Nanthawan Laithong

พามาเบิ่ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “คนอีสานย้ายถิ่น” มากแค่ไหน⁉️

หากมองตัวเลขภาพรวมจะเห็นได้ว่า การย้ายถิ่นของคนอีสานลดลงต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2559 มีคนย้ายเข้าอีสานประมาณ 838,382 คน และย้ายออก 828,780 คน แต่เมื่อมาถึงปี 2568 ตัวเลขลดลงเหลือย้ายเข้า 618,179 คน และย้ายออก 610,035 คน หายไปกว่า 2 แสนคนภายในทศวรรษเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนอีสานไม่ได้ย้ายออกจากบ้านเหมือนในยุคก่อน เพราะหลายจังหวัดเริ่มมีงาน มีมหาวิทยาลัย มีโรงงาน และมีเศรษฐกิจภาคการบริการเกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ในตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงคนย้ายไปภูมิภาคอีสานอย่างเดียว แต่รวมถึงคนที่ย้ายจากจังหวัดเล็กเข้าสู่จังหวัดศูนย์กลางแทน โดยจังหวัดที่คนย้ายเข้าเยอะที่สุดคือ นครราชสีมา มีคนย้ายเข้สมากกว่าย้ายออกสูงถึง 26,764 คน ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโคราชกำลังเปลี่ยนจากเมืองประตูสู่อีสาน ไปเป็นเมืองเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว โดยโคราชเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ครบมาก ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์โลจิสติกส์ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ โรงพยาบาลเอกชน มหาวิทยาลัย และโครงสร้างพื้นฐานใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะมอเตอร์เวย์ M6 รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงในอนาคต อีกทั้งยังใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุดในอีสาน ทำให้คนวัยทำงานจำนวนมากเลือกมาอยู่โคราชแทนกรุงเทพฯ เพราะค่าครองชีพต่ำกว่า แต่คุณภาพชีวิตเริ่มใกล้เคียงเมืองใหญ่ การมาของมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และโครงการรถไฟความเร็วสูง ยิ่งทำให้โคราชกลายเป็นเมืองลงทุนที่ดึงทั้งทุนและแรงงานเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รองลงมาคือ ชัยภูมิ ที่มีคนย้ายเข้ามากกว่าย้ายออกกว่า 10,855 คน ศรีสะเกษ 9,148 คน และบุรีรัมย์ 9,053 คน ก็มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันออกไป ชัยภูมิได้แรงหนุนจากพลังงานและเกษตรแปรรูป ขณะที่บุรีรัมย์ใช้กีฬาและอีเวนต์เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจจนเกิดงานบริการจำนวนมาก ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยว ขณะที่นครพนมซึ่งมีคนย้ายเข้ามากกว่าย้ายออก 8,054 คน กำลังได้อานิสงส์จากการค้าชายแดนลุ่มน้ำโขง เพราะสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 เปิดใช้ เมืองเริ่มกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญสู่ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ จนเริ่มมีนักลงทุนเข้ามาจับตลาดโลจิสติกส์และคลังสินค้านั่นเอง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ จังหวัดที่คนย้ายออกมากกว่าเข้าโดยเฉพาะ ขอนแก่น ที่ติดอันดับคนย้ายออกสูงสุดของอีสาน โดยมีคนย้ายออกมากกว่าย้ายเข้ามากถึง 5,300 คน ทั้งที่ภาพลักษณ์ของเมืองดูทันสมัย มีมหาวิทยาลัยใหญ่ มีโรงพยาบาลชั้นนำ มีห้างขนาดใหญ่ ศูนย์ประชุม และถูกผลักดันให้เป็น Medical Hub ของภูมิภาค แม้เมืองจะเติบโตเร็ว แต่การเติบโตนั้นยังอยู่ในรูปแบบเศรษฐกิจการบริการมากกว่าเศรษฐกิจการผลิต ขอนแก่นมีนักศึกษาจำนวนมหาศาลจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและสถาบันต่างๆ มีคนเข้ามาเรียน เข้ามารักษาพยาบาล เข้ามาประชุม หรือทำธุรกิจระยะสั้น แต่เมื่อเรียนจบหรือเริ่มสร้างครอบครัว คนจำนวนมากกลับเลือกย้ายไปกรุงเทพฯ ชลบุรี หรือระยอง เพราะตลาดแรงงานในขอนแก่นยังไม่สามารถรองรับงานรายได้สูงได้เพียงพอ โดยเฉพาะสายเทคโนโลยี วิศวกรรม การเงิน และบริษัทขนาดใหญ่นั่นเอง อีกปัจจัยหนึ่งอาจจะเพราะค่าครองชีพขอนแก่นกำลังสูงขึ้นเร็วกว่าโอกาสทางรายได้ ราคาที่ดินและค่าเช่าปรับขึ้นต่อเนื่องจากการขยายเมือง ห้างใหม่ คอนโด และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่รายได้เฉลี่ยของแรงงานจำนวนมากยังโตไม่ทัน ทำให้บางส่วนเลือกย้ายกลับภูมิลำเนา หรือย้ายไปจังหวัดที่ต้นทุนชีวิตต่ำกว่า อีกทั้ง การเติบโตของเมืองยังพึ่งภาคบริการเป็นหลัก ขณะที่ภาคการผลิตและบริษัทขนาดใหญ่ยังไม่มากพอจะสร้างงานระยะยาวจำนวนมหาศาลเหมือนกรุงเทพฯ หรือ […]

พามาเบิ่ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “คนอีสานย้ายถิ่น” มากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเปิดเบิ่ง อาณาจักรเต่ายักษ์ดึกดำบรรพ์ในดินแดนอีสาน🐢🪨🗺️

