ISAN Insight

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนธันวาคม 2568

ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคของภาคอีสานในปี 2568 ยังคงอยู่ในภาวะหดตัวครอบคลุมทุกหมวดสินค้า แม้ว่าภาครัฐจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในช่วงต้นปีและปลายปีก็ตาม แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวกลับไม่สามารถฟื้นฟูกำลังซื้อได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สะสมอยู่ในระดับสูงได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญ ทำให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเน้นการระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จึงส่งผลให้แรงส่งจากการกระตุ้นของรัฐแผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หนี้เก่ายังอยู่ รายได้ใหม่หายวูบ ราคาข้าววิกฤตต่ำสุดในรอบ 18 ปี แม้ว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับเพิ่มเล็กน้อยอาทิ อ้อย (4.8%) มันสำปะหลัง (3.9%) แต่ดัชนีราคาข้าวเปลือกกลับลดลงถึง 31.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำสุดในรอบ 18 ปี ส่งผลให้ชาวนาอีสานมีกำลังซื้อที่น้อยลง ซ้ำเติมด้วยหนี้ครัวเรือนสูงทำให้แบงก์เข้มงวดสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดสินเชื่อหดตัว โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ลดลงไม่น้อยกว่า 13.4% ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพยังปรับเพิ่มขึ้นราว 0.8% YoY ทำให้กำลังซื้อสุทธิของครัวเรือนอีสานอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน รายได้ใหม่ที่หายไปต้องถูกนำไปชำระภาระหนี้เดิม ส่งผลให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันถูกชะลอลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากึ่งคงทนและสินค้าฟุ่มเฟือย เร่งฟื้นกำลังซื้อก่อนสาย ไม่ใช่แค่พยุงเฉพาะหน้า ดัชนีราคาข้าวเปลือกต่ำสุดในรอบ 18 ปี กระทบต่อกำลังซื้อของชาวนาในภาคอีสาน ระยะสั้นควรเร่งพยุงกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่ระยะถัดไปควรมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าวจากการผลิตที่ชาวนามีความถนัด 1. ราคาข้าวตกต่ำสุดในรอบ 18 ปี ระยะสั้น: ใช้มาตรการชดเชยเมื่อราคาต่ำกว่าต้นทุนอ้างอิง เพื่อไม่ให้ชาวนาไม่มีเงินทำนารอบหน้า ระยะยาว: จูงใจให้ชาวนาเพิ่มมูลค่าข้าวจากการปลูกด้วยวิธีการปลูกที่ได้มาตรฐานการรับรองการผลิตข้าว อาทิเช่น SRP GAP เพื่อเปิดตลาดการส่งออกที่กว้างและเพิ่มมูลค่าในการขาย 2. รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพ ระยะสั้น: มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น น้ำ ไฟ แก๊ส เฉพาะพื้นที่รายได้ต่ำ พยุงกำลังซื้อในช่วงเปราะบาง ระยะยาว: ต่อยอดนโยบาย Thailand Fastpass ในการ Upskills แรงงานในอีสานในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต อาทิเช่น อุตสาหกรรม AI, อุตสาหกรรมพลังงานชีวะภาพ และอื่นๆ 3. หนี้ครัวเรือนสูง จนรายได้ในอนาคตถูกใช้ไปแล้ว ระยะสั้น: ขยายกรอบนโยบาย ”ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่เป็นนโยบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มเปราะบางทั้งหมด พร้อมขยายให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือในทุกมิติ ระยะยาว: คลินิกแก้หนี้ครัวเรือนโดยสหกรณ์/อบต. เป็นจุดคัดกรอง ไม่ช่วยแบบเหมารวม สถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมในภาคอีสานยังคงน่ากังวล เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการกำลังวิตกกังวลต่อกำลังซื้อในพื้นที่ที่ซบเซาลงอย่างมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า และรายได้จากภาคเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ตามเป้าหมาย ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นในการลงทุน สถานการณ์การลงทุนของภาคเอกชนในภาคอีสานยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ผลจากปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เข้ามากัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผนวกกับปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ถูกประเมินว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในขณะนี้ ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะภาคการค้าชายแดนที่หยุดชะงักอย่างฉับพลัน และภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวลง สวนทางกับทิศทางการฟื้นตัวของจังหวัดอื่นในภาคอีสาน โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดชายแดนอีสานใต้ (บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์) ที่จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลง แม้ระดับผลกระทบจะยังต่ำกว่าจังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักก็ตาม คณะผู้จัดทำ ที่ปรึกษาโครงการ ผศ.ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์ นักวิเคราะห์ นาย ธนสาร […]

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนธันวาคม 2568 อ่านเพิ่มเติม »

