Article

บทความ จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ทั้ง ISAN Outlook และข้อมูลต่างๆ ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ รวบรวมให้คุณรู้ทันทุกข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง สังคม อีสาน

นครพนม จากเมืองท่าริมโขง สู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งแห่งอีสานตอนบน

“นครพนม” จังหวัดริมฝั่งโขงแห่งภาคอีสานตอนบนของประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน ที่เมื่อพูดถึง หลายคนจะนึกถึง “พระธาตุพนม” พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองอันเก่าแก่ตั้งแต่ต้นพุทธกาลอันเป็นที่สักการะของคนในจังหวัดและทั้งประเทศ นอกจากพระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์แล้วนั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายที่ที่ควรค่าแก่การไปเยือนเมื่อไปจังหวัดนครพนม ยกตัวอย่างเช่น พระธาตุเรณู อีกหนึ่งพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองที่งดงามโดดเด่น ตั้งอยู่ที่อำเภอเรณูนคร หรือจะเป็นสถานที่แลนด์มาร์ก อย่างริมฝั่งโขง ที่มีบรรยากาศและวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงและทิวเขาลักษณะลูกคลื่นของฝั่งลาวทอดยาวสุดสายตา ควรค่าแก่การมาเดินเล่นรับแดดอ่อนๆยามเช้า หรือมาถ่ายรูปชมวิวยามเย็นก็สวยงาม   ในด้านเศรษฐกิจ ปี 2566 นครพนมมีรายได้ต่อหัวประมาณ 96,731 บาท และผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (GPP) มีมูลค่า  52,184 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปี 2564 ประมาณ 3% โดยสัดส่วนของโครงสร้างเศรษฐกิจจะมีภาคบริการเป็นส่วนใหญ่ โดยมีโครงสร้างเป็นดังนี้ – ภาคการบริการ คิดเป็น 49%  – ภาคการเกษตร คิดเป็น 30%  – ภาคการค้า คิดเป็น 12%  – ภาคการผลิต คิดเป็น 9%    ในปี 2567 จังหวัดนครพนมมีจำนวนผู้ประกอบการ SME ทั้งสิ้น 25,000 ราย ซึ่งในปี 2566 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 35,580.83 ล้านบาท โดยตัวอย่างบริษัทใหญ่ในนครพนม เช่น บริษัท มิ่งเจียว ซึ่งอยู่ในหมวดธุรกิจการขายส่งผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีรายได้รวมในปี 2565 จำนวน 1,582 ล้านบาท เมืองนครพนมยังเป็นที่ตั้งของสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 โดยเชื่อมต่อกับแขวงคำม่วนของประเทศลาว มีความยาวรวม 780 เมตร มีช่องลอดกว้าง 60 เมตร สูง 10 เมตร 2 ช่วง ความกว้าง สะพาน 13 เมตร และมีการช่องจราจร 2 ช่อง ซึ่งเปิดใช้งานวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 โดยสะพานมีทิวทัศน์เป็นแนวเขาที่สวยงาม ซึ่งสะพานมิตรภาพ แห่งที่3 เป็นเส้นทางการคมนาคมด้านการท่องเที่ยวและด้านการค้าที่สำคัญ ระหว่างไทย เวียดนามและทางใต้ของจีน    โดยสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 เป็น 1 ใน 19 ด่านการค้าถาวรระหว่างไทยกับลาว และอีกด่านการค้าถาวรของนครพนมคือ ด่าน อ.เมืองนครพนม-ท่าแขก นอกจากนั้นจังหวัดยังมีจุดผ่อนปรนการค้าอีก 4 แห่ง ได้แก่ จุดผ่อนปรนบ้านหนาดท่า จุดผ่อนปรนบ้านโพธิ์ไทร จุดผ่อนปรนบ้านธาตุพนมสามัคคี และจุดผ่อนปรนบ้านท่าอุเทน ซึ่งจากการที่มีด่านการค้าหลายแห่ง ส่งผลให้การค้าระหว่างนครพนมกับลาวมีความคึกตัก โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าไปลาว อยู่ที่ 6,705 […]

นครพนม จากเมืองท่าริมโขง สู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งแห่งอีสานตอนบน อ่านเพิ่มเติม »

โดรน CW-15: เมื่อฟ้าอีสานและเพื่อนบ้านใช้ ‘ตา’ คู่เดียวกัน สู่บททดสอบความมั่นคงและโอกาสเศรษฐกิจไทย

