Nanthawan Laithong

ศึกชิงนักช้อปเดือด🔥 พาส่องเบิ่ง 3 ห้างยักษ์ใหญ่เขย่าขอนแก่น🏬🛍️🛒

ขอนแก่นกำลังเดินเข้าสู่สงครามค้าปลีกครั้งสำคัญ เมื่อ 3 โปรเจกต์ขนาดใหญ่ทั้งเก่าและใหม่ กำลังแข่งขันกันเพื่อชิงกำลังซื้อของภาคอีสาน การเกิดขึ้นของศูนย์การค้ารุ่นใหม่แสดงให้เห็นว่าขอนแก่นเป็นหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของอีสาน เพราะทุกโครงการต่างกำลังเดิมพันกับอนาคตของเมือง ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในขอนแก่น เริ่มจาก Central Khon Kaen ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่เปิดมามากกว่า 17 ปี ด้วยพื้นที่กว่า 200,000 ตารางเมตร และมูลค่าโครงการกว่า 3,909 ล้านบาท ห้างแห่งนี้คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของขอนแก่น ที่ช่วยยกระดับเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าของอีสานตอนกลาง ตั้งแต่วันที่เปิดให้บริการในปี 2552 เซ็นทรัลได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนขอนแก่นจากเมืองผ่านให้กลายเป็นเมืองปลายทาง ทั้งด้านการช้อปปิ้ง การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยผลประกอบการปี 2567 ที่มีรายได้กว่า 1,140 ล้านบาท และกำไรกว่า 527 ล้านบาท ยิ่งแสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อของขอนแก่นยังแข็งแรงมาก แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวก็ตาม และสิ่งสำคัญคือ เซ็นทรัล ขอนแก่น ยังเป็นตัวเร่งให้ราคาที่ดินในโซนศรีจันทร์และ CBD เมืองขอนแก่นพุ่งขึ้นอย่างมหาศาลในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และล่าสุด Central Khonkaen Campus กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พร้อมแนวคิด “The New Dimension of Lifestyle” บนพื้นที่กว่า 67,000 ตารางเมตร และงบลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท โปรเจกต์นี้สำคัญมาก เพราะเซ็นทรัลไม่ได้มองขอนแก่นเป็นเพียงเมืองจังหวัดอีกต่อไป แต่กำลังมองในฐานะเมืองมหาวิทยาลัยและเศรษฐกิจแห่งอนาคต ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาล และย่านคนรุ่นใหม่ คือการวางยุทธศาสตร์เพื่อจับกลุ่มกำลังซื้อใหม่ ทั้งนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ Digital Worker และชนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่กำลังเพิ่มขึ้นในเมือง ขณะเดียวกัน การพัฒนาแบบ Mixed-Use ที่รวมศูนย์การค้า คอนโด และโรงแรม GO! Hotel แห่งแรกของอีสานอีกด้วย อีกด้านหนึ่ง KAENKET “ค้าปลีกท้องถิ่นยุคใหม่” ที่น่าจับตามอง เป็นการรีโนเวตพื้นที่ตึกคอมเดิมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ภายใต้แนวคิด “From Void to Vibe” ซึ่งสะท้อนเทรนด์ Adaptive Reuse ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก การลงทุนกว่า 500 ล้านบาท บนพื้นที่ 35,000 ตารางเมตร อาจเล็กกว่าเซ็นทรัล แต่จุดแข็งคือความเป็น Local และความเข้าใจคนขอนแก่นอย่างลึกซึ้ง KAENKET ไม่ได้พยายามแข่งขันด้วยขนาด แต่แข่งขันด้วยบรรยากาศ ความร่วมสมัย และการเป็นพื้นที่ของชุมชนเมืองรุ่นใหม่ โมเดลนี้สำคัญต่อเศรษฐกิจขอนแก่นมาก ซึ่งเป็นธุรกิจท้องถิ่นกำลังปรับตัวจากค้าปลีกแบบเดิม ไปสู่ Lifestyle Community Space ที่ผสมทั้งอาหาร คาเฟ่ ศิลปะ อีเวนต์ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ไม่ได้ต้องการแค่ที่ซื้อของเท่านั้น […]

ศึกชิงนักช้อปเดือด🔥 พาส่องเบิ่ง 3 ห้างยักษ์ใหญ่เขย่าขอนแก่น🏬🛍️🛒 อ่านเพิ่มเติม »

“สนามบินบึงกาฬ” วงเงิน 8.1 พันล้าน ความหวังใหม่เศรษฐกิจไทย–ลาว–เวียดนาม บนระเบียงการค้าแห่งอนาคต

