Article

บทความ จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสาน ทั้ง ISAN Outlook และข้อมูลต่างๆ ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ รวบรวมให้คุณรู้ทันทุกข้อมูล เศรษฐกิจ การเมือง สังคม อีสาน

จากเมืองหลวง…กลับสู่บ้านเกิด การกลับมาของคนรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญ

ภาคอีสานในปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากถึง 21.5 ล้านคน หรือ 33% ของประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในประเทศไทย ภายในภูมิภาคนี้มีผู้คนจากทุกเจเนอเรชั่นอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ละรุ่นเติบโตมาพร้อมกับบริบททางสังคมและเหตุการณ์สำคัญที่แตกต่างกันไป ส่งผลให้ทัศนคติ ค่านิยม และรูปแบบการดำรงชีวิตของแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เมื่อเจเนอเรชั่นต่างกัน โลกที่เติบโตมาก็ไม่เหมือน คนที่เกิดในช่วง Silent Generation (ก่อนปี พ.ศ. 2488) และ Baby Boomers (พ.ศ. 2489-2507) เติบโตท่ามกลางยุคที่เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก พวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรดั้งเดิมสู่ยุคที่รัฐบาลเริ่มส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเบา Silent Generation ที่เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ พวกเขาจะมีลักษณะประนีประนอม อดทนต่อระบอบระเบียบ และมุ่งเน้นความมั่นคง ส่วน Baby Boomers ที่ผ่านยุคสงครามเย็นและการสร้างถนนมิตรภาพในอีสาน เป็นคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ และให้ความสำคัญกับครอบครัว คนรุ่นนี้มักสั่งสมภูมิปัญญาการเกษตรจากการลงมือทำจริง เข้าใจดินฟ้าอากาศในพื้นที่ และมีเครือข่ายทางสังคมที่แน่นแฟ้น เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค Generation X (พ.ศ. 2508-2522) ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจขยายตัวสูงในทศวรรษ พ.ศ. 2520-2530 ที่เรียกว่า “ยุคทองของเศรษฐกิจไทย” ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 Gen X ที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม จึงเติบโตท่ามกลางความหวังในการพัฒนาประเทศ การขยายตัวของอุตสาหกรรมและภาคบริการ รวมถึงการเริ่มต้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ พวกเขาจึงมีทั้งประสบการณ์การบริหารจัดการธุรกิจ กำลังซื้อที่มั่นคง และความเข้าใจในการเชื่อมโยงระหว่างวิถีเก่ากับโลกธุรกิจสมัยใหม่ เป็นเจเนอเรชั่นกึ่งกลางที่เชื่อมโยงคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ด้วยความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดี ส่วน Generation Y หรือ Millennials (พ.ศ. 2523-2537) และ Generation Z (พ.ศ. 2538-2552) เติบโตมาในยุคที่อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน Gen Y ที่ผ่านกระแสวัฒนธรรมตะวันตกและพฤษภาทมิฬ คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนะล็อกและดิจิทัล มีความเป็นปัจเจกนิยมสูง และริเริ่มการสร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิต โดยเฉพาะ Gen Z ที่เกิดมาพร้อมกับยุคสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งและการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต พวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การค้าออนไลน์ และการเข้าสู่ยุค Digital Transformation เป็นรุ่นที่มีความคล่องแคล่วทางเทคโนโลยีสูง รักอิสระ และกล้าตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานเดิม คนรุ่นนี้จึงมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การตลาดออนไลน์ การจัดการข้อมูล และแนวคิดธุรกิจที่ยืดหยุ่น ที่มา กรมการปกครอง การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน จากความจำเป็นสู่การแสวงหาโอกาส ความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชั่นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านพฤติกรรมการย้ายถิ่นฐานของผู้คนในภาคอีสาน ในอดีต Baby Boomers และ Gen X จำนวนมากต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดไปทำงานยังกรุงเทพฯ หรือนิคมอุตสาหกรรมด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ พวกเขาส่งเงินกลับบ้านเพื่อพยุงภาคเกษตรและเลี้ยงดูครอบครัว การย้ายถิ่นในยุคนั้นไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหนทางเอาตัวรอดท่ามกลางความยากจนและโอกาสที่จำกัดในชนบท แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของ Gen Y และ Gen Z ภาพนี้เริ่มเปลี่ยนไป แม้ว่าการย้ายถิ่นฐานยังคงเกิดขึ้น […]

จากเมืองหลวง…กลับสู่บ้านเกิด การกลับมาของคนรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญ อ่านเพิ่มเติม »

ราคาข้าวพุ่งแรงสะเทือนทุ่ง ข้าวเหนียวพุ่งทะลุ 11,000 บาท/ตัน ส่วนหอมมะลิแตะ 16,000 บาท/ตัน ชาวนายิ้มทั้งน้ำตา แม้ผลผลิตลดฮวบจากโรคระบาด แต่ราคาดีจนตลาดคึกคักสุดๆ เรียกได้ว่า “ปีทองของชาวนาไทย”

