บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมกราคม 2569

ภาคอีสานถือเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน อย่างไรไม่ว่า จำนวนแรงงานที่มีมาก ก็เป็นเหตุให้อัตราการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภูมิภาคสูงเช่นกัน ประชาชนจากอีสานส่วนใหญ่อพยพมากรุงเทพมหานครเพื่อทำงานในลักษณะแรงงานที่ต้องการทักษะสูง หรือเคลื่อนย้ายไปยังภาคตะวันออกเพื่อทำงานในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การทำงานในประเทศบ้างส่วนอาจไม่สนองความต้องการของแรงงาน เนื่องจากค่าจ้างที่ต่ำไม่สอดคล้องกับภาระหนี้สินที่มีอยู่ ส่งผลให้แรงงานบางส่วนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรในต่างประเทศอย่างอิสราเอล ไต้หวัน และเกาหลี เพื่อส่งรายได้กลับมาเลี้ยงครอบครัว

จากแบบสอบถาม “อีสานที่คนรุ่นใหม่อยากเห็น” ซึ่งทาง ISAN Insight & Outlook เก็บข้อมูลออนไลน์ระหว่างวันที่ 6–25 มกราคม 2569 จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 431 คน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 53.8% เป็นแรงงานชาวอีสานที่จำเป็นต้องย้ายออกไปทำงานต่างจังหวัด ทั้งในและนอกภาคอีสาน เนื่องจากในจังหวัดบ้านเกิดมีตำแหน่งงานที่เปิดรับไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้จำเป็นต้องย้ายไปยังเมืองที่ใหญ่กว่าเพื่อหาโอกาสใหม่

เมื่อจำแนกรายกลุ่มจังหวัด พบว่ากลุ่มจังหวัดสนุก ซึ่งประกอบด้วย นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร มีอัตราการย้ายออกเพื่อหางานต่างจังหวัดสูงที่สุดในภาคอีสานกว่า 86.4% แม้จังหวัดเหล่านี้จะตั้งอยู่บริเวณชายแดน แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเส้นทางผ่านของสินค้า มากกว่าที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น

ตรงข้ามกัน กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ประกอบด้วย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด กลับมีแนวโน้มของการย้ายออกต่ำที่สุด หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในกลุ่มจังหวัดนี้ ซึ่งช่วยสร้างตำแหน่งงานในภาควิชาการได้จำนวนหนึ่ง

สำหรับแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาส่วนใหญ่ ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเกิดคือการต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ เนื่องจากโอกาสในการเติบโตในภาคอีสานมีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการไปทำงานในเมืองหลวง ซึ่งมาพร้อมรายได้และสวัสดิการที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม การย้ายออกไปทำงานต่างถิ่นของแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความจำเป็นมากกว่าความต้องการ เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 76.5% ยังคงมีความอยากที่จะกลับมาทำงานในภาคอีสาน โดยเฉพาะที่บ้านเกิดของตนเอง เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ครอบครัว

การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะความล่าช้าของโครงการรถไฟทางคู่ และปัญหาความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ทั้งจากอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดซ้ำๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่ออุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม อย่างเกษตรและชีวภาพ สถานการณ์เหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหล (Brain Drain) ของคนรุ่นใหม่ ที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางการพัฒนา NeEC ในปัจจุบันอาจยังไม่สอดรับกับโครงสร้างปัญหาและศักยภาพที่แท้จริงของภูมิภาค

แม้ว่าอุตสาหกรรมชีวภาพ เกษตร และอาหาร จะเป็นรากฐานที่สอดคล้องกับบริบทของภาคอีสาน แต่การพึ่งพาเพียงอุตสาหกรรมกลุ่มนี้อาจไม่เพียงพอต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภูมิภาค เนื่องจากภาคอีสานยังมีศักยภาพรองรับ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” (New S-Curve) ที่ตลาดโลกมีความต้องการสูง ดังนั้น แนวทางการพัฒนาจึงควรขยายไปสู่การสร้างฐานการผลิตใหม่ ที่ต่อยอดจากห่วงโซ่อุปทานเดิมในพื้นที่ เพื่อกระจายความเจริญ สร้างแหล่งงานที่มีคุณภาพ ลดการกระจุกตัวของแรงงานชาวอีสานในพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น เช่น EEC รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการดึงดูดทรัพยากรมนุษย์ให้กลับสู่ถิ่นฐานอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศส่วนมากเป็นชาวอีสาน โดยส่วนใหญ่เลือกทำงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อรับรับรับ สิ่งนี้ ภาครัฐควรจัดตั้งโครงการจูงใจให้แรงงานคืนถิ่น โดยมุ่งเน้นกลุ่มแรงงานไทยในต่างประเทศที่มีทักษะชั้นสูง ให้กลับมาเป็นผู้ประกอบการในบ้านเกิด ผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนกับภาครัฐ ซึ่งรัฐช่วยสมทบทุนตั้งต้นเพิ่มจากเงินเก็บของแรงงานในสัดส่วนที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ในการดัดแปลงเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศของไทย เพื่อลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจและสร้างความยั่งยืนทางรายได้

ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ และมีจำนวนแรงงานมากที่สุดในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากมองในมิติของจำนวนธุรกิจ พบว่าภาคอีสานกลับมีธุรกิจจดทะเบียนน้อยเกือบที่สุดในประเทศ โดยมีเพียง 92,600 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในภาคการค้าและการก่อสร้าง ส่งผลให้ความหลากหลายของอาชีพในภูมิภาคนี้มีค่อนข้างน้อย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นจากข้อมูลตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในภาคอีสาน ซึ่งกว่า 31.3% เป็นตำแหน่งพนักงานขาย ที่ไม่ต้องการวุฒิการศึกษาสูงมากและมีรายได้ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ในส่วนของอาชีพเฉพาะทางหรือวิชาชีพ บริษัทเอกชนส่วนใหญ่มักรับเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์มาแล้วเท่านั้น ทำให้บัตรนักศึกษาจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ค่อนข้างยากที่จะหาตำแหน่งงานในพื้นที่ จึงจำเป็นต้องย้ายออกไปหางานทำที่ต่างจังหวัดหรือต่างภูมิภาค

ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 85.2% มองว่าอาชีพในภาคอีสานไม่มีความหลากหลายเพียงพอที่จะตอบโจทย์ความต้องการของแรงงานในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้คนอีสานจำนวนมากต้องย้ายออกไปทำงานที่พื้นที่อื่น ในจำนวนนั้นส่วนใหญ่ไปเป็นพนักงานบริษัทเอกชนกว่า 37.8% ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าคนอีสานที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนในภูมิภาคเดิมอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นว่าตำแหน่งงานที่มีอยู่ในภาคอีสานในปัจจุบันยังไม่สามารถรับแรงงานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ คนอีสานกว่า 30.6% ยังเลือกไปรับราชการและเป็นพนักงานราชการในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากราชการส่วนกลางมักเปิดรับตำแหน่งในจำนวนที่มากกว่าต่างจังหวัด

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มองว่า อาชีพที่อยากให้เพิ่มเติมในภาคอีสานเป็นหลักจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีและดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์และสื่อบันเทิง การท่องเที่ยวและ MICE หรือแม้แต่เกษตรสมัยใหม่ หากในภาคอีสานมีอาชีพในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น คาดว่าจะช่วยลดอัตราการไหลออกของแรงงานในภูมิภาคได้

ภาคอีสานมีประชากรมากที่สุดในประเทศ แต่จำนวนธุรกิจที่จดทะเบียนกลับมีเกือบน้อยที่สุด อีกทั้งความหลากหลายของธุรกิจในภูมิภาคนี้ก็มีค่อนข้างน้อย ส่งผลให้แรงงานที่ต้องการทำอาชีพที่ไม่มีในอีสานจำเป็นต้องย้ายออกไปยังภูมิภาคอื่น

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภาครัฐควรปรับทิศทางการสนับสนุน จากการมุ่งเน้นเพียงอุตสาหกรรมหนัก ไปสู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) อาทิ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อลดการกระจุกตัวของความเจริญในเมืองใหญ่ และสร้างคลัสเตอร์ทางเศรษฐกิจในแต่ละจังหวัดให้มีจุดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งจะช่วยกระจายแรงงานทักษะสูงสู่พื้นที่รอบนอกได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งที่พบในภาคอีสานคือตำแหน่งงานในกลุ่มอาชีพเฉพาะทาง ส่วนใหญ่ภาคธุรกิจมักต้องการรับพนักงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้วเท่านั้น ทำให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากที่อยากทำงานในอีสานกลับไม่มีงานที่รับ จึงต้องย้ายออกไปทำงานที่พื้นที่อื่น

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ภาครัฐควรผลักดันมาตรการจูงใจธุรกิจในรูปแบบการร่วมจ่ายค่าตอบแทน เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่ภาคเอกชนในการจ้างบัณฑิตจบใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ โดยมุ่งเน้นไปที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่จดทะเบียนถูกต้องและดำเนินธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เมื่อนั้น ภาครัฐจะให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเงินเดือนบางส่วนเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อช่วยลดภาระในระยะสั้น พร้อมเปิดโอกาสให้บัณฑิตได้พัฒนาทักษะผ่านการทำงานจริง จนกลายเป็นแรงงานที่มีประสบการณ์ นอกจากนี้ เพื่อให้มาตรการนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด ภาครัฐควรกำหนดเงื่อนไขการคัดกรองบุคลากรผ่านระบบทดสอบมาตรฐานสมรรถนะก่อนการบรรจุงาน พร้อมกำหนดโควตาการรับเข้าที่สอดคล้องกับขนาดของธุรกิจ เพื่อป้องกันการนำมาตรการไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

คนรุ่นใหม่มองว่าจังหวัดของตนพัฒนามาไกลมาก ได้แก่ ขอนแก่น นครราชสีมา ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ นครพนม และอุดรธานี ในขณะที่จังหวัดอย่างศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และหนองคาย ถูกมองว่าไม่มีการพัฒนาเลย

