ISAN Insight

“ปีชง” ซวยจริงหรือแค่บังเอิญ ให้สถิติเป็นคนเล่าเรื่อง

“ชง” คืออะไร? คำว่า “ชง” ในภาษาจีนมีความหมายตรงตัวว่า การปะทะ หรือสภาวะที่พลังงานสองขั้วชนกันอย่างขัดแย้ง และนี่คือแก่นแท้ของความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมจีนมาหลายพันปี รากฐานของความเชื่อนี้มาจากโหราศาสตร์จีนโบราณ ซึ่งผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับลัทธิเต๋าและระบบจักรวาลวิทยา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เทพเจ้า “ไท้ส่วยเอี๊ย” ผู้คุ้มครองดวงชะตาประจำปี ชาวจีนโบราณสังเกตพบว่าดาวพฤหัสบดีใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 12 ปี ซึ่งตรงกับรอบ 12 นักษัตรพอดี พวกเขาจึงผูกตำแหน่งของดาวดวงนี้เข้ากับพลังงานไท้ส่วยประจำปี โดยมีเทพเจ้าขุนพลทั้งหมด 60 องค์หมุนเวียนกันลงมาดูแลดวงชะตามนุษย์ตามรอบปฏิทินจีน การคำนวณปีชง ไม่ใช่แค่ “ปีตรงข้าม” การนับปีชงไม่ได้ดูแค่นักษัตรอย่างเดียว แต่ใช้หลักการคำนวณตำแหน่งพิกัดดาวและธาตุทั้งห้า ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และทอง เพื่อดูว่าปีเกิดของบุคคลขัดแย้งกับพลังงานของปีปัจจุบันหรือไม่ โดยแบ่งระดับการปะทะออกเป็นสี่ประเภท ชงตรง (ชง 100%) คือปีนักษัตรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามในมุม 180 องศา หรือห่างกันพอดี 6 ปี ถือเป็นการปะทะที่รุนแรงที่สุด มักนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงฉับพลันและอุบัติเหตุ ปีคัก คือการที่ดวงดาวโคจรมาทับปีนักษัตรเดิมของตัวเอง ทำให้รู้สึกอึดอัด ติดขัด ทำอะไรก็ไม่ราบรื่น ปีเฮ้ง คือนักษัตรที่ทำมุม 90 องศา มักส่งผลด้านเคราะห์กรรม ปัญหาคดีความ หรือการถูกคนหักหลัง ปีผั่ว คือนักษัตรที่ทำมุม 270 องศา ส่งผลหนักด้านสุขภาพ โรคเก่ากำเริบ และความสัมพันธ์ที่อาจแตกหักได้ง่าย เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นปีมะเมีย (ม้า) ธาตุไฟ มีเทพไท้ส่วยประจำปีคือองค์ “เปี้ยโง่ว” ปีที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ปีชวด (หนู) ซึ่งเป็นชงตรง 100% ส่วนผู้ที่เกิดปีมะเมียจะเข้าข่ายปีคัก ปีเถาะเป็นปีเฮ้ง และปีระกาเป็นปีผั่ว โดยรวมแล้ว ผลกระทบจากปีชงครอบคลุมทั้งด้านการงาน การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์ จะแก้ปีชงได้อย่างไร? ด้วยความกังวลต่อผลกระทบเหล่านี้ จึงเกิดพิธีกรรมแก้ชงขึ้นมา วิธีที่นิยมที่สุดคือการไปไหว้ฝากดวงกับเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยตามวัดจีนหรือศาลเจ้า โดยเฉพาะวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ขั้นตอนคือเขียนชื่อและวันเดือนปีเกิดลงบนใบฝากดวง จากนั้นใช้กระดาษเงินกระดาษทอง หรือที่เรียกว่า “หงิ่งเตี๋ย” ปัดออกจากตัวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 12 หรือ 13 ครั้ง สำคัญมากคือห้ามปัดขึ้น เพราะถือว่าจะยิ่งดึงเคราะห์เข้าหาตัว นอกจากนี้ยังมีการทำบุญสะเดาะเคราะห์ในรูปแบบอื่น ทั้งการบริจาคโลงศพ บริจาคโลหิต ไถ่ชีวิตสัตว์ หรือปล่อยสัตว์ ส่วนข้อห้ามสำคัญคือหลีกเลี่ยงการไปร่วมงานศพ แต่หากจำเป็น ควรพกกิ่งใบทับทิมและล้างหน้าด้วยน้ำใบทับทิมก่อนกลับเข้าบ้านเพื่อชำระพลังงานลบ น่าสนใจว่าธรรมเนียมการซื้อชุดแก้ชงมาปัดตัวหน้าองค์เทพนั้น เพิ่งถูกจัดทำเป็นระบบโดยวัดมังกรกมลาวาสเมื่อราวปี 2535 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน และได้ขยายตัวกลายเป็นธรรมเนียมที่แพร่หลายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์มองปีชงว่าอย่างไร? แม้ปีชงจะฟังดูเป็นเรื่องโชคลาง แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และสถิติ กลับพบคำอธิบายที่น่าสนใจมาก ในทางดาราศาสตร์ ดาวพฤหัสบดีใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์จริงๆ ประมาณ 11.86 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับ […]

“ปีชง” ซวยจริงหรือแค่บังเอิญ ให้สถิติเป็นคนเล่าเรื่อง อ่านเพิ่มเติม »