สำหรับภาคอีสานแล้วอาจเป็นดินแดนที่หลายคนจดจำในฐานะแผ่นดินไดโนเสาร์ แต่เคยรู้หรือไม่ว่า? ใต้ผืนดินสีแดงอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ยังซ่อนเรื่องราวของอาณาจักรเต่าดึกดำบรรพ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียเอาไว้มานานนับร้อยล้านปี และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ ภาคอีสานบ้านเรา กลับเป็นพื้นที่ที่ค้นพบฟอสซิลเต่าดึกดำบรรพ์มากที่สุดในประเทศไทย ทั้งจำนวน ชนิด และช่วงอายุทางธรณีวิทยา จนสามารถเรียกได้เต็มปากว่า นี่คือ “ดินแดนแห่งเต่าโบราณ” ของไทย จากข้อมูลการค้นพบฟอสซิลในหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นนครราชสีมา ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อุบลราชธานี สกลนคร นครพนม หรือแม้แต่หนองบัวลำภู พบว่า ภาคอีสานมีเต่าดึกดำบรรพ์กระจายตัวอยู่แทบทุกยุค ตั้งแต่ยุคไทรแอสซิกตอนปลายเมื่อกว่า 220 ล้านปีก่อน ยุคจูแรสซิก ยุคครีเทเชียส จนถึงยุคไพลสโตซีนเมื่อไม่กี่หมื่นปีก่อน นั่นหมายความว่า เต่าอาศัยอยู่บนผืนดินอีสานมาอย่างยาวนานจนแทบทุกยุคของโลก และวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงรูปร่างสายพันธุ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของแต่ละยุคสมัย และหนึ่งในการค้นพบที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการวิทยาศาสตร์ คือ เมกาโลคีลิส เต่ายักษ์ดึกดำบรรพ์จากนครราชสีมา ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 5 ล้าน – 10,000 ปีก่อน เต่าชนิดนี้มีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์หลายเท่า จนได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเต่ายักษ์ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลก ลองจินตนาการดูว่า ครั้งหนึ่งบนแผ่นดินอีสาน เคยมีเต่าขนาดมหึมาเดินอยู่ท่ามกลางป่าโบราณและพื้นที่ชุ่มน้ำอันกว้างใหญ่ ภาพแบบนั้นแทบเหมือนฉากในภาพยนตร์แฟนตาซี แต่ทั้งหมดคือเรื่องจริงที่ถูกบันทึกเอาไว้ในชั้นหินของภาคอีสาน นอกจากเต่ายักษ์แล้ว ภาคอีสานยังพบเต่าหลากหลายชนิด ทั้งเต่านา ตะพาบน้ำ เต่าหวาย เต่าหลุมนูน รวมถึงสายพันธุ์ที่ค้นพบครั้งแรกของโลกในประเทศไทย อย่างเช่น “ไทยคีลิส รุชาอี” จากหมวดหินห้วยหินลาดในขอนแก่นและชัยภูมิ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึงประมาณ 220 ล้านปีและถือเป็นเต่าสกุลใหม่ของโลก หรือสายพันธุ์อย่าง “กาฬสินธุ์นีมิส ประสาททองโอสถิ” ที่ถูกตั้งชื่อตามจังหวัดกาฬสินธุ์    สมัยไพลสโตซีน – โฮโลซีน มีอายุกว่า 5 ล้านปี – 1 หมื่นปีก่อน พบได้ที่ นครราชสีมา เมกะโลคีลีส / เต่ายักษ์ ตะพาบม่านลาย ตะพาบธรรมดา เต่านา เต่าบึง เต่าหวาย เต่าหลังนูน หมวดหินโคกกรวด ยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุกว่า 115 – 100 ล้านปีก่อน พบได้ที่ นครราชสีมา, อุบลราชธานี, ขอนแก่น, ชัยภูมิ คิซิลคูมีมิส โคราชเอนซิส ซาคีมิส หมวดหินเสาขัว ยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุกว่า 130 – 125 ล้านปีก่อน พบได้ที่หนองบัวลำภู, กาฬสินธุ์, สกลนคร, นครพนม, ชัยภูมิ, สระแก้ว, ตราด เปลือกไข่เต่า โปรโตซาคีมิส รูบรา อีสานนีมิส ศรีสุขกี คิซิลคูมีมิส โปรโตซาคีมิส ไตรโอนิคอยเดีย หมวดหินภูกระดึง ยุคจูแรสซิกตอนปลายถึงครีเทเชียสตอนต้น

🔎พาเปิดเบิ่ง อาณาจักรเต่ายักษ์ดึกดำบรรพ์ในดินแดนอีสาน🐢🪨🗺️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่งสถิติ “อีสานไฟลุก” จังหวัดไหนมีพื้นที่เผาไหม้มากสุดในอีสาน

ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ทั่วประเทศในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2568 มีพื้นที่เผาไหม้รวมกว่า 14.3 ล้านไร่ แม้ตัวเลขจะลดลงจากปี 2567 ที่สูงถึง 19.5 ล้านไร่ แต่ร่องรอยการเผายังคงกระจายตัวในหลายภูมิภาค และภาคอีสานบ้านเรายังคงเป็นพื้นที่ที่มีการเผาไหม้ในระดับสูงอย่างน่าเป็นห่วง โดยในอีสาน พบว่ามีพื้นที่เผาไหม้รวมกว่า 3.49 ล้านไร่ หรือคิดเป็นประมาณ 24.4% ของพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมดของประเทศ หากดูเป็นรายจังหวัดจะพบว่า นครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เผาไหม้มากที่สุดในภาคอีสาน ด้วยตัวเลขสูงถึง 700,536 ไร่ หรือคิดเป็น 5.5% ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ตามมาด้วย ชัยภูมิ 535,279 ไร่ และ กาฬสินธุ์ 251,162 ไร่ ขณะที่จังหวัดเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ขอนแก่นซึ่งมักถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางปัญหาฝุ่นควัน กลับมีพื้นที่เผาไหม้ 189,898 ไร่ ต่ำกว่าหลายจังหวัดอย่างชัดเจน อย่างเช่น ร้อยเอ็ด 223,594 ไร่ หรือกาฬสินธุ์ที่สูงกว่า 251,162 ไร่ นั่นแสดงว่าปัญหาฝุ่นในเมืองใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเผาในพื้นที่ตัวเองเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการเคลื่อนตัวของมวลอากาศ การเผาในจังหวัดรอบข้าง และโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกอ้อย ข้าว และมันสำปะหลัง ที่ยังพึ่งพาการเผาเป็นวิธีลดต้นทุนก่อนเก็บเกี่ยวนั่นเอง การเผาอาจดูเป็นทางลัดต้นทุนต่ำสำหรับเกษตรกรรายย่อย เพราะช่วยลดค่าแรงและเร่งกระบวนการเตรียมพื้นที่ แต่เมื่อมองในระดับกว้างจะพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยเฉพาะต้นทุนด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ ภูมิแพ้ และโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับ PM2.5 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและประสิทธิภาพแรงงานของภูมิภาค ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและแรงงานนอกระบบ เมื่อคุณภาพอากาศแย่ลง คนทำงานกลางแจ้งย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งรายได้ที่ลดลง ชั่วโมงการทำงานที่หายไป และค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่างขอนแก่น นครราชสีมา หรืออุดรธานี ที่กำลังผลักดันตัวเองสู่ศูนย์กลางการลงทุน การแพทย์ และการท่องเที่ยว ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์จากปัญหามลพิษทางอากาศ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมืองที่เต็มไปด้วยค่าฝุ่นระดับอันตรายต่อเนื่องย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว ที่สำคัญปัญหาการเผาในภาคอีสานยังเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างเศรษฐกิจชนบทที่ยังเปราะบาง เพราะเกษตรกรจำนวนมากไม่มีเครื่องจักร ไม่มีทุนเพียงพอในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร หรือไม่มีตลาดรองรับชีวมวลเหลือใช้ การเผาจึงกลายเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด แม้จะสร้างผลกระทบมหาศาลในภายหลังก็ตาม หากรัฐยังแก้ปัญหาเพียงการห้ามเผาหรือจับปรับ โดยไม่สร้างระบบเศรษฐกิจใหม่รองรับ อย่างเช่น ตลาดซื้อขายเศษวัสดุชีวมวล โรงไฟฟ้าชุมชนพลังงานสะอาด หรือการสนับสนุนเครื่องจักรเกษตรขนาดเล็ก ปัญหานี้ก็จะวนกลับมาเกิดซ้ำทุกปีหรือไม่? ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ จังหวัดที่มีสัดส่วนพื้นที่เผาไหม้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่จังหวัด กลับไม่ใช่นครราชสีมา แต่คือ กาฬสินธุ์ และ ชัยภูมิ ที่มีสัดส่วน 5.8% และ 6.7% ตามลำดับ สิ่งก็แสดงให้เห็นว่าหลายพื้นที่ในอีสานกำลังเผชิญการใช้ที่ดินอย่างหนาแน่นและเปราะบางต่อระบบนิเวศอย่างมาก การเผาซ้ำซากทำให้หน้าดินเสื่อมสภาพ สูญเสียอินทรียวัตถุ ความสามารถในการกักเก็บน้ำลดลง และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรในระยะยาว นั่นหมายความว่า แม้เกษตรกรจะลดต้นทุนได้ในวันนี้ แต่กลับต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นในอนาคต ทั้งปุ๋ยที่ต้องใช้มากขึ้น ดินที่เสื่อมโทรม และผลผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – Rocket Media Lab –

พาเปิดเบิ่งสถิติ “อีสานไฟลุก” จังหวัดไหนมีพื้นที่เผาไหม้มากสุดในอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดพิกัด ท่องเที่ยวสายบุญ 9 พระพุทธรูปที่สูงสุดแดนภาคอีสาน

