ISAN Insight

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมีนาคม 2569

ภาพรวมการบริโภคภาคเอกชนในภาคอีสานไตรมาส 1/2569 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการขยายตัวในหมวดสินค้าคงทนและไม่คงทน อย่างไรก็ตาม หมวดสินค้ากึ่งคงทนกลับหดตัวลง 18.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสวนทางกับภาพรวม ปัจจัยหลักคาดว่ามาจากการขาดหายไปของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการ Easy E-Receipt ในช่วงต้นปี ผลสืบเนื่องจากการยุบสภาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่เพิ่งแล้วเสร็จในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ส่งผลให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีความล่าช้า ประชาชนในภาคอีสานกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ขยายตัวที่ 1.2% ในไตรมาส 1/69F หากเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากผลพวงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิตใน 3 หมวดรายจ่ายหลัก ได้แก่ หมวดพาหนะและการขนส่งที่พุ่งสูงถึง 14.1% โดยสินค้าในหมวดนี้ที่เพิ่มสูงมากที่สุดอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้นและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถเพิ่ม  8.7% และ  6.0% ตามลำดับ, หมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น 7.2% โดยเฉพาะเนื้อสัตว์สดที่แพงขึ้นถึง 25.3%, และหมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น 5.1% แม้ภาวะสินค้าแพงจนกระทบกำลังซื้อของคนอีสานจนลดหวบ แต่ระบบเศรษฐกิจฐานรากยังพอมีเบาะรองรับจากภาคการท่องเที่ยว ที่ขยายตัว 5.1% (YoY) เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยเติมสภาพคล่องและหล่อเลี้ยงให้ร้านค้ารายย่อยต่างๆ ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤต ในสภาวะที่ทั้งประชาชนต้องรัดเข็มขัด ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการออกมาตรการแบบหว่านแห มาเป็นการแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพื่อพยุงให้ทุกภาคส่วนรอดไปด้วยกันผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก: กลยุทธ์ต่อยอดท่องเที่ยวด้วย ”มูเตลูอีสาน”: สร้างรายได้เพิ่มด้วยมูเตลูอีสาน ผ่านการออกแคมเปญท่องเที่ยวสายมูแบบครบวงจร เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง (High Spender) ด้วยแพ็กเกจพรีเมียมที่เหนือกว่าการเยี่ยมชมวัดทั่วไป โดยผูกรายได้เข้ากับศิลปินและปราชญ์ท้องถิ่น เช่น การสักยันต์มงคล, ดูดวง, การตั้งชื่อสิริมงคล เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน กระจายรายได้ให้ชุมชนผ่านการกิน การซื้อของฝาก และการเยี่ยมเยือน กลยุทธ์แก้ไขปัญหาค่าครองชีพแพงด้วย ”ตั๋วโดยสารแบบบุฟเฟต์”: ลดรายจ่ายจากการเดินทางด้วยการออก ตั๋วโดยสารแบบบุฟเฟต์ โดยรัฐจะเข้าไปเป็นตัวกลางเจรจาต่อรองกับแพลตฟอร์มขนส่งมวลชนอย่าง Grab หรือระบบขนส่งในจังหวัด ให้ออกตั๋วเหมาจ่ายเพื่อลดภาระประชาชน โดยมีการกำหนดขอบเขตหรือจำนวนครั้งที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ให้บริการต้องแบกรับต้นทุนที่มากเกินไป กลยุทธ์แก้ไขปัญหาสินค้ากึ่งคงทนซบเซาจาก ISANLotto-Point: อัดฉีดกำลังซื้อด้วยแคมเปญ ISANLotto-Point โดยรัฐจับมือกับกองสลากและภาคเอกชน มอบแต้มสะสมให้ประชาชนที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 หรือสินค้ากึ่งคงทนในชุมชน เช่น เสื้อผ้า, เฟอร์นิเจอร์, สิ่งทออีสาน โดยแต้มสะสมนี้สามารถนำไปแลกสิทธิ์ซื้อลอตเตอรี่ค่าครองชีพ เพื่อชิงรางวัลช่วยเหลือรายจ่ายประจำวัน เช่น สิทธิ์ใช้ไฟฟ้าฟรี 1 ปี หรือบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 100,000 บาท ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในภาคอีสานยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคธุรกิจยังคงชะลอการลงทุนจากปัจจัยกดดันหลายประการ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ทิศทางนโยบายส่งเสริมการลงทุน ปัญหาหนี้สินที่กดดันให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ตลอดจนความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจเลือกที่จะรอดูสถานการณ์และเลื่อนแผนการลงทุนออกไป นอกจากนี้ เครื่องชี้วัดด้านการลงทุนอื่นๆ เช่น พื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง และเม็ดเงินลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรม ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากกำลังซื้อที่เปราะบางและความไม่แน่นอนที่กล่าวมาข้างต้น ภาคธุรกิจในภูมิภาคอีสานกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คาดการณ์ว่าจะทะยานขึ้นไปถึงระดับ 115.4 หรือขยายตัว 6.8% […]

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมีนาคม 2569 อ่านเพิ่มเติม »

“ขอนแก่น” 🏙️✨ จากดินแดนไดโนเสาร์ร้อยล้านปี สู่สุดยอด Medical และ Digital Hub แห่งภูมิภาค 🦕🚀

