ISAN Insight

10 อันดับบริษัทจำกัดมหาชนในอีสาน ผ่านมาหลายปีอันดับเปลี่ยนไปแค่ไหน

หากมองเพียงรายชื่อ 10 อันดับบริษัทมหาชนในภาคอีสาน หลายคนอาจเห็นเป็นเพียงการจัดอันดับตามรายได้ แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลังตลอด 8 ปี จะพบว่ารายชื่อนี้กำลังสะท้อน โครงสร้างเศรษฐกิจของภาคอีสาน ได้อย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ธุรกิจที่สามารถเติบโตข้ามวัฏจักรเศรษฐกิจ และธุรกิจที่มีรายได้ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา อันดับ 1 ไม่เคยเปลี่ยนมือเลย โดยบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ยังคงครองตำแหน่งบริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดของภาคอีสานต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ดูโฮมครองอันดับ 2 ติดต่อกันถึง 6 ปี ก่อนจะถูก NER แซงขึ้นมา เนื่องจากดูโฮมได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดและย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ไปยังปทุมธานีแทน ภาพรวมนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ยังคงเป็นธุรกิจที่มีฐานรายได้ขนาดใหญ่มากของภาคอีสาน แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญทั้งวิกฤตโควิด-19 ภาวะเงินเฟ้อ หรือดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ธุรกิจประเภทนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงการสร้างบ้านใหม่เท่านั้น ยังมีรายได้จากการซ่อมแซม ต่อเติม และการขยายสาขาไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้รายได้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกหรือราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ หากแบ่งบริษัทตามประเภทธุรกิจ จะพบว่า ธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรและผลผลิตทางการเกษตรของภาคอีสาน มีสัดส่วนสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น NER ผู้ผลิตยางพารา, UBE ผู้ผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง, PQS ผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลัง, น้ำตาลบุรีรัมย์ รวมถึงเจ้าสัวฟู้ดส์ ซึ่งล้วนต่อยอดจากวัตถุดิบทางการเกษตรในภูมิภาคทั้งสิ้น สิ่งนี้สะท้อนว่า แม้ภาคอีสานจะถูกมองว่าเป็นภูมิภาคเกษตรกรรม แต่บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากไม่ได้สร้างรายได้จากการขายผลผลิตดิบ หากเป็นการนำผลผลิตทางการเกษตรเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของเศรษฐกิจไทยที่พยายามผลักดันภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่มี อันดับเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เนื่องจากรายได้ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นราคายางพารา ราคาน้ำตาล ราคามันสำปะหลัง หรือความต้องการเอทานอลในแต่ละปี เมื่อราคาสินค้าเกษตรอยู่ในช่วงขาขึ้น บริษัทเหล่านี้สามารถขยับอันดับได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อราคาปรับตัวลดลง รายได้ก็มีโอกาสชะลอตัวทันที ต่างจากธุรกิจค้าปลีกที่มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ในอีกมุมหนึ่งจะเห็นว่า บริษัทด้านอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อภาคยานยนต์อย่าง PCS Machine Group Holding สามารถรักษาตำแหน่งอยู่ใน Top 5 ได้แทบทุกปี แม้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยจะเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นและกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า สิ่งนี้สะท้อนว่าบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมระดับโลก หากสามารถรักษาฐานลูกค้าและยกระดับการผลิตได้ ก็ยังคงสร้างรายได้ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง อีกธุรกิจที่น่าสนใจคือ โรงพยาบาลเอกชน โดยทั้งโรงพยาบาลราชพฤกษ์ วัฒนาการแพทย์ และล่าสุดโรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล ต่างทยอยปรากฏอยู่ในอันดับ Top 10 หลายปีติดต่อกัน การที่ธุรกิจโรงพยาบาลเริ่มมีบทบาทมากขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการที่จังหวัดศูนย์กลางของภาคอีสาน เช่น ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี กำลังกลายเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทำให้ธุรกิจบริการสุขภาพมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง ต่างจากในอดีตที่รายชื่อบริษัทขนาดใหญ่ของภาคอีสานแทบทั้งหมดอยู่ในภาคการผลิตและเกษตรกรรม   นี่คือเหตุผลที่แม้เศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่รายชื่อบริษัทชั้นนำของภาคอีสานกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ต่างสร้างความได้เปรียบจากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงของภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายค้าปลีกที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ความเชี่ยวชาญในการแปรรูปสินค้าเกษตร หรือการเป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเห็นในช่วง 2-3 ปีหลัง ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขึ้นมาของผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลัง การเติบโตของธุรกิจอาหาร การขยายตัวของโรงพยาบาลเอกชน และการมีบริษัทด้านสุขภาพเข้ามาติดอันดับมากขึ้น […]

10 อันดับบริษัทจำกัดมหาชนในอีสาน ผ่านมาหลายปีอันดับเปลี่ยนไปแค่ไหน อ่านเพิ่มเติม »

เป็ดกว่า 7.2 ล้านตัว กระจายอยู่ที่ไหนบ้างในอีสาน

รู้ไหมว่า… อีสานมีเกษตรกรเลี้ยงเป็ดมากที่สุดในประเทศ แต่กลับมีจำนวนเป็ดน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค? ฟังดูอาจขัดแย้งกัน เพราะเมื่อพูดถึงภาคอีสาน หลายคนมักนึกถึงพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ แต่ความจริงแล้ว การเลี้ยงเป็ดของอีสานมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ปัจจุบันประเทศไทยมีเป็ดกว่า 31.7 ล้านตัว โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเป็ดอยู่ 7,181,268 ตัว คิดเป็นสัดส่วน 22.61% จากทั้งประเทศ  5 จังหวัดที่มีจำนวนเป็ดมากที่สุดในภาคอีสาน ได้แก่ อันดับ 1 นครราชสีมา จำนวน 1,186,190 ตัว อันดับ 2 ชัยภูมิ จำนวน 620,098 ตัว อันดับ 3 ขอนแก่น จำนวน 614,701 ตัว อันดับ 4 ร้อยเอ็ด จำนวน 596,319 ตัว อันดับ 5 สุรินทร์ จำนวน 488,360 ตัว แม้จะมีเป็ดเพียงราว 1 ใน 5 ของประเทศ แต่อีสานกลับมี เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดมากถึง 217,816 ราย หรือคิดเป็น 58.67% ของเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดทั่วประเทศ แล้วทำไมเกษตรกรเยอะ แต่จำนวนเป็ดไม่มากตาม? คำตอบคือ เกษตรกรส่วนใหญ่ในอีสานเป็นเกษตรกรรายย่อยและเป็นการเลี้ยงในระดับครัวเรือน เพื่อสร้างเสริมรายได้หรือบริโภคภายในครอบครัวเป็นหลัก ทำให้พบผู้เลี้ยงกระจายตัวอยู่ทั่วไป แต่จะเลี้ยงเป็ดจำนวนไม่มากนัก ต่างจากบางภูมิภาคที่มีฟาร์มเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ซึ่งเลี้ยงเป็ดจำนวนมากในพื้นที่เดียว แต่เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด จะพบว่าจังหวัดทางตอนล่างของภาคอีสานที่มีพื้นที่เชื่อมต่อกับภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น และมหาสารคาม มีจำนวนเป็ดเฉลี่ยต่อเกษตรกรสูงกว่าจังหวัดอื่นในภาคอีสาน ซึ่งสอดคล้องกับการมีฟาร์มเป็ดเชิงพาณิชย์ที่ขึ้นทะเบียนอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่เหล่านี้มีลักษณะการเลี้ยงที่แตกต่างจากอีสานตอนบน โดยเริ่มเปลี่ยนจากการเลี้ยงเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตในเชิงธุรกิจมากขึ้น  ท้ายที่สุด ถึงแม้อีสานจะไม่ได้เป็นภูมิภาคที่มีเป็ดมากที่สุดของประเทศ ทว่ายังเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจำนวนมากยังคงพึ่งพา “การเลี้ยงเป็ด” เพื่อหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สะท้อนบทบาทสำคัญของเกษตรกรรายย่อยที่ยังคงขับเคลื่อนภาคเกษตรของภูมิภาคอยู่จนถึงปัจจุบัน ที่มา บริษัท รักบ้านเกิด ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมปศุสัตว์, 2568