ภาคอีสาน เป็นภูมิภาคที่มีความศรัทธาฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนมาอย่างยาวนาน ความเชื่อเรื่องพญานาค ผีบรรพบุรุษ พระธาตุ และพุทธศาสนา ได้หล่อหลอมให้ชาวอีสานผูกพันกับพระพุทธรูป ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของเมือง หลายจังหวัดจึงมีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เพื่อเป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งศรัทธา จุดแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม และแรงดึงดูดด้านการท่องเที่ยว จนวันนี้สายมูได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจสำคัญของอีสาน เพราะทุกครั้งที่มีคนเดินทางไปกราบไหว้พระพุทธรูปชื่อดัง เงินจะสะพัดตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก รถเช่า ตลาดชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ นี่คือเหตุผลที่หลายจังหวัดเริ่มมองศาสนาและความเชื่อเป็น Soft Power ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลได้ในยุคปัจจุบัน กระแสมูเตลูในไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะหลังยุคโควิดที่ผู้คนเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความเชื่อจึงกลายเป็นพื้นที่ทางใจที่ช่วยเติมความหวังให้ผู้คนมากขึ้น คนรุ่นใหม่เริ่มหันเข้าวัด ขอพรเรื่องงาน เงิน ความรัก และธุรกิจมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยธุรกิจสายมูในประเทศไทยมีมูลค่าหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ธุรกิจเครื่องราง วัตถุมงคล การท่องเที่ยวสายมู ไปจนถึงคอนเทนต์ออนไลน์สายมูที่เติบโตมหาศาลบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งภาคอีสานถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้อานิสงส์สูงที่สุด เพราะมีทั้งวัดดัง พระใหญ่ และเรื่องเล่าความเชื่อจำนวนมาก ทำให้หลายพื้นที่สามารถเปลี่ยนความศรัทธาให้กลายเป็นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างน่าสนใจ หากพูดถึงแลนด์มาร์กสายบุญแห่งอีสาน หนึ่งในสิ่งที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดคือ พระพุทธรูปที่สูงที่สุดในภาคอีสาน พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา📍วัดป่าหนองแซง จ.อุดรธานี สร้างปี 2557 และมีความสูง 75 เมตร พระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์📍วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ จังหวัดมุกดาหาร สร้างปี 2552 และมีความสูง 59.99 เมตร พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี📍วัดบูรพาภิราม จังหวัดร้อยเอ็ด สร้างปี 2516 และมีความสูง 59.20 เมตร พระพุทธสกลสีมามงคล📍วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม จังหวัดนครราชสีมา สร้างปี 2510 และมีความสูง 45 เมตร พระพุทธปิยะโพธิมงคล📍พุทธสถานครองราชย์ 60 ปี จ.อุบลราชธานี สร้างปี 2549 และมีความสูง 35 เมตร พระพุทธประโคนชัย มหามิ่งมงคล📍วัดสวนเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ มีความสูง 24 เมตร พระพุทธสุรินทรมงคล📍วัดพนมศิลาราม วนอุทยานแห่งชาติพนมสวาย จังหวัดสุรินทร์ สร้างปี 2518 และมีความสูง 21.5 เมตร พระสัพพัญญูรู้แจ้งสามแดนโลกธาตุ📍วัดป่าห้วยลาด จังหวัดเลย มีความสูง 19 เมตร พระพรหมภูมิปาโล📍วัดพุทธาวาส ภูสิงห์ จังหวักาฬสินธุ์ สร้างปี 2511 และมีความสูง 17.8 เมตร โดยพระพุทธรูปขนาดใหญ่เหล่านี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของแต่ละจังหวัด คล้ายกับโมเดลเมืองท่องเที่ยวในต่างประเทศที่ใช้แลนด์มาร์กขนาดยักษ์สร้างภาพจำให้เมือง ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนระยะยาว เพราะเมื่อคนเดินทางเข้าพื้นที่ การใช้จ่ายจะกระจายไปทั้งระบบ ไม่ต่างจากการจัดอีเวนต์ใหญ่ระดับจังหวัดเลยทีเดียว ที่สำคัญ ภาคอีสานกำลังก้าวไปไกลกว่านั้น เพราะในอนาคตอาจกลายเป็นแลนด์มาร์คที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดของโลกก็เป็นได้ ปัจจุบันกำลังมีการก่อสร้าง “พระนั่งเมือง” วัดป่าวังน้ำเย็น จังหวัดมหาสารคาม ที่มีความสูงถึง 168 เมตร และ “พระพุทธรูปประจำพุทธมณฑลอุบลราชธานี” จังหวัดอุบลราชธานี สูง 137

พาเปิดพิกัด ท่องเที่ยวสายบุญ 9 พระพุทธรูปที่สูงสุดแดนภาคอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

🌳จากป่าดงสู่สมรภูมิระดับโลก🌎 พาย้อนเบิ่ง 5 ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในภาคอีสาน🔎💂🏻‍♂️