จากกรณีข่าวร้อน ไทย-กัมพูชา ชาวเน็ตในสุรินทร์โพสต์พบโดรนปริศนาไม่ทราบฝ่าย ก่อนที่เช้าเวลา 07.30 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า โดรนดังกล่าวเป็นของฝ่ายเรา ขึ้นบินตรวจการณ์ และทดสอบระบบ บริเวณอ.เมือง จ.สุรินทร์ แต่ต้องลงเร่งด่วน เนื่องจากสภาพอากาศ ภาพเจ้าหน้าที่ลงจอดโดรนฉุกเฉิน เมื่อคืนวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ที่จังหวัดสุรินทร์ ด้านสื่อกัมพูชาอย่าง Khmer Times ก็ปล่อยข่าวกล่าวหาว่าไทยใช้โดรนสำรวจพื้นที่กัมพูชา ในขณะเดียวกันทางกัมพูชาก็เคยจัดซื้อโดรนสำรวจทางอากาศเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 กองทัพกัมพูชาได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีการปล่อยโดรน CW-15 และ CW-40 ที่บริษัท CATIC ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันที่ไทยใช้ในการสำรวจภารกิจทางอากาศทั้งทางทหาร และทางวิชาการ รีวิวจากช่องไทย โดรน CW ช่องพี่ใหญ่ SnapTech Zone ที่กรมทรัพยากรชายฝั่งของไทยใช้โดรนสำรวจทางทะเล และสำรวจสัตว์ทะเลหายาก โดรน CW-15 ในมือ🇹🇭ไทยและ🇰🇭กัมพูชา ภาพสะท้อนความมั่นคงและโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่ไทยต้องลงทุนเทคโนโลยีเป็นของตนเอง เมื่อน่านฟ้าชายแดนไม่ได้ถูกจับตามองด้วยสายตาของมนุษย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การปรากฏขึ้นของอากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน รุ่น CW-15 ที่ผลิตโดยบริษัทจากจีน ในภารกิจของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ได้จุดประกายบทสนทนาที่ไปไกลกว่าเรื่องเทคโนโลยี แต่ล้วงลึกถึงแก่นของความมั่นคงและอนาคตทางเศรษฐกิจของชาติ การที่ไทยและเพื่อนบ้านใช้ “ดวงตา” คู่เดียวกันในการสอดส่องดูแลอธิปไตย กลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงสภาวะการพึ่งพิงทางเทคโนโลยี และเป็นบททดสอบสำคัญว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติได้อย่างไร ดาบสองคมของการพึ่งพิงเทคโนโลยีต่างชาติ การจัดหายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของกองทัพทั่วโลกเพื่อความทันสมัย แต่ในยุคที่สงครามไซเบอร์และความมั่นคงทางข้อมูลมีความสำคัญสูงสุด การพึ่งพิงเทคโนโลยีจากแหล่งเดียว โดยเฉพาะเมื่อเป็นแหล่งเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ซับซ้อน ความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์ (Cybersecurity Risk): โดรนลาดตระเวนไม่ได้เป็นเพียงกล้องที่บินได้ แต่เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผ่านข้อมูลสำคัญมหาศาล หน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ของสหรัฐอเมริกา (CISA) ได้ออกคำเตือนถึงความเสี่ยงที่ข้อมูลละเอียดอ่อนจากโดรนที่ผลิตในบางประเทศอาจถูกส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทผู้ผลิตหรือรัฐบาลของประเทศนั้นๆ [1] ซึ่งหมายความว่าข้อมูลการลาดตระเวน, พิกัด, และรายละเอียดภารกิจของไทยอาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกเข้าถึงโดยบุคคลภายนอกได้ การเสียเปรียบทางยุทธวิธี: เมื่อกัมพูชามีการพิจารณาจัดหาโดรนรุ่นเดียวกันจาก China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC) [2] ย่อมหมายความว่าทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ถึงขีดความสามารถและข้อจำกัดของกันและกันอย่างทะลุปรุโปร่ง ทำให้การวางแผนรับมือหรือต่อกรทำได้ง่ายขึ้น ความได้เปรียบที่เคยมีจากการใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่าจึงหมดไป การพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Dependency): ความพร้อมรบของยุทโธปกรณ์ขึ้นอยู่กับการซ่อมบำรุง, อะไหล่, และการอัปเกรด ซึ่งทั้งหมดนี้ผูกติดอยู่กับประเทศผู้ผลิต หากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลง หรือเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้การสนับสนุนเหล่านี้หยุดชะงักได้ ดังที่เห็นจากกรณีศึกษาในหลายประเทศที่การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวสร้างความเปราะบางให้กับกองทัพ [3] สร้างอนาคต: โอกาสมหาศาลของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทาย คือโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยในการผลักดัน “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve) อย่างจริงจัง ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายลำดับที่ 11 [4] โดยมีข้อดีที่ประเมินค่าได้ทั้งในมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง: การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองไม่เพียงลดการพึ่งพาจากภายนอก

โดรน CW-15: เมื่อฟ้าอีสานและเพื่อนบ้านใช้ ‘ตา’ คู่เดียวกัน สู่บททดสอบความมั่นคงและโอกาสเศรษฐกิจไทย อ่านเพิ่มเติม »

สรุปผลการเจรจาภาษีสหรัฐฯ และนัยต่อเศรษฐกิจไทย ต้องแลกด้วยอะไร ใครได้ใครเสีย?

