Nanthawan Laithong

“สงกรานต์ไทย 69” ขึ้นแท่น Global Destination อันดับ 1 เมษานี้ทั่วโลกแห่ปักหมุดมาไทย คาดเงินสะพัดทะลุ 3 หมื่นล้าน

“สงกรานต์ไทย” เป็นวัฒนธรรมที่มีรากลึกยาวนานกว่าพันปี หากย้อนไปในอดีต สงกรานต์มีจุดกำเนิดจากคติความเชื่อเรื่องการเคลื่อนย้ายของดวงอาทิตย์ตามระบบสุริยคติในชมพูทวีป ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนและหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตของสังคมไทยจนกลายเป็น “ปีใหม่แบบไทย” ที่เป็นโครงสร้างทางสังคมที่เชื่อมโยงศาสนา ครอบครัว และชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น การทำบุญตักบาตร การสรงน้ำพระ และการขอพรผู้ใหญ่ ล้วนแสดงถึงความไทยที่ให้คุณค่ากับความกตัญญู ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และการเริ่มต้นใหม่ที่ดี สงกรานต์จึงเปรียบเสมือนเป็น “สถาบันทางวัฒนธรรม” ที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงทุนทางสังคมของประเทศมาอย่างยาวนาน UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในปี 2566 นับเป็นลำดับที่ 4 ของไทย ต่อจาก โขน นวดไทย และ โนรา การได้รับการยอมรับครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งเกียรติภูมิเท่านั้น แต่ยังเป็นการ “เพิ่มมูลค่าเชิงวัฒนธรรม” ให้กับสงกรานต์ในเวทีโลก ทำให้เทศกาลนี้ถูกตีความใหม่จากงานประเพณีท้องถิ่น สู่การเป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง กระแสความนิยมหลังการขึ้นทะเบียนพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2569 โดย Big 7 Travel จัดให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน ทำให้เห็นว่าพลังของวัฒนธรรมสามารถแปรเปลี่ยนเป็นแม่เหล็กดึงดูดระดับโลกได้ อีกทั้ง สงกรานต์ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การคาดการณ์ในปี 2569 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้คาดการณ์มาจากรายได้จากการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม การขนส่ง อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าท้องถิ่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมบันเทิงและอีเวนต์ สิ่งที่น่าสนใจคือ “สงกรานต์” ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการใช้จ่ายในช่วงเวลาสั้น แต่ส่งผลต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ทดลองของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่รัฐพยายามยกระดับ 18 จังหวัดและกรุงเทพมหานครให้เป็น “เมืองอัตลักษณ์” และ “เมืองน่าเที่ยว” เพื่อกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และสร้างจุดขายใหม่บนฐานทุนวัฒนธรรมเดิม  5 เมืองอัตลักษณ์ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครศรีธรรมราช 13 เมืองน่าเที่ยว จังหวัดบุรีรัมย์  จังหวัดอุทัยธานี  จังหวัดนครราชสีมา  จังหวัดนครสวรรค์  จังหวัดสุรินทร์  จังหวัดน่าน  จังหวัดหนองคาย  จังหวัดเชียงราย  จังหวัดพัทลุง  จังหวัดภูเก็ต  จังหวัดลพบุรี  จังหวัดสงขล จังหวัดกาญจนบุรี 5 พื้นที่หลักในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเดอะพรอมานาด เทอมินอล 21 พระราม 3 เทอมินอล 21 อโศก เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และถนนข้าวสาร รวมถึงวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และ 50 วัด 50 เขต ทั่วกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไป จะพบว่าสงกรานต์ยังมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจทางสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเทศกาลนี้คือช่วงเวลาของการไหลกลับของประชากรครั้งใหญ่ คนทำงานในเมืองหลวงหรือหัวเมืองเศรษฐกิจจะเดินทางกลับภูมิลำเนา เกิดการจับจ่ายใช้ส่อยในท้องถิ่นอย่างคึกคัก ตั้งแต่การซื้อของฝาก […]

“สงกรานต์ไทย 69” ขึ้นแท่น Global Destination อันดับ 1 เมษานี้ทั่วโลกแห่ปักหมุดมาไทย คาดเงินสะพัดทะลุ 3 หมื่นล้าน อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่ง “12 ถนนข้าว” มหาสงกรานต์ภาคอีสาน ปลุกเศรษฐกิจถิ่นบ้านเฮาให้เติบโต