ดินแดนใน 225 – 220 ล้านปีก่อน ที่แห่งนี้เคยเป็นรอยต่อของยุคดึกดำบรรพ์อันยิ่งใหญ่ ดังที่ปรากฏหลักฐานการค้นพบ “รอยตีนไดโนเสาร์ที่เก่าแก่ที่สุดในไทย” เมื่อปี 2566 ณ อำเภอภูผาม่าน จากดินแดนจูราสสิกในอดีต วันนี้ได้พลิกโฉมและเติบโตอย่างก้าวกระโดด กลายเป็น จังหวัดขอนแก่น มหานครแห่งอีสาน ที่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ยังผงาดในฐานะ ศูนย์กลางทางการแพทย์และการศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเต็มภาคภูมิ ในปี 2567 ขอนแก่นย้ำความแข็งแกร่งด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน ด้วยมูลค่ารวมสูงถึง 238,727 ล้านบาท ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากร (GPP per Capita) อยู่ที่ 140,255 บาทต่อคน ซึ่งรั้งอันดับ 2 ของภูมิภาคเช่นกัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งและศักยภาพของเมืองที่เติบโตอย่างรอบด้าน โครงสร้างเศรษฐกิจของขอนแก่นขับเคลื่อนด้วยภาคบริการเป็นหัวใจหลัก คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 57.1 (แบ่งเป็นบริการ ร้อยละ 44.3 และการค้า ร้อยละ 12.8) ตามมาด้วยภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งถึงร้อยละ 31.8 และภาคการเกษตรอีกร้อยละ 11.1 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง สิ่งที่ทำให้ขอนแก่นโดดเด่นและเป็น “ยอดสุดในอีสาน” คือการก้าวสู่การเป็น Medical Hub ระดับภูมิภาค ด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 5,300 ล้านบาท โครงการนี้จะพลิกโฉมการสาธารณสุขโดยการขยายเตียงผู้ป่วยในกว่า 700 เตียง เพิ่มห้องผ่าตัด 25 ห้อง และห้อง ICU อีก 117 เตียง ซึ่งจะสามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 5,000 – 10,000 คนต่อวัน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2570 ยิ่งไปกว่านั้น ขอนแก่นยังเป็นแหล่งรวมความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับประเทศ ข้อมูลในปี 2567 ระบุว่าจังหวัดมีบุคลากรทางการแพทย์หนาแน่นเป็นอันดับต้นๆ ของไทย ทั้งแพทย์ (1,681 คน) ทันตแพทย์ (310 คน) และพยาบาลวิชาชีพ (6,860 คน) ซึ่งล้วนครองอันดับ 3 ของประเทศ รวมถึงเภสัชกร (441 คน) ที่อยู่ในอันดับ 6 ของประเทศ ไม่เพียงแต่ด้านสุขภาพ ขอนแก่นยังทะยานสู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีชั้นนำ ด้วยการเตรียมเปิดตัว Sovereign Data Center ซึ่งเป็น Digital Hub แห่งแรกของภาคอีสาน และเป็นแห่งที่ 4 ของประเทศ ตั้งอยู่ที่อำเภอเขาสวนกวาง ด้วยมูลค่าการลงทุน 2,500 ล้านบาท และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2570 ยกระดับเมืองสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ในมิติของการท่องเที่ยว ขอนแก่นก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร ในปี 2568 มีผู้มาเยี่ยมเยือนเมืองนี้ถึง

“ขอนแก่น” 🏙️✨ จากดินแดนไดโนเสาร์ร้อยล้านปี สู่สุดยอด Medical และ Digital Hub แห่งภูมิภาค 🦕🚀 อ่านเพิ่มเติม »

“ร้อยเอ็ด – สาเกตนคร” จากเมืองโบราณสู่ Hub เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ย้อนกลับไปในอดีต ดินแดนที่เรียกว่า “สาเกตนคร” เคยเป็นเมืองโบราณที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่งในลุ่มน้ำโขง ตามที่ตำนานอุรังคธาตุบันทึกไว้ว่าเมืองนี้มีเมืองขึ้นและมีประตูล้อมรอบถึง 11 ประตู สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ในยุคนั้น วันนี้เมืองเก่าแก่แห่งนั้นได้เติบโตและพัฒนากลายเป็น จังหวัดร้อยเอ็ด หนึ่งในจังหวัดที่มีบทบาทโดดเด่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในปี 2566 จังหวัดร้อยเอ็ดมีขนาดเศรษฐกิจรวม 85,660 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของภาคอีสาน ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 82,491 บาทต่อคน ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่ 16 ของภูมิภาค ตัวเลขเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของจังหวัดที่ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เติบโตได้อย่างมั่นคงจากหลายภาคส่วนพร้อมกัน โครงสร้างเศรษฐกิจของร้อยเอ็ดพึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก คิดเป็นร้อยละ 68.0 ของเศรษฐกิจทั้งหมด โดยแบ่งเป็นภาคบริการ ร้อยละ 54.7 และการค้า ร้อยละ 13.3 ตามด้วยภาคการเกษตร ร้อยละ 20.9 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 11.1 ซึ่งรวมถึงโรงงานสีข้าวในพื้นที่ด้วย หนึ่งในความภาคภูมิใจของจังหวัดในด้านธุรกิจ คือ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Global House ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีรายได้อันดับ 1 ของภาคอีสาน ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 32,400.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,793.2 ล้านบาท พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจที่เริ่มต้นในท้องถิ่นสามารถเติบโตและแข็งแกร่งในระดับภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวของร้อยเอ็ดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67.7 และในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนถึง 972,522 คน สร้างรายได้รวม 1,693 ล้านบาท แลนด์มาร์กที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดในปัจจุบัน คือ หอโหวด 101 หอคอยที่สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน ด้วยความสูง 101 เมตร (ไม่รวมฐาน) ใช้งบประมาณก่อสร้าง 341.8 ล้านบาท ทรงอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก “โหวด” เครื่องดนตรีพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด บนยอดหอมี SkyWalk พื้นกระจกใสชมวิว 360 องศา และกิจกรรม Zipline ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว ส่วนบนชั้นที่ 35 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมิ่งเมืองมงคล พระพุทธรูปประจำจังหวัดให้ผู้มาเยือนได้กราบไหว้สักการะ นอกเหนือจากหอโหวด ร้อยเอ็ดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่ บึงพลาญชัย ที่เปรียบเหมือนหัวใจของเมือง ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ เกาะกลางน้ำ และศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพนับถือ ไปจนถึง ทะเลสาบทุ่งบัวแดง ความงามตามธรรมชาติที่ช่วยเสริมให้จังหวัดมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวธรรมชาติเพิ่มขึ้น ในแง่ของโบราณสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วัดบูรพาภิราม ก็เป็นอีกจุดหมายที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย และ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เจดีย์ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานศิลปกรรมของภาคกลางและภาคอีสานไว้อย่างวิจิตรงดงาม ทำให้จังหวัดร้อยเอ็ดกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“ร้อยเอ็ด – สาเกตนคร” จากเมืองโบราณสู่ Hub เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อ่านเพิ่มเติม »