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ เปิดบันทึกย้อนรอย 3 เหตุการณ์นำไปสู่เลือกตั้งซ่อม ที่ทำให้คนอีสานต้องเข้าคูหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาทุ่งกุลาร้องไห้ และสายลมร้อนที่พัดผ่านรวงข้าวสีทอง สิ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้สภาพอากาศในภาคอีสาน คือ “การเมือง” อีกเพียงไม่ถึงเดือนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่สำหรับประเทศไทยกันแล้ว โดยการเลือกตั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญหลังจากการยุบสภาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนอีสานเป็นผู้กำหนดรัฐบาล” ด้วยจำนวนประชากรและเก้าอี้ ส.ส. ที่มากที่สุดในประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญที่หลายคนอาจมองข้าม คือภาคอีสานเป็นภมิภาคที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองมากที่สุดเช่นกัน ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องหรือราคาพืชผล แต่รวมถึงสิทธิเสียงที่พวกเขามอบให้ผู้แทนฯ ไปแล้ว กลับถูกทำให้ “เป็นโมฆะ” หรือ “ว่างลง” ด้วยอุบัติเหตุทางกฎหมายและเกมอำนาจจากส่วนกลาง ทำให้พี่น้องชาวอีสานจำนวนไม่น้อยต้องเดินเท้าเข้าคูหาเพื่อ “กาบัตร” ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นทุก 4 ปี แต่สำหรับภาคอีสาน ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา มีหลายพื้นที่ที่วงจรการเลือกตั้งไม่ได้จบลงแค่ในวันเดียว ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่าภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ประจำเขตจำนวนมากที่สุดในประเทศและมีความถี่สูงเป็นรองเพียงภาคเหนือ โดยมีสาเหตุหลักไม่ได้มาจากการเสียชีวิตตามธรรมชาติ แต่มาจาก “สงครามกฏหมาย” และการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมือง จากข้อมูลสถิติการเลือกตั้งซ่อมในภาคอีสาน สามารถจำแนกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ – เกิดการเลือกตั้งซ่อมพร้อมกันถึง 4 เขต ในปี 2552 จังหวัดขอนแก่น – เกิดการเลือกตั้งซ่อมทั้งจากกรณีใบเหลือง การตัดสิทธิ์ และคดีอาญา จังหวัดนครราชสีมา – พื้นที่รอยต่อที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการวัดบารมีระหว่างตัวบุคคลและกระแสพรรค สาเหตุที่เป็นตัวจุดฉนวนเกิดการเลือกตั้งซ่อมนั้น มีเหตุการณ์ใดบ้างที่ทำให้ชาวอีสานต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแล้วเดินเข้าคูหาเลือกตั้งใหม่ วันนี้เราจะมา “เว้าสู่ฟัง” ถึง 3 เหตุการณ์เปลี่ยนเมืองที่ทำให้เสียงของคนอีสานต้องถูกนับใหม่อีกครั้ง เหตุการณ์ที่ 1: มหันตภัยยุบพรรคและการล้างบาง (ช่วงปี 2551-2552) ในช่วงทศวรรษ 2550 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง และจุดแตกหักสำคัญได้พุ่งเป้ามาที่พรรคการเมืองขวัญใจชาวอีสาน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล ส่งผลให้ “กรรมการบริหารพรรค” ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เหมือนฟ้าผ่ากลางทุ่งนา ส.ส. อีสานระดับแกนนำในพื้นที่ บุรีรัมย์, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม และนครพนม ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีนับสิบชีวิต ส่งผลให้เกิด “มหกรรมเลือกตั้งซ่อม” ครั้งใหญ่ที่สุดในวันที่ 11 มกราคม 2552 ชาวบ้านที่เคยดีใจกับชัยชนะของตนเอง ต้องตื่นมาพบความจริงว่าคะแนนเสียงนั้นหายไป และต้องออกไปเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร เหตุการณ์ที่ 2: งูเห่าและการพิสูจน์ศรัทธา (ช่วงปี 2553) เมื่อฝุ่นจากการยุบพรรคจางลง การเมืองอีสานกลับไม่ได้สงบอย่างที่คิด เมื่อกระแสการ “ย้ายขั้ว”เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ส.ส. หลายคนตัดสินใจย้ายจากพรรคเดิมไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ นำมาซึ่งข้อครหาเรื่อง “งูเห่า” เพื่อความสง่างามและเพื่อพิสูจน์ฐานเสียง ส.ส. ในจังหวัดนครราชสีมา จึงตัดสินใจ “ลาออก” เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งซ่อม

เมื่อ “กาบัตร” ครั้งเดียวไม่เคยพอ อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง สัญญาการเมืองนโยบายไหน ‘พูดแล้วทำ’ หรือ ‘หน้ามึนแล้วปล่อยเบลอ’

