Nanthawan Laithong

ฮู้บ่ว่า? “ประเทศไทย” มีดัชนีเสรีภาพสื่อสูงสุดในอาเซียน และลำดับที่ 85 จาก 180 ประเทศทั่วโลก

“เสรีภาพสื่อไทย” อันดับหนึ่งในอาเซียน  ในปี 2568 รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลก (World Press Freedom Index) ที่เผยแพร่โดยองค์กร Reporters Without Borders (RSF) พบว่า ประเทศไทยขึ้นอันดับ 85 ของโลก จากทั้งหมด 180 ประเทศ และอยู่ในลำดับสูงสุดในกลุ่มอาเซียน ด้วยคะแนนรวม 56.72 แซงหน้ามาเลเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์ ซึ่งในอดีตเคยถูกมองว่ามีสื่อที่เสรีภาพมากกว่าไทย ในขณะที่ด้านกัมพูชาถูกปรับลดจากลำดับ 151 เป็น 161 จาก 180 ประเทศทั่วโลกนั่นเอง ข้อมูลเชิงลึกในรายงานของ RSF ชี้ว่า ประเทศไทยได้คะแนนสูงมากใน “ด้านความปลอดภัย” ด้วยอันดับโลกที่ 80 และคะแนน 80.79 ซึ่งถือว่าดีมากในภูมิภาค การไม่พบเหตุการณ์ความรุนแรงร้ายแรงต่อผู้สื่อข่าวในช่วงปีที่ผ่านมา มีส่วนช่วยให้คะแนนด้านนี้พุ่งสูงนั่นเอง นอกจากนี้ ไทยยังมีคะแนนค่อนข้างดีใน “ด้านทางสังคม” และ “ด้านทางการเมือง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สื่ออาจมีพื้นที่หายใจหายคอมากขึ้นหลังการเลือกตั้งในปี 2566 ที่สิ้นสุดยุครัฐประหารอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม รายงานเดียวกันก็ชี้ให้เห็น “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้าน กฎหมายและเศรษฐกิจ ไทยอยู่อันดับที่ 119 ของโลกในมิติ “ด้านกฎหมาย” ด้วยคะแนนเพียง 49.61 เท่านั้น   รายงานจากการ RSF ระบุว่า “เลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 ของประเทศไทยถูกจับตามองจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น “เสรีภาพสื่อ” ที่กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง เนื่องจากพรรคก้าวไกลเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีบทลงโทษรุนแรงถึงจำคุก 15 ปี แต่กระแสอภิปรายนี้กลับถูกตัดจบในเดือนสิงหาคม 2567 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล โดยอ้างว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ขัดต่อรัฐธรรมนูญไทย” นอกจากนี้ “โครงสร้างการเป็นเจ้าของสื่อ” ก็เป็นปัญหาที่ไม่เคยถูกแก้ไข สื่อหลักของไทยจำนวนมากยังอยู่ในเครือข่ายของกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงกับกองทัพ ราชการ หรือครอบครัวการเมือง ทำให้เกิดคำถามว่า “ความเป็นกลาง” ของสื่อที่ได้คะแนนดีนั้นเป็นจริงหรือแค่การถูกควบคุม?   มองผ่านมุมสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา สื่อกับความขัดแย้งข้ามพรมแดน กรณีความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องปราสาทตาเมือนธม หรือเหตุปะทะตามแนวชายแดนในอดีต สะท้อนให้เห็นชัดว่า สื่อมีบทบาทอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนความเข้าใจระหว่างประชาชน แต่ขณะเดียวกัน สื่อก็สามารถกลายเป็น “เครื่องมือแห่งชาตินิยม” ที่ยั่วยุความเกลียดชังได้เช่นกันหากไม่ระวัง ในหลายช่วงเวลา สื่อเองก็ถูกใช้เพื่อผลักดันวาทกรรมชาตินิยม โดยละเลยข้อเท็จจริงหรือละเมิดมุมมองของอีกฝ่าย การรายงานเพียงด้านเดียวอาจสร้างภาพลักษณ์ที่บิดเบือน และส่งผลร้ายต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ   การขึ้นอันดับ 85 ของไทยในเวทีโลก แม้จะดูน่าชื่นชม แต่ควรใช้เป็น “จุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม” มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย เพราะเสรีภาพสื่อที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ไม่มีการปิดสถานีโทรทัศน์ หรือไม่มีนักข่าวถูกจับเท่านั้น แต่หมายถึง การที่นักข่าวสามารถขุดคุ้ย […]

ฮู้บ่ว่า? “ประเทศไทย” มีดัชนีเสรีภาพสื่อสูงสุดในอาเซียน และลำดับที่ 85 จาก 180 ประเทศทั่วโลก อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง 3 อันดับโรงเรียนส่งลูกศิษย์พิชิต ม.ขอนแก่น มากที่สุด