“ฝรั่งแปลกหน้า” ที่ชาวบ้านสกลไม่คุ้นตา สู่บิดาแห่งโคขุนโพนยางคำ

“โคขุนโพนยางคำ” สู่สุดยอดเนื้อพรีเมียมหมื่นล้านแห่งสกลนคร หากพูดถึงสุดยอดเนื้อสเต๊กของเมืองไทย ชื่อของ “โคขุนโพนยางคำ” จังหวัดสกลนคร ย่อมยืนหนึ่งในใจของบรรดาสายเนื้อทั่วประเทศ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า เบื้องหลังเนื้อลายหินอ่อนที่เชฟระดับมิชลินสตาร์ยังต้องยอมรับนั้น ไม่ได้เริ่มต้นมาจากนายทุนรายใหญ่ หากแต่มาจากหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และการอุทิศทั้งชีวิตของชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่ชื่อว่า ฟรังซัว แดร์โฟร์ (Francois Dervaux) ผู้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาพลิกหน้าประวัติศาสตร์ชาวโพนยางคำไปตลอดกาล ชายแปลกหน้า กับวิถีการเลี้ยงวัวสุดประหลาด ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2523 รัฐบาลไทยและฝรั่งเศสได้ร่วมกันก่อตั้ง “สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด” พร้อมกับการส่งตัว ฟรังซัว แดร์โฟร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรชาวฝรั่งเศสมาเป็นที่ปรึกษาโครงการ ในยุคนั้น เกษตรกรอีสานคุ้นชินกับการเลี้ยงวัวเพื่อใช้งาน ปล่อยให้เดินแทะเล็มหญ้าตามทุ่งนา แต่คุณฟรังซัวกลับมาพร้อมแนวคิดที่ล้ำยุค ซึ่งพลิกตำราการเลี้ยงวัวของคนอีสานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเริ่มจากการนำน้ำเชื้อโคสายพันธุ์ชั้นเลิศจากยุโรป (ชาโรเลส์, ลิมูซิน, ซิมเมนทอล) มาผสมเทียมกับแม่โคพื้นเมือง และแนะนำให้เกษตรกรดูแลวัวด้วยความทะนุถนอม แทนที่เขาจะทำงานเพียงชั่วคราวแล้วบินกลับประเทศที่เจริญแล้ว แต่คุณฟรังซัวกลับตกหลุมรักวิถีชีวิต ความซื่อใส และรอยยิ้มของชาวบ้าน เขาตัดสินใจลงหลักปักฐาน แต่งงานสร้างครอบครัวกับหญิงชาวสกลนคร และผันตัวจากข้าราชการต่างชาติ กลายมาเป็น “ลุงฟรังซัว” ที่ลงพื้นที่คลุกคลีกับเกษตรกรตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสอนวิชาปศุสัตว์ให้กับชาวบ้านอย่างน้อยเดือนละครั้ง ปณิธานอันแรงกล้า: “ธุรกิจนี้ต้องเป็นของชาวบ้าน ไม่ใช่นายทุน” ลุงฟรังซัวมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เขาตั้งใจปั้นให้การขุนวัวเป็น “อาชีพที่สร้างรายได้หลัก” ให้กับคนยากจน เขาปฏิเสธการทำฟาร์มขนาดใหญ่แบบนายทุนผูกขาด แต่เลือกใช้ระบบ สหกรณ์เพื่อให้ชาวบ้านทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วมกัน เขาเข้ามาเปลี่ยนตำราการเลี้ยงวัวของคนอีสานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากเดิมที่ปล่อยวัวเดินกินหญ้าตามทุ่งนา ลุงฟรังซัวสอนให้ชาวบ้านนำน้ำเชื้อโคสายพันธุ์ชั้นเลิศจากยุโรปมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง พร้อมสั่งให้เกษตรกรดูแลวัวยิ่งกว่าลูกในไส้ ต้องให้กินอาหารสูตรกากน้ำตาลผสมรำข้าว ต้องคอยอาบน้ำ แปรงขน ไล่ยุง ไปจนถึงการเปิดเพลงให้วัวฟังเพื่อลดความเครียด ซึ่งเขาเปรียบเทียบการขุนวัวว่า “เหมือนการเลี้ยงเด็ก ที่ต้องใช้ความรักและความใส่ใจเป็นพิเศษ” ฝ่ากำแพงความเชื่อ สู่การยกระดับเนื้อไทยบนเวทีสากล  ความท้าทายที่สาหัสที่สุดไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยง แต่อยู่ที่ “การขาย” เมื่อได้เนื้อวัวลูกผสมที่มีไขมันแทรกสวยงาม ลุงฟรังซัวได้นำเทคนิคการบ่มเนื้อ (Dry Aging) ในห้องเย็นมาใช้ เพื่อให้เอนไซม์ธรรมชาติทำให้เนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่การนำนวัตกรรมอาหารตะวันตกมาใช้ในยุคนั้น กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายความเชื่อของผู้บริโภค เนื่องจากเนื้อที่ผ่านการบ่มจะมีสีคล้ำลง ตลาดสดท้องถิ่นที่คุ้นชินกับเนื้อสดสีแดงและกำลังซื้อที่ไม่มากคนในพื้นที่จึงยังไม่เปิดรับ สหกรณ์ในยุคแรกจึงต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการตลาดอย่างหนัก เมื่อตลาดท้องถิ่นยังไม่พร้อม ลุงฟรังซัวและทีมงานไม่ยอมแพ้ เขาเดินหน้าผลักดันเนื้อโคขุนโพนยางคำเข้าสู่ตลาดระดับบนในกรุงเทพมหานคร โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเชฟโรงแรมห้าดาวและร้านอาหารชั้นนำ และวินาทีที่เนื้อโพนยางคำสัมผัสลิ้นเชฟผู้เชี่ยวชาญ ทุกคนต่างยอมรับในคุณภาพที่ทัดเทียมเนื้อนำเข้าจากยุโรป กระแสปากต่อปากในวงการอาหารชั้นสูงจึงเริ่มต้นขึ้น และพลิกฟื้นชะตากรรมของสหกรณ์ไปตลอดกาล มิติทางเศรษฐกิจ: โมเดลสหกรณ์ที่สร้างความมั่งคั่งให้ชุมชน โคขุนโพนยางคำไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารขึ้นชื่อ แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อมิติทางเศรษฐกิจและสังคมของภาคอีสาน: การกระจายรายได้สู่ชุมชน: การบริหารงานในรูปแบบ “สหกรณ์” ทำให้เม็ดเงินและผลกำไรไม่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่ แต่กระจายกลับคืนสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงโดยตรง ปัจจุบันมีสมาชิกหลายพันครอบครัวที่ลืมตาอ้าปากได้จากอาชีพนี้ การสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (Ecosystem): อุตสาหกรรมโคขุนสร้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกหญ้า ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผู้ขุนโค ไปจนถึงโรงงานชำแหละ แปรรูป และธุรกิจร้านอาหาร สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคอีสานปีละหลายร้อยล้านบาท การยกระดับภาคเกษตรกรรม: เป็นต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เกษตรกรไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (High Value) ที่ได้มาตรฐานสากล ลดการพึ่งพาการนำเข้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศ ฉากจบสุดสะเทือนใจของบิดาแห่งโคขุนไทย ลุงฟรังซัวใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับชาวสกลนครยาวนานถึง

“ฝรั่งแปลกหน้า” ที่ชาวบ้านสกลไม่คุ้นตา สู่บิดาแห่งโคขุนโพนยางคำ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่งวัยเก๋าลงทุ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน

ISAN Insight x หม่องเฮียนฮู้ พามาเบิ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุในแต่ละจังหวัดอีสาน จังหวัดไหนเพิ่มขึ้น จังหวัดไหนลดลงเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนมาเบิ่งกัน หากพิจารณาภาพรวมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าแรงงานภาคการเกษตรในภาคอีสานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 มีแรงงานภาคเกษตรอยู่ที่ 4.9 ล้านคน และลดลงเหลือเพียง 4.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2568 คิดเป็นการลดลง 7.9% ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี และยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต การลดลงของแรงงานภาคเกษตรอย่างต่อเนื่องเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว เนื่องจากแรงงานภาคเกษตรถือเป็นกำลังการผลิตที่สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมสมัยใหม่ หากคนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยใช้เทคโนโลยี อาจส่งผลให้ภาคการเกษตรมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในอนาคต (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, 2563) https://www.pier.or.th/abridged/2020/14/ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของแรงงานภาคเกษตรในภาคอีสานมีหลายประการ โดยปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือค่าตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำและไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นผลจากความผันผวนของรายได้จากความไม่แน่นอนของราคาผลผลิตและสภาพภูมิอากาศ อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือต้นทุนการผลิตที่สูงแต่ไม่สอดคล้องกับราคาขายที่ได้รับ ทั้งค่าแรงงานตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว ค่าปรับปรุงดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าปุ๋ย ภายใต้บริบทดังกล่าวเกษตรกรไทยจำนวนมากจึงเผชิญปัญหารายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายและเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อความยั่งยืนของอาชีพเกษตร แม้ภาพรวมของแรงงานภาคเกษตรจะลดลง แต่ยังมีกลุ่มแรงงานหนึ่งที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ แรงงานผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สะท้อนภาคเกษตรที่กำลังเข้าสู่สังคมแรงงานสูงวัย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แรงงานกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 2.6% ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดกลับไม่ใช่แรงงานรุ่นใหม่ที่โยกย้ายไปประกอบอาชีพอื่น หากแต่เป็นแรงงานภาคเกษตรในช่วงวัย 41-50 ปี ซึ่งมีจำนวนลดลงกว่า 3 แสนคนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยลดลง 7.6% ต่อปี ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้พวกเขาต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนวัย และบางส่วนย้ายไปกิจกรรมนอกภาคเกษตร ท่ามกลางวิกฤตแรงงานสูงวัยในภาคเกษตร ยังมีบางพื้นที่ที่มีสัดส่วนแรงงานเกษตรรุ่นใหม่อายุ 15-30 ปีสูงสุดในภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดในแถบอีสานเหนืออย่าง เลย บึงกาฬ และมุกดาหาร ที่ 23.5%, 23.1% และ 20.8% ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น อุดรธานียังเป็นจังหวัดที่มีจำนวนแรงงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้นสูงสุดในภาคอีสาน โดยมีแรงงานเกษตรเพิ่มขึ้นกว่า 14,000 คน และแรงงานที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดมาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานอายุ 15-40 ปี ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นที่หาได้ยากในบริบทปัจจุบัน สิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรมของอีสานกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง การพึ่งพาแรงงานสูงวัยเป็นหลักในการขับเคลื่อนพื้นที่เพาะปลูกย่อมไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว จึงถึงเวลาแล้วที่ควรศึกษาและถอดบทเรียนจากจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยู่ในภาคเกษตร เพื่อนำไปปรับใช้กับพื้นที่เปราะบางอย่างอีสานใต้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริม Smart Farming อย่างจริงจัง เป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูความมั่นคงทางรายได้ของอาชีพเกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้แรงงานหนุ่มสาวหวนกลับมาเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจในบ้านเกิดอีกครั้ง   ที่มา: สนค. แนะแนวทางลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย | สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เกษตรกรไทยติดกับดักรายได้ต่ำ ไร้เสน่ห์ดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่ Debt Behavior of ISAN Farmers: พาเบิ่ง…พฤติกรรมการก่อหนี้เกษตรกรอีสาน

พาส่องเบิ่งวัยเก๋าลงทุ่ง สัดส่วนเกษตรกรสูงอายุแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตรอีสาน 2569