เป็ดกว่า 7.2 ล้านตัว กระจายอยู่ที่ไหนบ้างในอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

ถึงแม้จะมีแร่โพแทซมากกว่าถึง 4 เท่า แต่ทำไม? อีสานถึงทำเหมืองเหมือนแคนนาดาไม่ได้

อีสานและแคนนาดา เจอขุมทรัพย์โพแทชเหมือนกัน แต่ “ผลลัพธ์” กลับต่างกัน เกือบ 1 ใน 3 ของแร่โพแทซที่คนในโลกใช้ทำปุ๋ย มาจากรัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดาเพียงที่เดียว โดยในอดีตแผ่นดินผืนนี้มีเพียงแต่ทุ่งข้าวสาลีสุดลูกหูลูกตา ไม่มีใครเคยรู้เลยว่าใต้ดินซ่อนอะไรเอาไว้ และแทบไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า อีสานบ้านเรา ก็เคยเจอขุมทรัพย์แบบเดียวกันนี้มาแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 53 ปีก่อน แต่ทำไมวันนี้ ซัสแคตเชวันกลายเป็นเจ้าตลาดโพแทชของโลก ส่งออกไปเลี้ยงเกษตรกรทั่วทุกทวีป ในขณะที่อีสานของเรา ยังไม่เคยขุดแร่ชนิดนี้ขึ้นมาขายได้เต็มรูปแบบแม้แต่ตันเดียว จุดเริ่มต้นของแคนาดา: ซัสแคตเชวัน ปี 1943 นักสำรวจน้ำมันในรัฐซัสแคตเชวัน ขุดเจาะลงไปเพื่อหาบ่อน้ำมันแถบเมือง Radville แต่กลับไปเจอชั้นแร่โพแทสเซียมหนาเตอะซ่อนอยู่ใต้ดินแทน ซัสแคตเชวันมีแร่สำรองมากกว่า 1 แสนล้านตัน นับเป็นแหล่งโพแทชที่ใหญ่ที่สุดในโลกในตอนนั้น แต่ช่วงแรกก็ไม่ได้ราบรื่นเลย หลายบริษัทที่พยายามขุดเหมืองในทศวรรษ 1950 เจอปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนต้องแก้ปัญหาด้วยเทคนิคแช่แข็งชั้นหินใต้ดิน กว่าการผลิตจะเริ่มต่อเนื่องมั่นคงจริงจังก็ปี 1962 หรือ 19 ปีหลังการค้นพบ จุดเริ่มต้นของอีสาน: อุดรธานี 30 ปีให้หลัง เรื่องคล้ายกันก็เกิดขึ้นที่อีสานบ้านเรา ปี 2516 กรมทรัพยากรธรณีขุดเจาะสำรวจหาน้ำบาดาลในจังหวัดอุดรธานี แต่กลับไปเจอชั้นเกลือปริมาณมหาศาลกระจายตัวอยู่ทั่วที่ราบสูงโคราชแทน อีสานมีแร่โพแทชกระจายอยู่ถึง 42 แหล่ง ใน 10 จังหวัด รวมปริมาณกว่า 4 แสนล้านตันมากกว่าที่ซัสแคตเชวันเจอเสียอีก และนับเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย และอาจใหญ่ที่สุดในโลกด้วยซ้า โดยแร่ที่พบมีทั้งชนิดคาร์นัลไลต์ และซิลไวต์ ซึ่งซิลไวต์นั้นมีเกรดคุณภาพสูงจนติดอันดับแร่โพแทชที่ดีที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เคยมีการประเมินมูลค่าแร่ในดินของอีสานไว้สูงถึง 3.8 พันล้านล้านบาท (อ้างอิงราคาปี 2560)  พูดง่าย ๆ คือ ทั้งสองที่ต่างค้นพบขุมทรัพย์ชนิดเดียวกัน โดยไม่มีใครตั้งใจไปหามันเลยแม้แต่น้อย และอีสานเองก็ไม่ได้เจอน้อยกว่าแคนาดาเลย ในแง่ปริมาณอาจจะเจอเยอะกว่าด้วยซ้ำ ผลลัพธ์ปัจจุบัน: สองเส้นทางที่ต่างกันสุดขั้ว  ฝั่งซัสแคตเชวัน ภายในปี 1970 มีถึง 12 บริษัท เปิดเหมืองแล้ว 10 แห่งทั่วรัฐ โดยในปีปี 1975 รัฐบาลซัสแคตเชวันตัดสินใจตั้งบริษัท Potash Corporation of Saskatchewan ขึ้น เพื่อให้รัฐมีสัดส่วนการเป็นเจ้าของและควบคุมทรัพยากรของตัวเอง ซึ่งห่างจากตอนที่นอร์เวย์ตั้ง Statoil เพื่อทำเรื่องเดียวกันกับน้ำมันเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ในวันนี้ ซัสแคตเชวันคือผู้ผลิตโพแทชรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองส่วนแบ่งราว 30% ของทั้งโลก แค่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตหลักอย่าง Nutrien และ Mosaic ขายแร่โพแทชจากซัสแคตเชวันไปแล้วกว่า 57,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจ่ายค่าภาคหลวงกับภาษีให้รัฐไปแล้วกว่า 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่ช่วยพยุงทั้งภาคเกษตรและงบประมาณของรัฐมาต่อเนื่องหลายสิบปี ฝั่งอีสาน  ปี 2527 มีการเซ็นสัญญาให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โพแทชที่อุดรธานีเป็นครั้งแรก

