาสตร์ กลับมีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและภูมิรัฐศาสตร์ชายแดนสูง การสร้างรายได้ระดับเกือบ 7 ล้านบาท รายรับอทุยานในอีสานกว่า 241 ล้านบาทจากอุทยานทั้ง 29 แห่ง เป็นเพียงรายได้ตรงเท่านั้น แต่หากคำนวณผลคูณทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงไปยังธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ รถเช่า ไกด์ท้องถิ่น และสินค้าชุมชน มูลค่าที่แท้จริงย่อมสูงกว่านี้หลายเท่า การขยายตัวของโฮมสเตย์ ร้านอาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชน คือหลักฐานของการไหลเวียนรายได้จาก “ป่า” สู่ “ครัวเรือน” นั่นเอง อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศคือหัวใจสำคัญ แนวคิด carrying capacity การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงพีก การบริหารจัดการขยะ และการมีส่วนร่วมของชุมชน จึงต้องดำเนินควบคู่กันไป หากการพัฒนาขาดกรอบความยั่งยืน รายได้ระยะสั้นอาจแลกมาด้วยต้นทุนสิ่งแวดล้อมระยะยาวที่สูงกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับนั่นเอง   อ้างอิงจาก:  – กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช   ติดตาม ISAN

👀พาเปิดเบิ่ง กรุรายได้อุทยานฯ อีสานปีล่าสุด! สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 241 ล้านบาท🌳🕊️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดสถิติ ‘ครูอีสาน’ จังหวัดไหนรับบทหนักสุด⁉️ ครูแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน

