SHARP ADMIN

สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และสัญญะทางการทูตในวันที่ สวีเดน ไร้สถานทูตในกัมพูชา

ฮู้บ่ว่าสวีเดนปิดสถานทูตที่กัมพูชาตั้งแต่ปี 64 ลดเหลือ “สำนักงานย่อย” ก่อนปิดทั้งหมดเมื่อ ปี 67 ที่ผ่านมา สวีเดนได้ดำเนินการปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 และต่อมาได้ลดระดับเป็น “สำนักงานย่อย” (Section Office) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ณ กรุงเทพมหานคร ล่าสุด สำนักงานย่อยดังกล่าวได้ปิดทำการและยุติการดำเนินงานอย่างถาวรไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024)   สาเหตุหลักของการปิดสถานทูต   เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสวีเดนตัดสินใจยุติบทบาททางการทูตในกัมพูชา มาจากการถดถอยของระบอบประชาธิปไตยและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชาที่ย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 การจำกัดพื้นที่ประชาธิปไตย: รัฐบาลสวีเดนได้ระบุอย่างเป็นทางการว่า “พื้นที่ของระบอบประชาธิปไตยในกัมพูชาถูกจำกัดอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ซึ่งการกระทำดังกล่าวรวมถึงการยุบพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ (CNRP) และการปราบปรามองค์กรภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ ความยากลำบากในการร่วมมือ: สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลสวีเดนมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะสานต่อความร่วมมือในระดับทวิภาคีที่กว้างขวางและใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชาได้อีกต่อไป การปรับเปลี่ยนนโยบายความช่วยเหลือ: ก่อนหน้าที่จะปิดสถานทูต สวีเดนได้ตัดสินใจยุติความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาในด้านอื่นๆ แก่รัฐบาลกัมพูชา และมุ่งเน้นงบประมาณไปที่การสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรมโดยตรงแทน การปิดสถานทูตจึงเป็นขั้นตอนที่สอดคล้องกับนโยบายที่เปลี่ยนไปนี้ แม้ทางการทูตจะลดระดับลง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป โดยมี สถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางการทูตดูแลประเทศกัมพูชา   การที่สวีเดนไม่มีสถานทูตในกัมพูชาส่งผลกระทบในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการทูต การเมือง และเศรษฐกิจในระยะยาว ส่วนความสัมพันธ์ทางการค้าในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็มีความท้าทายเช่นกัน   ผลกระทบและภาพรวมความสัมพันธ์   ด้านการทูตและการเมือง   การส่งสัญญาณเชิงนโยบาย: การปิดสถานทูตคือการส่งสัญญาณทางการทูตที่ชัดเจนว่าสวีเดนไม่พอใจต่อสถานการณ์ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่ถดถอยในกัมพูชา ลดทอนความสัมพันธ์: แม้จะยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตผ่านสถานทูตที่กรุงเทพฯ แต่การไม่มีผู้แทนระดับเอกอัครราชทูตประจำการอยู่ ย่อมลดทอนความใกล้ชิดและความรวดเร็วในการประสานงานระดับสูง ผลกระทบต่อภาคประชาสังคม: สวีเดนเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในกัมพูชา การปิดสถานทูตอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานและการระดมทุนขององค์กรเหล่านี้ในระยะยาว   ด้านเศรษฐกิจและการค้า     ภาพรวม   การปิดสถานทูตไม่ได้หมายถึงการยุติความสัมพันธ์ทางการค้า แต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนใหม่ๆ และการสนับสนุนจากภาครัฐบาล อย่างไรก็ตาม การค้าภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่อย่าง H&M และ IKEA ซึ่งมีฐานการผลิตในกัมพูชา ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไป   ดุลการค้าและมูลค่าการค้า   ข้อมูลล่าสุดจาก Observatory of Economic Complexity (OEC) ในเดือนเมษายน 2568 แสดงให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า: กัมพูชาเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าอย่างมหาศาล: กัมพูชาส่งออกไปสวีเดน: 47.6 ล้านโครนาสวีเดน (SEK) กัมพูชานำเข้าจากสวีเดน: 7.82 ล้านโครนาสวีเดน (SEK) ทำให้กัมพูชามีดุลการค้าเป็นบวก 39.8 ล้านโครนาสวีเดน แนวโน้ม: เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การส่งออกของกัมพูชาไปยังสวีเดน เพิ่มขึ้น 12.3% ในขณะที่การนำเข้าจากสวีเดน ลดลงถึง 36.8% […]

สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และสัญญะทางการทูตในวันที่ สวีเดน ไร้สถานทูตในกัมพูชา อ่านเพิ่มเติม »

งานสัมมนาการตลาดครั้งยิ่งใหญ่ของอีสาน เพื่อผู้ประกอบ นักธุรกิจ นักการตลาด Thailand Marketing Day On Tour 2025 @ Khon Kaen