ถึงแม้จะมีแร่โพแทซมากกว่าถึง 4 เท่า แต่ทำไม? อีสานถึงทำเหมืองเหมือนแคนนาดาไม่ได้ อ่านเพิ่มเติม »

ถอดรหัสเม็ดเงินและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของฮับการบินนานาชาติแห่งอีสาน “อุดรธานี”

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์ยกระดับท่าอากาศยานภูมิภาค โดยมีเป้าหมายผลักดัน ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี (UTH) ขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” หรือ Aviation Hub แห่งอีสาน โดยจับมือกับสายการบิน Thai VietJet Air และ EZY Airlines ในการเพิ่มความถี่เที่ยวบินทั้งในและเส้นทางบินตรงต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งกลายเป็ฯแรงส่งหลักให้ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีกลายเป็น “ประตูสู่ MICE City อีสานตอนบน”  โดยบทความนี้จะวิเคราะห์ว่า เมื่อทุกชิ้นส่วนประกอบกันเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมีมูลค่าเท่าใด และจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทั้งในระดับภาคอีสานและระดับจังหวัดอุดรธานี ฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าที่คิด อุดรธานีมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าที่คิด โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ปี 2567 อยู่ที่ 132,615 ล้านบาท พึ่งพาภาคบริการถึงราว 61% และมีภาคการค้าที่เป็นภาคย่อยที่ใหญ่ที่สุดในภาคบริการ โดยที่สนามบินมีผู้โดยสารกว่า 1.76 ล้านคน สูงสุดในอีสานและอันดับ 2 ของประเทศ แต่อาคารผู้โดยสารรองรับได้เพียง 1,200 คน/ชั่วโมงซึ่งถือว่าค่อนข้างจำกัด  ด้านท่องเที่ยวมีผู้เยี่ยมเยือนถึง 4.9 ล้านคน ทำรายได้จากต่างชาติสูงสุดในภาคกว่า 3,605 ล้านบาท โดยมีนักช้อปชาวลาวหนุน ที่เดินทางจากนครหลวงเวียงจันทน์ ผ่านด่านหนองคาย เข้ามาจับจ่ายและใช้บริการในเมืองอุดร อีกทั้งอุดรธานีเป็น 1 ใน 10 เมือง MICE ของประเทศไทย (ลำดับที่ 8) และสามารถสร้างรายได้ในปี 2566 กว่า 616 ล้านบาท โครงการยกระดับอุดรธานี แผนผลักดันอุดรเป็นฮับนานาชาติมีโครงการทั้งหมด 3 โครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมเป็นแรงส่งให้อุดรธานีเหมาะสมกับการเป็น ฮับการบินนานาชาติแห่งอีสาน โครงสร้างพื้นฐานสนามบิน: กรมท่าอากาศยานมีแผนสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ปรับปรุงอาคาร 1 และ 2 พร้อมศูนย์ขนส่งผู้โดยสาร อาคารจอดรถ และทางเดินเชื่อมภายใน คาดแล้วเสร็จปี 2571 ซึ่งจะ เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3.456 ล้านคน เป็น 7.2 ล้านคนต่อปี หรือมากกว่าเท่าตัว เครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศ: การเปิดบินตรงสู่เวียดนาม ไต้หวัน มาเลเซีย และญี่ปุ่น จะเปลี่ยนโครงสร้างนักท่องเที่ยวจากที่พึ่งพา สปป.ลาว เป็นหลัก ไปสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและพำนักนานขึ้น อีเวนต์ระดับโลก: งานมหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี 2569 (International Horticultural Expo 2026) จัด 1 พ.ย. 2569 – 14 มี.ค. 2570 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงาน

ถอดรหัสเม็ดเงินและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของฮับการบินนานาชาติแห่งอีสาน “อุดรธานี” อ่านเพิ่มเติม »

