Nanthawan Laithong

พาเปิดเบิ่ง ครึ่งปีแรก 2568 “อีสานโกยรายได้ท่องเที่ยว” พุ่งทะลุ 5.8 หมื่นล้าน‼️ เติบโตเกือบ 7%

ท่องเที่ยวอีสานฟื้นแรง‼️รายได้ครึ่งปีทะลุ 5.8 หมื่นล้าน เปิดโอกาสธุรกิจใหม่กลางแดนอีสาน ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2568 ภาคอีสานของเรา มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งภูมิภาคพุ่งทะลุ 58,057 ล้านบาท เติบโตขึ้นเกือบ 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน โดยถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจฐานรากของภูมิภาค โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การพักผ่อน และการใช้จ่ายในระดับชุมชน 4 จังหวัดหลักกุมสัดส่วนรายได้กว่า 54% จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าพื้นที่ 4 จังหวัดหลักของอีสาน อย่างเช่น นครราชสีมา, ขอนแก่น, อุดรธานี และอุบลราชธานี ยังคงครองตำแหน่งผู้นำด้านรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมั่นคง โดยสร้างรายได้รวมกันถึงกว่า 31,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 54.4% ของทั้งภูมิภาคเลยทีเดียว ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทในฐานะประตูเศรษฐกิจอีสานที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน สายการบิน การคมนาคมทางถนน และระบบสาธารณูปโภคที่รองรับการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบนั่นเอง นครราชสีมา ยังคงเป็นแชมป์ด้วยรายได้กว่า 11,197 ล้านบาท จากความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว ทั้งวัฒนธรรม ธรรมชาติ และเมืองพักผ่อนปลายทางอย่างเขาใหญ่ ตามมาด้วย ขอนแก่น และ อุดรธานี ทำรายได้ไล่หลังมาติดๆ ด้วยบทบาทศูนย์กลางเศรษฐกิจตอนบนของอีสาน มีทั้งมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลชั้นนำ และธุรกิจ MICE (การจัดประชุม/สัมมนา) และ อุบลราชธานี แม้จะอยู่ชายแดน แต่ก็เติบโตจากทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และศักยภาพของสนามบินที่เชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ทั่วประเทศ   หนองคาย ดาวรุ่งชายแดนลุ่มน้ำโขง ในอันดับที่ 5 อย่าง หนองคาย กวาดได้กว่า 4,779 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากบทบาทของการเป็นเมืองหน้าด่านติด สปป.ลาวโดยเฉพาะสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่เปิดช่องทางให้การค้าชายแดนคึกคัก รวมถึงการเดินทางของนักท่องเที่ยวลาวและเวียดนาม ที่นิยมต่อรถเข้ามาชอปปิ้ง รักษาสุขภาพ หรือพักผ่อนในฝั่งไทย โดยเฉพาะที่จังหวัด อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬซึ่งมีศูนย์การค้า โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกความงามครบครัน พฤติกรรมการท่องเที่ยวลักษณะนี้ทำให้ธุรกิจบริการข้ามแดน อย่างเช่น ศัลยกรรม เช่าเหมารถ การจัดทัวร์รายวัน และธุรกิจร้านอาหาร-ร้านขายของฝาก ได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจำนวนมากเลยทีเดียว   อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ “ค่าใช้จ่ายต่อคนในการท่องเที่ยว” ซึ่งชี้ให้เห็นพฤติกรรมและกำลังซื้อของนักเดินทาง โดยจังหวัดที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูง ได้แก่ – ขอนแก่น มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 3,190 บาท/คน – อุดรธานี มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 2,753 บาท/คน – หนองคาย มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 2,488 บาท/คน – นครราชสีมา มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 2,445 บาท/คน จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ การศึกษา และการคมนาคม มักมีนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่านักท่องเที่ยวแบบประหยัด เพราะจุดหมายเหล่านี้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังจ่ายสูง ทั้งชาวไทยและเพื่อนบ้าน ทำให้ธุรกิจระดับกลางถึงบน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรู สปา คลินิกเวชกรรม […]

พาเปิดเบิ่ง ครึ่งปีแรก 2568 “อีสานโกยรายได้ท่องเที่ยว” พุ่งทะลุ 5.8 หมื่นล้าน‼️ เติบโตเกือบ 7% อ่านเพิ่มเติม »

ชายแดนเดือดอีกครั้ง‼️ พาเจาะลึกเบิ่ง “ปราสาทตาเมือนธม” 1 ใน 4 ปราสาทที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ในถิ่นไทย

