Article

มรดกแห่งภูมิปัญญา ต่อยอดผ้าไทยจากพื้นเมืองสู่สากล

นับเป็นปีที่ 3 แล้ว สำหรับโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ . เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่และผู้ประกอบการได้สร้างสรรค์พัฒนาผ้าไทย ให้ได้รับความนิยมในระดับสากล ส่งเสริมการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากผ้าไทยและเครื่องนุ่งห่มให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคและนำมาใช้จริงในชีวิตประจำวัน . ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม คือการต่อยอดวัฒนธรรมด้วยการนำคุณค่าของวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative Culture) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการทางวัฒนธรรม . โดยสนับสนุนการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5F ประกอบด้วย Film, Food, Festival, Fashion และ Fighting ส่วนในเรื่อง Fashion (การออกแบบและแฟชั่น) เป็นการบูรณาการและร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน . . ซึ่งในปี 2562 จัดขึ้นเป็นปีแรกนั้น มีผู้ประกอบการ 7 ชุมชน ที่ประสบความสำเร็จในการนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการไปต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการขยายฐานลูกค้าออกไปสู่ต่างประเทศ การมียอดการสั่งผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น . การพัฒนาลวดลายบนผืนผ้าใหม่ ๆ การวางลายผ้าให้มีความทันสมัย มีความโดดเด่น เพิ่มมูลค่าให้กับผลงาน รวมถึงการได้รับเชิญเข้าร่วมงานแสดงเครื่องแต่งกายในงานแฟชั่นที่ต่างประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสาธารณรัฐออสเตรีย . รวมไปถึงการต่อยอดกับเทคโนโลยีเกิดเป็นนวัตกรรมเส้นใยผ้า ส่งผลให้ผ้ามีคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การกำจัดและปกป้องกลิ่นกาย ป้องกันรังสียูวี เนื้อผ้าไม่ยับง่าย ดูแลรักษาง่าย และสวมใส่สบาย มีรายได้ทั้งจากงานหัตถกรรมและนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ้าในมิติผ้าไทยอีกด้วย . . ในปี 2563 ได้ทำงานกับชุมชนถึง 14 ชุมชนทั่วประเทศไทย โดยนายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH เผยว่า ในคอลเลกชั่น Post-Wore Delicacies (โพส วอร์ เดลิเคซี่) ดีไซน์ของเสื้อผ้าจะค่อนข้างเบสิก เน้นไปที่แมททีเรียล โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเส้นใยที่เรียกว่า FILAGEN (ฟิลาเจน) และ Nanozinc (นาโนซิงค์) พยายามดึงจุดเด่นของแต่ละที่ออกมา ทำให้งานมีความน่าสนใจมากขึ้น และตรงตามความต้องการของตลาด . นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษา เพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้างความมั่นคงผ่านแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมภายในชุมชน กลุ่มที่ทอผ้าหรือผู้ประกอบการทั้ง 14 ชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน ได้แก่ . – ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ จุฑาทิพ จังหวัดขอนแก่น – ผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข จังหวัดขอนแก่น – ไหมแต้มหมี่ กลุ่มสตรีทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น – ผ้าขาวม้า อิมปานิ จังหวัดราชบุรี – ผ้าฝ้ายทอมือ คอตตอนฟาร์ม จังหวัดเชียงใหม่ – เรือนไหมใบหม่อน จังหวัดสุรินทร์ …

มรดกแห่งภูมิปัญญา ต่อยอดผ้าไทยจากพื้นเมืองสู่สากล อ่านเพิ่มเติม »

หนี้ครัวเรือนไทย เพิ่มขึ้นทั้งสัดส่วนของครัวเรือนและจำนวนหนี้ หวั่นอีสานครองแชมป์อีกปี

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เปิดเผยผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน​ ปี 2564 (ในช่วง 6 เดือนแรก) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย และภาวะหนี้สินของครัวเรือน สรุปได้ดังนี้ . 1. ครัวเรือนทั่วประเทศ มีรายได้ทั้งสิ้นเฉลี่ยเดือนละ 28,454 บาท . ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการทำงาน 18,888 บาท (คิดเป็น 66.4%) ประกอบด้วย ค่าจ้างและเงินเดือน 12,052 บาท, กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจ 4,607 บาท และกำไรสุทธิจากการทำการเกษตร 2,229 บาท . รองลงมาเป็นรายได้ที่ไม่ใช่ตัวเงิน ซึ่งอยู่ในรูปสวัสดิการ/สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ได้รับมาโดยไม่ต้องซื้อ 4,879 บาท (17.1%), รายได้จากเงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐหรือบุคคลอื่นนอกครัวเรือน 4,080 บาท (14.3%) และรายได้ไม่ประจำและจากทรัพย์สิน 607 บาท (2.2%) . เมื่อพิจารณารายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนปี 2554 ถึง 2564 จะพบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 23,236 บาท ในปี 2554 เป็น 26,946 บาท ในปี 2560 และลดลงในปี 2562 เหลือจำนวน 26,018 บาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก่อนจะกลับมาเพิ่มขึ้นในปี 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่รัฐอุดหนุน ทั้งที่รัฐจ่ายเงินเข้าบัญชีให้แก่ประชาชน และการอุดหนุนในรูปแบบที่ไม่เป็นตัวเงินผ่านแอปพลิเคชัน คูปอง หรือในรูปแบบการลดค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า เป็นต้น . 2. ครัวเรือนทั่วประเทศ มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นเฉลี่ยเดือนละ 22,325 บาท . ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค 19,353 บาท (คิดเป็น 86.7%) ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคที่ครัวเรือนซื้อหรือจ่ายเงินเอง 14,676 บาท และค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคที่ครัวเรือนไม่ได้ซื้อหรือจ่ายเงินเอง ซึ่งรวมไปถึงโครงการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่ง เราชนะ หรือแม้แต่การลดค่าสาธารณูปที่เป็นค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า เป็นต้น 4,678 บาท . ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค (เช่น ค่าภาษี ของขวัญ เบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่ง/หวย ดอกเบี้ย เป็นต้น) 2,972 บาท (13.3%) เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนปี 2554 …