เกินครึ่งในอีสานเข้าสู่สังคมสูงวัย ยังคงใช้แรงทำเงินด้วยภาระที่มี

สังคมสูงวัยในภาคอีสานกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างรายได้และความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุในภาคนี้กลับอยู่ในจุดที่เปราะบางกว่าภาคอื่นของประเทศ เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุในปี 2567 พบว่าผู้สูงอายุภาคอีสาน 39.1% ระบุว่าบุตรเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภาคของประเทศ ตามมาด้วยรายได้จากการทำงานเอง 34.7% เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 16.2% และรายได้จากแหล่งอื่น 10.0% สัดส่วนที่ผู้สูงอายุอีสานพึ่งพิงบุตรในระดับสูงเช่นนี้สะท้อนค่านิยมของครอบครัวอีสานที่ลูกหลานยังคงดูแลพ่อแม่อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งลูกที่ย้ายออกไปทำงานในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็ยังส่งเงินกลับมาเกื้อหนุนพ่อแม่ในสัดส่วนที่มากกว่าบุตรที่อยู่อาศัยร่วมบ้านด้วยซ้ำ บริบทดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะคนวัยทำงานจำนวนมากในอีสานย้ายออกไปหารายได้นอกพื้นที่ ทำให้เงินที่ส่งกลับมากลายเป็นเสาหลักทางการเงินของผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่ ร่วมกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่รัฐจัดสรรให้ และเมื่อมองในภาพรวมแล้วจะพบว่าผู้สูงอายุภาคอีสานราว 90% มีรายได้จากแหล่งที่ไม่ใช่รายได้แบบ Passive Income ที่ตนเองสร้างขึ้น เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าเช่า หรือผลตอบแทนจากการลงทุน แต่พึ่งพิงเงินจากบุตร การทำงาน หรือเบี้ยยังชีพเป็นหลัก ฐานะทางการเงินของผู้สูงอายุอีสานจึงผันแปรไปตามสภาพเศรษฐกิจของบุตรหลานและนโยบายรัฐมากกว่าทรัพย์สินของตนเอง ปัญหาที่ตามมาคือเงินที่บุตรหลานส่งมาเลี้ยงดูพ่อแม่อาจไม่เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้สูงอายุอีสานจำนวนมากไม่มีเงินออมสะสมไว้ใช้ในวัยชรา ข้อมูลการออมของผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุอีสาน 39.0% ไม่มีเงินออมเลย และอีก 42.1% มีเงินออมต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บในมูลค่าที่น้อยเกินกว่าจะใช้ได้ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ มีเพียง 18.8% เท่านั้นที่มีเงินออมตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป เพราะเงินออมไม่เพียงพอ ผู้สูงอายุอีสานจำนวนมากจึงยังต้องทำงานหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองควบคู่ไปกับการรับเงินจากบุตรหลานและเบี้ยยังชีพ ข้อมูลการทำงานของผู้สูงอายุจำแนกตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ชี้ว่าผู้สูงอายุอีสานที่ทำงานกว่า 80.6% อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าทุกภาคของประเทศมาก ขณะที่ภาคกลางและภาคเหนือมีผู้สูงอายุทำงานในภาคเกษตรกรรมเท่ากันที่ 66.0% ขณะที่ภาคใต้อยู่ที่ 39.6% และกรุงเทพมหานครมีเพียง 0.6% เท่านั้น ในทางตรงข้าม ผู้สูงอายุอีสานทำงานในภาคการค้าและบริการเพียง 16.4% ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภาคกลาง 25.9% ภาคเหนือ 8.8% ภาคใต้ 49.9% และกรุงเทพมหานครที่สูงถึง 86.8% ส่วนภาคการผลิตก็มีผู้สูงอายุอีสานทำงานอยู่น้อยที่สุดเช่นกันที่ 3.0% โครงสร้างการทำงานที่กระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรมเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้สูงอายุอีสาน เพราะภาคเกษตรกรรมเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ให้รายได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภาคอื่น โดยผู้สูงอายุที่ทำงานในภาคเกษตรกรรมของอีสานมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 7,080 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ของผู้สูงอายุทำงานทั้งประเทศที่อยู่ที่ 7,156 บาทต่อเดือน เมื่อรายได้จากการทำงานอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ ผู้สูงอายุอีสานจึงยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากบุตรหลานควบคู่กันไปดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น เมื่อตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้สูงอายุอีสานจึงยังคงทำงานต่อไปแม้จะอยู่ในวัยที่ควรพักผ่อน คำตอบแบ่งออกเป็นสองสาเหตุหลักตามข้อมูล สาเหตุแรกคือผู้สูงอายุอีสาน 51.9% ยังคงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและยังมีแรงทำงานอยู่ จึงเลือกทำงานต่อเพื่อให้มีเงินเลี้ยงชีพไปเรื่อยๆ ส่วนสาเหตุที่สองคือผู้สูงอายุอีสาน 41.4% จำเป็นต้องทำงานเพราะมีภาระต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือตนเอง หรือยังมีหนี้สินที่ต้องชำระอยู่ แม้จะผ่านวัยเกษียณมาแล้วก็ตาม ที่เหลืออีก 6.6% ทำงานด้วยเหตุผลอื่น จากจำนวนผู้สูงอายุอีสานที่ทำงานทั้งหมด 1,404,969 คน ในด้านของภาระหนี้สิน ภาคอีสานมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ยังมีหนี้สินอยู่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นทั้งหมด คิดเป็น 58.50% ของผู้สูงอายุในภาค ขณะที่มีผู้สูงอายุที่ไม่มีหนี้สินอยู่ 41.50% เมื่อแยกเป็นรายจังหวัดพบว่าจังหวัดบุรีรัมย์มีสัดส่วนผู้สูงอายุมีหนี้สินสูงที่สุดถึง 69.6% ตามมาด้วยมหาสารคาม 66.7% และ หนองบัวลำภู 66.1% ภาระหนี้สินที่กระจายตัวอยู่ในระดับสูงเช่นนี้มีปัจจัยมาจากรายได้ภาคเกษตรที่ไม่แน่นอนในแต่ละฤดูกาล ประกอบกับข้อจำกัดด้านโอกาสทางเศรษฐกิจของพื้นที่ เมื่อรายได้จากการทำงานในวัยเกษียณยังอยู่ในระดับต่ำตามที่กล่าวไปแล้ว หนี้สินที่มีอยู่เดิมจึงยังคงค้างอยู่และกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องทำงานต่อไป การเข้าสู่สังคมสูงวัยของอีสานจึงอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้สินให้รุนแรงขึ้นไปอีก เพราะภาระดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุตกอยู่กับคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับหนี้สินของตนเองไปพร้อมกัน ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณของคนรุ่นถัดไป และก่อให้เกิดวงจรปัญหาทางการเงินที่ส่งต่อจากคนสูงวัยรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นถัดไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาเรียงต่อกันจะเห็นภาพความเชื่อมโยงที่ชัดเจนของสังคมสูงวัยอีสาน เริ่มจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพิงภาคเกษตรกรรมเป็นหลักทำให้รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ รายได้ที่ต่ำนำไปสู่การออมเงินที่ไม่เพียงพอ เมื่อเงินออมไม่พอใช้ในวัยชรา

เกินครึ่งในอีสานเข้าสู่สังคมสูงวัย ยังคงใช้แรงทำเงินด้วยภาระที่มี อ่านเพิ่มเติม »