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 13:08 น. บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายและเสียงทะเลาะดังสนั่นระหว่างคนไทยกับคนกัมพูชาที่ต่างอ้างสิทธิในพื้นที่ ซึ่งแม้เหตุการณ์จะไม่ลุกลามเป็นความรุนแรง แต่ได้สะท้อนถึงรอยร้าวที่ยังคงคุกรุ่นในดินแดนชายแดน “ปราสาทตาเมือนธม” คือโบราณสถานขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน ตั้งอยู่ในอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ไม่ไกลจากชายแดนไทย-กัมพูชา ตัวปราสาทสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอม ภายหลังการล่มสลายของขอมโบราณ ปราสาทหลายแห่งกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่สูง มองเห็นเส้นทางลำเลียงและแนวป้องกันทางธรรมชาติได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ปราสาทหลายแห่ง อย่างเช่น ตาเมือนธม จึงไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นมรดกทางยุทธศาสตร์โดยปริยาย เป็นทั้งจุดควบคุมพรมแดน เขตทหาร และเป้าหมายของความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์ที่ดึงเอาเรื่องวัฒนธรรมมาเป็นฉากหน้าเพื่อต่อรองด้านอื่นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า   พรมแดนไม่เคยนิ่ง จากข้อพิพาทไทย–กัมพูชา หากย้อนไปในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ความขัดแย้งหลักล้วนมีจุดร่วมอยู่ที่พรมแดนที่ยังไม่มีข้อยุติ และทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีปราสาทพระวิหาร ที่ศาลโลกตัดสินให้ตกเป็นของกัมพูชาในปี 2505 และนำไปสู่ข้อพิพาทซ้ำซ้อนในปี 2551-2554 รวมถึงการปะทะระหว่างทหารที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและชาวบ้านต้องอพยพออกจากพื้นที่หลายพันคน ในกรณีปราสาทตาเมือนธม ความขัดแย้งเดิมสงบนิ่งหลังจากเหตุการณ์รุนแรงช่วงปี 2548-2554 แต่ในปัจจุบันกระแสของการทวงคืนวัฒนธรรมก็กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชามีการขึ้นทะเบียนโบราณสถานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งไทยมองว่าเป็นการกระทำฝ่ายเดียว และไม่ยอมรับเขตแดนตามแผนที่ฝรั่งเศสยุคล่าอาณานิคม ล่าสุดในปี 2568 กัมพูชาได้มีการจัดกิจกรรมบริเวณใกล้ปราสาท พร้อมมีป้ายเขียนภาษาเขมรและธงชาติกัมพูชาปรากฏอยู่ในพื้นที่ที่คนไทยถือว่าอยู่ฝั่งไทย จุดชนวนให้เกิดความไม่พอใจของชาวบ้าน รวมถึงการปะทะด้วยวาจาอย่างรุนแรง   โบราณสถานชายแดน อย่างเช่นปราสาทตาเมือนธม หรือแม้แต่ปราสาทพระวิหาร ไม่เพียงมีค่าในเชิงวัฒนธรรม แต่ยังเป็นทรัพยากรเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ การค้าชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอาเซียน โดยหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่เหล่านี้เคยถูกเสนอเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ และยกระดับชุมชนชายแดนให้พึ่งพาตนเองได้ผ่านการท่องเที่ยวและงานหัตถกรรม แต่แล้วความไม่แน่นอนของอธิปไตยทางวัฒนธรรม กลับกลายเป็นอุปสรรคหลักที่ทำให้การลงทุนระยะยาวหยุดชะงัก ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงช่างฝีมือท้องถิ่น นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว ชุมชนในพื้นที่ชายแดนยังเผชิญกับความไม่มั่นคงในชีวิต การค้าขายตามแนวชายแดนชะงักงัน วิถีชีวิตดั้งเดิมถูกรบกวน และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่เคยแน่นแฟ้นระหว่างสองฝั่งต้องถดถอยลงอีกด้วย หากภาครัฐสามารถเจรจาอย่างสงบ สร้างกลไกการบริหารจัดการร่วมในลักษณะแหล่งมรดกร่วมแบบพหุภาคี อย่างเช่นเดียวกับกรณี “เคบายา” ในอาเซียน หรือแม้แต่ “โขน-ละครโขล” ในปี 2561 ที่ต่างฝ่ายต่างขึ้นทะเบียนแต่ไม่ขัดแย้ง ก็จะเป็นประตูที่เปิดให้การท่องเที่ยวชายแดนกลายเป็นสันติภาพทางเศรษฐกิจแทนการปะทะทางการเมืองนั่นเอง     อ้างอิงจาก: – Matichon – True ID – Thai PBS – Spring News   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ปราสาทตาเมือนธม

ชายแดนเดือดอีกครั้ง‼️ พาเจาะลึกเบิ่ง “ปราสาทตาเมือนธม” 1 ใน 4 ปราสาทที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ในถิ่นไทย อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเปิดเบิ่ง ภาคอีสาน เบอร์ 1 ผลผลิต “มันสำปะหลัง” เยอะสุดในประเทศ กว่า 16.2 ล้านตัน