“Thailand Marketing Day On Tour” หรือ “วันนักการตลาดสัญจร” เป็นกิจกรรมประจำปีของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ที่จัดขึ้นเพื่อกระจายองค์ความรู้ด้านการตลาดสมัยใหม่สู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพของนักการตลาดไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ในปี 2568 นี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อการศึกษาของสมาคมการตลาดฯ โดยความร่วมมือกับคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมจัดงานขึ้น ณ จังหวัดขอนแก่น เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสร้างแรงบันดาลใจ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และคนรุ่นใหม่ 📣 Agenda งาน Thailand Marketing Day On Tour 2025 @ Khon Kaen The Awakening Momentum ปลุกพลังความคิด พิชิตความเปลี่ยนแปลง งานสัมมนาการตลาดครั้งยิ่งใหญ่ของภาคอีสาน  ที่จะปลุกไอเดีย มอบแนวคิด เพื่อพิชิตความเปลี่ยนแปลงให้กับคุณ!   📌 3 Seminars | 13 Sessions | 15+ Speakers เวทีเดียวที่จะยกระดับ “ความรู้ – แรงบันดาลใจ – โอกาส” ให้กับอาจารย์ นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักการตลาด และทุกภาคธุรกิจอย่างแท้จริง   📅 26 กันยายน 2568 The Class of Change: พลิกโฉมคลาสสู่การเปลี่ยนแปลง สำหรับอาจารย์ (Train the Trainers สัญจร) เวลา 08:30 – 12:00 น. 📍 ลงทะเบียนฟรี: 1 ส.ค. – 15 ก.ย. 2568   Shortcut to Success?: ทางลัดสู่ความสำเร็จ… เส้นทางนี้ไม่มีสูตรตายตัว สำหรับนักศึกษา (J-MAT สู่เส้นทางการตลาดสัญจร) เวลา 13:00 – 16:30 น. 📍 ลงทะเบียนฟรี: 1 ส.ค. – 15 ก.ย. 2568   📅 27 กันยายน 2568 The Awakening Momentum: ปลุกพลังความคิด พิชิตความเปลี่ยนแปลง

งานสัมมนาการตลาดครั้งยิ่งใหญ่ของอีสาน เพื่อผู้ประกอบ นักธุรกิจ นักการตลาด Thailand Marketing Day On Tour 2025 @ Khon Kaen อ่านเพิ่มเติม »

ส่องซอด🧐กลยุทธ์ “สุกี้ตี๋น้อย” สเกลธุรกิจยังไง แต่กำไรยังโต

ชื่อของ สุกี้ตี๋น้อย กลายเป็นเคสการตลาดร้านอาหารที่น่าสนใจ ด้วยภาพจำ “บุฟเฟต์ราคามหาชน” ถูกใจคนไทย จนทำให้ขยายสาขาได้ไว ตอนนี้มีแล้ว 86 สาขา (ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 2568) ล่าสุด แบรนด์ทำให้ตลาดหันมาสนใจอีกครั้ง เมื่อประกาศ หาพื้นที่โชว์รูมรถยนต์เก่า-ใหม่ทั่วประเทศ เพื่อเปิดสาขาเพิ่ม โดยนำร่องเริ่มทำในโชว์รูมที่ปราจีนบุรีแล้ว (ตรงข้ามโรบินสัน) เตรียมเปิดปลายปี 2568 นี้ คำถาม คือ ทำไมต้องเป็นโชว์รูมรถ? 3 เหตุผลที่สุกี้ตี๋น้อยมองเห็นโอกาส 1. พื้นที่ใหญ่ โปร่ง จอดรถสะดวก บุฟเฟต์ตี๋น้อยเน้นกลุ่มลูกค้าเป็นครอบครัวหรือแก๊งเพื่อนที่มากันเยอะ โชว์รูมรถมีพื้นที่กว้าง เพดานสูง และที่จอดรถพร้อม รองรับการทำสาขาแบบ Stand Alone หรือแม้แต่แฟล็กชิปสโตร์ได้ทันที 2. ทำเลติดถนนใหญ่ เห็นชัดเจน โชว์รูมส่วนใหญ่อยู่บนถนนสายหลัก เหมาะจะเป็น Landmark ร้านใหญ่ ช่วยเลี่ยงการแข่งขันกับพื้นที่ห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์ 3. ต้นทุนเช่าต่ำกว่าห้างมาก หลังโควิด หลายโชว์รูมปิดกิจการหรือย้าย ทำให้เกิดช่องว่างด้านอสังหาฯ สุกี้ตี๋น้อยเจาะเข้าไปด้วยค่าเช่าที่คุ้มกว่ามาก ค่าเช่าโชว์รูมรถถูกกว่าห้างหลายเท่า ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ราคาเช่า 3,000 – 5,500 บาท/ตร.ม./เดือน คอมมูนิตี้มอลล์ ราคาเช่าต่ำกว่า 1,000 – 3,000 บาท/ตร.ม./เดือน *อ้างอิงข้อมูล สถานการณ์และแนวโน้มพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า ปี 2568-2570 ของวิจัยกรุงศรี* แต่ถ้าเป็น โชว์รูมรถ (พื้นที่ 600–700 ตร.ม. ขึ้นไป) พบว่า มีค่าเช่าเฉลี่ยเพียง 240 – 500 บาท/ตร.ม./เดือน (**ผลสำรวจเบื้องต้นจากเว็บไซต์ livinginsider) ยกตัวอย่าง โชว์รูมรถ ติดถนนราชพฤกษ์ นนทบุรี พื้นที่ 750 ตร.ม. ค่าเช่า 180,000 บาท/เดือน เฉลี่ย 240 บาท/ตร.ม./เดือน โชว์รูมรถ ติดถนนพหลโยธิน นวนคร พื้นที่ 1,320 ตร.ม. ค่าเช่า 350,000 บาท/เดือน เฉลี่ย 265 บาท/ตร.ม./เดือน จะพบว่า ค่าเช่าโชว์รูมรถถูกกว่าการเช่าพื้นที่ค้าปลีกทั่วไปหลายเท่า และยังได้พื้นที่กว้างพร้อมที่จอดรถครบ ถือเป็นจังหวะที่สุกี้ตี๋น้อยใช้ “อสังหาฯ กลุ่มโชว์รูมรถที่ซบเซาลง” มาต่อยอดธุรกิจได้อย่างชาญฉลาด พามาฮู้จัก “สุกี้ตี๋น้อย” ร้านสุกี้เจ้าดังในดวงใจของชาวบุฟเฟ่ต์ เตรียมเปิดสาขาแรกของอีสาน Project Finance 101 #HowtoScale โชว์รูมรถยนต์เก่าที่สุกี้ตี๋น้อยเตรียมไปเปิดสาขาในปลายปี 2568 เห็นข่าวการสเกลของสุกี้ตี๋น้อยผ่านโชว์รูมรถเเล้ว ชวนมาลองเล่นกับตัวเลขด้วยกัน ปี 2562: รายได้ 499 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 15 ล้านบาท ปี 2563: รายได้ 1,223 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 140 ล้านบาท ปี 2564: รายได้