โครงการก่อสร้าง “ท่าอากาศยานบึงกาฬ” วงเงินกว่า 8,196 ล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีภายในปี 2569 ก่อนเริ่มก่อสร้างในปี 2572 และเปิดใช้งานในปี 2575 ซึ่งหากโครงการเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนแห่งนี้ไปตลอดกาล หลายคนอาจเข้าใจว่าสนามบินบึงกาฬเป็นเพียงโครงการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้ประชาชนเท่านั้น แต่สามารถเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดชนิดหนึ่งของโลกยุคใหม่ เพราะทุกเมืองที่มีสนามบิน ล้วนมีโอกาสเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับโลกได้เร็วกว่าพื้นที่อื่นเสมอ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกให้ความสำคัญกับความรวดเร็วของการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการเคลื่อนย้ายผู้คนมากกว่าที่เคย จุดแข็งสำคัญของบึงกาฬ เป็นจังหวัดตั้งอยู่ติดแม่น้ำโขง เชื่อมต่อกับ สปป.ลาว และอยู่ใกล้เส้นทางเศรษฐกิจที่สามารถเชื่อมจากเวียดนาม ผ่านลาว เข้าสู่ไทย ก่อนออกไปยังเมียนมาและมหาสมุทรอินเดีย บึงกาฬกำลังอยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือ GMS ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก เพราะนี่คือประตูการค้าใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น สนามบินบึงกาฬจึงกำลังถูกมองให้เป็นจุดเชื่อมโลจิสติกส์ชายแดนที่สามารถรองรับทั้งนักลงทุน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังพยายามผลักดันเศรษฐกิจชายแดนให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดของเศรษฐกิจเมืองใหญ่ที่เริ่มอิ่มตัวมากขึ้นทุกปีนั่นเอง สิ่งน่าสนใจมาก คือ ที่ตั้งของสนามบินซึ่งอยู่บริเวณตำบลโป่งเปือย อำเภอโซ่พิสัย และตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวเมืองและสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 เพียงประมาณ 12 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่ใกล้มากสำหรับสนามบินภูมิภาค และมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงการค้าและโลจิสติกส์ เพราะหมายความว่าสินค้า นักท่องเที่ยว หรือแม้แต่นักลงทุนจากฝั่งลาวและเวียดนาม สามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านบึงกาฬได้สะดวกขึ้นอย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น จังหวัดบึงกาฬยังอยู่ห่างจากสนามบินสำคัญรอบข้างเกือบ 190-194 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นสนามบินอุดรธานี สกลนคร หรือ นครพนม ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ยังมีช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศอยู่สูงมาก และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้สนามบินบึงกาฬมีโอกาสเติบโตได้จริง ต่างจากบางพื้นที่ที่มีสนามบินอยู่หนาแน่นจนแข่งขันกันเองนั่นเอง อีกทั้ง การมีสนามบินเมืองทั้งเมืองจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามมา อย่างเช่น ถนนจะถูกขยาย พื้นที่รอบสนามบินจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โรงแรม ร้านอาหาร คลังสินค้า ศูนย์ประชุม ห้างสรรพสินค้า และโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ จะค่อยๆ เกิดขึ้นตามมา โดยแนวคิดของกรมท่าอากาศยานที่กำลังพยายามผลักดันเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์รอบสนามบิน หรือ Airport Economy ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ผ่านการแก้ไขข้อจำกัดการเช่าพื้นที่ราชพัสดุภายในสนามบิน จากเดิมที่เช่าได้เพียง 3 ปี ซึ่งสั้นเกินไปสำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ ไปสู่แนวคิดใหม่ที่อาจเปิดให้เช่า 5-10 ปีสำหรับพื้นที่ภายในอาคาร และอาจขยายได้ถึง 30 ปีสำหรับพื้นที่ภายนอกบางประเภท หากแนวคิดนี้เกิดขึ้นจริง สนามบินบึงกาฬอาจพัฒนาเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่รอบสนามบินได้ในอนาคต และภาพที่อาจเกิดขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า คือพื้นที่รอบสนามบินอาจเต็มไปด้วยโรงแรม ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าเกษตร ศูนย์แสดงสินค้า ร้านค้าปลอดภาษี หรือแม้แต่เขตธุรกิจใหม่ที่รองรับนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน เวียดนาม และลาว ที่กำลังมองหาพื้นที่ลงทุนใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อีกประเด็นที่สำคัญมาก คือ การท่องเที่ยว เพราะบึงกาฬกำลังมีต้นทุนด้านการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหินสามวาฬ ภูทอก น้ำตก ถ้ำ วิถีวัฒนธรรมริมโขง รวมถึงกระแสการท่องเที่ยวสายธรรมชาติที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ปัจจุบันข้อจำกัดสำคัญของบึงกาฬ คือ การเดินทางยาก นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องใช้เวลาเดินทางทางถนนหลายชั่วโมงจากอุดรธานีหรือสกลนคร

“สนามบินบึงกาฬ” วงเงิน 8.1 พันล้าน ความหวังใหม่เศรษฐกิจไทย–ลาว–เวียดนาม บนระเบียงการค้าแห่งอนาคต อ่านเพิ่มเติม »