ราคามันสำปะหลังไทย “ดิ่งเหว” ต่ำสุดรอบ 10 ปี เมื่อจีนหันไปปลูกเอง และภาคอีสานต้องเป็นผู้รับกรรมหรือไม่⁉️ เมื่อพูดถึง “มันสำปะหลัง” คนส่วนใหญ่อาจมองว่าเป็นเพียงพืชเศรษฐกิจธรรมดาที่ไม่หรูหราเหมือนข้าวหอมมะลิหรือทุเรียนส่งออก แต่สำหรับภาคอีสานของเรา มันสำปะหลังถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจฐานรากที่สามทรถหล่อเลี้ยงครอบครัวนับล้านชีวิต  จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า อีสานคือเบอร์ 1 ของประเทศแหล่งผลิตมันสำปะหลัง กว่า 16.2 ล้านตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 5 ล้านไร่ โดยมีจังหวัดนครราชสีมานำมาเป็นอันดับ 1 (3.7 ล้านตัน) รองลงมาเป็น ชัยภูมิ และ อุบลราชธานีตามลำดับ แต่แล้ววันนี้ราคามันสำปะหลังในประเทศกลับตกต่ำซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว โดยหนึ่งในสาเหตุนั้นก็มาจาก จีน ผู้ซื้อหลักของไทยที่ได้หันไปปลูกเองเพื่อพึ่งพาตนเองทางอาหารและอุตสาหกรรม ซึ่งไทยเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปที่คู่ค้ากำลังลดการพึ่งพาภายนอกจากไทย   📉จากสินค้าทำเงิน สู่พืชไร้ราคา เกษตรกรอีสานติดหล่มหนี้ ในภาวะที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ หลายครอบครัวในภาคอีสานได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะพืชชนิดนี้ไม่ใช่แค่สร้างรายได้เท่านั้น แต่คือความหวังของเกษตรกรจำนวนมากที่กู้หนี้เพื่อเตรียมพื้นที่ปลูก ซื้อปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ค่าน้ำมันไถนา และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อหวังเก็บเกี่ยวแล้วขายให้มีเงินหมุนเวียนในครัวเรือน แต่แล้ววันนี้ราคาที่ตกต่ำกลับไม่สามารถแม้แต่จะคืนต้นทุนได้ ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพามันสำปะหลัง ไม่ว่าจะเป็น โรงงานผลิตแป้งมัน อาหารสัตว์ หรือเชื้อเพลิงชีวภาพ ก็เริ่มเผชิญปัญหาต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่รายได้ลดลงตามราคาตลาด ทำให้เกิดการหดตัวทางเศรษฐกิจในหลายจังหวัดของภาคอีสาน   เกษตรกรวอนรัฐ “อย่าปล่อยให้ตายกลางไร่” เสียงของเกษตรกรดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “เราไม่อยากได้แค่เงินเยียวยา แต่ต้องการแผนการฟื้นฟูและพัฒนาแบบยั่งยืน” ข้อเรียกร้องนี้สะท้อนว่าความช่วยเหลือแบบระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำ หรือเงินอุดหนุน ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงระบบได้   อ้างอิงจาก:  – สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร – ลงทุนแมน – Thai PBS   ติดตาม ISAN Insight ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsight #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #มันสำปะหลัง #อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง #อุตสาหกรรมมันสำปะหลังในอีสาน #มันสำปะหลังในอีสาน

🔎พาเปิดเบิ่ง ภาคอีสาน เบอร์ 1 ผลผลิต “มันสำปะหลัง” เยอะสุดในประเทศ กว่า 16.2 ล้านตัน อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ตัวเลขสุดช็อก พบอีสานมีผู้ป่วย “ไตวาย” พุ่งพรวดกว่า 32.9% ในปีเดียว และเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งในรอบ 8 ปี‼️

สถานการณ์โรคไตวายในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสานที่กำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ หลังข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในปี 2566 มีผู้ป่วยไตวายในภาคอีสานพุ่งสูงถึง 404,680 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 32.9% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงผิดปกติ หากเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ที่เพิ่มขึ้นเพียงปีละไม่เกิน 8% นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงตัวเลขที่ได้นำเสนอไป แต่เป็นการระเบิดของวิกฤตสุขภาพที่อาจส่งผลลึกถึงระดับเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณสุขของประเทศ   โรคไตวายเรื้อรังเกิดจากอะไร⁉️ โรคไตวายเรื้อรังมีสาเหตุสำคัญจากพฤติกรรมและโรคประจำตัวของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน และการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังของคนไทยโดยเฉพาะในภาคอีสานที่นิยมบริโภคอาหารรสจัด เช่น ปลาร้า แจ่ว หรืออาหารหมักดองต่าง ๆ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบหลัก นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยงอื่น อย่างเช่น การใช้ยาชุด สมุนไพรพื้นบ้านโดยไม่ควบคุม และการดื่มน้ำสมุนไพรหรือเครื่องดื่มพื้นบ้านที่ไม่ได้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย แต่ในห้วงเวลาที่วิกฤตไตกำลังปะทุ สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้นั้นคือ การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายในช่วงปลายปี 2564 ที่ “พืชกระท่อม” ถูกปลดล็อกให้ถูกกฎหมายในประเทศไทย การบริโภคกระท่อมในรูปแบบ “น้ำกระท่อม” จึงขยายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนทั่วไปที่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ กระท่อมแม้จะมีฤทธิ์ลดปวดหรือเพิ่มพลังงาน แต่เมื่อบริโภคในปริมาณมาก หรือถูกนำไปผสมกับน้ำอัดลม พาราเซตามอล ยาแก้ไอ หรือสารเคมีอื่น กลับเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบไตอย่างรุนแรงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยในประเทศไทยที่ยืนยันแบบเฉพาะเจาะจงว่า “น้ำกระท่อม” เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคไตวาย แต่การที่ตัวเลขผู้ป่วยไตพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 32.9% ภายในปีเดียว ขณะที่ใน 7 ปีก่อนหน้านั้นเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 4-8% ย่อมเป็นข้อมูลที่ไม่อาจมองข้ามได้   ผลกระทบของโรคไตวายต่อระบบเศรษฐกิจ ผลกระทบของโรคไตวายไม่เพียงจำกัดอยู่ในระบบสาธารณสุข แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจในหลายระดับ เริ่มจากภาระงบประมาณของรัฐที่ต้องแบกรับค่ารักษาผู้ป่วยฟอกไต ซึ่งมีต้นทุนสูงถึงหลักแสนบาทต่อคนต่อปีเลยทีเดียว ขณะที่ครอบครัวของผู้ป่วยจำนวนมากต้องสูญเสียรายได้จากการทำงาน หรือกลายเป็นผู้ดูแลโดยจำเป็น ส่งผลให้เกิดภาวะความยากจนจากโรคเรื้อรังที่ยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในภาคอีสานซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่ำอยู่แล้วนั่นเอง นอกจากนี้ เมื่อกลุ่มแรงงานวัยทำงานกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ความสามารถในการผลิตของระบบเศรษฐกิจก็ลดลงทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพืชกระท่อม แม้สร้างรายได้ในระยะสั้น แต่หากปราศจากมาตรการควบคุมและมาตรฐานความปลอดภัยในการบริโภค ก็อาจจะย้อนกลับมาก่อปัญหาสุขภาพระยะยาวซึ่งมีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้หลายเท่านั่นเอง   อ้างอิงจาก: – กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข – กองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข – ฐานข้อมูลผู้ป่วยใน หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)   – Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ – PPTVHD 36 – The Coverage   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ไตวาย #โรคไตวาย