สรุปผลการเจรจาภาษีสหรัฐฯ และนัยต่อเศรษฐกิจไทย วันที่: 1 สิงหาคม 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการกรรมกรข่าว  สรุปอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศในอาเซียน ตามประกาศล่าสุดของสหรัฐฯ (มีผลตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568)  อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอาเซียน (ตามประกาศของสหรัฐฯ)  สิงคโปร์ : 10%  ไทย : 19% (ลดจาก 36%)  กัมพูชา : 19%  มาเลเซีย : 19%  อินโดนีเซีย : 19%  ฟิลิปปินส์ : 19%  เวียดนาม : 20%  บรูไน : 25%  เมียนมา : 40%  ลาว : 40% 1. ภาพรวมและผลการเจรจาภาษี ผลลัพธ์หลัก: สหรัฐอเมริกาได้ประกาศลดอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทยลงเหลือ 19% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 36% (BBC News, TikTok) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 (พิชัย ชุณหวชิร, The White House). การเปรียบเทียบกับประเทศอื่น: อัตรา 19% นี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่ได้รับผลกระทบจากการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เช่น อินโดนีเซีย (19%), ฟิลิปปินส์ (19%), มาเลเซีย (19%), กัมพูชา (19%) และเวียดนาม (20%) ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยในภูมิภาค (พิชัย ชุณหวชิร, TikTok, หอการค้าไทย). เป้าหมายการเจรจา: นายพิชัย ชุณหวชิร ระบุว่าการเจรจามุ่งเน้นให้ไทยสามารถ “แข่งขันได้” บนเวทีโลก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน (พิชัย ชุณหวชิร, BBC News). การลดภาษีลงนี้เป็นการผลักดันให้ประเทศคู่ค้าเกาะกลุ่มกันเพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน (พิชัย ชุณหวชิร).   2. ข้อแลกเปลี่ยนสำคัญที่ไทยเสนอต่อสหรัฐฯ นายพิชัยยังอธิบายถึงผลกระทบที่จะตามมาต่อสินค้าสำคัญ ๆ เป็นรายการ ดังนี้ ข้าวโพด: ทุกวันนี้ที่ไทยใช้อยู่ 10 ล้านตัน ผู้ประกอบการโรงงานผลิตอาหารสัตว์ระบุว่าสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 13 ล้านตันได้ แต่ที่ผ่านมา มีวัตถุดิบไม่เพียงพอ โดยเกษตรไทยปลูกได้ 5 ล้านตัน ที่เหลือต้องนำเข้า สิ่งที่รัฐบาลทำคือจะใช้ระบบโควต้า เนื่องจากต้นทุนการเพาะปลูกข้าวโพดในไทยสูงกว่าสหรัฐฯ สมมติใช้ 10 ล้าน

สรุปผลการเจรจาภาษีสหรัฐฯ และนัยต่อเศรษฐกิจไทย ต้องแลกด้วยอะไร ใครได้ใครเสีย? อ่านเพิ่มเติม »

ยโสธร รวยกระจุก จนกระจาย กับความเหลื่อมล้ำรายได้ ที่สูงสุดในอีสาน?

จังหวัดยโสธร จังหวัดที่เมื่อพูดถึงแล้ว หลายคนต้องนึกถึงบั้งไฟเป็นอันดับแรก ซึ่งบุญบั้งไฟเมืองยโสจัดขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคมในทุกปี ซึ่งเป็นการขอฝนช่วงก่อนการดำนาปลูกข้าว สอดคล้องกับเป้าหมายในการเป็น “เมืองเกษตรอินทรีย์ เมืองแห่งวิถีอีสาน” เป็นพื้นที่ต้นแบบการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ สินค้าเกษตรปลอดภัย และมีนโยบายขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังมานานกว่า 20 ปี ที่มารูปภาพ:https://yst-pao.go.th/public/list/data/showdetail/id/1672/menu/1619  มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ปี 2566 อยู่ที่ 34,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปี 2565 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจไม่ใหญ่นัก โดยอยู่ในอันดับที่ 16 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 72,523 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 6% โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ดังนี้   ภาคเกษตรกรรม: 8,864 ล้านบาท (คิดเป็น 26%) ภาคการศึกษา: 4,728 ล้านบาท (14%) ภาคอุตสาหกรรมการผลิต: 4,577 ล้านบาท (13%) การค้าส่งค้าปลีก และการซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์: 3,823 ล้านบาท (11%)   เศรษฐกิจของยโสธรมีฐานหลักอยู่ที่ภาคเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่เกษตรรวมกว่า 1,824,765 ไร่ หรือประมาณ 70% ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด พืชเศรษฐกิจหลักคือ ข้าว ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของทั้งจังหวัด โดยในปี 2566 มีผลผลิตรวมจากข้าวนาปีและข้าวนาปรังประมาณ 622,232 ตัน นอกจากนี้ยังมีพืชเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน แนวโน้มความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นในจังหวัดยโสธร   จากรายงาน ‘รายได้และการกระจายรายได้ของครัวเรือน พ.ศ. 2566’ ซึ่งได้รายงานตัวเลข สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค หรือ Gini Coefficient ซึ่งก็คือตัวชี้วัดระดับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคม โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 ซึ่งหากค่าใกล้1 แสดงว่ามีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง โดยความเหลื่อมล้ำทางรายได้คือความแตกต่างในการกระจายรายได้ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มประชากรในสังคม โดยแสดงให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้มีรายได้สูงและผู้มีรายได้ต่ำ ซึ่งอาจสะท้อนถึงการเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน   ในปี 2566 สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคของไทยมีค่าเท่ากับ 0.382 เมื่อพิจารณาภาคอีสาน พบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์ 0.377 ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากภาคใต้ที่เท่ากับ 0.395 โดยจังหวัดในภาคอีสานที่มีค่าสัมประสิทธิ์มากที่สุดคือ ‘ยโสธร’ ที่มีครัวเรือน 1.4 แสนครัวเรือน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคเท่ากับ 0.440 บ่งบอกถึงระดับความเหลื่อมล้ำที่สูงเป็นอันดับ 1 ของภาคอีสานและสูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศ จากการจัดกลุ่มครัวเรือนในจังหวัดยโสธรตามระดับรายได้ออกเป็น 5 กลุ่มเท่า ๆ กัน หรือที่เรียกว่า “ควินไทล์

ยโสธร รวยกระจุก จนกระจาย กับความเหลื่อมล้ำรายได้ ที่สูงสุดในอีสาน? อ่านเพิ่มเติม »

ทำไมเศรษฐกิจ ‘บุรีรัมย์’ จึงโดดเด่น ขึ้นแท่น Big 5 แห่งอีสาน?