เศรษฐกิจอีสานกำลังเผชิญวิกฤตแรงงานหดตัวอย่างรุนแรง จากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การลดลงของแรงงานภาคเกษตรมีมาอย่างต่อเนื่องแม้จะมีเพิ่มขึ้นอยู่บ้างในปีแรกหลังการระบาดโควิด-19  แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มยังเป็นขาลงมายังปัจจุบัน  อีกทั้งการลดลงนี้ยังส่งผลไปสู่แรงงานภาคอื่นๆในอีสาน ภายใน 1 ปี (2567-2568) ภาคการผลิตสูญเสียแรงงานไปถึง 13.8% และภาคอสังหาริมทรัพย์หดตัวหนักถึง 43.5%  สะท้อนให้เห็นว่าฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคกำลังขาดแคลนกำลังคนอย่างหนักพร้อมกันทั้งระบบ สาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรและคนวัยแรงงานตัดสินใจเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ เกิดจากปัญหา “ช่องว่างรายได้” ที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันค่าจ้างเฉลี่ยนอกภาคเกษตรกรรมสูงถึง 13,380 บาท ซึ่งมากกว่ารายได้ในภาคเกษตรกรรมซึ่งอยู่ที่ 6,958 บาท เกือบ 2 เท่าตัว ประกอบกับค่าจ้างนอกภาคเกษตรยังมีอัตราการเติบโตที่สูงถึง 14.4% ทิ้งห่างราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ที่มีเพียงมันเส้นและอ้อยโรงงานที่เติบโตได้ดีกว่าอยู่ที่ 17.4% และ 23.1% ตามลำดับ จากสาเหตุนั้นทำให้สัดส่วนแรงงานภาคเกษตรและภาคผลิตในภาคอีสานลงลด และส่งผลให้สัดส่วนแรงงานภาคบริการเพิ่มขึ้น จาก 37.3% เป็น 40.6% ภายใน 1 ปี ความเหลื่อมล้ำของผลตอบแทนที่ไม่คุ้มเหนื่อยนี้ จึงเป็นแรงผลักดันเชิงโครงสร้างที่บีบให้แรงงานอีสานต้องมุ่งหน้าสู่ภาคบริการและการค้า เพื่อแสวงหารายได้ที่ตอบโจทย์ค่าครองชีพมากกว่า การันตีตลาด ลดความเสี่ยง: ภาครัฐต้องรับบทเป็นตัวกลางเชื่อมโยงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ ให้ทำสัญญารับซื้อล่วงหน้าพร้อมพ่วงประกันภัยพืชผล เพื่อสร้างตาข่ายรองรับความเสี่ยงจากผลผลิตหรือคุณภาพสินค้าที่ไม่ถึงเกณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรกล้าเปลี่ยนผ่านจากการปลูกพืชราคาถูก สู่การผลิตสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง อุดหนุนค่าจ้าง จูงใจแรงงาน: ผลักดันมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่ออุดหนุนเงินเดือนให้กับพนักงานในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเป้าหมายของท้องถิ่น (เช่น ธุรกิจผ้าไหม, คนขับรถบรรทุกสินค้าเกษตร, หรืออาหารอีสาน) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่มีกำลังจ่ายค่าแรงแข่งขันกับเมืองหลวงได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะดึงดูดแรงงานคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดได้ ภาคอีสานมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรทั้งสิ้น 7,150 แห่ง สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคการผลิต และภาคการค้า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนธุรกิจสูงเป็นอันดับ 2 แต่รายได้ของภาคอีสานกลับไม่สอดคล้องกัน โดยอยู่เพียงอันดับที่ 3 รองจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคกลาง ด้วยช่องว่างด้านรายได้ที่ห่างจากอันดับ 2 ถึงประมาณ 2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสัดส่วนการเปิดและปิดกิจการ พบว่าภาคการค้ามีอัตราการเปลี่ยนแปลงสูงที่สุดทั้งการเปิดใหม่และปิดตัว เนื่องจากการเริ่มต้นธุรกิจในภาคการค้าทำได้ง่าย แต่ความเข้มข้นของการแข่งขันที่สูงส่งผลให้อัตราการหมุนเวียนของธุรกิจอยู่ในระดับสูงตามไปด้วย เมื่อพิจารณาโครงสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในกลุ่มที่มีรายได้สูง พบว่าธุรกิจรายได้สูงในภาคอีสานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีธุรกิจรายได้สูงกระจายตัวในภาคการค้าเป็นหลักด้วยสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจำนวนธุรกิจในภาคอีสานทั้งหมด พบว่าภาคการค้ามีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 50% รองลงมาคือภาคการเกษตร 41% และภาคการผลิต 9% แต่ตัวเลขรายได้กลับสวนทางกับจำนวนธุรกิจอย่างชัดเจน โดยภาคการค้าซึ่งมีจำนวนมากที่สุดกลับสร้างรายได้รวมได้เพียง 3,581 ล้านบาท ขณะที่ภาคการผลิตซึ่งมีสัดส่วนน้อยที่สุดกลับทำรายได้สูงถึง 58,905 ล้านบาท และภาคการเกษตรสร้างรายได้สูงสุดที่ 296,580 ล้านบาท ภาวะที่ภาคการค้ามีจำนวนธุรกิจมากแต่สร้างรายได้ได้น้อยที่สุดนี้ถือเป็นความผิดปกติที่น่าเป็นห่วง เพราะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคการค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่า ภาคอีสานจึงควรมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันได้ ส่วนหนึ่งของปัญหาอาจมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรที่ชะลอตัวลง สินค้าหลักที่ภาคอีสานผลิต แปรรูป และค้าขายมีปริมาณการส่งออกลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งจากการที่ประเทศผู้นำเข้าสามารถผลิตสินค้าชนิดเดียวกันได้เอง และจากภาวะสินค้าล้นตลาดที่ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าจากไทยลดลง

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจเกษตรอีสาน 2569 อ่านเพิ่มเติม »

