Nanthawan Laithong

“ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ร่องรอยอารยธรรม จากความศรัทธาพันปี สู่พลังเศรษฐกิจของบุรีรัมย์

“ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่นของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีจัดอยู่ที่ ปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งเป็นเทวสถานศิลปกรรมขอมโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟดับสนิท ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15-18 ในศิลปกรรมขอมโบราณ ภายใต้ลัทธิไศวนิกาย เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และการเชื่อมโยงโลกมนุษย์กับจักรวาล    ความเป็นมาของ “ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ พ.ศ. 2481 โดยมีพระเถระจากจังหวัดสุรินทร์เป็นผู้ริเริ่มนำคณะศรัทธาขึ้นไปประกอบศาสนกิจบนเขาพนมรุ้งเป็นประจำทุกปี จนกลายเป็นแบบแผนของการประกอบพิธีกรรมที่ผสมผสานความเชื่อทางพุทธและพราหมณ์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง อย่างเช่น บ้านจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย ได้ร่วมแรงร่วมใจจัดงานนมัสการ ปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลอง และตกแต่งสถานที่บริเวณลานหน้าปราสาท จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันต่อมาในปี พ.ศ. 2534 ภาครัฐโดยจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับกรมศิลปากร และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับงานประเพณีนี้ให้มีความยิ่งใหญ่และเป็นระบบมากขึ้น โดยยังคงยึดโยงกับพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น การจัดงานในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 และการจำลองขบวนเสด็จของพระนางภูปตินทรลักษมีเทวีจากเมืองพระนครหลวง พร้อมเครื่องราชบรรณาการและขบวนเทพพาหนะประจำทิศทั้ง 10 การสืบทอดประเพณีนี้เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม และยังเป็นการสร้างความหมายใหม่ให้กับพื้นที่โบราณสถาน ให้กลายเป็นพื้นที่มีชีวิตที่ผู้คนยังคงเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ และในปี 2569 งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน ภายใต้แนวคิดส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามนโยบายของรัฐ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ “มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ขึ้นส่องตรง 15 ช่องประตู” หนึ่งเดียวในโลก ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลา 05.50-06.10 น. ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อที่ผู้คนจะมารับพลังแห่งความเป็นสิริมงคล ภายในงานประกอบไปด้วยพิธีกรรมและกิจกรรมที่ถอดแบบจากประวัติศาสตร์ขอมโบราณ ทั้งพิธีบวงสรวงองค์พระศิวะมหาเทพ ขบวนอัญเชิญเทพผู้พิทักษ์ทั้ง 10 ทิศ ขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี พระมารดาของเจ้าชายนเรนทราทิตย์ ผู้สร้างปราสาท ตลอดจนขบวนเทพพาหนะที่สื่อถึงจักรวาลตามคติฮินดู อย่างเช่น หงส์ ช้าง นาค ม้า และคชสีห์ ขบวนทั้งหมดเคลื่อนผ่าน “เสานางเรียง”  อีกทั้งยังมีความอลังการผ่านการแสดง “เหนือศรัทธาวนัมรุง” จากนางรำกว่า 800 คน ที่พร้อมใจกันถ่ายทอดความศรัทธาผ่านศิลปะการร่ายรำอย่างประณีต รวมถึงระบำอัปสราบุรีรัมย์ที่สื่อถึงรากเหง้าวัฒนธรรมขอม ขณะเดียวกันก็มี “ตลาดอารยธรรมวนัมรุง” ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนจากทั้ง 23 อำเภอได้นำเสนอสินค้าอัตลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม ผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟ (ผ้าภูอัคนี) ผ้าซิ่นตีนแดง อาหารพื้นเมืองหายาก ตลอดจนผลิตภัณฑ์ OTOP ต่างๆ ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งรสชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอย่างครบมิติ ย้อนไปในปี 2568 ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อสัมผัสความมหัศจรรย์ของประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งอย่างคึกคัก บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการจับจ่ายใช้สอย ทั้งการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ของฝาก ของที่ระลึก และการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ส่งผลให้เกิดเงินสะพัดภายในจังหวัดมากกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง ทั้งผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และภาคบริการ ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเกิดการหมุนเวียนและเติบโต   งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำเอาวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำคือโบราณสถานและความเชื่อ กลางน้ำคือการออกแบบกิจกรรมและประสบการณ์ และปลายน้ำคือการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม และผู้ประกอบการท้องถิ่นต่างได้รับอานิสงส์โดยตรง ขณะเดียวกันยังเกิดการจ้างงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว […]

“ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง” ร่องรอยอารยธรรม จากความศรัทธาพันปี สู่พลังเศรษฐกิจของบุรีรัมย์ อ่านเพิ่มเติม »