เมื่อมีการเลือกตั้ง ย่อมมีนโยบายต่างๆ ออกมาเพื่อใช้ในการหาเสียง นโยบายหลายอย่างสามารถทำให้เป็นจริงได้ แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแล้ว นโยบายที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ตามที่หาเสียงไว้นั้นกลับมีมากกว่าเป็นเท่าตัว แม้ว่าจะไม่สามารถทำได้ทุกอย่างตามที่หาเสียงไว้ แต่การทำนโยบายสำคัญให้สำเร็จ หรือแสดงออกว่าพรรคมีความพยายามอย่างจริงจังนั้น เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นถึงความจริงใจ ไม่ใช่เพียงแค่ลมปากที่พูดแล้วก็ลืม หรือออกมาบอกว่า “เป็นแค่เทคนิคหาเสียง” เท่านั้น การกระทำเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจ และประชาชนอาจไม่ไว้วางใจ เพราะหากเรื่องแค่นี้ยังหลอกกันได้ แล้วในอนาคตจะเหลืออะไรให้เชื่อถือได้ ในยุคปัจจุบันที่ประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและการเมืองมากขึ้น ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นเพราะเราได้เข้าสู่โลกดิจิทัลที่การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น และมีสื่อต่างๆ ที่ออกมานำเสนอในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ที่ดี และในแง่ที่บิดเบือนความจริงจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม การหาเสียงในยุคปัจจุบันคงไม่ใช่เรื่องที่พูดแล้วลืมกันไป หรือจะทำหรือไม่ทำก็ได้โดยไม่มีใครสนใจอีกต่อไป เพราะ Digital Footprint หรือร่องรอยการกระทำที่ได้มีการเผยแพร่และบันทึกไว้ในรูปแบบต่างๆ นั้นพร้อมจะกลับมาย้ำเตือนความทรงจำของประชาชนว่า ครั้งหนึ่งพรรคนี้เคยสัญญา หรือเสนอนโยบายว่าจะทำเรื่องนี้ แต่กลับไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำ หรือกลืนน้ำลายตัวเองไม่ทำตามที่พูด แม้จะมีคนทวงถามแล้วก็ตาม สิ่งเหล่านี้ในบางครั้งอาจกลายเป็นปัญหาที่พร้อมจะกลับมาทำลายตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง นโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลดำเนินการนั้นย่อมส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ลดภาระค่าใช้จ่ายในบางส่วน หรือการปรับเงินเดือนข้าราชการใหม่เพื่อเป็นเหมือนฐานอ้างอิงที่ภาคเอกชนควรปรับตาม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ นโยบายที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนหลายอย่างนั้น ก็มีบางนโยบายที่เมื่อนำมาใช้จริงแล้วย่อมก่อให้เกิดคำถามตามมาถึงความเหมาะสมว่า มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่ต้องนำเงินงบประมาณมาใช้จ่ายในส่วนนี้ เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่จะแจกเงินให้ประชาชนคนละหนึ่งหมื่นบาท หรือโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐบอกว่าเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงผลในระยะสั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว เมื่อเทียบกันแล้ว การนำเงินส่วนนี้ไปทำโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวน่าจะเป็นผลดีกว่า แต่ประชาชนอาจรู้สึกว่าสิ่งนั้นไกลตัวเกินไป นอกจากนี้ การทำนโยบายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแจกเงินเพื่อให้ประชาชนเลือกตนเองนั้น ถือเป็นการใช้เงินซื้อเสียงในรูปแบบของนโยบายหรือไม่ นโยบายที่ดีนั้นควรมีทั้งวิสัยทัศน์ระยะสั้นและระยะยาวที่สมดุลกัน ในระยะสั้น นโยบายควรตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโดยตรง แต่ต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น ในระยะยาว นโยบายควรมุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมนวัตกรรมและการสร้างงานที่มีคุณภาพ หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน นโยบายที่ดีต้องไม่ใช่แค่การแจกเงินที่หมดไปตามกาลเวลา แต่ต้องเป็นการสร้างโอกาสที่ช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต เมื่อนโยบายมีความสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานระยะยาว ก็จะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นของประชาชน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และที่สำคัญคือ ทำให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือภาพรวมของนโยบายที่แท้จริงควรมุ่งไปสู่ ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเสียงด้วยสัญญาที่ไม่ยั่งยืน   อ้างอิง Promise Tracker, กรุงเทพธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ, ประชาชาติธุรกิจ, ThaiPublica, The Standard