สงกรานต์สำหรับภาคอีสานแล้วเปรรยบเสมือน “เทศกาลทองคำ” ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ ภาคอีสานมีจำนวนประชากรมากที่สุดของประเทศ ผสานกับรากวัฒนธรรมที่เหนียวแน่น ทำให้สงกรานต์กลายเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับเมืองใหญ่ เม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเวียนผ่านการท่องเที่ยว การบริโภค และบริการต่างๆ อย่างคึกคัก โดยเฉพาะในหัวเมืองหลักอย่าง ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี และอุบลราชธานี ที่พัฒนา “ถนนสายสงกรานต์” ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งสายปาร์ตี้และสายครอบครัว โดยเฉพาะ “12 ถนนข้าว” ที่กระจายอยู่ทั่วภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็น ถนนข้าวเหนียว ข้าวปุ้น ข้าวเม่า หรือข้าวหอมมะลิ จะเป็นการนำเอาวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะแต่ละพื้นที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป สิ่งนี้ทำให้เกิดการกระจายรายได้ในวงกว้าง ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย แผงลอย ตลาดสด ไปจนถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และขนส่งนั่นเอง ในช่วงสงกรานต์ถือเป็นช่วงการไหลกลับของเงินจากเมืองใหญ่สู่ภูมิภาค เมื่อแรงงานอีสานจำนวนมากเดินทางกลับบ้าน เม็ดเงินที่เคยหมุนอยู่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองเศรษฐกิจหลัก จะถูกนำกลับมาใช้จ่ายในชุมชน ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้เศรษฐกิจฐานราก ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าท้องถิ่นมียอดขายพุ่ง ตลาดชุมชนคึกคัก และเกิดการจ้างงานชั่วคราวจำนวนมาก อีกทั้ง สงกรานต์ยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจชั่วคราวที่เปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ตั้งแต่การจัดอีเวนต์ เวทีดนตรี ร้านค้าป๊อปอัพ ไปจนถึงบริการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการหมุนเวียนทุนในระยะสั้น แต่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว เพราะสามารถต่อยอดเป็นภาพจำทางการท่องเที่ยวของจังหวัดนั้นๆ ได้ “12 ถนนข้าว” มหาสงกรานต์ภาคอีสาน ถนนข้าวเหนียว – ขอนแก่น 📍ถนนศรีจันทร์ 📅11-15 เม.ย. 69 3 วัน สร้างเงินสะพัด 1,000 ล้านบาท ถนนข้าวโพด – นครราชสีมา📍เทศบาลเมืองปากช่อง อ.ปากช่อง 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวปุ้น – นครพนม📍เทศบาลเมืองนครพนม 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวผัวหลง – หนองบัวลำภู📍หน้าวัดมหาชัย อ.เมืองหนองบัวลำภู 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวฮาง/ถน – สกลนคร📍ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และเทศบาลนครสกลนคร 📅12-15 เม.ย. 69 ถนน(ข้าว)ลอดช่อง – ยโสธร📍เทศบาลเมืองยโสธร 📅13-15 เม.ย. 69 ที่มาของถนนนี้ “ลอดช่อง” ที่เป็นของหวานขึ้นชื่อของจังหวัดยโสธร ถนนข้าวเม่า – มหาสารคาม📍หน้าโรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม 📅13-15 เม.ย. 69 ถนนข้าวเปียก – อุดรธานี📍หนองประจักษ์ และพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี 📅13-15 เม.ย. 69 ชื่อนี้มาจากเมนูเส้นสไตล์เวียดนามที่เข้ามาพร้อมผู้อพยพ เดิมเรียกว่า “จ๋าว” และกลายเป็นอาหารเช้ายอดนิยมของชาวอุดรธานีจนใช้ตั้งชื่อถนน ถนนข้าวก่ำ – กาฬสินธุ์📍เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 📅13-15 เม.ย. 69

พาเลาะเบิ่ง “12 ถนนข้าว” มหาสงกรานต์ภาคอีสาน ปลุกเศรษฐกิจถิ่นบ้านเฮาให้เติบโต อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเวลาเบิ่ง มหากาพย์ “วิกฤตน้ำมันแพง” ในช่วง 50 ปี