หนี้ครัวเรือนไทย เพิ่มขึ้นทั้งสัดส่วนของครัวเรือนและจำนวนหนี้ หวั่นอีสานครองแชมป์อีกปี อ่านเพิ่มเติม »

ตลาดเกษตรออนไลน์ยุคใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบัน “สื่อออนไลน์” ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อเราในทุกขณะ ตั้งแต่ตื่นเช้าจนกระทั่งเข้านอน สถิติผู้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี สูงถึง 47.5 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 66.4 ล้านคน ซึ่งมีกิจกรรมการซื้อขายผ่านบริการออนไลน์มากถึง 57 % เลยทีเดียว . “การตลาดออนไลน์” กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เช่นนี้ที่คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ ทำให้ยุคนี้เป็นยุคทองของการค้าขายออนไลน์อย่างแท้จริง . อาชีพเกษตรกรเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ที่ต้องประสบปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ จึงก่อให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนกระทบเป็นวงกว้างทั่วทุกภูมิภาค แม้จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่หลายรายไม่สามารถนำออกสู่ตลาดเพื่อจัดจำหน่ายได้ . ข้อดีของการนำผลผลิตทางการเกษตรเข้าสู่ตลาดออนไลน์ คือ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตที่ได้สู่ตลาดและผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และยังสามารถวิเคราะห์การตลาดที่เกี่ยวกับผลผลิตได้มากขึ้น . ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ได้รับผลผลิตจากเกษตรกร เป็นการการันตีเรื่องคุณภาพได้อีกทางหนึ่ง นับได้ว่าเกษตรกรออนไลน์นั้นลงมือเพาะปลูกเอง ขายเอง สามารถกำหนดราคาสินค้าเองได้ โดยไม่ผ่านตลาดหรือพ่อค้าคนกลาง เป็นการลดต้นทุนเพิ่มกำไร ได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง . . 4 เว็บไซต์ที่น่าสนใจในการซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์ . 1. DGTFarm เป็นตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันให้เกษตรชุมชนเติบโต และยังเป็นช่องทางขายสินค้าเกษตรปลอดสารพิษด้วย ซึ่งเกษตรกรสามารถนำสินค้ามาวางขายบน DGTFarm ได้ 9 ประเภท ได้แก่ ข้าวและธัญพืช ผัก ผลไม้ สินค้าแปรรูป ไข่ ประมง ปศุสัตว์ เครื่องสำอาง และพืชสมุนไพร Website : https://www.dgtfarm.com . 2. FarmTo เป็นชุมชนสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังเป็นพื้นที่ให้เกษตรกรได้มาเจอกัน และช่วยให้เกษตรกรตามชุมชนต่าง ๆ ได้มีพื้นที่ขายสินค้าเกษตรให้เข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง Website : https://farmto.co.th . 3. ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com เป็นสื่อกลางในการนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี มุ่งเน้นให้เกษตรกร และสหกรณ์ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด มีช่องทางการตลาดที่เหมาะสมกับสินค้า และกลุ่มผู้บริโภค Website : https://www.xn--12ca9cdcza1fboh6b4ca0evmxcuh.com/ . 4. Seedforest เป็นแหล่งซื้อขายสินค้าเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้น เมล็ดพันธุ์ ผลไม้ ผักสวนครัว สมุนไพร พืชหายาก พืชกินแมลง เป็นต้น นอกจากเกษตรกรแล้ว Seedforest ยังเป็นเว็บไซต์ที่เปิดกว้างให้คนทั่วไปทุกคนสามารถนำสินค้าเกษตรอะไรก็ได้มาวางขายบนเว็บไซต์ ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางในการหารายได้เสริม กับกลุ่มคนทั่วไปที่ชอบปลูกพืชผลทางเกษตรไว้ที่บ้านอีกด้วย Website : https://seedforest.co.th . อย่างไรก็ตามการเปิดตลาดออนไลน์จะช่วยส่งเสริมศักยภาพการทำตลาดสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย ทันสมัย ทั้งยังพัฒนาขีดความสามารถด้านการค้าแก่เกษตรกรมากขึ้น ผู้บริโภคเองก็ได้รับความสะดวกสบาย ในการเลือกซื้อสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปได้ทุกที่ทุกเวลา . #ISANInsightAndOutlook . . อ่านเพิ่มเติม https://www.tot.co.th/blogs/detail/ดิจิทัลทิปส์/2020/08/26/farmer-online https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/937367 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/821402

