Nanthawan Laithong

อีสานเริ่ดคักหลาย ศุภาลัยทุ่มเงิน 1,000 ล้าน ผุดปาล์มวิลล์ สันตพลชิงแชร์ จ.อุดรธานี

นายราชัย ปิยวาจานุสรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจของจ.อุดรธานีมีทิศทางดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 2-3 ปีก่อน อุดรฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งในด้านการเป็นศูนย์การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภาคอีสานตอนบน ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาไปสู่รถไฟความเร็วสูงสามารถเชื่อมโยงการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวไปยังประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้อย่างสะดวก ขณะที่ความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์ของชาวอุดรฯและจังหวัดใกล้เคียงก็ยังคงขยายตัวไปในแนวโน้มที่ดี บริษัทจึงเดินหน้าปักหมุดโครงการใหม่ มูลค่า 1,000 ล้านบาทภายใต้โครงการ “ศุภาลัย ปาล์มวิลล์ สันตพล” ซึ่งเป็นโครงการที่ 8 ในจ.อุดรธานี ที่ประกอบด้วยบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ซีรีส์ล่าสุดสไตล์ Modern Tropical และบ้านแฝดรุ่นใหม่ ให้ลูกค้าได้เลือกสรรที่อยู่อาศัยได้ตรงใจกับการใช้ชีวิต “ศุภาลัย ปาล์มวิลล์ สันตพล” เชื่อมต่อทุกเส้นทางได้สะดวกสบายกว่าใคร ผ่านแนวคิด ‘Connect All Journeys Dignify All Perspective เชื่อมติดชีวิตทุกการเดินทาง สง่างามทุกมุมมอง’ กับทำเลศักยภาพใจกลางเมืองอุดรธานี ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง สถานศึกษา แหล่งชุมชน อาทิ บิ๊กซี สันตพล, UD TOWN, เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล และทุ่งศรีเมือง พร้อมทั้งทางเข้า-ออกสะดวกได้ 2 ทาง จากถนนเลี่ยงเมือง และถนนนิตโย อีกพื้นที่สำหรับคนไม่ชอบเปียก กับการจัดกิจกรรมตามวิถีไทย โดยเปิดให้สรงน้ำพระพุทธรูปจาก 9 วัดดังทั่วประเทศไทย และกิจกรรมก่อเจดีย์ทราย เป็นต้น ซึ่งประเมินจะมีกลุ่มคนเข้าร่วมงานกว่า 1 แสนคน สร้างเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 100 ล้านบาทมากสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเข้ามาร่วมงานทั้งคนไทย และกลุ่มลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านคือ ลาว เวียดนาม และจีน รวมถึงลูกค้าจากยุโรป ที่เดินทางข้ามประเทศมาร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ในครั้งนี้เช่นกัน เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์แห่งการใช้ชีวิตบนพื้นที่โครงการ 42 ไร่ ที่มาพร้อมแบบ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ซีรีส์ล่าสุดสไตล์ Modern Tropical ถึง 4 แบบ พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 162 – 261 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 3-4 ห้องน้ำ 2-3 ที่จอดรถ และบ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 126-151 ตร.ม. ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการครบครัน …

อีสานเริ่ดคักหลาย ศุภาลัยทุ่มเงิน 1,000 ล้าน ผุดปาล์มวิลล์ สันตพลชิงแชร์ จ.อุดรธานี อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง 8 อันดับอาณาจักรผลิตและส่งไฟฟ้า แห่งภาคอีสาน .