บุรีรัมย์ จังหวัดในโซนอีสานใต้ที่เป็นที่รู้จักดีในฐานะเมืองที่เคยเป็นอาณาจักรขอมโบราณ สะท้อนผ่านสถานที่โบราณมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งโรจน์ของอารยธรรมขอม เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ คูน้ำโบราณโบราณหรือละลมที่กระทายอยู่ทั่วพื้นที่   ด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ถือได้ว่าโดดเด่น จากการที่บุรีรัมย์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เป็นอันดับ 5 ของภาคอีสานมาโดยตลอด โดยในปี 2566 มีมูลค่าเศรษฐกิจราว 108,467ล้านบาท บุรีรัมย์จึงติดอันดับ “Big 5 of ISAN” รองจากนครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี และอุดรธานี    โดยบทความนี้จะพามาสำรวจว่า อะไรเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดบุรีรัมย์ รวมไปถึงสำรวจถึงความท้าทายเรื่องเรื่องโครงสร้างทางการเงินของคนในจังหวัด   จำนวนประชากรขนาดใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากข้อมูลปี 2567 จังหวัดบุรีรัมย์มีประชากรราว 1.57 ล้านคน มากเป็นอันดับ 5 ของภาคอีสาน ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะ การมีคนมาก เท่ากับมีแรงงานรองรับภาคการผลิต เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ GPP โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและท่องเที่ยวอย่างบุรีรัมย์  นอกจากนั้น คน ก็คือผู้บริโภคในฝั่งอุปสงค์ ส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัย สินค้าอุปโภคบริโภค บริการด้านสุขภาพ การศึกษา ซึ่งล้วนเอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจในท้องถิ่น พาส่องเบิ่ง GPP อีสานปีล่าสุด 2566 จังหวัด Big 5 of ISAN มีมูลค่ามากกว่า 50% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งภาคอีสาน ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า จำนวนประชากรของจังหวัดในภูมิภาคอีสานมีความสัมพันธ์กับขนาดเศรษฐกิจ (GPP) สูงถึง 96% สะท้อนว่าจำนวนประชากรเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจระดับจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ   พื้นฐานเศรษฐกิจการเกษตรแข็งแรง บุรีรัมย์มีขนาดพื้นที่ 10,322.89 ตารางกิโลเมตร หรือ 6.5 ล้านไร่ ใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของภาคอีสาน และพื้นที่กว่า 70.76% เป็นพื้นที่ทำการเกษตร พืชเกษตรหลักๆ ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา  โดยในปีเพาะปลูก 2566/67 บุรีรัมย์มีผลผลิตข้าวนาปีกว่า 1.06 ตัน สูงเป็นอันดับที 5 ของภาคอีสาน    นอกจากนั้นภาคเกาตรกรรมของบุรีรัมย์ยังมีความโดดเด่นเรื่องการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยเฉพาะ โคเนื้อ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อถึง 86,618 ราย มีโคเนื้อสะสมราว 563,668 ตัว มากเป็นอันดับ 5 ของประเทศในแง่จำนวนเกษตรกร และอันดับ 4 ของประเทศในจำนวนโคเนื้อ มีการเน้นพัฒนาสายพันธุ์ลูกผสม เช่น ชาโรเล่ส์และแองกัส เพื่อให้เนื้อมีโครงสร้างใหญ่และรสชาติดี เป็นที่ต้องการตลาด   เศรษฐกิจบุรีรัมย์มีสัดส่วนภาคการเกษตร 24.6% ในปี

ทำไมเศรษฐกิจ ‘บุรีรัมย์’ จึงโดดเด่น ขึ้นแท่น Big 5 แห่งอีสาน? อ่านเพิ่มเติม »

ทำไม สกลนคร คือศูนย์กลางของสมุนไพร และการแพทย์แผนไทยแห่งอนาคต ?