ปรากฏการณ์ราคาข้าวในภาคอีสานที่พุ่งแรงในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ ไม่เพียงเป็นข่าวดีเชิงรายได้ของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็น “กรณีศึกษาเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจการเกษตรไทยที่สะท้อนความซับซ้อนระหว่างกลไกตลาด ความเสี่ยงด้านการผลิต และพฤติกรรมของชาวนา ราคาข้าวเหนียวแห้งที่ทะยานจากระดับราว 6,000 บาทต่อตัน ไปแตะ 11,000 บาท และข้าวเจ้าหอมมะลิที่ขยับขึ้นถึง 15,500-16,000 บาทต่อตัน แม้จะมีผลผลิตรวมลดลงจากโรคระบาดในนาข้าว เมล็ดพันธุ์ที่ขาดคุณภาพ และสภาพแวดล้อมการผลิตที่ผันผวน ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัว ซึ่งเมื่อปะทะกับอุปสงค์จากโรงสีและผู้ค้าข้าวที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง กลไกราคาจึงตอบสนองอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้นนั่นเอง เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของราคาข้าวที่สูงกว่าปกติในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อปริมาณข้าวใหม่เข้าสู่ตลาดลดลง ขณะที่ผู้ซื้อยังจำเป็นต้องรักษาสต๊อกเพื่อการสี การแปรรูป และการส่งมอบตามสัญญา ราคาจึงกลายเป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดผลผลิตที่เหลืออยู่ในมือเกษตรกร ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ กลับมาคึกคักผิดคาด อย่างไรก็ตาม ความหายของคำว่าชาวนา “ยิ้มทั้งน้ำตา” แม้ราคาข้าวจะสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาหลายปี แต่รายได้สุทธิของครัวเรือนเกษตรจำนวนมากกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ลดลงอย่างหนัก ต้นทุนการผลิตทั้งปุ๋ย สารเคมี ค่าแรง และค่าเช่าที่ดิน ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ชาวนาจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องขายข้าวสดตั้งแต่ต้นฤดูในราคาเพียง 6-7 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องและภาระหนี้สิน นี่ก็สามารถสะท้อนข้อจำกัดเชิงสถาบันของระบบการเงินชนบท ที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถถือครองผลผลิตเพื่อรอจังหวะราคาที่เหมาะสมได้นั่นเอง ความเสี่ยงจากโรคระบาดหรือคุณภาพเมล็ดพันธุ์สามารถทำให้ปริมาณผลผลิตหายไปจากตลาดได้ในวงกว้าง นั่นย่อมสะท้อนว่าฐานการผลิตยังพึ่งพาปัจจัยธรรมชาติและแรงงานมนุษย์มากเกินไป ขณะที่การลงทุนด้านวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยียังไม่ทั่วถึง การแนะนำให้ใช้พันธุ์ข้าวคุณภาพ วิธีนาดำ การควบคุมวัชพืช และการจัดการน้ำในแปลงนา จึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่คือความพยายามยกระดับ “ผลิตภาพรวม” ของภาคการผลิตข้าวในอีสาน เพื่อให้รายได้เกษตรกรมีเสถียรภาพมากกว่าการลุ้นราคาตลาดเพียงปีต่อปี นอกจากนี้ การที่ชาวนาหลายรายเริ่มมองไปข้างหน้าและพิจารณาปรับโครงสร้างการปลูก โดยหันไปปลูกข้าวเจ้าหอมมะลิมากขึ้น สะท้อนการตอบสนองต่อสัญญาณราคาของตลาดอย่างมีเหตุผล แม้จะตระหนักว่าผลผลิตต่อไร่อาจต่ำกว่าข้าวเหนียว แต่ราคาที่สูงกว่า ความต้องการในตลาดส่งออก และภาพลักษณ์สินค้าพรีเมียม ทำให้ข้าวหอมมะลิถูกมองเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างรายได้ในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม หากการปรับตัวนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้างโดยไร้การกำกับเชิงนโยบาย ก็อาจนำไปสู่วัฏจักรอุปทานล้นตลาดและราคาตกต่ำในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคเกษตรไทยเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปรากฏการณ์ราคาข้าวอีสานปีนี้ ความผันผวนของรายได้เกษตรกรส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อ การบริโภค และเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง เมื่อราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น เงินหมุนเวียนในตลาดท้องถิ่น ร้านค้า และบริการจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านผลผลิตและราคา ก็ทำให้การฟื้นตัวนี้เปราะบางและอาจหดตัวได้อย่างรวดเร็ว     อ้างอิงจาก: – จับกระแสเกษตร   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เกษตรอีสาน #ข้าวเหนียว #ชาวนา #ข้าวเหนียวราคาพุ่ง

ราคาข้าวพุ่งแรงสะเทือนทุ่ง ข้าวเหนียวพุ่งทะลุ 11,000 บาท/ตัน ส่วนหอมมะลิแตะ 16,000 บาท/ตัน ชาวนายิ้มทั้งน้ำตา แม้ผลผลิตลดฮวบจากโรคระบาด แต่ราคาดีจนตลาดคึกคักสุดๆ เรียกได้ว่า “ปีทองของชาวนาไทย” อ่านเพิ่มเติม »

จากท้องนาสู่ต่างแดน ทำไมชาวอีสานถึงต้องทิ้งบ้าน? พาเปิดเบิ่งเหตุผล “รายได้ต่ำ-หนี้สินสูง” ดันคนสู่ต่างแดน