“ปีชง” ซวยจริงหรือแค่บังเอิญ ให้สถิติเป็นคนเล่าเรื่อง

“ชง” คืออะไร? คำว่า “ชง” ในภาษาจีนมีความหมายตรงตัวว่า การปะทะ หรือสภาวะที่พลังงานสองขั้วชนกันอย่างขัดแย้ง และนี่คือแก่นแท้ของความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมจีนมาหลายพันปี รากฐานของความเชื่อนี้มาจากโหราศาสตร์จีนโบราณ ซึ่งผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับลัทธิเต๋าและระบบจักรวาลวิทยา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เทพเจ้า “ไท้ส่วยเอี๊ย” ผู้คุ้มครองดวงชะตาประจำปี ชาวจีนโบราณสังเกตพบว่าดาวพฤหัสบดีใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 12 ปี ซึ่งตรงกับรอบ 12 นักษัตรพอดี พวกเขาจึงผูกตำแหน่งของดาวดวงนี้เข้ากับพลังงานไท้ส่วยประจำปี โดยมีเทพเจ้าขุนพลทั้งหมด 60 องค์หมุนเวียนกันลงมาดูแลดวงชะตามนุษย์ตามรอบปฏิทินจีน การคำนวณปีชง ไม่ใช่แค่ “ปีตรงข้าม” การนับปีชงไม่ได้ดูแค่นักษัตรอย่างเดียว แต่ใช้หลักการคำนวณตำแหน่งพิกัดดาวและธาตุทั้งห้า ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และทอง เพื่อดูว่าปีเกิดของบุคคลขัดแย้งกับพลังงานของปีปัจจุบันหรือไม่ โดยแบ่งระดับการปะทะออกเป็นสี่ประเภท ชงตรง (ชง 100%) คือปีนักษัตรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามในมุม 180 องศา หรือห่างกันพอดี 6 ปี ถือเป็นการปะทะที่รุนแรงที่สุด มักนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงฉับพลันและอุบัติเหตุ ปีคัก คือการที่ดวงดาวโคจรมาทับปีนักษัตรเดิมของตัวเอง ทำให้รู้สึกอึดอัด ติดขัด ทำอะไรก็ไม่ราบรื่น ปีเฮ้ง คือนักษัตรที่ทำมุม 90 องศา มักส่งผลด้านเคราะห์กรรม ปัญหาคดีความ หรือการถูกคนหักหลัง ปีผั่ว คือนักษัตรที่ทำมุม 270 องศา ส่งผลหนักด้านสุขภาพ โรคเก่ากำเริบ และความสัมพันธ์ที่อาจแตกหักได้ง่าย เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นปีมะเมีย (ม้า) ธาตุไฟ มีเทพไท้ส่วยประจำปีคือองค์ “เปี้ยโง่ว” ปีที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ปีชวด (หนู) ซึ่งเป็นชงตรง 100% ส่วนผู้ที่เกิดปีมะเมียจะเข้าข่ายปีคัก ปีเถาะเป็นปีเฮ้ง และปีระกาเป็นปีผั่ว โดยรวมแล้ว ผลกระทบจากปีชงครอบคลุมทั้งด้านการงาน การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์ จะแก้ปีชงได้อย่างไร? ด้วยความกังวลต่อผลกระทบเหล่านี้ จึงเกิดพิธีกรรมแก้ชงขึ้นมา วิธีที่นิยมที่สุดคือการไปไหว้ฝากดวงกับเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยตามวัดจีนหรือศาลเจ้า โดยเฉพาะวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ขั้นตอนคือเขียนชื่อและวันเดือนปีเกิดลงบนใบฝากดวง จากนั้นใช้กระดาษเงินกระดาษทอง หรือที่เรียกว่า “หงิ่งเตี๋ย” ปัดออกจากตัวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 12 หรือ 13 ครั้ง สำคัญมากคือห้ามปัดขึ้น เพราะถือว่าจะยิ่งดึงเคราะห์เข้าหาตัว นอกจากนี้ยังมีการทำบุญสะเดาะเคราะห์ในรูปแบบอื่น ทั้งการบริจาคโลงศพ บริจาคโลหิต ไถ่ชีวิตสัตว์ หรือปล่อยสัตว์ ส่วนข้อห้ามสำคัญคือหลีกเลี่ยงการไปร่วมงานศพ แต่หากจำเป็น ควรพกกิ่งใบทับทิมและล้างหน้าด้วยน้ำใบทับทิมก่อนกลับเข้าบ้านเพื่อชำระพลังงานลบ น่าสนใจว่าธรรมเนียมการซื้อชุดแก้ชงมาปัดตัวหน้าองค์เทพนั้น เพิ่งถูกจัดทำเป็นระบบโดยวัดมังกรกมลาวาสเมื่อราวปี 2535 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน และได้ขยายตัวกลายเป็นธรรมเนียมที่แพร่หลายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์มองปีชงว่าอย่างไร? แม้ปีชงจะฟังดูเป็นเรื่องโชคลาง แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และสถิติ กลับพบคำอธิบายที่น่าสนใจมาก ในทางดาราศาสตร์ ดาวพฤหัสบดีใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์จริงๆ ประมาณ 11.86 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับ

“ปีชง” ซวยจริงหรือแค่บังเอิญ ให้สถิติเป็นคนเล่าเรื่อง อ่านเพิ่มเติม »