สมุนไพร เป็นพืชที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างช้านาน ได้สั่งสมความรู้เรื่องการใช้พืชสมุนไพรในการรักษาโรค ดูแลสุขภาพ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น สมุนไพรจึงกลายเป็นมากกว่าเพียงแค่ยารักษาโรค แต่เป็นวัฒนธรรมทางการแพทย์ที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สมุนไพรนั้นพบได้ทั่วภูมิภาคในประเทศ เช่นเดียวกันกับภาคอีสาน ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่ทำให้พบสมุนไพรได้หลายชนิดในธรรมชาติ มีการปลูกและนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย โครงการเมืองสมุนไพรจังหวัดสกลนคร   สกลนคร จังหวัดในภาคอีสานตอนบนที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ หรือเทือกเขาภูพาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พบสมุนไพรธรรมชาติหลายชนิด เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน คราม เป็นต้น ซึ่งนอกจากสมุนไพรธรรมชาติแล้ว เกษตรกรในจังหวัดก็มีการปลูกสมุนไพรกันมาช้านาน และมีการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์ โดยในช่วงปี 2557 – 2565 มีผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทสมุนไพร ทั้งสิ้น 257 ผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น สบู่สมุนไพรไทบรู เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ไทบรูใน อ.พรรณานิคม ชาย่านาง และผลิตภัณฑ์เพื่อการผ่อนคลาย เช่นลูกประคบ หรือน้ำมันนวด เป็นต้น   อีกศักยภาพสมุนไพรของสกลนคร มีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นศูนย์ฝึกอบรมผู้ช่วยแพทย์แผนไทยที่ได้รับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นแหล่งผลิตยาสมุนไพร โดยมีเครือข่ายอินแปงและกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรรวมตัวเป็นสหกรณ์สมุนไพรสกลนครเพื่อจัดหาวัตถุดิบ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีสวนสาธิตสมุนไพร อาคารแปรรูป และเครือข่ายผู้ปลูกสมุนไพร   โดยการปลูกพืชสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยของสกลนคร ได้ถูกผลักดันอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2559 จากนโยบายในการส่งเสริมการพัฒนาพืชสมุนไพร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับประชาชน จากศักยภาพของสกลนคร ส่งผลให้จังหวัด ได้ถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดปราจีนบุรี เชียงราย สกลนคร และสุราษฏร์ธานี ให้เป็น ‘เมืองแห่งสมุนไพร’    โครงการเมืองสมุนไพรสกลนครขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน คือ 1) การส่งเสริมวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพ 2) การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาด 3) การส่งเสริมการใช้สมุนไพรในระบบสุขภาพ และ 4) การสร้างความเข้มแข็งด้านนโยบายและการบริหารจัดการ โดยมีความคืบหน้าเด่นชัดในด้านต่างๆ ดังนี้   ต้นน้ำ (การเพาะปลูก): มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพ เช่น ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร ไพล และพืชสมุนไพรที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเน้นการพัฒนาสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่สะอาด ปลอดภัย และมีสารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม ดังตัวอย่างความสำเร็จในการพัฒนา “ฟ้าทะลายโจร” ภายใต้แบรนด์ “ภูพานไพล” โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ที่สามารถเพิ่มสารแอนโดรกราโฟไลด์ให้สูงขึ้น สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม   กลางน้ำ (การแปรรูป): โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการรับวัตถุดิบสมุนไพรจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรในรูปแบบที่หลากหลาย

ทำไม สกลนคร คือศูนย์กลางของสมุนไพร และการแพทย์แผนไทยแห่งอนาคต ? อ่านเพิ่มเติม »

อุบลราชธานี เศรษฐกิจเงินสะพัดพันล้าน สู่ อวดเมือง “ฅน เมือง เทียน”

อุบลราชธานี เมืองแห่งปราชญ์-ปรัชญา-ภูมิปัญญาริมฝั่งโขง จังหวัดอุบลราชธานี หนึ่งใน จังหวัดที่ถูกเรียกว่า Big 4 ของอีสาน และ หนึ่งในเมืองรองของการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคอีสานซึ่งในตอนนี้เป็นจังหวัดที่ทำรายได้จากธุรกิจสร้างสรรค์สูงสุดทะลุ 6 พันล้านขึ้นแซง โคราช ขอนแก่น อะไรทำให้เมืองชายแดนที่ดูเหมือนจะอยู่นอกสายตาอย่าง “อุบลราชธานี” กลายมาเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้จากธุรกิจสร้างสรรค์ได้สูงที่สุดในภาคอีสาน? ทำไมเมืองที่ไม่ได้อยู่กลางแผนที่เศรษฐกิจอย่างกลุ่ม Big 4 ถึงสามารถแซงหน้าเมืองใหญ่อย่างขอนแก่นและโคราชได้ในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์? อีสานอินไซต์สิพามาเบิ่ง . 1.อุบลหนึ่งในเมืองรองที่สำคัญของภาคอีสาน ด้วยความที่เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวในภาคอีสานไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หรือ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ถึงแม้อุบลจะเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับชายแดนแต่ก็ยังมีผู้เยี่ยมเยือนผ่านเข้าออกอยู่เป็นประจำในแต่ละปี ซึ่งมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนในปี 2567 อยู่ที่ 3,763,066 คน ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 5 ของภาคอีสาน สามารถทำรายไดไปปมากถึง 9126.57 ล้านบาท ถือว่าสูงเป็นอันดับ 6 ของภาคอีสานในด้านรายได้จากการท่องเที่ยว และมีอีกสิ่งที่น่าตกใจอย่างมากในปีนี้ก็คือ เป็นจังหวัดที่ทำรายได้จากธุรกิจสร้างสรรค์สูงสุดทะลุ 6 พันล้าน โดยภาคอีสานสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 38,778 ล้านบาท เฉพาะงานอีสานสร้างสรรค์ปี 67 ก็สร้างมูลค่ากว่า 6 ร้อยล้านบาท แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานะเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่าง “กลุ่ม Big 4 ของอีสาน” ที่ประกอบด้วย นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี แต่ในช่วงหลัง อุบลฯ กลับเป็นจังหวัดเดียวในกลุ่มนี้ที่ “แซงหน้า” เมืองใหญ่ในมิติของธุรกิจสร้างสรรค์ได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2567 อุบลราชธานีสร้างรายได้จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้สูงสุดของภาคอีสาน มูลค่ากว่า 6,400 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าขอนแก่นและโคราชที่เคยเป็นผู้นำในด้านนี้ นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่น่าประทับใจ แต่สะท้อนปรากฏการณ์ใหม่ของเมืองชายแดนที่สามารถเติบโตจาก “ทุนวัฒนธรรม” อย่างยั่งยืนหัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ให้เกิดมูลค่าอย่างมีกลยุทธ์ อุบลราชธานีไม่ได้เริ่มต้นจากความว่างเปล่า แต่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นจำนวนมากที่รอการต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นงานเทียนพรรษา ผ้าทอ เครื่องจักสาน ผ้าย้อมคราม หัตถกรรมพื้นบ้าน ไปจนถึงศิลปะการแสดงแบบอีสาน ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ยังกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้า บริการ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัย พาเปิดเบิ่ง ขุมทรัพย์เศรษฐกิจ จาก “ประเพณีแห่เทียนพรรษา” ทั่วอีสาน ที่สร้างรายได้มหาศาล❗กระตุ้นเศรษฐกิจพุ่ง❗ สิ่งที่ทำให้อุบลฯ เดินได้เร็วกว่าเมืองอื่น คือการมีคนรุ่นใหม่ที่กล้าคิด และกล้าลงมือสร้างธุรกิจจากวัฒนธรรมดั้งเดิม นักออกแบบรุ่นใหม่ ศิลปินพื้นถิ่น และผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและวิทยาลัยในพื้นที่ต่างผนึกกำลังกันสร้างแบรนด์ที่มีตัวตนชัดเจน เช่น แบรนด์เสื้อผ้าที่นำผ้าทอมาดีไซน์ร่วมสมัย คาเฟ่และโฮมสเตย์ที่ใช้แนวคิดภูมิสถาปัตย์ ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ไม่ได้ยืนดูเฉย ๆ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ได้ร่วมมือกับจังหวัดและองค์กรภาคีต่าง ๆ สร้างโครงการอย่าง “Ubon Creative City Fair”, “ตลาดนัดคนสร้างสรรค์”, และเทศกาล “Isan Creative Festival” ซึ่งมีนักสร้างสรรค์เข้าร่วมกว่า 900 ราย