ส่องซอด🧐กลยุทธ์ “สุกี้ตี๋น้อย” สเกลธุรกิจยังไง แต่กำไรยังโต อ่านเพิ่มเติม »

👮ตำรวจ ไทย-เวียดนาม จับมือเสริมทัพปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาที่ย้ายทัพจาก ปอยเปต ไป สวายเรียง📲

จเรตำรวจแห่งชาติยกระดับความสัมพันธ์ตำรวจไทย-เวียดนาม ร่วมเสริมทัพวอร์รูม IAC ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปร่วมพิธีวันสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หารือความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ระหว่างไทย – เวียดนาม และพบปะหารือเชื่อมความสัมพันธ์ตำรวจฮานอย เมื่อวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตามคำเชิญของกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ทั้งนี้มี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ และคณะ ร่วมเดินทาง พล.ต.อ.ธัชชัยฯ และคณะ ได้เข้าร่วมพิธีสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติเวียดนาม (National Convention Center )โดยมีผู้แทนจาก 17 ประเทศเข้าร่วม   ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจไทยและตำรวจเวียดนาม, พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ อธิบดีกรมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครฮานอย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ขอบคุณตำรวจเวียดนามที่ได้ร่วมดำเนินการจับกุมและประสานงานให้กับตำรวจไทยเป็นอย่างดี และทางด้านตำรวจเวียดนามขอบคุณฝ่ายไทยที่ได้ประสานงานและจับกุมคนที่ทางการเวียดนามต้องการตัว มีการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีตลอดมา ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงความเคลื่อนไหวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ Scam Center ที่มีการเคลื่อนไหวย้ายฐานปฏิบัติการจากฝั่งตะวันตกของประเทศกัมพูชา เช่น ปอยเปต ออกไปทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น เช่น สวายเรียง ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศเวียดนาม อาศัยสาธารณูปโภคของเวียดนามไปใช้ในการหลอกลวงคนเวียดนาม ไทยและเวียดนามได้ยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น พิกัดสถานที่ของแก๊ง การปราบปราม และการประสานในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับระหว่างประเทศ ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) หรือ “วอร์รูม IAC” มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนานาประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง โอกาสนี้จึงได้เชิญเจ้าหน้าที่จากเวียดนามมาปฏิบัติงานในวอร์รูมดังกล่าว ซึ่งอธิบดีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามแสดงความยินดีและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ประเทศเวียดนามให้ความสำคัญต่อการเชิญผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมในโอกาสสำคัญครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามในด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีความพึงพอใจและประทับใจในความร่วมมือที่ผ่านมาในทุกระดับ และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นต่อไป #ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice   ที่มา: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

👮ตำรวจ ไทย-เวียดนาม จับมือเสริมทัพปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาที่ย้ายทัพจาก ปอยเปต ไป สวายเรียง📲 อ่านเพิ่มเติม »

ค้าชายแดน 2 ฝั่งไทย-กัมพูชาร่วง 92.6% หลังเหตุปะทะ ราคาที่ต้องจ่ายนอกจากชีวิต เศรษฐกิจ เพื่อสนองอำนาจทางการเมือง