จำได้ไหมว่าเราเคยจ่ายค่าน้ำมัน “แพงที่สุด” ลิตรละเท่าไร⁉️ ⏳หากย้อนมองย้อนไปในอดีต จะพบว่า “ราคาน้ำมัน” ในตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ประเทศไทยเผชิญวิกฤตน้ำมันแพงมาแล้วอย่างน้อย 7 ครั้งใหญ่ด้วยกัน ซึ่งแต่ละครั้งล้วนมีจุดร่วมสำคัญ เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงถึงราว 90% ทำให้ทุกสถานการณ์ใหญ่ของโลกส่งผ่านมาที่ต้นทุนชีวิตของคนไทยแทบจะทันที ในช่วงปี 2516-2517 เกิดสงครามอาหรับ-อิสราเอลในเหตุการณ์ Oil Shock ครั้งแรก ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นกว่า 4 เท่า ภายใต้รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ราคาน้ำมันไทยจึงต้องปรับขึ้นตาม เบนซินจาก 2.30 บาท เป็น 3.62 บาท และดีเซลจาก 1.05 บาท เป็น 2.33 บาท แม้ในขณะนั้นตัวเลขจะดูต่ำ แต่หากเทียบกับรายได้และเงินเฟ้อในยุคนั้น ถือเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ต่อเนื่องมาถึงปี 2522-2523 วิกฤตน้ำมันรอบที่สองจากการปรับราคาของกลุ่มโอเปกในยุครัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ส่งผลให้เกิดภาวะของแพงทั้งระบบ ไฟฟ้าขาดแคลน และแรงกดดันทางการเมืองจนผู้นำต้องลาออก ถัดมาในปี 2533 วิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ราคาน้ำมันนำเข้าไทยพุ่งจาก 18.9 เป็น 31 ดอลลาร์/บาร์เรลในเวลาไม่กี่เดือน ราคาหน้าปั๊มจึงปรับขึ้นตาม เบนซินจาก 8.45 เป็น 11.05 บาท และดีเซลจาก 6.10 เป็น 8.40 บาท ก่อนจะมาถึงจุดพีคเชิงประวัติศาสตร์ ในปี 2551 ช่วงวิกฤตการเงินโลก (Subprime Crisis) แม้เศรษฐกิจจะชะลอ แต่ราคาน้ำมันกลับพุ่งสวนขึ้นไปแตะ 147 ดอลลาร์/บาร์เรล จากแรงเก็งกำไรและอุปสงค์สะสม ส่งผลให้ราคาดีเซลไทยขึ้นไปถึง 44.24 บาท/ลิตร และเบนซิน 42.89 บาท/ลิตร ก่อนจะร่วงลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี นับว่าในช่วงนั้นราคาน้ำมันมีการผันผวนอย่างมาก ในปี 2557 ไทยเผชิญราคาน้ำมันสูงอีกครั้ง โดยเบนซินแตะระดับเกือบ 50 บาท/ลิตร (49.15 บาท) ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบโลก 100-110 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งในช่วงนั้นปัจจัยไม่ได้มาจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงโครงสร้างภาษี การยกเลิกเบนซิน 91 และค่าเงินบาทที่อ่อนค่านั่นเอง ต่อมาในปี 2565 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้น้ำมันโลกพุ่งแตะระดับ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้เบนซินไทยทะลุ 40 บาท และดีเซลแตะราว 30 บาท แม้รัฐจะพยายามตรึงราคาด้วยกองทุนน้ำมัน แต่ก็เป็นเพียงการซื้อเวลามากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และล่าสุดในปี 2569 ถือเป็นจุดสูงสุดใหม่ของประวัติศาสตร์ เมื่อราคาน้ำมันไทยทะลุ 50 บาท โดยเบนซินขึ้นไปที่ 52.54 บาท/ลิตร และดีเซล 50.54 บาท/ลิตร

พาย้อนเวลาเบิ่ง มหากาพย์ “วิกฤตน้ำมันแพง” ในช่วง 50 ปี อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง อีสานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว” แต่ละจังหวัดเปลี่ยนไปมากแค่ไหน⁉️

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2567) มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว (GPP per capita) จะเห็นได้ว่าบางจังหวัดสามารถเร่งตัวได้อย่างโดดเด่น ขณะที่บางจังหวัดกลับถอยอันดับ แม้ขนาดเศรษฐกิจรวมจะยังใหญ่ก็ตาม  มูลค่าเศรษฐกิจไม่ได้เท่ากับศักยภาพต่อคนเสมอไป โดยจังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงที่สุดอย่าง “นครราชสีมา” และ “ขอนแก่น” เป็นเพียง 2 จังหวัดในอีสานที่อันดับมูลค่าเศรษฐกิจและมูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวสอดคล้องกัน แม้จะมีประชากรจำนวนมาก แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อคนได้สูง เนื่องจากมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้น ภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และบริการสมัยใหม่ ซึ่งสร้าง มูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าภาคเกษตร จากข้อมูลจะเห็นความโดดเด่นของ “บึงกาฬ” ที่ขยับจากอันดับ 16 ขึ้นมาเป็นอันดับ 7 ภายในเวลาเพียง 10 ปี บึงกาฬถือเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจชายแดนและมีการค้าเชื่อมโยงลุ่มน้ำโขง ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีโครงสร้างการผลิตที่เน้นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งบึงกาฬถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภาคอีสาน  และอีกข้อได้เปรียบคือด้านจำนวนประชากซึ่งมีขนาดเล็กกว่าจังหวัดใหญ่ ทำให้เมื่อมูลค่าเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นก็สามารถดันมูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวให้พุ่งสูงได้เร็วกว่าจังหวัดขนาดใหญ่นั่นเอง ขณะเดียวกัน กลุ่มจังหวัดอย่าง “เลย” “หนองคาย” และ “นครพนม” แม้จะมีขนาดเศรษฐกิจไม่ใหญ่มาก แต่กลับมีมูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวสูงติดอันดับต้นๆ ของอีสาน ปัจจัยสำคัญคือการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีการค้าข้ามประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งช่วยดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยการค้าชายแดนของไทยมีสัดส่วนสูงถึงราว 10% ของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมด ส่งผลให้จังหวัดเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าต่อคนสูงได้ แม้จะมีจำนวนประชากรน้อย ในทางตรงกันข้าม “อุบลราชธานี” กลับเป็นจังหวัดที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ แต่มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวลดลง ถึงแม้จะเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมสูงติดอันดับต้นๆของอีสาน แต่มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัวกลับร่วงลงมาอยู่ลำดับที่ 16 อุบลราชธานีมีจำนวนประชากรขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจถูกหารเฉลี่ยออกไปมาก อีกทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรและบริการพื้นฐาน ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหรือโลจิสติกส์ขั้นสูง และมีการเติบโตแบบกระจุกตัว แม้จะมีการเติบโต แต่พื้นที่ชนบทจำนวนมากยังไม่สามารถยกระดับผลิตภาพได้ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยต่อหัวทั้งจังหวัดถูกฉุดลง   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #GPPperCapita #มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว #การลงทุน #มูลค่าเศรษฐกิจ #GPP #GPPperCap