“ฝรั่งแปลกหน้า” ที่ชาวบ้านสกลไม่คุ้นตา สู่บิดาแห่งโคขุนโพนยางคำ

“โคขุนโพนยางคำ” สู่สุดยอดเนื้อพรีเมียมหมื่นล้านแห่งสกลนคร หากพูดถึงสุดยอดเนื้อสเต๊กของเมืองไทย ชื่อของ “โคขุนโพนยางคำ” จังหวัดสกลนคร ย่อมยืนหนึ่งในใจของบรรดาสายเนื้อทั่วประเทศ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า เบื้องหลังเนื้อลายหินอ่อนที่เชฟระดับมิชลินสตาร์ยังต้องยอมรับนั้น ไม่ได้เริ่มต้นมาจากนายทุนรายใหญ่ หากแต่มาจากหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และการอุทิศทั้งชีวิตของชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่ชื่อว่า ฟรังซัว แดร์โฟร์ (Francois Dervaux) ผู้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาพลิกหน้าประวัติศาสตร์ชาวโพนยางคำไปตลอดกาล ชายแปลกหน้า กับวิถีการเลี้ยงวัวสุดประหลาด ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2523 รัฐบาลไทยและฝรั่งเศสได้ร่วมกันก่อตั้ง “สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด” พร้อมกับการส่งตัว ฟรังซัว แดร์โฟร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรชาวฝรั่งเศสมาเป็นที่ปรึกษาโครงการ ในยุคนั้น เกษตรกรอีสานคุ้นชินกับการเลี้ยงวัวเพื่อใช้งาน ปล่อยให้เดินแทะเล็มหญ้าตามทุ่งนา แต่คุณฟรังซัวกลับมาพร้อมแนวคิดที่ล้ำยุค ซึ่งพลิกตำราการเลี้ยงวัวของคนอีสานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเริ่มจากการนำน้ำเชื้อโคสายพันธุ์ชั้นเลิศจากยุโรป (ชาโรเลส์, ลิมูซิน, ซิมเมนทอล) มาผสมเทียมกับแม่โคพื้นเมือง และแนะนำให้เกษตรกรดูแลวัวด้วยความทะนุถนอม แทนที่เขาจะทำงานเพียงชั่วคราวแล้วบินกลับประเทศที่เจริญแล้ว แต่คุณฟรังซัวกลับตกหลุมรักวิถีชีวิต ความซื่อใส และรอยยิ้มของชาวบ้าน เขาตัดสินใจลงหลักปักฐาน แต่งงานสร้างครอบครัวกับหญิงชาวสกลนคร และผันตัวจากข้าราชการต่างชาติ กลายมาเป็น “ลุงฟรังซัว” ที่ลงพื้นที่คลุกคลีกับเกษตรกรตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสอนวิชาปศุสัตว์ให้กับชาวบ้านอย่างน้อยเดือนละครั้ง ปณิธานอันแรงกล้า: “ธุรกิจนี้ต้องเป็นของชาวบ้าน ไม่ใช่นายทุน” ลุงฟรังซัวมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เขาตั้งใจปั้นให้การขุนวัวเป็น “อาชีพที่สร้างรายได้หลัก” ให้กับคนยากจน เขาปฏิเสธการทำฟาร์มขนาดใหญ่แบบนายทุนผูกขาด แต่เลือกใช้ระบบ สหกรณ์เพื่อให้ชาวบ้านทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วมกัน เขาเข้ามาเปลี่ยนตำราการเลี้ยงวัวของคนอีสานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากเดิมที่ปล่อยวัวเดินกินหญ้าตามทุ่งนา ลุงฟรังซัวสอนให้ชาวบ้านนำน้ำเชื้อโคสายพันธุ์ชั้นเลิศจากยุโรปมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง พร้อมสั่งให้เกษตรกรดูแลวัวยิ่งกว่าลูกในไส้ ต้องให้กินอาหารสูตรกากน้ำตาลผสมรำข้าว ต้องคอยอาบน้ำ แปรงขน ไล่ยุง ไปจนถึงการเปิดเพลงให้วัวฟังเพื่อลดความเครียด ซึ่งเขาเปรียบเทียบการขุนวัวว่า “เหมือนการเลี้ยงเด็ก ที่ต้องใช้ความรักและความใส่ใจเป็นพิเศษ” ฝ่ากำแพงความเชื่อ สู่การยกระดับเนื้อไทยบนเวทีสากล  ความท้าทายที่สาหัสที่สุดไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยง แต่อยู่ที่ “การขาย” เมื่อได้เนื้อวัวลูกผสมที่มีไขมันแทรกสวยงาม ลุงฟรังซัวได้นำเทคนิคการบ่มเนื้อ (Dry Aging) ในห้องเย็นมาใช้ เพื่อให้เอนไซม์ธรรมชาติทำให้เนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่การนำนวัตกรรมอาหารตะวันตกมาใช้ในยุคนั้น กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายความเชื่อของผู้บริโภค เนื่องจากเนื้อที่ผ่านการบ่มจะมีสีคล้ำลง ตลาดสดท้องถิ่นที่คุ้นชินกับเนื้อสดสีแดงและกำลังซื้อที่ไม่มากคนในพื้นที่จึงยังไม่เปิดรับ สหกรณ์ในยุคแรกจึงต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการตลาดอย่างหนัก เมื่อตลาดท้องถิ่นยังไม่พร้อม ลุงฟรังซัวและทีมงานไม่ยอมแพ้ เขาเดินหน้าผลักดันเนื้อโคขุนโพนยางคำเข้าสู่ตลาดระดับบนในกรุงเทพมหานคร โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเชฟโรงแรมห้าดาวและร้านอาหารชั้นนำ และวินาทีที่เนื้อโพนยางคำสัมผัสลิ้นเชฟผู้เชี่ยวชาญ ทุกคนต่างยอมรับในคุณภาพที่ทัดเทียมเนื้อนำเข้าจากยุโรป กระแสปากต่อปากในวงการอาหารชั้นสูงจึงเริ่มต้นขึ้น และพลิกฟื้นชะตากรรมของสหกรณ์ไปตลอดกาล มิติทางเศรษฐกิจ: โมเดลสหกรณ์ที่สร้างความมั่งคั่งให้ชุมชน โคขุนโพนยางคำไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารขึ้นชื่อ แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อมิติทางเศรษฐกิจและสังคมของภาคอีสาน: การกระจายรายได้สู่ชุมชน: การบริหารงานในรูปแบบ “สหกรณ์” ทำให้เม็ดเงินและผลกำไรไม่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่ แต่กระจายกลับคืนสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงโดยตรง ปัจจุบันมีสมาชิกหลายพันครอบครัวที่ลืมตาอ้าปากได้จากอาชีพนี้ การสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (Ecosystem): อุตสาหกรรมโคขุนสร้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกหญ้า ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผู้ขุนโค ไปจนถึงโรงงานชำแหละ แปรรูป และธุรกิจร้านอาหาร สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคอีสานปีละหลายร้อยล้านบาท การยกระดับภาคเกษตรกรรม: เป็นต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เกษตรกรไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (High Value) ที่ได้มาตรฐานสากล ลดการพึ่งพาการนำเข้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศ ฉากจบสุดสะเทือนใจของบิดาแห่งโคขุนไทย ลุงฟรังซัวใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับชาวสกลนครยาวนานถึง

“ฝรั่งแปลกหน้า” ที่ชาวบ้านสกลไม่คุ้นตา สู่บิดาแห่งโคขุนโพนยางคำ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่งวัยเก๋าลงทุ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน

ISAN Insight x หม่องเฮียนฮู้ พามาเบิ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุในแต่ละจังหวัดอีสาน จังหวัดไหนเพิ่มขึ้น จังหวัดไหนลดลงเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนมาเบิ่งกัน หากพิจารณาภาพรวมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าแรงงานภาคการเกษตรในภาคอีสานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 มีแรงงานภาคเกษตรอยู่ที่ 4.9 ล้านคน และลดลงเหลือเพียง 4.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2568 คิดเป็นการลดลง 7.9% ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี และยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต การลดลงของแรงงานภาคเกษตรอย่างต่อเนื่องเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว เนื่องจากแรงงานภาคเกษตรถือเป็นกำลังการผลิตที่สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมสมัยใหม่ หากคนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยใช้เทคโนโลยี อาจส่งผลให้ภาคการเกษตรมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในอนาคต (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, 2563) https://www.pier.or.th/abridged/2020/14/ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของแรงงานภาคเกษตรในภาคอีสานมีหลายประการ โดยปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือค่าตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำและไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นผลจากความผันผวนของรายได้จากความไม่แน่นอนของราคาผลผลิตและสภาพภูมิอากาศ อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้นทุนการผลิตที่สูงแต่ไม่สอดคล้องกับราคาขายที่ได้รับ ทั้งค่าแรงงานตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว ค่าปรับปรุงดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าปุ๋ย ภายใต้บริบทดังกล่าวเกษตรกรไทยจำนวนมากจึงเผชิญปัญหารายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายและเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อความยั่งยืนของอาชีพเกษตร แม้ภาพรวมของแรงงานภาคเกษตรจะลดลง แต่ยังมีกลุ่มแรงงานหนึ่งที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ แรงงานผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สะท้อนภาคเกษตรที่กำลังเข้าสู่สังคมแรงงานสูงวัย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แรงงานกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 2.6% ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดกลับไม่ใช่แรงงานรุ่นใหม่ที่โยกย้ายไปประกอบอาชีพอื่น หากแต่เป็นแรงงานภาคเกษตรในช่วงวัย 41-50 ปี ซึ่งมีจำนวนลดลงกว่า 3 แสนคนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยลดลง 7.6% ต่อปี ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้พวกเขาต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนวัย และบางส่วนย้ายไปกิจกรรมนอกภาคเกษตร ท่ามกลางวิกฤตแรงงานสูงวัยในภาคเกษตร ยังมีบางพื้นที่ที่มีสัดส่วนแรงงานเกษตรรุ่นใหม่อายุ 15-30 ปีสูงสุดในภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดในแถบอีสานเหนืออย่าง เลย บึงกาฬ และมุกดาหาร ที่ 23.5%, 23.1% และ 20.8% ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น อุดรธานียังเป็นจังหวัดที่มีจำนวนแรงงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้นสูงสุดในภาคอีสาน โดยมีแรงงานเกษตรเพิ่มขึ้นกว่า 14,000 คน และแรงงานที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดมาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานอายุ 15-40 ปี ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นที่หาได้ยากในบริบทปัจจุบัน สิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรมของอีสานกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง การพึ่งพาแรงงานสูงวัยเป็นหลักในการขับเคลื่อนพื้นที่เพาะปลูกย่อมไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว จึงถึงเวลาแล้วที่ควรศึกษาและถอดบทเรียนจากจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยู่ในภาคเกษตร เพื่อนำไปปรับใช้กับพื้นที่เปราะบางอย่างอีสานใต้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริม Smart Farming อย่างจริงจัง เป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูความมั่นคงทางรายได้ของอาชีพเกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้แรงงานหนุ่มสาวหวนกลับมาเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจในบ้านเกิดอีกครั้ง   ที่มา: สนค. แนะแนวทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย | สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เกษตรกรไทยติดกับดักรายได้ต่ำ ไร้เสน่ห์ดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่ Debt Behavior of ISAN Farmers: พาเบิ่ง…พฤติกรรมการก่อหนี้เกษตรกรอีสาน

พาส่องเบิ่งวัยเก๋าลงทุ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตรอีสาน 2569