ส่องเทรนด์ธุรกิจที่น่าจับตามองในยุค Aged Society

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ในสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยเองก็มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นทุกปี และได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในปี 2564 นี้ คาดว่าประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 5 หรือ 25% ของจำนวนประชากรทั้งหมด . โดยสังคมผู้สูงอายุนั้นถูกกำหนดให้มี 3 ระดับด้วยกัน ซึ่งจะแบ่งตามสัดส่วนของประชากรในประเทศ ประกอบด้วย . 1. ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) สังคมที่มีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% หรือมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ 2. สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) สังคมที่มีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ 3. สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-Aged Society) สังคมที่มีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ . สำหรับภาคอีสาน ถือเป็นภาคที่มีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด ที่ 3.53 ล้านคน รองลงมาคือ ภาคกลาง 3.22 ล้านคน ภาคเหนือ 2.29 ล้านคน ภาคใต้ 1.38 ล้านคน และภาคตะวันออก 0.72 ล้านคน ตามลำดับ . เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนมากขึ้น สวนทางกับอัตราการเกิดที่น้อยลง ไทยเรามีแนวโน้มจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานวัยหนุ่มสาว ซึ่งจะทำให้โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างมาก . การมองหาช่องทางแห่งโอกาสในการสร้างรายได้ และการเจาะธุรกิจเข้าไปในสังคมสูงวัยถือว่าน่าสนใจไม่น้อย โดยขั้นตอนแรกจะต้องเข้าใจเทรนด์ผู้สูงอายุยุคใหม่ก่อน เพื่อทราบถึงความต้องการของคนกลุ่มนี้และนำข้อมูลใหม่ ๆ ที่ได้ไปปรับใช้กับธุรกิจในอนาคต . แล้วเทรนด์ธุรกิจที่ว่ามีอะไรกันบ้าง ? . ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มักจะมองหาทำเลในการตั้งคอมมูนิตี้สำหรับผู้สูงอายุเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณ พร้อมออกแบบบ้านพักอาศัยให้มีอุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างครบครัน ซึ่งทำให้ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้านเติบโตขึ้นตามไปด้วย . โดยแต่ละคอมมูนิตี้ยังสามารถเปิดให้บริการทางการแพทย์สำหรับดูแลผู้สูงอายุในยามฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานที่ออกกำลังกายที่เหมาะกับคนวัยเกษียณ . ธุรกิจด้านการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณ ผู้คนจำนวนมากเลือกที่จะทำงานหนัก เก็บเงินตั้งแต่วันทำงาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณ หลายคนเลือกที่จะอยู่เป็นโสด โดยไม่กังวลว่าจะมีลูกหลานมาดูแลในอนาคตหรือไม่ . ธุรกิจวางแผนการเงินจึงเป็นอีกธุรกิจที่น่าจับตามองและมีแนวโน้มการเติบโตสูง ทั้งด้านการให้คำปรึกษา การลงทุนแบบกองทุนรวมระยะยาว หรือบัญชีเงินฝากที่พ่วงประกันสุขภาพเอาไว้ . ธุรกิจด้านการดูแลผู้สูงอายุ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การดูแลรักษาสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคร้ายนั้นนับเป็นเรื่องที่ควรทำมากที่สุด การเปิดคอร์สบริการดูแลสุขภาพที่มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการดูแลสุขภาพทั่วไป หรือการรักษาอาการเจ็บป่วย . ตลอดจนบริการประเภทโฮมแคร์ที่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมาคอยให้การดูแลถึงบ้าน แต่ยังคงได้รับการรักษามาตรฐานเดียวกับสถานพยาบาล …

ส่องเทรนด์ธุรกิจที่น่าจับตามองในยุค Aged Society อ่านเพิ่มเติม »