พามาเบิ่ง สัญญาการเมืองนโยบายไหน ‘พูดแล้วทำ’ หรือ ‘หน้ามึนแล้วปล่อยเบลอ’ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง สัดส่วน Gen Z อีสานในเขตอำเภอเมือง เสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตา

🔍 พาเปิดเบิ่ง สัดส่วน Gen Z อีสานในเขตอำเภอเมือง เสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตา   เมื่อเวลาของคนรุ่นเก่าเริ่มโรยรา เวลาของคนรุ่นใหม่กำลังผลิบาน จากตัวเลขการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เห็นชัดว่าลมเริ่มเปลี่ยนทิศแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่อยากเห็นการเมืองแบบเดิมๆ อีกต่อไป พวกเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ต่างจากอดีต และกำลังใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่ออนาคตที่ต้องการด้วยตัวเอง   จังหวัด จำนวนGen Z ที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอำเภอเมืองแต่ละจังหวัด (คน) สัดส่วน Gen Z ที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอำเภอเมืองแต่ละจังหวัด นครพนม 22,053 19.04% บุรีรัมย์ 33,716 19.03% บึงกาฬ 11,813 18.89% มหาสารคาม 22,547 18.86% สุรินทร์ 37,414 18.23% สกลนคร 23,858 17.78% มุกดาหาร 15,582 17.40% อุดรธานี 42,042 17.32% อุบลราชธานี 23,110 17.13% เลย 10,966 16.97% ขอนแก่น 27,743 16.84% นครราชสีมา 47,120 16.73% อำนาจเจริญ 16,591 16.72% หนองบัวลำภู 16,863 16.70% ศรีสะเกษ 17,117 16.70% หนองคาย 16,167 16.60% ยโสธร 17,187 16.51% กาฬสินธุ์ 14,816 16.22% ร้อยเอ็ด 18,348 15.72% ชัยภูมิ 21,989 15.61%   อ้างอิง กรมการปกครอง

พาเปิดเบิ่ง สัดส่วน Gen Z อีสานในเขตอำเภอเมือง เสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตา อ่านเพิ่มเติม »