“แรงงานนอกระบบ” ล้นอีสาน ผลเสียของเศรษฐกิจที่แรงงานไม่ได้เลือกเอง

แรงงานในภาคอีสาน 3 ใน 4 เป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีหลักประกัน แรงงานนอกระบบ คือ ผู้ที่ทำงานแบบไม่มีนายจ้างหรือสัญญาจ้าง และไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายแรงงาน แรงงานเหล่านี้จำเป็นต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมและมีสภาพการทํางานที่ไม่ได้มาตรฐาน และถ้าถามว่าภาคไหนของไทยมีคนกลุ่มนี้เยอะที่สุด คำตอบคือ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” อีสานเรานี่เองครับ ปัญหารากลึกที่ฝั่งตัวมายาวนาน จากการสำรวจแรงงานนอกระบบของสำนักงานสถิติแห่งชาติตั้งแต่ปี 2548 ภาคอีสานคือภาคที่มีแรงงานนอกระบบมากที่สุดตลอดมา โดยในปี 2568 ภาคอีสานมีแรงงานนอกระบบอยู่ 7.3 ล้านคน ทิ้งห่างอันดับสองอย่างภาคกลางที่มีอยู่ 4.5 ล้านคน เทียบจำนวนแรงงานนอกระบบรายภาค ภาคอีสาน 7.3 ล้านคน ภาคกลาง 4.5 ล้านคน ภาคเหนือ 4.2 ล้านคน ภาคใต้ 2.7 ล้านคน กทม. 1.4 ล้านคน เทียบสัดส่วนแรงงานนอกระบบรายภาค ภาคอีสาน 75.7% ภาคเหนือ 68.2% ภาคใต้ 52.0% ภาคกลาง 35.3% กทม. 24.7% ไม่ใช่แค่สัดส่วนที่สูงสุด แต่ จำนวนคนก็มากสุดด้วย — ปี 2566 อีสานมีแรงงานนอกระบบราว 7.4 ล้านคน มากที่สุดในบรรดาทุกภาค กล่าวสั้นๆคือ หากเราเดินผ่านคนอีสานที่มีงานทำ 10 คน มีราว 7–8 คนที่ทำงานโดย “ไม่มีตาข่ายรองรับ” หากวันหนึ่งเจ็บป่วย ตกงาน หรือแก่ตัวลง ผลเสียต่อเศรษฐกิจจากแรงงานนอกระบบ แม้ว่าแรงงานนอกระบบจะสามารถพบได้ทั่วไปในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่ผลเสียของแรงงานนอกระบบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจทั้งระดับภูมิภาคและประเทศนั้น เป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจในด้านต่างๆ รายได้ต่ำและไม่แน่นอน เลยออมไม่ได้: งานวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ชี้ว่าแรงงานนอกระบบมักได้ค่าแรงเป็นรายวัน/รายชั่วโมง ไม่มีสัญญาแน่นอน รายได้จึงต่ำและผันผวน ทำให้ “เงินออมไม่พอ” และเปราะบางมาก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจต่างๆ แรงงานกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกทำให้ออกจากงาน เนื่องจากไม่มีกฏหมายแรงงานคุ้มครองทำให้ “เงินออมไม่พอ” และเปราะบางมาก โดยเฉพาะตอนเจอวิกฤต ติด “กับดักรายได้น้อย” ของภาค: สภาพัฒน์ระบุว่า อีสานสร้างรายได้ให้ประเทศราว 10.1% ของ GDP แต่เพราะคนเยอะ รายได้ต่อหัวจึงเกือบต่ำสุด (ปี 2567) คนอีสานมีรายได้เฉลี่ยราว 104,122 บาท/คน/ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ราว 266,103 บาท/คน/ปี เศรษฐกิจที่พึ่งแรงงานนอกระบบรายได้น้อยจำนวนมาก จึงเติบโตยาก เปราะบาง และเลื่อนฐานะทางสังคมได้ยาก กองทุนสวัสดิการบางลงและการสัมฤทธิผลของนโยบายภาครัฐที่ไม่เต็มที่: เมื่อคนส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ เงินที่ควรหมุนเข้าระบบภาษีและกองทุนประกันสังคมก็น้อยลง อีกทั้งแรงงานนอกระบบนั้นไม่สามารถรับผลของนโยบายหรือมาตรการณ์ภาครัฐได้อย่างเต็มที่ จากนโยบายหรือมาตรการณ์ของรัฐที่คาดเคลื่อน เพราะขาดแคลนข้อมูลหรือเนื้อหาสำคัญของแรงงานทั้งหมดของประเทศ แล้วทำไมคนอีสานส่วนใหญ่ “ยังเลือก” อยู่นอกระบบ? คำถามคือ เขาเลือกเองหรือสภาพแวดล้อมบีบให้เลือก?

“แรงงานนอกระบบ” ล้นอีสาน ผลเสียของเศรษฐกิจที่แรงงานไม่ได้เลือกเอง อ่านเพิ่มเติม »

ทำธุรกิจกับเพื่อนใครว่าไม่รุ่ง 2 เพื่อนซี้รั้ว มข. ปั้นคลินิกอีสานสู่ 27 สาขาทั่วประเทศใน 5 ปี