จากกระแสค่าไฟแพงในช่วงนี้ มื้อนี้ ISAN Insight & Outlook สิพามาเบิ่งธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและการส่งไฟฟ้าในภาคอีสาน ว่ามีบริษัทใด๋แหน่ อยู่จังหวัดใด๋ และมีรายได้ส่ำใด๋ อันดับที่ 1 อุบลซันฟลาวเวอร์ จำกัด จังหวัดอุบลราชธานี รายได้รวม 2,432 ล้านบาท อันดับที่ 2 ผลิตไฟฟ้าครบุรี จำกัด จังหวัดนครราชสีมา รายได้รวม 1,311 ล้านบาท อันดับที่ 3 เอราวัณ เพาเวอร์ จำกัด จังหวัดหนองบัวลำภู รายได้รวม 1,122 ล้านบาท อันดับที่ 4 บัวใหญ่ ไบโอ เพาเวอร์ จำกัด จังหวัดนครราชสีมา รายได้รวม 983 ล้านบาท อันดับที่ 5 แอ๊ดวานซ์ อะโกร เพาเวอร์ แพลนท์ จำกัด จังหวัดสุรินทร์ รายได้รวม 575 ล้านบาท อันดับที่ 6 ขอนแก่นกรีนพาวเวอร์ จำกัด จังหวัดขอนแก่น รายได้รวม 505 ล้านบาท อันดับที่ 7 บุรีรัมย์พลังงาน จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ รายได้รวม 497 ล้านบาท อันดับที่ 8 บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ รายได้รวม 491 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า อันดับที่ 1 คือ “อุบลซันฟลาวเวอร์” ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทอุบลไบโอเอทานอล โดยก๊าซชีวภาพที่บริษัทฯผลิตได้ส่วนหนึ่งจะนำไปผลิตไฟฟ้าขนาด 5.6 เมกะวัตต์ เพื่อใช้หมุนเวียนในโรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต และผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 1.9 เมกะวัตต์ จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท อ้างอิงจาก: – CredenData – เว็บไซต์ของบริษัท #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อาณาจักรผลิตและส่งไฟฟ้า #ธุรกิจผลิตและส่งไฟฟ้า #ไฟฟ้า

พามาฮู้จัก มหาเศรษฐีแห่งภาคอีสาน วิทูร สุริยวนากุล มหาเศรษฐีอันดับ 31 ของไทย ผู้ก่อตั้งธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างรายใหญ่

