ข้อมูลเงินฝากสะสมถึงเดือนมีนาคม 2569 จะเห็นได้ว่าเงินฝากจำนวนมากไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะจังหวัดใหญ่เท่านั้น แต่กลับไหลไปรวมตัวอยู่ในอำเภอที่เป็นศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยว การเกษตรมูลค่าสูง และการค้าชายแดนอย่างชัดเจน
5 อันดับแรกยังคงเป็นอำเภอเดิมจากปี 2559
- อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 22,996 ล้านบาท
- อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี 12,925 ล้านบาท
- อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น 11,777 ล้านบาท
- อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น 9,870 ล้านบาท
- อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ 9,446 ล้านบาท
โดย อ.ปากช่อง ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุด เพราะมียอดเงินฝากสูงถึงเกือบ 23,000 ล้านบาท มากกว่าหลายจังหวัดทั้งจังหวัดรวมกัน สาเหตุสำคัญเพราะปากช่องได้กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจนอกกรุงเทพฯไปแล้ว ด้วยทำเลที่เป็นประตูสู่อีสาน เชื่อมกรุงเทพฯ กับภาคอีสาน อีกทั้งยังมีธุรกิจท่องเที่ยวเขาใหญ่ โรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร คาเฟ่ และอสังหาริมทรัพย์ระดับบนจำนวนมาก เงินทุนจากนักลงทุนกรุงเทพฯ และเศรษฐีต่างจังหวัดไหลเข้ามาซื้อที่ดินและลงทุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนและเงินออมในระบบสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปนั่นเอง
ส่วน อ.วารินชำราบ แม้จะไม่ใช่อำเภอเมืองอุบลราชธานี แต่ในทางเศรษฐกิจแล้วแทบจะเป็นเมืองคู่แฝดกับตัวเมืองอุบลฯเลยทีเดียว โดยมีทั้งศูนย์การค้า โรงพยาบาลเอกชน มหาวิทยาลัย และการเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจของพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนล่าง ซึ่งเชื่อมโยงทั้งภาคเกษตร การค้าส่ง และการค้าชายแดนเข้าด้วยกัน วารินชำราบเป็นที่ตั้งของตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ และยังเป็นประตูสู่ด่านการค้าชายแดนช่องเม็ก ทำให้เม็ดเงินจากจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร รวมถึงการค้ากับ สปป.ลาว ไหลเวียนผ่านพื้นที่แห่งนี้จำนวนมาก
ในขณะที่ ชุมแพ และ บ้านไผ่ ของขอนแก่น ก็เป็นอำเภอที่เติบโตจากการเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจรองที่ไม่ได้พึ่งพาเมืองขอนแก่นเพียงอย่างเดียว ชุมแพเป็นประตูเชื่อมขอนแก่นกับภาคเหนือตอนล่างและจังหวัดเลย ส่วนบ้านไผ่เป็นศูนย์กลางการค้าส่งและโลจิสติกส์ของภาคกลางอีสาน การที่ทั้งสองอำเภอมียอดเงินฝากเกือบหมื่นล้านบาทนั่น ก็แสดงให้เห็นว่าความเจริญทางเศรษฐกิจของขอนแก่นเริ่มกระจายออกจากตัวเมืองไปยังอำเภอรอบนอกมากขึ้นนั่นเอง
และที่น่าสนใจคือ อำเภอชายแดนเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ที่กระโดดจากอันดับ 9 ขึ้นมาเป็นอันดับ 6 และมียอดเงินฝากเพิ่มจาก 4,215 ล้านบาท เป็น 7,367 ล้านบาท หรือเติบโตเกือบ 75% ภายในสิบปี ซึ่งก็เกิดการขยายตัวของธุรกิจกาาเกษตรสมัยใหม่ การค้าส่งสินค้าเกษตร และบทบาทของสกลนครในฐานะหนึ่งศูนย์กลางเศรษฐกิจของอีสานตอนบน
หากมองการเปลี่ยนแปลงของอันดับพุ่งแรงที่สุด คือ อ.วังสะพุง จ.เลย ซึ่งพุ่งขึ้นจากอันดับ 20 ขึ้นมาอยู่อันดับ 13 โดยวังสะพุงเองก็เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเลย มีธุรกิจค้าชายแดน การเกษตรเชิงพาณิชย์ และภาคการบริการที่เติบโตตามการขยายตัวของเมืองเลย เงินฝากเพิ่มขึ้นจาก 2,941 ล้านบาท เป็น 5,819 ล้านบาท เกือบเท่าตัวในรอบสิบปี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ใช่ตัววัดว่าอำเภอไหนรวยหรือจน เพราะตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงยอดเงินฝากสะสมในระบบธนาคารพาณิชย์ และครอบคลุมเฉพาะอำเภอที่มีสาขาธนาคารพาณิชย์ตั้งอยู่มากกว่า 4 แห่งขึ้นไปเท่านั้น หลายอำเภอที่ไม่ปรากฏอยู่ในอันดับ ก็มีประชาชนที่มีรายได้ดี มีธุรกิจที่แข็งแรง หรือมีความมั่งคั่งในรูปแบบอื่น อย่างเช่น ที่ดิน การเกษตร หรือทรัพย์สินนอกระบบสถาบันการเงิน และการที่อำเภอใดมีเงินฝากสูง ไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดเป็นของคนในพื้นที่ แต่อาจเกิดจากการเป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคม การท่องเที่ยว หรือเป็นจุดรวมธุรกิจของพื้นที่โดยรอบ ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากถูกนำมาฝากและหมุนเวียนในระบบธนาคารของอำเภอนั้น
อ้างอิงจาก:
– ธนาคารแห่งประเทศไทย
– กรุงเทพธุรกิจ
– Moneybuffalo
– ฐานเศรษฐกิจ
ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่
https://linktr.ee/isan.insight
#ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #เงินฝาก #เงินฝากรายอำเภอ #อำเภอที่มีเงินฝากมากสุด #อำเภอที่มีเงินฝากมากสุดในอีสาน #เงินฝากรายอำเภอในอีสาน