เคยรู้หรือไหมว่า “ครูไทย” ของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง? พบข้อมูลว่า 95% ของคุณครูต้องทำงานหนักเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ 58% ของครูถูกแย่งเวลาสอนไปถึงสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง เพื่อไปทำงานอื่นที่ไม่ใช่ภารกิจหลักนั่นเอง นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “แม่พิมพ์ของชาติ” กำลังถูกภาระงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนกัดกินเวลาอันมีค่า ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาลูกศิษย์ได้อย่างเต็มที่ ปัญหาการทำงานเกินหน้าที่ของครูไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มอัตราการจ้างครูธุรการและภารโรงแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าความพยายามเหล่านั้นยังคงเป็นเพียงการบรรเทาอาการ ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ ข้อมูลจาก The Active Thai PBS และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) ตอกย้ำภาพความจริงอันน่าหดหู่ว่า มีครูไทยกว่า 95% ต้องทำงานนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 58% ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับงานที่ไม่ใช่การสอน ยิ่งไปกว่านั้น ใน 200 วันทำการ ครูต้องเสียเวลาไปกับงานประเมินผลงาน งานแข่งขันวิชาการ และงานจัดทำโครงการมากถึง 84 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไร้ซึ่งบุคลากรสนับสนุน ปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ครูในปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ต้องแบกรับภาระงานสารพัดที่แทบไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ครูคนเดียวต้องควบรวมบทบาททั้งงานการเงิน พัสดุ ธุรการ และแม้แต่งานด้านกฎหมาย ภาระงานที่ถาโถมนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของครูเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียนอีกด้วย เนื่องจากครูไม่มีเวลาเพียงพอในการออกแบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งการดูแลพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็อาจเป็นเหตุผลของการนำไปสู่การเลือกใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงอันเป็นปลายเหตุของปัญหาความเครียด และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนและเป็นปัญหาสังคมตามมาในที่สุด   ครูอีสานก็แบกรับภาระการศึกษาที่หนักอึ้ง จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า “สัดส่วนครูต่อนักเรียนทั้งหมดในจังหวัด” ซึ่งสะท้อนถึงภาระงานที่ครูแต่ละคนต้องรับผิดชอบในภาคอีสาน เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าครูในภูมิภาคนี้กำลังแบกรับภาระที่หนักอึ้งในการขับเคลื่อนการศึกษาของชาติ โดยภาพรวมของทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน พบว่าสัดส่วนนักเรียนต่อครูโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1:18 ถึง 1:21 ซึ่งหมายความว่าครูหนึ่งคนจะต้องดูแลนักเรียนถึง18-21 คน แม้จำนวนครูโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่เบื้องลึกกลับน่าเป็นห่วง โรงเรียนหลายแห่งในภาคอีสานกำลังเผชิญวิกฤต ‘ครูขาดแคลน’ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 80% ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ปัญหานี้ทำให้แม้จะมีนักเรียนน้อย แต่ครูผู้สอนก็ไม่เพียงพอในแต่ละห้องเรียน ซ้ำร้ายครูยังต้องแบกรับภาระงานธุรการจนแทบไม่มีเวลาดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม จังหวัดมหาสารคามโดดเด่นออกมาจากจังหวัดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ด้วยสัดส่วนนักเรียนต่อครูที่สูงถึง 1 : 29.6 นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจและสะท้อนให้เห็นว่าครูในจังหวัดมหาสารคามต้องทำงานหนักกว่าครูในจังหวัดอื่นๆ ด้วยจำนวนนักเรียนที่มากขนาดนี้ ครูอาจจะเผชิญกับข้อจำกัดในการให้ความดูแลเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการจัดการชั้นเรียน การตรวจงาน การให้คำปรึกษา และการพัฒนาศักยภาพนักเรียน ซึ่งเป็นไปได้ยากขึ้นอย่างชัดเจน จากสัดส่วนดังกล่าว ซึ่งก็แสดงถึงภาระต่างๆ ที่ครูอีสานต้องแบกรับในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาระการสอนที่ต้องเข้มข้น เนื่องจากต้องสอนนักเรียนจำนวนมากในแต่ละคาบ ทำให้เวลาในการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย หรือการให้คำแนะนำรายบุคคลลดลง การสอนอาจเน้นที่การถ่ายทอดความรู้เป็นหลักมากกว่าการพัฒนาทักษะหรือความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีภาระการประเมินผลและการให้คำแนะนำ ซึ่งการตรวจงาน การให้คะแนน และการให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนจำนวนมากเป็นงานที่ใช้เวลาและพลังงานมหาศาล ครูอาจมีเวลาไม่เพียงพอที่จะให้ข้อเสนอแนะที่ละเอียดและนำไปสู่การพัฒนาที่แท้จริง อีกทั้งภาระในการดูแลนักเรียนที่ไม่ใช่แค่การเรียน ครูยังต้องเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่ เป็นนักจิตวิทยา และเป็นผู้คอยแก้ปัญหาให้กับนักเรียน ซึ่งเมื่อมีนักเรียนจำนวนมาก ความต้องการและปัญหาที่หลากหลายก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ครูต้องใช้พลังงานและเวลาในการดูแลนักเรียนนอกเหนือจากหน้าที่การสอนตามปกติ ไม่เพียงเท่านั้น ครูไทยยังต้องแบกรับภาระงานเอกสารและธุรการจำนวนมาก ซึ่งงานเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อจำนวนนักเรียนและชั้นเรียนที่รับผิดชอบมีมากขึ้น ทำให้เวลาที่ควรจะทุ่มเทให้กับการสอนและการพัฒนานักเรียนถูกแบ่งไปอย่างน่าเสียดาย

พาเปิดสถิติ ‘ครูอีสาน’ จังหวัดไหนรับบทหนักสุด⁉️ ครูแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ศึก 3 Gen เขย่าสภา  เมื่อรุ่นใหญ่ไม่ยอมถอย และรุ่นใหม่พร้อมจะพุ่ง คุณจะฝากอนาคตประเทศไว้ในมือใคร⁉️

สนามเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ไเปรียบเสมือนเวทีประลองของ “ผู้นำหลายเจเนอเรชัน” อย่างชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองหลักสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของอำนาจ ตั้งแต่ Baby Boomer ที่ผ่านพายุวิกฤติเศรษฐกิจ การรัฐประหาร และความขัดแย้งทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลุ่ม Gen X ที่เป็นแกนกลางของระบบการเมืองในปัจจุบัน ไปจนถึง Gen Y ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัล ความไม่แน่นอนของตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม การเลือกตั้งรอบนี้จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “ใครจะเป็นนายกฯ” แต่คือคำถามใหญ่กว่านั้นว่า “อนาคตประเทศควรถูกออกแบบโดยประสบการณ์แบบไหน และมุมมองของคนรุ่นใด” เมื่อแยกตามช่วงเจเนอเรชัน รายชื่อแคนดิเดตในชุดข้อมูลนี้แบ่งออกได้ดังนี้ 🟢Gen Y (Millennials): ผู้นำรุ่นใหม่ กลุ่มนี้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2524 – 2539 (ค.ศ. 1981 – 1996) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (อายุ 38 ปี) พรรคประชาชน วสวรรธน์ พวงพรศรี (อายุ 31 ปี) พรรคไทรวมพลัง 🔵Gen X: กลุ่มผู้บริหารหลัก กลุ่มนี้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2508 – 2523 (ค.ศ. 1965 – 1980) เป็นกลุ่มที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (อายุ 60 ปี) พรรคกล้าธรรม อนุทิน ชาญวีรกูล (อายุ 59 ปี) พรรคภูมิใจไทย ตรีนุช เทียนทอง (อายุ 53 ปี) พรรคพลังประชารัฐ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (อายุ 53 ปี) พรรคไทยก้าวใหม่ ศ.ดร.นพ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (อายุ 46 ปี) พรรคเพื่อไทย 🟣Baby Boomer: กลุ่มประสบการณ์สูง กลุ่มนี้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2489 – 2507 (ค.ศ. 1946 – 1964) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (อายุ 77 ปี) พรรคเสรีรวมไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (อายุ 66 ปี) พรรคประชาชาติ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (อายุ 66 ปี) พรรครวมไทยสร้างชาติ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (อายุ

พาส่องเบิ่ง ศึก 3 Gen เขย่าสภา  เมื่อรุ่นใหญ่ไม่ยอมถอย และรุ่นใหม่พร้อมจะพุ่ง คุณจะฝากอนาคตประเทศไว้ในมือใคร⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพล ถ้า เลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ คนอีสานมีแนวโน้มเทคะแนนให้พรรคไหน⁉️

อีสานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อ “การเมืองสามก๊ก” เขย่าฐานเสียงก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่ วันนี้ (5 มกราคม 2569) ผลสำรวจล่าสุดจาก อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำการสำรวจภาคอีสานที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ภายใต้หัวข้อ “การเมืองสามก๊กภาคอีสานท้ายปี 2568” เพราะนี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขโพลธรรมดาเท่านั้น หากอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่า สนามเลือกตั้งอีสานกำลังเปลี่ยนโฉมหน้านั่นเอง ในการสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนมุมมองของคนอีสานต่อการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ และแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลของสามพรรคใหญ่ โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19-25 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,151 คน ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยผลสำรวจชี้ชัดว่า หากเลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ คะแนนนิยมแบบบัญชีรายชื่อของคนอีสาน กระจุกตัวอยู่ที่ 3 พรรคใหญ่แบบสูสี จนเกิดภาวะ “สามก๊ก” อย่างแท้จริง ได้แก่ พรรคประชาชน (34.4%) พรรคเพื่อไทย (26.7%) และพรรคภูมิใจไทย (26.4%) ทิ้งห่างพรรคอื่นแบบขาดลอย นี่คือภาพการเมืองอีสานที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ   พรรคประชาชนยังคงรักษาโมเมนตัมจากการเลือกตั้งปี 2566 ได้ดี คะแนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 33.2% เป็น 34.4% ในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยครองแดนอีสาน กลับเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ คะแนนนิยมดิ่งจาก 43.1% ในปี 2566 เหลือเพียง 26.7% ภายในเวลาไม่ถึงสามปี นี่ไม่ใช่แค่ “คะแนนหาย”เท่านั้น แต่คือสัญญาณของการแตกตัวของฐานเสียงเดิมนั่นเอง ขณะที่ พรรคภูมิใจไทยคือผู้เล่นที่เติบโตแรงที่สุดในตอนนี้ จากคะแนนเพียง 4.1% ในปี 2566 พุ่งขึ้นเป็น 26.4% ในปัจจุบัน การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้สะท้อนให้เห็นการเมืองเชิงพื้นที่ การสร้างเครือข่ายท้องถิ่น และการใช้ “การเมืองที่จับต้องได้” ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนอีสาน เมื่อวางตัวเลขทั้งสามพรรคลงบนกระดานอำนาจ จะพบว่า สูตรการจัดตั้งรัฐบาลผสมทุกสูตรล้วนสูสี ไม่ว่าจะเป็น ส้ม+แดง, แดง+น้ำเงิน หรือแม้กระทั่ง น้ำเงิน+ส้ม แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความเปราะบาง เพราะกองเชียร์แต่ละฝ่ายยังไม่มี “จุดลงตัว” ร่วมกัน สิ่งที่ชัดเจนที่สุดจากโพลนี้ คือ เสียงของคนอีสานกำลัง “เลือกมากขึ้น คิดมากขึ้น และตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น” อีสานไม่ใช่พื้นที่ที่ใครจะผูกขาดได้อีกต่อไป ช ทุกคะแนนเสียงล้วนมีความหมาย และทุกการไม่ไปเลือกตั้ง เท่ากับยกอำนาจการตัดสินใจให้คนอื่นแทนเรา ดังนั้นก่อนศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เสียงของคุณคือพลังที่เปลี่ยนประเทศได้ ออกไปใช้สิทธิ อย่านอนหลับทับสิทธิ์ เพราะอนาคตของอีสาน…ไม่ควรถูกกำหนดโดยความเฉยชา ✊🗳️   อ้างอิงจาก:  – อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์

พาส่องเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพล ถ้า เลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ คนอีสานมีแนวโน้มเทคะแนนให้พรรคไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ‘แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย’ ทั่วอีสาน ที่ไหนเยอะจนน่าตกใจ⁉️

แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในภาคอีสานมีจำนวนทั้งหมด 15,250 คน ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 23.1% ของจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในภาคอีสาน โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนแรงงานผิดกฎหมายสูง อย่างเช่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา หนองบัวลำภู ชัยภูมิ และมหาสารคาม ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ชายแดนโดยตรง แต่เป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ ทั้งภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ และงานก่อสร้างขนาดกลาง-เล็กจำนวนมาก แรงงานต่างด้าวนี้ทำหน้าที่เป็น “แรงงานกันชน” ที่ช่วยพยุงต้นทุนการผลิตของเศรษฐกิจฐานล่าง ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง เกษตรกรรม แปรรูปอาหาร หรือบริการนอกระบบ แรงงานกลุ่มนี้เข้ามาแทนที่แรงงานท้องถิ่นที่เคลื่อนย้ายออกไปทำงานในเมืองใหญ่หรือภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม การที่แรงงานเหล่านี้จำนวนมากอยู่ในสถานะผิดกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหลีกเลี่ยงกฎหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะเป็นผลจากระบบขึ้นทะเบียนแรงงานที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานตามฤดูกาล ทำให้การอยู่ “นอกระบบ” กลายเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่า ข้อมูลดังกล่าวยังชี้ให้เห็นการเปลี่ยนบทบาทของภาคอีสานจาก “พื้นที่ส่งออกแรงงาน” ไปสู่ “พื้นที่รับแรงงาน” เมืองศูนย์กลางระดับรองอย่างขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา กลายเป็นฐานรองรับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของเมือง แต่การเติบโตดังกล่าวกลับไม่ได้นำไปสู่การยกระดับคุณภาพแรงงานหรือระบบสวัสดิการ หากแต่พึ่งพาแรงงานต่างด้าวราคาถูกเป็นฐานรองรับความเติบโต นี่คือรูปแบบการพัฒนาที่สร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่กระจายความเสี่ยงไปสู่แรงงานที่เปราะบางที่สุด การจับกุมและผลักดันแรงงานออกนอกประเทศอาจทำให้ตัวเลขลดลงชั่วคราว แต่ในระยะยาวกลับสร้างแรงจูงใจให้แรงงานหลบซ่อนมากขึ้น ขยายเครือข่ายนายหน้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ ในทางกลับกัน ข้อมูลชุดนี้กำลังเรียกร้องคือการปรับนโยบายแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจจริง เปิดช่องทางให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และยืดหยุ่นต่อแรงงานตามฤดูกาล ทำไมแรงงานต่างชาติจึงมีมากในไทยและอีสาน?  ซึ่งปัจจัยหลักคือค่าแรง, ระยะทาง, และโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยมีค่าจ้างและโอกาสทำงานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในระดับที่คุ้มค่าต่อการย้ายถิ่น แต่รายได้รวมต่อเดือน (รวมโอทีและชั่วโมงทำงานยืดหยุ่น) ยังถือเป็นแรงจูงใจมากกว่าทำงานฝั่งบ้านเกิดตัวเอง อีกทั้งระยะทางและต้นทุนข้ามแดนของอีสานต่ำ อาจจะมีการข้ามสะพานมิตรภาพหรือผ่านด่านชายแดนซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งโครงสร้างอุตสาหกรรมอีสานในปัจจุบันต้องการแรงงานจำนวนมากในช่วงเวลาเร่งด่วน อย่างเช่น เกษตรฤดูกาล (อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา), อาหารและเครื่องดื่ม, ชิ้นส่วนยานยนต์-พลาสติก, ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเมืองมหาวิทยาลัยและโลจิสติกส์ แรงงานข้ามชาติจึงกลายเป็นกำลังแรงงานที่ทำให้สายการผลิตไม่สะดุดในคอขวดแรงงานนั่นเอง สำหรับเศรษฐกิจอีสาน แรงงานข้ามชาติถือว่าช่วยตรึงกำลังการผลิตในห่วงโซ่อาหาร เกษตรและก่อสร้าง ซึ่งมีสัดส่วนสูงใน GRP ของภาค เมื่อตัวเลขแรงงานเพิ่มขึ้นหลังโควิด สัญญาณนี้สะท้อนให้เห็นการกลับมาของคำสั่งซื้อและโครงการลงทุน ขณะเดียวกัน แรงงานไทยวัยทำงานของอีสานจำนวนมากยังย้ายไปทำงานกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ EEC ทำให้เกิด ช่องว่างแรงงานท้องถิ่น ทำให้เกิดการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME และโรงงานขนาดกลาง     อ้างอิงจาก: – กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #แรงงานต่างด้าว #ต่างด้าว

พาเปิดเบิ่ง ‘แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย’ ทั่วอีสาน ที่ไหนเยอะจนน่าตกใจ⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง “20 เทศบาลเมืองแดนอีสาน” เก็บภาษีเองได้เยอะสุด ปี 67