ความยากจนข้นแค้นและสายลมหน้าแล้งที่พัดผ่านท้องนาในภาคอีสาน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของหลายชีวิตในภาคอีสานที่ต้องออกเดินทางเพื่อความอยู่รอด จากชาวไร่ชาวนาในหมู่บ้านเล็ก ๆ สู่แรงงานในเมืองกรุง และยังมีพี่น้องชาวอีสานอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องเดินทางไกลไปเผชิญชีวิตยังต่างแดน พวกเขาเหล่านี้ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ห่างไกลจากครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รักเป็นเวลาหลายปี ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของพี่น้องชาวอีสานที่ไปทำงานในต่างแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวของความพยายาม ความฝัน และการดิ้นรนของผู้คนในการแสวงหาโอกาสใหม่ในชีวิตเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม เรามักจะทราบกันดีว่า อาชีพหลักของผู้คนในภาคอีสานคือการประกอบอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ซึ่งมีผู้ประกอบอาชีพภาคการเกษตรมากถึง 3.8 ล้านครัวเรือน และพื้นที่กว่า 63.9 ล้านไร่ ในภาคอีสานได้ถูกทำให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร แต่เนื่องด้วยผลผลิตทางการเกษตรเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน มีความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ ทำให้รายได้ของเกษตรกรในภาคอีสานไม่เพียงพอต่อการจุนเจือครอบครัว และมักประสบปัญหาหนี้สินเรื้อรัง โดยภาคอีสานมีหนี้สินครัวเรือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศถึง 12.2% จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2568 (6 เดือนแรก) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าภาคอีสานมีรายได้เฉลี่ยรายเดือนต่อคนต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ดังนี้ 1. กรุงเทพฯ – ปริมณฑล 48.7% 2. ภาคกลาง 27% 3. ภาคใต้ 19.3% 4. ภาคเหนือ 1% ด้วยข้อจำกัดทางด้านเกษตรกรรม ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ภาคอีสานมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมากกว่าภูมิภาคอื่น และในขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัดของโอกาสในการจ้างงาน เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบศูนย์รวม ความเจริญจึงกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงและนิคมอุตสาหกรรม ชาวอีสานหลายคนจึงเลือกเดินทางไปทำงานยังพื้นที่ที่มีความเจริญมากกว่า นอกจากเดินทางไปทำงานภายในประเทศแล้ว พบว่ายังมีชาวอีสานหลายคนเลือกไปทำงานยังต่างประเทศ โดยจำนวนคนหางานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ประจำปี 2568 (มกราคม – ตุลาคม) จากกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ พบว่า 64.51% เป็นแรงงานที่มาจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าจำนวนแรงงานจากทุกภาคอื่นรวมกัน อิสราเอล ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นประเทศปลายทางที่มีคนอีสานไปทำงานมากที่สุด ซึ่งอาชีพที่แรงงานอีสานไปทำมากที่สุดคือ แรงงานภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ข้อมูลประมาณการรายได้ที่คนหางานไทยในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ มกราคม – ตุลาคม ปี 2568 มีจำนวนรวมทั้งสิ้นสูงถึง 248,113 ล้านบาทจากแนวโน้มดังกล่าว สามารถจัดอันดับ 5 จังหวัดในภาคอีสานที่มีคนเดินทางไปทำงานต่างประเทศมากที่สุด ได้ดังนี้ 1. จังหวัดอุดรธานี คิดเป็นสัดส่วน 18.9% ส่วนใหญ่เดินทางไปยังไต้หวัน รองลงมาคืออิสราเอล และเกาหลีใต้ 2. จังหวัดนครราชสีมา คิดเป็นสัดส่วน 10.7% โดยมีปลายทางสำคัญ ได้แก่ ไต้หวัน อิสราเอล และญี่ปุ่น 3. จังหวัดขอนแก่น คิดเป็นสัดส่วน 8% โดยประเทศปลายทางที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ไต้หวัน อิสราเอล และฟินแลนด์ ตามลำดับ 4. จังหวัดชัยภูมิ คิดเป็นสัดส่วน 7.98% โดยแรงงานจำนวนมากเลือกเดินทางไปยังฟินแลนด์ ไต้หวัน และอิสราเอล 5. จังหวัดสกลนคร คิดเป็นสัดส่วน 6.6% โดยมีปลายทางสำคัญ

จากท้องนาสู่ต่างแดน ทำไมชาวอีสานถึงต้องทิ้งบ้าน? พาเปิดเบิ่งเหตุผล “รายได้ต่ำ-หนี้สินสูง” ดันคนสู่ต่างแดน อ่านเพิ่มเติม »

ไทยติด Top 5 โลกถึง 2 เมือง “กรุงเทพฯ คว้า อันดับ 1” ส่วน “โคราชพุ่งแรงติด อันดับ 5” เมืองยอดนิยมของคนทำงานยุคใหม่สายเทคโนโลยี

การจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad ปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงลิสต์ท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากระบบแรงงานที่ผูกติดกับสำนักงาน สู่ระบบแรงงานที่เคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี เมืองจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่อยู่อาศัย แต่กลายเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่แข่งขันกันดึงดูดทุนมนุษย์จากทั่วโลก และในเวทีการแข่งขันนี้ “กรุงเทพมหานคร” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ “นครราชสีมา” กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการผงาดขึ้นของเมืองรองในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล มีรายงานจาก HotelWithTub แพลตฟอร์มค้นหาที่พักทั่วโลก ได้สำรวจและจัดอันดับ 100 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad ปี 2025 จากการเก็บข้อมูลกว่า 1,300 เมืองทั่วโลก โดยใช้เกณฑ์หลากหลายมิติ ตั้งแต่ค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงความนิยมบนสื่อสังคมออนไลน์ ผลลัพธ์สะท้อนแนวโน้มสำคัญว่าแรงงานยุคใหม่ไม่ได้มองหา “เมืองที่ดีที่สุด” ในเชิงหรูหรา แต่ต้องการ “เมืองที่คุ้มค่าที่สุด” ต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในระยะยาว และนี่คือจุดที่ประเทศไทยโดดเด่นเหนือประเทศอื่นอย่างชัดเจนนั่นเอง   กรุงเทพมหานคร เมืองต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพสูง และความคุ้มค่าเชิงโครงสร้าง การที่กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 ของโลก ด้วยคะแนนรวม 91/100 กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างคลาสสิกของเมืองที่สามารถให้ “ผลตอบแทนต่อคุณภาพชีวิต” สูงกว่าต้นทุนที่จ่าย ค่าครองชีพเฉลี่ยสำหรับคนโสดราว 1,537 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือราวๆ 50,000 บาทต่อเดือน สำหรับการทำงานคนเดียว) ต่ำกว่าเมืองระดับโลกอย่างลอนดอน โตเกียว หรือดูไบหลายเท่าตัว แต่กลับมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานทางไกลได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบขนส่งมวลชน Co-working Space และระบบบริการเมืองที่ครบวงจร เมืองนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 23 ล้านคนต่อปี และมีอัตราการกลับมาอยู่ซ้ำๆ 18% ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองยอดนิยมที่ติดอันดับ Top 100 Digital Nomad Destinations in 2025 มากที่สุด โดยมีถึง 7 เมือง ได้แก่ กรุงเทพฯ, นครราชสีมา, เกาะพงัน, เชียงใหม่, เกาะลันตา, ภูเก็ต และ กระบี่ ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางของชาว Nomad ในโลกดิจิทัล โดยมีวิถีชีวิตแบบประหยัด และชื่นชอบวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวา   นครราชสีมา: เมืองรองที่ท้าทายกรอบคิดเดิมของการพัฒนาเมือง การที่นครราชสีมาติดอันดับ 5 ของโลก ด้วยคะแนน 80/100 และมีค่าครองชีพต่ำที่สุดในกลุ่ม Top 10 คือสัญญาณเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โคราชมีค่าครองชีพสำหรับคนโสดเพียง 1,062 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือราวๆ 34,500 บาทต่อเดือน) และสำหรับครอบครัวราว 1,100 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือราวๆ

ไทยติด Top 5 โลกถึง 2 เมือง “กรุงเทพฯ คว้า อันดับ 1” ส่วน “โคราชพุ่งแรงติด อันดับ 5” เมืองยอดนิยมของคนทำงานยุคใหม่สายเทคโนโลยี อ่านเพิ่มเติม »

อีสานหวานไม่หยุด‼️ตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานพุ่งแตะ 1.4 ล้าน โดยเมื่อเทียบตามสัดส่วนประชากร พบว่า “เลย” มีอัตราผู้ป่วยสูงที่สุด ตามด้วย “กาฬสินธุ์“ และ ”ขอนแก่น”🏥🩺

ภาคอีสานกำลังเผชิญ “คลื่นความหวาน” ที่รุนแรงที่สุดในไทย โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขปี 2568 ระบุว่า ผู้ป่วยเบาหวานทั่วประเทศมีมากถึง 3.81 ล้านคน และกว่า 1.44 ล้านคน อยู่ในภาคอีสานเพียงภูมิภาคเดียว เหตุใดคนอีสานจึงป่วยเบาหวานมากที่สุด จึงเป็นประเด็นที่ต้องมองแบบองค์รวมมากกว่ามองเฉพาะเรื่องอาหารเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในยุคเร่งด่วน ที่อาหารสดในครัวเรือนถูกแทนที่ด้วยอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารถุง และเครื่องดื่มหวานที่หาซื้อง่ายและราคาถูก ร้านชา-ชานมที่เปิดแทบทุกตำบล ขนมและเครื่องดื่มหวานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแบบไม่รู้ตัว แม้ว่าอาหารอีสานดั้งเดิมจะเป็นที่รู้จักว่ารสจัด เค็ม เผ็ด แต่ปัจจุบันกลายเป็น “รสหวานนำ” กลับกลายมาเป็นส่วนผสมที่พบเห็นได้ทั่วไป ตั้งแต่น้ำปลาร้าปรุงรส ขนมพื้นบ้าน ไปจนถึงน้ำอัดลมในงานบุญประจำหมู่บ้าน ขณะเดียวกัน “ข้าวเหนียว” ซึ่งเป็นอาหารหลักของผู้คนในภาคอีสาน ก็มีดัชนีน้ำตาลสูง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งเร็ว หากมีการบริโภคทุกมื้อแต่ไม่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ก็ยิ่งผลักให้เกิดโรคเบาหวานได้ง่ายขึ้นนั่นเอง หากมองในอีกมุมมองหนึ่ง ในจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกอ้อยจำนวนมาก อย่างเช่น เลย ขอนแก่น และอุดรธานี การที่อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจหลักทำให้น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำตาลมีราคาถูก เข้าถึงง่าย และกระจายอยู่ทั่วตลาดในชนบท การมีน้ำตาลราคาถูกเช่นนี้ทำให้ผู้คนบริโภคขนมหวานและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว การเข้าถึงที่ง่ายจึงกลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผลักให้พฤติกรรมบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นแบบเป็น “โครงสร้าง” ไม่ใช่แค่ความชอบส่วนบุคคลเท่านั่น ในอีกด้านหนึ่ง วิถีชีวิตของคนอีสานก็เปลี่ยนไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจและการทำงาน คนจำนวนมากย้ายไปทำงานในเมือง ทำงานออฟฟิศ หรือทำงานโรงงานที่ต้องนั่งตลอดวัน เมื่อการขยับร่างกายน้อยลง บวกกับความเครียดจากการงานและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ระบบเผาผลาญของร่างกายจึงทำงานผิดปกติ ทำให้ภาวะดื้อต่ออินซูลินเกิดง่ายขึ้นกว่าเดิม คนวัยทำงานจึงกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุเหมือนในอดีตเท่านั้น อีกทั้งภาคอีสานยังเป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุจำนวนมาก ทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่หลายครอบครัวมีประวัติความเสี่ยงทางพันธุกรรมร่วมด้วย แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความท้าทายด้านบริการสุขภาพ แม้โรงพยาบาลชุมชนจะพยายามรองรับ แต่พื้นที่ห่างไกลและจำนวนประชากรที่มาก ทำให้การตรวจคัดกรองไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ผู้ป่วยจำนวนมากจึงรู้ตัวเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว ซึ่งเพิ่มทั้งต้นทุนการรักษาและภาระต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม การที่คนอีสานมีผู้ป่วยเบาหวานมากไม่ใช่แค่เพียงเรื่อง “การกินหวาน” เท่านั้น แต่คือผลสะสมของโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมอาหาร วิถีชีวิตเมือง และข้อจำกัดด้านสาธารณสุข การแก้ปัญหาจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่อาหาร ราคาน้ำตาล เศรษฐกิจท้องถิ่น ไปจนถึงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง หากสามารถทำได้อย่างเป็นองค์รวม อีสานอาจก้าวสู่การเป็นแบบอย่างด้านการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของไทย และพลิกวิกฤตสุขภาพครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งภูมิภาคอย่างแท้จริงนั่นเอง     อ้างอิงจาก: – กระทรวงสาธารณสุข – กรมควบคุมโรค – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เบาหวาน #โรคเบาหวาน #ผู้ป่วยเบาหวาน