เงินเฟ้อเขมรพุ่ง 3-5%💸เงินทุนสำรองลดลงต่อเนื่อง หลังค้าชายแดน 🇹🇭ไทย-🇰🇭กัมพูชา ก.ค.ร่วงหนัก📉92.6% จาก มิ.ย.ร่วง 23%📉 เศรษฐกิจ“กัมพูชา”กำลังทรุดหนัก เงินทุนสำรองหมดประเทศ เงินเรียลอาจกลายเป็นเศษกระดาษ หลังเงินเฟ้อหนัก จากเหตุปะทะ ไทย-กัมพูชา พามาเบิ่งการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดน กระทบเพียงใดหลังเหตุปะทะ มูลค่าการค้าชายแดนไทย ปี 2567 ในปี 2567 ไทยเกินดุลการค้ากับกัมพูชา 280,532 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยแบ่งเป็น มูลค่ารวม: 323,631 ล้านบาท 💱ส่งออก: 323,631 ล้านบาท นำเข้าจากกัมพูชา: 43,098 ล้านบาท ดุลการค้าส่งออก: 280,532.16 ล้านบาท (เกินดุล) มูลค่าการค้าชายแดนไทย ปี 2568 สำหรับช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568: ไทยเกินดุลการค้า 89,300 ล้านบาท การค้ารวม 67,071 ล้านบาท ส่งออก 50,541 ล้านบาท นำเข้า 16,530 ล้านบาท มูลค่าการค้าชายแดน 🇹🇭ไทย-🇰🇭กัมพูชา ก.ค.ร่วงหนัก📉92.6% จากเดิม มิ.ย.ร่วง 23%📉หลังเหตุปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เผยเศรษฐกิจ“เขมร”ตกต่ำถึงขีดสุด คาด ทุนสำรองระหว่างประเทศจะหมดลงในเดือน ต.ค.นี้ “รศ.ดร.อัทธ์” ชี้ จะส่งผลให้เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ เงินเฟ้อพุ่งสูง-ต้องเข้าแผนฟื้นฟูของ IMF แบบเดียวกับอาร์เจนติน่าและศรีรังกา อีกทั้งการสร้าง”เฟคนิวส์”รายวันทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าเข้าไปลงทุน “อ.ทรงฤทธิ์” ระบุ กัมพูชาระส่ำหนักหลังไทยปิดด่าน นักท่องเที่ยวหาย แรงงานรายได้หด ขณะที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 15% ด้าน “พล.อ.รังษี” เผย กัมพูชาขาดดุลบัญชีเดือนสะพัดติดต่อกัน 8 ไตรมาสแล้ว เชื่อ หากเข้า IMF เขมรจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ วิเคราะห์ว่า ตอนนี้เศรษฐกิจของกัมพูชาย่ำแย่มาก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ ไทยไม่ส่งสินค้าเข้าไปขายในกัมพูชา ทำให้ชาวกัมพูชาต้องซื้อสินค้าประเทศอื่นในราคาที่แพงขึ้น นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศถอนตัวจากกัมพูชา เช่น จีนไม่ลงทุนในช่วงนี้เพราะเศรษฐกิจ ภายในประเทศจีนชะลอตัว ขณะที่นักลงทุนชาวไทยซึ่งเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากเป็นอันดับต้นๆก็ไม่เข้าไป ส่วนมาเลเซียกับสิงคโปร์ที่เคยลงทุนในกัมพูชาก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะกัมพูชามีสถานการณ์สู้รบ เนื่องจากมีการปิดด่านและมีการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้แรงงานกัมพูชาหลายแสนคน ต้องเดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลกัมพูชา แต่เมื่อเดินทางกลับไปแล้วกลับไม่มีงานทำ ส่งผลให้ชาวกัมพูชาขาดรายได้ ในช่วงที่ไทยกับกัมพูชามีปัญหาระหว่างประเทศ ทางรัฐบาลกัมพูชามุ่งแต่จะต่อสู้ทางการทหารและปั้นข่าวปลอมเพื่อตอบโต้ไทย จนไม่มีเวลาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศตัวเอง การที่กัมพูชาหันไปซบสหรัฐฯทำให้จีนซึ่งให้การช่วยเหลือกัมพูชาอยู่ไม่พอใจและหยุดการช่วยเหลือ ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมปัญหาในช่วงที่ประเทศเกิดวิกฤต รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า วิกฤตเศรษฐกิจของกัมพูชาครั้งนี้ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น จาก 3% เป็น 5% เนื่องจากสินค้าของไทยที่เข้าไปขายในกัมพูชานั้นคิดเป็น 30% ของสินค้าในตลาดกัมพูชาทั้งหมด เมื่อไทยปิดด่านไม่ส่งสินค้าไปกัมพูชา

ค้าชายแดน 2 ฝั่งไทย-กัมพูชาร่วง 92.6% หลังเหตุปะทะ ราคาที่ต้องจ่ายนอกจากชีวิต เศรษฐกิจ เพื่อสนองอำนาจทางการเมือง อ่านเพิ่มเติม »