พาย้อนเบิ่ง อีสานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “มูลค่าเศรษฐกิจต่อหัว” แต่ละจังหวัดเปลี่ยนไปมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง รายได้ปั๊มน้ำมันแดนอีสานกว่า 147,503 ล้าน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️

ธุรกิจการขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ในสถานีบริการ ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคอีสาน เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบโลจิสติกส์ การเดินทาง และเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลล่าสุดปี 2567 ภาคอีสานมีรายได้รวมจากธุรกิจกลุ่มนี้สูงกว่า 147,503 ล้านบาท 5 จังหวัดที่มีรายได้รวมมากสุด – นครราชสีมา 27,586 ล้านบาท – ขอนแก่น 14,540 ล้านบาท – อุดรธานี 14,138 ล้านบาท – อุบลราชธานี 11,440 ล้านบาท – ร้อยเอ็ด 9,504 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า 4 จังหวัดแรกยังครองสัดส่วนรายได้สูงสุด เพราะจังหวัดเหล่านี้ล้วนเป็นหัวเมืองหลักที่มีทั้งจำนวนประชากรสูง การเป็นศูนย์กลางคมนาคม และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามภูมิภาค โดยเฉพาะ นครราชสีมา ซึ่งมีรายได้สูงสุด ซึ่งมีสถานะเป็นประตูสู่อีสานเชื่อมต่อกรุงเทพฯ และภาคกลาง ทำให้มีปริมาณการใช้พลังงานสูงทั้งจากรถส่วนบุคคล รถบรรทุก และการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ยังเป็นฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันมีความหนาแน่นมากกว่าจังหวัดอื่นนั่นเอง ขณะที่ ขอนแก่น และ อุดรธานี มีบทบาทเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจเช่นกัน โดยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การแพทย์ และการค้าส่ง-ค้าปลีก ส่วนอุดรธานีมีบทบาทในฐานะประตูการค้าชายแดนไปยัง สปป.ลาว และเวียดนาม ทำให้เกิดการหมุนเวียนของยานพาหนะและกิจกรรมโลจิสติกส์สูง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของสถานีบริการน้ำมัน สำหรับ อุบลราชธานี ก็มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จากการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมโยงไปลาวตอนใต้ ทำให้มีการใช้พลังงานในภาคการขนส่งและการเดินทางจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีฐานประชากรหนาแน่น และ ร้อยเอ็ด แม้จะไม่ใช่เมืองศูนย์กลางขนาดใหญ่เหมือน Top 4 แต่ก็สามารถสร้างรายได้สูง โดยร้อยเอ็ดทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมของอีสานตอนกลาง การเดินทางระหว่างจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมากต้องผ่านพื้นที่นี้ ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันมีรายได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รายได้ของธุรกิจปั๊มน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนปั๊มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพื้นที่นั้นๆ อย่างเช่น จังหวัดที่เป็นศูนย์กลางคมนาคม การค้า หรือชายแดน จะมีการไหลเวียนของพลังงานสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป นอกจากนี้ แนวโน้มธุรกิจยังเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดล Non-Oil อย่างเช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ และบริการอื่นๆ ในสถานีบริการ ซึ่งกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยเพิ่มมาร์จิ้นให้ธุรกิจอีกด้วย อ้างอิงจาก: – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า – กรุงเทพธุรกิจ – ฐานเศรษฐกิจ – Thairath Money – Marketing Oops #รายได้รวมปั๊มน้ำมัน #ปั๊มน้ำมัน #ปั๊มน้ำมันในอีสาน #รายได้ปั๊ม #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์

พาส่องเบิ่ง รายได้ปั๊มน้ำมันแดนอีสานกว่า 147,503 ล้าน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

“ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ร่องรอยอารยธรรม จากความศรัทธาพันปี สู่พลังเศรษฐกิจของบุรีรัมย์

“ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่นของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีจัดอยู่ที่ ปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งเป็นเทวสถานศิลปกรรมขอมโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟดับสนิท ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15-18 ในศิลปกรรมขอมโบราณ ภายใต้ลัทธิไศวนิกาย เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และการเชื่อมโยงโลกมนุษย์กับจักรวาล    ความเป็นมาของ “ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ พ.ศ. 2481 โดยมีพระเถระจากจังหวัดสุรินทร์เป็นผู้ริเริ่มนำคณะศรัทธาขึ้นไปประกอบศาสนกิจบนเขาพนมรุ้งเป็นประจำทุกปี จนกลายเป็นแบบแผนของการประกอบพิธีกรรมที่ผสมผสานความเชื่อทางพุทธและพราหมณ์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง อย่างเช่น บ้านจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย ได้ร่วมแรงร่วมใจจัดงานนมัสการ ปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลอง และตกแต่งสถานที่บริเวณลานหน้าปราสาท จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันต่อมาในปี พ.ศ. 2534 ภาครัฐโดยจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับกรมศิลปากร และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับงานประเพณีนี้ให้มีความยิ่งใหญ่และเป็นระบบมากขึ้น โดยยังคงยึดโยงกับพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น การจัดงานในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 และการจำลองขบวนเสด็จของพระนางภูปตินทรลักษมีเทวีจากเมืองพระนครหลวง พร้อมเครื่องราชบรรณาการและขบวนเทพพาหนะประจำทิศทั้ง 10 การสืบทอดประเพณีนี้เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม และยังเป็นการสร้างความหมายใหม่ให้กับพื้นที่โบราณสถาน ให้กลายเป็นพื้นที่มีชีวิตที่ผู้คนยังคงเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ และในปี 2569 งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน ภายใต้แนวคิดส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามนโยบายของรัฐ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ “มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ขึ้นส่องตรง 15 ช่องประตู” หนึ่งเดียวในโลก ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลา 05.50-06.10 น. ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อที่ผู้คนจะมารับพลังแห่งความเป็นสิริมงคล ภายในงานประกอบไปด้วยพิธีกรรมและกิจกรรมที่ถอดแบบจากประวัติศาสตร์ขอมโบราณ ทั้งพิธีบวงสรวงองค์พระศิวะมหาเทพ ขบวนอัญเชิญเทพผู้พิทักษ์ทั้ง 10 ทิศ ขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี พระมารดาของเจ้าชายนเรนทราทิตย์ ผู้สร้างปราสาท ตลอดจนขบวนเทพพาหนะที่สื่อถึงจักรวาลตามคติฮินดู อย่างเช่น หงส์ ช้าง นาค ม้า และคชสีห์ ขบวนทั้งหมดเคลื่อนผ่าน “เสานางเรียง”  อีกทั้งยังมีความอลังการผ่านการแสดง “เหนือศรัทธาวนัมรุง” จากนางรำกว่า 800 คน ที่พร้อมใจกันถ่ายทอดความศรัทธาผ่านศิลปะการร่ายรำอย่างประณีต รวมถึงระบำอัปสราบุรีรัมย์ที่สื่อถึงรากเหง้าวัฒนธรรมขอม ขณะเดียวกันก็มี “ตลาดอารยธรรมวนัมรุง” ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนจากทั้ง 23 อำเภอได้นำเสนอสินค้าอัตลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม ผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟ (ผ้าภูอัคนี) ผ้าซิ่นตีนแดง อาหารพื้นเมืองหายาก ตลอดจนผลิตภัณฑ์ OTOP ต่างๆ ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งรสชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอย่างครบมิติ ย้อนไปในปี 2568 ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อสัมผัสความมหัศจรรย์ของประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งอย่างคึกคัก บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการจับจ่ายใช้สอย ทั้งการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ของฝาก ของที่ระลึก และการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ส่งผลให้เกิดเงินสะพัดภายในจังหวัดมากกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง ทั้งผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และภาคบริการ ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเกิดการหมุนเวียนและเติบโต   งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำเอาวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำคือโบราณสถานและความเชื่อ กลางน้ำคือการออกแบบกิจกรรมและประสบการณ์ และปลายน้ำคือการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม และผู้ประกอบการท้องถิ่นต่างได้รับอานิสงส์โดยตรง ขณะเดียวกันยังเกิดการจ้างงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

“ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ร่องรอยอารยธรรม จากความศรัทธาพันปี สู่พลังเศรษฐกิจของบุรีรัมย์ อ่านเพิ่มเติม »