หากย้อนกลับไปมองประเทศไทยในช่วงปี 2500-2510 ภาพของประเทศในเวลานั้น อาจแตกต่างจากปัจจุบัน เพราะในขณะนั้นน่านฟ้าไทยเต็มไปด้วยเสียงเครื่องบินรบอเมริกัน เมืองต่างจังหวัดจำนวนมากเต็มไปด้วยทหารต่างชาติ ผับ บาร์ โรงแรม และสถานบันเทิงผุดขึ้นรอบฐานทัพ ขณะที่รถจี๊ปของกองทัพสหรัฐฯ วิ่งผ่านถนนดินแดงในภาคอีสานแทบทุกวัน และทั้งหมดนี้เกิดจากสงครามในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไทยเข้าไปเป็นหนึ่งในหมากสำคัญของเกมอำนาจระดับโลกโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จุดเริ่มต้นทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมะและนางาซากิของญี่ปุ่น โลกทั้งใบก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ชัยชนะของอเมริกาในสงครามครั้งนั้น ไม่ได้ทำให้โลกสงบลง แต่กลับเปิดฉากสงครามเย็น การต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนิยมที่นำโดยสหรัฐฯ กับโลกคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน มหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างพยายามขยายอิทธิพลของตัวเองไปทั่วโลก และหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด ก็คือ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยเฉพาะหลังปี 2492 เมื่อ เหมา เจ๋อตง สามารถปฏิวัติจีนสำเร็จและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นมาได้ อเมริกาก็เริ่มหวาดกลัวทันทีว่าคลื่นคอมมิวนิสต์กำลังจะไหลทะลักลงมาสู่อินโดจีน วอชิงตันเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า “ทฤษฎีโดมิโน” แนวคิดที่มองว่า หากประเทศหนึ่งในภูมิภาคเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศรอบข้างก็จะล้มตามกันไปทีละประเทศเหมือนโดมิโนที่ถูกผลัก และในเวลานั้น สถานการณ์ในอินโดจีนก็ดูเหมือนกำลังเป็นไปตามทฤษฎีนั้นจริงๆ เวียดมินห์สามารถเอาชนะกองทัพฝรั่งเศสได้ในเวียดนามเหนือ ลาวเริ่มเกิดสงครามภายใน กัมพูชาก็เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศกันชนที่สำคัญที่สุดในสายตาของอเมริกา แม้ไทยจะยังไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่การถูกล้อมรอบด้วยประเทศที่กำลังเผชิญอิทธิพลฝ่ายซ้าย ทำให้สหรัฐฯ มองว่า หากไม่รีบเข้ามาสร้างอิทธิพล ไทยอาจเปลี่ยนขั้วในอนาคต ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลไทยเองก็กำลังเผชิญความเปราะบางทางการเมืองภายในประเทศ หลังการรัฐประหารและความขัดแย้งทางอำนาจในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลไทยมองว่า คอมมิวนิสต์คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและต่ออำนาจรัฐโดยตรง การจับมือกับสหรัฐอเมริกา จึงเป็นแนวทางการเอาตัวรอดของรัฐบาลไทยในยุคนั้นด้วย จากจุดนั้น ความสัมพันธ์ไทย-อเมริกาจึงแน่นแฟ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อเมริกาเริ่มอัดฉีดเงินทุนมหาศาลเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านทั้งโครงการพัฒนา ถนน สนามบิน ระบบสื่อสาร และความช่วยเหลือจาก USAID หลายโครงการที่คนไทยใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ล้วนมีรากฐานจากยุคสงครามเย็นทั้งสิ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การขอใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพ อเมริกามองว่า ไทยมีภูมิรัฐศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ใกล้เวียดนาม ลาว และกัมพูชา แต่ปลอดภัยกว่าสมรภูมิโดยตรง สามารถส่งเครื่องบินขึ้นโจมตีได้รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนมหาศาลเมื่อเทียบกับการส่งกำลังจากญี่ปุ่นหรือฟิลิปปินส์ ดังนั้น ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ไทยจึงเริ่มเปิดพื้นที่ให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพทางทหารอย่างต่อเนื่อง ในยุคของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี ฐานทัพอเมริกันในไทยเริ่มขยายตัวอย่างจริงจัง ก่อนจะพุ่งสูงสุดในสมัย ลินดอน บี. จอห์นสัน และ ริชาร์ด นิกสัน ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงพันธมิตรของอเมริกาเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นศูนย์บัญชาการสงครามของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพรวม 8 แห่งทั่วประเทศ และน่าสนใจว่า 5 แห่งนั้น ตั้งอยู่ใน “ภาคอีสานบ้านเรา” 📍ฐานทัพอากาศอุดรธานี 2507-2519 เป็นศูนย์บัญชาการควบคุมทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็น “บ้านเกิดและรังลับ” ของ Air America สายการบินของ CIA ที่ใช้ทำสงครามลับในลาว ภารกิจหลัก: กองทัพอากาศที่ 13 ใช้ที่นี่เป็นฐานส่งเครื่องบินเจ็ทขับไล่

🌳จากป่าดงสู่สมรภูมิระดับโลก🌎 พาย้อนเบิ่ง 5 ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในภาคอีสาน🔎💂🏻‍♂️ อ่านเพิ่มเติม »

พาอัปเดตเบิ่ง อาณาจักร 14 ไดโนเสาร์อีสาน หลังค้นพบ “เจ้ายักษ์คอยาว” ตัวใหม่ที่ใหญ่สุดในไทย🦖🦕🪨

นับตั้งแต่มีการค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2519 บริเวณห้วยประตูตีหมา ในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของวงการศึกษาวิจัยไดโนเสาร์ไทย จากการสำรวจและศึกษาต่อเนื่องยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ นักบรรพชีวินวิทยาพบว่า พื้นที่ประเทศไทยเคยเป็นถิ่นอาศัยของไดโนเสาร์มาตั้งแต่ปลายยุคไทรแอสซิกจนถึงต้นยุคครีเทเชียส หรือราว 220-100 ล้านปีก่อน ปัจจุบันมีการค้นพบไดโนเสาร์แล้วไม่น้อยกว่า 25 ชนิด โดยในจำนวนนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลกถึง 14 ชนิด ขณะที่พื้นที่ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น นับเป็นหนึ่งในแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีการค้นพบไดโนเสาร์อย่างน้อย 9 ชนิด และเป็นชนิดใหม่ของโลกถึง 5 ชนิด  📍“ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” (Phuwiangosaurus sirandhornae) เป็นไดโนเสาร์กินพืช อยู่ในกลุ่มซอโรพอด (Sauropod) คอยาว หางยาว มีขนาดใหญ่ เดิน 4 ขา ยาวประมาณ 15 – 20 เมตร จะพบในยุคครีเทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous) หรือประมาณ 130 ล้านปีก่อน โดยจังหวัดที่พบได้ คือ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร 📍“สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส” (Siamotyrannus isanensis) เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ มีขนาดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเทอโรพอด (Theropod) เดิน 2 ขา มีขาหลังขนาดใหญและแข็งแรง ลำตัวยาวประมาณ 6.5 เมตร พบในยุคครีเทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous) หรือประมาณ 130 ล้านปีก่อน โดยจังหวัดที่พบได้ คือ ขอนแก่น 📍“สยามโมซอรัส สุธีธรนิ” (Siamosaurus suteethorni) เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ มีขนาดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเทอโรพอด (Theropod) วงศ์สไปโนซอริด เดิน 2 เท้า ความยาวประมาณ 7 เมตร ฟันมีลักษณะเป็นทรงกรวยคล้ายฟันจระเข้ พบในยุคครีเทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous) หรือประมาณ 130 ล้านปีก่อน โดยจังหวัดที่พบได้ คือ ขอนแก่น 📍“อิสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชิ” (Isanosaurus attavipachi) เป็นไดโนเสาร์กินพืช อยู่ในกลุ่มซอโรพอด (Theropod) ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาในไทย คอและหางยาว เดิน 4 ขา มีความยาวประมาณ 12 – 16 เมตร พบในยุคไทรแอสสิกตอนปลาย (Late Triassic) หรือประมาณ 210 ล้านปีก่อน