วันนี้ ISAN Insight & Outlook จะพามาทำความรู้จักมหาเศรษฐีอันดับ 31 ของไทย และเป็นอันดับ 1 ของภาคอีสาน คุณวิทูร สุริยวนากุล เป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ดโดยกำเนิด ได้ถูกจัดให้อยู่ในบัญชี 50 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทยหลายปีซ้อน โดยในปี 2565 คุณวิทูรติดอันดับมหาเศรษฐีไทยอันดับที่ 31 โดยมีมูลค่าทรัพย์สิน 1,050 ล้านดอลลาร์ หรือ 37,817 ล้านบาท 25 ปีที่แล้ว อดีตนายช่างรับเหมาก่อสร้างแห่ง ร้อยเอ็ด เปลี่ยนแนวคิดการค้าวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าที่สะดวกและให้ราคายุติธรรม จนธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างแนวใหม่ “โกลบอลเฮ้าส์” ได้กระจายโมเดลธุรกิจไปทั่วอีสาน โดยตั้งเป้ารุกสู่ทุกหัวเมืองของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เส้นทางของมหาเศรษฐีคนนี้มีความเป็นมาอย่างไร? คุณวิทูร สุริยวนากุล จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัญฑิต (MBA) มหาวิทยาลัยขอนแก่น เดิมพื้นเพครอบครัวของนายวิทูรประกอบอาชีพค้าปลีก-ส่งอาหารสัตว์ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาประกอบอาชีพวิศวกรและผู้รับเหมาก่อสร้าง ในปี 2531 คุณวิทูรได้ขยับขยายมาสร้างกิจการร้านขายสุขภัณฑ์และฮาร์ดแวร์ในชื่อ “ร้อยเอ็ดฟาร์ม” กระทั่งปี 2538 ที่วิทูรมองว่าร้านร้อยเอ็ดฟาร์มเริ่มมีการเติบโตชะลอลง ขณะเดียวกันก็เริ่มสังเกตเห็นห้างค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรด เช่น makro, Tesco Lotus เริ่มแพร่หลายไปตามหัวเมืองต่างจังหวัด และได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ผู้บริโภค จึงเล็งเห็นว่าตนเองควรจะพัฒนาร้านให้ทันสมัย จากนั้นได้พัฒนาธุรกิจจากร้านค้าปลีกธรรมดาให้กลายเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านในรูปแบบโมเดิร์นเทรดเป็นแห่งแรกใน จังหวัดร้อยเอ็ด ด้วยเงินลงทุน 150 ล้านบาท ในปี 2540 ท่ามกลางความห่วงใยจากซัพพลายเออร์และสถาบันการเงินว่าเมืองไทยในยามนั้นกำลังเผชิญวิกฤตฟองสบู่แตก การตัดสินใจปักหมุดโกลบอลเฮ้าส์ร้านแรกในภาคอีสานนับเป็นอาวุธลับ เพราะขณะที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ลูกจ้างจำนวนมากถูกให้ออกจากงานและบางส่วนบ่ายหน้าคืนมายังบ้านเกิดทางอีสานซึ่งไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากค่าเงินบาทลอยตัว ในทางตรงข้ามราคาข้าวสารและราคาทองคำต่างพุ่งขึ้นเท่าตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงขึ้น โกลบอลเฮ้าส์ ร้อยเอ็ด มียอดขายทะลุมากกว่าเป้าไปถึง 1 ล้านบาทต่อเดือนภายในเวลา 3 เดือนเท่านั้น ทำให้ในปี 2541 รายได้ของบริษัทเติบโต 27% และปี 2542 เติบโตมากกว่า 30% จนกระทั่งปี 2552 คุณวิทูรนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกในนาม บริษัท สยามโกลบอลล์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (GLOBAL) และปัจจุบันสามารถขยายสาขาภายในประเทศได้ 78 สาขา อีกทั้งยังมีบริษัทย่อยในประเทศกัมพูชา หลังจากนั้นได้ขยายไปยังลาวและเมียนมาร์ อ้างอิงจาก: Forbes Forbes Thailand #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #คุณวิทูร #สุริยวนากุล #มหาเศรษฐีแห่งภาคอีสาน #อันดับมหาเศรษฐีของไทย #โกลบอลเฮ้าส์

พาส่องเบิ่งศูนย์การค้า ยูดีทาวน์ จัด ‘สงกรานต์’ ที่ผ่านมาเล่นสาดน้ำในศูนย์การค้าสุดอะเมซิ่ง

สำรวจบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ 2566 ในพื้นที่ศูนย์การค้าต่างๆ ทั่วประเทศ ผู้ประกอบการต่างจัดงานในรูปแบบที่เปิดพื้นที่ให้เล่นน้ำสงกรานต์ พร้อมจัดกิจกรรมฟรีคอนเสิร์ตที่ทุกคนสามารถเข้าชมได้ และคอนเสิร์ตที่ต้องจ่ายตั๋วในการเข้าชม เพื่อร่วมกระตุ้นกลุ่มลูกค้าเข้ามาทำกิจกรรมและใช้จ่ายในพื้นที่ ขณะเดียวกันได้มีการจัดกิจกรรมสำหรับลูกค้าที่อยากหนีร้อนมาสัมผัสสงกรานต์ในศูนย์การค้าแบบไม่ต้องเปียก จึงมีการจัดให้มีพื้นที่สำหรับเสริมความมงคลสรงน้ำพระดังทั่วไทย เพิ่มความพลังความมูทุกพื้นที่ ทำให้บรรยากาศโดยรวมของศูนย์การค้าทั่วไทย ตั้งแต่การจัดงานวันที่ 13 เม.ย.จนถึงวันที่ 15 เม.ย. จึงมีความคึกคักมากสุดในรอบกว่า 3 ปี ศูนย์การค้า ยูดีทาวน์ จังหวัดอุดรธานี ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดสงกรานต์เฟสใหญ่สุด “UDON SONGKRAN FESTIVAL 2023” เป็นการจัดงานผสมวัฒนธรรมอีสานและเทศกาลดนตรีไว้ด้วยกัน มีการจัดเทศกาลดนตรี EDM ที่ใหญ่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมดึงดีเจระดับโลกมาร่วมงานอาทิ Mike William ดีเจชื่อดัง จากเนเธอร์แลนด์, Gammer จากสหราชอาณาจักร, Bonka จากโคลอมเบีย และดีเจชั้นนำระดับประเทศ กว่า 40 ชีวิต รวมถึงศิลปินจากไทยวง Paradise Bangkok หมอลำอินเตอร์เนชั่นแนล เป็นต้น อีกพื้นที่สำหรับคนไม่ชอบเปียก กับการจัดกิจกรรมตามวิถีไทย โดยเปิดให้สรงน้ำพระพุทธรูปจาก 9 วัดดังทั่วประเทศไทย และกิจกรรมก่อเจดีย์ทราย เป็นต้น ซึ่งประเมินจะมีกลุ่มคนเข้าร่วมงานกว่า 1 แสนคน สร้างเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 100 ล้านบาทมากสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเข้ามาร่วมงานทั้งคนไทย และกลุ่มลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านคือ ลาว เวียดนาม และจีน รวมถึงลูกค้าจากยุโรป ที่เดินทางข้ามประเทศมาร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ในครั้งนี้เช่นกัน “หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนคืออุดรธานี อยู่ใกล้กับจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นจังหวัดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาขอพร โดยจะโดยสารเครื่องบินมาลงที่อุดรธานี ต่อไปที่บึงกาฬ ซึ่งกลุ่มชาวจีนให้ความสนใจเรื่องการไหว้ขอพรไม่แพ้คนไทย ทำให้สงกรานต์ในแต่ละปีที่อุดรธานีจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาร่วมงานเช่นกัน” ​​อ้างอิงจาก: https://www.bangkokbiznews.com/business/1063247 #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์#อุดร #ยูดีทาวน์ #สงกรานต์อุดร #สงกรานต์

พามาฮู้จัก “ตงฮั้วบัวใหญ่” อาณาจักรโรงสีข้าวรายใหญ่ประดับประเทศ

‘ตงฮั้ว บัวใหญ่’ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวที่มีการเข้าถึงตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จึงทำให้การผลิตข้าวสารในแต่ละขั้นตอนถูกคัดสรรและควบคุมเป็นอย่างดี ด้วยจุดเริ่มต้นจากการรับซื้อวัตถุดิบ ข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรง พร้อมกระบวนการตรวจสอบคุณภาพในแต่ละขั้นตอนตามหลักมาตรฐาน และการผ่านกระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ข้าวสาร ‘ตงฮั้ว’ จึงนับได้ว่าเป็นหนึ่งในข้าวสารที่มีคุณภาพดีที่สุดในระดับสากล เส้นทางของ ‘ตงฮั้ว บัวใหญ่’ ปี 2500 ก่อตั้ง หจก.โรงสีไฟตงฮั้วบัวใหญ่ ด้วยกำลังการผลิต 40 ตัน/วัน ปี 2518 ขยายงาน โดยก่อสร้างโรงสีเพิ่มเติม (โรงที่ 2) ด้วยกำลังการผลิต 160 ตัน/วัน ปี 2537 ก่อตั้ง บริษัท ตงฮั้วบัวใหญ่ 1994 จำกัด กำลังการผลิต 300 ตัน/วัน (ซึ่งใช้เครื่องจักรที่ ทันสมัยที่สุดในช่วงในเวลานั้น) ปี 2539 ก่อตั้ง บริษัท ตงฮั้วไร้ซ จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจส่งออกข้าว ปี 2545 ขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมอีก 300 ตัน/วัน เป็น 600 ตัน/วัน ปี 2547 ก่อตั้ง บริษัทบัวใหญ่ไบโอเพาเวอร์ จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า กำลังการผลิต 7.5 MW ปี 2552 ขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมอีก 300 ตัน/วัน เป็น 900 ตัน/วัน อ้างอิงจาก: เว็บไซต์ของบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ตงฮั้วบัวใหญ่#โรงสีข้าว #นครราชสีมา #ธุรกิจโรงสีข้าว