อุบลราชธานี เศรษฐกิจเงินสะพัดพันล้าน สู่ อวดเมือง “ฅน เมือง เทียน” อ่านเพิ่มเติม »

อุบลราชธานี ยืนหนึ่งเรื่อง ‘ปลานิล’ แห่งอีสาน จากแหล่งน้ำที่ดี สู่ฟาร์มประมงคุณภาพสูง

ในขณะที่จังหวัดขอนแก่นครองตำแหน่งผู้นำด้านจำนวนฟาร์มเลี้ยงปลานิลในภาคอีสาน ด้วยจำนวนฟาร์มนับหมื่น แต่เมื่อมองลึกลงไปในแง่ของผลผลิต กลับกลายเป็นว่า อุบลราชธานี ต่างหากที่ขึ้นแท่นเป็นจังหวัดที่มีผลผลิตปลานิลมากที่สุดในภูมิภาคนี้   ปี 2566 จังหวัดอุบลราชธานีมีจำนวนฟาร์มเลี้ยงปลานิลเพียง 8,820 แห่ง คิดเป็นลำดับที่ 13 ของภาค แต่กลับผลิตได้มากถึง 10,744 ตัน หรือ คิดเป็น 15% ของทั้งภาคอีสาน สร้างมูลค่าสูงถึง 644 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความโดดเด่นที่ไม่อาจมองข้ามได้   ฟาร์มน้อย…แต่ผลิตได้มาก เพราะอะไร? เบื้องหลังตัวเลขอันน่าทึ่งนี้ สะท้อนถึงความจริงข้อหนึ่งที่มักถูกมองข้ามในวงการเกษตรน้ำจืด  “จำนวนฟาร์มไม่ได้สะท้อนศักยภาพการผลิตเสมอไป” เพราะปริมาณนั้นอาจน้อยกว่า แต่คุณภาพของระบบเลี้ยงต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ   ภูมิประเทศของอุบลราชธานีเอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลานิล เพราะเป็นพื้นที่ “ปลายน้ำ” ของแม่แม่น้ำสำคัญของภาคอีสานไหลผ่านหลายสาย ทั้งแม่น้ำโขง ชี และมูล รวมไปถึงลำน้ำสายย่อยอีกมากมาย ทำให้มีแหล่งน้ำธรรมชาติจำนวนมากและคุณภาพน้ำดีเหมาะแก่การเลี้ยงปลาในกระชัง   และนี่คือหัวใจสำคัญ  อุบลราชธานีมีการเลี้ยงปลานิลในกระชังมากที่สุดในอีสาน ด้วยจำนวน 493 ฟาร์ม ซึ่งระบบกระชังในแหล่งน้ำไหลผ่านเหล่านี้ ช่วยให้ปลานิลมีสุขภาพแข็งแรง โตไว เนื้อแน่น รสชาติดี และได้ราคาสูงกว่าการเลี้ยงในบ่อ   แหล่งผลิตหลักอยู่ที่ไหน? หากมองลึกลงไปในระดับพื้นที่ พบว่าอำเภอที่มีฟาร์มเลี้ยงปลานิลมากที่สุดในจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ อำเภอเดชอุดม อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอนาจะหลวย พื้นที่เหล่านี้ล้วนมีลำน้ำสายย่อยจำนวนมากเชื่อมกับแม่น้ำหลัก ทำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันยังมีการรวมกลุ่มและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับท้องถิ่นที่เข้มแข็ง   รายได้เฉลี่ยต่อฟาร์มสูงกว่าจังหวัดอื่น แม้จำนวนฟาร์มปลานิลจะไม่มากเท่าจังหวัดอื่น แต่ รายได้เฉลี่ยต่อฟาร์มของเกษตรกรในอุบลฯ กลับสูงถึง 73,043 บาท/ฟาร์ม แสดงให้เห็นว่าระบบการเลี้ยงมีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงกับตลาดได้ดี   ในส่วนของการเลี้ยงปลานิลในกระชังเพียงอย่างเดียว ยังสร้างมูลค่าถึง 517 ล้านบาท จากทั้งหมด 644 ล้านบาท หรือมากกว่า 80% ของมูลค่ารวมจากปลานิลทั้งจังหวัด   ปริมาณและมูลค่าผลผลิตสัตว์น้ำจืด นอกจากปลานิลอุบลฯ จะยืนหนึ่งในอีสานแล้วนั้น การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชนิดอื่นๆ ก็มีการเลี้ยงมากและสร้างมูลค่ามากเช่นเดียวกัน โดยอุบลฯ ,uปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำจืดรวมทั้งสิ้น 13,474 ตัน คิดเป็นร้อยละ 2.93 ของปริมาณผลผลิตทั้งประเทศ มูลค่าผลผลิตรวมทั้งสิ้น 814,052 พันบาทผลผลิตส่วนใหญ่มาจากการเลี้ยงในกระชัง ซึ่งมีปริมาณ 8,883 ตัน และมูลค่า 532,589 พันบาท ชนิดสัตว์น้ำจืดที่ผลิตได้และมูลค่า (บางส่วน): ปลานิล: ปริมาณ 10,744 ตัน มูลค่า 644,236 พันบาท  ปลาดุก: ปริมาณ 1,604 ตัน มูลค่า 89,544 พันบาท  กุ้งก้ามกราม: ปริมาณ 6