เศรษฐกิจอีสาน 10 ปีผ่านไป พาส่องเบิ่ง ตัวเลข GPP แต่ละจังหวัดเปลี่ยนมากแค่ไหน⁉️

ในปี 2567 ภาคอีสานมีมูลค่าเศรษฐกิจรวม 1,888,342 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 10.1% ของ GDP ประเทศที่ราวกว่า 18.7 ล้านล้านบาท แม้สัดส่วนจะยังต่ำ แต่เศรษฐกิจอีสานก็มีการขยายตัวถึง 43.1% จากปี 2557 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเติบโตปานกลางค่อนไปทางสูง เมื่อเทียบกับภูมิภาคที่มีฐานเศรษฐกิจต่ำกว่า 5 อันดับจังหวัดที่มี GPP สูงสุด – นครราชสีมา มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 349,213 ล้านบาท – ขอนแก่น มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 238,727 ล้านบาท – อุบลราชธานี มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 148,642 ล้านบาท – อุดรธานี มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 132,615 ล้านบาท – บุรีรัมย์ มีมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับ 110,525 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า จังหวัดที่กล่าวมานั้น มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันกว่า 979,722 ล้านบาท หรือ 51.9% ของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งภาคอีสาน นั่นหมายความว่า ครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจอีสาน กระจุกอยู่ในเพียง 5 จังหวัดเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้เกิดแรงดึงดูดแรงงาน ทำให้แรงงานจากจังหวัดขนาดเล็กไหลเข้าสู่เมืองหลัก หรือแม้กระทั่งย้ายออกนอกภูมิภาคไปกรุงเทพฯ โดยทั้ง 5 จังหวัดที่กล่าวมาก็มีบทบาททางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น นครราชสีมาทำหน้าที่เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมกับภาคกลาง มีฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่แข็งแรง ส่วนขอนแก่นเป็นศูนย์กลางบริการสมัยใหม่ การแพทย์ และการศึกษา ในขณะที่ อุบลราชธานีและอุดรธานี ก็เป็น “hub ชายแดน” ที่เชื่อมโยงการค้ากับ สปป.ลาว และเวียดนาม ในส่วนของ บุรีรัมย์ ก็มีการเติบโตจากเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยว กีฬา และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงหลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดเครือข่ายเมืองศูนย์กลาง ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งภูมิภาคนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากลงไปดูความเปลี่ยนแปลงของอันดับ จะเห็นได้ว่า 9 อันดับแรกของจังหวัดที่มีมูลค่า GPP สูงสุดในปี 2557 ยังคงยึดตำแหน่งเดิมต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 โดยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลำดับ ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของอีสานที่มีการเติบโตแบบกระจุกตัวมากกว่าการกระจายตัว โดยจังหวัดที่ขนาดเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ยังคงเติบโตเร็วและดึงทรัพยากรเพิ่มขึ้น ขณะที่จังหวัดขนาดกลางและเล็กแม้จะเติบโตเชิงตัวเลข แต่ก็ยังไม่สามารถแซงอันดับได้ การเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงปีเป็นอย่างไร⁉️ ในช่วงเวลา ปี 2557-2562 ถือเป็นช่วงเร่งตัวของเมืองศูนย์กลาง โดยเฉพาะขอนแก่นและนครราชสีมา ที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคบริการ การศึกษา และศูนย์กลางสุขภาพ ทำให้มูลค่า GPP ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดอย่างอุบลราชธานีและอุดรธานีเติบโตจากบทบาทเมืองชายแดนและศูนย์กลางภูมิภาคตอนบน-ล่างที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนในช่วงปี 2562-2567 เป็นช่วงที่เห็นการขยับของอันดับเล็กน้อย อย่างเช่น เลย ที่ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 12 ในปี 2567 จากอันดับ 13 ในปี

เศรษฐกิจอีสาน 10 ปีผ่านไป พาส่องเบิ่ง ตัวเลข GPP แต่ละจังหวัดเปลี่ยนมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

ปี 67 มูลค่าเศรษฐกิจอีสาน 1.9 ล้านล้าน  จากชายแดนถึงมหานคร เมืองใหญ่ยิ่งโต เมืองเล็กยิ่งตาม

ในปี 2567 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคอีสาน (GRP) ขยับขึ้นมาแตะระดับ 1,888,342 ล้านบาท หรือเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท ครองอันดับ 3 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภาคตะวันออก แม้เมื่อเทียบในเชิงสัดส่วนแล้ว อีสานยังมีขนาดเศรษฐกิจเพียง 10.1% ของ GDP ประเทศที่มีมูลค่ารวมราว 18.7 ล้านล้านบาท แต่หากพิจารณาในการเติบโตระยะยาว จะพบว่าเศรษฐกิจอีสานขยายตัวถึง 43.1% จากปี 2557 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง สำหรับภูมิภาคที่มีฐานเศรษฐกิจตั้งต้นค่อนข้างต่ำ ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานเกษตรกรรมไปสู่โครงสร้างที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งภาคบริการ การค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายแดนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเศรษฐกิจของอีสานยังคงมีลักษณะ “กระจุกตัวสูง” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดที่มีมูลค่า GPP สูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา (349,213 ล้านบาท) ขอนแก่น (238,727 ล้านบาท) อุบลราชธานี (148,642 ล้านบาท) อุดรธานี (132,615 ล้านบาท) และบุรีรัมย์ (110,525 ล้านบาท) มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันถึง 979,722 ล้านบาท หรือคิดเป็น 51.9% ของทั้งภูมิภาค ซึ่งโครงสร้างลักษณะนี้ก่อให้เกิดแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้แรงงานจากจังหวัดขนาดเล็กและขนาดกลางไหลเข้าสู่เมืองศูนย์กลางเพื่อแสวงหาโอกาส ทั้งในภาคบริการ อุตสาหกรรม และการศึกษา ขณะเดียวกัน แรงงานส่วนหนึ่งยังคงไหลออกนอกภูมิภาคไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับประเทศ จังหวัด ปี 2567 นครราชสีมา 349,213 ล้านบาท ขอนแก่น 238,727 ล้านบาท อุบลราชธานี 148,642 ล้านบาท อุดรธานี 132,615 ล้านบาท บุรีรัมย์ 110,525 ล้านบาท สุรินทร์ 93,062 ล้านบาท ร้อยเอ็ด 89,233 ล้านบาท ศรีสะเกษ 86,230 ล้านบาท ชัยภูมิ 81,395 ล้านบาท สกลนคร 75,966 ล้านบาท มหาสารคาม 72,169 ล้านบาท เลย 68,330 ล้านบาท กาฬสินธุ์ 67,139 ล้านบาท นครพนม 56,146 ล้านบาท หนองคาย 54,632 ล้านบาท บึงกาฬ 36,197 ล้านบาท หนองบัวลำภู 34,700 ล้านบาท ยโสธร 34,496