พาเปิดเบิ่ง ตัวเลขสุดช็อก พบอีสานมีผู้ป่วย “ไตวาย” พุ่งพรวดกว่า 32.9% ในปีเดียว และเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งในรอบ 8 ปี‼️ อ่านเพิ่มเติม »

ครูไทยแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน พาสำรวจเบิ่ง “แม่พิมพ์ของชาติ” ในอีสานมีมากแค่ไหน⁉️

เปิดใจ “ครูไทย” ทำงานเกิน 8 ชม./วัน แถมเวลาสอนหายไป 6 ชม./สัปดาห์ เคยรู้หรือไหมว่า “ครูไทย” ของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง? พบข้อมูลว่า 95% ของคุณครูต้องทำงานหนักเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ 58% ของครูถูกแย่งเวลาสอนไปถึงสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง เพื่อไปทำงานอื่นที่ไม่ใช่ภารกิจหลักนั่นเอง นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “แม่พิมพ์ของชาติ” กำลังถูกภาระงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนกัดกินเวลาอันมีค่า ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาลูกศิษย์ได้อย่างเต็มที่ สู่ความจริงอันเจ็บปวด เมื่อ “ครู” ไม่ได้แค่ “สอน” ปัญหาการทำงานเกินหน้าที่ของครูไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มอัตราการจ้างครูธุรการและภารโรงแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าความพยายามเหล่านั้นยังคงเป็นเพียงการบรรเทาอาการ ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ ข้อมูลจาก The Active Thai PBS และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) ตอกย้ำภาพความจริงอันน่าหดหู่ว่า มีครูไทยกว่า 95% ต้องทำงานนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 58% ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับงานที่ไม่ใช่การสอน ยิ่งไปกว่านั้น ใน 200 วันทำการ ครูต้องเสียเวลาไปกับงานประเมินผลงาน งานแข่งขันวิชาการ และงานจัดทำโครงการมากถึง 84 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไร้ซึ่งบุคลากรสนับสนุน ปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ครูในปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ต้องแบกรับภาระงานสารพัดที่แทบไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ครูคนเดียวต้องควบรวมบทบาททั้งงานการเงิน พัสดุ ธุรการ และแม้แต่งานด้านกฎหมาย ภาระงานที่ถาโถมนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของครูเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียนอีกด้วย เนื่องจากครูไม่มีเวลาเพียงพอในการออกแบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งการดูแลพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็อาจเป็นเหตุผลของการนำไปสู่การเลือกใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงอันเป็นปลายเหตุของปัญหาความเครียด และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนและเป็นปัญหาสังคมตามมาในที่สุด   ครูอีสานก็แบกรับภาระการศึกษาที่หนักอึ้ง จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า “สัดส่วนครูต่อนักเรียนทั้งหมดในจังหวัด” ซึ่งสะท้อนถึงภาระงานที่ครูแต่ละคนต้องรับผิดชอบในภาคอีสาน เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าครูในภูมิภาคนี้กำลังแบกรับภาระที่หนักอึ้งในการขับเคลื่อนการศึกษาของชาติ โดยภาพรวมของทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน พบว่าสัดส่วนนักเรียนต่อครูโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1:20 ถึง 1:22 ซึ่งหมายความว่าครูหนึ่งคนจะต้องดูแลนักเรียนถึง 20-22 คน แม้จำนวนครูโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่เบื้องลึกกลับน่าเป็นห่วง โรงเรียนหลายแห่งในภาคอีสานกำลังเผชิญวิกฤต ‘ครูขาดแคลน’ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 80% ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ปัญหานี้ทำให้แม้จะมีนักเรียนน้อย แต่ครูผู้สอนก็ไม่เพียงพอในแต่ละห้องเรียน ซ้ำร้ายครูยังต้องแบกรับภาระงานธุรการจนแทบไม่มีเวลาดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม จังหวัดมหาสารคามโดดเด่นออกมาจากจังหวัดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ด้วยสัดส่วนนักเรียนต่อครูที่สูงถึง 1:31 นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจและสะท้อนให้เห็นว่าครูในจังหวัดมหาสารคามต้องทำงานหนักกว่าครูในจังหวัดอื่นๆ ด้วยจำนวนนักเรียนที่มากขนาดนี้ ครูอาจจะเผชิญกับข้อจำกัดในการให้ความดูแลเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการจัดการชั้นเรียน การตรวจงาน การให้คำปรึกษา และการพัฒนาศักยภาพนักเรียน ซึ่งเป็นไปได้ยากขึ้นอย่างชัดเจน จากสัดส่วนดังกล่าว ซึ่งก็แสดงถึงภาระต่างๆ ที่ครูอีสานต้องแบกรับในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาระการสอนที่ต้องเข้มข้น เนื่องจากต้องสอนนักเรียนจำนวนมากในแต่ละคาบ ทำให้เวลาในการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย หรือการให้คำแนะนำรายบุคคลลดลง การสอนอาจเน้นที่การถ่ายทอดความรู้เป็นหลักมากกว่าการพัฒนาทักษะหรือความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีภาระการประเมินผลและการให้คำแนะนำ ซึ่งการตรวจงาน การให้คะแนน และการให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนจำนวนมากเป็นงานที่ใช้เวลาและพลังงานมหาศาล ครูอาจมีเวลาไม่เพียงพอที่จะให้ข้อเสนอแนะที่ละเอียดและนำไปสู่การพัฒนาที่แท้จริง

ครูไทยแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน พาสำรวจเบิ่ง “แม่พิมพ์ของชาติ” ในอีสานมีมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ขุมทรัพย์เศรษฐกิจ จาก “ประเพณีแห่เทียนพรรษา” ทั่วอีสาน ที่สร้างรายได้มหาศาล❗กระตุ้นเศรษฐกิจพุ่ง❗

ประเพณีแห่เทียนพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในภาคอีสาน ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ได้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจให้กับภาคอีสานได้อย่างมหาศาล ประเพณีแห่เทียนพรรษา จากพิธีกรรมสู่เทศกาลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในอดีตประเพณีแห่เทียนพรรษาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่เน้นการถวายเทียนพรรษาแด่พระสงฆ์ในช่วงจำพรรษา ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น “เทศกาลแห่เทียนพรรษา” ที่ยิ่งใหญ่และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาของประเพณีท้องถิ่นให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งมีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากความคิดสร้างสรรค์ มรดกทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ประเพณีแห่เทียนพรรษานั้นก็ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้และการจ้างงานอย่างมหาศาล โดยพบว่าเทศกาลแห่เทียนพรรษาในบางจังหวัด อย่างเช่น จังหวัดอุบลราชธานี สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนได้หลักพันล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 1.2 แสนคน ส่งผลให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมในหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่ช่างแกะสลักเทียน นักแสดง ศิลปิน พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงภาคบริการและคมนาคมขนส่ง การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเทศกาลส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และการบริการต่าง ๆ ได้รับประโยชน์โดยตรง การที่โรงแรมมีอัตราการเข้าพักเต็ม 100% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่สูงมาก ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวในอนาคตนั่นเอง ประเพณีแห่เทียนพรรษาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแห่เทียนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกระบวนการผลิตและสร้างสรรค์ผลงานเทียนพรรษา ซึ่งต้องอาศัยทักษะฝีมือ ความประณีต และภูมิปัญญาของช่างแกะสลักเทียน การพัฒนากระบวนการเหล่านี้ให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับระดับสากลสามารถยกระดับ “สินค้า” ทางวัฒนธรรมนี้ให้มีมูลค่าสูงขึ้น และสร้างความภาคภูมิใจในฝีมือช่างท้องถิ่น การส่งเสริม Soft Power และอัตลักษณ์ท้องถิ่น การจัดงานเทศกาลแห่เทียนพรรษาอย่างยิ่งใหญ่เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอความงดงามของศิลปะ ประเพณี และวัฒนธรรมอีสานสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งเทียนพรรษาแต่ละต้นที่ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์ ความศรัทธา และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งสามารถสร้างการจดจำและความประทับใจให้กับผู้มาเยือน และกระตุ้นให้เกิดการเดินทางกลับมาเยือนอีกในอนาคต และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การจัดงานในลักษณะ Night Parade และตลาดวัฒนธรรม (Cultural Market) ช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าชุมชน และกลุ่ม OTOP ในการจำหน่ายสินค้าและบริการของตนเองโดยตรง ทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ระดับครัวเรือนและชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ประเพณีแห่เทียนพรรษาถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Soft Power และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของภาคอีสาน การแปลงจากพิธีกรรมทางศาสนาไปสู่เทศกาลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้สร้างรายได้ การจ้างงาน และการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าทางวัฒนธรรมอย่างมหาศาล โดยมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น การลงทุนในการส่งเสริมและพัฒนาเทศกาลในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเต็มที่ และสร้างชื่อเสียงให้กับวัฒนธรรมไทยในเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – UBON NOW อุบลนาว – สำนักข่าวไทย – กรุงเทพธุรกิจ – THAIRATH   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ประเพณีแห่เทียนพรรษา #แห่เทียนพรรษา

พาเปิดเบิ่ง ขุมทรัพย์เศรษฐกิจ จาก “ประเพณีแห่เทียนพรรษา” ทั่วอีสาน ที่สร้างรายได้มหาศาล❗กระตุ้นเศรษฐกิจพุ่ง❗ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง แผนที่ขุมทรัพย์ 9 จุดไทยส่งไฟฟ้าให้กัมพูชา โกยเงินเข้าประเทศ 48 ล้านต่อเดือน