🔎⏳พาย้อนเวลาไปเบิ่ง “ชื่อเก่า รร.มัธยม” ที่มีนักเรียนเยอะสุดในแต่ละจังหวัด🏫👩🏻‍🎓📚

กว่าจะเติบโตเป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนนับพันในวันนี้ หลายแห่งล้วนมีจุดเริ่มต้นเล็กๆ บางโรงเรียนเคยเป็นเพียงโรงเรียนประจำอำเภอที่มีอาคารไม้ไม่กี่หลัง บางแห่งเริ่มจากการรวมทรัพยากรของชุมชน หรือแม้แต่การแยกขยายจากโรงเรียนเดิมเพื่อรองรับจำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น ที่สำคัญโรงเรียนทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคน สั่งสมความรู้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนมาอย่างต่อเนื่อง การย้อนกลับไปมอง “ชื่อเดิม” ของสถาบันเหล่านี้ จะพบว่า หลายโรงเรียน อย่างเช่น ปทุมเทพวิทยาคาร (หนองคาย) เกิดจากการควบรวมระหว่างโรงเรียนชายและโรงเรียนสตรี ซึ่งเป็นยุคสมัยที่การศึกษาไทยเริ่มก้าวข้ามขีดจำกัดทางเพศ และมุ่งเน้นการสร้างสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ที่เพียบพร้อมด้วยทรัพยากร จำนวนนักเรียนที่พุ่งสูงเกิน 4,000 คน ในบางสถาบันอย่าง ขอนแก่นวิทยายน 4,535 คน, อุดรพิทยานุกูล 4,389 คน และ สุรนารีวิทยา 4,324 คน แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของความเจริญและโอกาสทางการศึกษาในหัวเมืองหลัก ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดทรัพยากรมนุษย์จากอำเภอข้างเคียง เข้ามารวมกันในระดับจังหวัดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งชื่อที่เปลี่ยนจากโรงเรียนประจำอำเภอนางรอง มาเป็น นางรอง หรือจากชื่อวัดมาเป็นชื่อพระราชทาน แต่ความเป็นสถานศึกษาประจำถิ่นยังคงแข็งแกร่งเสมอ ซึ่งก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเครือข่ายศิษย์เก่าที่เหนียวแน่นและกลับมาพัฒนาบ้านเกิดอีกด้วย แม้แต่ละโรงเรียนจะมีจำนวนนักเรียนและประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน แต่จุดร่วมที่เหมือนกันคือการสร้างคนอย่างมีคุณภาพ บางโรงเรียนอาจโดดเด่นด้านวิชาการและการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ในขณะที่บางแห่งเด่นด้านกิจกรรม กีฬา หรือศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น ซึ่งความหลากหลายนี้เองที่เป็นเสน่ห์และเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศการศึกษาของอีสานมีความสมบูรณ์ โดยสถาบันเหล่านี้คือแหล่งหล่อหลอมผู้นำในทุกระดับ การที่เด็กๆ ได้เข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันและการเกื้อกูลกันในสเกลใหญ่อย่างโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ก็เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะทางสังคมที่จำเป็นในอนาคตอีกด้วย ข้อมูลที่นำเสนอไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกมาให้เห็นภาพตามสถิติจำนวนนักเรียนในแต่ละจังหวัดเท่านั้น ยังมีโรงเรียนมัธยมอีกหลายแห่งทั่วทั้งภูมิภาคที่ไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในที่นี้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าโรงเรียนเหล่านั้นมีความสำคัญน้อยไปกว่ากัน เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษหรือโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ทุกสถาบันต่างมีอัตลักษณ์ที่ทรงคุณค่า และทำหน้าที่เป็นแหล่งหล่อหลอมทางปัญญาที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ทุกโรงเรียนคือฟันเฟืองสำคัญที่ร่วมกันสร้างอนาคตของชาติในแบบฉบับของตนเองอย่างน่าภาคภูมิใจ   อ้างอิงจาก: – กระทรวงศึกษาธิการ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #โรงเรียนมัธยมศึกษา #โรงเรียนมัธยมในอีสาน #โรงเรียนในอีสาน

🔎⏳พาย้อนเวลาไปเบิ่ง “ชื่อเก่า รร.มัธยม” ที่มีนักเรียนเยอะสุดในแต่ละจังหวัด🏫👩🏻‍🎓📚 อ่านเพิ่มเติม »

“หนองคาย” ประตูสู่อาเซียน ฮับการค้าชายแดนแห่งอีสาน

จังหวัด “หนองคาย” เป็นหนึ่งในพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังทวีความร้อนแรงที่สุดในภาคอีสาน ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เรียวยาวขนานไปกับลำน้ำโขงกว่า 210 กิโลเมตร แต่มีความกว้างเฉลี่ยเพียง 20-25 กิโลเมตร ทำให้หนองคายมีสภาพเป็น “ระเบียงเศรษฐกิจ” และด้วยระยะห่างจากตัวเมืองถึงนครหลวงเวียงจันทน์เพียง 25 กิโลเมตร ทำให้หนองคายเป็นเมืองด่านหน้าของการเชื่อมต่อระหว่างไทย สปป.ลาว และจีนอย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นจังหวัดขนาดกลางด้วยพื้นที่ประมาณ 3,026 ตารางกิโลเมตร แต่ศักยภาพทางเศรษฐกิจกลับพุ่งทะยานอย่างน่าทึ่ง ข้อมูลปี 2567 หนองคายมีมูลค่าเศรษฐกิจ (GPP) สูงถึง 54,632 ล้านบาท รั้งอันดับ 15 ของอีสาน แต่ที่น่าสนใจคือ รายได้ต่อหัว (GPP per capita) ที่สูงถึง 120,203 บาทต่อคน ซึ่งทะยานขึ้นเป็น อันดับ 4 ของภาค หากมาดูที่โครงสร้าง จะพบว่า โครงสร้างรายได้หลักไม่ได้มาจากเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย ภาคบริการที่สูงถึง 53.6% ตามมาด้วยภาคเกษตร 27.9% และอุตสาหกรรม 18.5% โดยมี “การค้าชายแดน” เป็นจุดเด่นของจังหวัดนี้ โดยในปี 2568 หนองคายทำสถิติมูลค่าส่งออกสูงถึง 96,085 ล้านบาท ครองแชมป์อันดับ 1 ของอีสาน และยังเป็นจุดนำเข้าพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดของประเทศด้วยมูลค่ากว่า 13,907 ล้านบาท อีกทั้ง หนองคายยังดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลผ่านนโยบาย เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ในพื้นที่ 13 ตำบล ซึ่งมาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งภาษีเงินได้ที่ลดเหลือ 10% นาน 10 ปี หรือการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 8 ปีจาก BOI ทำให้มีกลุ่มทุนระดับโลกอย่าง Tencent (เทนเซ็นต์) จากจีน ที่เล็งปักหมุดบนพื้นที่กว่า 718 ไร่ เพื่อสร้างอาณาจักรโลจิสติกส์ครบวงจรและมหาวิทยาลัยวิศวกรรมเพื่อผลิตบุคลากรรองรับระบบรางโดยเฉพาะ สอดรับกับการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ในพื้นที่ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 89.3% ขณะที่โครงการ Dry Port (ท่าเรือบก) บริเวณสถานีนาทา กำลังจะเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรให้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่เชื่อมโยงไปถึงคุนหมิงและยุโรป สะพานมิตรภาพและรถไฟความเร็วสูง จิ๊กซอว์เปลี่ยนหนองคาย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่รวมเอารถยนต์และรถไฟไว้ด้วยกัน และในอนาคตอันใกล้ หนองคายกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 3 ชั่วโมงครึ่งถึงกรุงเทพฯ ด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 (นครราชสีมา-หนองคาย) วงเงินลงทุนกว่า 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนองคายกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่มีใครมองข้ามได้อีกต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้า วิถีชีวิตริมโขงยังคงเปี่ยมเสน่ห์ด้วยแนวคิด “ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม” ในปี 2568 หนองคายมีนักท่องเที่ยวเกือบ 4 ล้านคน สร้างรายได้กว่า