โรงเรียนปั้นเด็กเข้าสู่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สะท้อนพลังทางการศึกษาและความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาค มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ในบทบาทเป็นศูนย์กลางการศึกษาแห่งภาคอีสานมากกว่า 60 ปี และยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักเรียนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากภาคอีสาน  ข้อมูลจากปีการศึกษา 2568 มีจำนวนนักศึกษาปี 1 ที่เข้ามาศึกษาใน มข. กว่า 8,791 คน โดยส่วนใหญ่มาจากภาคอีสานกว่า 6,682 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 76% แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนหลายแห่งมีบทบาทสำคัญในการปั้นนักเรียนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างมั่นคง และกลายเป็นเครื่องยืนยันถึงความนิยม ความเชื่อมั่น และศักยภาพของ มข. ในการเป็น “จุดหมายปลายทางด้านการศึกษา” ที่แท้จริงนั่นเอง 5 อันดับจังหวัดที่มีนักศึกษาใหม่เข้าศึกษาต่อที่ ม.ขอนแก่นมากที่สุด – ขอนแก่น 1,900 คน – อุดรธานี 698 คน – นครราชสีมา 496 คน – ร้อยเอ็ด 426 คน – สกลนคร 319 คน จะเห็นได้ว่า จังหวัดขอนแก่นมีนักศึกษาใหม่เข้าศึกษาต่อมากที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของ มข. ในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาหลักของภาคอีสาน ที่ทั้งใกล้บ้าน เข้าถึงง่าย และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของโรงเรียนในจังหวัด อย่างเช่น ขอนแก่นวิทยายน, แก่นนครวิทยาลัย และกัลยาณวัตร ต่างส่งนักเรียนเข้าศึกษาต่อจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ปกครองและนักเรียนเองก็มองเห็นโอกาสที่สามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐานออกจากภูมิภาค นอกจากนี้ ความภาคภูมิใจในสถาบันระดับภูมิภาคและความเชื่อมโยงทางสังคมในพื้นที่ ล้วนเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ มข. ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับเยาวชนในจังหวัดขอนแก่นนั่นเอง หากไปดูข้อมูลรายโรงเรียนจะเห็นได้ว่า โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ครองตำแหน่งอันดับ 1 ในด้านจำนวนนักเรียนที่สอบเข้า มข. ได้มากที่สุดถึง 378 คน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบการเรียนการสอน และความพร้อมของนักเรียนในระดับมัธยมปลาย ซึ่งสามารถก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยระดับประเทศได้อย่างภาคภูมิ อีกทั้งยังมีโรงเรียนเด่นอื่น ๆ อย่างเช่น อุดรพิทยานุกูล กว่า 314 คน, ร้อยเอ็ดวิทยาลัย 221 คน และสกลราชวิทยานุกูล 111 คน ที่ต่างก็มีบทบาทสำคัญในการผลิตเยาวชนเข้าสู่ มข. อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือความหลากหลายของโรงเรียนที่ส่งนักเรียนเข้า มข. ไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองแต่ละจังหวัดเท่านั้น แต่รวมถึงโรงเรียนในต่างอำเภอ หรือแม้แต่โรงเรียนจากจังหวัดอื่น ซึ่งต่างก็ส่งนักเรียนเข้าศึกษาต่อที่ มข. เป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนถึงการเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงของมหาวิทยาลัย การที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับความนิยมสูงในภาคอีสานเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลสะสมของความไว้วางใจจากครอบครัวและนักเรียนตลอดหลายทศวรรษ ด้วยภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่ทันสมัย ครบถ้วนทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ การแพทย์ และวิศวกรรม ตลอดจนการพัฒนาด้านนวัตกรรม การวิจัย และการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงและตอบโจทย์ตลาดแรงงานทั้งในและนอกประเทศอีกด้วย มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังถือเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความก้าวหน้าทางการศึกษาสำหรับเยาวชนในภาคอีสานมาโดยตลอด การได้เข้าศึกษาที่ มข. จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของนักเรียนระดับมัธยมปลายหลายคน และยังเป็นแรงผลักดันให้โรงเรียนมัธยมต่าง ๆ ปรับตัว

พาส่องเบิ่ง 3 อันดับโรงเรียนส่งลูกศิษย์พิชิต ม.ขอนแก่น มากที่สุด อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่งชนวนร้อน “MOU 44” พื้นที่ทับซ้อนกว่า 26,000 ตร.กม. ไทย-กัมพูชา ทำไมควรจะยกเลิก⁉️

MOU 44 ปมพื้นที่ทับซ้อนที่มีค่ามากกว่าแค่เส้นแบ่งทะเล การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับที่ 44 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ไม่ใช่แค่เอกสารทางการทูตธรรมดาเพียงเท่านั้น แต่คือจุดเปลี่ยนของการจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยซึ่งมีขนาดใหญ่มากถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ที่ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยความคลุมเครือด้านกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังซ่อนศักยภาพทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยเฉพาะในรูปของแหล่งพลังงานใต้ทะเลนั่นเอง พื้นที่ทับซ้อน ผลพวงจากเส้นแบ่งที่ไม่แน่ชัด ปัญหาหลักที่นำไปสู่การจัดทำ MOU 44 นั้น คือ ความแตกต่างในการตีความของ “เส้นเขตแดนทางทะเล” โดยไทยและกัมพูชาต่างก็อ้างอิงเส้นฐานของตนในการวาดเส้นเขตแดนทะเลที่ลากไปยังส่วนลึกของอ่าวไทย ส่งผลให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนกลางทะเล ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ว่าตนมีอำนาจเหนือพื้นที่นั้น การลงนามใน MOU 44 จึงเป็นการแช่แข็งข้อพิพาทและวางกรอบการเจรจาเพื่อการจัดการพื้นที่อย่างสันติ โดยพื้นที่ทับซ้อนนี้แบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่ทับซ้อนส่วนบน (~10,000 ตร.กม.) ใกล้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ พื้นที่ทับซ้อนส่วนล่าง (~16,000 ตร.กม.) ซึ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็นพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area – JDA) บริเวณทับซ้อนแห่งนี้เชื่อกันว่ามีทรัพยากรพลังงานใต้ทะเลอย่างมหาศาล โดยเฉพาะ ก๊าซธรรมชาติกว่า 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตามราคาปัจจุบันกว่า 3.5 ล้านล้านบาท และ น้ำมันอีกประมาณ 500 ล้านบาร์เรล ซึ่งอาจมีมูลค่าเพิ่มเติมอีกราว 1.5 ล้านล้านบาท ทั้งนี้แหล่งข้อมูลบางแห่งประเมินว่ามูลค่ารวมของทรัพยากรปิโตรเลียมในบริเวณนี้อาจสูงถึง 10 ล้านล้านบาท หากสามารถสำรวจและพัฒนาได้เต็มศักยภาพ ด้วยศักยภาพที่มากมายขนาดนี้ พื้นที่ทับซ้อนจึงถูกมองว่าอาจกลายเป็น “แหล่งพลังงานสำคัญแห่งใหม่” สำหรับทั้งไทยและกัมพูชา หากสามารถตกลงกันในกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนได้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ทรัพยากรในแหล่งก๊าซธรรมชาติฝั่งไทย รวมถึงพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย เริ่มเข้าสู่ภาวะร่อยหรอ สวนทางกับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศ ราคาก๊าซที่สูงขึ้นยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน ค่าไฟฟ้าไทยให้พุ่งสูง จนกลายเป็นภาระต่อประชาชนอย่างกว้างขวางนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ความหวังในการปลดล็อกทรัพยากรใต้ทะเลอาจยังห่างไกลจากความเป็นจริง เนื่องจากข้อพิพาทในพื้นที่นี้ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามใน “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” (MOU 44) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความคืบหน้าในทางปฏิบัติกลับเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากประเด็นข้อขัดแย้งหลัก ๆ ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ หลักเกณฑ์ในการแบ่งเขต, ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล, หรือข้อวิตกทางการเมืองและอธิปไตย ที่ทำให้แต่ละฝ่ายยังไม่สามารถหาฉันทามติร่วมกันได้   ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนนี้ส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร ความไม่แน่นอนของสถานะพื้นที่และผลทางกฎหมายที่ไม่ชัดเจน ได้สร้างภาระทางธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทน้ำมันและก๊าซ เช่น PTT Exploration and Production (PTTEP), Chevron, Total หรือแม้แต่ผู้ประกอบการในระดับภูมิภาค นักลงทุนไม่สามารถประเมินความเสี่ยงหรือแผนลงทุนในระยะยาวได้ หลายบริษัทที่เคยสนใจพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้เบนเป้าไปยังเวียดนามหรือมาเลเซียแทน ซึ่งมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนกว่า   เสียงจากสังคมไทยมีการเรียกร้องให้ยกเลิก นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา มีกระแสจากกลุ่มนักวิชาการและภาคประชาชนบางส่วนที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทย “ยกเลิก MOU