ข้อมูลการจัดเก็บภาษีของเทศบาลเมืองปี 2567 ของ 20 เทศบาลเมืองในภาคอีสานซึ่งสามารถจัดเก็บภาษีเองได้สูงสุด แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอีสานจากฐานเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการค้า บริการ อสังหาริมทรัพย์ และกิจกรรมโลจิสติกส์ เมืองเหล่านี้ไม่เพียงเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สะสมทุนทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนอีกด้วย เมื่อพิจารณาลงลึกไปแต่ละเทศบาลเมืองจะพบว่า เทศบาลเมืองที่จัดเก็บภาษีได้สูงมีลักษณะเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความหนาแน่นของทรัพย์สินสูง ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีกสมัยใหม่ สถานศึกษา โรงพยาบาล หรือคลังสินค้าต่างๆนั่นเอง ซึ่งเมืองเหล่านี้มี “ประชากรแฝงทางเศรษฐกิจ” สูงกว่าจำนวนประชากรตามทะเบียน ซึ่งทำให้ฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีจากกิจการพาณิชย์ เติบโตได้ดีกว่าเมืองที่ยังพึ่งพารายได้ตามฤดูกาลหรือภาคเกษตรเป็นหลัก อย่าง “เทศบาลเมืองวารินชำราบ” จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจัดเก็บภาษีเองได้สูงสุดในภาคอีสาน สะท้อนบทบาทของ “เมืองคู่ขนานทางเศรษฐกิจ” อย่างชัดเจน วารินชำราบไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ต่อขยายของอำเภอเมืองอุบลราชธานีเท่านั้น แต่เป็นศูนย์รวมการอยู่อาศัยและกิจกรรมพาณิชย์ขนาดใหญ่ ประชากรจริงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีจำนวนใกล้เคียงอำเภอเมือง ขณะที่ราคาที่ดินและต้นทุนการพัฒนาเอื้อต่อการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า และธุรกิจบริการ ส่งผลให้ฐานภาษีของเทศบาลขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นอกจากนี้ วารินชำราบเองก็ยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้ประจำมากกว่ารายได้ตามฤดูกาล เมืองเป็นที่ตั้งของหน่วยงานรัฐ โรงเรียน โรงพยาบาล และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดนเชื่อมโยงลาวและกัมพูชา ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี ในขณะที่เทศบาลเมืองปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ก็แสดงให้เห็นอีกมิติหนึ่งของการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น นั่นคือการแปลง “มูลค่าการท่องเที่ยว” ให้เป็นรายได้ของเทศบาล แม้จำนวนประชากรถาวรจะไม่สูงมาก แต่การเป็นประตูสู่เขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ ทำให้ราคาที่ดิน โรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจบริการมีมูลค่าสูง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงสร้างรายได้จำนวนมาก ปากช่องจึงเป็นตัวอย่างของเมืองที่ใช้การไหลเข้าของเงินจากภายนอกพื้นที่มาเสริมความแข็งแรงให้ฐานะการคลังท้องถิ่นนั่นเอง เทศบาลเมืองหนองสำโรง จังหวัดอุดรธานี แม้ไม่ใช่ศูนย์กลางจังหวัดโดยตรง แต่เป็นพื้นที่รองรับโรงงาน คลังสินค้า และกิจกรรมหลังบ้านของเมืองอุดรธานี การใช้ที่ดินเชิงพาณิชย์จำนานมาก ส่งผลให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น ก็มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ซึ่งก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดจากการศึกษาภายในมหาวิทยาลัย โดยพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยถูกพัฒนาเป็นหอพักเชิงพาณิชย์ คอนโดมิเนียม ร้านอาหาร คลินิก และบริการเฉพาะทางจำนวนมาก ทำให้เกิดความหนาแน่นของทรัพย์สินและกิจกรรมทางธุรกิจในพื้นที่จำกัด ฐานภาษีของเทศบาลจึงเติบโตจากการแปร “ความรู้และการศึกษา” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจเมืองอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง . . อ้างอิงจาก: – ระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง – กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – สำนักงานสถิติแห่งชาติ ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เทศบาลเมือง #เทศบาลเมืองในอีสาน #การจัดเก็บภาษี

พาเปิดเบิ่ง “20 เทศบาลเมืองแดนอีสาน” เก็บภาษีเองได้เยอะสุด ปี 67 อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top