ปี 67 มูลค่าเศรษฐกิจอีสาน 1.9 ล้านล้าน  จากชายแดนถึงมหานคร เมืองใหญ่ยิ่งโต เมืองเล็กยิ่งตาม อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง “ผลประกอบการ” ยักษ์ใหญ่แห่งน้ำมัน

ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อราคาพลังงาน ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวสูงตามไปด้วย ทำให้ธุรกิจ “ปั๊มน้ำมัน” กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ทั้งในเรื่องการแข่งขัน การบริหารต้นทุน และกลยุทธ์การตลาด ในประเทศไทย ธุรกิจน้ำมันมีการแข่งขันสูงทั้งจากผู้เล่นในประเทศและแบรนด์ต่างประเทศ โดยแม้จะเกิดการควบรวมแบรนด์เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตลาด แต่การแข่งขันด้านราคาและบริการกลับยิ่งเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นความท้าทายในการรักษากำไรและขยายฐานลูกค้า เมื่อพิจารณาผลประกอบการของ 5 แบรนด์ใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2568 พบว่ามีแนวโน้มและโครงสร้างกำไรที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR สามารถทำกำไรสุทธิสูงถึง 11,303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.75% แม้รายได้รวมลดลง 9.05% ซึ่งมีความสามารถในการบริหารต้นทุน การจัดการเครือข่ายสถานี และการเพิ่มประสิทธิภาพของปริมาณจำหน่ายในช่วงราคาน้ำมันดิบผันผวน ในขณะที่บางจาก (BCP) และ SPRC แม้จะมีสถานีและปริมาณจำหน่ายต่างกัน แต่สามารถรักษากำไรสุทธิได้เพิ่มขึ้น 31.85% และ 14.97% ตามลำดับ โดย SPRC โดดเด่นจากการมีโรงกลั่นประสิทธิภาพสูงภายใต้แบรนด์ Caltex ซึ่งทำให้สามารถสร้างมาร์จิ้นกำไรจากการกลั่นและการจำหน่ายน้ำมันได้ แม้ราคาน้ำมันดิบจะแปรปรวนนั่นเอง ในขณะที่ PTG และ SUSCO เห็นถึงความเปราะบางของผู้เล่นรายเล็กต่อแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและการแข่งขัน โดยเฉพาะ SUSCO กำไรสุทธิหดตัวถึง 58.76% แม้จะมีเครือข่ายสถานี 266 แห่ง แต่ก็มีการการจัดการต้นทุนและปรับราคาขายตามตลาดถือเป็นปัจจัยสำคัญในการอยู่รอดในตลาดน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตลาดปั๊มน้ำมันไทยอยู่ในช่วงการแข่งขันสูง แต่มีโอกาสเชิงกลยุทธ์ ผู้เล่นใหญ่ที่สามารถจัดการต้นทุน การขยายเครือข่ายสถานี และการบริหารความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันได้ จะสามารถสร้างกำไรและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างยั่งยืน ส่วนผู้เล่นรายเล็กจะต้องเผชิญแรงกดดันสูงและต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่ออยู่รอดในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่แน่นอนนี้นั่นเอง     อ้างอิงจาก กรุงเทพธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เว็บไซต์ของบริษัท้

พาส่องเบิ่ง “ผลประกอบการ” ยักษ์ใหญ่แห่งน้ำมัน อ่านเพิ่มเติม »