มิตรภาพสายนี้ เต็มไปด้วยธุรกิจใหญ่มากมาย

ถนนมิตรภาพ หรือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ถือเป็นหนึ่งในเส้นเลือดหลักของภาคอีสาน ที่ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ดินแดนอีสานอันอุดมสมบูรณ์ ถนนสายนี้มีระยะทางทั้งหมด 509 กิโลเมตร เริ่มต้นจากจังหวัดสระบุรีซึ่งเชื่อมต่อกับถนนพหลโยธิน แล้วทอดตัวเข้าสู่ภาคอีสานไปจนสิ้นสุดที่จังหวัดหนองคายริมฝั่งแม่น้ำโขง สิ่งที่โดดเด่นของถนนมิตรภาพก็คือ เป็นทางหลวงสายประธานเพียงสายเดียวที่ไม่ได้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ก่อนจะได้ชื่อว่าถนนมิตรภาพถนนสายนี้เคยถูกแบ่งเป็นสองช่วงตามมติคณะรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2493 คือช่วงสระบุรี – นครราชสีมาใช้ชื่อว่าถนนสุดบรรทัด และช่วงนครราชสีมา-หนองคายเรียกว่าถนนเจนจบทิศ ในยุคนั้นการเดินทางเข้าภาคอีสานเป็นเรื่องยากลำบากมาก เพราะต้องฝ่าทิวเขาดงพญาเย็น การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนครราชสีมาครั้งหนึ่งอาจใช้เวลานานถึง 10 ชั่วโมง แรงผลักดันหลักในการสร้างถนนมิตรภาพเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2498 จากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลไทยได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา ทั้งด้านงบประมาณและเทคโนโลยี เพื่อสร้างเส้นทางที่มั่นคงและรวดเร็วสำหรับขนส่งยุทโธปกรณ์และกำลังพลไปยังภาคอีสาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ รัฐบาลจึงประกาศเปลี่ยนชื่อเป็นถนนมิตรภาพ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ถนนมิตรภาพถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์วิศวกรรมทางหลวงของไทย เพราะเป็นทางหลวงสายแรกที่ก่อสร้างตามมาตรฐานสากลครบทุกขั้นตอน และเป็นสายแรกที่ใช้ผิวจราจรลาดยางแบบคอนกรีตราดยางมะตอย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น หลังเปิดใช้งานเต็มสายในปี พ.ศ. 2508 ถนนสายนี้ได้นำความเจริญมาสู่ภาคอีสานอย่างมหาศาล และช่วยลดเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนครราชสีมาลงเหลือเพียง 3 ชั่วโมง บนเส้นทางถนนมิตรภาพยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ นั่นคือถนนมิตรภาพสายเก่าบริเวณลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถูกยกเลิกและจมอยู่ใต้น้ำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เนื่องจากการสร้างเขื่อนลำตะคอง แต่ในช่วงฤดูแล้งที่ระดับน้ำลด ถนนสายประวัติศาสตร์นี้จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร และกลายเป็นจุดพักผ่อนชมวิวที่น่าสนใจ ในปัจจุบัน ถนนมิตรภาพได้รับการขยายอย่างต่อเนื่องในหลายช่วง จนมีขนาด 4 – 10 ช่องทางจราจร อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจราจรติดขัดยังคงเกิดขึ้นอย่างหนักในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะช่วงมวกเหล็ก – ปากช่อง และบริเวณทางออกมอเตอร์เวย์ M6 ที่เชื่อมต่อกับ ทล.2 ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 มีรายงานว่าปริมาณรถบนถนนมิตรภาพขาเข้ากรุงเทพฯ บริเวณลำตะคองสูงถึง 31,757 คัน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กรมทางหลวงจึงดำเนินโครงการ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) ระยะทาง 196 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายหลักคือแบ่งเบาการจราจรที่หนาแน่นบน ทล.2 ขณะนี้มอเตอร์เวย์ M6 เปิดให้ทดลองใช้งานฟรีในช่วงเทศกาลต่างๆ เพื่อช่วยระบายรถ และคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลที่รถหนาแน่น กรมทางหลวงยังใช้มาตรการเร่งด่วนเช่นการเปิดช่องทางพิเศษบนถนนมิตรภาพเพื่อระบายรถเข้ากรุงเทพฯ เมื่อมอเตอร์เวย์ M6 เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ บทบาทของถนนมิตรภาพเดิมจะค่อยๆ เปลี่ยนจากทางหลวงขนส่งความเร็วสูง ไปเป็นเส้นทางที่ให้บริการชุมชนและเป็นทางผ่านย่านชุมชนมากขึ้น ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ถนนมิตรภาพได้พิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางสัญจร หากแต่เป็นแกนกลางทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงทั้งภูมิภาค ด้วยเส้นทางที่เชื่อมส่วนกลางเข้ากับภาคอีสานและชายแดนประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ถนนสายนี้กลายเป็นทำเลสำคัญสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์และกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ปริมาณการจราจรที่หนาแน่นตลอดทั้งวันยิ่งเสริมให้บริเวณสองข้างทางกลายเป็นย่านธุรกิจที่คึกคัก ส่งผลให้ถนนมิตรภาพยังคงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคอีสานสืบมาจนถึงปัจจุบัน

มิตรภาพสายนี้ เต็มไปด้วยธุรกิจใหญ่มากมาย อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมกราคม 2569

ภาคอีสานถือเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน อย่างไรไม่ว่า จำนวนแรงงานที่มีมาก ก็เป็นเหตุให้อัตราการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภูมิภาคสูงเช่นกัน ประชาชนจากอีสานส่วนใหญ่อพยพมากรุงเทพมหานครเพื่อทำงานในลักษณะแรงงานที่ต้องการทักษะสูง หรือเคลื่อนย้ายไปยังภาคตะวันออกเพื่อทำงานในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การทำงานในประเทศบ้างส่วนอาจไม่สนองความต้องการของแรงงาน เนื่องจากค่าจ้างที่ต่ำไม่สอดคล้องกับภาระหนี้สินที่มีอยู่ ส่งผลให้แรงงานบางส่วนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรในต่างประเทศอย่างอิสราเอล ไต้หวัน และเกาหลี เพื่อส่งรายได้กลับมาเลี้ยงครอบครัว จากแบบสอบถาม “อีสานที่คนรุ่นใหม่อยากเห็น” ซึ่งทาง ISAN Insight & Outlook เก็บข้อมูลออนไลน์ระหว่างวันที่ 6–25 มกราคม 2569 จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 431 คน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 53.8% เป็นแรงงานชาวอีสานที่จำเป็นต้องย้ายออกไปทำงานต่างจังหวัด ทั้งในและนอกภาคอีสาน เนื่องจากในจังหวัดบ้านเกิดมีตำแหน่งงานที่เปิดรับไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้จำเป็นต้องย้ายไปยังเมืองที่ใหญ่กว่าเพื่อหาโอกาสใหม่ เมื่อจำแนกรายกลุ่มจังหวัด พบว่ากลุ่มจังหวัดสนุก ซึ่งประกอบด้วย นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร มีอัตราการย้ายออกเพื่อหางานต่างจังหวัดสูงที่สุดในภาคอีสานกว่า 86.4% แม้จังหวัดเหล่านี้จะตั้งอยู่บริเวณชายแดน แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเส้นทางผ่านของสินค้า มากกว่าที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น ตรงข้ามกัน กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ประกอบด้วย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด กลับมีแนวโน้มของการย้ายออกต่ำที่สุด หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในกลุ่มจังหวัดนี้ ซึ่งช่วยสร้างตำแหน่งงานในภาควิชาการได้จำนวนหนึ่ง สำหรับแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาส่วนใหญ่ ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเกิดคือการต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ เนื่องจากโอกาสในการเติบโตในภาคอีสานมีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการไปทำงานในเมืองหลวง ซึ่งมาพร้อมรายได้และสวัสดิการที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การย้ายออกไปทำงานต่างถิ่นของแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความจำเป็นมากกว่าความต้องการ เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 76.5% ยังคงมีความอยากที่จะกลับมาทำงานในภาคอีสาน โดยเฉพาะที่บ้านเกิดของตนเอง เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ครอบครัว การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะความล่าช้าของโครงการรถไฟทางคู่ และปัญหาความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ทั้งจากอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดซ้ำๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่ออุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม อย่างเกษตรและชีวภาพ สถานการณ์เหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหล (Brain Drain) ของคนรุ่นใหม่ ที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางการพัฒนา NeEC ในปัจจุบันอาจยังไม่สอดรับกับโครงสร้างปัญหาและศักยภาพที่แท้จริงของภูมิภาค แม้ว่าอุตสาหกรรมชีวภาพ เกษตร และอาหาร จะเป็นรากฐานที่สอดคล้องกับบริบทของภาคอีสาน แต่การพึ่งพาเพียงอุตสาหกรรมกลุ่มนี้อาจไม่เพียงพอต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภูมิภาค เนื่องจากภาคอีสานยังมีศักยภาพรองรับ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” (New S-Curve) ที่ตลาดโลกมีความต้องการสูง ดังนั้น แนวทางการพัฒนาจึงควรขยายไปสู่การสร้างฐานการผลิตใหม่ ที่ต่อยอดจากห่วงโซ่อุปทานเดิมในพื้นที่ เพื่อกระจายความเจริญ สร้างแหล่งงานที่มีคุณภาพ ลดการกระจุกตัวของแรงงานชาวอีสานในพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น เช่น EEC รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการดึงดูดทรัพยากรมนุษย์ให้กลับสู่ถิ่นฐานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศส่วนมากเป็นชาวอีสาน โดยส่วนใหญ่เลือกทำงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อรับรับรับ สิ่งนี้ ภาครัฐควรจัดตั้งโครงการจูงใจให้แรงงานคืนถิ่น โดยมุ่งเน้นกลุ่มแรงงานไทยในต่างประเทศที่มีทักษะชั้นสูง ให้กลับมาเป็นผู้ประกอบการในบ้านเกิด ผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนกับภาครัฐ ซึ่งรัฐช่วยสมทบทุนตั้งต้นเพิ่มจากเงินเก็บของแรงงานในสัดส่วนที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ในการดัดแปลงเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศของไทย เพื่อลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจและสร้างความยั่งยืนทางรายได้ ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ และมีจำนวนแรงงานมากที่สุดในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากมองในมิติของจำนวนธุรกิจ พบว่าภาคอีสานกลับมีธุรกิจจดทะเบียนน้อยเกือบที่สุดในประเทศ โดยมีเพียง 92,600 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในภาคการค้าและการก่อสร้าง ส่งผลให้ความหลากหลายของอาชีพในภูมิภาคนี้มีค่อนข้างน้อย เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นจากข้อมูลตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในภาคอีสาน ซึ่งกว่า 31.3% เป็นตำแหน่งพนักงานขาย ที่ไม่ต้องการวุฒิการศึกษาสูงมากและมีรายได้ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ในส่วนของอาชีพเฉพาะทางหรือวิชาชีพ