สารพัดปัจจัยรุมเร้า เตรียมรับมือกับราคาสินค้าและค่าบริการที่อาจสูงขึ้นอีก

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทุเลาลง เศรษฐกิจในหลายประเทศเริ่มฟื้นตัวและมีผลต่อเนื่องให้ความต้องการบริโภคสูงขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบจาก 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมามากกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงระดับที่ภาครัฐต้องออกมาควบคุมไม่ให้น้ำมันกลุ่มดีเซลมีราคาสูงไปกว่าลิตรละ 30 บาท . จากการที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ออกมาเปิดเผยข้อมูล ว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา (ก.ย. 63 – ก.ย. 64) ราคาสินค้าและค่าบริการขยับเพิ่มขึ้น 204 รายการ* เช่น . น้ำมันปาล์ม/ลิตร ราคาเฉลี่ยเดือนกันยายน เท่ากับ 47.03 บาท เพิ่มขึ้น 11.11 บาท จากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า . ข้าวราดแกง/จาน ราคาเฉลี่ยเดือนกันยายน เท่ากับ 36.77 บาท เพิ่มขึ้น 0.35 บาท จากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า . ไข่ไก่ เบอร์ 2 /ฟอง ราคาเฉลี่ยเดือนกันยายน เท่ากับ 3.79 บาท เพิ่มขึ้น 0.31 บาท จากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า . รวมไปถึงกลุ่มอาหารสดบางรายการ ที่ตอนสำรวจส่วนใหญ่จะมีราคาต่ำกว่าปีก่อน แต่จากผลกระทบของมหาอุทกภัยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังเพิ่มขึ้นอยู่ (ค่าขนส่งแพงขึ้น) ก็ย่อมทำให้ระดับราคาโดยเฉพาะผักและผลไม้ผันผวนไปจากที่คาดการณ์ไว้ได้ . ภาคอีสานสามารถเช็กราคาผักและผลไม้ ได้จากตลาดศรีเมืองทอง (ตลาดกลาง) จ.ขอนแก่น https://web.facebook.com/simuangthong/ . แน่นอนว่าราคาที่สูงขึ้นกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค รัฐบาลจึงต้องหาวิธีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ไม่ใช่แค่การส่งออก การลงทุน (การเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้มากขึ้น) และการท่องเที่ยว (นโยบายเปิดประเทศที่จะเริ่ม 1 พฤศจิกายน นี้) แต่ยังต้องคำนึงถึงการบริโภคภายในประเทศด้วย . อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 ค่าไฟเตรียมปรับขึ้นอีก สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เผยว่า ก๊าซ LNG เชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้า ปรับราคาขึ้นสูงสุดในรอบหลายปี แน่นอนว่าจะกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยตรง . ดังนั้น ไตรมาส 4 / 2564 หากไม่มีมาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐที่ส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าบริการอย่างมีนัยสำคัญเพิ่มเติม นอกจากกำลังซื้อของผู้บริโภคจะลดลงแล้ว เงินเฟ้อก็มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นอีก . . * ราคาสินค้าและบริการที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา อ้างอิงจากข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค การคำนวณดัชนีนี้เกิดจากการเปรียบเทียบราคาสินค้าและบริการ (จำนวน 430 รายการ) ที่จำเป็นต่อการครองชีพ กับราคาในปีฐาน และคำนวณอัตราการเปลี่ยนแปลงเป็นอัตราเงินเฟ้อโดยอัตราเงินเฟ้อล่าสุด เดือนกันยายน 2564 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัว1.68% . . อ้างอิง: https://siamrath.co.th/n/290603# https://www.prachachat.net/economy/news-778804 https://www.price.moc.go.th/…/file…/indices_all.pdf