อีสานหวานไม่หยุด‼️ตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานพุ่งแตะ 1.4 ล้าน โดยเมื่อเทียบตามสัดส่วนประชากร พบว่า “เลย” มีอัตราผู้ป่วยสูงที่สุด ตามด้วย “กาฬสินธุ์“ และ ”ขอนแก่น”🏥🩺 อ่านเพิ่มเติม »

ราคาข้าวไทยเสี่ยงร่วงยาว อินเดียเร่งส่งออกข้าว 30 ล้านตัน! สะเทือนตลาดโลก

อินเดีย ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกที่ทะเยอทะยานมากขึ้นสำหรับปีการตลาด 2568/2569 (ตุลาคม-กันยายน) โดยสหพันธ์ผู้ส่งออกข้าวอินเดีย (Indian Rice Exporters Federation หรือ IREF) ตั้งเป้าที่จะส่งออกข้าวสูงถึง 30 ล้านตัน ในฤดูกาลดังกล่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป้าหมายนี้สูงกว่าการคาดการณ์ตามปกติที่มักจะอยู่ในช่วง 22 ล้านถึง 23 ล้านตัน โดยปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญมาจากผลผลิตข้าวที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดของอินเดียในปีนี้ที่ 145 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีที่แล้ว  ซึ่งคาดว่าจะสามารถตอบสนองการบริโภคภายในประเทศได้อย่างสบาย และเพิ่มปริมาณส่วนเกินที่สามารถส่งออกได้อย่างมาก โดยอินเดียนั้นมีแผนการขยายตลาดส่งออกไปยังหลายประเทศนอกเหนือจากตลาดเดิมอย่างแอฟริกา ยกตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ : ฟิลิปปินส์ เคยระงับการนำเข้าข้าวบาสมาติจากอินเดีย เนื่องจากเคยเผชิญปัญหาด้านคุณภาพในการจัดส่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ซึ่งสหพันธ์ IREF กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับฟิลิปปินส์ โดยมีการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของฟิลิปปินส์ ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าข้าวบาสมาติแล้ว สหภาพยุโรป (EU): สหพันธ์ IREF ได้เสนอให้รัฐบาลอินเดียเจรจากับสหภาพยุโรป เพื่อขอลดภาษีนำเข้าข้าวบาสมาติขาวที่ผ่านการสีแล้ว (Milled White Rice) เพิ่มเติมจากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะข้าวกล้อง (Brown Rice) เท่านั้น มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการผูกขาดของผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่รายในตลาด EU และเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกอินเดียเข้าถึงตลาดข้าวพรีเมียมมากขึ้น การขยายตลาดดังกล่าวควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านเวทีอย่าง Bharat International Rice Conference (BIRC) ถือเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับปัญหาอุปทานข้าวส่วนเกินที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ราคาข้าวไทยเตรียมถูกกดดันต่อเนื่อง ในปี 2568 ภาคการปลูกข้าวของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากราคาข้าวที่ปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2567 สาเหตุสำคัญมาจากการที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าวอย่างเต็มกำลัง หลังยกเลิกข้อจำกัดบางส่วนจากปีก่อน ส่งผลให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การส่งออกข้าวของไทยกลับชะลอตัวลง ซึ่งจากการที่อินเดียตั้งเป้าส่งออกข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 30 ล้านตันในปี 2568/2569 ซึ่งถือเป็นปริมาณมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา การเร่งระบายข้าวครั้งนี้กดดันราคาข้าวโลกให้ปรับลดลงอย่างรุนแรง และลดอัตรากำไรของประเทศคู่แข่งอย่างไทยและเวียดนามโดยตรง สำหรับไทย ราคาข้าวที่มีแนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่องอาจกระทบรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาคอีสานซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหลักของประเทศ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อในชนบท หากไม่มีมาตรการพยุงราคาหรือกระตุ้นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเข้ามารองรับ ที่มา: S&P Global ecofin Agency สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ราคาข้าวไทยเสี่ยงร่วงยาว อินเดียเร่งส่งออกข้าว 30 ล้านตัน! สะเทือนตลาดโลก อ่านเพิ่มเติม »

สีฐานเฟสติวัล 68 มข. ปังสุด🧡 3 วัน คนทะลักกว่า 4 แสนคน และมีเงินสะพัดรวมกว่า 1,100 ล้าน ตอกย้ำความเป็น “เทศกาลวัฒนธรรมนานาชาติ” ที่ทั้งศรัทธาและเศรษฐกิจเดินคู่กันอย่างแท้จริง🪷🌕