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมกราคม 2569 อ่านเพิ่มเติม »

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนธันวาคม 2568

ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคของภาคอีสานในปี 2568 ยังคงอยู่ในภาวะหดตัวครอบคลุมทุกหมวดสินค้า แม้ว่าภาครัฐจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในช่วงต้นปีและปลายปีก็ตาม แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวกลับไม่สามารถฟื้นฟูกำลังซื้อได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สะสมอยู่ในระดับสูงได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญ ทำให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเน้นการระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จึงส่งผลให้แรงส่งจากการกระตุ้นของรัฐแผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หนี้เก่ายังอยู่ รายได้ใหม่หายวูบ ราคาข้าววิกฤตต่ำสุดในรอบ 18 ปี แม้ว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับเพิ่มเล็กน้อยอาทิ อ้อย (4.8%) มันสำปะหลัง (3.9%) แต่ดัชนีราคาข้าวเปลือกกลับลดลงถึง 31.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำสุดในรอบ 18 ปี ส่งผลให้ชาวนาอีสานมีกำลังซื้อที่น้อยลง ซ้ำเติมด้วยหนี้ครัวเรือนสูงทำให้แบงก์เข้มงวดสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดสินเชื่อหดตัว โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ลดลงไม่น้อยกว่า 13.4% ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพยังปรับเพิ่มขึ้นราว 0.8% YoY ทำให้กำลังซื้อสุทธิของครัวเรือนอีสานอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน รายได้ใหม่ที่หายไปต้องถูกนำไปชำระภาระหนี้เดิม ส่งผลให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันถูกชะลอลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากึ่งคงทนและสินค้าฟุ่มเฟือย เร่งฟื้นกำลังซื้อก่อนสาย ไม่ใช่แค่พยุงเฉพาะหน้า ดัชนีราคาข้าวเปลือกต่ำสุดในรอบ 18 ปี กระทบต่อกำลังซื้อของชาวนาในภาคอีสาน ระยะสั้นควรเร่งพยุงกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่ระยะถัดไปควรมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าวจากการผลิตที่ชาวนามีความถนัด 1. ราคาข้าวตกต่ำสุดในรอบ 18 ปี ระยะสั้น: ใช้มาตรการชดเชยเมื่อราคาต่ำกว่าต้นทุนอ้างอิง เพื่อไม่ให้ชาวนาไม่มีเงินทำนารอบหน้า ระยะยาว: จูงใจให้ชาวนาเพิ่มมูลค่าข้าวจากการปลูกด้วยวิธีการปลูกที่ได้มาตรฐานการรับรองการผลิตข้าว อาทิเช่น SRP GAP เพื่อเปิดตลาดการส่งออกที่กว้างและเพิ่มมูลค่าในการขาย 2. รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพ ระยะสั้น: มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น น้ำ ไฟ แก๊ส เฉพาะพื้นที่รายได้ต่ำ พยุงกำลังซื้อในช่วงเปราะบาง ระยะยาว: ต่อยอดนโยบาย Thailand Fastpass ในการ Upskills แรงงานในอีสานในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต อาทิเช่น อุตสาหกรรม AI, อุตสาหกรรมพลังงานชีวะภาพ และอื่นๆ 3. หนี้ครัวเรือนสูง จนรายได้ในอนาคตถูกใช้ไปแล้ว ระยะสั้น: ขยายกรอบนโยบาย ”ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่เป็นนโยบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มเปราะบางทั้งหมด พร้อมขยายให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือในทุกมิติ ระยะยาว: คลินิกแก้หนี้ครัวเรือนโดยสหกรณ์/อบต. เป็นจุดคัดกรอง ไม่ช่วยแบบเหมารวม สถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมในภาคอีสานยังคงน่ากังวล เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการกำลังวิตกกังวลต่อกำลังซื้อในพื้นที่ที่ซบเซาลงอย่างมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า และรายได้จากภาคเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ตามเป้าหมาย ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นในการลงทุน สถานการณ์การลงทุนของภาคเอกชนในภาคอีสานยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ผลจากปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เข้ามากัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผนวกกับปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ถูกประเมินว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในขณะนี้ ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะภาคการค้าชายแดนที่หยุดชะงักอย่างฉับพลัน และภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวลง สวนทางกับทิศทางการฟื้นตัวของจังหวัดอื่นในภาคอีสาน โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดชายแดนอีสานใต้ (บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์) ที่จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลง แม้ระดับผลกระทบจะยังต่ำกว่าจังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักก็ตาม คณะผู้จัดทำ ที่ปรึกษาโครงการ ผศ.ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์ นักวิเคราะห์ นาย ธนสาร