เหมืองโพแทชอุดรธานี เมกะโปรเจกต์ 5 หมื่นล้าน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย หรือจุดเสี่ยงที่ต้องแลก?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยู่ในยุคที่ “ทรัพยากรใต้ดิน” สามารถพลิกชะตาประเทศได้ โครงการเหมืองโพแทชอุดรธานีเปรียบเสมือนการเดิมพันขนาดใหญ่ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่เป็นการเดิมพันระหว่างความมั่นคงทางเกษตรกับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่อาจย้อนกลับมาทวงคืนอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม หากย้อนกลับไปในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2565 ภายใต้รัฐบาลของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการอนุมัติโครงการเหมืองแร่โพแทชในจังหวัดอุดรธานี พร้อมออกประทานบัตรเหมืองใต้ดิน 4 แปลง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,446 ไร่ ให้แก่บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีอายุยาวถึง 25 ปี (2565–2590)  แร่โพแทช (Potash) หรือโพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม ซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนำเข้ามากกว่า 720,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท การมีเหมืองในประเทศจึงเป็นการเปลี่ยนไทยจากผู้ซื้อเป็น “ผู้ควบคุมต้นทุน” ได้ในระยะยาว หากเหมืองอุดรธานีสามารถผลิตได้ตามแผนราว 2 ล้านตันต่อปี เมื่อรวมกับเหมืองในนครราชสีมาและชัยภูมิ จะทำให้ไทยมีศักยภาพการผลิตรวมกว่า 3.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งก็เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และยังสามารถส่งออกและสร้างรายได้ใหม่ในฐานะผู้เล่นในตลาดปุ๋ยโลกอีกด้วย แต่ในทางกลับกัน โมเดลธุรกิจเหมืองโพแทชไม่ได้มีแค่รายได้เท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนแฝง เพราะการสกัดแร่โพแทช 1 ส่วน จะได้โซเดียมคลอไรด์หรือเกลือถึง 7 ส่วน ซึ่งเรียกว่า หางแร่ และความเค็มคือผลผลิตขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการ หากระบบกักเก็บหรือกำจัดไม่มีประสิทธิภาพ ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ทันที เพราะดินเค็ม น้ำเสีย และพื้นที่เกษตรเสียหาย คือการทำลายฐานรายได้ของชุมชนโดยตรงนั่นเอง บทเรียนจากเหมืองโพแทชในจังหวัดนครราชสีมาคือบทเรียนครั้งใหญ่ เมื่อพื้นที่โดยรอบเริ่มมีค่าความเค็มสูงขึ้น บ่อน้ำสาธารณะเกิดฟองและกลิ่นผิดปกติ ส่งผลให้พื้นที่เกษตรบางส่วนถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 2559 โดยสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นต้นทุนเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว และอาจสูงกว่ามูลค่าที่เหมืองสร้างขึ้น อีกทั้ง โครงการนี้ยังมีความตึงเครียดระหว่างรัฐ ทุน และประชาชน กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีได้คัดค้านและยื่นฟ้องศาลปกครอง จนเกิดคดีสิ่งแวดล้อมและข้อถกเถียงเรื่องความชอบธรรมของกระบวนการอนุญาต และนี่ได้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงสถาบันที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม เพราะหากโครงการขาดการยอมรับจากชุมชน ต้นทุนความขัดแย้งอาจทำให้โครงการล่าช้า หรือถึงขั้นหยุดชะงักได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ควรมีเหมืองหรือไม่ แต่คือจะบริหารเหมืองอย่างไร ให้สมดุลระหว่างกำไรและความยั่งยืน เพราะตัวแปรชี้ขาดไม่ได้อยู่ที่แร่ใต้ดิน แต่อยู่ที่เทคโนโลยีการขุด การจัดการหางแร่ ระยะห่างจากชุมชน และความโปร่งใสของภาครัฐ หากทำได้ดี เหมืองแห่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตปุ๋ยใช้เองในประเทศของไทย   และล่าสุด “โครงการเหมืองแร่โพแทชที่อุดรธานี” มูลค่าลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ของ เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น ตอนนี้เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เป็นแค่แผน วันนี้โครงการอยู่ในช่วงสำรวจและออกแบบ โดยใช้เทคโนโลยีค่อนข้างทันสมัยในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะจะเป็นตัวกำหนดทั้งต้นทุน วิธีการทำเหมือง รวมไปถึงแนวทางรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น โครงการนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการขุดแร่เท่านั้น แต่กำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ทั้งก้อน ตั้งแต่เหมือง โรงงานแปรรูป ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างปุ๋ย ที่ไทยยังต้องพึ่งนำเข้าอยู่เยอะ ถ้าเดินตามแผนได้จริง ช่วงต้นปี 2570 จะเริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งนั่นแปลว่าอุดรธานีอาจไม่ได้เป็นแค่เมืองเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังจะขยับไปเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมแร่และปุ๋ยของประเทศนั่นเอง

เหมืองโพแทชอุดรธานี เมกะโปรเจกต์ 5 หมื่นล้าน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย หรือจุดเสี่ยงที่ต้องแลก? อ่านเพิ่มเติม »

ทุบสถิติประวัติศาสตร์! ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงกว่า 49.64 บาท  เมื่อไฟสงครามตะวันออกกลางลามถึงกระเป๋าคนไทย

ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน และ อิสราเอล กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพของโลก ซึ่งได้ลุกลามสู่เศรษฐกิจพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตะวันออกกลางถือเป็นศูนย์กลางการผลิตและขนส่งน้ำมันของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่มีสัดส่วนการลำเลียงน้ำมันมากกว่าหนึ่งในห้าของโลก เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ราคาน้ำมันจึงผันผวนทันที สำหรับประเทศไทย ผลกระทบทำให้ราคาพลังงานในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก ต้นทุนการขนส่งและการผลิตจึงเพิ่มขึ้น กดดันเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง สงครามที่ดูเหมือนห่างไกล จึงแท้จริงแล้วเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างลึกซึ้ง และกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของเศรษฐกิจไทยในยุคความไม่แน่นอนของโลกปัจจุบัน เมื่อย้อนมองประวัติศาสตร์วิกฤตราคาน้ำมันของไทย จะพบรูปแบบซ้ำเดิมอย่างน่ากังวล นั่นคือ ทุกครั้งที่โลกเผชิญความผันผวน ประเทศไทยมักได้รับผลกระทบ “เต็มแรง” เสมอ สาเหตุหลักไม่ใช่เพียงราคาตลาดโลกเท่านั้น แต่เพราะโครงสร้างพลังงานของประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันสูงถึงประมาณ 90% ของการใช้ทั้งหมด ขณะที่ผลิตได้เองเพียง 10% เท่านั้น ความไม่สมดุลนี้ทำให้ประเทศไทยแทบไม่มี “อำนาจต่อรอง” ต่อราคาพลังงานโลก และต้องรับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง   ในอดีตประเทศไทยเราก็เคยเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันมาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อราว 18 ปีก่อน ในช่วงปี 2551 เกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังของวิกฤติการเงินโลกอย่าง วิกฤติซับไพรม์ ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วควรทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงและกดราคาลง แต่ในความเป็นจริงกลับสวนทาง เนื่องจากในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง ขณะที่กำลังการผลิตกลับเพิ่มไม่ทันต่อความต้องการ ปัจจัยนี้ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยแรงเก็งกำไรจากกองทุนขนาดใหญ่และเฮดจ์ฟันด์ รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะใน อิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  แรงกระแทกดังกล่าวส่งผ่านมายังประเทศไทยอย่างชัดเจน ทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศพุ่งสูง โดยน้ำมันเบนซินเคยขึ้นไปแตะระดับ 42.89 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลสูงถึง 44.24 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็น “ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์” ของน้ำมันดีเซลไทยในช่วงเวลานั้น สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อภาคขนส่ง ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง   นอกจากวิกฤติปี 2551 แล้ว ประเทศไทยยังเคยเผชิญกับภาวะน้ำมันแพงอีกระลอกในปี 2557 ช่วงปลายรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นอีกช่วงเวลาที่ราคาพลังงานในประเทศตึงตัวอย่างมาก ภายใต้บริบทที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับขึ้นไปแตะระดับราว 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผลกระทบที่เกิดขึ้นเห็นชัดได้จากราคาขายปลีกภายในประเทศ โดยเฉพาะ “น้ำมันเบนซิน” ที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 49.15 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลอยู่ที่ราว 29.99 บาทต่อลิตร ซึ่งแม้ดีเซลจะไม่สูงเท่าปี 2551 แต่เบนซินกลับทำสถิติใหม่ ซึ่งปัจจัยในช่วงนั้นไม่ได้มาจากตลาดโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “แรงกดดันภายในประเทศ” เข้ามาซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกใช้น้ำมันเบนซิน 91 การปรับโครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยตรงนั่นเอง   และในวันนี้ ภาพของวิกฤตราคาน้ำมันในอดีตกำลังหวนกลับมาอีกครั้ง ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศไทยได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 49.64 บาทต่อลิตร “ทุบสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์” แซงหน้าระดับสูงสุดเดิมในปี 2557 อย่างเป็นทางการ ซึ่งแรงกดดันมากจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น และปัจจัยภายในประเทศที่ยังคงเป็นตัวเร่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี กองทุนน้ำมัน