ท่ามกลางประเด็นพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา แม้จะมีเสียงยืนยันจากฝ่ายไทยถึงความพยายามในการเจรจา แต่การตอบโต้ที่ร้อนแรง อย่างเช่น การปิดด่านชายแดน และการประกาศตัดไฟฟ้า-อินเทอร์เน็ต ได้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางในทางปฏิบัติ การซื้อขายกระแสไฟฟ้าที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ชายแดนของกัมพูชาด้วยเงินกว่า 48 ล้านบาทต่อเดือน จาก 9 จุดเชื่อมโยงไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) แม้ความขัดแย้งทางการเมืองจะปะทุขึ้นเป็นระยะ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เป็นผู้เล่นหลักในการส่งออกไฟฟ้าไปยังกัมพูชาผ่านจุดเชื่อมโยงในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคอีสานของไทย 9 จุดไทยที่ส่งไฟฟ้าให้กัมพูชา อยู่ที่ไหนบ้าง⁉️ เทศบาลบ้านคลองลึก อำภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว (วงจจรที่ 1 และ วงจรที่ 2) ปริมาณกำลังไฟฟ้าสูงสุดตามสัญญา : 20.0 MW สถานีไฟฟ้าต้นทาง : สถานีไฟฟ้าอรัญประเทศ 2 ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย/เดือนในปี 2567 : วงจรที่ 1 : 14,332,546.20 บาท และวงจรที่ 2 : 12,854,255.39 บาท บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ปริมาณกำลังไฟฟ้าสูงสุดตามสัญญา : 3.5 MW สถานีไฟฟ้าต้นทาง : สถานีไฟฟ้าปราสาท 1 ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย/เดือนในปี 2567 : 2,205,183.80 บาท บ้านหาดเล็ก ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ปริมาณกำลังไฟฟ้าสูงสุดตามสัญญา : 10.0 MW สถานีไฟฟ้าต้นทาง : สถานีไฟฟ้าคลองใหญ่ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย/เดือนในปี 2567 : 9,476,227.31 บาท บ้านซับตารี ตำบลทุ่งขนาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ปริมาณกำลังไฟฟ้าสูงสุดตามสัญญา : 3.0 MW สถานีไฟฟ้าต้นทาง : สถานีไฟฟ้าสอยดาว ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย/เดือนในปี 2567 : 2,041,783.55 บาท บ้านสวนสัม อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ปริมาณกำลังไฟฟ้าสูงสุดตามสัญญา : 1.0 MW สถานีไฟฟ้าต้นทาง : สถานีไฟฟ้าโป่งน้ำร้อน 2 (ชั่วคราว) ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย/เดือนในปี 2567 : 1,607,943.24 บาท บ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ปริมาณกำลังไฟฟ้าสูงสุดตามสัญญา : 8.0 MW สถานีไฟฟ้าต้นทาง : สถานีไฟฟ้าวังน้ำเย็น ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย/เดือนในปี 2567

พาเปิดเบิ่ง แผนที่ขุมทรัพย์ 9 จุดไทยส่งไฟฟ้าให้กัมพูชา โกยเงินเข้าประเทศ 48 ล้านต่อเดือน อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง ปมขัดแย้ง 46 ปี จากหักมิตรรักสู่ศัตรู “อิสราเอล-อิหร่าน” จุดฉนวนวิกฤตพลังงานโลกที่ไทยถึงต้องจับตา