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนธันวาคม 2568 อ่านเพิ่มเติม »

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ เปิดบันทึกย้อนรอย 3 เหตุการณ์นำไปสู่เลือกตั้งซ่อม ที่ทำให้คนอีสานต้องเข้าคูหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาทุ่งกุลาร้องไห้ และสายลมร้อนที่พัดผ่านรวงข้าวสีทอง สิ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้สภาพอากาศในภาคอีสาน คือ “การเมือง” อีกเพียงไม่ถึงเดือนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่สำหรับประเทศไทยกันแล้ว โดยการเลือกตั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญหลังจากการยุบสภาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนอีสานเป็นผู้กำหนดรัฐบาล” ด้วยจำนวนประชากรและเก้าอี้ ส.ส. ที่มากที่สุดในประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญที่หลายคนอาจมองข้าม คือภาคอีสานเป็นภมิภาคที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองมากที่สุดเช่นกัน ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องหรือราคาพืชผล แต่รวมถึงสิทธิเสียงที่พวกเขามอบให้ผู้แทนฯ ไปแล้ว กลับถูกทำให้ “เป็นโมฆะ” หรือ “ว่างลง” ด้วยอุบัติเหตุทางกฎหมายและเกมอำนาจจากส่วนกลาง ทำให้พี่น้องชาวอีสานจำนวนไม่น้อยต้องเดินเท้าเข้าคูหาเพื่อ “กาบัตร” ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นทุก 4 ปี แต่สำหรับภาคอีสาน ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา มีหลายพื้นที่ที่วงจรการเลือกตั้งไม่ได้จบลงแค่ในวันเดียว ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่าภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ประจำเขตจำนวนมากที่สุดในประเทศและมีความถี่สูงเป็นรองเพียงภาคเหนือ โดยมีสาเหตุหลักไม่ได้มาจากการเสียชีวิตตามธรรมชาติ แต่มาจาก “สงครามกฏหมาย” และการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมือง จากข้อมูลสถิติการเลือกตั้งซ่อมในภาคอีสาน สามารถจำแนกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ – เกิดการเลือกตั้งซ่อมพร้อมกันถึง 4 เขต ในปี 2552 จังหวัดขอนแก่น – เกิดการเลือกตั้งซ่อมทั้งจากกรณีใบเหลือง การตัดสิทธิ์ และคดีอาญา จังหวัดนครราชสีมา – พื้นที่รอยต่อที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการวัดบารมีระหว่างตัวบุคคลและกระแสพรรค สาเหตุที่เป็นตัวจุดฉนวนเกิดการเลือกตั้งซ่อมนั้น มีเหตุการณ์ใดบ้างที่ทำให้ชาวอีสานต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแล้วเดินเข้าคูหาเลือกตั้งใหม่ วันนี้เราจะมา “เว้าสู่ฟัง” ถึง 3 เหตุการณ์เปลี่ยนเมืองที่ทำให้เสียงของคนอีสานต้องถูกนับใหม่อีกครั้ง เหตุการณ์ที่ 1: มหันตภัยยุบพรรคและการล้างบาง (ช่วงปี 2551-2552) ในช่วงทศวรรษ 2550 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง และจุดแตกหักสำคัญได้พุ่งเป้ามาที่พรรคการเมืองขวัญใจชาวอีสาน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล ส่งผลให้ “กรรมการบริหารพรรค” ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เหมือนฟ้าผ่ากลางทุ่งนา ส.ส. อีสานระดับแกนนำในพื้นที่ บุรีรัมย์, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม และนครพนม ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีนับสิบชีวิต ส่งผลให้เกิด “มหกรรมเลือกตั้งซ่อม” ครั้งใหญ่ที่สุดในวันที่ 11 มกราคม 2552 ชาวบ้านที่เคยดีใจกับชัยชนะของตนเอง ต้องตื่นมาพบความจริงว่าคะแนนเสียงนั้นหายไป และต้องออกไปเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร เหตุการณ์ที่ 2: งูเห่าและการพิสูจน์ศรัทธา (ช่วงปี 2553) เมื่อฝุ่นจากการยุบพรรคจางลง การเมืองอีสานกลับไม่ได้สงบอย่างที่คิด เมื่อกระแสการ “ย้ายขั้ว”เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ส.ส. หลายคนตัดสินใจย้ายจากพรรคเดิมไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ นำมาซึ่งข้อครหาเรื่อง “งูเห่า” เพื่อความสง่างามและเพื่อพิสูจน์ฐานเสียง ส.ส. ในจังหวัดนครราชสีมา จึงตัดสินใจ “ลาออก” เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งซ่อม

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง สัญญาการเมืองนโยบายไหน ‘พูดแล้วทำ’ หรือ ‘หน้ามึนแล้วปล่อยเบลอ’