พาอัปเดตเบิ่ง อาณาจักร 14 ไดโนเสาร์อีสาน หลังค้นพบ “เจ้ายักษ์คอยาว” ตัวใหม่ที่ใหญ่สุดในไทย🦖🦕🪨 อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง 9 องค์พญานาคศักดิ์สิทธิ์แดนอีสาน ความเชื่อที่มาพร้อมความงามระดับโลก

ริมฝั่งแม่น้ำโขงของภาคอีสาน พญานาคเป็นจิตวิญญาณร่วมที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความศรัทธาของผู้คนมายาวนานหลายร้อยปี ผู้เฒ่าผู้แก่ในอีสานจำนวนมากเติบโตมากับเรื่องเล่าของเมืองบาดาล บั้งไฟพญานาค ถ้ำนาคา หรือปู่ศรีสุทโธแห่งคำชะโนด และส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ความเชื่อเรื่องพญานาคจึงแทรกซึมอยู่ในสถาปัตยกรรม งานบุญ ภาษา ดนตรี และจิตสำนึกของคนอีสานอย่างแนบแน่น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “มูเตลู” ได้ยกระดับความเชื่อเรื่องพญานาคจากวัฒนธรรมท้องถิ่น สู่ “Soft Power” ทางเศรษฐกิจของภาคอีสาน กระแสความศรัทธาที่เติบโตขึ้นทำให้สถานที่เกี่ยวข้องกับพญานาค อย่างเช่น คำชะโนด ถ้ำนาคา บึงโขงหลง หรือแลนด์มาร์กองค์พญานาคขนาดใหญ่ในหลายจังหวัด กลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ โดยการท่องเที่ยวสายมูสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในไทยสูงถึง 15,000 ล้านบาท และภาคอีสานถือเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักของกระแสนี้อีกด้วย ความศรัทธาของพญานาคไม่ได้จำกัดอยู่แค่การท่องเที่ยวสายมูเท่านั้น แต่ได้ขยายตัวเป็นระบบเศรษฐกิจครบวงจร ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ รถเช่า ไกด์ท้องถิ่น ร้านขายวัตถุมงคล เสื้อผ้าสายมู ไปจนถึงคอนเทนต์ออนไลน์และธุรกิจไลฟ์สดบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลายจังหวัดในอีสานเริ่มใช้เรื่องเล่าพญานาคเป็นเอกลักษณ์เมืองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น การจัดเทศกาลบวงสรวง การออกแบบแลนด์มาร์กพญานาคขนาดยักษ์ หรือการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธาเชื่อมโยงหลายจังหวัดเข้าด้วยกัน ความศรัทธาในพญานาคยังแสดงให้เห็นถึงการแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจของผู้คนในยุคสังคมผันผวน โลกหลังโควิด เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน และการแข่งขันทางสังคมที่รุนแรง ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันกลับไปพึ่งพาความเชื่อเพื่อสร้างความหวังและพลังใจ พญานาคจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ ความสำเร็จ และการคุ้มครองทางจิตวิญญาณ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนรุ่นใหม่จำนวนมาก แม้เติบโตในโลกดิจิทัล ก็ยังเดินทางไปกราบไหว้ขอพรจากองค์พญานาค และแชร์ประสบการณ์สายมูผ่าน Social จนเกิดการขยายตัวของวัฒนธรรมศรัทธาออนไลน์อย่างรวดเร็ว   อ้างอิงจาก: – วารสารปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น – มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ – Savant Journal of Social Sciences – ไทยรัฐออนไลน์

พาส่องเบิ่ง 9 องค์พญานาคศักดิ์สิทธิ์แดนอีสาน ความเชื่อที่มาพร้อมความงามระดับโลก อ่านเพิ่มเติม »

วิกฤตส่งออกแรงงานไทย เมื่อเกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ อุดรฯ ขอนแก่น ชัยภูมิ สารคาม ส่งผลสะเทือนต่อครอบครัวและเศรษฐกิจฐานราก