ชวนเบิ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาคอีสาน

ภาคอีสาน มีดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 อยู่ที่ระดับ 100.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 98.1 ในเดือนมกราคม ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 101.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากระดับ 99.7 ในเดือนมกราคม โดยปัจจัยบวก เกิดจากอุปสงค์ในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง จาการบริโภคและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการขยายตัวของภาคการก่อสร้าง ในขณะที่ปัจจัยลบ เกิดจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของ SMEs อุตสาหกรรมในภาคอีสานที่ส่งผลด้านบวก มีอะไรบ้าง?? 1.อุตสาหกรรมน้ำตาล (ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย มีคำสั่งซื้อในประเทศเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศและความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่อุป สงค์ในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น) 2.อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน (ผลิตภัณฑ์แกรนิตและหินอ่อน มียอดขายในประเทศ เพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้ในภาคการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และอสังหาริมทรัพย์) 3.อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ (ผลิตภัณฑ์กล่องกระดาษลูกฟูก บรรจุภัณฑ์กระดาษมี ยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นด้านการส่งออกมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากตลาดอาเซียน) อ้างอิงจาก: – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์#ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาคอีสาน #ดัชนีความเชื่อมั่น #ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม#อุตสาหกรรมภาคอีสาน

มาส่องเบิ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกุมภาพันธ์ เป็นจั่งใด๋แหน่

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จำแนกตามรายภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ของภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 100.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 96.6 ภาคเหนือ อยู่ที่ 86.6 เพิ่มขึ้นจากระดับ 82.6 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 100.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 98.1 ในเดือนมกราคม ขณะที่ดัชนีความ เชื่อมั่นฯ ของภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 96.9 ลดลงจากระดับ 97.7 และภาคใต้ 87.2 ลดลงจากระดับ 88.3 ในเดือนมกราคม ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิต ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ใน ประเทศ การบริโภคและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจน และอานิสงส์การเปิดประเทศของจีน ขณะเดียวกันการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการต่าง ๆ ตลอดจนการเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่ต้นทุนประกอบการประเภทราคาวัตถุดิบปรับตัว ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในเดือนนี้ มาจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่หดตัวลง เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอย ขณะที่สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ยังยืดเยื้อ รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯและยุโรป รวมทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังเป็นความเสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคเอกชน ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จำแนกตามขนาดของอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมขนาดย่อม อยู่ที่ระดับ 84.9 เพิ่มขึ้นจากระดับ 80.0 อุตสาหกรรมขนาดย่อมที่มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์, อุตสาหกรรมเซรามิก, อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน, อุตสาหกรรมแก้วและกระจก, และอุตสาหกรรมหล่อโลหะ เป็นต้น อุตสาหกรรมขนาดกลาง อยู่ที่ 102.9 เพิ่มขึ้นจากระดับ 99.8 ในเดือนมกราคม อุตสาหกรรมขนาดกลางที่มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม, อุตสาหกรรมน้ำตาล, อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง, อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ, และอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อยู่ที่ระดับ 96.2 ลดลงจากระดับ 100.8 ในเดือนมกราคม อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความเชื่อมั่นลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม, อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น, อุตสาหกรรมพลาสติก, และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จำแนกตามตลาด พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ตลาดในประเทศอยู่ที่ระดับ 100.5 เพิ่มขึ้นจากระดับ 90.5 ในเดือนมกราคม ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ตลาดต่างประเทศ อยู่ที่ระดับ 82.9 ลดลงจากระดับ 83.8 ในเดือนมกราคม อ้างอิงจาก: – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์#ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม #ดัชนีความเชื่อมั่น #ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม#อุตสาหกรรม