พามาเบิ่งชนวนร้อน “MOU 44” พื้นที่ทับซ้อนกว่า 26,000 ตร.กม. ไทย-กัมพูชา ทำไมควรจะยกเลิก⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

จากเหตุการณ์ บ่อนคาสิโนร้างที่กัมพูชาโดนถล่ม พาเปิดเบิ่ง “อาณาจักรคาสิโน” แหล่งหม้อข้าวสำคัญของกัมพูชา

ในปี 2024 กัมพูชาสามารถเก็บภาษีจากอุตสาหกรรมคาสิโนได้เพิ่มขึ้นกว่า 85% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่ากว่า 63.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของภาคธุรกิจการพนันในฐานะหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของกัมพูชา โดยแม้ว่ากฎหมายกัมพูชาจะไม่อนุญาตให้พลเมืองของตนเข้าไปเล่นพนันในคาสิโนได้ แต่การเปิดเสรีด้านธุรกิจนี้กลับกลายเป็นจุดขายที่ดึงดูดชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักพนันส่วนใหญ่ประกอบด้วยชาวจีน ไทย และเวียดนาม ที่มาจากประเทศที่ยังจำกัดการพนันในระดับเข้มงวด การตั้งคาสิโนในพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะบริเวณปอยเปต เกาะกง บาเวต และช่องจอม จึงสะท้อนกลยุทธ์เชิงพื้นที่ที่เน้นความสะดวกในการเข้าถึงของนักพนันจากประเทศเพื่อนบ้าน   อุตสาหกรรมการพนันในกัมพูชา ศูนย์กลางของเศรษฐกิจชายแดนและทุนข้ามชาติ อุตสาหกรรมการพนันในกัมพูชาเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้กรอบกฎหมายที่เปิดกว้างและนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้เปิดดำเนินธุรกิจคาสิโนได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้ใบอนุญาตที่ควบคุมโดยรัฐ และห้ามประชาชนชาวกัมพูชาเล่นการพนันโดยเด็ดขาด ส่งผลให้มีนักพนันหลักเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน ไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักให้กับอุตสาหกรรมนี้ คาสิโนในกัมพูชามักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยสามารถแบ่งพื้นที่หลักออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กรุงพนมเปญ – มีคาสิโน NagaWorld เพียงแห่งเดียวที่ดำเนินกิจการอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นการผูกขาดโดยบริษัท NagaCorp ที่มีฐานผู้เล่นวีไอพีเป็นนักพนันชาวจีน ปอยเปต – ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นศูนย์กลางนักพนันชาวไทย บาเวต – ชายแดนเวียดนาม เป็นแหล่งรองรับนักพนันชาวเวียดนาม สีหนุวิลล์ – เมืองท่าชายฝั่งทะเลที่กลายเป็น “มาเก๊าแห่งใหม่” ของจีน ด้วยจำนวนคาสิโนมากถึง 88 แห่งในปี 2019 เกือบทั้งหมดเป็นของทุนจีน อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของคาสิโนในกัมพูชา คาสิโนในกัมพูชาเริ่มขึ้นในปี 2537 เมื่อรัฐบาลออกใบอนุญาตให้ Naga Resort ดำเนินกิจการคาสิโนลอยน้ำบนแม่น้ำโตนเลสาบ และต่อมาพัฒนาเป็น NagaWorld ในปัจจุบัน ภายหลังจากมีการออกพระราชบัญญัติปราบปรามการพนันในปี 2539 และคำสั่งให้คาสิโนต้องตั้งอยู่นอกเขตเมืองหลวงในรัศมี 200 กม. จึงเกิดการกระจุกตัวของคาสิโนตามแนวชายแดน โดยเฉพาะปอยเปตและบาเวต ได้กลายเป็นพื้นที่ธุรกิจที่เปิดรับทุนข้ามชาติอย่างเข้มข้น ปอยเปต คือเส้นทางเดิมพันของไทย ด้วยความสะดวกในการเดินทางจากฝั่งไทยผ่านด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ปอยเปตจึงกลายเป็นจุดหมายของนักพนันชาวไทย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของนักพนันทั้งหมดในพื้นที่ คาสิโนในปอยเปตมีทั้งกลุ่มวีไอพีที่ใช้เงินหมุนเวียนระดับสูง และกลุ่มนักพนันรายย่อยซึ่งเดินทางด้วยรถบัสที่จัดโดยคาสิโนเอง ส่งผลให้ปอยเปตกลายเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กที่หมุนรอบกิจกรรมการพนัน ซึ่งสอดรับกับการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์ สีหนุวิลล์ เมืองท่าที่กลายเป็นศูนย์การพนันระดับภูมิภาค สีหนุวิลล์ในอดีตเป็นเมืองตากอากาศริมทะเล แต่ในช่วงหลังรัฐบาลได้ผลักดันให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเปิดเสรีให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักธุรกิจจีน เข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ สิ่งทอ โครงสร้างพื้นฐาน และคาสิโน ส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น “เมืองจีนขนาดย่อม” ที่ขับเคลื่อนด้วยทุนจีนและแรงงานชาวจีน การก่อสร้างตึกสูง มีทั้งร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม และคาสิโนจำนวนมากเกิดขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและพึ่งพิงทุนต่างชาติอย่างชัดเจน คาสิโนออนไลน์ ทางรอดใหม่หลังโควิด การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศถูกจำกัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคาสิโนแบบดั้งเดิม คาสิโนในกัมพูชาจึงปรับตัวด้วยการพัฒนาคาสิโนออนไลน์ที่ถ่ายทอดสดจากสถานที่จริง รองรับหลายภาษา รวมถึงภาษาไทย อังกฤษ จีน เวียดนาม และเกาหลี กลายเป็นการขยายขอบเขตการตลาดไปยังกลุ่มนักพนันทั่วโลก โดยไม่ต้องพึ่งพาการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวแบบเดิมอีกต่อไป เครือข่ายทุนและการเมืองในธุรกิจคาสิโน นักลงทุนในอุตสาหกรรมการพนันของกัมพูชาประกอบด้วยกลุ่มนายทุนจากหลากหลายชาติ