Gripen E/F ดีลฟ้าผ่า สะเทือนสมดุลอำนาจและการทูตในภูมิภาค

บทวิเคราะห์: Gripen E/F ดีลฟ้าผ่า สะเทือนสมดุลอำนาจและการทูตในภูมิภาค   บทนำ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ ประเทศไทยได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการความมั่นคงและการทูตในอาเซียน เมื่อกองทัพอากาศไทย นำโดย พล.อ.อ.พันธุ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้ลงนามในสัญญาจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ Gripen E/F จำนวน 4 เครื่องแรกจากประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา [1] แต่ดีลครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การซื้อขายยุทโธปกรณ์ แต่ยังพ่วงมาด้วยข้อตกลงการลงทุนด้าน R&D และการถ่ายทอดเทคโนโลยี AI ขั้นสูงจากบริษัท Saab ซึ่งเป็นผู้ผลิต และท่าทีทางการทูตที่แข็งกร้าวร่วมกับสวีเดนต่อกรณีพิพาทชายแดนกับกัมพูชา ทำให้ข้อตกลงนี้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่สะท้อนยุทธศาสตร์ “การทูตนำการทหาร” ของไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน   มากกว่าเครื่องบินรบ: ดีลชดเชยทางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งอนาคต   การจัดหา Gripen E/F ในเฟสแรกจำนวน 4 เครื่อง (เครื่องนั่งเดี่ยว 3 เครื่อง และสองที่นั่ง 1 เครื่อง) มีมูลค่าประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท [6] ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดหาทั้งหมด 12 เครื่อง เพื่อทดแทนฝูงบิน F-16 ที่กำลังจะปลดประจำการ [5] แต่หัวใจสำคัญของข้อตกลงนี้ที่ทำให้แตกต่างจากการจัดซื้อในอดีต คือ นโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Defence Offset Policy) ที่ไทยจะได้รับประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศมูลค่ามหาศาล นาย Micael Johansson ประธานและ CEO ของ Saab กล่าวว่า “เรายินดีต้อนรับประเทศไทยในฐานะลูกค้าล่าสุดของ Gripen E/F ไทยเป็นผู้ใช้งาน Gripen ที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว และคุ้นเคยกับจุดแข็งที่ Gripen มอบให้กับกองทัพไทยเป็นอย่างดี” [6] คำกล่าวนี้สะท้อนความร่วมมือที่ลึกซึ้ง โดยข้อตกลง Offset Policy ที่ลงนามควบคู่กันไปนั้น ระบุชัดเจนถึงการที่ Saab และหน่วยงานสวีเดนจะเข้ามาลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศไทย [4] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง: การวิจัยและพัฒนาร่วม (R&D): Saab จะตั้งศูนย์ R&D ในประเทศไทย เพื่อร่วมพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการบินและอวกาศ ซึ่งรวมถึง ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นหัวใจของระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์และระบบช่วยนักบินใน Gripen E/F การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม: ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมไซเบอร์และการบินของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างงานทักษะสูงและยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ [4]   มิติใหม่ทางการทูต: เมื่อสวีเดนหนุนไทยในเวทีโลก   นอกเหนือจากความร่วมมือทางทหารและเศรษฐกิจ การเยือนสวีเดนของคณะนายทหารระดับสูงและ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้สร้างมิติใหม่ทางการทูตที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีรายงานข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พลเรือนเป็น

Gripen E/F ดีลฟ้าผ่า สะเทือนสมดุลอำนาจและการทูตในภูมิภาค อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่งการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดน กระทบเพียงใดหลังเหตุปะทะ