เมื่อมีการเลือกตั้ง ย่อมมีนโยบายต่างๆ ออกมาเพื่อใช้ในการหาเสียง นโยบายหลายอย่างสามารถทำให้เป็นจริงได้ แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแล้ว นโยบายที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ตามที่หาเสียงไว้นั้นกลับมีมากกว่าเป็นเท่าตัว แม้ว่าจะไม่สามารถทำได้ทุกอย่างตามที่หาเสียงไว้ แต่การทำนโยบายสำคัญให้สำเร็จ หรือแสดงออกว่าพรรคมีความพยายามอย่างจริงจังนั้น เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นถึงความจริงใจ ไม่ใช่เพียงแค่ลมปากที่พูดแล้วก็ลืม หรือออกมาบอกว่า “เป็นแค่เทคนิคหาเสียง” เท่านั้น การกระทำเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจ และประชาชนอาจไม่ไว้วางใจ เพราะหากเรื่องแค่นี้ยังหลอกกันได้ แล้วในอนาคตจะเหลืออะไรให้เชื่อถือได้ ในยุคปัจจุบันที่ประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและการเมืองมากขึ้น ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นเพราะเราได้เข้าสู่โลกดิจิทัลที่การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น และมีสื่อต่างๆ ที่ออกมานำเสนอในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ที่ดี และในแง่ที่บิดเบือนความจริงจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม การหาเสียงในยุคปัจจุบันคงไม่ใช่เรื่องที่พูดแล้วลืมกันไป หรือจะทำหรือไม่ทำก็ได้โดยไม่มีใครสนใจอีกต่อไป เพราะ Digital Footprint หรือร่องรอยการกระทำที่ได้มีการเผยแพร่และบันทึกไว้ในรูปแบบต่างๆ นั้นพร้อมจะกลับมาย้ำเตือนความทรงจำของประชาชนว่า ครั้งหนึ่งพรรคนี้เคยสัญญา หรือเสนอนโยบายว่าจะทำเรื่องนี้ แต่กลับไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำ หรือกลืนน้ำลายตัวเองไม่ทำตามที่พูด แม้จะมีคนทวงถามแล้วก็ตาม สิ่งเหล่านี้ในบางครั้งอาจกลายเป็นปัญหาที่พร้อมจะกลับมาทำลายตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง นโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลดำเนินการนั้นย่อมส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ลดภาระค่าใช้จ่ายในบางส่วน หรือการปรับเงินเดือนข้าราชการใหม่เพื่อเป็นเหมือนฐานอ้างอิงที่ภาคเอกชนควรปรับตาม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ นโยบายที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนหลายอย่างนั้น ก็มีบางนโยบายที่เมื่อนำมาใช้จริงแล้วย่อมก่อให้เกิดคำถามตามมาถึงความเหมาะสมว่า มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่ต้องนำเงินงบประมาณมาใช้จ่ายในส่วนนี้ เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่จะแจกเงินให้ประชาชนคนละหนึ่งหมื่นบาท หรือโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐบอกว่าเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงผลในระยะสั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว เมื่อเทียบกันแล้ว การนำเงินส่วนนี้ไปทำโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวน่าจะเป็นผลดีกว่า แต่ประชาชนอาจรู้สึกว่าสิ่งนั้นไกลตัวเกินไป นอกจากนี้ การทำนโยบายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแจกเงินเพื่อให้ประชาชนเลือกตนเองนั้น ถือเป็นการใช้เงินซื้อเสียงในรูปแบบของนโยบายหรือไม่ นโยบายที่ดีนั้นควรมีทั้งวิสัยทัศน์ระยะสั้นและระยะยาวที่สมดุลกัน ในระยะสั้น นโยบายควรตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโดยตรง แต่ต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น ในระยะยาว นโยบายควรมุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมนวัตกรรมและการสร้างงานที่มีคุณภาพ หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน นโยบายที่ดีต้องไม่ใช่แค่การแจกเงินที่หมดไปตามกาลเวลา แต่ต้องเป็นการสร้างโอกาสที่ช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต เมื่อนโยบายมีความสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานระยะยาว ก็จะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นของประชาชน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และที่สำคัญคือ ทำให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือภาพรวมของนโยบายที่แท้จริงควรมุ่งไปสู่ ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเสียงด้วยสัญญาที่ไม่ยั่งยืน   อ้างอิง Promise Tracker, กรุงเทพธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ, ประชาชาติธุรกิจ, ThaiPublica, The Standard

พามาเบิ่ง สัญญาการเมืองนโยบายไหน ‘พูดแล้วทำ’ หรือ ‘หน้ามึนแล้วปล่อยเบลอ’ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง สัดส่วน Gen Z อีสานในเขตอำเภอเมือง เสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตา

🔍 พาเปิดเบิ่ง สัดส่วน Gen Z อีสานในเขตอำเภอเมือง เสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตา   เมื่อเวลาของคนรุ่นเก่าเริ่มโรยรา เวลาของคนรุ่นใหม่กำลังผลิบาน จากตัวเลขการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เห็นชัดว่าลมเริ่มเปลี่ยนทิศแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่อยากเห็นการเมืองแบบเดิมๆ อีกต่อไป พวกเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ต่างจากอดีต และกำลังใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่ออนาคตที่ต้องการด้วยตัวเอง   จังหวัด จำนวนGen Z ที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอำเภอเมืองแต่ละจังหวัด (คน) สัดส่วน Gen Z ที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอำเภอเมืองแต่ละจังหวัด นครพนม 22,053 19.04% บุรีรัมย์ 33,716 19.03% บึงกาฬ 11,813 18.89% มหาสารคาม 22,547 18.86% สุรินทร์ 37,414 18.23% สกลนคร 23,858 17.78% มุกดาหาร 15,582 17.40% อุดรธานี 42,042 17.32% อุบลราชธานี 23,110 17.13% เลย 10,966 16.97% ขอนแก่น 27,743 16.84% นครราชสีมา 47,120 16.73% อำนาจเจริญ 16,591 16.72% หนองบัวลำภู 16,863 16.70% ศรีสะเกษ 17,117 16.70% หนองคาย 16,167 16.60% ยโสธร 17,187 16.51% กาฬสินธุ์ 14,816 16.22% ร้อยเอ็ด 18,348 15.72% ชัยภูมิ 21,989 15.61%   อ้างอิง กรมการปกครอง

พาเปิดเบิ่ง สัดส่วน Gen Z อีสานในเขตอำเภอเมือง เสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตา อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top