อุบลราชธานี ยืนหนึ่งเรื่อง ‘ปลานิล’ แห่งอีสาน จากแหล่งน้ำที่ดี สู่ฟาร์มประมงคุณภาพสูง อ่านเพิ่มเติม »

ส่องธุรกิจในเครือ ‘เอราวัณ’ แห่ง หนองบัวลำภู น้ำตาล ขนส่ง และผลิตไฟฟ้า กวาดรายได้รวมกว่า 7 พันล้านบาท

  จังหวัดหนองบัวลำภูมีพื้นที่ประมาณ 3,859 ตารางกิโลเมตร (2,411,875 ไร่) ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูงและที่ราบลุ่ม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศแบบเขตร้อนที่มีฤดูฝนและฤดูแล้ง ทำให้เหมาะสมกับการปลูกอ้อยเป็นอย่างมาก ดินในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อ้อยสามารถเจริญเติบโตได้ดี   ปี 2567/2568 จังหวัดหนองบัวลำภู มีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยทั้งสิ้น 335,806 ไร่ (14% ของพื้นที่จังหวัด) มากเป็นอันดับ 6 จาก 20 ของภาคอีสาน มีปริมาณอ้อยทั้งสิ้น 3,264,034 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 9.72 ตันต่อไร่ อ้อยเป็นแหล่งรายได้หลักของเกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำภูซึ่งปลูกกันทุกอำเภอ โดยแต่ละอำเภอมีพื้นที่ปลูกอ้อยดังนี้ อำเภอศรีบุญเรือง 122,470 ไร่ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู 69,245 ไร่ อำเภอนากลาง 61,640 ไร่  อำเภอสุวรรณคูหา 32,084 ไร่  อำเภอโนนสัง 6,091 ไร่   อุตสาหกรรมอ้อยในจังหวัดสร้างงานให้กับคนในพื้นที่นับหมื่นคน ตั้งแต่การปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยว การขนส่ง ไปจนถึงการแปรรูป โดยหนองบัวลำภูนั้น มีโรงงานผลิตน้ำตาลทรายจากอ้อยรายใหญ่อย่าง ‘บริษัท น้ำตาล เอราวัณ จำกัด’ เป็นนิติบุคคลประเภทธุรกิจ : 10722 (การผลิตน้ำตาลบริสุทธิ์) ที่มีรายได้มากที่สุดในอีสาน  โดยบทความนี้ อีสาน อินไซต์ จะพามาส่องเบิ่ง กลุ่มธุรกิจในเครือเอราวัณ ที่นอกเหนือจากผลิตน้ำตาล ก็ยังมีธุรกิจประเภทอื่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดหนองบัวลำภู   บริษัท น้ำตาล เอราวัณ จำกัด    เป็นนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงงานผลิตน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายดิบ น้ำเชื่อมและผลิตภัณฑ์จากการผลิตน้ำตาลทุกชนิด ตั้งอยู่ เลขที่ 111 หมู่ที่ 12 ตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู จดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 6,138 ล้านบาท มีรายได้ 7,443 ล้านบาท และกำไร 962 ล้านบาท สูงที่สุดในบรรดานิติบุคคลสาขา การผลิตน้ำตาลน้ำตาลบริสุทธิ์ ในภาคอีสาน    โดยนอกจากผลิตผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลแล้วนั้น กลุ่มบริษัทเอราวัณมีศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ทำงานด้านการวิจัยอย่างครบวงจร ซึ่งประกอบด้วย การวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อย การผลิตวัสดุปรับปรุงดิน โครงการผลิตอ้อยสะอาดปลอดโรคใบขาว และการพัฒนาเครื่องมือการเกษตร   ซึ่งการลงทุนในส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกำไรในระยะสั้น แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ (เกษตรกร) ไปจนถึงปลายน้ำ (โรงงาน) ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งบริษัท เกษตรกรคู่สัญญา และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว   กลุ่มบริษัทอื่น ในเครือ น้ำตาลเอราวัณ นอกจากโรงงานผลิตน้ำตาลแล้ว