สีฐานเฟสติวัล 68 ที่เป็นทั้งวัฒนธรรม ศรัทธา และเศรษฐกิจที่เติบโตคู่กันในอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดงาน “สีฐานเฟสติวัลนานาชาติ 2568” อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “สีฐาน นวธารา หิมาลายัน” โดยตลอด 3 วันของการจัดงานนั้นมีผู้เข้าร่วมกว่า 412,655 คน และสร้าง มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,100 ล้านบาทเลยทีเดียว ยิ่งตอกย้ำความเป็น “เทศกาลวัฒนธรรมนานาชาติ” ที่ทั้งศรัทธาและเศรษฐกิจเดินคู่กันอย่างแท้จริง งานสีฐานเฟสติวัลทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจเมืองขอนแก่น โดยการดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศและต่างประเทศให้หลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ในจังหวัด ทำให้เกิดอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการในระดับสูง ทั้งค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร ของฝาก และบริการโลจิสติกส์ การขนส่งในจังหวัดคึกคักตลอดช่วงเทศกาล ขณะที่โรงแรมและที่พักมีอัตราการเข้าพักสูง นับเป็น “การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่” ที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งของอีสานในปีนี้ ธุรกิจท้องถิ่น ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ตลาดกลางคืน และบริการขนส่ง ต่างได้รับอานิสงส์โดยตรงจากจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาลที่เดินทางมาร่วมงานอีกด้วย อีกทั้งงานยังสร้างรายได้โดยตรงให้กับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อย โดยมียอดเงินสะพัดภายในงานกว่า 31 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่หมุนเวียนอยู่ในมือของผู้ค้าท้องถิ่นและชุมชนรอบมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังเกิดการจ้างงานระยะสั้นจำนวนมาก ทั้งในส่วนของแรงงานจัดสถานที่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พนักงานบริการ และผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ซึ่งถือเป็นเศรษฐกิจชั่วคราวที่ช่วยเสริมรายได้ ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกฝนทักษะในด้านต่างๆ อย่างเช่น การบริหารจัดการงานอีเวนต์ การบริการ และการตลาดเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งต่อยอดเป็นทุนมนุษย์ในระยะยาวนั่นเอง นอกจากนี้ งานยังมีผลต่อการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ของเทศกาลในฐานะงานวัฒนธรรมนานาชาติได้สร้างการรับรู้ใหม่ให้กับจังหวัดขอนแก่นว่าเป็น “เมืองแห่งเทศกาล” (Festival City) ที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ได้อย่างลงตัว มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยได้ขยายการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ทำให้เกิดการกระจายตัวของรายได้สู่พื้นที่รอบข้างอีกด้วย งานสีฐานเฟสติวัลคือกรณีศึกษาสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมสามารถถูก “แปลงค่า” เป็นพลังทางเศรษฐกิจได้จริง ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ของความศรัทธาและการแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นได้พัฒนาแบรนด์ สร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและนานาชาติ อีกทั้งยังมีการจ้างงานระยะสั้น และการส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อเนื่องในระยะยาว “สีฐานเฟสติวัล 68” นอกจากจะเป็นพื้นที่แสดงพลังของความศรัทธาและศิลปวัฒนธรรมอีสานแล้ว ยังช่วยสร้างภาพจำเชิงบวกให้กับเมืองขอนแก่นในฐานะ “เมืองแห่งเทศกาล (Festival City)” ที่สามารถผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจให้เป็นหนึ่งเดียวได้อย่างงดงามนั่นเอง งานสีฐานเฟสติวัลจึงไม่ได้เป็นเพียง “งานวัดใหญ่ของมหาวิทยาลัย” แต่เป็น กลไกเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม ที่สามารถผลักดันเศรษฐกิจอีสานให้เติบโตด้วยทุนทางศิลปะและอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวขอนแก่นและคนอีสานทั้งภูมิภาคนั่นเอง อ้างอิงจาก: – ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์อีสาน (ISAN Creative Economy Center) – งานวิจัย “Creative Festival Economy and Local Regeneration”, DCMS – ข้อมูลสถิติจากงานสีฐานเฟสติวัลนานาชาติ 2568   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์

สีฐานเฟสติวัล 68 มข. ปังสุด🧡 3 วัน คนทะลักกว่า 4 แสนคน และมีเงินสะพัดรวมกว่า 1,100 ล้าน ตอกย้ำความเป็น “เทศกาลวัฒนธรรมนานาชาติ” ที่ทั้งศรัทธาและเศรษฐกิจเดินคู่กันอย่างแท้จริง🪷🌕 อ่านเพิ่มเติม »