ถุงกระสอบสายรุ้ง จดหมายเหตุที่มีชีวิตของการเคลื่อนย้ายแรงงานอีสาน

“สายรุ้งบ่ได้มีอยู่แค่เทิงฟ้า แต่ยังห้อยพาดอยู่บ่าของนักสู้ผู้แบกฝัน” เมื่อสายรุ้งไม่ได้อยู่แค่บนฟ้า สายรุ้ง ไม่ได้ปรากฏแค่หลังฝนหยุดตก หากแต่ยังมีสายรุ้งอีกสายหนึ่งที่อดทนอยู่ท่ามกลางฝนที่ยังโปรยลงมา สายรุ้งที่ไม่ได้อยู่บนฟ้า แต่อยู่บนบ่าของคนสู้ชีวิต ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลวันหยุดยาว ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันสำคัญอื่นๆ ภาพที่เราคุ้นเคยคือคลื่นมหาชนที่เนืองแน่นตามสถานีขนส่ง ชานชาลารถไฟ หรือบนหลังรถกระบะที่มุ่งหน้ากลับบ้าน และสิ่งที่เคียงคู่การเดินทางนี้เสมอคือถุงกระสอบลายรุ้งใบใหญ่ที่ถูกอัดจนตึงเปรี๊ยะ ภายในถุงเหล่านั้นไม่ได้บรรจุเพียงเครื่องใช้จำเป็น แต่อัดแน่นไปด้วยของฝากและสิ่งของแทนใจที่เตรียมไว้เพื่อคนที่รออยู่ทางบ้าน จนถุงใบนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการหอบเอาความรักและความห่วงใยกลับไปให้แก่ครอบครัว จากถุงสำเพ็งสู่ไอคอนของคนอีสาน หากมองให้ลึกไปกว่าการเป็นเพียงบรรจุภัณฑ์ถุงกระสอบสายรุ้ง คือหลักฐานของการดิ้นรนและการย้ายถิ่นของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานที่จากบ้านนาเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อแบกรับความหวัง ความฝัน และความรับผิดชอบของครอบครัวไว้บนบ่า ในประเทศไทย ถุงกระสอบสายรุ้งเริ่มต้นการเดินทางจากย่านสำเพ็ง โดยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยเชื้อสายจีนนำมาใช้บรรจุและขนส่งสินค้า จนคนเรียกติดปากว่าถุงสำเพ็ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปในช่วงปี พ.ศ. 2530-2540 ที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคทองของอุตสาหกรรม ถุงลายรุ้งเหล่านี้กลับกลายเป็นสัมภาระคู่กายของแรงงานอีสานมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ จนกลายเป็นไอคอนิกแห่งการย้ายถิ่นฐานมาจนถึงปัจจุบัน ทำไมไม่ใช้กระเป๋าเดินทางล้อลากดีกว่า หลายคนอาจสงสัยว่า เดินทางไกลๆ ของก็เยอะ ทำไมถึงไม่ซื้อกระเป๋าเดินทางล้อลากที่ดูสะดวกสบายกว่า? คำตอบอยู่ที่ความเป็นจริงของชีวิต สำหรับนักสู้ชีวิตที่ต้องย้ายถิ่นฐานมาไกล ฟังก์ชันของกระเป๋าล้อลากกลับกลายเป็นข้อจำกัด: รูปทรงตายตัว ไม่สามารถจุของเกินพิกัดได้ โครงสร้างเปราะ เสี่ยงต่อการแตกหักเมื่อต้องรองรับแรงทับถมใต้ท้องรถทัวร์ เส้นทางที่ไม่แน่นอน วิถีการเดินทางของผู้ย้ายถิ่นแตกต่างจากนักท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นพื้นเรียบหรือสมบุกสมบันที่ต้องคอยยกขึ้นยกลงตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ถุงกระสอบสายรุ้งที่ทั้งยืดหยุ่น ทนทาน และรองรับสภาพพื้นผิวได้หลากหลาย จึงกลายเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับความจริงของชีวิต เรื่องของราคาและความหมาย นอกจากการใช้งานแล้ว “ราคา” คือเหตุผลสำคัญที่กระเป๋าเดินทางล้อลากไม่อาจตอบโจทย์ชีวิตของผู้ย้ายถิ่นได้อย่างแท้จริง ด้วยราคาที่สูงกว่าถุงกระสอบสายรุ้งหลายเท่าตัว สำหรับคนที่จากบ้านมาไกล เงินทุกบาททุกสตางค์ล้วนมีความหมายเกินกว่าจะใช้ไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย “อิหยังประหยัดได้กะประหยัด อันใด๋ใช้ได้กะใช้ไปก่อน” ประโยคเรียบง่ายนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การประหยัดเงิน แต่คือการยอม “อด” ในวันนี้ เพื่อให้มีความ “อยาก” ที่จะใช้ให้เป็นแรงผลักดันในวันข้างหน้า ภูมิหลังของความจำเป็น “อีสาน” ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีอัตราความยากจนสูงที่สุดของประเทศ ในปี 2567 มีประชาชนอยู่ในเกณฑ์ยากจนราว 1.2 ล้านคน ขณะที่ครัวเรือนกว่าร้อยละ 60.8 มีภาระหนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 200,540 บาทต่อครัวเรือน แม้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 22,524 บาท แต่รายจ่ายกลับสูงถึง 18,676 บาทต่อเดือน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า การเพิ่มรายได้คือความจำเป็นเร่งด่วน ในการรับมือกับภาวะหนี้สินที่ถาโถมของคนอีสาน ถุงใบเดียวกับโครงสร้างแรงงาน ภาพจำของถุงกระสอบสายรุ้งถูกผูกโยงกับโครงสร้างการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเหนียวแน่น ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ณ สิ้นปี 2563 แรงงานอีสานเคลื่อนย้ายไปทำงานนอกภูมิภาคประมาณ 3 ล้านคน ส่วนใหญ่ทำงานในภาคกลางประมาณ 2.7 ล้านคน (โดยอยู่กรุงเทพฯ 1.2 ล้านคน) โดยแรงงานเหล่านี้กระจายอยู่ในหลายภาคส่วน 1. ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่เน้นไปที่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เช่น ชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ ทำงานในสายงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมยานยนต์ ถุงสายรุ้งมักถูกใช้มากที่สุดในช่วงการย้ายเข้าหอพัก เพราะสามารถขนทั้งที่นอน หมอน มุ้ง และของใช้ส่วนตัวได้ในใบเดียว 2. ภาคบริการและการค้า เป็นภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุด กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต

ถุงกระสอบสายรุ้ง จดหมายเหตุที่มีชีวิตของการเคลื่อนย้ายแรงงานอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

ISAN Voter เปิดสัดส่วนผูมีสิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 รุ่นใหญ่ รุ่นน้อย ใครกุมสิทธิบ้าง? เมื่อ Gen X อีสานถือ 31.4%