เศรษฐกิจอีสาน 10 ปีผ่านไป พาส่องเบิ่ง ตัวเลข GPP แต่ละจังหวัดเปลี่ยนมากแค่ไหน⁉️

ในปี 2567 ภาคอีสานมีมูลค่าเศรษฐกิจรวม 1,888,342 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 10.1% ของ GDP ประเทศที่ราวกว่า 18.7 ล้านล้านบาท แม้สัดส่วนจะยังต่ำ แต่เศรษฐกิจอีสานก็มีการขยายตัวถึง 43.1% จากปี 2557 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเติบโตปานกลางค่อนไปทางสูง เมื่อเทียบกับภูมิภาคที่มีฐานเศรษฐกิจต่ำกว่า 5 อันดับจังหวัดที่มี GPP สูงสุด – นครราชสีมา มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 349,213 ล้านบาท – ขอนแก่น มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 238,727 ล้านบาท – อุบลราชธานี มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 148,642 ล้านบาท – อุดรธานี มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 132,615 ล้านบาท – บุรีรัมย์ มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 110,525 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า จังหวัดที่กล่าวมานั้น มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันกว่า 979,722 ล้านบาท หรือ 51.9% ของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งภาคอีสาน นั่นหมายความว่า ครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจอีสาน กระจุกอยู่ในเพียง 5 จังหวัดเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้เกิดแรงดึงดูดแรงงาน ทำให้แรงงานจากจังหวัดขนาดเล็กไหลเข้าสู่เมืองหลัก หรือแม้กระทั่งย้ายออกนอกภูมิภาคไปกรุงเทพฯ โดยทั้ง 5 จังหวัดที่กล่าวมาก็มีบทบาททางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น นครราชสีมาทำหน้าที่เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมกับภาคกลาง มีฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่แข็งแรง ส่วนขอนแก่นเป็นศูนย์กลางบริการสมัยใหม่ การแพทย์ และการศึกษา ในขณะที่ อุบลราชธานีและอุดรธานี ก็เป็น “hub ชายแดน” ที่เชื่อมโยงการค้ากับ สปป.ลาว และเวียดนาม ในส่วนของ บุรีรัมย์ ก็มีการเติบโตจากเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยว กีฬา และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงหลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดเครือข่ายเมืองศูนย์กลาง ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งภูมิภาคนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากลงไปดูความเปลี่ยนแปลงของอันดับ จะเห็นได้ว่า 9 อันดับแรกของจังหวัดที่มีมูลค่า GPP สูงสุดในปี 2557 ยังคงยึดตำแหน่งเดิมต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 โดยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลำดับ ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของอีสานที่มีการเติบโตแบบกระจุกตัวมากกว่าการกระจายตัว โดยจังหวัดที่ขนาดเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ยังคงเติบโตเร็วและดึงทรัพยากรเพิ่มขึ้น ขณะที่จังหวัดขนาดกลางและเล็กแม้จะเติบโตเชิงตัวเลข แต่ก็ยังไม่สามารถแซงอันดับได้ การเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงปีเป็นอย่างไร⁉️ ในช่วงเวลา ปี 2557-2562 ถือเป็นช่วงเร่งตัวของเมืองศูนย์กลาง โดยเฉพาะขอนแก่นและนครราชสีมา ที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคบริการ การศึกษา และศูนย์กลางสุขภาพ ทำให้มูลค่า GPP ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดอย่างอุบลราชธานีและอุดรธานีเติบโตจากบทบาทเมืองชายแดนและศูนย์กลางภูมิภาคตอนบน-ล่างที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนในช่วงปี 2562-2567 เป็นช่วงที่เห็นการขยับของอันดับเล็กน้อย อย่างเช่น เลย ที่ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 12 ในปี 2567 จากอันดับ 13 ในปี

เศรษฐกิจอีสาน 10 ปีผ่านไป พาส่องเบิ่ง ตัวเลข GPP แต่ละจังหวัดเปลี่ยนมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

ปี 67 มูลค่าเศรษฐกิจอีสาน 1.9 ล้านล้าน  จากชายแดนถึงมหานคร เมืองใหญ่ยิ่งโต เมืองเล็กยิ่งตาม