สรุปผลกระทบเศรษฐกิจข้อพิพาทชายแดน🇹🇭ไทย-🇰🇭กัมพูชา การชายแดนไทยทรุดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 23% หรือกว่า 3 พันล้าน 🧐การค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดนด่านบกมูลค่ากว่า 46.8% จากการค้า ไทย-กัมพูชาของด่านทั้งหมด (บก-น้ำ-อากาศ) ⚔️ทำให้ข้อพิพาทชายแดนที่ปะทุปลายเดือนพฤษภาคม ตลอดจนเหตุปะทะรุนแรงในเดือนกรกฎาคม เสี่ยงฉุดการค้ารวมให้ชะลอตัวอย่างหนัก เนื่องจากการปิดทำการของด่านชายแดน และความต้องการสินค้าจากไทยในตลาดกัมพูชาที่อาจหดตัวลงจากกระแสการแบนสินค้าไทย ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลให้มูลค่าการค้าชายแดนทรุดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 23% จากการจำกัดการทำการ ของด่านการค้าชายแดนกัมพูชาที่สำคัญหลายจุดในช่วงเดือนมิถุนายน ส่งผลให้มูลค่าการค้าที่มีอัตราการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง หดตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งอาจมีการทรุดตัวหนักขึ้นเนื่องจากเหตุปะทะชายแดนที่รุนแรงในเดือนกรกฎาคม   🚛เส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมไทย-เวียดนามผ่านกัมพูชา: โอกาสและความท้าทายบนระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้🇻🇳🇹🇭 การค้าทางบกระหว่างไทยและเวียดนาม โดยมีกัมพูชาเป็นประเทศทางผ่าน นับเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ที่สำคัญภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งบน ระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างสามประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เส้นทางคมนาคมหลัก เส้นทางการค้าทางบกที่สำคัญซึ่งเชื่อมโยงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ประกอบด้วย 2 เส้นทางหลัก ดังนี้: 🛣️เส้นทาง R1 (Central Sub-Corridor): เป็นเส้นทางสายหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการขนส่งสินค้า มีระยะทางประมาณ 900 กิโลเมตร เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร ผ่านจังหวัดสระแก้ว เข้าสู่ประเทศกัมพูชาที่ด่านคลองลึก-ปอยเปต ผ่านกรุงพนมเปญ และสิ้นสุดที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เส้นทางนี้มีข้อได้เปรียบในด้านระยะทางที่สั้นกว่าและโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้สามารถลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากไทยไปเวียดนามตอนใต้เหลือเพียง 23-31 ชั่วโมง 🛣️เส้นทาง R10 (Southern Coastal Sub-Corridor): เป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเล เริ่มต้นจากจังหวัดตราดของไทย ผ่านเข้าสู่จังหวัดเกาะกงของกัมพูชา และเชื่อมต่อไปยังจังหวัดฮาเตียนของเวียดนาม แม้จะยังมีการใช้งานน้อยกว่าเส้นทาง R1 แต่ก็มีศักยภาพในการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรและสินค้าจากนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกของไทยไปยังเวียดนามตอนใต้ 🚧ด่านการค้าและพิธีการศุลกากร การขนส่งสินค้าผ่านแดนจะต้องผ่านพิธีการศุลกากรที่ด่านชายแดนของแต่ละประเทศ โดยมี ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต เป็นด่านที่มีความสำคัญและมีมูลค่าการค้าสูงสุด ปัจจุบันมีการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดนผ่านระบบ ASEAN Single Window ซึ่งช่วยให้การยื่นเอกสารศุลกากรเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สินค้าหลักและโอกาสทางการค้า สินค้าที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้มีความหลากหลาย โดยสินค้าส่งออกจากไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรกล และชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะที่สินค้าจากเวียดนามที่ส่งมายังไทยมักเป็นสินค้าเกษตรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดไปยังเวียดนามตอนใต้ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงได้ง่ายขึ้น 🤝ข้อตกลงทางการค้าที่เกี่ยวข้อง แม้จะยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าสามฝ่ายโดยตรง แต่การค้าบนเส้นทางนี้ได้รับอานิสงส์จากข้อตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศต่างๆ เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และข้อตกลงทวิภาคีเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งช่วยลดอุปสรรคทางภาษีและอำนวยความสะดวกทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ดังนั้น การค้าทางบกไทย-เวียดนามผ่านกัมพูชาเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพสูงในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสามประเทศ และมีแนวโน้มที่จะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในอนาคต หากมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เหตุการปะทะ ไทย-กัมพูชา จึงไม่ได้กระทบเพียง การค้าแค่ 2 ประเทศ แต่ยังกระทบคู่ค้าสำคัญของไทยที่บริโภคสินค้าไทยอย่าง เวียดนาม ด้วยนั่นเอง . #การค้าชายแดน #เศรษฐกิจชายแดน #ไทยกัมพูชา #ISANInsightAndOutlook พาเปิดเบิ่งสถิติ แรงงานต่างด้าวในอีสานพุ่งไม่หยุด‼️ “ลาว-เมียนมา-กัมพูชา” ใครยึดพื้นที่จังหวัดไหนบ้าง⁉️

พามาเบิ่งการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดน กระทบเพียงใดหลังเหตุปะทะ อ่านเพิ่มเติม »

ชัยภูมิ เมืองแห่งภูมิประเทศธรรมชาติ🌱 🌳แดนอุทยาน และโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวของอีสาน

#KeyInsight ท่องเที่ยวจังหวัดที่มีอุทธยานแห่งชาติมาที่สุด และ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด แนวทางการทำให้จังหวัดชัยภูมิมีศักยภาพในการเป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ชัยภูมิ: เมืองแห่งภูมิประเทศธรรมชาติ และโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวของอีสาน จังหวัดชัยภูมิ อาจยังไม่ใช่ชื่อแรกที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกเมื่อนึกถึงภาคอีสาน แต่ในแง่ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ชัยภูมิกลับเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพมากที่สุดในกลุ่มจังหวัดตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในมิติของการเป็น “เมืองทุนทางธรรมชาติ” ที่มีความพร้อมในการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงนิเวศและขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้แนวคิด Green Economy ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (2566–2570) . . 1.ท่องเที่ยวจังหวัดที่มีอุทธยานแห่งชาติมาที่สุด และ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด ชัยภูมิมีภูมิประเทศที่หลากหลายตั้งแต่ที่ราบสูงบนเทือกเขาภูแลนคา จนถึงพื้นที่ป่าและอุทยานแห่งชาติที่กระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม, อุทยานแห่งชาติไทรทอง, และภูเขียว–น้ำหนาว ซึ่งนับรวมแล้วทำให้ชัยภูมิกลายเป็นจังหวัดที่มีอุทยานแห่งชาติมากที่สุดในภาคอีสาน และเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าธรรมชาติสูงเป็นอันดับ 3 ของภาคอีสาน ครอบคลุมพื้นที่ป่ามากกว่า 2.5ล้านไร่ หรือประมาณ 31.5% ของพื้นที่จังหวัดทั้งหมด พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “มรดกทางธรรมชาติ” แต่นับเป็น “ทุนทางธรรมชาติ” ตามนิยามของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่สามารถนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างหลากหลาย โดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ แนวคิดนี้สอดคล้องกับ BCG Economyซึ่งรัฐบาลไทยใช้เป็นกรอบพัฒนาประเทศในระยะยาว ชัยภูมิเองจึงมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจสีเขียวที่เติบโตจากฐานทรัพยากรและวัฒนธรรมชุมชนอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากข้อมูลโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัด ชัยภูมิยังมีแรงงานจำนวน 189,178 คน หรือกว่า40.7% อยู่ในภาคการเกษตรซึ่งยังต้องพึ่งพิงพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่จังหวัดชัยภูมิมีการปลูกกว่า 879,394 ไร่ ซึ่งสามารถทำผลผลิตกว่า 19.3 แสนตัน ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสานเลยทีเดียว หากสามารถเปลี่ยนผ่านเกษตรกรเหล่านี้เข้าสู่ระบบเกษตรกรรมแบบยั่งยืนที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า แม้ชัยภูมิจะมีศักยภาพด้านธรรมชาติสูง แต่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งยังยากลำบาก อีกทั้งระบบขนส่งมวลชนยังไม่เอื้อต่อการกระจายนักท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ ดังนั้น ความท้าทายเชิงนโยบายคือ การพัฒนาแบบ “ไม่เร่งรีบ” หรือ over-tourism แต่ใช้โมเดลแบบ Slow Tourism ที่ผสานกับอัตลักษณ์ชุมชนและมรดกธรรมชาติ หากจังหวัดสามารถผนวก “แนวนโยบาย BCG” กับ “ความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์” และปรับบทบาทของหน่วยงานท้องถิ่นให้มีบทบาทเชิงรุกในการบริหารจัดการทุนทางธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงในฐานะพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นแหล่งผลิต แหล่งเรียนรู้ และแหล่งสร้างงาน ชัยภูมิจะไม่เพียงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศเท่านั้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองสีเขียวในภาคอีสาน ที่สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง . . 2.แนวทางการทำให้จังหวัดชัยภูมิมีศักยภาพในการเป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ชัยภูมิมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเมืองเศรษฐกิจสีเขียว ก็คือ ความหลากหลายของระบบนิเวศและพื้นที่อนุรักษ์ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัด โดยเฉพาะในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งชัยภูมินับได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีอุทยานแห่งชาติมากที่สุดในภาคอีสาน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณค่าทางระบบนิเวศ โดยพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้มีเพียงบทบาทเชิงอนุรักษ์ แต่ยังสามารถยกระดับให้เป็นฐานของเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของชัยภูมิ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่นักท่องเที่ยวจะได้ชม “ทุ่งดอกกระเจียว” ซึ่งบานสะพรั่งทั่วลานหินงาม สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนในพื้นที่รอบอุทยานอย่างต่อเนื่อง ป่าหินงามยังเป็นจุดที่ผสานความงดงามของภูมิทัศน์กับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น การเดินป่า การชมผาหำหด และการเรียนรู้ระบบนิเวศของป่าเบญจพรรณ ขณะที่ อุทยานแห่งชาติไทรทอง โดดเด่นด้วย

ชัยภูมิ เมืองแห่งภูมิประเทศธรรมชาติ🌱 🌳แดนอุทยาน และโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวของอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

มัดรวมให้อ่าน 25 เรื่องน่าฮู้ “กัมพูชา” จากบทความ และ Infographic จาก ISAN Insight

มัดรวมให้อ่าน 25 เรื่องน่าฮู้ “กัมพูชา” จากบทความ และ Infographic จาก ISAN Insight . 1⃣พามาย้อนเบิ่ง เหตุการข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนไทย – กัมพูชา เป็นมาจังได๋ https://www.facebook.com/photo/?fbid=876793844623243&set=a.648085124160784   2⃣สมรภูมิเดือด! เขตแดนทับซ้อน เปิดตำนาน “ช่องบก” หรือ สามเหลี่ยมมรกต จุดชนวนไทย-กัมพูชา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=997128919256401&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   3⃣ส่องซอด🧐ไฟใต้เถ้าแห่งพรมแดน กรณีปะทะไทย–กัมพูชา “ช่องบก” พาย้อนรอยร้าวประวัติศาสตร์ข้อพิพาทชายแดน https://www.facebook.com/photo/?fbid=997868795849080&set=pb.100068779069701.-2207520000   4⃣‘สามเหลี่ยมมรกต อุบลราชธานี’ ชายแดนสามเส้า ไทย – ลาว – กัมพูชา กับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่บรรลุผล https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1001537368815556&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   5⃣พื้นที่ 4 จุดเดือด กลุ่ม ปราสาท ชายแดนไทย-กัมพูชา https://www.facebook.com/photo/?fbid=1002855708683722&set=pb.100068779069701.-2207520000   6⃣พามาเบิ่ง🧐การค้าชายแดนไทย – กัมพูชาเสี่ยงชะลอตัว หากต้องปิดด่านระยะยาว https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1006653441637282&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   7⃣🇰🇭Cambodia อาจเป็น (S)cambodia เมื่ออุตสาหกรรม Scam มีรายได้กว่า 40% ของ GDP กัมพูชา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1008027091499917&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   8⃣”ทัพไทย” เบอร์ 14 โลก🏆 พาส่องเบิ่ง “กองกำลังรบ” เพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขง และบทบาทสำคัญของกองกำลังสุรนารี🪖🎖️ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1011724614463498&set=pb.100068779069701.-2207520000   9⃣พามาเบิ่ง🧐กัมพูชากับความมั่นคงด้านพลังงาน “เส้นบางๆ ของการพึ่งพา”🇰🇭 https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1013995680903058&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   🔟พาเจาะลึกเบิ่ง “ปราสาทตาเมือนธม” 1 ใน 4 ปราสาทที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ในถิ่นไทย https://www.facebook.com/photo/?fbid=1029069072729052&set=pb.100068779069701.-2207520000   1⃣1⃣พามาเบิ่ง ไทยต้องแบก “ค่ารักษาต่างด้าว” กว่า 2.3 พันล้าน ภาระนี้ ชายแดนไทย-กัมพูชา อ่วมหนัก 277 ล้าน https://www.facebook.com/photo/?fbid=1031831969119429&set=pb.100068779069701.-2207520000   1⃣2⃣จับตา ‘ชายแดนเดือด’ ไทย-กัมพูชา พาเปิดเบิ่ง “กองกำลังรบ” และ “ยุทโธปกรณ์”💂‍♂️🪖ใครมีอะไรในมือ… พร้อมรับสถานการณ์ล่าสุด!🎖️ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1034282618874364&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3   1⃣3⃣อาชญากรรมสงคราม🇰🇭ทำไมห้ามโจมตีโรงพยาบาลและพลเรือน? พามาฮู้จัก “อนุสัญญาเจนีวา” ที่โลกจับตา ในวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชานี้ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1034958075473485&set=pb.100068779069701.-2207520000   1⃣4⃣พาสรุป ไทม์ไลน์เหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง ไทย-กัมพูชา 24-25 ก.ค.2568 https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1037967198505906&set=pb.100068779069701.-2207520000&type=3  