ปีใหม่คนใหม่ ประโยคคุ้นหูที่หลายคนมักพูดถึงในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อตั้งเป้าหมายและเริ่มต้นสิ่งดีๆให้กับตัวเอง แต่สำหรับประเทศไทยในปี 2569 นี้จะกลายเป็นปีใหม่รัฐบาลใหม่ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ตามคำกราบบังคมทูลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลตามปกติ แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะบอกได้ว่าสังคมไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด ท่ามกลางการปะทะกันระหว่างกระแสของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดียและวิกฤตการเมือง กับอำนาจเก่าของระบบบ้านใหญ่ที่ฝังรากลึกมายาวนาน จากข้อมูลกรมการปกครองคาดว่าในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้จะมีผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปอยู่ราว 53.2 ล้านคน ทั้งนี้ หากพิจารณาที่ภาคอีสานจะพบว่า ในภาคอีสานจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ราว 17.7 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 33.2% ของประเทศ และมีที่นั่ง ส.ส. เขตถึง 133 ที่นั่งจาก 400 ที่นั่งทั่วประเทศ ทำให้อีสานกลายเป็นหนึ่งในสนามรบหลักที่จะชี้ชะตาว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล การกระจายตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอีสานทั้ง 17.7 ล้านคนแสดงให้เห็นว่า Generation X (อายุ 45-60 ปี) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็น 31.4% หรือ 5.6 ล้านคน กลุ่มนี้คือผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และคนที่อยู่ในวัยทำงานใกล้เกษียณ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบนั้นเพราะหนึ่งในปัญหาหลักของอีสานคือหนี้สินและความยากจน ทำให้แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะอายุมากแล้วแต่ก็ยังมีหลายคนที่เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ และเงินที่ไม่พอใช้หลังจากเกษียณ ทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายภาษี ราคาพืชผล เงินบำนาญ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ Generation Y (อายุ 29-44 ปี) มีจำนวน 4.9 ล้านคน หรือ 27.9% เป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นตัวตัดสิน เพราะเป็นวัยทำงาน สร้างครอบครัว มีภาระหนี้ครัวเรือน ความกังวลเรื่องปากท้อง และมีความตื่นตัวบนโซเชียลมีเดียสูง คนกลุ่มนี้เป็นวัยกลางคนที่แม้ว่าบางคนจะถูกมองว่าหัวโบราณ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นกลุ่มที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ทำให้นโยบายของพรรคการเมือง และปัจจัยต่างๆนั้นมีผลต่อการตัดสินใจเป็นอยย่างมากที่ไม่ใช่เพียงแค่อุดมการณ์ Generation Z (อายุ 18-28 ปี) มีจำนวน 3.0 ล้านคน หรือ 17.2% แม้จะเป็นกลุ่มเล็กที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีความคาดหวังทางการเมืองสูงที่สุด และพร้อมจะเปลี่ยนใจทันทีหากพรรคที่เลือกไม่ทำตามสัญญา คนกลุ่มนี้แม้หลายคนจะมองว่ายังคงเป็นเด็กอาจจะยังไม่รู้ประสีประสาอะไรมาก แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การเข้าถึงอินทเอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆนั้นง่ายขึ้น แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้นภูมิคุ้มกัน และการกรองข้อมูลอาจจะยังไม่ได้มีมากเท่าที่ควรด้วยประสบการณ์ต่างๆ และการคล้อยตามอาจจะเกิดได้ง่ายขึ้น หนึ่งในจุดเด่นของกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ที่เห็นได้ชัดนั่นคือการยึดมั่นในอุดมการณ์ ซึ่งหลายคนนั้นอาจจะยอมหักไม่ยอมงอทำให้ความยืดหยุ่นนั้นต่ำ และยึดมั่นในพรรคการเมืองมากกว่าตัดบุคคล Baby Boomers (อายุ 61-79 ปี) มีจำนวน 3.59 ล้านคน หรือ 20.3% เป็นฐานเสียงหลักของระบบบ้านใหญ่แบบดั้งเดิม แต่กำลังถูกเจาะด้วยข้อมูลใหม่จากลูกหลาน จังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญในอีสานนั้นคงจะหนีไม่พ้นจังหวัดใหญ่และบริเวณใกล้เคียง

ISAN Voter เปิดสัดส่วนผูมีสิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 รุ่นใหญ่ รุ่นน้อย ใครกุมสิทธิบ้าง? เมื่อ Gen X อีสานถือ 31.4% อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง 2568 ปีแห่งวิกฤตที่ใครก็ลืมไม่ลง