แข็งแล้ว แข็งอยู่ แข็งต่อ กับค่าเงินไทย ใครว่าไม่กระทบอีสาน

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวเศรษฐกิจเรื่อง “ค่าเงินบาทแข็งค่า” กันอยู่บ่อยครั้ง จนไม่กี่วันมานี้ค่าเงินบาท ได้หลุดต่ำกว่า 32 บาทเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี และยังมีแนวโน้มแข็งต่อไป สาเหตุหลักมาจากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นอ่อนค่าลง และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ส่งสัญญาณในการลดดอกเบี้ยนโยบาย   บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของนักธุรกิจส่งออก-นำเข้าขนาดใหญ่ แต่สำหรับคนอีสานแล้ว ค่าเงินที่ผันผวนนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขในหน้าข่าวเศรษฐกิจ แต่มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคนอีสานอย่างที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลย 2 ผลกระทบหลักที่ คนอีสาน รู้สึกได้ทันทีที่เงินบาทแข็ง   ภาคการเกษตร: “คนปลูก” ได้น้อยลง “คนกิน” ได้เท่าเดิม หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจอีสานคือภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง หรืออ้อย ผลผลิตเหล่านี้ไม่ได้ถูกบริโภคแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังถูกส่งออกไปขายต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปมากที่สุดเป็นอันดับ 2 เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรของเราในตลาดโลกแพงขึ้นตามไปด้วย ผู้ซื้อจากต่างประเทศจึงหันไปซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่มีราคาถูกกว่า ส่งผลให้ปริมาณการสั่งซื้อลดลง และราคาขายที่เกษตรกรได้รับก็ลดต่ำลงตามไปด้วย  นอกจากนั้นอีกประเด็นสำคัญ อย่างเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่ไทยถูกเรียกเก็บ 19% ที่กระทบต่อต้นทุนและความสามารถในการแข็งขันของผู้ส่งออกโดยตรง เมื่อมองเข้ามายังทุ่งไร่แปลงนาที่ภาคอีสาน เกษตรกรที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจปลูกพืชเกษตรมาทั้งปี ซึ่งจากเดิมที่ต้องเผชิญกับราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำอยู่แล้ว ต้องมาเจอราคาที่ต่ำลงอีกจากสาเหตุที่ควบคุมไม่ได้ อย่างเรื่องค่าเงิน สิ่งนี้ไม่ได้กระทบแค่รายได้ แต่ยังกระทบต่อกำลังใจในการทำมาหากินอีกด้วย   แรงงานไทยในต่างแดน: ผู้ส่งเงินกลับบ้านกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย หนึ่งในรายได้สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอีสานคือ “เงินโอน” จากลูกหลานหรือพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ไปทำงานในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือตะวันออกกลาง สมมติว่าแรงงานอีสานทำงานที่เกาหลี ได้เงินเดือน 2 ล้านวอนต่อเดือน เมื่อก่อนหากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 บาทต่อ 30 วอน เมื่อส่งเงินกลับมา 1 ล้านวอน ก็จะได้เงินไทยประมาณ 33,333 บาท แต่เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็น 1 บาทต่อ 25 วอน เงินจำนวนเดียวกันนี้จะแลกได้แค่ 40,000 บาทเท่านั้น เงินโอนที่เคยเป็นแหล่งทุนสำคัญสำหรับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียนลูกหลาน หรือค่าใช้จ่ายในการยังชีพในแต่ละเดือน กำลังลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้หลายครอบครัวที่พึ่งพารายได้ส่วนนี้ต้องรัดเข็มขัดและปรับตัวกันอย่างหนัก เงินบาทแข็ง และ เศรษฐกิจไทยในตลาดโลก ส่งผลต่อธุรกิจไทย? จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุด เงินบาทไม่ได้แข็งค่าในรอบหลายปีตามที่เคยเป็นข่าวในอดีต แต่กำลังอยู่ในช่วงที่ผันผวนและมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับประมาณ 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างอ่อนค่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่เคยแข็งค่ากว่า 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2567 และ 2568   ผลกระทบของเงินบาทที่เคยแข็งค่า (อ้างอิงสถานการณ์ในอดีต) แม้ว่าปัจจุบันเงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลง แต่ในช่วงที่เงินบาทเคยแข็งค่าอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ: ภาคการส่งออก: การแข็งค่าของเงินบาททำให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยแพงขึ้นในสายตาของผู้ซื้อต่างประเทศ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งลดลง โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้แรงงานสูงหรือสินค้าเกษตรที่ราคาอิงกับตลาดโลก เช่น ข้าว ยางพารา และน้ำตาล ทำให้รายได้ของผู้ส่งออกและเกษตรกรเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทลดลง

แข็งแล้ว แข็งอยู่ แข็งต่อ กับค่าเงินไทย ใครว่าไม่กระทบอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

🇹🇭ไทยเที่ยวจีนแต่🇨🇳จีนไม่เที่ยวไทย ผ่านมา ปีครึ่ง “ฟรีวีซ่า ไทย-จีน” นนท.ไม่เพิ่ม การท่องเที่ยวปี 68 หดตัว

ตั้งแต่ มีนาคม 2567 เป็นต้นมา มาตรการ ฟรีวีซ่า ไทย-จีน เป็นผลดีมากน้อยเพียงใด เวลาอาจเป็นเครื่องพิสูจน์ และยังเป็นการเน้นย้ำว่า มาตรการเดียวอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาการท่องเที่ยวไทยได้ทั้งหมด ISAN Insight พามาเบิ่ง ข้อมูลด้านธุรกิจและเศรษฐกิจ ที่รวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว “ไทย-จีน” หลังนโยบายฟรีวีซ่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีข้อมูลล่าสุดที่ควรนำมาวิเคราะห์ดังนี้   “ฟรีวีซ่า ไทย-จีน” นทท.ไม่เพิ่มจริงหรือ?   ข้อมูลล่าสุดปี 2568 ชี้ว่า แม้จะมีนโยบายฟรีวีซ่าถาวรระหว่างไทยกับจีนที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมีนาคม 2567 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทย ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่ก้าวกระโดดอย่างที่คาดหวังไว้แต่แรก จำนวนนักท่องเที่ยวจีน: ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยประมาณ 4-5 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ฟื้นตัวได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงก่อนนโยบายฟรีวีซ่า แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 8 ล้านคนภายในสิ้นปี [1] แรงกดดันจากเศรษฐกิจจีน: ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศของจีน เช่น ภาวะเงินฝืด และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ทำให้ชาวจีนชะลอการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวต่างประเทศลง ประกอบกับสายการบินระหว่างไทย-จีนยังไม่กลับมาให้บริการอย่างเต็มที่เท่าช่วงก่อนโควิด-19 และราคาตั๋วเครื่องบินที่ยังคงสูง [2] ทำให้ปัจจัยเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน   “ไทยเที่ยวจีนแต่จีนไม่เที่ยวไทย” – สถิติอัปเดตปี 2568   ข้อมูลล่าสุดจากปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ และตลาดจีนซึ่งเคยเป็นตลาดอันดับหนึ่งก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่   สถานการณ์ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยปี 2568   จำนวนนักท่องเที่ยวหดตัว: ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ตลอดปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยจะอยู่ที่ประมาณ 32.2 ล้านคน ซึ่งเป็นการ หดตัว 9% จากปี 2567 [3] 10 อันดับแรกนักท่องเที่ยวต่างชาติ (8 เดือนแรกปี 2568): จีน: 3,096,017 คน มาเลเซีย: 3,049,961 คน อินเดีย: 1,563,806 คน รัสเซีย: 1,195,430 คน เกาหลีใต้: 1,036,361 คน ญี่ปุ่น: 712,158 คน สหราชอาณาจักร: 708,929 คน สหรัฐ: 692,212 คน ไต้หวัน: 672,067 คน ลาว: 630,051 คน [4] แม้จีนจะยังครองอันดับหนึ่ง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีน ลดลงกว่า 34.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน [5] ขณะที่นักท่องเที่ยวจากตลาดอื่น ๆ เช่น ยุโรป, เอเชียใต้ (อินเดีย), และตะวันออกกลาง