ในปี 2567 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคอีสาน (GRP) ขยับขึ้นมาแตะระดับ 1,888,342 ล้านบาท หรือเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท ครองอันดับ 3 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภาคตะวันออก แม้เมื่อเทียบในเชิงสัดส่วนแล้ว อีสานยังมีขนาดเศรษฐกิจเพียง 10.1% ของ GDP ประเทศที่มีมูลค่ารวมราว 18.7 ล้านล้านบาท แต่หากพิจารณาในการเติบโตระยะยาว จะพบว่าเศรษฐกิจอีสานขยายตัวถึง 43.1% จากปี 2557 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง สำหรับภูมิภาคที่มีฐานเศรษฐกิจตั้งต้นค่อนข้างต่ำ ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานเกษตรกรรมไปสู่โครงสร้างที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งภาคบริการ การค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายแดนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเศรษฐกิจของอีสานยังคงมีลักษณะ “กระจุกตัวสูง” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดที่มีมูลค่า GPP สูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา (349,213 ล้านบาท) ขอนแก่น (238,727 ล้านบาท) อุบลราชธานี (148,642 ล้านบาท) อุดรธานี (132,615 ล้านบาท) และบุรีรัมย์ (110,525 ล้านบาท) มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันถึง 979,722 ล้านบาท หรือคิดเป็น 51.9% ของทั้งภูมิภาค ซึ่งโครงสร้างลักษณะนี้ก่อให้เกิดแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้แรงงานจากจังหวัดขนาดเล็กและขนาดกลางไหลเข้าสู่เมืองศูนย์กลางเพื่อแสวงหาโอกาส ทั้งในภาคบริการ อุตสาหกรรม และการศึกษา ขณะเดียวกัน แรงงานส่วนหนึ่งยังคงไหลออกนอกภูมิภาคไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับประเทศ จังหวัด ปี 2567 นครราชสีมา 349,213 ล้านบาท ขอนแก่น 238,727 ล้านบาท อุบลราชธานี 148,642 ล้านบาท อุดรธานี 132,615 ล้านบาท บุรีรัมย์ 110,525 ล้านบาท สุรินทร์ 93,062 ล้านบาท ร้อยเอ็ด 89,233 ล้านบาท ศรีสะเกษ 86,230 ล้านบาท ชัยภูมิ 81,395 ล้านบาท สกลนคร 75,966 ล้านบาท มหาสารคาม 72,169 ล้านบาท เลย 68,330 ล้านบาท กาฬสินธุ์ 67,139 ล้านบาท นครพนม 56,146 ล้านบาท หนองคาย 54,632 ล้านบาท บึงกาฬ 36,197 ล้านบาท หนองบัวลำภู 34,700 ล้านบาท ยโสธร 34,496

ปี 67 มูลค่าเศรษฐกิจอีสาน 1.9 ล้านล้าน  จากชายแดนถึงมหานคร เมืองใหญ่ยิ่งโต เมืองเล็กยิ่งตาม อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง “ผลประกอบการ” ยักษ์ใหญ่แห่งน้ำมัน

ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อราคาพลังงาน ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวสูงตามไปด้วย ทำให้ธุรกิจ “ปั๊มน้ำมัน” กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ทั้งในเรื่องการแข่งขัน การบริหารต้นทุน และกลยุทธ์การตลาด ในประเทศไทย ธุรกิจน้ำมันมีการแข่งขันสูงทั้งจากผู้เล่นในประเทศและแบรนด์ต่างประเทศ โดยแม้จะเกิดการควบรวมแบรนด์เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตลาด แต่การแข่งขันด้านราคาและบริการกลับยิ่งเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นความท้าทายในการรักษากำไรและขยายฐานลูกค้า เมื่อพิจารณาผลประกอบการของ 5 แบรนด์ใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2568 พบว่ามีแนวโน้มและโครงสร้างกำไรที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR สามารถทำกำไรสุทธิสูงถึง 11,303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.75% แม้รายได้รวมลดลง 9.05% ซึ่งมีความสามารถในการบริหารต้นทุน การจัดการเครือข่ายสถานี และการเพิ่มประสิทธิภาพของปริมาณจำหน่ายในช่วงราคาน้ำมันดิบผันผวน ในขณะที่บางจาก (BCP) และ SPRC แม้จะมีสถานีและปริมาณจำหน่ายต่างกัน แต่สามารถรักษากำไรสุทธิได้เพิ่มขึ้น 31.85% และ 14.97% ตามลำดับ โดย SPRC โดดเด่นจากการมีโรงกลั่นประสิทธิภาพสูงภายใต้แบรนด์ Caltex ซึ่งทำให้สามารถสร้างมาร์จิ้นกำไรจากการกลั่นและการจำหน่ายน้ำมันได้ แม้ราคาน้ำมันดิบจะแปรปรวนนั่นเอง ในขณะที่ PTG และ SUSCO เห็นถึงความเปราะบางของผู้เล่นรายเล็กต่อแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและการแข่งขัน โดยเฉพาะ SUSCO กำไรสุทธิหดตัวถึง 58.76% แม้จะมีเครือข่ายสถานี 266 แห่ง แต่ก็มีการการจัดการต้นทุนและปรับราคาขายตามตลาดถือเป็นปัจจัยสำคัญในการอยู่รอดในตลาดน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตลาดปั๊มน้ำมันไทยอยู่ในช่วงการแข่งขันสูง แต่มีโอกาสเชิงกลยุทธ์ ผู้เล่นใหญ่ที่สามารถจัดการต้นทุน การขยายเครือข่ายสถานี และการบริหารความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันได้ จะสามารถสร้างกำไรและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างยั่งยืน ส่วนผู้เล่นรายเล็กจะต้องเผชิญแรงกดดันสูงและต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่ออยู่รอดในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่แน่นอนนี้นั่นเอง     อ้างอิงจาก กรุงเทพธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เว็บไซต์ของบริษัท้

พาส่องเบิ่ง “ผลประกอบการ” ยักษ์ใหญ่แห่งน้ำมัน อ่านเพิ่มเติม »