ทุบสถิติประวัติศาสตร์! ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงกว่า 49.64 บาท  เมื่อไฟสงครามตะวันออกกลางลามถึงกระเป๋าคนไทย อ่านเพิ่มเติม »

ในปีที่ผ่านมา ภาคอีสานใช้น้ำมัน Desel เกือบ 4,900 ล้านลิตร มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

ในปี 2568 ประเทศไทยมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา มากกว่า 23,528 ล้านลิตร แล้วรู้หรือไม่ว่าปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ในภาคอีสานมีมากแค่ไหน? ภาคอีสานมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดากว่า 4,857 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 20.6% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาทั้งหมดในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ เป็นรองเพียงภาคกลางเท่านั้น  ปริมาณการใช้ดีเซลในภาคอีสานที่สูง เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการขนส่ง” โดยเฉพาะภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ โลจิสติกส์ และการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว และกัมพูชา ประกอบกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและขนส่งมวลชน ทำให้ดีเซลยังคงเป็นพลังงานหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การเติบโตของเมืองรอง การขยายตัวของ E-commerce และศูนย์กระจายสินค้าในอีสาน ยิ่งเร่งให้ดีมานด์น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ก็แฝงด้วยความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เนื่องจากต้นทุนพลังงานมีผลโดยตรงต่อค่าขนส่งและราคาสินค้า หากราคาน้ำมันผันผวน จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจฐานรากทันทีอีกด้วย โดย 5 อันดับจังหวัดน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา มากที่สุด – นครราชสีมา มีปริมาณการใช้ 1,067 ล้านลิตร – ขอนแก่น มีปริมาณการใช้ 725 ล้านลิตร – อุดรธานี มีปริมาณการใช้ 689 ล้านลิตร – สุรินทร์ มีปริมาณการใช้ 327 ล้านลิตร – บุรีรัมย์ มีปริมาณการใช้ 277 ล้านลิตร จะเห็นได้ว่าการใช้น้ำมันกระจุกตัวในจังหวัดศูนย์กลางเศรษฐกิจและโครงข่ายคมนาคม โดยนครราชสีมาครองอันดับ 1 ด้วยปริมาณสูงถึง 1,067 ล้านลิตร ตามด้วยขอนแก่น 725 ล้านลิตร และอุดรธานี 689 ล้านลิตร ซึ่งล้วนเป็น “เมืองศูนย์กลาง” ที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้า การกระจายสินค้า และแรงงานข้ามจังหวัด ในขณะที่ “สุรินทร์” และ “บุรีรัมย์” จะพบว่า แม้ทั้งสองจังหวัดจะไม่ได้เป็นมหานครเศรษฐกิจขนาดใหญ่แบบนครราชสีมาหรือขอนแก่น แต่กลับมีการใช้น้ำมันดีเซลที่สูง ในกรณีของสุรินทร์ ปริมาณการใช้ดีเซลที่สูงถึง 327 ล้านลิตร เนื่องจากในจังหวัดมีการใช้ครื่องจักรกลการเกษตรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถไถ รถเกี่ยวข้าว หรือระบบขนส่งผลผลิตจากไร่นาสู่ตลาดกลาง ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ราบกว้าง ทำให้การกระจายตัวของชุมชนและแปลงเกษตรต้องพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก นอกจากนี้ สุรินทร์ยังมีบทบาทเป็นจุดเชื่อมเศรษฐกิจชายแดนกับกัมพูชา โดยเฉพาะด่านช่องจอม ซึ่งทำให้เกิดการไหลเวียนของสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และแรงงานข้ามแดน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อ ขณะที่บุรีรัมย์ ซึ่งมีการใช้ดีเซลอยู่ที่ 277 ล้านลิตร นอกจากภาคเกษตรกรรมที่ยังคงเป็นฐานหลักแล้ว บุรีรัมย์ยังโดดเด่นในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวและเมืองกีฬา” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น สนามแข่งรถระดับโลก สนามฟุตบอล และอีเวนต์ขนาดใหญ่ ได้สร้างการเคลื่อนย้ายของผู้คนจำนวนมหาศาล ทั้งนักท่องเที่ยว แรงงาน และภาคบริการ ซึ่งล้วนพึ่งพาการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคลและรถโดยสารเป็นหลัก      อ้างอิงจาก:  –

ในปีที่ผ่านมา ภาคอีสานใช้น้ำมัน Desel เกือบ 4,900 ล้านลิตร มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อ่านเพิ่มเติม »