มัดรวมให้อ่าน 25 เรื่องน่าฮู้ “กัมพูชา” จากบทความ และ Infographic จาก ISAN Insight อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง🧐เจ้าเวหาแห่งน่านฟ้า✈️เบอร์หนึ่งสายการบินแห่งชาติในอาเซียน

การบินไทย หนึ่งในห้าสายการบินผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายพันธมิตรการบิน Star Alliance ในปี ค.ศ. 1997 ซึ่งปัจจุบันเป็นเครือข่ายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกกว่า 25 สายการบิน เชื่อมต่อเส้นทางบินครอบคลุมกว่า 186 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน การบินไทยมีอายุราว 65 ปี อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานในฐานะสายการบินแห่งชาติที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย แม้ในปี พ.ศ. 2563 จะเกิดการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้ธุรกิจการบินทั่วโลกหยุดชะงัก หลายสายการบินต้องปลดพนักงานจำนวนมาก บางแห่งจำเป็นต้องขายเครื่องบินออกเพราะค่าบำรุงรักษาสูงจากการจอดนิ่งและขาดผู้โดยสาร การบินไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน จนต้องยื่นคำร้องฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 นับเป็นหนึ่งในธุรกิจแห่งชาติรายใหญ่ที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยในขณะนั้นยังมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้โครงสร้างผู้ถือหุ้นเดิม ได้แก่ กระทรวงการคลัง 53.16% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 46.84% หลังจากผ่านมากว่า 4 ปี นับตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ภายหลังบริษัทฯ ยื่นคำร้องขอยกเลิกเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 การกลับมาครั้งนี้เปรียบเสมือนการพิสูจน์ว่าการบินไทย แม้เผชิญวิกฤติหนักเพียงใด ก็สามารถฟันฝ่าและก้าวข้ามได้ แม้ต้องใช้เวลายาวนานในการฟื้นตัว นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการและอดีตประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการสำคัญตามแผนฟื้นฟูจนบรรลุผลในหลายด้าน อาทิ การปรับโครงสร้างและขนาดองค์กรให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มความคล่องตัว การขยายเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมภูมิภาคต่าง ๆ การปรับปรุงฝูงบินและห้องโดยสาร การพัฒนาระบบดิจิทัล และยกระดับมาตรฐานการให้บริการในทุกจุด ทั้งนี้เพื่อยกระดับการบินไทยสู่การเป็นสายการบินชั้นนำในภูมิภาค โดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั้งในด้านการสร้างรายได้ การควบคุมต้นทุน และการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและการแข่งขันได้รวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น” การกลับมาครั้งนี้ของการบินไทย แตกต่างจากอดีตที่เคยเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นมากกว่า 50% ปัจจุบัน แม้กระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยจำนวน 11 พันล้านหุ้น แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 38.9% ขณะที่ผู้ถือหุ้นรองลงมาคือกลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ การที่การบินไทยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ นักลงทุน หลังจากหุ้นการบินไทย (THAI) ถูกระงับการซื้อขายยาวนานตั้งแต่เริ่มกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ก็ได้กลับมาเปิดซื้อขายอีกครั้งในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ราคาเปิด 10.50 บาทต่อหุ้น และปรับขึ้นจนราคาปิด ณ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 อยู่ที่ 17.80 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้การบินไทยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ราว 5 แสนล้านบาท ติดอันดับหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศ การกลับมาของการบินไทยในสถานะที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ เปรียบเสมือนการปลดพันธนาการจาก พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ซึ่งเดิมทำให้การดำเนินการต่างๆ เต็มไปด้วยความล่าช้า เงื่อนไขทางกฎหมาย

พามาเบิ่ง🧐เจ้าเวหาแห่งน่านฟ้า✈️เบอร์หนึ่งสายการบินแห่งชาติในอาเซียน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top