การที่เกาหลีใต้ประกาศขึ้นบัญชีดำ 4 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ และมหาสารคาม พร้อมระงับการรับแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล ภายใต้วีซ่า E-8 ตลอดปี 2569 ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อโครงสร้างแรงงานไทย โดยเฉพาะภาคอีสานที่พึ่งพารายได้จากการทำงานต่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเรื่องนี้ไม่ได้กระทบเพียงคนที่กำลังรอโอกาสเดินทางไปทำงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงครอบครัว ชุมชน และระบบเศรษฐกิจฐานรากของหลายจังหวัดในอีสาน ซึ่งรายได้จากแรงงานต่างแดนถือเป็นเส้นเลือดหลักหลายครอบครัวที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งการจับจ่าย การสร้างบ้าน การลงทุนภาคเกษตร รวมถึงการส่งลูกหลานเรียนหนังสือ เมื่อช่องทางรายได้ดังกล่าวถูกปิดลงชั่วคราว ย่อมทำให้เงินหมุนเวียนในระดับชุมชนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง อีสานมีประชากรมากที่สุดของประเทศ แต่โครงสร้างเศรษฐกิจยังพึ่งพาเกษตรกรรมและแรงงานนอกพื้นที่สูง ทำให้คนวัยแรงงานจำนวนมากต้องเลือกส่งออกแรงงาน เพื่อแสวงหารายได้ที่ดีกว่า การถูกระงับรับแรงงานครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการปิดประตูทางเศรษฐกิจอีกบานหนึ่งของคนอีสาน และอาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อการว่างงาน หนี้ครัวเรือน และปัญหาสังคมในระยะต่อไป แรงงานอีสานจำนวนมากเลือกเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพราะรายได้ในประเทศยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เผชิญปัญหาราคาพืชผลผันผวน รายได้ไม่แน่นอน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ การเปิดรับแรงงานตามฤดูกาลของเกาหลีใต้จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของคนชนบท แต่เมื่อเกิดปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้าง จนนำไปสู่การขึ้นบัญชีดำทั้งจังหวัด ผลกระทบจึงไม่ได้ตกอยู่กับเฉพาะผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่กลับลามไปถึงแรงงานอีกจำนวนมากที่ตั้งใจเดินทางไปทำงานอย่างถูกกฎหมาย กลายเป็นการตัดโอกาสของคนที่หวังใช้รายได้จากต่างประเทศมายกระดับชีวิตครอบครัว สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือผลกระทบด้านภาพลักษณ์ของแรงงานไทยในตลาดแรงงานโลก เพราะระบบแรงงานต่างประเทศให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและวินัยแรงงานสูงมาก การที่เกาหลีใต้ใช้มาตรการระงับรับแรงงานจากบางจังหวัด โดยปัญหาการหลบหนีทำให้ประเทศปลายทางอื่นเพิ่มความเข้มงวดต่อแรงงานไทยในอนาคต ทั้งการจำกัดโควตา การเพิ่มเงื่อนไขคัดกรอง หรือแม้แต่ลดความเชื่อมั่นต่อระบบจัดส่งแรงงานของไทยโดยรวม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านแรงงานเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน อย่างเช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ที่ต่างพยายามสร้างภาพลักษณ์แรงงานคุณภาพและมีวินัยในตลาดต่างประเทศ     อ้างอิงจาก: – กรุงเทพธุรกิจ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน

วิกฤตส่งออกแรงงานไทย เมื่อเกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ อุดรฯ ขอนแก่น ชัยภูมิ สารคาม ส่งผลสะเทือนต่อครอบครัวและเศรษฐกิจฐานราก อ่านเพิ่มเติม »

พาอัพเดตเบิ่ง ความคืบหน้า 8 เมกะโปรเจกต์ในภาคอีสาน

หลายจังหวัดในอีสานกำลังถูกปลุกด้วยคลื่นการลงทุนครั้งใหญ่ ผ่าน 8 เมกะโปรเจกต์มูลค่ารวมมหาศาลสูงกว่า 390,000 ล้านบาท ตั้งแต่รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน รถไฟทางคู่ สนามบินแห่งใหม่ สะพานเศรษฐกิจข้ามโขง ไปจนถึง Medical Hub, Data Center และมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติ โดยโปรเจกต์เหล่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเปลี่ยนอนาคตของอีสานทั้งภูมิภาค เพราะทุกโครงการกำลังเชื่อมอีสานเข้าสู่เศรษฐกิจโลกมากขึ้น ทั้งในมิติการค้า การลงทุน เทคโนโลยี สุขภาพ โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ   รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (เฟส 2) เป็นการพลิกอีสานสู่ประตูเศรษฐกิจจีนตอนใต้ เส้นทางนครราชสีมา-หนองคาย วงเงินกว่า 340,000 ล้านบาท เป็นหัวใจสำคัญของแลนด์บริดจ์ทางบกระหว่างไทย ลาว และจีน คมนาคมเตรียมเปิดประมูลในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ หลัง รฟท. ทบทวน TOR และมาตรฐานความปลอดภัย คาดเริ่มก่อสร้างปลายปี 2569 และเปิดบริการปี 2574 โปรเจกต์นี้เป็นการเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจอีสาน เพราะเมื่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อมถึงหนองคาย ไทยจะเชื่อมตรงกับเส้นทางรถไฟลาว-จีนทันที ทำให้อีสานกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางโลจิสติกส์ใหม่ของภูมิภาค การขนส่งสินค้า ผลไม้ อาหาร และอุตสาหกรรมจากไทยไปจีนจะเร็วขึ้น ต้นทุนลดลง และดึงดูดนิคมอุตสาหกรรมใหม่เข้าสู่แนวเส้นทางรถไฟมหาศาล รถไฟทางคู่ ขอนแก่น-หนองคาย โครงการขอนแก่น-อุดรธานี-หนองคาย วงเงิน 28,679 ล้านบาท ปัจจุบันคืบหน้าแล้ว 1.4% เริ่มก่อสร้างปี 2568 และคาดเปิดบริการปี 2571 แม้จะไม่หวือหวาเท่ารถไฟความเร็วสูง แต่รถไฟทางคู่ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างผลกระทบจริง เพราะจะเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าในภูมิภาค ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และช่วยให้เมืองตามแนวเส้นทางเติบโตเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย ที่กำลังกลายเป็นโซนการค้า การลงทุน และคลังสินค้าขนาดใหญ่ของอีสานตอนบนนั่นเอง   ท่าอากาศยานบึงกาฬ เป็นสนามบินใหม่แห่งลุ่มน้ำโขง สนามบินบึงกาฬ วงเงิน 8,100 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกจับตามากที่สุดของอีสานตอนบน หลังรายงาน EIA ผ่านความเห็นชอบแล้ว เตรียมเสนอ ครม. ภายในปี 2569 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปี 2572 และเปิดบริการปี 2575 หลายคนอาจมองว่าสนามบินบึงกาฬเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในเชิงเศรษฐกิจ นี่คือการปลดล็อกจังหวัดชายแดนที่มีศักยภาพสูงมาก ทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการลงทุน เพราะบึงกาฬคือประตูเชื่อมลาวตอนกลางและเวียดนาม สนามบินแห่งนี้จะทำให้การเดินทางของนักลงทุน นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวสะดวกขึ้นมหาศาล พร้อมดันมูลค่าที่ดินและธุรกิจบริการรอบเมืองเติบโตแบบก้าวกระโดด   Medical Hub ขอนแก่น เมื่ออีสานกำลังเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับภูมิภาค โครงการ Medical Hub จังหวัดขอนแก่น วงเงิน 5,300 ล้านบาท คืบหน้าต่อเนื่อง อาคารโรงพยาบาลเสร็จแล้ว 67.8% อาคารบริการ 82% อาคารจอดรถพร้อมที่พัก 72.2%