ชวนเบิ่ง 5 ทำเล ที่มีจำนวนหน่วยเหลือขายมากที่สุดในอีสาน

5 อันดับทำเลที่มีจำนวนหน่วยเหลือขายมากที่สุดใน 5 จังหวัดภาคอีสาน มีอิหยังแหน่? อันดับ 1 ทำเลจอหอ จำนวน 1,337 หน่วย และมีมูลค่า 4,239 ล้านบาท อันดับ 2 ทำเลในเมืองนครราชสีมา จำนวน 1,219 หน่วย และมีมูลค่า 5,252 ล้านบาท อันดับ 3 ทำเลบึงแก่นนคร จำนวน 843 หน่วย และมีมูลค่า 2,224 ล้านบาท อันดับ 4 ทำเล ม.ขอนแก่น จำนวน 815 หน่วย และมีมูลค่า 1,620 ล้านบาท อันดับ 5 ทำเลบ้านใหม่ – โคกกรวด จำนวน 808 หน่วย และมีมูลค่า 2,233 ล้านบาท โดยระดับราคาที่มีหน่วยเหลือขายมากที่สุดคือ 3.01-5.00 ล้านบาท มีจำนวนถึง 3,332 หน่วย มูลค่า 13,310 ล้านบาท อุปสงค์โดยรวม พบว่าในช่วงครึ่งหลังปี 2565 มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ 2,312 หน่วย มูลค่า 8,325 ล้านบาท ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,843 หน่วย มูลค่า 6,936 ล้านบาท และอาคารชุดเพียง 469 หน่วย มูลค่า 1,389 ล้านบาท สำหรับทำเลที่มีหน่วยขายได้สูงสุด 5 อันดับ มีอิหยังแหน่?? อันดับ 1 บึงแก่นนคร จำนวน 281 หน่วย และมีมูลค่า 751.3 ล้านบาท อันดับ 2 จอหอ จำนวน 216 หน่วย และมีมูลค่า 688.6 ล้านบาท อันดับ 3 ในเมืองนครราชสีมา จำนวน 188 หน่วย และมีมูลค่า 636.0 ล้านบาท อันดับ 4 บ้านใหม่ – โคกกรวด จำนวน 152 หน่วย และมีมูลค่า 444.3 ล้านบาท อันดับ 5 บ้านเป็ด จำนวน …

ชวนเบิ่ง 5 ทำเล ที่มีจำนวนหน่วยเหลือขายมากที่สุดในอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