ส่องธุรกิจในเครือ ‘เอราวัณ’ แห่ง หนองบัวลำภู น้ำตาล ขนส่ง และผลิตไฟฟ้า กวาดรายได้รวมกว่า 7 พันล้านบาท อ่านเพิ่มเติม »

Customer-Centric Mindset : Hack เคล็ดลับ ‘อ่านใจ’ ลูกค้า ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจสร้างสรรค์

เกริ่น ‘พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ’ เป็นอดีตผู้บริหาร dtac ผู้โด่งดังในหมู่นักการตลาดจากการทำแบรนด์ Happy ของ dtac ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารฝ่ายการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ และประธานกรรมการบริหาร Purple Ventures บริษัทลูกของ SCB ที่ดูแล Robinhood แอป Food Delivery สัญชาติไทย   1.Topic : การสร้าง “แฟน” ไม่ใช่แค่ “Follower” เนื้อหา : ในยุคที่การยิงโฆษณาไม่คุ้มค่า เพราะแพลตฟอร์มปิดกั้นการมองเห็น คุณโจ้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง “แฟน” ที่แท้จริง  แฟนคือลูกค้าที่ให้คะแนนความพึงพอใจสูงมาก (9-10 คะแนน) พวกเขาจะบอกต่อ เชียร์ ปกป้อง และพร้อมจ่ายทุกราคา การมีแฟนเพียงไม่กี่ร้อยคนมีค่ากว่าการมีผู้ติดตามเป็นล้าน   เนื้อหา : ในยุคที่การยิงแอดแพงขึ้นและเข้าถึงยากขึ้น แบรนด์ไม่ควรหวังแค่ “ยอดวิว” หรือ “ผู้ติดตามจำนวนมาก” แต่ต้องโฟกัสที่การสร้าง “แฟนตัวจริง” ซึ่งคือกลุ่มลูกค้าที่รักแบรนด์ พร้อมสนับสนุน และบอกต่อโดยไม่ต้องจ้าง แฟนตัวจริงไม่ใช่แค่ซื้อซ้ำ แต่ยังปกป้องแบรนด์ แชร์ต่อแบบจริงใจ และพร้อมจ่ายแม้สินค้าแพงกว่า เพราะเขา อิน กับแบรนด์จริงๆ แม้จะมีแค่หลักร้อยคน แต่มีพลังมากกว่าผู้ติดตามหลักล้านที่ไม่เคยซื้อเลย   2.Topic : แม่น้ำเปลี่ยนทิศ จุดกำเนิดธุรกิจ  เนื้อหา : ความจำเป็นในยุคที่ “แม่น้ำเปลี่ยนทิศ” คุณโจ้ได้อธิบายว่าหลายสิ่งในโลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างถาวร ไม่ใช่แค่ขึ้นๆ ลงๆ ชั่วคราวเหมือนแต่ก่อน45 เช่น หุ้นไทย การท่องเที่ยวไทย และแพลตฟอร์มการค้าต่าง ๆ ที่กลายเป็นของต่างชาติ5 ในสภาวะเช่นนี้ การหวนกลับมายังหลักการพื้นฐานและจุดกำเนิดของธุรกิจ นั่นคือ “ลูกค้า” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง   เนื้อหา : ทุกวันนี้หลายอย่างเปลี่ยนไปแบบถาวร ไม่ใช่แค่แผ่วแล้วเดี๋ยวกลับมาเหมือนเดิม เหมือนแม่น้ำที่เปลี่ยนทิศ ธุรกิจเองก็ต้องปรับตาม ไม่งั้นก็หลงทาง คุณโจ้เลยย้ำว่า ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไง ให้กลับไปที่จุดเริ่มต้นของทุกธุรกิจ  “ลูกค้า”ลองกลับไปฟังจริง ๆ ว่าลูกค้าต้องการอะไร ชอบอะไร หรืออะไรที่เขาไม่ชอบ ไม่ใช่แค่ขายของ แต่ต้องเข้าใจและเชื่อมโยงกับเขาให้ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่อยู่รอด ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจลูกค้าที่สุดต่างหาก   3.Topic : การเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของลูกค้า –ลูกค้าในปัจจุบันมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื้อหา : ใจร้อนขึ้นมาก ลูกค้ามีความอดทนน้อยลงอย่างมหาศาล เช่น จากที่เคยรอการอนุมัติธนาคาร 3 วัน กลายเป็นต้องได้ภายใน 1 ชั่วโมง

Customer-Centric Mindset : Hack เคล็ดลับ ‘อ่านใจ’ ลูกค้า ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจสร้างสรรค์ อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top