AgriTech พลิกโฉมอนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรไทย

คำกล่าวที่ว่า “เกษตรกรรมคือวิถีชีวิตแห่งสังคมไทย” โดยเฉพาะคนอีสานที่กว่า 3.57 ล้านครัวเรือนประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพต่ำ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและภัยคุกคามทางธรรมชาติ รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต่างมองว่าการก้าวเข้าสู่ธุรกิจเกษตรเป็นเรื่องยากและอาจไม่คุ้มค่า . เทคโนโลยี IoT ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่เข้ามาช่วยปลดล็อกปัญหาและสร้างความ ท้าทายหลายประการให้กับธุรกิจเกษตร รวมท้ังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีเกษตร (Agritech: Agricultural Technology) . AgriTech คืออะไร ? . Agritech คือ การนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน จากเดิมที่ใช้องค์ความรู้และประสบการณ์เดิม (Knowhow) ในการจัดการผลิตและพึ่งพาการใช้แรงงานแต่เพียงอย่างเดียวมาเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเพาะปลูก (Precision Farming) ในการเพิ่มผลิตภาพให้กับธุรกิจเกษตรซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน รวมทั้งลดการพึ่งพาแรงงานซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง . IoT สำหรับธุรกิจเกษตรเริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยี “เซ็นเซอร์” ติดตามและตรวจสอบ สถานะข้อมูลที่จำเป็นในการเพาะปลูกแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยผู้ประกอบการในการตัดสินใจและการบริหารจัดการ การผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ความเข้มของแสง อุณหภูมิ ความชื้นในดิน สภาพอากาศ เป็นต้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกเชื่อมโยงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเก็บเข้าไปอยู่ในระบบคลาวด์ (Cloud) . ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลส่งกลับไปยังผู้ใช้งาน ซึ่งในอนาคตเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นจุดตั้งต้นสำคัญ ที่จะนำมาใช้พัฒนาร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่จะทำหน้าที่คิด วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจในกระบวนการเพาะปลูกแทนมนุษย์มากยิ่งขึ้น . . 5 เหตุผลที่ธุรกิจเกษตรควรปรับตัวมาใช้ IoT . 1. เทคโนโลยี IoT จะเป็นตัวช่วยให้เกษตรรุ่นใหม่ (Young Farmer) ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น . ในลักษณะ Decentralized โดยจะทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถบริหารจัดการผลิตได้ด้วยตนเองจากการใช้ฐานข้อมูลที่มีแบบเรียลไทม์ และมีความเฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ผลิตจริง อีกทั้งรับมือความท้าทายของผู้ประกอบการ ในยุคสินค้าออร์แกนิคกำลังเป็นที่นิยม . 2. ช่วยลดความเสียหายของผลผลิตจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว . ปรากฏการณ์เอลนิโญ่มีความถี่มากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกโดยรวมมีความแปรปรวน และส่งผลกระทบมากขึ้นเป็นลำดับ สะท้อนจากดัชนีชี้วัดปรากฏการณ์เอลนิโญ่ (El Niño) และลานิญ่า (La Nina) หรือ Oceanic Niño Index (ONI) ซึ่งอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่สูงขึ้น ยิ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมในภูมิภาคเขตร้อน . สำหรับตัวอย่างบริษัทที่มีการนำเทคโนโลยี IoT ในกลุ่ม Soil Sensors มาช่วยลดความเสี่ยงจาก Climate Change กล่าวคือรัฐบาลท้องถิ่นเมือง Oregon ได้ร่วมสนับสนุนให้แก่ชาวสวนฟารม์บลูเบอรี่ นำอุปกรณ์ HydraProbe มาใช้เพื่อวัดความชื้นในดิน ในแต่ละระดับความลึก เนื่องจากพืชสวนอย่างบลูเบอรี่ ค่อนข้างอ่อนไหวต่อการขาดน้ำอย่างมาก . โดย HydraProbe จะประเมินการใช้น้ำและการใส่ปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ ให้สอดคล้องกับช่วงการดูดซับอาหารของรากพืช และยังช่วยลดการใช้สารกำจัดเชื้อราที่เป็นไปตามกฎระเบียบในการควบคุมคุณภาพน้ำ รวมไปถึงยังมีฟังก์ชัน …

AgriTech พลิกโฉมอนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรไทย อ่านเพิ่มเติม »