2658 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ความตึงเครียดชายแดน วิกฤตการเมือง ไปจนถึงภัยพิบัติธรรมชาติที่พร้อมใจกันทดสอบคนในชาติ   กุมภาพันธ์ 13 กุมภาพันธ์: กลุ่มชาวกัมพูชาพร้อมแกนนำชาตินิยมเดินขบวนเข้าสู่พื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ มีการชูธงชาติและร้องเพลงชาติกัมพูชาเพื่ออ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ ทหารพรานไทยเข้าเจรจาผลักดันให้ถอนตัว แต่คลิปวิดีโอแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย กระตุ้นความไม่พอใจของคนไทยอย่างรุนแรง นำไปสู่การประท้วงหน้าสถานทูตและการส่งหนังสือประท้วงทางการทูต มีนาคม 28 มีนาคม: แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มีจุดศูนย์กลางในพม่า ส่งแรงสั่นสะเทือนรุนแรงถึงกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่งผลให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างถล่มทั้งหลัง การกู้ภัยดำเนินไปอย่างยากลำบากท่ามกลางซากปรักหักพัง พบผู้เสียชีวิต 96 ราย ส่วนใหญ่เป็นวิศวกรและแรงงานก่อสร้าง กลายเป็นโศกนาฏกรรมด้านการก่อสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ พฤษภาคม 28 พฤษภาคม: ชุดลาดตระเวนทหารไทยและกัมพูชาเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญที่ช่องบก (สามเหลี่ยมมรกต) จังหวัดอุบลราชธานี เกิดการยิงปะทะกันด้วยอาวุธประจำกายประมาณ 20 นาที ก่อนทั้งสองฝ่ายจะถอนกำลัง 31 พฤษภาคม: ท่ามกลางข่าวสงคราม คนไทยได้รับข่าวดีเมื่อ สุชาตา ช่วงศรี (โอปอล) คว้ามงกุฎ Miss World 2025 เป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ สร้างความภาคภูมิใจและความสุขชั่วคราวให้แก่คนในชาติ มิถุนายน 18 มิถุนายน: สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯกัมพูชา เปิดเผยคลิปเสียงสนทนาความยาว 5 นาที ระหว่างตนเองกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (นายกฯไทยในขณะนั้น) บันทึกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เนื้อหาสร้างความคลุมเครือเรื่องการเจรจาผลประโยชน์ทับซ้อน ฝ่ายค้านและกลุ่มผู้ชุมนุมใช้คลิปนี้โจมตีรัฐบาลว่า “ขายชาติ” แรงกดดันทางการเมืองพุ่งสูงสุด 23 มิถุนายน: รัฐบาลไทยสั่งปิดจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ และขยายผลปิดด่านถาวรและจุดผ่อนปรนตลอดแนวชายแดน 6 จังหวัดอีสานใต้ ตัดขาดการค้าและการข้ามแดนโดยสิ้นเชิง กรกฎาคม 1 กรกฎาคม: ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยสถานภาพนายกรัฐมนตรีจากกรณีคลิปเสียง พร้อมสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย โดยมีรองนายกฯขึ้นรักษาการแทน 24 กรกฎาคม: สถานการณ์ชายแดนแตกหัก กัมพูชาเปิดฉากยิงถล่มฐานทหารไทยที่ปราสาทตาเมือนธมด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 Grad ลูกหลงตกใส่หมู่บ้านพลเรือนในจังหวัดสุรินทร์ มีผู้บาดเจ็บและบ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก กองทัพไทยตอบโต้ด้วยปืนใหญ่หนัก 28 กรกฎาคม: ภายใต้แรงกดดันจากอาเซียนและสหประชาชาติ ไทย-กัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมามีรายงานการละเมิดข้อตกลงโดยกัมพูชาเคลื่อนกำลังพลเข้าประชิดชายแดนเพิ่ม สิงหาคม 29 สิงหาคม: ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีชุดที่ 64 ทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการบริหารชั่วคราว กันยายน 7 กันยายน: สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย รับภารกิจกู้วิกฤตชายแดนและสร้างความเชื่อมั่น ตุลาคม 24 ตุลาคม:

พาย้อนเบิ่ง 2568 ปีแห่งวิกฤตที่ใครก็ลืมไม่ลง อ่านเพิ่มเติม »

อาสนวิหาร สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธาที่งดงามเหนือกาลเวลา