เศรษฐกิจอีสานกำลังเผชิญวิกฤตแรงงานหดตัวอย่างรุนแรง จากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การลดลงของแรงงานภาคเกษตรมีมาอย่างต่อเนื่องแม้จะมีเพิ่มขึ้นอยู่บ้างในปีแรกหลังการระบาดโควิด-19  แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มยังเป็นขาลงมายังปัจจุบัน  อีกทั้งการลดลงนี้ยังส่งผลไปสู่แรงงานภาคอื่นๆในอีสาน ภายใน 1 ปี (2567-2568) ภาคการผลิตสูญเสียแรงงานไปถึง 13.8% และภาคอสังหาริมทรัพย์หดตัวหนักถึง 43.5%  สะท้อนให้เห็นว่าฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคกำลังขาดแคลนกำลังคนอย่างหนักพร้อมกันทั้งระบบ สาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรและคนวัยแรงงานตัดสินใจเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ เกิดจากปัญหา “ช่องว่างรายได้” ที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันค่าจ้างเฉลี่ยนอกภาคเกษตรกรรมสูงถึง 13,380 บาท ซึ่งมากกว่ารายได้ในภาคเกษตรกรรมซึ่งอยู่ที่ 6,958 บาท เกือบ 2 เท่าตัว ประกอบกับค่าจ้างนอกภาคเกษตรยังมีอัตราการเติบโตที่สูงถึง 14.4% ทิ้งห่างราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ที่มีเพียงมันเส้นและอ้อยโรงงานที่เติบโตได้ดีกว่าอยู่ที่ 17.4% และ 23.1% ตามลำดับ จากสาเหตุนั้นทำให้สัดส่วนแรงงานภาคเกษตรและภาคผลิตในภาคอีสานลงลด และส่งผลให้สัดส่วนแรงงานภาคบริการเพิ่มขึ้น จาก 37.3% เป็น 40.6% ภายใน 1 ปี ความเหลื่อมล้ำของผลตอบแทนที่ไม่คุ้มเหนื่อยนี้ จึงเป็นแรงผลักดันเชิงโครงสร้างที่บีบให้แรงงานอีสานต้องมุ่งหน้าสู่ภาคบริการและการค้า เพื่อแสวงหารายได้ที่ตอบโจทย์ค่าครองชีพมากกว่า การันตีตลาด ลดความเสี่ยง: ภาครัฐต้องรับบทเป็นตัวกลางเชื่อมโยงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ ให้ทำสัญญารับซื้อล่วงหน้าพร้อมพ่วงประกันภัยพืชผล เพื่อสร้างตาข่ายรองรับความเสี่ยงจากผลผลิตหรือคุณภาพสินค้าที่ไม่ถึงเกณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรกล้าเปลี่ยนผ่านจากการปลูกพืชราคาถูก สู่การผลิตสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง อุดหนุนค่าจ้าง จูงใจแรงงาน: ผลักดันมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่ออุดหนุนเงินเดือนให้กับพนักงานในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเป้าหมายของท้องถิ่น (เช่น ธุรกิจผ้าไหม, คนขับรถบรรทุกสินค้าเกษตร, หรืออาหารอีสาน) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่มีกำลังจ่ายค่าแรงแข่งขันกับเมืองหลวงได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะดึงดูดแรงงานคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดได้ ภาคอีสานมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรทั้งสิ้น 7,150 แห่ง สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคการผลิต และภาคการค้า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนธุรกิจสูงเป็นอันดับ 2 แต่รายได้ของภาคอีสานกลับไม่สอดคล้องกัน โดยอยู่เพียงอันดับที่ 3 รองจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคกลาง ด้วยช่องว่างด้านรายได้ที่ห่างจากอันดับ 2 ถึงประมาณ 2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสัดส่วนการเปิดและปิดกิจการ พบว่าภาคการค้ามีอัตราการเปลี่ยนแปลงสูงที่สุดทั้งการเปิดใหม่และปิดตัว เนื่องจากการเริ่มต้นธุรกิจในภาคการค้าทำได้ง่าย แต่ความเข้มข้นของการแข่งขันที่สูงส่งผลให้อัตราการหมุนเวียนของธุรกิจอยู่ในระดับสูงตามไปด้วย เมื่อพิจารณาโครงสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในกลุ่มที่มีรายได้สูง พบว่าธุรกิจรายได้สูงในภาคอีสานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีธุรกิจรายได้สูงกระจายตัวในภาคการค้าเป็นหลักด้วยสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจำนวนธุรกิจในภาคอีสานทั้งหมด พบว่าภาคการค้ามีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 50% รองลงมาคือภาคการเกษตร 41% และภาคการผลิต 9% แต่ตัวเลขรายได้กลับสวนทางกับจำนวนธุรกิจอย่างชัดเจน โดยภาคการค้าซึ่งมีจำนวนมากที่สุดกลับสร้างรายได้รวมได้เพียง 3,581 ล้านบาท ขณะที่ภาคการผลิตซึ่งมีสัดส่วนน้อยที่สุดกลับทำรายได้สูงถึง 58,905 ล้านบาท และภาคการเกษตรสร้างรายได้สูงสุดที่ 296,580 ล้านบาท ภาวะที่ภาคการค้ามีจำนวนธุรกิจมากแต่สร้างรายได้ได้น้อยที่สุดนี้ถือเป็นความผิดปกติที่น่าเป็นห่วง เพราะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคการค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่า ภาคอีสานจึงควรมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันได้ ส่วนหนึ่งของปัญหาอาจมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรที่ชะลอตัวลง สินค้าหลักที่ภาคอีสานผลิต แปรรูป และค้าขายมีปริมาณการส่งออกลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งจากการที่ประเทศผู้นำเข้าสามารถผลิตสินค้าชนิดเดียวกันได้เอง และจากภาวะสินค้าล้นตลาดที่ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าจากไทยลดลง

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตรอีสาน 2569 อ่านเพิ่มเติม »

มิตรภาพสายนี้ เต็มไปด้วยธุรกิจใหญ่มากมาย

ถนนมิตรภาพ หรือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ถือเป็นหนึ่งในเส้นเลือดหลักของภาคอีสาน ที่ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ดินแดนอีสานอันอุดมสมบูรณ์ ถนนสายนี้มีระยะทางทั้งหมด 509 กิโลเมตร เริ่มต้นจากจังหวัดสระบุรีซึ่งเชื่อมต่อกับถนนพหลโยธิน แล้วทอดตัวเข้าสู่ภาคอีสานไปจนสิ้นสุดที่จังหวัดหนองคายริมฝั่งแม่น้ำโขง สิ่งที่โดดเด่นของถนนมิตรภาพก็คือ เป็นทางหลวงสายประธานเพียงสายเดียวที่ไม่ได้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ก่อนจะได้ชื่อว่าถนนมิตรภาพถนนสายนี้เคยถูกแบ่งเป็นสองช่วงตามมติคณะรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2493 คือช่วงสระบุรี – นครราชสีมาใช้ชื่อว่าถนนสุดบรรทัด และช่วงนครราชสีมา-หนองคายเรียกว่าถนนเจนจบทิศ ในยุคนั้นการเดินทางเข้าภาคอีสานเป็นเรื่องยากลำบากมาก เพราะต้องฝ่าทิวเขาดงพญาเย็น การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนครราชสีมาครั้งหนึ่งอาจใช้เวลานานถึง 10 ชั่วโมง แรงผลักดันหลักในการสร้างถนนมิตรภาพเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2498 จากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลไทยได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา ทั้งด้านงบประมาณและเทคโนโลยี เพื่อสร้างเส้นทางที่มั่นคงและรวดเร็วสำหรับขนส่งยุทโธปกรณ์และกำลังพลไปยังภาคอีสาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ รัฐบาลจึงประกาศเปลี่ยนชื่อเป็นถนนมิตรภาพ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ถนนมิตรภาพถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์วิศวกรรมทางหลวงของไทย เพราะเป็นทางหลวงสายแรกที่ก่อสร้างตามมาตรฐานสากลครบทุกขั้นตอน และเป็นสายแรกที่ใช้ผิวจราจรลาดยางแบบคอนกรีตราดยางมะตอย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น หลังเปิดใช้งานเต็มสายในปี พ.ศ. 2508 ถนนสายนี้ได้นำความเจริญมาสู่ภาคอีสานอย่างมหาศาล และช่วยลดเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนครราชสีมาลงเหลือเพียง 3 ชั่วโมง บนเส้นทางถนนมิตรภาพยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ นั่นคือถนนมิตรภาพสายเก่าบริเวณลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถูกยกเลิกและจมอยู่ใต้น้ำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เนื่องจากการสร้างเขื่อนลำตะคอง แต่ในช่วงฤดูแล้งที่ระดับน้ำลด ถนนสายประวัติศาสตร์นี้จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร และกลายเป็นจุดพักผ่อนชมวิวที่น่าสนใจ ในปัจจุบัน ถนนมิตรภาพได้รับการขยายอย่างต่อเนื่องในหลายช่วง จนมีขนาด 4 – 10 ช่องทางจราจร อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจราจรติดขัดยังคงเกิดขึ้นอย่างหนักในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะช่วงมวกเหล็ก – ปากช่อง และบริเวณทางออกมอเตอร์เวย์ M6 ที่เชื่อมต่อกับ ทล.2 ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 มีรายงานว่าปริมาณรถบนถนนมิตรภาพขาเข้ากรุงเทพฯ บริเวณลำตะคองสูงถึง 31,757 คัน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กรมทางหลวงจึงดำเนินโครงการ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) ระยะทาง 196 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายหลักคือแบ่งเบาการจราจรที่หนาแน่นบน ทล.2 ขณะนี้มอเตอร์เวย์ M6 เปิดให้ทดลองใช้งานฟรีในช่วงเทศกาลต่างๆ เพื่อช่วยระบายรถ และคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลที่รถหนาแน่น กรมทางหลวงยังใช้มาตรการเร่งด่วนเช่นการเปิดช่องทางพิเศษบนถนนมิตรภาพเพื่อระบายรถเข้ากรุงเทพฯ เมื่อมอเตอร์เวย์ M6 เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ บทบาทของถนนมิตรภาพเดิมจะค่อยๆ เปลี่ยนจากทางหลวงขนส่งความเร็วสูง ไปเป็นเส้นทางที่ให้บริการชุมชนและเป็นทางผ่านย่านชุมชนมากขึ้น ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ถนนมิตรภาพได้พิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางสัญจร หากแต่เป็นแกนกลางทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงทั้งภูมิภาค ด้วยเส้นทางที่เชื่อมส่วนกลางเข้ากับภาคอีสานและชายแดนประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ถนนสายนี้กลายเป็นทำเลสำคัญสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์และกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ปริมาณการจราจรที่หนาแน่นตลอดทั้งวันยิ่งเสริมให้บริเวณสองข้างทางกลายเป็นย่านธุรกิจที่คึกคัก ส่งผลให้ถนนมิตรภาพยังคงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคอีสานสืบมาจนถึงปัจจุบัน

