บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนธันวาคม 2568

ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคของภาคอีสานในปี 2568 ยังคงอยู่ในภาวะหดตัวครอบคลุมทุกหมวดสินค้า แม้ว่าภาครัฐจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในช่วงต้นปีและปลายปีก็ตาม แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวกลับไม่สามารถฟื้นฟูกำลังซื้อได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สะสมอยู่ในระดับสูงได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญ ทำให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเน้นการระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จึงส่งผลให้แรงส่งจากการกระตุ้นของรัฐแผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้

หนี้เก่ายังอยู่ รายได้ใหม่หายวูบ ราคาข้าววิกฤตต่ำสุดในรอบ 18 ปี

แม้ว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับเพิ่มเล็กน้อยอาทิ อ้อย (4.8%) มันสำปะหลัง (3.9%) แต่ดัชนีราคาข้าวเปลือกกลับลดลงถึง 31.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำสุดในรอบ 18 ปี ส่งผลให้ชาวนาอีสานมีกำลังซื้อที่น้อยลง ซ้ำเติมด้วยหนี้ครัวเรือนสูงทำให้แบงก์เข้มงวดสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดสินเชื่อหดตัว โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ลดลงไม่น้อยกว่า 13.4%

ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพยังปรับเพิ่มขึ้นราว 0.8% YoY ทำให้กำลังซื้อสุทธิของครัวเรือนอีสานอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน รายได้ใหม่ที่หายไปต้องถูกนำไปชำระภาระหนี้เดิม ส่งผลให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันถูกชะลอลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากึ่งคงทนและสินค้าฟุ่มเฟือย

เร่งฟื้นกำลังซื้อก่อนสาย ไม่ใช่แค่พยุงเฉพาะหน้า

ดัชนีราคาข้าวเปลือกต่ำสุดในรอบ 18 ปี กระทบต่อกำลังซื้อของชาวนาในภาคอีสาน ระยะสั้นควรเร่งพยุงกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่ระยะถัดไปควรมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าวจากการผลิตที่ชาวนามีความถนัด

1. ราคาข้าวตกต่ำสุดในรอบ 18 ปี

ระยะสั้น: ใช้มาตรการชดเชยเมื่อราคาต่ำกว่าต้นทุนอ้างอิง เพื่อไม่ให้ชาวนาไม่มีเงินทำนารอบหน้า

ระยะยาว: จูงใจให้ชาวนาเพิ่มมูลค่าข้าวจากการปลูกด้วยวิธีการปลูกที่ได้มาตรฐานการรับรองการผลิตข้าว อาทิเช่น SRP GAP เพื่อเปิดตลาดการส่งออกที่กว้างและเพิ่มมูลค่าในการขาย

2. รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพ

ระยะสั้น: มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น น้ำ ไฟ แก๊ส เฉพาะพื้นที่รายได้ต่ำ พยุงกำลังซื้อในช่วงเปราะบาง

ระยะยาว: ต่อยอดนโยบาย Thailand Fastpass ในการ Upskills แรงงานในอีสานในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต อาทิเช่น อุตสาหกรรม AI, อุตสาหกรรมพลังงานชีวะภาพ และอื่นๆ

3. หนี้ครัวเรือนสูง จนรายได้ในอนาคตถูกใช้ไปแล้ว

ระยะสั้น: ขยายกรอบนโยบาย ”ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่เป็นนโยบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มเปราะบางทั้งหมด พร้อมขยายให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือในทุกมิติ

ระยะยาว: คลินิกแก้หนี้ครัวเรือนโดยสหกรณ์/อบต. เป็นจุดคัดกรอง ไม่ช่วยแบบเหมารวม

สถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมในภาคอีสานยังคงน่ากังวล เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการกำลังวิตกกังวลต่อกำลังซื้อในพื้นที่ที่ซบเซาลงอย่างมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า และรายได้จากภาคเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ตามเป้าหมาย ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นในการลงทุน

สถานการณ์การลงทุนของภาคเอกชนในภาคอีสานยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ผลจากปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เข้ามากัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผนวกกับปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ถูกประเมินว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในขณะนี้

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะภาคการค้าชายแดนที่หยุดชะงักอย่างฉับพลัน และภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวลง สวนทางกับทิศทางการฟื้นตัวของจังหวัดอื่นในภาคอีสาน โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดชายแดนอีสานใต้ (บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์) ที่จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลง แม้ระดับผลกระทบจะยังต่ำกว่าจังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักก็ตาม


คณะผู้จัดทำ

ที่ปรึกษาโครงการ

  • ผศ.ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์

นักวิเคราะห์

  • นาย ธนสาร อิทธิสัมพันธ์
  • นาย ธนบดี สายสินธุ์

นักออกแบบกราฟฟิค

  • นางสาว อรัชณีกร บุญวิเศษ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top