พาอัพเดตเบิ่ง ความคืบหน้า 8 เมกะโปรเจกต์ในภาคอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

จากเมืองชายขอบ…สู่นครระดับโลก มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เตรียมปลุกเศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 32,000 ล้านบาท

มหกรรมพืชสวนโลกที่จังหวัดอุดรธานี เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังถูกใช้เพื่อรีเซ็ตภาพลักษณ์ของภาคอีสานทั้งภูมิภาค จากพื้นที่ชายขอบทางเศรษฐกิจของประเทศ ไปสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวระดับนานาชาติ และฮับเกษตรนวัตกรรมแห่งลุ่มน้ำโขง ในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาคอีสานมักถูกมองผ่านภาพจำของภูมิภาคแรงงาน คนอีสานจำนวนมหาศาลต้องเดินทางออกไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชนส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ แม้อีสานจะมีประชากรมากที่สุดของประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนรายได้ต่อหัวต่ำกว่าหลายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้กำลังแสดงให้เห็นว่าภาคอีสานกำลังเปลี่ยนไป เพราะการจัดงานระดับโลกไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อสร้างความคึกคักชั่วคราวเท่านั้น แต่เป็นการใช้ Mega Event เป็นเครื่องมือพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจเมืองและสร้างมูลค่าระยะยาวให้ทั้งภูมิภาค ภาคอีสานเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมไทยกับ สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ผ่านโครงข่ายรถไฟ ถนน และระเบียงเศรษฐกิจใหม่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อุดรธานีไม่ได้ถูกเลือกเป็นเจ้าภาพเพราะมีพื้นที่จัดงานสวยงามเท่านั้น แต่เพราะเมืองนี้มีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก ทั้งสนามบินนานาชาติ ศูนย์กลางโลจิสติกส์ การค้าชายแดน และความสามารถในการเชื่อมโยงผู้คนจากหลายประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยมหกรรมพืชสวนโลก 2569 นี้จะมีผู้เข้าชมมากกว่า 3.6 ล้านคน ภายใน 134 วัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินจะกระจายไปหลายชั้น ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ โรงแรม สายการบิน ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร บริษัทอีเวนต์ ไปจนถึงผู้ค้ารายย่อย รถรับจ้าง ตลาดชุมชน ร้านของฝาก เกษตรกร และแรงงานในพื้นที่ โดยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว 1 คน ไม่ได้จบที่ค่าบัตรเข้างานเท่านั้น แต่จะเกิดผลบวกทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง อย่างเช่น นักท่องเที่ยวเข้าพักโรงแรม โรงแรมต้องจ้างแรงงานเพิ่ม ซื้อวัตถุดิบอาหารจากเกษตรกร ใช้บริการขนส่ง และหมุนเงินต่อไปในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกหลายทอด นั่นหมายความว่าเม็ดเงิน 32,000 ล้านบาท อาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจจริงสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก งานนี้กำลังทำให้อุดรธานีถูกรีแบรนด์ใหม่บนเวทีโลก เดิมเมืองในอีสานอาจยังไม่อยู่ในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม แต่การมีมหกรรมระดับโลกจะทำให้อุดรธานีถูกบันทึกลงในเครือข่ายการเดินทางระหว่างประเทศทันที โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางจากจีนและอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงมากในอุตสาหกรรม MICE เพราะนักเดินทางกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้จ่ายแบบนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่า ทั้งด้านโรงแรม ร้านอาหาร การประชุม และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ นี่คือเหตุผลว่าทำไม MICE จึงถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปหลายเท่านั่นเอง อีกทั้ง งานนี้ยังเป็นการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ให้ภาคอีสาน เพราะภายในงานจะมีทั้งเวทีประชุมวิชาการ งานนวัตกรรมเกษตร กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และการร่วมทุนระหว่างประเทศ โดยมีผู้ประกอบการต่างชาติมากกว่า 200 บริษัทเข้าร่วม สิ่งนี้สำคัญมากต่ออนาคตของเศรษฐกิจอีสาน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรของอีสานติดอยู่กับการขายวัตถุดิบราคาถูก อย่างเช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย หรือยางพารา แต่โลกยุคใหม่กำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอาหาร เกษตรแม่นยำสูง อาหารสุขภาพ และอุตสาหกรรมชีวภาพ หากอีสานสามารถเชื่อมโยงเกษตรกรรมเข้ากับนวัตกรรมและงานวิจัยได้สำเร็จ มูลค่าทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะจะเปลี่ยนจากการขายผลผลิตดิบ ไปสู่การสร้างแบรนด์ สร้างผลิตภัณฑ์ และสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปมูลค่าสูงนั่งเอง มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจสีเขียวแห่งอีสาน เพราะงานนี้เชื่อมโยงทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โลกปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุค Green Economy ประเทศต่างๆ เริ่มแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีสะอาด พลังงานสีเขียว และระบบอาหารที่ยั่งยืน ขณะที่อีสานมีจุดแข็งมหาศาลทั้งพื้นที่เกษตร ทรัพยากรชีวภาพ

จากเมืองชายขอบ…สู่นครระดับโลก มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เตรียมปลุกเศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 32,000 ล้านบาท อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top