เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ
เปิดบันทึกย้อนรอย 3 เหตุการณ์นำไปสู่เลือกตั้งซ่อม ที่ทำให้คนอีสานต้องเข้าคูหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาทุ่งกุลาร้องไห้ และสายลมร้อนที่พัดผ่านรวงข้าวสีทอง สิ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้สภาพอากาศในภาคอีสาน คือ “การเมือง” อีกเพียงไม่ถึงเดือนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่สำหรับประเทศไทยกันแล้ว โดยการเลือกตั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญหลังจากการยุบสภาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนอีสานเป็นผู้กำหนดรัฐบาล” ด้วยจำนวนประชากรและเก้าอี้ ส.ส. ที่มากที่สุดในประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญที่หลายคนอาจมองข้าม คือภาคอีสานเป็นภมิภาคที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองมากที่สุดเช่นกัน ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องหรือราคาพืชผล แต่รวมถึงสิทธิเสียงที่พวกเขามอบให้ผู้แทนฯ ไปแล้ว กลับถูกทำให้ “เป็นโมฆะ” หรือ “ว่างลง” ด้วยอุบัติเหตุทางกฎหมายและเกมอำนาจจากส่วนกลาง ทำให้พี่น้องชาวอีสานจำนวนไม่น้อยต้องเดินเท้าเข้าคูหาเพื่อ “กาบัตร” ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นทุก 4 ปี แต่สำหรับภาคอีสาน ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา มีหลายพื้นที่ที่วงจรการเลือกตั้งไม่ได้จบลงแค่ในวันเดียว ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่าภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ประจำเขตจำนวนมากที่สุดในประเทศและมีความถี่สูงเป็นรองเพียงภาคเหนือ โดยมีสาเหตุหลักไม่ได้มาจากการเสียชีวิตตามธรรมชาติ แต่มาจาก “สงครามกฏหมาย” และการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมือง
จากข้อมูลสถิติการเลือกตั้งซ่อมในภาคอีสาน สามารถจำแนกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- จังหวัดบุรีรัมย์ – เกิดการเลือกตั้งซ่อมพร้อมกันถึง 4 เขต ในปี 2552
- จังหวัดขอนแก่น – เกิดการเลือกตั้งซ่อมทั้งจากกรณีใบเหลือง การตัดสิทธิ์ และคดีอาญา
- จังหวัดนครราชสีมา – พื้นที่รอยต่อที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการวัดบารมีระหว่างตัวบุคคลและกระแสพรรค
สาเหตุที่เป็นตัวจุดฉนวนเกิดการเลือกตั้งซ่อมนั้น มีเหตุการณ์ใดบ้างที่ทำให้ชาวอีสานต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแล้วเดินเข้าคูหาเลือกตั้งใหม่ วันนี้เราจะมา “เว้าสู่ฟัง” ถึง 3 เหตุการณ์เปลี่ยนเมืองที่ทำให้เสียงของคนอีสานต้องถูกนับใหม่อีกครั้ง
เหตุการณ์ที่ 1: มหันตภัยยุบพรรคและการล้างบาง (ช่วงปี 2551-2552)

ในช่วงทศวรรษ 2550 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง และจุดแตกหักสำคัญได้พุ่งเป้ามาที่พรรคการเมืองขวัญใจชาวอีสาน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล ส่งผลให้ “กรรมการบริหารพรรค” ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เหมือนฟ้าผ่ากลางทุ่งนา ส.ส. อีสานระดับแกนนำในพื้นที่ บุรีรัมย์, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม และนครพนม ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีนับสิบชีวิต ส่งผลให้เกิด “มหกรรมเลือกตั้งซ่อม” ครั้งใหญ่ที่สุดในวันที่ 11 มกราคม 2552 ชาวบ้านที่เคยดีใจกับชัยชนะของตนเอง ต้องตื่นมาพบความจริงว่าคะแนนเสียงนั้นหายไป และต้องออกไปเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร
เหตุการณ์ที่ 2: งูเห่าและการพิสูจน์ศรัทธา (ช่วงปี 2553)