🇹🇭ไทยเที่ยวจีนแต่🇨🇳จีนไม่เที่ยวไทย ผ่านมา ปีครึ่ง “ฟรีวีซ่า ไทย-จีน” นนท.ไม่เพิ่ม การท่องเที่ยวปี 68 หดตัว อ่านเพิ่มเติม »

เผานาฆ่าหนู❓สรุปไทม์ไลน์ข่าว “ล่าบัญชีม้า🐴แต่ร้านค้าโดนอายัด” สู่ปรากฏการณ์คนแห่ถอนเงิน💸ร้านไม่รับโอน

ไทม์ไลน์ข่าว: ธนาคารอายัดบัญชีมั่วและมาตรการสกัดกั้นภัยทางการเงิน มาตรการจำกัดวงเงินโอนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวข้องโดยตรงกับข่าวการอายัดบัญชีมั่ว เนื่องจากทั้งสองเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของภาครัฐและสถาบันการเงินในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน โดยเฉพาะ “บัญชีม้า” ที่ใช้ในการหลอกลวงประชาชน จุดเริ่มต้น: มาตรการสกัดกั้นบัญชีม้า เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากความพยายามของภาครัฐในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ที่ใช้ “บัญชีม้า” เป็นเครื่องมือในการรับและโอนเงินเพื่อฟอกเงิน ซึ่งนำไปสู่การออกกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง มีนาคม 2566: มีการประกาศใช้ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 [1] โดยมีสาระสำคัญคือ การให้สถาบันการเงินสามารถระงับการทำธุรกรรมหรืออายัดบัญชีได้ทันที หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตุลาคม 2566: ธปท. ร่วมกับสถาบันการเงิน จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการร่วมในการป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงทางการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (ศปปง.) หรือที่เรียกว่าศูนย์ AOC (Anti-Online Scam Operation Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานระหว่างธนาคารและตำรวจ ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ มกราคม 2567: เริ่มมีประชาชนร้องเรียนมากขึ้นว่าบัญชีธนาคารถูกอายัดอย่างไม่เป็นธรรม โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีที่โอนเงินหรือรับโอนเงินจากบุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า แม้ว่าตัวเองจะไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็ตาม [2] เมษายน 2567: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาชี้แจงว่า ธนาคารมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอายัดบัญชีที่มีความเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ และยืนยันว่าการอายัดไม่ได้เป็นไปอย่าง “มั่วซั่ว” แต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้ [3] อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนยังคงยืนยันว่ากระบวนการไม่โปร่งใสและขาดการตรวจสอบที่รัดกุมก่อนจะอายัด พฤษภาคม 2568: ปัญหาลุกลามจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างบนโลกออนไลน์ เมื่อมีข่าวว่ามีประชาชนหลายรายที่ได้รับผลกระทบจากการที่ บัญชีธนาคารถูกอายัดจาก “บัญชีม้า” ที่เป็นเครือข่ายยาว โดยอาจมีการโอนเงินที่เชื่อมโยงกันเป็นทอด ๆ ทำให้บัญชีของผู้บริสุทธิ์ถูกอายัดไปด้วย ทั้งที่ไม่มีส่วนรู้เห็น [4] สิงหาคม 2568: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการใหม่เพื่อป้องกันความเสียหายจากการถูกหลอกให้โอนเงิน โดยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์จำกัดวงเงินโอนเงินสำหรับ “กลุ่มเสี่ยง” ซึ่งได้แก่ กลุ่มลูกค้าใหม่ หรือบัญชีที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยไว้ที่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน [5] มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีผลบังคับใช้กับทุกคน แต่จะพิจารณาจากพฤติกรรมการทำธุรกรรมของแต่ละบุคคลและแบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ S, M, และ L ตามความเสี่ยง [6] กันยายน 2568: เกิดกระแสความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนที่กลัวว่าบัญชีของตนจะถูกอายัดไปด้วย จึงทำให้มีรายงานข่าวว่า ประชาชนจำนวนมากแห่ไปถอนเงินสดออกจากธนาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีของตนได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ทำให้ธนาคารบางแห่งมีปัญหาเงินขาดมือ [7] สถานการณ์ปัจจุบัน: ผลกระทบที่ลุกลามและข้อเรียกร้อง ความเดือดร้อนของประชาชน: ปัญหาการอายัดบัญชีลุกลามจนเป็นความเดือดร้อนในวงกว้างสำหรับประชาชนผู้บริสุทธิ์หลายพันราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และกลุ่มที่รับจ้างโอนเงิน เช่น รับโอนเงินจากผู้สูงอายุ หรือรับโอนเงินจากการขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถูกอายัดบัญชีโดยไม่ทันตั้งตัว ความชัดเจนของมาตรการ: แม้ว่ารัฐบาลและธนาคารจะยืนยันว่ามาตรการนี้มีความจำเป็นเพื่อป้องกันอาชญากรรม แต่กระบวนการที่ขาดความรัดกุมและขาดการสื่อสารกับผู้ใช้งานอย่างทันท่วงที ทำให้มาตรการที่หวังจะแก้ปัญหา กลับสร้างปัญหาใหม่ให้แก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ อัพเดตล่าสุด 13 กันยายน 2568 นางสาวดารณี แซ่จู

เผานาฆ่าหนู❓สรุปไทม์ไลน์ข่าว “ล่าบัญชีม้า🐴แต่ร้านค้าโดนอายัด” สู่ปรากฏการณ์คนแห่ถอนเงิน💸ร้านไม่รับโอน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top