หากย้อนกลับไปก่อนปี 2562 กัญชายังคงถูกจัดอยู่ในบัญชียาเสพติด การเข้าถึงถูกจำกัดอย่างเข้มงวดและอยู่ในกรอบทางการแพทย์เป็นหลัก แต่เมื่อประเด็นกัญชาถูกยกขึ้นเป็นนโยบายสำคัญในการเลือกตั้งปี 2562 ก็ได้จุดกระแสให้สังคมหันมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง ก่อนจะนำไปสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” เมื่อปี 2565 ที่มีการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ส่งผลให้กัญชากลายเป็นพืชถูกกฎหมาย และเปิดประตูให้เกิด “อุตสาหกรรมกัญชา” ทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
โดยข้อมูลจาก WEED.TH ในปี 2568 ประเทศไทยมีร้านกัญชาสูงถึง 10,821 ร้าน กระจุกตัวในพื้นที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยว อย่างเช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต ขณะที่ในภาคอีสานเองก็เติบโตไม่แพ้กัน มีร้านกัญชารวมกว่า 1,121 ร้าน โดยมีมากอยู่ที่ขอนแก่น 188 ร้าน ตามมาด้วย อุดรธานี 128 ร้าน และบุรีรัมย์ 108 ร้าน)
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดกลับชี้ให้เห็นความเปราะบางในระยะยาว จากบทความกัญชาในมิติเศรษฐกิจ ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าลูกค้ากว่า 90% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้ดีมานด์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรง และธุรกิจจำนวนมากพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก แม้ตลาดจะสร้างมูลค่าสูงถึง 3.5 พันล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากก็ตาม
ในอีกด้านหนึ่ง การปลดล็อกเริ่มปรากฏชัดขึ้น รายงานของ UNODC ระบุว่า ในปี 2567 มีผู้ใช้กัญชาในไทยสูงถึง 1.5 ล้านคน และมีผู้เข้ารับการบำบัด 7,500 คน ขณะที่ข้อมูลจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนสะท้อนภาพที่น่ากังวลยิ่งกว่า โดยจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยมีประวัติใช้กัญชาเพิ่มจาก 1,696 คนในปี 2565 เป็น 3,543 คนในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นถึง 108.9% ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในภาพที่ชี้ว่าการใช้กัญชาในกลุ่มเยาวชนพุ่งขึ้นหลังการเปิดเสรีนั่นเอง
และล่าสุด รัฐจึงต้องดึงเบรกนโยบายกัญชาอีกครั้ง โดยเมื่อปี 2568 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้ “ช่อดอกกัญชา” เป็นสมุนไพรควบคุม จำกัดการใช้เฉพาะทางการแพทย์ภายใต้ใบสั่งแพทย์ และกำหนดพื้นที่ห้ามจำหน่ายอย่างเข้มงวด นี่จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจากเสรีเชิงพาณิชย์กลับสู่ควบคุมเชิงสุขภาพ
อ้างอิงจาก:
– Rocket Media Lab
– กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
– กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
#กัญชา #กัญชาไทย #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #กัญชาเสรี