น้ำท่วมกับสถานการณ์ตลาดแรงงานอีสาน

ภาคอีสานเป็นแหล่งกำลังแรงงานสำคัญของประเทศ เนื่องจากมีจำนวนประชากรมากที่สุด (คิดเป็น 1 ใน 3 ของประเทศ) โดยประชากร 9.3 ล้านคนอยู่ในวัยทำงาน และกว่าครึ่งหนึ่งทำงานในภาคเกษตรกรรม รองลงมาเป็นภาคบริการ . ตลาดแรงงานอีสานกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ด้วยสัดส่วนแรงงานสูงอายุและผู้อยู่นอกกำลังแรงงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานอยู่ในระดับต่ำ . รวมไปถึง ทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (Skill Mismatch) ซึ่งปัจจุบันตลาดมีความต้องการแรงงานสายอาชีพหรือระดับ ปวช./ปวส. สูง ขณะที่แรงงานที่เข้าสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นระดับอุดมศึกษา แรงงานจำนวนมากจึงต้องยอมทำงานต่ำกว่าระดับ หรือไม่ก็ย้ายไปทำงานในภูมิภาคอื่น ๆ ที่สามารถให้ตำแหน่งงานและค่าจ้างที่สูงขึ้นได้ . สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้แรงงานอีสานถูกเลิกจ้างและย้ายกลับภูมิลำเนา แต่ความสามารถของภาคเกษตรกรรมในการรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจกลับลดลงเมื่อเทียบกับอดีต เนื่องจากเกษตรกรหรือครอบครัวจำนวนมากไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินแต่เป็นผู้เช่าหรือรับจ้างทำการเกษตรแทน และส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงผู้ผลิตต้นน้ำเท่านั้น . . ผลกระทบของน้ำท่วมต่อแรงงานอีสาน . เป็นที่รู้กันว่า สภาวะน้ำท่วมหรืออุทกภัยสามารถสร้างความสูญเสียทั้งกับชีวิต ทรัพย์สินทางกายภาพ รายได้ที่ขาดหายไปในช่วงภัยพิบัติ รวมไปถึงทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่อาจเกิดจากปัญหาสุขภาพ โรคติดต่อ และการหยุดชะงักของการศึกษาและบริการสาธารณสุข . แต่นอกจากที่กล่าวมานี้ สภาวะน้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อทัศนคติและพฤติกรรมการเข้าสู่ระบบประกันภัยของครัวเรือนภาคเกษตรกรรมได้อีกด้วย . งานวิจัยของ Lertamphainont et al. (2558) ได้ทำการศึกษาผลกระทบของมหาอุทกภัยต่อครัวเรือนชาวนาในประเทศไทย โดยใช้การสำรวจและทดลองภาคสนาม ซึ่งได้ประยุกต์วิธีการทางเศรษฐมิติเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของทัศนคติและพฤติกรรมระหว่าง 2 กลุ่ม ประกอบด้วย . 1. กลุ่มทดลอง (Treatment Group) ได้แก่ ครัวเรือนชาวนาที่มีพื้นที่นาจมน้ำเป็นเวลานานและได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว . 2. กลุ่มควบคุม (Control Group) ได้แก่ ครัวเรือนชาวนาที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงในปีนั้น ซึ่งกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากมหาอุทกภัยผ่านทางระบบเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (Spillover Effects) . โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงถึงขอบเขตและระยะเวลาของน้ำท่วมขังในปี 2554 มาช่วยในการเลือกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมของครัวเรือนตัวอย่าง . และเพื่อป้องกันความแตกต่างทางทัศนคติของครัวเรือนทั้งสองกลุ่มที่มีมาแต่เดิม หรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Endogeneity Problem ซึ่งอาจส่งผลให้การศึกษาครั้งนี้มีความเบี่ยงเบน (Biased) จึงได้แยกกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัยสูง (Flood Prone) และกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ (Non-Flood Prone) . ทำให้งานวิจัยนี้ได้กลุ่มตัวอย่างครัวเรือนชาวนามาจำนวน 426 ครัวเรือน จาก 44 หมู่บ้านใน 4 จังหวัดที่ปลูกข้าวมากของไทย โดยครึ่งหนึ่งเป็นจังหวัดในภาคอีสาน คือ นครราชสีมา และขอนแก่น . จากหนึ่งในผลการศึกษา พบว่าครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมีความต้องการซื้อประกันภัยธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มฐานะยากจนและปานกลาง สอดคล้องกับการที่มหาอุทกภัยทําให้มีการเพิ่มขึ้นของความไม่ชอบความเสี่ยงของคนกลุ่มเหล่านี้ ส่วนการคาดการณ์ถึงการเกิดมหาอุทกภัยในอนาคต พบว่าความเป็นไปได้ที่จะพึ่งพิงความช่วยเหลือจากรัฐไม่ได้มีผลลบอย่างมีนัยสำคัญต่อความต้องการซื้อประกันภัย . อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงการประกันภัยพืชผลในประเทศไทยแม้จะมีการศึกษามาตั้งแต่ปี 2513 แต่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งห่างจากงานวิจัยนี้ (ปี 2558) ไม่นาน ดังนั้นผลการศึกษานี้ก็อาจสะท้อนได้เพียงความเป็นไปได้ถึงการพัฒนาตลาดและผลิตภัณฑ์การประกันภัยธรรมชาติและพืชผลทางการเกษตรในประเทศไทยให้มีความยั่งยืนเท่านั้น …

น้ำท่วมกับสถานการณ์ตลาดแรงงานอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

