ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน และ อิสราเอล กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพของโลก ซึ่งได้ลุกลามสู่เศรษฐกิจพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตะวันออกกลางถือเป็นศูนย์กลางการผลิตและขนส่งน้ำมันของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่มีสัดส่วนการลำเลียงน้ำมันมากกว่าหนึ่งในห้าของโลก เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ราคาน้ำมันจึงผันผวนทันที
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบทำให้ราคาพลังงานในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก ต้นทุนการขนส่งและการผลิตจึงเพิ่มขึ้น กดดันเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง สงครามที่ดูเหมือนห่างไกล จึงแท้จริงแล้วเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างลึกซึ้ง และกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของเศรษฐกิจไทยในยุคความไม่แน่นอนของโลกปัจจุบัน
เมื่อย้อนมองประวัติศาสตร์วิกฤตราคาน้ำมันของไทย จะพบรูปแบบซ้ำเดิมอย่างน่ากังวล นั่นคือ ทุกครั้งที่โลกเผชิญความผันผวน ประเทศไทยมักได้รับผลกระทบ “เต็มแรง” เสมอ สาเหตุหลักไม่ใช่เพียงราคาตลาดโลกเท่านั้น แต่เพราะโครงสร้างพลังงานของประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันสูงถึงประมาณ 90% ของการใช้ทั้งหมด ขณะที่ผลิตได้เองเพียง 10% เท่านั้น ความไม่สมดุลนี้ทำให้ประเทศไทยแทบไม่มี “อำนาจต่อรอง” ต่อราคาพลังงานโลก และต้องรับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
ในอดีตประเทศไทยเราก็เคยเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันมาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อราว 18 ปีก่อน ในช่วงปี 2551 เกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังของวิกฤติการเงินโลกอย่าง วิกฤติซับไพรม์ ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วควรทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงและกดราคาลง แต่ในความเป็นจริงกลับสวนทาง เนื่องจากในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง ขณะที่กำลังการผลิตกลับเพิ่มไม่ทันต่อความต้องการ ปัจจัยนี้ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยแรงเก็งกำไรจากกองทุนขนาดใหญ่และเฮดจ์ฟันด์ รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะใน อิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
แรงกระแทกดังกล่าวส่งผ่านมายังประเทศไทยอย่างชัดเจน ทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศพุ่งสูง โดยน้ำมันเบนซินเคยขึ้นไปแตะระดับ 42.89 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลสูงถึง 44.24 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็น “ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์” ของน้ำมันดีเซลไทยในช่วงเวลานั้น สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อภาคขนส่ง ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
นอกจากวิกฤติปี 2551 แล้ว ประเทศไทยยังเคยเผชิญกับภาวะน้ำมันแพงอีกระลอกในปี 2557 ช่วงปลายรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นอีกช่วงเวลาที่ราคาพลังงานในประเทศตึงตัวอย่างมาก ภายใต้บริบทที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับขึ้นไปแตะระดับราว 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ผลกระทบที่เกิดขึ้นเห็นชัดได้จากราคาขายปลีกภายในประเทศ โดยเฉพาะ “น้ำมันเบนซิน” ที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 49.15 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลอยู่ที่ราว 29.99 บาทต่อลิตร ซึ่งแม้ดีเซลจะไม่สูงเท่าปี 2551 แต่เบนซินกลับทำสถิติใหม่ ซึ่งปัจจัยในช่วงนั้นไม่ได้มาจากตลาดโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “แรงกดดันภายในประเทศ” เข้ามาซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกใช้น้ำมันเบนซิน 91 การปรับโครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยตรงนั่นเอง
และในวันนี้ ภาพของวิกฤตราคาน้ำมันในอดีตกำลังหวนกลับมาอีกครั้ง ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศไทยได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 49.64 บาทต่อลิตร “ทุบสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์” แซงหน้าระดับสูงสุดเดิมในปี 2557 อย่างเป็นทางการ ซึ่งแรงกดดันมากจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น และปัจจัยภายในประเทศที่ยังคงเป็นตัวเร่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี กองทุนน้ำมัน และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า
ผลกระทบของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในรอบนี้ ภายใต้ความตึงเครียดระหว่าง อิหร่าน และ อิสราเอล ได้แผ่ขยายลึกเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนโดยตรง ทั้งค่าเดินทางที่สูงขึ้น ค่าขนส่งสาธารณะที่ปรับราคา และภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในทุกวัน ขณะเดียวกันต้นทุนพลังงานที่สูงยังส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจและโลจิสติกส์ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยปรับตัวขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อเชิงต้นทุนที่บีบกำลังซื้อของประชาชนให้ลดลง นอกจากนี้ภาคการผลิตและ SMEs ยังเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้เต็มที่ ส่งผลให้กำไรหดตัวและเสี่ยงต่อการลดการจ้างงาน ในภาคเกษตร ต้นทุนทั้งการผลิตและการขนส่งก็สูงขึ้นเช่นกัน ทำให้รายได้สุทธิลดลง แม้ในระดับมหภาค ราคาน้ำมันที่สูงยังส่งผลต่อดุลการค้า ค่าเงินบาท และเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมนั่นเอง
อ้างอิงจาก:
– ฐานเศรษฐกิจ
– Amarin TV
ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่
https://linktr.ee/isan.insight
#ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #น้ำมัน #ราคาน้ำมัน #น้ำมันโลก #น้ำมันแพง