มิตรภาพสายนี้ เต็มไปด้วยธุรกิจใหญ่มากมาย อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมกราคม 2569

ภาคอีสานถือเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน อย่างไรไม่ว่า จำนวนแรงงานที่มีมาก ก็เป็นเหตุให้อัตราการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภูมิภาคสูงเช่นกัน ประชาชนจากอีสานส่วนใหญ่อพยพมากรุงเทพมหานครเพื่อทำงานในลักษณะแรงงานที่ต้องการทักษะสูง หรือเคลื่อนย้ายไปยังภาคตะวันออกเพื่อทำงานในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การทำงานในประเทศบ้างส่วนอาจไม่สนองความต้องการของแรงงาน เนื่องจากค่าจ้างที่ต่ำไม่สอดคล้องกับภาระหนี้สินที่มีอยู่ ส่งผลให้แรงงานบางส่วนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรในต่างประเทศอย่างอิสราเอล ไต้หวัน และเกาหลี เพื่อส่งรายได้กลับมาเลี้ยงครอบครัว จากแบบสอบถาม “อีสานที่คนรุ่นใหม่อยากเห็น” ซึ่งทาง ISAN Insight & Outlook เก็บข้อมูลออนไลน์ระหว่างวันที่ 6–25 มกราคม 2569 จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 431 คน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 53.8% เป็นแรงงานชาวอีสานที่จำเป็นต้องย้ายออกไปทำงานต่างจังหวัด ทั้งในและนอกภาคอีสาน เนื่องจากในจังหวัดบ้านเกิดมีตำแหน่งงานที่เปิดรับไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้จำเป็นต้องย้ายไปยังเมืองที่ใหญ่กว่าเพื่อหาโอกาสใหม่ เมื่อจำแนกรายกลุ่มจังหวัด พบว่ากลุ่มจังหวัดสนุก ซึ่งประกอบด้วย นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร มีอัตราการย้ายออกเพื่อหางานต่างจังหวัดสูงที่สุดในภาคอีสานกว่า 86.4% แม้จังหวัดเหล่านี้จะตั้งอยู่บริเวณชายแดน แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเส้นทางผ่านของสินค้า มากกว่าที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น ตรงข้ามกัน กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ประกอบด้วย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด กลับมีแนวโน้มของการย้ายออกต่ำที่สุด หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในกลุ่มจังหวัดนี้ ซึ่งช่วยสร้างตำแหน่งงานในภาควิชาการได้จำนวนหนึ่ง สำหรับแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาส่วนใหญ่ ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเกิดคือการต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ เนื่องจากโอกาสในการเติบโตในภาคอีสานมีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการไปทำงานในเมืองหลวง ซึ่งมาพร้อมรายได้และสวัสดิการที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การย้ายออกไปทำงานต่างถิ่นของแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความจำเป็นมากกว่าความต้องการ เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 76.5% ยังคงมีความอยากที่จะกลับมาทำงานในภาคอีสาน โดยเฉพาะที่บ้านเกิดของตนเอง เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ครอบครัว การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะความล่าช้าของโครงการรถไฟทางคู่ และปัญหาความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ทั้งจากอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดซ้ำๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่ออุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม อย่างเกษตรและชีวภาพ สถานการณ์เหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหล (Brain Drain) ของคนรุ่นใหม่ ที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางการพัฒนา NeEC ในปัจจุบันอาจยังไม่สอดรับกับโครงสร้างปัญหาและศักยภาพที่แท้จริงของภูมิภาค แม้ว่าอุตสาหกรรมชีวภาพ เกษตร และอาหาร จะเป็นรากฐานที่สอดคล้องกับบริบทของภาคอีสาน แต่การพึ่งพาเพียงอุตสาหกรรมกลุ่มนี้อาจไม่เพียงพอต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภูมิภาค เนื่องจากภาคอีสานยังมีศักยภาพรองรับ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” (New S-Curve) ที่ตลาดโลกมีความต้องการสูง ดังนั้น แนวทางการพัฒนาจึงควรขยายไปสู่การสร้างฐานการผลิตใหม่ ที่ต่อยอดจากห่วงโซ่อุปทานเดิมในพื้นที่ เพื่อกระจายความเจริญ สร้างแหล่งงานที่มีคุณภาพ ลดการกระจุกตัวของแรงงานชาวอีสานในพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น เช่น EEC รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการดึงดูดทรัพยากรมนุษย์ให้กลับสู่ถิ่นฐานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศส่วนมากเป็นชาวอีสาน โดยส่วนใหญ่เลือกทำงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อรับรับรับ สิ่งนี้ ภาครัฐควรจัดตั้งโครงการจูงใจให้แรงงานคืนถิ่น โดยมุ่งเน้นกลุ่มแรงงานไทยในต่างประเทศที่มีทักษะชั้นสูง ให้กลับมาเป็นผู้ประกอบการในบ้านเกิด ผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนกับภาครัฐ ซึ่งรัฐช่วยสมทบทุนตั้งต้นเพิ่มจากเงินเก็บของแรงงานในสัดส่วนที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ในการดัดแปลงเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศของไทย เพื่อลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจและสร้างความยั่งยืนทางรายได้ ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ และมีจำนวนแรงงานมากที่สุดในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากมองในมิติของจำนวนธุรกิจ พบว่าภาคอีสานกลับมีธุรกิจจดทะเบียนน้อยเกือบที่สุดในประเทศ โดยมีเพียง 92,600 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในภาคการค้าและการก่อสร้าง ส่งผลให้ความหลากหลายของอาชีพในภูมิภาคนี้มีค่อนข้างน้อย เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นจากข้อมูลตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในภาคอีสาน ซึ่งกว่า 31.3% เป็นตำแหน่งพนักงานขาย ที่ไม่ต้องการวุฒิการศึกษาสูงมากและมีรายได้ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ในส่วนของอาชีพเฉพาะทางหรือวิชาชีพ