พาเลาะเบิ่ง ตัวอย่าง 10 ลายผ้าขาวม้าไทย ผ่าน 5 เทคนิคการทอสุดประณีต

“ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ผู้หญิงจะยังคงทอผ้า” คำกล่าวของ ครูเอก – สุพิศ สุวรรณมณี แห่งศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอย้อมสีธรรมชาติบ้านปางกอม จังหวัดน่าน ไม่ได้เป็นเพียงประโยคธรรมดา แต่คือภาพซ้อนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่ถักทออยู่ในเส้นด้ายของผู้หญิงไทย ผู้ที่ยังคงนั่งอยู่ใต้ถุนเรือน ปลายนิ้วไล้ผ่านเส้นไหม สร้างชีวิตให้ผืนผ้าอย่างไม่รู้จบ ภาพผู้หญิงนั่งทอผ้าใต้ถุนเรือน ภาพจำที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ยังคงปรากฏให้เห็นในแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนชายแดนไทย-ลาวในภาคเหนือที่รังสรรค์ลวดลายละเอียดอ่อนดุจงานศิลป์ หมู่บ้านเล็กๆ ในภาคอีสานที่การทอผ้าคือหัวใจและมรดกทางวัฒนธรรม หรือชุมชนในภาคกลางที่ยังคงยึดโยงวิถีความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการทอผ้า ทุกพื้นที่ล้วนมี “เรื่องเล่า” ซ่อนอยู่ในทุกเส้นใย แม้การทอผ้าพื้นฐานจะคล้ายคลึงกันทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ผ้าทอมือแต่ละผืนมีชีวิตและเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลับอยู่ที่ “ลวดลาย” และ “เทคนิค” ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรม ความเชื่อ และจินตนาการของผู้ทอ ที่เกิดจากแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ วิถีชีวิต และโลกทัศน์ของผู้คน จึงถูกแปรรูปเป็นลวดลายที่ไม่เพียงงดงามอย่างเดียว แต่ยังบอกเล่าตัวตนได้อย่างชัดเจนนั่นเอง ในอดีต ผ้าทอแต่ละภูมิภาคมีอัตลักษณ์ที่เด่นชัดจนสามารถระบุแหล่งที่มาได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นผ้าจกของภาคเหนือ ผ้าขิดของภาคอีสาน หรือผ้าลายน้ำไหลของไทลื้อ แต่เมื่อการเคลื่อนย้ายผู้คนและการสื่อสารขยายตัว วัฒนธรรมการทอผ้าก็เริ่ม “ไหลเวียน” ข้ามพรมแดน ลวดลาย เทคนิค และสีสันได้แพร่กระจายและผสมผสานเข้าด้วยกัน ทำให้เส้นแบ่งของอัตลักษณ์เชิงพื้นที่เลือนรางลง อย่างไรก็ตาม “เทคนิคการทอ” และ “โครงสร้างลวดลาย” ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการบ่งบอกตัวตนของผ้าทอแต่ละผืน ในปัจจุบัน ชุมชนทอผ้าทั่วประเทศไม่ได้หยุดอยู่เพียงการอนุรักษ์เท่านั้น แต่มีการ “ต่อยอด” ภูมิปัญญาเดิมสู่มิติใหม่ พวกเขานำรากวัฒนธรรมมาผสมผสานกับนวัตกรรม ทั้งการพัฒนาเส้นใย การย้อมสีธรรมชาติที่ร่วมสมัย ไปจนถึงการออกแบบลวดลายใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดยุคปัจจุบัน ผลลัพธ์คือผ้าทอมือที่ไม่เพียงคงคุณค่าเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และในผืน “ผ้าขาวม้าทอมือ” ที่หลายคนอาจมองว่าเรียบง่าย แท้จริงแล้วกลับซ่อนอัตลักษณ์อันลึกซึ้งของแต่ละชุมชนเอาไว้ เป็นทั้งมรดก เป็นงานศิลป์ และเป็นโอกาสใหม่ของการสร้างคุณค่าในโลกยุคใหม่ ที่เปรียบเสมือนกำลังทออนาคตของชุมชนไปพร้อมกันนั่นเอง   ผ้าขาวม้าไทยไม่ได้มีเพียง “ลายตาราง” แบบที่คุ้นตา แต่ซ่อนความหลากหลายผ่าน 5 เทคนิคสำคัญ ได้แก่ สานขัด จก เกาะล้วง ขิด และมัดหมี่ ซึ่งแต่ละเทคนิคก็แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน ได้แก่ ผ้าขาวม้าลายเขลางค์ (เทคนิคสานขัด) 📍บ้านแจ้ซ้อน ลำปาง ผ้าขาวม้ากลุ่มน้ำมอญแจ้ซ้อนทอด้วยเทคนิคสานขัด พัฒนาจากลายตารางดั้งเดิมสู่ “ลายเขลางค์” ที่ยังคงโครงสร้างตาหมากรุก แต่เพิ่มเส้นตารางเล็กคู่ภายใน ทำให้ลวดลายละเอียดคล้ายผ้าลายสกอต จุดเด่นอยู่ที่ความประณีตของช่องลายขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างจากผ้าขาวม้าทั่วไป การทอจึงมีความซับซ้อน ผู้ทอต้องนับเส้นด้ายอย่างแม่นยำ เพราะหากพลาดเพียงเล็กน้อย ลวดลายจะเสียสมดุลทันที ผ้าขาวม้าไฉไล (เทคนิคสานขัด) 📍บ้านสวนปอ ร้อยเอ็ด ผ้าลายไฉไล โดดเด่นด้วยการผสมเฉดสีอย่างลงตัวและการทออย่างประณีต ทำให้ผืนผ้ามีมิติ สวยงาม และใช้งานได้หลากหลาย ทั้งสวมใส่และแปรรูปเป็นของใช้ในบ้าน ทอด้วยเทคนิคตาขัดโดยใช้เส้นยืน–พุ่งคนละสี เสริมให้ลวดลายมีความลึก วัสดุหลักคือ “ฝ้ายน้ำหนึ่ง” ซึ่งให้เนื้อผ้าเรียบแน่น เงางามคล้ายไหม จึงนับเป็นผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านสวนปอ ผ้าขาวม้าจกลายช้าง (เทคนิคจก) 📍บ้านภูจวง