มีคำเตือนที่ผู้คนมักได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อใครสักคนคิดจะลงทุนทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนสนิทว่า ความใกล้ชิดอาจกลายเป็นต้นตอของความขัดแย้ง เสียทั้งเงินและเสียทั้งความสัมพันธ์ไปในคราวเดียว แต่เรื่องราวของ คลาส คลินิก กลับพิสูจน์ให้เห็นตรงกันข้าม เพราะแบรนด์ความงามที่เกิดขึ้นจากมิตรภาพของสองศิษย์เก่ารั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่าง ภัทรเมธี พรหมพิทักษ์ หรือ คลัง และ วัชรีภรณ์ ไวยบุตร หรือ แบม สามารถเติบโตจากร้านขายสินค้าออนไลน์ขนาดเล็กสู่คลินิกความงามที่มีมากกว่า 27 สาขาทั่วประเทศได้ภายในเวลาเพียงห้าปี และกำลังก้าวสู่สาขาที่สามสิบในปีที่หกของการดำเนินธุรกิจ ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนในคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยคลังเรียนสาขาการตลาด ส่วนแบมเรียนสาขาการเงิน ความแตกต่างทางความถนัดของทั้งสองกลับกลายเป็นจิ๊กซอว์ที่ลงตัวเมื่อต้องมาบริหารกิจการร่วมกัน เพราะฝ่ายหนึ่งมองเห็นโอกาสในตลาดและรู้จักการสื่อสารกับลูกค้า ขณะที่อีกฝ่ายควบคุมตัวเลขและโครงสร้างต้นทุนได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นคลินิกนั้นเรียบง่ายมาก ทั้งคู่ลองทำธุรกิจออนไลน์จำหน่ายสินค้าด้านสุขภาพและความงามหลังเรียนจบ กระบวนการนั้นทำให้พวกเขาได้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด รู้ว่าคนซื้ออะไร กลัวอะไร และต้องการอะไรที่ตลาดยังไม่ได้ตอบโจทย์ ความเข้าใจตรงนั้นเองที่กลายมาเป็นรากฐานของธุรกิจคลินิกความงามที่ทั้งคู่ตัดสินใจสร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเอง สาขาแรกเปิดในย่านกังสดาลและย่านหอกาญจนาภิเษก พื้นที่ติดกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นทำเลที่คึกคักและเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวตลอดทั้งวัน ทั้งนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงคนทำงานในพื้นที่โดยรอบ แนวคิดตั้งต้นของพวกเขาชัดเจนมากคือต้องการให้ทุกคนเข้าถึงบริการเวชศาสตร์ความงามได้ในราคาที่ไม่ต้องคิดหนัก แต่ได้มาตรฐานทางการแพทย์เต็มร้อย ไม่ใช่คลินิกราคาถูกที่แลกมาด้วยการลดทอนคุณภาพ หัวใจสำคัญที่ทำให้คลาส คลินิก แตกต่างจากคู่แข่งในช่วงแรกคือการเข้าใจว่า ความกลัวของลูกค้าคือสิ่งที่ต้องถูกขจัดออกไปก่อน ในฐานะที่ตัวเองเคยเป็นผู้ใช้บริการคลินิกความงามมาก่อน ทั้งคลังและแบมรู้ดีว่าความหวาดระแวงเป็นกำแพงสูงที่สุดสำหรับคนที่อยากปรับปรุงรูปลักษณ์แต่ยังลังเลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลว่าจะโดนฉีดยาปลอม กลัวผลลัพธ์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือรู้สึกอึดอัดที่ถูกพนักงานกดดันให้ซื้อแพ็กเกจแพงๆ โดยไม่จำเป็น คลาส คลินิก จึงสร้างระบบที่ให้ลูกค้าตรวจสอบทุกอย่างด้วยตัวเองก่อนเริ่มการรักษา ตั้งแต่ดูสภาพขวดของตัวยา ตรวจเลขทะเบียนรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไปจนถึงเช็กหมายเลขลอตการผลิตกับบริษัทผู้นำเข้าโดยตรง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นแบรนด์ระดับสากลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโบท็อกซ์จากแอลเลอร์แกนของสหรัฐอเมริกา หรือแบรนด์ยอดนิยมจากเกาหลีใต้อย่างนาโบตะและฮิวเจล รวมถึงฟิลเลอร์คุณภาพสูงอย่างนิวรามิส และยังเปิดให้ลูกค้านำกล่องและขวดที่ใช้แล้วกลับบ้านได้ทันที เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ได้รับไปนั้นของแท้ทุกกรณี นโยบายที่สร้างความประทับใจไม่แพ้กันคือการปฏิเสธการขายแบบกดดัน พนักงานและทีมแพทย์ทุกคนได้รับการฝึกอบรมมาให้ประเมินปัญหาและให้คำปรึกษาตรงไปตรงมา การคำนวณค่าใช้จ่ายจะอ้างอิงจากงบประมาณที่ลูกค้ากำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่มีการยัดเยียดบริการใดแทรกเข้ามา บรรยากาศภายในสาขาถูกออกแบบในสไตล์โมเดิร์นมินิมอลที่โล่ง สะอาด ให้ความรู้สึกผ่อนคลายคล้ายร้านกาแฟมากกว่าสถานพยาบาล เพราะพวกเขาเชื่อว่าความรู้สึกสบายใจของลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาสำคัญพอๆ กับคุณภาพของการรักษา ผลที่ได้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขที่พูดแทนตัวเองได้ดี อัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำสูงถึง 70%  ซึ่งในอุตสาหกรรมคลินิกความงามที่มีคู่แข่งหนาแน่น ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก และเป็นหลักฐานที่บอกว่าลูกค้าไม่ได้แค่กลับมาเพราะราคา แต่เพราะไว้วางใจ ด้านมาตรฐานทางการแพทย์ ทีมแพทย์ของคลาส คลินิก ยึดถือปรัชญาการสร้างความงามที่เป็นธรรมชาติ โดยวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าของลูกค้าแบบรายบุคคลอย่างละเอียดก่อนออกแบบตำแหน่งการฉีดและปริมาณตัวยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรูปหน้าแต่ละคน แนวทางนี้ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาหน้าแข็งตึงที่มักเกิดจากการใช้ยาในปริมาณที่ไม่ถูกต้องหรือเทคนิคที่ขาดความชำนาญ พร้อมกันนั้น คลินิกยังมีนโยบายนัดตรวจประเมินผลการรักษาสองถึงสามสัปดาห์หลังทำหัตถการ และให้บริการแก้ไขหรือย้ำตัวยาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หากผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ เพื่อรักษาระดับมาตรฐานของทีมแพทย์ให้ทันเทรนด์สากล คลาส คลินิก ส่งแพทย์เดินทางไปเกาหลีใต้เพื่ออัปเดตเทคนิคการรักษาและศึกษากายวิภาคศาสตร์เพิ่มเติมเป็นประจำ เกาหลีใต้ถือเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมเวชศาสตร์ความงามระดับโลก และการลงทุนในการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องทำให้แพทย์ของคลินิกสามารถรับมือกับเคสที่มีความซับซ้อนและปรับแต่งเทคนิคให้เข้ากับโครงสร้างใบหน้าของคนไทยได้อย่างแม่นยำ บริการของคลาส คลินิก ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ แต่ยังมีเทคโนโลยีหลากหลายที่รองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงวัย เทคโนโลยียกกระชับด้วยเครื่อง Ultramax HIFU ยกกระชับหน้าเรียวแบบไม่ต้องผ่าตัด โปรแกรม Rejuran skin ทรีทเม้นท์กู้ผิวฉ่ำ รูขุมขนกระชับ การเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่ 27 สาขาใน 5 ปีนั้นเกิดขึ้นได้เพราะระบบบริหารที่วางมาอย่างรอบคอบ ผู้บริหารทั้งสองยึดหลักการทำงาน 4 ข้อหลักคือ ความรวดเร็วในการตอบสนองลูกค้า การให้ความปลอดภัยเป็นเป้าหมายสูงสุด ความยืดหยุ่นในการปรับตัว และการสื่อสารกับทีมงานอย่างสม่ำเสมอ หลักการเหล่านี้ช่วยให้พนักงานกว่าห้าร้อยชีวิตทั่วประเทศสามารถยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกันได้โดยไม่ขาดเอกภาพ เครือข่ายสาขาของคลาส คลินิก ขยายครอบคลุมทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคเหนือ 

ทำธุรกิจกับเพื่อนใครว่าไม่รุ่ง 2 เพื่อนซี้รั้ว มข. ปั้นคลินิกอีสานสู่ 27 สาขาทั่วประเทศใน 5 ปี อ่านเพิ่มเติม »