เหมืองโพแทชอุดรธานี เมกะโปรเจกต์ 5 หมื่นล้าน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย หรือจุดเสี่ยงที่ต้องแลก?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยู่ในยุคที่ “ทรัพยากรใต้ดิน” สามารถพลิกชะตาประเทศได้ โครงการเหมืองโพแทชอุดรธานีเปรียบเสมือนการเดิมพันขนาดใหญ่ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่เป็นการเดิมพันระหว่างความมั่นคงทางเกษตรกับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่อาจย้อนกลับมาทวงคืนอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม หากย้อนกลับไปในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2565 ภายใต้รัฐบาลของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการอนุมัติโครงการเหมืองแร่โพแทชในจังหวัดอุดรธานี พร้อมออกประทานบัตรเหมืองใต้ดิน 4 แปลง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,446 ไร่ ให้แก่บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีอายุยาวถึง 25 ปี (2565–2590)  แร่โพแทช (Potash) หรือโพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม ซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนำเข้ามากกว่า 720,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท การมีเหมืองในประเทศจึงเป็นการเปลี่ยนไทยจากผู้ซื้อเป็น “ผู้ควบคุมต้นทุน” ได้ในระยะยาว หากเหมืองอุดรธานีสามารถผลิตได้ตามแผนราว 2 ล้านตันต่อปี เมื่อรวมกับเหมืองในนครราชสีมาและชัยภูมิ จะทำให้ไทยมีศักยภาพการผลิตรวมกว่า 3.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งก็เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และยังสามารถส่งออกและสร้างรายได้ใหม่ในฐานะผู้เล่นในตลาดปุ๋ยโลกอีกด้วย แต่ในทางกลับกัน โมเดลธุรกิจเหมืองโพแทชไม่ได้มีแค่รายได้เท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนแฝง เพราะการสกัดแร่โพแทช 1 ส่วน จะได้โซเดียมคลอไรด์หรือเกลือถึง 7 ส่วน ซึ่งเรียกว่า หางแร่ และความเค็มคือผลผลิตขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการ หากระบบกักเก็บหรือกำจัดไม่มีประสิทธิภาพ ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ทันที เพราะดินเค็ม น้ำเสีย และพื้นที่เกษตรเสียหาย คือการทำลายฐานรายได้ของชุมชนโดยตรงนั่นเอง บทเรียนจากเหมืองโพแทชในจังหวัดนครราชสีมาคือบทเรียนครั้งใหญ่ เมื่อพื้นที่โดยรอบเริ่มมีค่าความเค็มสูงขึ้น บ่อน้ำสาธารณะเกิดฟองและกลิ่นผิดปกติ ส่งผลให้พื้นที่เกษตรบางส่วนถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 2559 โดยสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นต้นทุนเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว และอาจสูงกว่ามูลค่าที่เหมืองสร้างขึ้น อีกทั้ง โครงการนี้ยังมีความตึงเครียดระหว่างรัฐ ทุน และประชาชน กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีได้คัดค้านและยื่นฟ้องศาลปกครอง จนเกิดคดีสิ่งแวดล้อมและข้อถกเถียงเรื่องความชอบธรรมของกระบวนการอนุญาต และนี่ได้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงสถาบันที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม เพราะหากโครงการขาดการยอมรับจากชุมชน ต้นทุนความขัดแย้งอาจทำให้โครงการล่าช้า หรือถึงขั้นหยุดชะงักได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ควรมีเหมืองหรือไม่ แต่คือจะบริหารเหมืองอย่างไร ให้สมดุลระหว่างกำไรและความยั่งยืน เพราะตัวแปรชี้ขาดไม่ได้อยู่ที่แร่ใต้ดิน แต่อยู่ที่เทคโนโลยีการขุด การจัดการหางแร่ ระยะห่างจากชุมชน และความโปร่งใสของภาครัฐ หากทำได้ดี เหมืองแห่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตปุ๋ยใช้เองในประเทศของไทย   และล่าสุด “โครงการเหมืองแร่โพแทชที่อุดรธานี” มูลค่าลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ของ เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น ตอนนี้เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เป็นแค่แผน วันนี้โครงการอยู่ในช่วงสำรวจและออกแบบ โดยใช้เทคโนโลยีค่อนข้างทันสมัยในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะจะเป็นตัวกำหนดทั้งต้นทุน วิธีการทำเหมือง รวมไปถึงแนวทางรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น โครงการนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการขุดแร่เท่านั้น แต่กำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ทั้งก้อน ตั้งแต่เหมือง โรงงานแปรรูป ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างปุ๋ย ที่ไทยยังต้องพึ่งนำเข้าอยู่เยอะ ถ้าเดินตามแผนได้จริง ช่วงต้นปี 2570 จะเริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งนั่นแปลว่าอุดรธานีอาจไม่ได้เป็นแค่เมืองเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังจะขยับไปเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมแร่และปุ๋ยของประเทศนั่นเอง

เหมืองโพแทชอุดรธานี เมกะโปรเจกต์ 5 หมื่นล้าน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย หรือจุดเสี่ยงที่ต้องแลก? อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top