เมื่อฝุ่นจากการยุบพรรคจางลง การเมืองอีสานกลับไม่ได้สงบอย่างที่คิด เมื่อกระแสการ “ย้ายขั้ว”เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ส.ส. หลายคนตัดสินใจย้ายจากพรรคเดิมไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ นำมาซึ่งข้อครหาเรื่อง “งูเห่า” เพื่อความสง่างามและเพื่อพิสูจน์ฐานเสียง ส.ส. ในจังหวัดนครราชสีมา จึงตัดสินใจ “ลาออก” เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งซ่อม เป็นการโยนคำถามกลับไปที่ประชาชนว่า “จะเลือกที่คนชอบ หรือ เลือกที่พรรคใช่” การเลือกตั้งซ่อมในยุคนี้จึงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของการถูกหักหลังและการให้อภัย ซึ่งชาวบ้านต้องเป็นผู้ตัดสินด้วยปลายปากกาอีกครั้ง
เหตุการณ์ที่ 3: กับดักมาตรฐานจริยธรรม (ช่วงปี 2562)

ข้ามมาสู่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ได้ชื่อว่าเข้มงวดที่สุด การเลือกตั้งซ่อมในอีสานไม่ได้เกิดจากการยุบพรรคเหมือนเก่า แต่เกิดจาก “คดีความ” และ “มาตรฐานจริยธรรม” กรณีศึกษาที่สะเทือนใจชาวขอนแก่นที่สุด เกิดขึ้นในปี 2562 ที่เขต 7 เมื่อ ส.ส. นายนวัธ เตาะเจริญสุข เจ้าของพื้นที่ถูกพบว่ามีการจ้างวานฆ่า นายสุชาติ โคตรทุม (อดีตปลัด อบจ.ขอนแก่น) พร้อมถูกตัดสินโทษประหารชีวิตและลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตทำให้ต้องพ้นสภาพทันที การเลือกตั้งซ่อมครั้งนั้นกลายเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่ระดมสรรพกำลังทุกอย่างลงมาในพื้นที่ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือความพ่ายแพ้ของเจ้าถิ่นเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในกติกาใหม่นี้ ไม่มีพื้นที่ใดที่ปลอดภัย
เรื่องราวของการเลือกตั้งซ่อมเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกสถิติในหน้ากระดาษ แต่มันคือ “ต้นทุนชีวิต” ที่พี่น้องชาวอีสานต้องจ่ายแพงกว่าใคร ชาวอีสานไม่เพียงทิ้งวันหยุด แต่ทิ้งทั้งจอบ เสียม โอกาสทำมาหากิน เพื่อกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่กับเรื่องเดิม พวกเขาต้องเสียเวลามานั่งกางรายชื่อผู้สมัครใหม่ ต้องขวนขวายหาข้อมูล ศึกษาประวัติกันใหม่อีกครั้งว่า “คนใหม่นี้เป็นใคร? ไว้ใจได้ไหม? หรือเลือกไปแล้วจะโดนถอดถอนอีกหรือเปล่า?” มันคือความเหนื่อยล้าทางความคิดที่ต้องวนเวียนอยู่กับความไม่แน่นอน
ถึงเวลาที่รัฐและผู้กำหนดกติกาต้องทบทวนอย่างจริงจังว่า การรักษากฎหมายไม่ควรแลกมาด้วยการทำให้เสียงของประชาชนบางพื้นที่ถูกนับใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่ปรับโครงสร้าง ความเสียหายที่แท้จริงอาจไม่ใช่ผลการเลือกตั้ง แต่คือความเชื่อมั่นของประชาชนที่ค่อย ๆ ถูกทำให้หมดลงทุกครั้งที่ต้อง “กาบัตร” ซ้ำอีกครั้ง
อ้างอิง