ไอเดียสุดปัง สร้างอาชีพ โมบาย “ดอกสะแบง” สร้างรายได้เดือนละ 3 หมื่น

ผู้นำชุมชนและชาวบ้านหัวนา หมู่ที่ 3 ต.จระเข้ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น กำลังช่วยกันนำดอกสะแบงสดที่เก็บมาจากต้นสะแบงที่เกิดตามท้องทุ่งนา และผ่านการคัดเลือกดอกที่สวยและสมบูรณ์แล้ว มาร้อยเข้ากันเป็นพวงให้ได้ความยาวประมาณ 3 เมตร ก่อนจะนำไปตากแดดให้แห้ง เมื่อแห้งแล้วจึงนำพวงดอกสะแบงไปเย็บเข้ากับหมวกที่ทำจากไม้ไผ่จักสาน กลายเป็นโมบายดอกสะแบงสำหรับแขวนตกแต่งตามอาคาร บ้านเรือน หรือตามสถานที่ต่างๆ ได้ตามใจชอบ ซึ่งโมบายดอกสะแบงที่กลุ่มชาวบ้านกำลังทำอยู่นี้ ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปประดับตกแต่งที่เฮือนโบราณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2566 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เก็บความประทับใจ และส่วนหนึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์และสินค้าใหม่ของชาวบ้าน ที่ทำไว้เพื่อจำหน่าย สร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชน แม้ว่าขณะนี้จะเพิ่งเริ่มต้นทำ แต่หลังจากที่ชาวบ้านมีการโพสต์ภาพโมบายดอกสะแบงลงในโลกโซเชียล ปรากฏว่า มีคนให้ความสนใจสั่งซื้อไปประดับตกแต่งตามสถานที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก นายกองโทพิชัย วันตา นายอำเภอหนองเรือ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ดอกสะแบง เป็นดอกของไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 8 – 30 เมตร เกิดขึ้นตามท้องทุ่งนาในพื้นที่ภาคอีสาน มีดอกเป็นสีแดงเข้ม โดยจะออกดอกในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งปกติเมื่อออกดอกก็จะปล่อยให้ร่วงหล่นไปตามธรรมชาติ แต่ปีนี้ จังหวัดขอนแก่น ได้กำหนดจัดงานเทศกรานต์สงกรานต์วิถีไทบ้าน ที่เฮือนโบราณอีสาน บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2566 ซึ่งจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของงานทางผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น จึงได้ให้แต่ละอำเภอนำดอกสะแบง ซึ่งเป็นต้นไม้พื้นถิ่น มีสีแดงสวยงามและหาได้ง่าย มาร้อยเรียงให้สวยงามและนำมาประดับตกแต่งในเฮือนโบราณ ของแต่ละอำเภอให้สวยงาม ทำให้เกิดเป็นไอเดียให้กับชาวบ้านนำไปต่อยอดความคิด สร้างรายได้และเป็นอาชีพใหม่ให้กับชุมชน โดยเฉพาะอำเภอหนองเรือขณะนี้ผลิตได้มากกว่า 3,000 เส้น และเมื่อรวมทั้งจังหวัดอาจจะมีมากถึง 1 แสนเส้น นั่นหมายถึงทั่วบริเวณจัดงานจะเต็มไปด้วยดอกสะแบงบานสะพรั่งทั้งงานให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงามและเก็บภาพความประทับใจ หลังจากที่ชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันผลิตโมบายดอกสะแบงแล้ว ได้มีผู้ที่สนใจอยากได้โมบายดอกสะแบงขนาดเล็ก เพื่อไปประดับตกแต่งบ้านพัก หรือร้านค้ากันเข้ามาจำนวนมากจนผลิตไม่ทัน โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่เส้นละ 300 บาท หรือขึ้นอยู่กับขนาดและความต้องการของลูกค้า ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยคนละ 1,000 บาทต่อวัน ถือเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในช่วงหน้าแล้งได้อีกทางหนึ่ง อ้างอิงจาก: https://www.bangkokbiznews.com/business/1059491 #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์#ขอนแก่น #สงกรานต์ขอนแก่น #สงกรานต์ #โมบายดอกสะแบง #ดอกสะแบง

พาส่องเบิ่ง ธุรกิจ “หมอลำ” เวทีความบันเทิงที่ฟื้นตัวกลับมาแล้วอย่างเต็มรูปในภาคอีสาน เป็นจั่งใด๋แหน่??