พาเลาะเบิ่ง ตัวอย่าง 10 ลายผ้าขาวม้าไทย ผ่าน 5 เทคนิคการทอสุดประณีต อ่านเพิ่มเติม »

วิกฤตครูอีสาน พาเปิดเบิ่ง 20 จังหวัดอีสาน ‘ขาดครูประถม’ หนักแค่ไหน?

“ไปเป็นครูเด้อลูก มันจั่งซำบาย” ประโยคสั้นๆ ที่ฟังดูเหมือนคำชวน แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยความหมายที่ตรงกันข้าม ประโยคยอดฮิตที่เรามักพบเห็นในโลกโซเชียล ซึ่งไม่ใช่เพราะมันให้กำลังใจแต่อย่างใด แต่เพราะมันสะท้อนความจริงของอาชีพครู ว่าการเป็นครูไม่ได้สบายอย่างที่ใครหลายคนคิด หลายคนอาจจะคิดว่าการเป็นครูนั้นมีแค่หน้าที่สอนหนังสือหรือให้ความรู้แก่เด็กนักเรียน แต่แท้จริงแล้วอาชีพ “ครู” ที่เป็นดั่ง “แม่พิมพ์ของชาติ” กำลังแบกภาระงานอื่น ๆ ไว้บนบ่าอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานจัดซื้อจัดจ้าง งานบัญชี งานพัสดุ หรือแม้แต่งานด้านกฎหมาย  ผลการสำรวจในปี 2562 พบว่า 95% ของครูต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 58% ของครูยังต้องทำงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาการวิเคราะห์ผลของการใช้เวลาในการปฏิบัติงานภาระงานสอนที่มีต่อประสิทธิภาพการสอนของครูในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เผยว่า ภาวะงานที่ครูใช้เวลามากที่สุดคืองานธุรการที่มีค่าเฉลี่ยถึง 346 ชั่วโมงต่อภาคเรียน  สำหรับจำนวนกลุ่มประชากรครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อปีงบประมาณ 2567 พบว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษามีมากถึง 444,168 คน จากจำนวนข้าราชการทั้งหมด 1,756,606 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากกว่าข้าราชการกลุ่มอื่น ๆ โดยภูมิภาคที่มีข้าราชการมากที่สุดคือภาคอีสาน ที่มีถึง 30.08% อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 พบว่า หลังการเกษียณอายุราชการครูในเดือนกันยายน ปี 2568  ครูในสังกัด สพฐ. จะมีครูขาดมากถึง 40,227 อัตรา ในจำนวน 18,193 โรงเรียน สำหรับภาคอีสาน พบว่า ครู สพป. ขาดมากถึง 9,903 อัตรา  เมื่อปี 2568 ภาพรวมของ 20 จังหวัด ในเรื่องของสัดส่วนนักเรียนต่อครู พบว่า ครูต้องดูแลนักเรียน 20-22 คน แต่หลายโรงเรียนกลับกำลังเผชิญภาวะครูขาดแคลน โดยเฉพาะโรงเรียนขาดเล็ก จังหวัดที่มีครูขาดมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ ขอนแก่น 1,128 อัตรา ร้อยเอ็ด 1,000 อัตรา นครราชสีมา 871 อัตรา อุบลราชธานี 625 อัตรา มหาสารคาม 806 อัตรา จากข้อมูลจะพบว่า การที่จังหวัดเหล่านี้มีจำนวนครูขาดแคลนสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ ส่วนหนึ่งมาจากการที่จังหวัดเหล่านี้เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ มีโรงเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทที่มีโครงสร้างขนาดเล็ก มีจำนวนนักเรียนไม่มาก แต่เมื่อขาดครูเพียงรายวิชาเดียว ก็สามารถนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนได้ ประกอบกับการกระจายครูที่กระจุกในตัวเมือง ทำให้โรงเรียนรอบนอกขาดครูสะสมนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – HRMS.OBEC สพฐ – ไทยพับลิก้า – Thai PBS

วิกฤตครูอีสาน พาเปิดเบิ่ง 20 จังหวัดอีสาน ‘ขาดครูประถม’ หนักแค่ไหน? อ่านเพิ่มเติม »

“งานบุญกุ้มข้าว” มรดกศรัทธาแห่งท้องนา จากพิธีบูชาแม่โพสพ สู่เศรษฐกิจวัฒนธรรมของอีสาน