จากเหตุการณ์ บ่อนคาสิโนร้างที่กัมพูชาโดนถล่ม พาเปิดเบิ่ง “อาณาจักรคาสิโน” แหล่งหม้อข้าวสำคัญของกัมพูชา อ่านเพิ่มเติม »

พาสำรวจเบิ่ง อันตรายจาก “ขีปนาวุธ PHL-03” ยิงไกลกว่า 130 กม.

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัมพูชากำลังเปลี่ยนบทบาทจากประเทศขนาดเล็กที่มักอยู่นอกกระแสของการแข่งขันด้านอาวุธ มาเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการจัดซื้อระบบจรวดนำวิถีแบบพหุคูณ (Multiple Launch Rocket System – MLRS) รุ่น PHL-03 จากประเทศจีน จำนวน 6 เครื่อง ซึ่งถูกส่งมอบให้กัมพูชาในเดือนพฤษภาคม 2022 พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนด้านโลจิสติกส์อย่างครบชุด แล้ว PHL-03 คืออะไร? PHL-03 คือระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 300 มม. ที่พัฒนาโดยบริษัท China North Industries Group Corporation Limited (NORINCO) ประเทศของจีน โดยระบบนี้ได้รับการออกแบบต่อยอดจาก BM-30 “Smerch” ของรัสเซีย แต่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมในด้านระบบควบคุมการยิงผ่าน GPS/GLONASS/BeiDou และระบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถยิงได้ครั้งละ 12 นัด ภายในเวลาไม่กี่นาทีโดยแต่ละหัวรบมีน้ำหนักราว 280 กิโลกรัม และยิงได้ไกลมาตรฐานถึง 130 กิโลเมตร ส่วนรุ่นใหม่ล่าสุดยิงได้ไกลถึง 160 กิโลเมตรเลยทีเดียว ทำไมกัมพูชาถึงเลือกใช้ PHL-03? จีนคือผู้ส่งออกอาวุธหลักในอาเซียน โดยเฉพาะให้กัมพูชา ลาว และเมียนมา ผ่านบริษัท NORINCO การส่งอาวุธมักมาพร้อม ดีลแฝง อย่างเช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การฝึกทหาร หรือโลจิสติกส์ ซึ่งการซื้อ PHL‑03 ของกัมพูชานั้น ก็สะท้อนการแข่งขันอิทธิพลระหว่างจีนกับมหาอำนาจอื่น ยิ่งในช่วงภูมิภาคตึงเครียด การลงทุนด้านอาวุธยิ่งกลายเป็นเครื่องมือ ดึงพันธมิตรทางการเมืองและเศรษฐกิจ การจัดซื้ออาวุธ PHL-03 ของกัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมขีดความสามารถทางทหารเท่านั้น โดยการจัดซื้ออาวุธเหล่านี้มักแนบมากับข้อตกลงด้านการลงทุน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งการฝึกอบรมกำลังพลโดยผู้เชี่ยวชาญจากจีนนั่นเอง สถานการณ์ล่าสุดและความกังวล ความสามารถในการยิงของ PHL-03 นั้นที่มีระยะไกลถึง 130-160 กิโลเมตร ทำให้ระบบนี้ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างของภาคอีสานไทย ซึ่งทำให้เกิดความกังวลอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ากัมพูชานำระบบดังกล่าวไปติดตั้งใกล้แนวชายแดนไทย แต่กองทัพไทยได้แสดงความห่วงใยต่อศักยภาพที่อาจนำมาใช้ในกรณีเกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ   ดังนั้น PHL-03 ไม่ได้เป็นเพียงระบบจรวดของกัมพูชา แต่คือสัญลักษณ์ของการวางบทบาทของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการส่งออกอาวุธระดับสูงควบคู่กับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทูต โดยเฉพาะในประเทศที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับจีนอย่างกัมพูชา สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการทูต มีข้อมูลและประเมินทั้งมิติความร่วมมือและความขัดแย้งอย่างสมดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว   อ้างอิงจาก: – Thai PBS News – The Nation – Bangkok Post    ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business

พาสำรวจเบิ่ง อันตรายจาก “ขีปนาวุธ PHL-03” ยิงไกลกว่า 130 กม. อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง  สรุปไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา

ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนบริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี จนเป็นเหตุให้ทหารไทยขาขาด 1 นาย และบาดเจ็บอีก 4 นาย เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำสั่งปิดด่านชายแดนสำคัญ 4 แห่งด้วยกัน และการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศโดยฝ่ายไทย การปะทะลุกลามเป็นวงกว้าง เพียงข้ามคืน ในช่วงเช้าของวันที่ 24 กรกฎาคม กองกำลังฝ่ายกัมพูชาได้เคลื่อนไหวเชิงรุกใกล้บริเวณปราสาทตาเมือนธม โดยนำอาวุธหนักเข้าประจำการใกล้แนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย และในเวลาต่อมา ทางกัมพูชาก็ได้เปิดฉากยิงใส่ฐานของทหารไทยก่อน เป็นเหตุให้ฝ่ายไทยต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง การปะทะยืดเยื้อขยายตัวไปยังหลายพื้นที่ชายแดน ทั้งที่ปราสาทตาควาย เขาพระวิหาร ช่องอานม้า ช่องบก และช่องจอม ครอบคลุมจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี สิ่งที่น่าตกใจคือ การที่ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 หลายลำกล้องเข้าใส่พื้นที่บ้านเรือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงพยาบาลพนมดงรักและพื้นที่ชุมชนในอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งถือเป็นการโจมตีที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมและเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาอย่างร้ายแรง อันถือว่าเป็น อาชญากรรมสงคราม ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ความสูญเสียทั้งสองฝ่าย รายงานจากกระทรวงสาธารณสุข ณ เวลา 21.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม สรุปความสูญเสียเบื้องต้นว่า มีพลเรือนเสียชีวิต 13 ราย และบาดเจ็บรวม 45 ราย ขณะที่ฝ่ายทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บรวม 15 นาย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 กรกฎาคม การปะทะกันนั้นยังคงดำเนินต่อเนื่อง และยอดผู้เสียชีวิตของทหารไทยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 4 นาย โดยเฉพาะที่บริเวณปราสาทตาควายและฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น การโจมตีจากฝั่งกัมพูชายังรวมถึงการใช้รถถังและปืนใหญ่ ซึ่งจงใจเล็งเป้าไปยังเป้าหมายที่ไม่ใช่ฐานทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชุมชนในพื้นที่ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน ตำบลศรีวิเชียร อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ถูกจรวดตกใส่ สร้างความหวาดผวาในหมู่ประชาชนที่ต้องอพยพออกนอกเขตการสู้รบในรัศมี 20-40 กิโลเมตร   ปฏิกิริยาระหว่างประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ จากเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้ประกาศจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือชี้แจงต่อ UNSC ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามกล่าวโทษไทยผ่านช่องทางยูเนสโก กล่าวหาว่าฝ่ายไทยยิงสนับสนุนใกล้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งถูกกองทัพไทยปฏิเสธอย่างหนักแน่น พร้อมชี้แจงว่า กัมพูชานำปืนใหญ่มาประจำในพื้นที่ชุมชน โดยใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์นั่นเอง อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า หลายประเทศเสนอตัวเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย แต่ไทยยังขอเวลาในการปฏิบัติการตอบโต้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุนเซน ได้ตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียโดยเน้นย้ำว่า สงครามมีแต่จะสร้างความทุกข์ทรมานแก่ประชาชน พร้อมเผยภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวผู้นำในอดีต   เส้นทางสู่การทูต หรือสู่ความรุนแรงซ้ำซาก? เหตุการณ์ปะทะชายแดนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความขัดแย้งเรื่องพรมแดน หากแต่เป็นการทดสอบเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะการยิงโจมตีพลเรือนและโรงพยาบาล ย่อมทำลายภาพลักษณ์ต่อเวทีโลก และสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีในระดับนานาชาติ ขณะนี้ ความหวังของประชาคมโลกยังตั้งอยู่ที่การไกล่เกลี่ยโดยประเทศที่สาม อย่างเช่น มาเลเซีย หรือองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงลงได้ชั่วคราว

พาเปิดเบิ่ง  สรุปไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา อ่านเพิ่มเติม »

จับตา ‘ชายแดนเดือด’ ไทย-กัมพูชา พาเปิดเบิ่ง “กองกำลังรบ” และ “ยุทโธปกรณ์”  ใครมีอะไรในมือ… พร้อมรับสถานการณ์ล่าสุด!