“หนองคาย” ประตูสู่อาเซียน ฮับการค้าชายแดนแห่งอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง แรงงานอีสานกว่า 9.3 ล้านคน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️

ในปี 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนแรงงานทั้งหมด 9,326,868 คน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 23.4% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานทั้งประเทศ โดยแบ่งเป็นแรงงานในระบบกว่า 2,343,171 คิดเป็นสัดส่วน 25.1% ของประชากรทั้งหมดในภูมิภาค และนอกระบบกว่า 6,983,697 คน คิดเป็นสัดส่วน 74.9% ของประชากรทั้งหมดในภูมิภาค แรงงานส่วนใหญ่ในภาคอีสานยังคงติดอยู่ในวงจรของภาคเกษตรกรรมหรือการจ้างงานรายวันที่ขาดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมที่มั่นคง ความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลให้รายได้ของประชากรส่วนใหญ่ไม่แน่นอนและแปรผันตามปัจจัยภายนอก อย่างเช่น สภาพภูมิอากาศ หรือราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นก็ส่งผลทำเกิด “แรงงานพลัดถิ่น” ที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ เมื่อลงไปดูในรายพื้นที่ จะเห็นได้ว่าจังหวัดหลักอย่าง นครราชสีมา ขอนแก่น และอุบลราชธานี ยังคงครองสถิติจำนวนแรงงานสูงที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะนครราชสีมาที่มีแรงงานทะลุ 1.2 ล้านคน ซึ่งก็เชื่อมโยงกับฐานการผลิตอุตสาหกรรมและโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนแรงงานต่อประชากรในจังหวัดของ “มุกดาหาร” ที่พุ่งสูง 70.4% แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและการขับเคลื่อนของกำลังแรงงานในพื้นที่ที่สูงมาก อีกทั้งมุกดาหารยังเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจหน้าด่านที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ประชากรในวัยแรงงานเกือบทั้งหมดต้องถูกดึงเข้าสู่ห่วงโซ่การค้าชายแดน การขนส่ง และภาคบริการเพื่อรองรับการค้าข้ามพรมแดนที่หมุนเวียนตลอดเวลา แรงงานจำนวนมหาศาลจากภาคอีสานไม่ได้ทำงานอยู่ในภูมิลำเนา แต่ไหลเข้าสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ อย่างเช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เหตุผมคือต้องการแสวงหารายได้ที่สูงขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของถิ่นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นการขาดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง การลงทุนภาคเอกชนที่กระจุกตัว หรือแม้แต่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ทำให้รายได้จากภาคเกษตรไม่เพียงพอนั่นเอ อย่างไรก็ตาม การไหลออกของแรงงานไม่ได้แปลว่าภาคอีสานอ่อนแอเพียงด้านเดียว เพราะแรงงานพลัดถิ่นได้สร้างเศรษฐกิจส่งกลับผ่านเงินโอนจากเมืองสู่ชนบท ซึ่งกลายเป็นเสาหลักสำคัญของการบริโภคในครัวเรือนอีสาน เงินเหล่านี้ก็ช่วยพยุงเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้เกิดการหมุนเวียนในภาคการค้าและบริการระดับชุมชน   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – กระทรวงแรงงาน – สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #แรงงาน #แรงงานอีสาน #กำลังแรงงาน

พาส่องเบิ่ง แรงงานอีสานกว่า 9.3 ล้านคน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

จากตำนานพญาคันคาก สู่เปลวไฟบูชาแถน พาเปิดเบิ่งตัวอย่าง “งานประเพณีบุญบั้งไฟ” ทั่วแดนอีสาน

ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสานหยั่งรากลึกอยู่บนฐานคติความเชื่อเรื่อง “ผีฟ้าพญาแถน” เทพเจ้าผู้บันดาลสายฝน ตำนานพื้นบ้านอย่าง “พญาคันคาก” (คางคก) ที่ยกทัพไปรบชนะพญาแถนจนเกิดเป็นพันธสัญญาว่า หากถึงเดือนหกเมื่อใด มนุษย์จะจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือนสติพญาแถนให้ปล่อยฝนลงมาหล่อเลี้ยงพืชพรรณธัญญาหาร ความเชื่อนี้ถือเป็นกุศโลบายของกลุ่มชนชาติพันธุ์ไท-ลาวในลุ่มน้ำโขง ที่ต้องพึ่งพาวัฏจักรของธรรมชาติในการดำรงชีพท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่แห้งแล้งของที่ราบสูง หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของประเพณีบุญบั้งไฟ คือ หนึ่งในฮีตสิบสอง คองสิบสี่ ที่ยึดโยงชุมชนอีสานเข้าไว้ด้วยกัน ในอดีตงานบุญนี้คือเครื่องมือทางสังคมศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด เป็นช่วงเวลาเดียวของปีที่กฎเกณฑ์ทางสังคมถูกผ่อนปรน ชาวบ้านสามารถดื่มกิน เซิ้งร่ายรำ และแสดงออกถึงสัญลักษณ์ทางเพศและความอุดมสมบูรณ์ ได้อย่างเปิดเผยและสนุกสนาน เป็นการปลดปล่อยความเครียดก่อนที่จะต้องก้มหน้ากรำแดดทำนาอย่างหนักในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง ทำไมคนอีสานจึงยังทุ่มเทเม็ดเงินมหาศาลเพื่อจุดบั้งไฟ⁉️ บั้งไฟไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขอฝนเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่จำลองที่รวมเอาความภาคภูมิใจ อัตลักษณ์ และการประกาศศักดาของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน การที่บั้งไฟของหมู่บ้านใดขึ้นสูงที่สุด ไม่ได้แปลว่าฝนจะตกหนักที่สุด แต่หมายถึงเกียรติยศ ความสามัคคี และบารมีของคนในชุมชนนั้น และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบัน บุญบั้งไฟได้ถูกยกระดับจากการต่อสู้กับความแห้งแล้ง สู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานบุญเดือนหกเปรียบเสมือนมหกรรม “Soft Power” ที่สร้างเม็ดเงินสะพัดมหาศาล ซึ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรมหลายอย่างเข้าด้วยกัน ตั้งแต่งานหัตถกรรมอย่างการแทงลายศรีภูมิประดับลวดลายบนบั้งไฟ อุตสาหกรรมทอผ้าไหมและผ้าขิดที่ถูกนำมาตัดเย็บเป็นชุดนางรำนับพันคน อุตสาหกรรมดนตรีและมหรสพอย่างวงดนตรีหมอลำ ไปจนถึงธุรกิจอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย การประกวดขบวนแห่และการแข่งขันจุดบั้งไฟ ก็ถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้หลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาค ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ฐานราก ประเพณีบุญบั้งไฟจึงเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมและตำนานความเชื่อมาต่อยอดและประยุกต์ใช้ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน ท้ายที่สุดแล้ว บั้งไฟทุกลูกที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในวันนี้ ตัวอย่างพิกัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ยโสธร งานบุญบั้งไฟที่โด่งดังที่สุดในไทย 📍บริเวณลานด้านหน้าพญาคันคาก จ.ยโสธร📆8-10 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.กุดชุม📆11-17 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.เลิงนกทา📆13-19 พ.ค. 69   กาฬสินธุ์ 📍บุญบั้งไฟบัวขาว อ.กุฉินารายณ์📆2-3 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.คำม่วง📆2-8 มิ.ย. 69   ขอนแก่น บุญบั้งไฟ อ.กระนวน📆23 – 24 พ.ค. 69   ชัยภูมิ 📍บุญบั้งไฟ อ.เนินสง่า📆2-3 พ.ค. 69   นครพนม 📍บุญบั้งไฟบ้านพุ่มแก อ.นาแก 📆29 เม.ย. -1 พ.ค. 69   นครราชสีมา 📍บุญบั้งไฟ อ.โนนแดง📆2-3 พ.ค. 69   หนองคาย 📍บุญบั้งไฟเดือนหก อ.เมืองหนองคาย📆1-4 พ.ค. 69   บึงกาฬ 📍บุญบั้งไฟ อ.เหล่าทอง📆9-10 พ.ค. 69 ร้อยเอ็ด 📍บุญบั้งไฟ อ.พนมไพร📆30 พ.ค.-1 มิ.ย. 69 เป็นสนามที่มีการจุดบั้งไฟมากที่สุดในประเทศ 📍บุญบั้งไฟลายศรีภูมิ อ.สุวรรณภูมิ📆30 พ.ค.-7 มิ.ย.

จากตำนานพญาคันคาก สู่เปลวไฟบูชาแถน พาเปิดเบิ่งตัวอย่าง “งานประเพณีบุญบั้งไฟ” ทั่วแดนอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

ทุ่มงบ 2,500 ล้าน ก่อตั้ง “คณะแพทย์ ม.นครพนม” รวมทั้งเปลี่ยนโฉมนครพนม-เลย-ยโสธร สู่ “ศูนย์การแพทย์ขั้นสูง” แห่งใหม่ของไทย