งาน “บุญกุ้มข้าวใหญ่” หรือ “บุญคูนลาน” คือหนึ่งในพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวในภาคอีสาน เพราะสำหรับชาวนาอีสานแล้ว “ข้าว” ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือชีวิต จิตวิญญาณ และความมั่นคงของชุมชน เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง ชาวนาจะนำข้าวเปลือกมากองรวมกันที่ลานนวดข้าว ก่อนนำเข้าสู่ยุ้งฉาง พร้อมจัดพิธีทำบุญที่เรียกว่า “บุญคูนลาน” โดยเชิญพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ โยงด้ายสายสิญจ์รอบกองข้าว ถวายภัตตาหาร และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้แก่ลานข้าว วัว ควาย และเจ้าของนา เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยพิธีกรรมดังกล่าวเป็นความเชื่อสำคัญของชาวอีสานที่มีต่อ “แม่พระโพสพ” เทวีแห่งข้าว ผู้คุ้มครองความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน และยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และจิตวิญญาณที่หลอมรวมเป็นวิถีชีวิตของสังคมเกษตรกรรมมาอย่างช้านาน ความพิเศษของบุญกุ้มข้าวนั้นไม่ได้อยู่เพียงพิธีกรรมทางความเชื่อเท่านั้น แต่ยังพัฒนาเป็นกลไกทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชนอีกด้วย โดยข้าวที่ชาวบ้านนำมารวมกันในกอง “กุ้มข้าวใหญ่” จะถูกนำไปจำหน่ายเพื่อนำรายได้มาทำนุบำรุงวัด หรือช่วยเหลือผู้ยากไร้ในหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นรูปแบบสวัสดิการชุมชนที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมก่อนยุคระบบรัฐสวัสดิการสมัยใหม่ ดังนั้น วัฒนธรรมนี้เปรียบเสมือนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับหมู่บ้าน ที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นศูนย์กลางในการสร้างความมั่นคงให้ชุมชน ทั้งด้านอาหาร รายได้ และความสัมพันธ์ทางสังคมนั่นเอง ขณะเดียวกัน ไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงานคือการสร้าง “ปราสาทข้าวเปลือก” หรือ “ปราสาทรวงข้าว” สถาปัตยกรรมชั่วคราวที่เกิดจากแรงศรัทธาและภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่นำข้าวเปลือกจำนวนมหาศาลจะถูกนำมาจัดเรียงและตกแต่งอย่างประณีต จนกลายเป็นปราสาทสูงตระหง่านประดับด้วยรวงข้าวสีทองอร่าม ภาพของปราสาทรวงข้าวที่งดงามตระการตานี้แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินอีสานเท่านั้น และยังแสดงให้เห็นศิลปะ วัฒนธรรม และพลังความร่วมมือของผู้คนในชุมชนอย่างน่าทึ่ง จนทำให้งานบุญกุ้มข้าวไม่ได้เป็นเพียงงานบุญประจำฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพื้นที่ที่ผสานศรัทธา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างงดงาม และเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของอัตลักษณ์อีสานที่เปล่งประกายท่ามกลางท้องทุ่งสีทองแห่งฤดูเก็บเกี่ยว ปัจจุบันประเพณีนี้จัดขึ้นในหลายจังหวัดของภาคอีสาน โดยแต่ละพื้นที่ต่างก็สืบสานและพัฒนาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง ตัวอย่างเช่นที่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งจัดงาน “ประเพณีบุญกุ้มข้าวใหญ่” อย่างต่อเนื่องมานานหลายสิบปี บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอ กลายเป็นศูนย์กลางของขบวนแห่ปราสาทข้าวจากทุกตำบล พร้อมกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมาย อย่างเช่น การโฮมบุญกองข้าว การสู่ขวัญข้าวขวัญน้ำ การประกวดธิดาบุญกุ้มข้าวใหญ่ การประกวดผลิตผลทางการเกษตรและปศุสัตว์ ตลอดจนการแสดงแสง สี เสียงชุด “กุ้มข้าวใหญ่ ไอศวรรย์ อัศจรรย์เมืองบ้านไผ่” ที่ถ่ายทอดตำนานแม่โพสพอย่างยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกัน จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็มีชื่อเสียงในด้านการสร้างปราสาทรวงข้าวที่อลังการที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณวัดเศวตวันวนารามและพื้นที่จัดงานบุญกุ้มข้าวใหญ่ของอำเภอคำม่วง ซึ่งมีการสร้างปราสาทข้าวขนาดมหึมาประดับรวงข้าวอย่างประณีตจนกลายเป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายจังหวัดในอีสานที่ยังคงจัดงานบุญกุ้มข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี และ ยโสธร ซึ่งต่างก็มีพิธีสู่ขวัญข้าว การรวมกองข้าว และกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านตามแบบฉบับของแต่ละท้องถิ่นนั่นเอง เทศกาลบุญกุ้มข้าวจึงสามารถมองได้ว่าเป็นโมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมของชุมช มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งการท่องเที่ยวเชิงประเพณี การจำหน่ายสินค้าเกษตร การส่งเสริมสินค้า OTOP และการกระจายรายได้สู่ธุรกิจท้องถิ่น ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงผู้ผลิตหัตถกรรม เมื่อกิจกรรมเหล่านี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกภูมิภาคให้เดินทางเข้ามาสัมผัสวิถีอีสาน เม็ดเงินจึงไหลเวียนกลับสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจฐานรากที่เติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรม “บุญกุ้มข้าวใหญ่” คืออารยธรรมข้าวแห่งลุ่มน้ำโขง ที่ผสมผสานความเชื่อ ศาสนา เศรษฐกิจ และความสามัคคีของชุมชนไว้ด้วยกันอย่างงดงาม ตั้งแต่พิธีบายศรีสู่ขวัญข้าว การขอขมาแม่พระโพสพ ไปจนถึงการร่วมแรงร่วมใจสร้างปราสาทข้าวอันยิ่งใหญ่ ทุกองค์ประกอบล้วนบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนที่ดำรงชีวิตด้วยผืนดินและเมล็ดข้าวมาอย่างยาวนาน และในโลกยุคใหม่ที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังเติบโต ประเพณีโบราณนี้กลับกลายเป็น “มรดกศรัทธาแห่งท้องนา” ที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และการสร้างอัตลักษณ์ของอีสานบนเวทีโลกได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย   อ้างอิงจาก:

“งานบุญกุ้มข้าว” มรดกศรัทธาแห่งท้องนา จากพิธีบูชาแม่โพสพ สู่เศรษฐกิจวัฒนธรรมของอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top