เมื่อวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2568 เกิดเหตุปะทะทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดนใกล้ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งนับเป็นการเผชิญหน้าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว โดยเหตุการณ์ดังกล่าวมีการปะทะด้วยอาวุธหนักและเบา มีทหารบาดเจ็บและเสียชีวิตจากทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งมีรายงานความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนในเขตชายแดน โดยเฉพาะในอำเภอพนมดงรัก และพื้นที่ตรงข้ามจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา เหตุการณ์นี้ได้สะท้อนความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศซึ่งยังคงมีข้อพิพาททางดินแดนที่รอการคลี่คลาย โดยเหตุปะทะครั้งนี้ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจการค้าและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดน การขนส่งสินค้าบริเวณด่านช่องสะงำ-อันลองเวง ต้องหยุดชะงักทันที ซึ่งส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่ขนย้ายระหว่างประเทศต้องค้างสต๊อกจำนวนมาก เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยที่ค้าขายกับฝั่งกัมพูชาประสบความเสียหายโดยตรง ขณะที่โรงงานผลิตในฝั่งกัมพูชาซึ่งใช้วัตถุดิบจากฝั่งไทยต้องหยุดการผลิตชั่วคราวเช่นกัน ทำให้ห่วงโซ่อุปทานในบางอุตสาหกรรมต้องชะงักทันที เหตุการณ์นี้ได้ทิ้งร่องรอยแห่งความสูญเสียไว้ในพื้นที่ชายแดนทั้งทางกายภาพและจิตใจ โดยเฉพาะในชุมชนรอบอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และเขตแนวปะทะตรงข้ามจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา มีทั้งประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและกระสุนปืน บางรายเป็นเด็กและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถอพยพออกจากพื้นที่ได้ทัน และยิ่งที่น่าสลดใจคือมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย อีกทั้งโรงพยาบาลท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลพนมดงรัก และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ใกล้เคียง ต้องรับมือกับผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วนภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ขาดเวชภัณฑ์และบุคลากรเฉพาะทางในการรับมือกับกรณีฉุกเฉินจากการสู้รบ ส่งผลให้ต้องประสานงานกับโรงพยาบาลในจังหวัดเพื่อส่งต่อผู้ป่วยบางราย ซึ่งล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้บาดเจ็บ แม้สถานการณ์ทางทหารจะคลี่คลายได้ในไม่กี่วัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและจิตวิทยาสังคมจะอยู่อีกนาน ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในภาคอีสานหรือไม่? ซึ่งพึ่งพาการค้าชายแดนเป็นหลัก    อีสานอินไซต์จะพามาเบิ่ง กองกำลังและยุทโธปกรณ์ ของทั้ง 2 ประเทศ สถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งในอดีตบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา  จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า กองทัพไทยมีขนาดที่ใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด ด้วยกำลังพลรวมทั้งสิ้น 606,850 นาย แบ่งเป็นกำลังพลประจำการ 360,850 นาย, กำลังพลสำรอง 221,000 นาย และกำลังพลกึ่งทหาร 25,000 นาย ในทางตรงกันข้าม กัมพูชามีกำลังพลรวม 231,000 นาย ประกอบด้วยกำลังพลประจำการ 221,000 นาย และกำลังพลกึ่งทหาร 10,000 นาย ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการระดมพลและขยายขนาดกองทัพที่เหนือกว่าของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความมั่นคงในระยะยาว สำหรับกองกำลังทางอากาศ ประเทศไทยมีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเครื่องบินรวม 493 ลำ ในจำนวนนี้เป็นเครื่องบินรบ 265 ลำ และมีเฮลิคอปเตอร์ 170 ลำ ขณะที่กัมพูชามีเครื่องบินเพียง 25 ลำ (รวมเครื่องบินรบ 21 ลำ) และเฮลิคอปเตอร์ 21 ลำ ความเหนือกว่าทางอากาศของไทยไม่เพียงแต่สะท้อนถึงขีดความสามารถในการป้องกันทางอากาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงศักยภาพในการโจมตีทางอากาศและการสนับสนุนการรบภาคพื้นดินที่เหนือกว่า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในสงครามสมัยใหม่ สำหรับยุทโธปกรณ์ภาคพื้นดิน ทั้งสองประเทศมีจำนวนรถถังที่ใกล้เคียงกัน โดยไทยมี 635 คัน และกัมพูชามี 644 คัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรถหุ้มเกราะ ไทยมีจำนวนมากถึง 16,935 คัน เทียบกับ 3,627 คันของกัมพูชา ซึ่งบ่งชี้ถึงขีดความสามารถในการเคลื่อนที่และการป้องกันกำลังพลภาคพื้นดินที่เหนือกว่าของไทย นอกจากนี้ ไทยยังมีปืนใหญ่ 639 กระบอก ในขณะที่กัมพูชามี 460 กระบอก แสดงให้เห็นถึงอำนาจการยิงสนับสนุนที่มากกว่า และในด้านกำลังทางเรือ กองทัพเรือไทยมีเรือรบ 68 ลำ ในขณะที่กัมพูชามี 20 ลำ ตอกย้ำถึงความได้เปรียบของไทยในการควบคุมน่านน้ำและการป้องกันชายฝั่ง ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศที่มีพื้นที่ทางทะเลกว้างใหญ่

จับตา ‘ชายแดนเดือด’ ไทย-กัมพูชา พาเปิดเบิ่ง “กองกำลังรบ” และ “ยุทโธปกรณ์”  ใครมีอะไรในมือ… พร้อมรับสถานการณ์ล่าสุด! อ่านเพิ่มเติม »

ทำไมห้ามโจมตีโรงพยาบาลและพลเรือน? พามาฮู้จัก “อนุสัญญาเจนีวา” ที่โลกจับตา ในวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชานี้

ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 สถานพยาบาลพลเรือนอย่าง โรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้องจากกองกำลังกัมพูชา การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศไทย แต่ยังถือเป็นการละเมิด อนุสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่สำคัญยิ่งในการจำกัดความรุนแรงของสงครามและคุ้มครองผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบนั่นเอง อนุสัญญาเจนีวาถือเป็นรากฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยประกอบด้วย 4 ฉบับหลักและพิธีสารเพิ่มเติมอีก 3 ฉบับ ซึ่งมุ่งเน้นการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์ความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นทหารที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย เชลยศึก ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์และพลเรือน อนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 4 ได้ให้ความคุ้มครองแก่พลเรือนในเขตสงครามหรือพื้นที่ที่ถูกยึดครอง และมีข้อห้ามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 18 ว่าด้วยการคุ้มครองโรงพยาบาลพลเรือน โรงพยาบาลเหล่านี้ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ รวมถึงสตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุ จะต้องได้รับการคุ้มครองและเคารพในทุกสถานการณ์ และจะต้องไม่ตกเป็นเป้าของการโจมตีโดยเด็ดขาด ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในภาคีที่ได้ลงนามในอนุสัญญาเจนีวาครบทั้ง 4 ฉบับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และกัมพูชาเองก็เป็นภาคีเช่นกัน การที่ประเทศภาคีใดๆ ก็ตามกระทำการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา จะถือเป็นการก่อ อาชญากรรมสงคราม (War Crimes) ซึ่งมีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีโดย ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)   แม้โลกจะมีเสียงเรียกร้องให้สงครามเป็นเพียงประวัติศาสตร์ แต่ในวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ความรุนแรงได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ณ ชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางหมอกควันแห่งการสู้รบ สิ่งที่น่าสลดใจยิ่งกว่าการสูญเสีย คือการที่โรงพยาบาลและพลเรือนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีนี้ ซึ่งขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล และละเมิดอย่างร้ายแรงต่อ “อนุสัญญาเจนีวา” ที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามไว้ อนุสัญญาเจนีวาไม่ใช่เพียงเอกสารทางสากล แต่คือกติกาแห่งความเป็นมนุษย์ในภาวะสงคราม มาตรการคุ้มครองผู้บาดเจ็บ พลเรือน ผู้ลี้ภัย และบุคลากรทางการแพทย์ ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจน การที่กัมพูชาเปิดฉากยิงก่อนตามรายงานข่าวจากหลายแหล่ง และมีการทิ้งระเบิดใส่พื้นที่โรงพยาบาล รวมถึงพื้นที่ปลอดอาวุธนั้น ไม่เพียงแต่ผิดหลักจริยธรรม และถือว่ายังเป็น “อาชญากรรมสงคราม” (War Crime) ที่อาจถูกดำเนินคดีโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)   เสียงปืนที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจ สิ่งที่ตามมาจากเหตุปะทะ ไม่ได้จบลงเพียงกับเสียงปืนหรือผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่ยังส่งผลกระทบถึงระบบเศรษฐกิจในประเทศทั้งสอง ดัชนีหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ตกต่ำทันทีหลังข่าวการยิงตอบโต้แพร่กระจาย ธุรกิจชายแดนซึ่งพึ่งพาการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี เกิดภาวะหยุดชะงัก สินค้าติดค้างที่ด่าน พ่อค้าแม่ค้าขาดรายได้ ประชาชนขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทที่ลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่าง อ.อรัญประเทศ ต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราว เพราะความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงทันที ผลกระทบนี้หากยืดเยื้อ อาจกระทบต่อภาพรวม GDP ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ   แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในมุมมองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่นี่คือบททดสอบว่าชาติสมาชิกของอนุสัญญาเจนีวาจะยึดถือหลักมนุษยธรรมได้จริงหรือไม่ หากไม่มีการสอบสวนและดำเนินการอย่างโปร่งใส เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจกลายเป็น “ความเคยชินใหม่” ที่อันตรายยิ่งกว่าสงคราม ขณะเดียวกัน สังคมไทยเองก็ควรตระหนักว่า นี่ไม่ใช่เพียงการปะทะชายแดนธรรมดา แต่คือสัญญาณของการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศที่อาจย้อนกลับมาสร้างความเสียหายลึกยิ่งขึ้น หากปล่อยให้ลอยนวลไปนั่นเอง การยิงใส่โรงพยาบาลหรือพื้นที่พลเรือนไม่เคยถูกยอมรับในเวทีใดของโลก เพราะมันหมายถึงการล้มล้างศีลธรรมขั้นพื้นฐานของความมนุษย์