สรรพากรไม่ใช่คนน่ากลัว ถ้าทำทุกอย่างถูกกฎหมาย

มีคำไม่กี่คำในภาษาไทยที่สร้างความรู้สึกกังวลและหวาดระแวงได้เร็วเท่าคำว่า “ภาษี” หรือ “กรมสรรพากร” บางคนได้ยินแล้วถึงขั้นขนลุก บางคนเลือกจะไม่คิดถึงมันเลยจนกว่าจะไม่มีทางเลี่ยง และอีกหลายคนรู้สึกว่าถ้าเงียบเสียงไว้ก็อาจจะรอดตัวไปได้ ความกลัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ข่าวการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหลักล้าน กรณีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะถูกประเมินเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจนไม่มีทางชำระ หรือบทความที่วนซ้ำตามโซเชียลมีเดียว่า “ขายของออนไลน์ระวังโดนภาษี” ล้วนสร้างภาพจำว่าสรรพากรคือจอมโหดที่รอจังหวะเอาเงินเก็บทั้งชีวิตไป นอกจากความกลัวเชิงอารมณ์แล้ว ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เพิ่มความรู้สึกกดดันให้หนักขึ้น ประมวลรัษฎากรเต็มไปด้วยภาษากฎหมายที่ซับซ้อน มีเงื่อนไข ข้อยกเว้น และอัตราการหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันตามลักษณะอาชีพ คนทั่วไปจึงรู้สึกว่าการทำภาษีให้ถูกต้องเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และถ้าหากเข้าสู่ระบบอย่างเต็มตัว ก็อาจต้องนำรายได้ไปจ่ายภาษีจนหมด ไม่เหลือกำไรให้หล่อเลี้ยงธุรกิจ แต่ความเป็นจริงคือความกลัวเหล่านี้มักอยู่บนความเข้าใจผิด ระบบภาษีของไทยถูกออกแบบมาอย่างมีโครงสร้างและมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ผู้ที่ยื่นภาษีอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอแทบไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลัวอะไรเลย สรรพากรไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าเราเข้าใจกติกาและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างโปร่งใส ภาษีคืออะไร และทำไมทุกคนที่มีรายได้จึงต้องเกี่ยวข้อง ภาษีคือเงินที่รัฐจัดเก็บจากประชาชนและนิติบุคคลที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อนำไปเป็นงบประมาณในการบริหารและพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การสาธารณสุข และการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือนักลงทุน หากมีรายได้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบภาษีทั้งนั้น การมองภาษีว่าเป็น “การถูกยึดเงิน” อย่างไร้เหตุผลนั้นเป็นมุมมองที่นำไปสู่ความเครียดโดยไม่จำเป็น ในทางกลับกัน การเสียภาษีอย่างถูกต้องเปิดประตูสู่ผลประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการ การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้า และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสบายใจที่ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าจะมีจดหมายเรียกตัวจากกรมสรรพากรส่งมาถึงบ้านเมื่อใด ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ทำความเข้าใจตั้งแต่ต้น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ได้มีเพียงแค่บุคคลธรรมดาทั่วไปที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่กฎหมายยังครอบคลุมไปถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี และกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งด้วย สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ “เงินได้” ที่ต้องนำมาเสียภาษีนั้นไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดที่รับมาเป็นตัวเลข แต่ตามกฎหมายแล้ว เงินได้พึงประเมินยังรวมถึงทรัพย์สินที่อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ เงินค่าภาษีอากรที่ผู้อื่นออกแทนให้ และเครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือหากนายจ้างให้พักบ้านพักฟรี มูลค่าของที่พักนั้นถือเป็นรายได้ด้วยเช่นกัน รายได้ 8 ประเภทตามมาตรา 40 กฎหมายได้แบ่งหมวดหมู่ของเงินได้พึงประเมินออกเป็น 8 ประเภท หรือที่เรียกกันว่ามาตรา 40(1)-(8) เพื่อให้ง่ายต่อการกำหนดวิธีการหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของอาชีพ รายได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) คือเงินได้จากการจ้างแรงงาน ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง บำเหน็จบำนาญ และประโยชน์อื่นที่ได้จากนายจ้าง สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่เมื่อรวมกับรายได้ประเภทที่ 2 แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท รายได้ประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40(2) คือเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ชั่วคราว เช่น ค่านายหน้า ค่าจ้างฟรีแลนซ์ หรือการรับจ้างทำของเป็นครั้งคราว รายได้ประเภทที่ 3 ตามมาตรา 40(3) คือเงินได้จากค่าลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ หรือเงินรายปีที่ได้จากพินัยกรรมหรือคำพิพากษาของศาล สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือจะเลือกหักตามจริงก็ได้ รายได้ประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40(4) คือเงินได้จากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้หักค่าใช้จ่าย

สรรพากรไม่ใช่คนน่ากลัว ถ้าทำทุกอย่างถูกกฎหมาย อ่านเพิ่มเติม »

ถอดรหัส Tasuko พลิกโฉมมันสำปะหลังอีสาน สู่ Superfood เจาะตลาดโลก

ปฐมบท UBE Group ปฏิวัติวงการมันสำปะหลัง แบรนด์ Tasuko ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ บริษัท อุบลซันฟลาวเวอร์ จำกัด (UBS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ UBE Group จังหวัดอุบลราชธานี จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากการมองเห็น Pain Point ของมันสำปะหลัง ที่มักถูกกดราคาและแปรรูปเป็นเพียงแป้งมันหรือมันเส้นสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป ทางทีมวิจัยของบริษัทจึงได้พัฒนานวัตกรรมการผลิต “ฟลาวมันสำปะหลัง” (Cassava Flour) ซึ่งมีความแตกต่างจากแป้งมันสำปะหลัง (Tapioca Starch) ทั่วไป ตรงที่การผลิตฟลาวจะนำหัวมันมาบดทั้งหัว ทำให้ยังคงคุณค่าทางโภชนาการและไฟเบอร์ไว้ได้ และคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือปราศจากกลูเตน (Gluten-Free) โดยธรรมชาติ จึงสามารถนำไปใช้ทำเบเกอรี่ทดแทนแป้งสาลีได้ นี่คือจุดกำเนิดของการเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็น Superfood ขอบคุณภาพจาก: ThaiPUBLICA (ไทยพับลิก้า) “อุบลโมเดล” และการสร้างห่วงโซ่คุณค่าเบื้องหลังความสำเร็จของ UBE Group ความน่าสนใจของ Tasuko ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงงาน แต่อยู่ที่แปลงปลูก บริษัทตระหนักดีว่าการจะผลิตสินค้าพรีเมียมระดับโลกได้ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่คุณภาพของดิน จึงเกิดโครงการอุบลโมเดล (Ubon Model) โดยบริษัทได้ทำ Contract Farming เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียง หันมาปลูกมันสำปะหลังแบบออร์แกนิกไม่ใช้สารเคมี กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ทำให้บริษัทได้วัตถุดิบที่สะอาดและตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่ยังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนในภาคอีสานอีกด้วย การก้าวเข้าสู่ตลาดของ UBE Group และการกำเนิดของ Tasuko ในระยะแรก บริษัทเริ่มต้นจากการทำตลาดองค์กร (B2B) โดยส่งออกฟลาวมันสำปะหลังในรูปแบบวัตถุดิบให้กับโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในต่างประเทศที่ต้องการผลิตอาหาร Gluten-Free ต่อมาเมื่อเทรนด์สุขภาพในประเทศไทยเริ่มเติบโต บริษัทจึงเปิดตัวแบรนด์ Tasuko อย่างเป็นทางการเพื่อรุกตลาดผู้บริโภค (B2C) โดยวางจำหน่ายใน Modern Trade ชั้นนำ และเพื่อลดกำแพงการใช้งานของผู้บริโภค Tasuko ได้ฉีกกรอบด้วยการทำผลิตภัณฑ์กลุ่ม “แป้งผสมสำเร็จรูป” (Premix) เช่น แป้งแพนเค้ก แป้งบราวนี่ และแป้งชุบทอด ทำให้การทำอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนไทย อาวุธลับของ Tasuko ที่ใช้เจาะตลาดต่างประเทศ การนำผลิตภัณฑ์อาหารไปวางขายในตลาดตะวันตกไม่ใช่เรื่องง่าย Tasuko สามารถเจาะตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้สำเร็จ เพราะมีอาวุธสำคัญคือ ใบรับรองมาตรฐานระดับโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกที่เข้มงวดที่สุด ทั้ง USDA Organic (สหรัฐอเมริกา) และ EU Organic (สหภาพยุโรป) นอกจากนี้ ยังสามารถเจาะตลาดเอเชียที่มีมาตรฐานสูงอย่างญี่ปุ่นด้วยการคว้าใบรับรอง JAS (Japanese Agricultural Standard) มาครองได้สำเร็จ การมีเครื่องการันตีเหล่านี้ ทำให้ Tasuko สามารถวาง Positioning ของตัวเองในตลาดโลกได้ในฐานะ “Plant-based & Gluten-Free Superfood” ไม่ใช่เพียงแค่แป้งราคาถูกจากเอเชีย โดยจากข้อมูลรายงานประจำปีปี 2568 ทาง UBE Group มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศกว่า 1

