ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP โดยเฉพาะรายการ PT Grand Prix of Thailand 2026 จัดขึ้นที่ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ากีฬาสามารถเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่ทรงพลังของประเทศ การแข่งขันปี 2569 ซึ่งเปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม พร้อมกิจกรรม Pre-Season Test ก่อนหน้า ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยทั้งในการจัดอีเวนต์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไทยเราสามารถสร้างเงินสะพัดต่อระบบเศรษฐกิจกว่า 30,000 ล้านบาท ต้อนรับผู้ชมกว่า 1.3 ล้านคน จากทั่วโลก และมีการถ่ายทอดสดไปกว่า 207 ประเทศ เข้าถึงผู้ชมกว่า 800 ล้านครัวเรือน ซึ่งเทียบได้กับแคมเปญประชาสัมพันธ์ประเทศขนาดมหึมาที่แทบไม่มีสื่อใดสามารถซื้อได้ด้วยงบประมาณปกติ
ในการแข่งขันปี 2569 ถือเป็นปีที่สร้างสถิติใหม่ โดยมีผู้ชมรวมกว่า 228,228 คน เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 7 ปี และที่สำคัญคือสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการการยกระดับของสนามไทยจาก “สนามแข่งขัน” ไปสู่ “จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 36,636 บาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 5,139 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน พร้อมทั้งสร้างรายได้ภาษีให้รัฐกว่า 358 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานเกือบ 8,000 ตำแหน่ง อีกทั้งมูลค่าที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น แต่ขยายตัวเป็น “เศรษฐกิจลูกโซ่” ไปยังจังหวัดใกล้เคียงอย่างสุรินทร์, นครราชสีมา และชัยภูมิ ซึ่งมีอัตราการจองที่พักเต็มเกือบ 100% ซึ่ง MotoGP สามารถเป็นตัวเร่งเศรษฐกิจภูมิภาคที่กระจายรายได้สู่พื้นที่ชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
อีกทั้ง MotoGP ยังทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ผสมผสานกีฬา เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกิจกรรมไวรัลระดับโลกอย่าง Tuk Tuk Challenge หรือ “ตุ๊กตุ๊ก กรังด์ปรีซ์” ที่ให้นักบิดระดับซูเปอร์สตาร์กว่า 21 คนมาขับรถตุ๊กตุ๊กไทยแข่งกันในสนาม ซึ่งกลายเป็นคอนเทนต์ที่ถูกแชร์ไปทั่วโลกมากกว่าพันล้านครั้ง ปรากฏการณ์นี้ได้สร้างแนวคิด Soft Power Marketing อย่างชัดเจน เพราะเป็นการนำวัฒนธรรมไทยมาเล่าในรูปแบบที่สนุกและเป็นธรรมชาติสามารถสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ประเทศได้อย่างมหาศาล โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาแบบดั้งเดิมอีกต่อไป นอกจากนี้การผสมผสานกิจกรรมไทย อย่างเช่น มวยไทย การแสดงหนังใหญ่ ดนตรีออร์เคสตราท้องถิ่น และเทศกาลสินค้าพื้นถิ่น ยังช่วยยกระดับการแข่งขันให้กลายเป็น “มอเตอร์สปอร์ตเฟสติวัล” ที่แตกต่างจากสนามอื่นทั่วโลกอีกด้วย
และที่สำคัญ โมเดลของ ThaiGP ยังสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรียกว่า Experience Economy หรือเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ ซึ่งผู้ชมไม่ได้เดินทางมาเพียงเพื่อชมการแข่งขันเท่านั้น แต่มาเพื่อสัมผัส “ประสบการณ์แบบไทย” ที่ผสมผสานกีฬา วัฒนธรรม อาหาร ดนตรี และการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร สิ่งนี้ทำให้การแข่งขัน MotoGP ในประเทศไทยมีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจสูงกว่าการแข่งขันกีฬาทั่วไป เพราะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายหลายภาคส่วนพร้อมกัน ตั้งแต่การท่องเที่ยว การค้าปลีก อุตสาหกรรมบริการ ไปจนถึงเศรษฐกิจชุมชนนั่นเอง
ท้ายที่สุด MotoGP ถือเป็น “เครื่องมือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ” ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และผลักดันประเทศไทยขึ้นสู่แผนที่กีฬาโลกอย่างภาคภูมิใจ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา มหกรรมนี้สามารถสร้างทั้งรายได้มหาศาล ทั้งการจ้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งออกวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกอย่างทรงพลัง นี่คือบทพิสูจน์ว่า MotoGP ในไทยไม่ใช่แค่การแข่งขันความเร็วบนแทร็กเท่านั้น แต่คือ “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ Thai Power” ที่กำลังเร่งเครื่องพาประเทศไทยสู่เวทีโลกอย่างเต็มสปีด
อ้างอิงจาก:
– ไทยโพสต์
– THAIRATH
ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่
https://linktr.ee/isan.insight
#ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #MotoGP #MotoGP2026 #บุรีรัมย์ #สนามช้างเซอร์กิต