การอนุมัติงบประมาณกว่า 2,502 ล้านบาทของคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งมีแผนดำเนินการระยะยาว 10 ปี (พ.ศ. 2570 – 2579) โครงการนี้ไม่ได้สร้างแค่ตึกหรือผลิตแค่ใบปริญญาเท่านั้น แต่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน  โครงการนี้จะเป็นการดึงลูกหลานชาวอีสานเข้าสู่กระบวนการผลิตและบ่มเพาะ เพื่อให้กลับมารับใช้บ้านเกิดของตนเอง การตั้งเป้าผลิตแพทย์ให้ได้ไม่น้อยกว่า 71 คนต่อปี และมีนักศึกษาหมุนเวียนในระบบกว่า 200 คนภายในปี 2579 ถือเป็นการแก้ปัญหาสมองไหลที่ตรงจุด โดยสาระสำคัญของโครงการนี้ คือ การพัฒนาโรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลเลย และโรงพยาบาลยโสธร ขึ้นเป็น “ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก” ถือเป็นการก้าวกระโดดของการพัฒนาเชิงสถาบัน เพราะการที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดจะยกระดับเป็นโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ตามเกณฑ์มาตรฐานแพทยสภาได้นั้น หมายความว่าโรงพยาบาลเหล่านี้จะต้องได้รับการสนันสนุนทรัพยากรขนานใหญ่ ทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ห้องปฏิบัติการขั้นสูง และที่สำคัญที่สุดคือการดึงดูดอาจารย์แพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้เข้ามาประจำการมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งก็ส่งผลให้ประชาชนในภูมิภาคจะได้รับอานิสงส์จากการรักษาที่มีมาตรฐานสูง โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายแอบแฝง ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก และการสูญเสียรายได้จากการหยุดงานเพื่อเดินทางข้ามจังหวัดไปหาหมอเฉพาะทางอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการลดความแออัดของโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ในหัวเมืองหลัก ทำให้ระบบสาธารณสุขของภาคอีสานมีตาข่ายรองรับผู้ป่วยที่กระจายตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย งบประมาณ 2,502 ล้านบาท เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงมาก การเกิดขึ้นของคณะแพทยศาสตร์และศูนย์การแพทย์ชั้นคลินิก จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น เกิดการสร้างงานจำนวนมาก ทั้งบุคลากรสายวิชาการ สายสนับสนุน นักวิจัย ไปจนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากโดยรอบมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล อย่างเช่น ธุรกิจหอพัก ร้านอาหาร และบริการขนส่ง เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น หากประชากรมีการเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้กำลังแรงงานในภาคอีสานตอนบนมีศักยภาพในการประกอบอาชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างเต็มกำลัง อีกทั้ง  นครพนมยังเป็นจังหวัดชายแดนที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านและเป็นส่วนหนึ่งของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การมีสถาบันผลิตแพทย์และศูนย์การแพทย์ในพื้นที่นี้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพระดับขอบชายแดนได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการรับมือกับโรคระบาดข้ามพรมแดน การจัดการกับโรคเขตร้อน ไปจนถึงศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการแพทย์สำหรับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและยกระดับบทบาทของไทยในเวทีสาธารณสุขระดับภูมิภาคในอนาคตอีกด้วย การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและผลิตบุคลากรคุณภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีที่สุดใกล้บ้านตนเอง หากมองในแง่ของการลงมือปฏิบัติจริง ทุกคนคิดว่าความท้าทายที่ยากที่สุดในช่วง 10 ปีแรกของการสร้างคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ คือเรื่องการดึงดูดบุคลากรเฉพาะทาง หรือการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด?   อ้างอิงจาก: – THAIRATH – Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #การแพทย์ #โรงเรียนศูนย์แพทย์ #คณะแพทย์ #นครพนม #มหาวิทยาลัยนครพนม 

ทุ่มงบ 2,500 ล้าน ก่อตั้ง “คณะแพทย์ ม.นครพนม” รวมทั้งเปลี่ยนโฉมนครพนม-เลย-ยโสธร สู่ “ศูนย์การแพทย์ขั้นสูง” แห่งใหม่ของไทย อ่านเพิ่มเติม »

“ศูนย์รักษามะเร็งโปรตอน” แห่ง 2 ของไทย ที่ ม.ขอนแก่น งบประมาณกว่า 3,000 ล้าน เพื่อยกระดับรักษามะเร็งอีสาน