ถอดรหัส Tasuko พลิกโฉมมันสำปะหลังอีสาน สู่ Superfood เจาะตลาดโลก อ่านเพิ่มเติม »

พระอารามหลวงวรวิหารในอีสาน เส้นทางสายบุญที่ไม่ควรพลาด

พระอารามหลวง หรือที่เรียกกันติดปากว่า วัดหลวง คือศาสนสถานที่มีความสำคัญยิ่งในประเทศไทย ไม่เพียงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมาแต่โบราณ โดยนิยามแล้ว พระอารามหลวงหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้างหรือทรงบูรณปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ รวมถึงวัดที่ผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นวัดหลวง ตลอดจนวัดราษฎร์ที่มีความงดงาม ทรงคุณค่าทางศิลปกรรมหรือประวัติศาสตร์ จนได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเพื่อรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถานะดังกล่าวทำให้วัดได้รับการดูแลเป็นพิเศษและมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีและรัฐพิธีของบ้านเมือง การแบ่งลำดับชั้นพระอารามหลวง เดิมทีในสมัยโบราณยังไม่มีการจัดระบบชั้นอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2458 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบและแบ่งลำดับชั้นพระอารามหลวงออกเป็น 3 ชั้น เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและงานพระราชพิธีต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ชั้นสูงสุดคือ พระอารามหลวงชั้นเอก ซึ่งมักเป็นวัดประจำรัชกาล วัดที่มีเจดียสถานสำคัญเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ หรือเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระบรมสารีริกธาตุคู่บ้านคู่เมือง ถัดมาคือ พระอารามหลวงชั้นโท ซึ่งมักเป็นวัดที่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ทรงสร้าง หรือมีศิลปกรรมล้ำค่าเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ชาติ และชั้นสุดท้ายคือ พระอารามหลวงชั้นตรี ซึ่งพบกระจายอยู่มากที่สุดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นวัดศูนย์รวมจิตใจในระดับภูมิภาคหรือระดับจังหวัดที่ได้รับการยกฐานะขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ชุมชน นอกจากลำดับชั้น ในแต่ละชั้นยังมีระดับย่อยที่เรียกว่า “ชนิด” โดยสังเกตได้จาก “สร้อยนาม” ต่อท้ายชื่อวัด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับศักดิ์ของวัดนั้น คำว่า “ราช” บ่งถึงความเป็นของหลวง คำว่า “มหา” บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของศาสนสถาน และคำว่า “วร” แปลว่าประเสริฐเลิศล้ำ เมื่อนำมาร้อยเรียงกันเป็น “ราชวรมหาวิหาร” หรือ “วรวิหาร” ก็เป็นการประกาศศักดิ์ของวัดให้ปรากฏชัด โดยคำว่า “ราชวร” ในสร้อยนามสื่อถึงพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี หรือสมเด็จพระยุพราชทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ ส่วนคำว่า “วร” หมายถึงพระอารามที่ทรงสถาปนาพระราชทานเป็นเกียรติยศ หรือวัดราษฎร์ที่ทรงรับไว้เป็นวัดหลวงเพื่อยกเกียรติยศ วัดในชั้นตรีบางแห่งที่จัดอยู่ในชนิดสามัญอาจไม่มีสร้อยนามต่อท้ายเลย แต่ก็ยังคงศักดิ์และสิทธิ์ของการเป็นพระอารามหลวงอย่างสมบูรณ์ ในปัจจุบัน พระอารามหลวงที่มีฐานะสูงสุดคือชั้นเอกพิเศษ (เอกอุ) ชนิดราชวรมหาวิหาร มีเพียง 6 วัดทั่วประเทศ ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดอรุณราชวราราม ในกรุงเทพฯ รวมถึงวัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และวัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี เกณฑ์การยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง การขอยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐาน 9 ประการ เช่น วัดต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี มีพระสงฆ์จำพรรษาตั้งแต่ 20 รูปขึ้นไปติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี มีเสนาสนะที่มั่นคงถาวร มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมของทางราชการ รวมถึงมีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมที่มีผลสัมฤทธิ์ต่อเนื่อง เมื่อวัดได้รับฐานะเป็นพระอารามหลวงแล้ว เจ้าอาวาสจะได้รับ “นิตยภัต” หรือเงินอุดหนุนการปฏิบัติศาสนกิจตามระดับชั้นสมณศักดิ์และชั้นของวัด พระอารามหลวงกับพระราชประเพณี พระอารามหลวงยังมีความเกี่ยวเนื่องกับพระราชประเพณีสำคัญอย่างการทอดกฐิน โดยวัดหลวงระดับสำคัญ 16 แห่งจะได้รับการสงวนไว้เป็น “กฐินหลวง” ที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จฯ ไปถวายด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์นำไปถวาย ส่วนพระอารามหลวงอื่น ๆ จะเปิดโอกาสให้ส่วนราชการหรือบุคคลทั่วไปขอรับผ้าพระกฐินจากหลวงไปถวาย เรียกว่า “กฐินพระราชทาน” นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมวัดประจำรัชกาล ซึ่งมักเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงมีความผูกพันเป็นพิเศษ และมักมีการอัญเชิญพระบรมราชสรีรังคารไปประดิษฐานไว้ที่ฐานพระประธานเมื่อเสด็จสวรรคต

พระอารามหลวงวรวิหารในอีสาน เส้นทางสายบุญที่ไม่ควรพลาด อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top