การตลาดแบบวัวสีม่วงคืออะไร

การตลาดแบบวัวสีม่วง ต่างจากการตลาดทั่วไปที่เรารู้จักหรือไม่ รวมไปถึง “สีไทย” จะเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องนี้ มาติดตามกัน… ทำไมต้องเป็นสีไทยในเมื่อมีสีสำเร็จรูปให้ใช้กันอยู่แล้ว? . อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าแล้วว่า “สีไทย” ค่อย ๆ เลือนหายไปจากชีวิตประจำวันของผู้คน ทำให้ปัจจุบันมีการใช้งานอยู่แค่ในวงแคบ ๆ (เป็น Rare Item) และแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะคุ้นชินกับชื่อเรียกสีกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าชื่อที่กล่าวมานั้นเป็นอย่างไร เราจึงอยากช่วยขยายความคำว่า “อัตลักษณ์” ที่โดดเด่นของสี ซึ่งประกอบไปด้วย . 1. ปรุงจากวัสดุธรรมชาติ ทั่งเปลือกไม้ ใบไม้ สัตว์ หิน ดิน และแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงขี้เถ้าเขม่าควันไฟ ที่จะถูกนำมาสกัด หมัก หรือคัดแยก ก่อนจะไปผสมกับสารที่มีคุณสมบัติเกาะติดผิวหน้าวัสดุไม่ว่าจะเป็น ไขมัน ไข่ขาว ขี้ผึ้ง (wax) น้ำมันลินสีด (limseed oil) หรือยางไม้ (Gum Arabic) ที่ได้จากต้นไม้สกุลอคาเซีย . 2. ความงามด้านวรรณศิลป์ จากชื่อเรียกสีไทยที่มีความหมายดี โดยส่วนใหญ่เป็นชื่อที่มาจากธรรมชาติ เช่น เขียวตอง น้ำไหล ม่วงเม็ดมะปราง ควายเผือก หงสบาท (สีออกชมพูเหมือนเท้าของหงส์) ฟ้าแลบ (สีแสง คือ ขาวอมชมพู) และขาวผ่อง (ขาวนวลออกเหลือง) เป็นต้น . 3. มีรากฐานจากความเชื่อ ความศรัทธา เช่น การใช้สีแดงชาด (ที่ได้จากแร่ซินนาบาร์) เพื่อแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ แสดงถึงบรรยากาศของสวรรค์ จึงเป็นเหตุว่า ทำไมผนังโบสถ์ตามวัดเก่าจึงมักเป็นสีแดง โดยเฉพาะฉากหลังพระพุทธรูปที่มีสีทอง ก็เพื่อขับให้องค์พระดูเด่น สง่างาม เหมือนอยู่บนสวรรค์นั่นเอง . 4. ความงามของเฉดสีไทย จากแม่สี 5 สี (กลุ่มสีเบญจรงค์) ประกอบไปด้วย สีดำ ขาว แดง เหลือง และคราม ที่เมื่อนำมาผสมกันสามารถแบ่งออกได้อีก 5 หมู่สี ได้แก่ สีส้ม เขียว ม่วง นํ้าตาล และทอง โดยแต่ละสีก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน ไม่ว่าจะนำเฉดสีที่ตัดกันมากแค่ไหนมาผสมกัน ก็ยังกลมกล่อมลงตัว มีทั้งลักษณะพาสเทล (นุ่มนวลเหมือนมีฝุ่นแป้งผสม) และสดฉ่ำ . ส่วน “สีสำเร็จรูป” แม้จะสะดวกในการใช้งานมากกว่า แต่ข้อเสียก็คือ ส่วนใหญ่เป็น “เคมี” หากใช้ไปนาน ๆ อาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจหรือผิวหนังตรงที่ผู้ใช้สัมผัสเป็นประจำได้ จะโดดเด่นไปเพื่ออะไร ถ้าการตลาดแบบเดิมดีอยู่แล้ว? . ก่อนอื่นเราอยากให้ทุกคนเข้าใจความโดดเด่นผ่านมุมมองการตลาดของ 3 ยุค ที่เราปรับมาจากหนังสือ Purple …

การตลาดแบบวัวสีม่วงคืออะไร อ่านเพิ่มเติม »

สนามบินแห่งใหม่กับความหวังทางเศรษฐกิจของภาคอีสาน

ภาคอีสานมีโครงการที่จะสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่อยู่ 3 แห่งในอนาคต ซึ่งท่าอากาศยานแห่งใหม่ที่ว่านั้น ประกอบด้วย . 1.ท่าอากาศยาน “มุกดาหาร” กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการก่อสร้างและพบว่าสถานที่ที่เหมาะสม คือ ต.คำป่าหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร ในพื้นที่ 2,000 กว่าไร่ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองมุกดาหารเพียง 20 กม. ห่างจากสนามบินนครพนม สกลนคร และร้อยเอ็ด 120, 125 และ 134 กม. ตามลำดับ โดยเป็นไปตามข้อกำหนดที่ว่าสนามบินต้องก่อสร้างห่างกันเกินกว่า 100 กม. . อีกทั้งยังเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน กล่าวคือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีโอกาสทางการค้าและการลงทุนสูง โดยกลุ่มผู้โดยสารน่าจะมาจากสุวรรณเขต สปป.ลาว รวมถึงผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางระหว่างฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก เพื่อเชื่อมต่อไปยังด่านแม่สอด จ.ตาก และข้ามต่อไปยังประเทศเมียนมา ตรงจุดนี้กรมท่าอากาศยานคาดการณ์ว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะเกิดความคุ้มค่าและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดมุกดาหารได้ . ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการการจ้างที่ปรึกษาเพื่อออกแบบผังแม่บททางวิ่ง ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน และองค์ประกอบอื่น ๆ รวมไปถึงศึกษาการรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับเต็ม (EIA) โดยจะขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2565 ในงบวงเงินประมาณ 42.69 ล้านบาท และหากนับจากปี 2565 คาดว่าจะแล้วเสร็จให้ใช้ในปี 2570 . 2.ท่าอากาศยาน “บึงกาฬ” จังหวัดน้องใหม่ล่าสุดของประเทศไทย จากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการสร้างสนามบิน พบว่า พื้นที่ที่เหมาะสมเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่าง ต.โป่งเปือย และต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ โดยใช้ที่ดินคิดเป็นพื้นที่กว่า 2,500 ไร่ . โดยอยู่ห่างจากวงเวียนหอนาฬิกาที่ อ.เมืองบึงกาฬประมาณ 12 กม. นับว่าตั้งอยู่ใจกลางเมืองบึงกาฬเลยก็ว่าได้ ทั้งยังอยู่ระหว่างทางเลี่ยงเมืองที่ตัดสู่สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ และหากสังเกตจะพบว่า บึงกาฬมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ โบราณคดีหลายแห่ง หากมีการก่อสร้างสนามบินก็คาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว พร้อมกับสร้างรายได้ให้กับจังหวัดได้ด้วย . ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างฉบับสมบูรณ์ ก่อนที่จะนำเสนอกับกรมท่าอากาศยานและกระทรวงคมนาคมเพื่อขออนุมัติ ก่อนจะทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมฉบับเต็ม (EIA) และจัดหางบประมาณ อันนำไปสู่การจัดสร้างสนามบิน หากเป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้ คาดว่าจะสามารถใช้บริการท่าอากาศยานบึงกาฬได้ในปี 2571 . 3.ท่าอากาศยาน “สารสินธุ์” เป็นโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานของจังหวัดกาฬสินธุ์ที่เพิ่มเข้ามาล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าจะใช้พื้นที่ของ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ในการก่อสร้าง . เหตุผลที่เลือกพื้นที่นี้เป็นเพราะ อ.ยางตลาดอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่าง กาฬสินธุ์ – มหาสารคาม ทำให้ประชาชนทั้งในกาฬสินธุ์เองและมหาสารคาม สามารถเดินทางมาใช้บริการได้สะดวก อีกทั้งกาฬสินธุ์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่กระจายอยู่ตามอำเภอต่าง ๆ มีการส่งออกพืชและสัตว์เศรษฐกิจ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา กุ้งก้ามกราม และปลากระชัง เป็นต้น …