การอนุมัติงบประมาณมูลค่า 3,000 ล้านบาท กับโปรเจกต์ยักษ์ “ศูนย์รักษามะเร็งโปรตอน” ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งนับแห่งที่ 2 ของประเทศไทย  และเป็นแห่งแรกภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุด แต่กลับเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงมาอย่างยาวนาน เทคโนโลยีโปรตอนบีมที่ถูกนำมาใช้ในโครงการนี้ ถือเป็นนวัตกรรมรังสีรักษาที่มีความแม่นยำสูง สามารถปล่อยพลังงานทำลายเซลล์มะเร็งได้ตรงจุด ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติรอบข้างอย่างมีนัยยะ ซึ่งแตกต่างจากการฉายรังสีแบบดั้งเดิมที่มักส่งผลข้างเคียงในวงกว้าง การเกิดขึ้นของศูนย์แห่งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาของทั้งภูมิภาคให้เข้าใกล้ระดับสากล โดยศูนย์โปรตอนแห่งแรกที่ตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทำไมต้อง “ขอนแก่น”?  ขอนแก่นเป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์” (Medical Hub) ที่มีความพร้อมสูงสุดในภูมิภาค คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีฐานบุคลากรและงานวิจัยที่เข้มแข็ง การตั้งศูนย์ที่นี่จึงเป็นการต่อยอดบนโครงสร้างที่แข็งแรงอยู่แล้ว ไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์ และจากสถิติเชิงระบาดวิทยา ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีการเกิดของโรคมะเร็งบางชนิดสูงเป็นอันดับต้นๆ การเข้าถึงนวัตกรรมที่ตรงจุดและแม่นยำจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน การตั้งศูนย์ในพื้นที่ใจกลางอีสานจะช่วยลดระยะทางและเวลาซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญระหว่างความเป็นและความตายของผู้ป่วย อีกทั้งการที่เทคโนโลยีระดับโลกอย่างโปรตอนบีม เคยกระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในการรักษา การปักธงที่ขอนแก่นจึงทำให้เห็นว่า นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตต้องเข้าถึงได้ทุกคนไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ในส่วนของทคโนโลยี “อนุภาคโปรตอน” เปรียบเสมือนรังสีรักษาที่ดีกว่าการฉายรังสีแบบดั้งเดิม ด้วยคุณสมบัติที่การทำลายล้างที่แม่นยำระดับมิลลิเมตร พลังงานรังสีจะถูกบังคับให้ไปหยุดและระเบิดพลังสูงสุด ณ จุดที่เป็นก้อนมะเร็งเท่านั้น โดยแทบไม่หลงเหลือรังสีไปทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อดีที่อยู่รอบข้าง ผลลัพธ์ที่ได้คือผลข้างเคียงที่ต่ำมาก ผู้ป่วยไม่ต้องทรมานจากการถูกรังสีเผาทำลายอวัยวะสำคัญข้างเคียง ซึ่งถือเป็นทางรอดใหม่ของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งในเด็ก หรือมะเร็งที่อยู่ในตำแหน่งอันตรายอย่างสมองและกระดูกสันหลังนั่นเอง ในอดีตผู้ป่วยชาวอีสานที่ต้องการเทคโนโลยีชั้นสูงเช่นนี้ ต้องเผชิญกับต้นทุนแฝงมหาศาล ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พักในกทม. และการรอคอยคิวที่ยาวนานจนบางครั้งก็สายเกินไป แต่การมาถึงของศูนย์โปรตอนที่ มข. จะเปลี่ยนให้ขอนแก่นกลายเป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางการแพทย์เฉพาะทางระดับสูง” (Medical Hub) ที่มีศักยภาพรองรับผู้ป่วยได้ถึง 6,000 รายต่อปี ช่วยกระจายความแออัดจากส่วนกลาง และทำหน้าที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของชาวอีสาน รวมถึงประเทศเพื่อน GMS ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินสะพัดและยกระดับเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นการสร้างคลังสมองของชาติ เพราะศูนย์แห่งนี้จะถูกวางตัวเป็นฐานวิจัยและผลิตบุคลากรชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์รังสีรักษา นักฟิสิกส์การแพทย์ และวิศวกรเทคโนโลยีขั้นสูงบท   อ้างอิงจาก: – The Standard – Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ #การแพทย์ #ศูนย์มะเร็งอีสาน #ศูนย์มะเร็งโปรตอน #ขอนแก่น #MedicalHub

“ศูนย์รักษามะเร็งโปรตอน” แห่ง 2 ของไทย ที่ ม.ขอนแก่น งบประมาณกว่า 3,000 ล้าน เพื่อยกระดับรักษามะเร็งอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเทียบเบิ่ง จังหวัดใหม่ VS จังหวัดเดิม ในภาคอีสาน ที่ขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน🗺️📊📈

เปิดข้อมูลสองเมืองแฝดแห่งอีสานกลาง เมื่อ “กาฬสินธุ์” เมืองน้ำดำผู้มั่งคั่งด้วยศิลปวัฒนธรรม กับ “มหาสารคาม” ตักศิลาแห่งภาคอีสาน หากนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันจะเห็นได้ว่า กาฬสินธุ์ดูจะได้เปรียบด้วยพื้นที่ขนาดเกือบ 7 พันตารางกิโลเมตร และจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า แต่พอดู GPP หรือมูลค่าเศรษฐกิจรวม กลับกลายเป็น มหาสารคาม ที่คว้าชัยไปครองด้วยตัวเลข 72,169 ล้านบาท ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวสารคามมีรายได้ทิ้งห่างเพื่อนบ้านเกือบหมื่นบาทต่อปี เมื่อลงไปดูธุรกิจในพื้นที่ เราจะเห็นความต่าง คือ บจก.อุตสาหกรรมน้ำตาลอีสาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้โชว์ศักยภาพการผลิตระดับยักษ์ใหญ่ กวาดรายได้ทะลุ 2,362 ล้านบาท แต่ด้วยต้นทุนและกลไกตลาดเกษตร ทำให้เหลือกำไรเพียง 72 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ บจก.มหาสารคาม เบเวอเรช รายได้อาจจะน้อยกว่า แต่กลับทำกำไรพุ่งถึง 110 ล้านบาท แม้สารคามจะกินขาดเรื่องกำไรธุรกิจ แต่ถ้าพูดถึงแรงดึงดูดกาฬสินธุ์คือผู้ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ กาฬสินธุ์ กวาดนักท่องเที่ยวไปกว่า 2.5 ล้านคนในปีล่าสุด สร้างรายได้เข้าจังหวัดมหาศาลกว่า 3 พันล้านบาท มากกว่ามหาสารคามเกือบ 3 เท่า อีกทั้งกาฬสินธุ์ยังมี “ผ้าไหมแพรวา” ซึ่งไม่ใช่แค่ผ้าทอ แต่เป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ตีค่าเป็นเงินได้มหาศาล รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างพุทรานมและกุ้งก้ามกราม สรุปคือ มหาสารคาม เป็นเมืองที่เติบโตจากภายใน ขับเคลื่อนด้วยพลังคนหนุ่มสาวและนิสิตนักศึกษา เกิดวงจรการใช้จ่ายหมุนเวียนในจังหวัดอย่างคึกคักผ่านห้างร้านและสถานศึกษา ในขณะที่กาฬสินธุ์ กำลังแปลงโฉมตัวเองจากเมืองเกษตรแบบดั้งเดิม สู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติมาสร้างจุดขาย จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนทั่วประเทศต้องมาเยือนนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า – กรมทรัพย์สินทางปัญญา   ติดตาม ISAN Insight ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsight #อีสาน #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ISAN #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน#เศรษฐกิจอีสาน #กาฬสินธุ์ #มหาสารคาม #จังหวัดในภาคอีสาน