วิกฤตตะวันออกกลางปะทุ อิสราเอลเปิดฉาก “Operation Rising Lion” ถล่มอิหร่าน ส่งผลให้สงครามทวีความรุนแรง กลางเดือนมิถุนายน 2025 สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่จุดเดือดสูงสุด เมื่ออิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในอิหร่านภายใต้รหัส “Operation Rising Lion” โดยมีเป้าหมายทำลายโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ โรงงานผลิตมิสไซล์ และผู้นำทางทหารของอิหร่าน รายงานยืนยันการเสียชีวิตของ นายพลฮอสเซน ซาลามี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม และนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์คนสำคัญ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของอิหร่าน การโจมตีครั้งนี้จุดชนวนให้อิหร่านตอบโต้กลับทันที ด้วยการยิงมิสไซล์ถล่มเมืองเทลอาวีฟและไฮฟาทางตอนเหนือของอิสราเอลอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมันในไฮฟา และมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายราย นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าอาคารสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านในกรุงเตหะรานก็ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเช่นกัน หัวใจของความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์นี้ยังคงอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อิสราเอลมองว่าการที่อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จะกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อการดำรงอยู่ของตน ขณะที่อิหร่านยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์มีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ เช่น การผลิตพลังงานและการแพทย์ แต่เคยมีคำกล่าวบางส่วนจากผู้นำอิหร่านที่เคยแย้มถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อการป้องปราม ได้ยิ่งเพิ่มความกังวลและเชื้อไฟให้กับสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้วให้ปะทุขึ้นไปอีกขั้น นี่ไม่ใช่แค่การปะทะ แต่คือจุดสูงสุดของความขัดแย้งที่ยาวนานกว่า 46 ปี ระหว่างสองขั้วอำนาจในตะวันออกกลาง แม้เหตุการณ์จะเกิดห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร แต่คลื่นกระแทกกลับสะเทือนมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะหัวใจของแรงงานไทยอย่างภาคอีสาน จากมิตรสู่ศัตรู รอยร้าวประวัติศาสตร์ที่นำไปสู่ความเดือดระอุ ความสัมพันธ์อิสราเอล-อิหร่านเคยรุ่งเรืองด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจก่อนปี 1979 หลังการปฏิวัติอิสลาม อิหร่านได้ประกาศตนเป็นศัตรูถาวรของรัฐยิว โดยไม่ยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอล และเริ่มให้การสนับสนุน กลุ่มต่อต้านอิสราเอล เช่น Hezbollah ในเลบานอน Hamas ในฉนวนกาซา Houthi ในเยเมน รวมถึงกองกำลังติดอาวุธในอิรักและซีเรีย ทำให้ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศกลายเป็นสงครามตัวแทนที่แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาค   ในปัจจุบันความขัดแย้งในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ส่งผลกระทบมาถึงประเทศปลายทางอย่างประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อความตึงเครียดพุ่งสูง ความเสี่ยงในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ลำเลียงน้ำมันกว่า 20% ของโลกก็เพิ่มขึ้นตามมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานกดดันต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพภายในประเทศ เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัว เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และความกังวลของคู่ค้าต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตลาดโลก ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น กดดันให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นไปอีก อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของคนจากภาคอีสาน จากข้อมูลล่าสุด มีแรงงานไทยในอิสราเอลมากถึง 24,494 คน และในอิหร่านอีกราว 90 คน ที่น่าตกใจคือ กว่า 80% ของแรงงานเหล่านี้มาจากภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี และมุกดาหาร ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ทำงานในภาคเกษตร ปศุสัตว์ และก่อสร้าง ส่งเงินกลับบ้านเพื่อจุนเจือครอบครัว สร้างบ้าน ส่งลูกเรียน และปลดหนี้สิน นี่คือก็ถือได้ว่าคือกระดูกสันหลังของครอบครัวนั่นเอง เมื่อสถานการณ์ตึงเครียด รัฐบาลอิสราเอลอาจสั่งอพยพหรือจำกัดพื้นที่แรงงาน ส่งผลให้การส่งเงินกลับบ้านหยุดชะงักทันที ครอบครัวในอีสานนับหมื่นต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างไม่ทันตั้งตัว หากสถานการณ์ลุกลามจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ และแรงงานนับหมื่นต้องอพยพกลับไทย นั่นอาจหมายถึงการที่ตลาดแรงงานในประเทศต้องรองรับแรงงานจำนวนมหาศาลอย่างกะทันหัน ซึ่งเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดูดซับแรงงานเหล่านี้ได้ทั้งหมด การหายไปของรายได้จากแรงงานต่างแดนจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาคอีสาน ตั้งแต่ร้านค้าชุมชน ตลาดสด ไปจนถึงหนี้สินครัวเรือนและการลงทุนในท้องถิ่นนั่นเอง อ้างอิงจาก: – ประชาชาติธุรกิจ – Thai PBS – บีบีซีไทย   ติดตาม

พาย้อนเบิ่ง ปมขัดแย้ง 46 ปี จากหักมิตรรักสู่ศัตรู “อิสราเอล-อิหร่าน” จุดฉนวนวิกฤตพลังงานโลกที่ไทยถึงต้องจับตา อ่านเพิ่มเติม »

“ทัพไทย” เบอร์ 14 โลก🏆พาส่องเบิ่ง “กองกำลังรบ” เพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขง และบทบาทสำคัญของกองกำลังสุรนารี

ทัพไทยอันดับ 14 โลก พลานุภาพทางทหารในลุ่มน้ำโขง และบทบาทสำคัญของกองกำลังสุรนารี ต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และธุรกิจ สถานการณ์ชายแดนเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวและมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ตามแนวชายแดนในลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงในหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และที่สำคัญ คือ การลักลอบเข้าเมือง หรือแม้แต่ความขัดแย้งภายในประเทศเพื่อนบ้านที่อาจส่งผลกระทบข้ามมายังฝั่งไทย จากข้อมูล Global Firepower 2025 กองทัพไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก ด้วยจำนวนกำลังพลประจำการกว่า 363,850 นาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกองทัพไทยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีทางการทหารที่ทันสมัย การฝึกซ้อมที่เข้มข้น และยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอด พลานุภาพนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการปกป้องอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย เมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขง พบว่าจีนเป็นมหาอำนาจทางทหารอันดับ 1 ของโลก (2,035,000 นาย) ตามมาด้วยเวียดนามอันดับ 10 (600,000 นาย) กัมพูชาอันดับ 23 (221,000 นาย) เมียนมาอันดับ 38 (150,000 นาย) และลาวอันดับ 53 (130,000 นาย) โดยการจัดอันดับและจำนวนกำลังพลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของพลานุภาพทางทหารในภูมิภาค และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ไทยจะต้องรักษาสมดุลทางอำนาจและเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพนั่นเอง   บทบาทสำคัญของกองกำลังสุรนารีมีอะไรบ้าง⁉️ ในด้านของความมั่นคงภายในประเทศและชายแดน “กองกำลังสุรนารี” ซึ่งมีที่ตั้งและขอบเขตความรับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (อย่างเช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบสุขในพื้นที่ ภารกิจหลักของกองกำลังสุรนารีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การป้องกันการรุกรานจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการแก้ไขปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น การปราบปรามยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน และการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล หน่วยงานหลักในสังกัดของกองกำลังสุรนารี เช่น หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 26 และ 23 ที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนในจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ รวมถึงหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 ซึ่งมีภารกิจในการสนับสนุนการปฏิบัติการของหน่วยทหารหลัก แสดงให้เห็นถึงการจัดโครงสร้างที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามในหลากหลายรูปแบบ   ความมั่นคงชายแดนที่เข้มแข็งจากบทบาทของทัพไทยและกองกำลังสุรนารีส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจอย่างไร⁉️ เมื่อพื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนและการค้าชายแดน ผู้ประกอบการเองก็จะมีความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจมากขึ้นนั่นเอง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการค้าชายแดนที่เติบโตอย่างยั่งยืน หรือแม้กระทั่งการส่งเสริมการท่องเที่ยว ความปลอดภัยก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว หากพื้นที่ชายแดนมีความมั่นคง การท่องเที่ยวในจังหวัดชายแดนภาคอีสานก็จะเติบโต ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและรายได้ให้กับคนในพื้นที่   การที่ทัพไทยติดอันดับ 14 ของโลก ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่น่าภาคภูมิใจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปกป้องประเทศชาติและรักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน “ช่องบก” จ.อุบลราชธานีนี้ ก็มีกองกำลังสุรนารีเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคตอีสาน ซึ่งบทบาทของกองกำลังเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทหาร แต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และการพัฒนา การรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เพื่อปกป้องอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืนนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – Global Fire Power 2025 – TNN  