สนามบินแห่งใหม่กับความหวังทางเศรษฐกิจของภาคอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

การพนันกับปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดในอีสาน

“ รางวัลที่หนึ่ง เลขที่ออก…” . ช่วงเวลาระทึกใจสำหรับนักเสี่ยงโชคชาวไทยที่เกิดขึ้นเพียงเดือนละสองครั้ง แต่คุณ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สมหวังหรือผิดหวัง เคยสงสัยกันมั้ยว่า การเดิมพันรูปแบบไหนที่สามารถจูงใจนักเสี่ยงโชคชาวไทยได้มากที่สุด . . แนวโน้มคนไทยกับการพนัน . หนังสือรายงานศูนย์ศึกษาปัญหาการพนันปี 2563 ให้สถิติข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทยไว้น่าสนใจ แม้จะเป็นการเก็บข้อมูลแบบสุ่มตัวอย่าง (ปี 2562) แล้วนำมาคำนวณกับประชากรทั้งประเทศ (สถิติเชิงประมาณการ) แต่ก็พอให้ภาพที่ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงได้ . ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ประมาณการว่า มีคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เล่นการพนันในรอบปี 2562 จำนวน 30.42 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 57 ของกลุ่มตัวอย่าง* (เพิ่มขึ้นจากปี 2560 1.49 ล้านคน หรือร้อยละ 5.2) และในจำนวนนี้มีอยู่ 0.72 ล้านคนเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเล่นการพนันเป็นครั้งแรก (เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึงร้อยละ 14.43) . น่าสนใจว่า โดยเฉลี่ยแม้คนจะเริ่มเล่นการพนันที่อายุ 23 ปี แต่กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 50.2 ระบุว่าตนเริ่มเล่นการพนันก่อนอายุ 20 ปี โดยมีคนเริ่มเล่นการพนันที่อายุตํ่าสุด 7 ปี . สำหรับการพนันที่คนนิยมเล่นมากเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล มีประมาณ 22.75 ล้านคน อันดับ 2 คือ หวยใต้ดิน ประมาณ 17.74 ล้านคน และเกือบ 3 ใน 4 ของคนที่เล่นหวยใต้ดิน จะเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาลควบคู่กันไปด้วย หรือคิดเป็นจำนวน 13.056 ล้านคน . ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างที่สำรวจส่วนใหญ่ไม่คิดว่าการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการพนัน เนื่องจากเป็นเรื่องถูกกฎหมายที่รัฐบาลดำเนินการเอง แม้ความเป็นจริง การซื้อเพื่อหวังจะได้รางวัลแต่มีโอกาสเสียเงินไปเปล่า ๆ ก็คือการพนันรูปแบบหนึ่ง . ส่วนการพนันที่คนนิยมเล่นมากอันดับ 3 เป็นพนันไพ่ 4.พนันทายผลฟุตบอล 5.ไฮโล/โปปั่น/น้ำเต้าหู้ปูปลา 6.วัวชน/ไก่ชน 7.มวยหรือมวยตู้ 8.หวยหุ้น 9.พนันบิงโก และ 10.จับยี่กี/หวยปิงปอง . . คนภาคไหนเล่นการพนันมากที่สุด? . หากลองมาเทียบสัดส่วนคนเล่นการพนันกับประชากรในภูมิภาค พบว่า ภาคอีสาน มีสัดส่วนคนเล่นเทียบกับประชากรในภาคสูงที่สุดคือ ร้อยละ 58.90 หรือคิดเป็นประชากรจำนวน 10.91 ล้านคน รองลงมาคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ร้อยละ 58.30, ภาคใต้ ร้อยละ 54.40, ภาคเหนือ ร้อยละ …

การพนันกับปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดในอีสาน อ่านเพิ่มเติม »