🔎พาเทียบเบิ่ง จังหวัดใหม่ VS จังหวัดเดิม ในภาคอีสาน ที่ขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน🗺️📊📈 อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาย้อนเบิ่ง 8 ปีผ่านไป งบประมาณจังหวัดในอีสานเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️🗺️📈

งบประมาณจังหวัด คือ งบประมาณแผ่นดินที่รัฐบาลจัดสรรลงไปให้แต่ละจังหวัด เพื่อใช้ดำเนินโครงการพัฒนาในพื้นที่ตามแผนพัฒนาจังหวัดของตัวเอง โดยเน้นแก้ปัญหาและยกระดับเศรษฐกิจ-สังคมในระดับพื้นที่ อย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก (ถนนชุมชน แหล่งน้ำ), การท่องเที่ยว, การเกษตร, การพัฒนาคุณภาพชีวิต จุดเด่นของงบประเภทนี้คือเป็นงบที่พื้นที่มีส่วนกำหนดมากกว่างบของกระทรวง เพราะจังหวัดสามารถเสนอแผนและโครงการขึ้นมาได้เอง โดยงบประมาณจังหวัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงบทั้งหมดที่ลงไปในพื้นที่เท่านั้น ยังมีงบอีกก้อนใหญ่ที่มาจากส่วนกลาง อย่างเช่น งบกระทรวงคมนาคม งบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือโครงการระดับประเทศ ซึ่งมักไม่ถูกนับรวมในงบจังหวัดนั่นเอง ในปี 2561 งบประมาณจังหวัดของภาคอีสานมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 6,562 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 ลดลงเหลือราว 5,492 ล้านบาท หรือหายไปมากกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี ปี 2561 เป็นช่วงที่รัฐใช้งบจังหวัดเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก อัดงบลงพื้นที่จำนวนมากเพื่อให้เกิดการจ้างงานและหมุนเงินเร็ว ทำให้เห็นตัวเลขสูงแทบทุกจังหวัด แต่หลังจากนั้น โดยเฉพาะหลังโควิด รัฐต้องเผชิญข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น ทำให้งบถูกใช้แบบเลือกจุดมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการย้ายงบไปสู่โครงการขนาดใหญ่ระดับประเทศ อย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐาน(รถไฟ ทางหลวง เขตเศรษฐกิจพิเศษ) และโลจิสติกส์ ซึ่งไม่ได้นับอยู่ในงบจังหวัดโดยตรง ทำให้ภาพรวมงบจังหวัดดูเหมือนลดลง ทั้งที่เงินจริงยังถูกใช้ เพียงแค่เปลี่ยนช่องทาง นอกจากนี้ รัฐยังหันมาเน้นลงทุนในจังหวัดที่มีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น เมืองศูนย์กลางหรือพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้บางจังหวัดได้งบเพิ่ม ขณะที่หลายจังหวัดถูกลดลงนั่นเอง หากพิจารณาข้อมูลงบประมาณจังหวัดในภาคอีสานเปรียบเทียบระหว่างปี 2561 กับปี 2569 จะพบว่า ภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี จังหวัดขนาดใหญ่ที่เคยครองอันดับต้นแทบทั้งหมด อย่างเช่น นครราชสีมา ศรีสะเกษ และอุดรธานี ยังคงยืนอยู่ในกลุ่มบน แต่ตัวเลขกลับหดตัวลง เช่น นครราชสีมาจาก 452 ล้านบาท เหลือ 443 ล้านบาท ขณะที่ศรีสะเกษลดจาก 415 เหลือ 332 ล้านบาท และอุดรธานีจาก 399 เหลือ 318 ล้านบาท การลดลงในจังหวัดขนาดใหญ่ซึ่งอาจจะเกิดจากรัฐกำลังกระจายงบประมาณใหม่จากพื้นที่ศูนย์กลางเดิมไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพการเติบโตหรือมีความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ขณะที่ อุบลราชธานีและขอนแก่น ซึ่งในปี 2561 อยู่เพียงอันดับ 9 และ 10 แต่ในปี 2569 กลับขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองจังหวัดก็มีบทบาทใหม่ในฐานะหนึ่งในหัวเมืองเศรษฐกิจของอีสานยุคใหม่ โดยเฉพาะขอนแก่นที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาคเอกชน และการผลักดันเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุบลราชธานีมีศักยภาพเชิงภูมิศาสตร์ในฐานะประตูการค้าเชื่อมลาว-เวียดนาม ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจชายแดนที่รัฐให้ความสำคัญมากขึ้น อ้างอิงจาก: – สำนักงบประมาณ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – กระทรวงคมนาคม – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

🔎พาย้อนเบิ่ง 8 ปีผ่านไป งบประมาณจังหวัดในอีสานเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️🗺️📈 อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top