“ทัพไทย” เบอร์ 14 โลก🏆พาส่องเบิ่ง “กองกำลังรบ” เพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขง และบทบาทสำคัญของกองกำลังสุรนารี อ่านเพิ่มเติม »

เมื่อ ‘คนไทย’ ไม่แพ้ใคร…แม้แต่เรื่องงาน‼️ พาส่องเบิ่ง ชั่วโมงทำงานของคนไทยและเพื่อนบ้านอาเซียน

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมจะมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง แต่หากมองลึกลงไปถึงชีวิตแรงงาน จะพบว่าความมั่นคงนั้นอาจยังไปไม่ถึงพวกเขา  จากข้อมูลล่าสุดในปี 2567 คนไทยมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 42.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศในอาเซียน และสูงเป็นอันดับ 5 รองจากกัมพูชา สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ขณะที่ประเทศอื่นอย่างอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ ซึ่งมีระบบแรงงานใกล้เคียง กลับมีชั่วโมงการทำงานที่ต่ำกว่าชัดเจน เมื่อย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 12 ปี จะพบว่าแนวโน้มชั่วโมงการทำงานของคนไทยมีความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2556 คนไทยเคยทำงานเฉลี่ยสูงถึง 44.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลยทีเดียว จากนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องถึงจุดต่ำสุดที่ 40.8 ชั่วโมงในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 อย่างเต็มที่ และจะเห็นได้ว่าหลังจากนั้น ชั่วโมงการทำงานกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงปี 2564-2567 ซึ่งอาจหมายถึงความจำเป็นของแรงงานที่ต้องทำงานมากขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปในช่วงวิกฤต และเพื่อให้เพียงพอกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง การที่คนไทยต้องทำงานมากกว่าหลายประเทศนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีชั่วโมงการทำงานใกล้เคียงกันอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซีย จะพบว่าผลิตภาพแรงงานของไทยยังตามหลังอยู่ สะท้อนถึงระบบเศรษฐกิจที่ยังอาศัยแรงงานในภาคที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ทั้งการผลิตที่ไม่เน้นนวัตกรรม หรือภาคบริการที่ยังอยู่ในระดับพื้นฐาน ทำให้การทำงานในแต่ละชั่วโมงของแรงงานไทยไม่สามารถสร้างผลผลิตได้อย่างคุ้มค่า ส่งผลให้รายได้ต่อชั่วโมงต่ำ และต้องชดเชยด้วยการทำงานเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง โดยสิ่งที่น่ากังวลไปยิ่งกว่านั้นคือผลกระทบทางสังคมและคุณภาพชีวิตของแรงงานชาวไทย ชั่วโมงการทำงานที่สูงนั่นต้องแลกมาด้วยเวลาที่ลดลงในการดูแลครอบครัว พัฒนาทักษะตนเอง หรือแม้แต่การพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ ประเทศต่าง ๆ เริ่มให้ความสำคัญกับแนวคิด “ทำงานอย่างชาญฉลาด มากกว่าทำงานหนัก” หรือ Work smart, not work hard แต่ประเทศไทยยังคงวนเวียนอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานหนักเพื่อแลกกับรายได้ที่ยังไม่มั่นคงเพียงพอ การทำงานที่ยาวนานของแรงงานส่วนหนึ่งสะท้อนถึงระบบค่าจ้างขั้นต่ำที่ยังไม่เพียงพอกับค่าครองชีพในเมืองใหญ่ นอกจากนี้แรงงานจำนวนมากยังทำงานแบบชั่วคราวหรือพาร์ทไทม์ ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงแต่จะไม่มีหลักประกันทางสังคม และไม่มีสวัสดิการใดรองรับหากเกิดปัญหาเรื่องสุขภาพหรือรายได้นั่นเอง   อ้างอิงจาก: – Statista – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – The Standard – BLT Bangkok – AMARIN 34 HD   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ชั่วโมงการทำงาน #ชั่วโมงการทำงานของคนไทย #คนไทยทำงานหนัก #แรงงานไทย

เมื่อ ‘คนไทย’ ไม่แพ้ใคร…แม้แต่เรื่องงาน‼️ พาส่องเบิ่ง ชั่วโมงทำงานของคนไทยและเพื่อนบ้านอาเซียน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top