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมกราคม 2569 อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนธันวาคม 2568

ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคของภาคอีสานในปี 2568 ยังคงอยู่ในภาวะหดตัวครอบคลุมทุกหมวดสินค้า แม้ว่าภาครัฐจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในช่วงต้นปีและปลายปีก็ตาม แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวกลับไม่สามารถฟื้นฟูกำลังซื้อได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สะสมอยู่ในระดับสูงได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญ ทำให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเน้นการระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จึงส่งผลให้แรงส่งจากการกระตุ้นของรัฐแผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หนี้เก่ายังอยู่ รายได้ใหม่หายวูบ ราคาข้าววิกฤตต่ำสุดในรอบ 18 ปี แม้ว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับเพิ่มเล็กน้อยอาทิ อ้อย (4.8%) มันสำปะหลัง (3.9%) แต่ดัชนีราคาข้าวเปลือกกลับลดลงถึง 31.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำสุดในรอบ 18 ปี ส่งผลให้ชาวนาอีสานมีกำลังซื้อที่น้อยลง ซ้ำเติมด้วยหนี้ครัวเรือนสูงทำให้แบงก์เข้มงวดสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดสินเชื่อหดตัว โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ลดลงไม่น้อยกว่า 13.4% ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพยังปรับเพิ่มขึ้นราว 0.8% YoY ทำให้กำลังซื้อสุทธิของครัวเรือนอีสานอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน รายได้ใหม่ที่หายไปต้องถูกนำไปชำระภาระหนี้เดิม ส่งผลให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันถูกชะลอลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากึ่งคงทนและสินค้าฟุ่มเฟือย เร่งฟื้นกำลังซื้อก่อนสาย ไม่ใช่แค่พยุงเฉพาะหน้า ดัชนีราคาข้าวเปลือกต่ำสุดในรอบ 18 ปี กระทบต่อกำลังซื้อของชาวนาในภาคอีสาน ระยะสั้นควรเร่งพยุงกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่ระยะถัดไปควรมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าวจากการผลิตที่ชาวนามีความถนัด 1. ราคาข้าวตกต่ำสุดในรอบ 18 ปี ระยะสั้น: ใช้มาตรการชดเชยเมื่อราคาต่ำกว่าต้นทุนอ้างอิง เพื่อไม่ให้ชาวนาไม่มีเงินทำนารอบหน้า ระยะยาว: จูงใจให้ชาวนาเพิ่มมูลค่าข้าวจากการปลูกด้วยวิธีการปลูกที่ได้มาตรฐานการรับรองการผลิตข้าว อาทิเช่น SRP GAP เพื่อเปิดตลาดการส่งออกที่กว้างและเพิ่มมูลค่าในการขาย 2. รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพ ระยะสั้น: มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น น้ำ ไฟ แก๊ส เฉพาะพื้นที่รายได้ต่ำ พยุงกำลังซื้อในช่วงเปราะบาง ระยะยาว: ต่อยอดนโยบาย Thailand Fastpass ในการ Upskills แรงงานในอีสานในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต อาทิเช่น อุตสาหกรรม AI, อุตสาหกรรมพลังงานชีวะภาพ และอื่นๆ 3. หนี้ครัวเรือนสูง จนรายได้ในอนาคตถูกใช้ไปแล้ว ระยะสั้น: ขยายกรอบนโยบาย ”ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่เป็นนโยบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มเปราะบางทั้งหมด พร้อมขยายให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือในทุกมิติ ระยะยาว: คลินิกแก้หนี้ครัวเรือนโดยสหกรณ์/อบต. เป็นจุดคัดกรอง ไม่ช่วยแบบเหมารวม สถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมในภาคอีสานยังคงน่ากังวล เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการกำลังวิตกกังวลต่อกำลังซื้อในพื้นที่ที่ซบเซาลงอย่างมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า และรายได้จากภาคเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ตามเป้าหมาย ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นในการลงทุน สถานการณ์การลงทุนของภาคเอกชนในภาคอีสานยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ผลจากปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เข้ามากัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผนวกกับปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ถูกประเมินว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในขณะนี้ ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะภาคการค้าชายแดนที่หยุดชะงักอย่างฉับพลัน และภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวลง สวนทางกับทิศทางการฟื้นตัวของจังหวัดอื่นในภาคอีสาน โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดชายแดนอีสานใต้ (บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์) ที่จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลง แม้ระดับผลกระทบจะยังต่ำกว่าจังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักก็ตาม คณะผู้จัดทำ ที่ปรึกษาโครงการ ผศ.ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์ นักวิเคราะห์ นาย ธนสาร

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนธันวาคม 2568 อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top