ทำไมห้ามโจมตีโรงพยาบาลและพลเรือน? พามาฮู้จัก “อนุสัญญาเจนีวา” ที่โลกจับตา ในวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชานี้ อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง สถิติคนหมดใจใน 14 ปีที่ผ่านมา สัญญาณเตือน ชาวอีสาน “รักน้อยลง แต่งน้อยลง แยกมากขึ้น” กระทบอัตราการเกิด

รักน้อยลง? เมื่อการแต่งงานลดฮวบ – หย่าร้างพุ่ง สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวยุคใหม่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านโครงสร้างครอบครัว จากสถิติปี 2567 พบว่า ภาคอีสานมียอดการจดทะเบียนสมรสใน 20 จังหวัดของภาคอีสานมีเพียงประมาณ 66,567 คู่ ซึ่งถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในรอบ 14 ปี ขณะที่ยอดการหย่าร้างยังคงสูงถึงเกือบ 40,000 คู่ สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในพฤติกรรมของผู้คน ที่หันมาใช้ชีวิตแบบโสดมากขึ้น หรือเลือกจะอยู่ร่วมกันแบบไม่ผูกมัดตามกฎหมาย ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเขตเมืองใหญ่เท่านั้น แต่กำลังค่อยๆ แทรกซึมสู่ชุมชนชนบททั่วอีสาน หากลงไปดูในแต่ละจังหวัดจะเห็นแนวโน้มที่น่าตกใจ อย่างเช่น จังหวัดขอนแก่น ที่มียอดจดทะเบียนสมรสเพียง 6,142 คู่ ขณะที่การหย่าร้างอยู่ที่ 3,889 คู่ คิดเป็นอัตราการหย่าร้างกว่า 63% ของคู่ที่แต่งงานในปีเดียวกัน หรือจะในจังหวัดนครราชสีมาเอง ที่แม้จะมีคู่สมรสสูงถึง 9,499 คู่ แต่ก็มียอดหย่าถึง 5,876 คู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงในชีวิตคู่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในยุคปัจจุบัน ปัจจัยที่ทำให้คน “แต่งงานน้อยลง” ก็มีหลากหลายปัจจัยด้วยกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมามุ่งมั่นด้านการงาน การศึกษาหรือการออกไปทำงานนอกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือแม้กระทั่งต่างประเทศ ซึ่งก็ทำให้ความสัมพันธ์ระยะยาวถูกลดความสำคัญลง นอกจากนี้ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และภาระการเลี้ยงดูลูกยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายคนเลี่ยงการแต่งงานหรือการมีครอบครัว อีกทั้งความคาดหวังต่อชีวิตคู่ในยุคนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนรุ่นใหม่ต้องการความเข้าใจและอิสรภาพมากกว่าความผูกพันทางกฎหมายแบบเดิมนั่นเอง   อีกทั้ง การหย่าร้างในภาคอีสานไม่ได้เกิดเฉพาะในเมืองใหญ่ แต่พบได้ในหลายจังหวัดชนบท ไม่ว่าจะเป็น ศรีสะเกษ ยโสธร หนองบัวลำภู หรืออำนาจเจริญ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอัตราการหย่าร้างเฉลี่ยสูงเมื่อเทียบกับจำนวนสมรส สาเหตุสำคัญ คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ความไม่เข้าใจในชีวิตคู่ และการเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เลือกจะไม่ทน ในความสัมพันธ์ที่ไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตอีกต่อไป   อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์นี้นั่นคือ เทรนด์ทางสังคมที่กำลังเติบโตอย่างชัดเจนในทั่วโลกและสังคมไทย ในรูปแบบ “การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก” หรือที่เรียกว่า “Pet Humanization” เทรนด์นี้สะท้อนชัดในกลุ่มคนวัยทำงานและผู้สูงอายุจำนวนมากเริ่มหันมาเลี้ยงสัตว์ อย่างเช่น สุนัขและแมว ด้วยความผูกพันในระดับสมาชิกในครอบครัวมากกว่าการมีลูกอย่างจริงจัง ข้อมูลจาก The 1 Insight และ CRC VoiceShare ระบุว่า กว่า 65% ของคนไทยที่เลี้ยงสัตว์ มองว่าสัตว์เลี้ยงคือเสมือนลูกหรือสมาชิกในครอบครัว และกลุ่มผู้คนเหล่านี้ยินดีที่จะทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงที่ดี ไม่ว่าจะเป็นทั้งค่าอาหาร ค่ารักษา สปา โรงแรมสัตว์ หรือแม้แต่คลินิกเฉพาะทาง ทำให้ธุรกิจในกลุ่ม Pet Economy ในประเทศไทยเริ่มได้รับความสนใจและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่กำลังเคลื่อนตัวออกจากค่านิยมครอบครัวแบบเดิม ที่มีทั้งชาย-หญิง-ลูก และก้าวเข้าสู่รูปแบบ “แฟมิลี่ทางเลือก” หรือครอบครัวที่มีเฉพาะสัตว์เลี้ยง ซึ่งตอบโจทย์ทั้งอารมณ์ ความรัก ความผูกพัน และอิสระในชีวิตโดยไม่ต้องแบกรับภาระทางสังคมแบบครอบครัวดั้งเดิมอีกต่อไปนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล – สำนักบริหารการทะเบียน