กำลังครึกครื้นทั่วไทยสำหรับกิจกรรมการแสดงหมอลำ หนึ่งในเวทีความบันเทิงที่ฟื้นตัวกลับมาแล้วอย่างเต็มรูปแบบหลังเกิดโควิด-19 โดยเฉพาะเวทีหมอลำใหญ่ “ลำเรื่องต่อกลอน” ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากทุกเพศทุกวัย รวมยอดคนดูนับหมื่นคนต่อคืน สร้างรายได้และเงินสะพัดหลายล้านบาทต่อเดือน รูปแบบการแสดงหมอลำ มีอะไรบ้าง?? 1.ลำกลอนแบบดั้งเดิมที่ใช้คนเพียง 4 คน มีหมอแคน 2 คน หมอลำ 2 คน หรือเรียกว่าลำกลอนแคนเต้าเดียวไม่มีดนตรีอื่น 2.หมอลำซิ่งหรือหมอลำกลอน ปัจจุบันจะก้ำกึ่งเรียกว่าลำกลอนประยุกต์ มีตั้งแต่ 10-20 คน แต่ไม่ถึง 100 คน 3.หมอลำวงใหญ่หรือลำเรื่องต่อกลอน มีสมาชิกวง 200-400 คน หมอลำเงินดีกว่าค่าแรงขั้นต่ำ จริงไหม?? เฉพาะในจังหวัดขอนแก่น 26 อำเภอ ที่เป็นเมืองหมอแคนแดนหมอลำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีวงหมอลำกระจายอยู่เกือบทุกอำเภอ ช่วงการแสดงคือออกพรรษา-ช่วงเข้าพรรษา ระยะเวลารวมประมาณ 9 เดือน หลังจากนั้นถึงจะหยุดพักงาน โดย “หมอลำกลอนแบบดั้งเดิม” ราคาจ้างอยู่ที่ 20,000-30,000 บาท/งาน/วัน “หมอลำซิ่งหรือหมอลำกลอนประยุกต์” ราคาอยู่ที่ 40,000-60,000 บาท/งาน/วัน ถัดมาเป็น “หมอลำเรื่องต่อกลอน” ซึ่งเป็นหมอลำวงใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุด ในจังหวัดมีเกือบ 20 วง ทั้งวงเล็กวงใหญ่ ราคาเริ่มต้นที่ 200,000 บาทขึ้นไป คณะใหญ่ที่มีชื่อเสียงหากไม่มีคนจ้างงานก็สามารถแสดงแบบเก็บบัตรหน้างานได้ เพราะมักจะมีแฟนคลับ มีพ่อยก แม่ยก เป็นจำนวนมาก สำหรับหมอลำที่โด่งดังที่สุดในภาคอีสานขณะนี้ จะเป็นหมอลำเรื่องต่อกลอน 3 อันดับแรก คือ ระเบียบวาทะศิลป์ ปฐมบันเทิงศิลป์ และรัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์ ราคาจ้างงานขั้นต่ำจะอยู่ที่ 250,000 บาท/งาน/วัน บุคลากร 300-400 คน/วง คณะที่เหลือก็รองลงมา ทั้งคนและราคาจ้างก็ลดหลั่นลงตามลำดับ เรียกได้ว่าในธุรกิจหมอลำสร้างเงินสะพัดได้หลายร้อยบาทต่อเดือนต่อปี แต่ประเมินค่อนข้างยากเพราะแต่ละวงมีขนาดไม่เท่ากัน อัตราการจ้างงานก็ต่างกัน ความถี่การรับงานหรือการแสดงก็เฉลี่ยไม่ได้ อาชีพหมอลำหากมีชื่อเสียงจะหาเงินได้มากกว่าเงินเดือนค่าแรงขั้นต่ำ อาจได้มากถึง 20,000-30,000 บาท/เดือน ระดับแดนเซอร์เฉลี่ยขั้นต่ำ 500 บาท/คืน ยิ่งช่วงเทศกาลจะได้มากเป็นพิเศษ โดยคณะหมอลำใหญ่ที่มีชื่อเสียง เมื่อหักค่าใช้จ่ายหลังการแสดงและแบ่งค่าแรงในวงแล้ว จะได้กำไรไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/วัน แต่อาชีพนี้มีความเสี่ยงคือความไม่แน่นอน เพราะไม่ใช่งานประจำที่มีเงินเดือนตลอด เป็นอาชีพที่กอบโกยได้เฉพาะในช่วงนี้เท่านั้น อ้างอิงจาก: ประชาชาติธุรกิจ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์#ธุรกิจหมอลำ #หมอลำ