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ แม้ขอนแก่นจะพัฒนามาไกล แต่กลับยังไม่สามารถแซงหน้านครราชสีมาได้ ทั้งนี้อาจเกิดจากปัจจัยด้านสาธารณูปโภคและการท่องเที่ยวที่นครราชสีมาได้เปรียบ เนื่องจากเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบสาธารณูปโภควางแผนไว้ดีอยู่แล้ว ส่วนด้านการท่องเที่ยว หากมองความทันสมัยขอนแก่นอาจได้เปรียบ แต่เมื่อพิจารณาจำนวนและขนาดของสถานที่ท่องเที่ยว นครราชสีมายังเหนือกว่าอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนจังหวัดตนเองใน 6 ด้าน (คะแนนเต็ม 10) ได้แก่ ขนส่งมวลชน สาธารณูปโภค เศรษฐกิจและค่าครองชีพ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยว และสังคมและความปลอดภัย ผลปรากฏว่ากลุ่มเมืองเศรษฐกิจหลักอีสาน (อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา) ได้คะแนนสูงสุด ในขณะที่จังหวัดรองอย่างมุกดาหารและยโสธรได้คะแนนเฉลี่ยไม่ถึง 5 คะแนน (4.8 และ 4.6 คะแนนตามลำดับ) สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนากระจุกตัวอยู่เพียงในเมืองเศรษฐกิจใหญ่เท่านั้น

หากมาดูคะแนนในแต่ละด้าน จะพบได้ว่าคนรุ่นใหม่ให้คะแนนในส่วนของด้านขนส่งมวลชนน้อยที่สุดเปรียบเทียบกับด้านอื่นในทุกกลุ่มจังหวัด โดยมีเพียงกลุ่มเมืองเศรษฐกิจหลักอีสาน (Big 4) ที่ได้คะแนนเฉลี่ยมากกว่า 2 ส่วนกลุ่มจังหวัดอื่นได้ต่ำก่า 2 คะแนนทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงคุณภาพขนส่งมวลชนในกลุ่มอื่นค่อนข้างแย่และได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ในทุกจังหวัดในอีสาน

ตอกย้ำด้วยกว่า 81.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้มีรถไฟความเร็วสูงหรือขนส่งสาธารณะที่ตรงเวลาภายในจังหวัดของตน พร้อมทั้ง 49.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้มีสถานที่ท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่อย่าง Entertainment Complex (UD Town, ตลาดต้นตาล, ตลาดเซฟวัน), ศูนย์การค้าและแหล่งช้อปปิ้งครบวงจร, หรือพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะ

เพื่อให้เมืองรองหลุดพ้นจากกับดักคนรุ่นใหม่อพยพออก เพราะขนส่งมวลชนไม่ดีและเมืองขาดเสน่ห์ ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือภายใต้แผนพัฒนาเมือง โดยภาครัฐพัฒนาขนส่งมวลชนพร้อมมาตรการจูงใจ ส่วนภาคเอกชนเพิ่มความน่าอยู่ผ่านธุรกิจเชิงประสบการณ์

ทางออกที่ยั่งยืนต้องอาศัยการประสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐและการเติมเต็มจากภาคเอกชน ภาครัฐต้องเป็นผู้นำ โดยเปลี่ยนจากการสร้างถนนใหญ่ มาสู่การพัฒนาระบบขนส่งเส้นเลือดฝอย (Micro-Transit) ที่ครอบคลุมและตรวจสอบได้ผ่านแอปหรือเว็บไซต์ พร้อมระบบ City Pass ที่ปรับเวลาถือครองได้ยืดหยุ่น ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะด้วยสิทธิพิเศษในช่วงแรก เช่น ให้บริการฟรีพร้อมลุ้นรางวัลทอง เพื่อขยายฐานผู้ใช้และสร้างความมั่นคงในอาชีพผู้ขับขนส่งสาธารณะ

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ภาคเอกชนจึงเข้าเติมเต็มด้วยการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่เศรษฐกิจฐานประสบการณ์ (Experience Economy) โดยแปลงร้านค้าให้เป็นพื้นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตควบคู่การทำงาน (Work-Life Integration) และร่วมกันสร้างย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมตลอดปี (Event City) การประสานกันแบบนี้ คือรัฐลดภาระค่าเดินทางและเอกชนสร้างคุณค่าทางใจ จะก่อให้เกิดระบบนิเวศเมืองที่สมบูรณ์ ไม่เพียงดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยากอยู่ แต่ยังเปลี่ยนเมืองทางผ่านให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ


คณะผู้จัดทำ

ที่ปรึกษาโครงการ

  • ผศ.ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์

นักวิเคราะห์

  • นาย ธนสาร อิทธิสัมพันธ์
  • นาย ธนบดี สายสินธุ์

นักออกแบบกราฟฟิค

  • นางสาว อรัชณีกร บุญวิเศษ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top