พาย้อนเบิ่ง สถิติคนหมดใจใน 14 ปีที่ผ่านมา สัญญาณเตือน ชาวอีสาน “รักน้อยลง แต่งน้อยลง แยกมากขึ้น” กระทบอัตราการเกิด อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง ไทยต้องแบก “ค่ารักษาต่างด้าว” กว่า 2.3 พันล้าน ภาระนี้ ชายแดนไทย-กัมพูชา อ่วมหนัก 277 ล้าน

วิกฤตหนี้สะสมจากค่ารักษาพยาบาลแรงงานต่างด้าว ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขชายแดนไทย ในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากระบบสาธารณสุขของประเทศไทยได้เปิเผยตัวเลขที่น่าจับตามอง นั่นคือภาระหนี้สะสมจากค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้จากกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึ่งแตะตัวเลขสูงถึง 2,315 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัดส่วนกว่า 76.3% ของหนี้ก้อนนี้มาจากพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งเป็นจุดที่มีการเคลื่อนย้ายแรงงานมากที่สุด มีแรงงานต่างด้าวที่เข้ารับบริการมากกว่า 8.7 แสนครั้ง มีถึง 52.8% ที่ไม่สามารถชำระค่ารักษาได้ทั้งหมดหรือไม่มีสิทธิรองรับใดๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรนี้ แม้ว่าจะมีระบบการคัดกรองและบริหารจัดการ แต่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งตัวแรงงานและครอบครัว การที่แรงงานส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำและไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาที่ครอบคลุมได้ นำไปสู่การเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็นหรือการเข้าถึงเมื่ออาการหนักแล้ว ซึ่งย่อมส่งผลให้การรักษาซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามมา ก่อให้เกิดวงจรหนี้สินที่ไม่สิ้นสุด และในทางกลับกัน ภาระหนี้ก้อนใหญ่นี้ได้กลายเป็น “ต้นทุนทางสังคม” ที่สถานพยาบาลในพื้นที่ต้องแบกรับ โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กในพื้นที่ชายแดนที่ต้องรับมือกับความต้องการบริการที่สูงเกินขีดความสามารถ   ผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขไทย ภาระหนี้ 2,315 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการของโรงพยาบาลอย่างรุนแรง งบประมาณที่ต้องนำมาใช้เพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้ อาจส่งผลให้งบลงทุนด้านการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ การจัดซื้อเครื่องมือ การบริหารจัดการบุคลากรต้องชะลอตัวลง หรือแม้แต่การขยายบริการพื้นฐานต้องถูกตัดทอนลง สถานพยาบาลขนาดเล็กหลายแห่งที่ตั้งอยู่ใน 31 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ไม่เพียงต้องทำงานเกินขีดความสามารถ แต่ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วย่อมกระทบต่อคุณภาพการบริการที่ประชาชนชาวไทยจะได้รับในที่สุดนั่นเอง   สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เรียกเก็บไม่ได้จากคนต่างด้าว 🇲🇲ชายแดนไทย–เมียนมา 76.3% เรียกเก็บไม่ได้ 1,800 ล้านบาท 🇰🇭ชายแดนไทย–กัมพูชา 12% เรียกเก็บไม่ได้ 277 ล้านบาท 🇱🇦ชายแดนไทย–ลาว 7.8% เรียกเก็บไม่ได้ 180 ล้านบาท 🇲🇾ชายแดนไทย–มาเลเซีย 4% เรียกเก็บไม่ได้ 93 ล้านบาท จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า แรงงานจากกัมพูชามีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เรียกเก็บไม่ได้สูงสุดที่ 277 ล้านบาท ตามมาด้วยลาว 180 ล้านบาท และเมียนมา 160 ล้านบาท ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างทางสิทธิประโยชน์และนโยบายการคุ้มครองสุขภาพระหว่างประเทศ แม้ว่าภาพรวมหนี้จะมาจากชายแดนเมียนมาเป็นหลัก แต่การเจาะลึกข้อมูลทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกลไกความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจและร่วมมือกันในมิติของการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ภาระหนี้ก้อนโตจากค่ารักษาพยาบาลแรงงานข้ามชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณที่ขาดหายไปเท่านั้น แต่เป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบสาธารณสุขชายแดนไทย ที่มีทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมกันสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทุกคนในสังคมอย่างแท้จริงนั่นเอง     อ้างอิงจาก: – กรุงเทพธุรกิจ – ข่าวคนจริง   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ระบบสาธารณสุขไทย #สาธารณสุขไทย #ค่ารักษาต่างด้าว #แรงงานต่างด้าว

พามาเบิ่ง ไทยต้องแบก “ค่ารักษาต่างด้าว” กว่า 2.3 พันล้าน ภาระนี้ ชายแดนไทย-กัมพูชา อ่วมหนัก 277 ล้าน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top