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้เข้ามาหยั่งรากบนแผ่นดินสยามมานานกว่า 350 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เส้นทางของความเชื่อนี้ไม่ใช่เพียงการเผยแผ่ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับการก่อตัวของชุมชน การอพยพ และการจัดระเบียบปกครองที่สอดคล้องกับสังคมไทย การเข้ามาของมิชชันนารีในยุคแรกมักมาพร้อมกับชาวยุโรปและกลุ่มผู้คนที่แสวงหาที่พึ่งพิง ชุมชนคริสตังในกรุงเทพฯ ถือกำเนิดขึ้นตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ดังเช่น วัดอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญ วัดอัสสัมชัญหลังแรกเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1820 และเสร็จในปี ค.ศ. 1821 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเกียรติแด่อัสสัมชัญของพระนางมหามารีอา กลุ่มคริสตชนในยุคแรกประกอบด้วยหลายกลุ่ม เช่น ลูกหลานชาวไทย – โปรตุเกส และต่อมามีการอพยพของชาวเวียดนามคาทอลิกเข้ามาในสยามซึ่งอาศัยอยู่ในภาคอีสาน การเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในภาคอีสานเริ่มขึ้นราวปี ค.ศ. 1881 โดยคุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม และคุณพ่อซาเวียร์ เกโก ชุมชนคาทอลิกในภาคอีสานหลายแห่งมีความพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ ท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะหมู่บ้านคาทอลิกที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย การก่อตั้งชุมชนท่าแร่เป็นหนึ่งในส่ิงที่ที่แสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่เป็นคริสตศาสนิกชนกับการอพยพ เมื่อครั้งที่มิชชันนารีได้นำกลุ่มคริสตชนชาวเวียดนามและชาวพื้นเมือง ซึ่งบางส่วนเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบและได้รับการปลดปล่อยจากการเกณฑ์แรงงาน ได้ตัดสินใจย้ายกลุ่มคริสตชนออกจากตัวเมืองสกลนครเพื่อหาทำเลที่ตั้งหมู่บ้านใหม่ พวกเขาได้จัดทำ “แพใหญ่” บรรทุกทั้งคนและสัมภาระข้ามหนองหารอย่างปลอดภัย และตั้งหลักแหล่งที่ท่าแร่ โดยตั้งชื่อวัดหลังแรกว่า “วัดมหาพรหมมีคาแอล หนองหาร” ซึ่งเป็นชุมชนที่ร้องขอความช่วยเหลือจากอัครเทวดามีคาแอลเป็นประจำเพื่อให้ช่วยคุ้มครองและต่อสู้กับความยากลำบาก การใช้สถาปัตยกรรมของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอลในเวลาต่อมาซึ่งเป็นรูปทรง “หัวเรือสำเภา” หรือ “รูปหัวเรือ” ก็เพื่อสื่อถึงการนำอัครสังฆมณฑลฝ่าคลื่นลมไปสู่ความสำเร็จ เช่นเดียวกับสำเภาของโนอา และแพใหญ่ของคุณพ่อเกโกที่นำกลุ่มคริสตชนบรรพบุรุษข้ามหนองหารมาขึ้นฝั่งที่ท่าแร่อย่างปลอดภัย ปัจจุบันพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยมีการจัดแบ่งเขตปกครองออกเป็น 11 เขต ซึ่งประกอบด้วย อัครสังฆมณฑล และสังฆมณฑล ซึ่งการแบ่งเขตพื้นที่การดูแลหลายเขต ในประเทศไทยเป็นไปตามหลักการจัดระเบียบองค์การแบบอิปิสโคปัลของนิกายโรมันคาทอลิก โดยมุขนายกจะมีอำนาจควบคุมดูแล มุขมณฑล ซึ่งเป็นเขตปกครองที่กำหนดไว้ การจัดตั้งเขตปกครองเหล่านี้ทำให้การบริหารงานทางศาสนาและการแพร่ธรรมเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เมื่อพิจารณาถึงการแบ่งเขตสังฆมณฑล จะพบว่า ภาคอีสาน มีสังฆมณฑลอยู่มากที่วุดในประเทศ ได้แก่ อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง สังฆมณฑลอุบลราชธานี สังฆมณฑลอุดรธานี และสังฆมณฑลนครราชสีมา แม้ว่าจำนวนคริสตศาสนิกชนคาทอลิกทั่วประเทศจะถือเป็นประชากรกลุ่มน้อย โดยมีจำนวนราวๆ ไม่ถึง 400,000 คน แต่การที่ภาคอีสานมีสังฆมณฑลจำนวนมากนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การแพร่ธรรมและการเมืองในยุคสงครามเย็น ในยุคสงครามเย็น (ราว พ.ศ. 2490 – 2534) ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ “สีชมพู” หรือฐานปฏิบัติการของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเงินทุนและอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งฐานทัพและพยายามสกัดกั้นการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ศาสนาคริสต์ซึ่งมีเนื้อแท้ที่ตรงกันข้ามกับระบอบคอมมิวนิสต์ที่ต่อต้านศาสนา จึงถูกผลักดันให้ปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัย ในยุคนี้เองที่เกิดปรากฏการณ์ “โบสถ์โมเดิร์น” ขึ้นในภาคอีสาน อาสนวิหารหลายแห่งที่สร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. 2500 – 2520 จึงเลือกใช้ สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น หรือแบบสากลนิยม แทนรูปแบบคลาสสิกของยุโรป รูปแบบโมเดิร์นนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของโลกเสรีประชาธิปไตยในยุคนั้น อาสนวิหารแม่พระนิรมล อุบลราชธานี ใช้สถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ล้ำสมัย อาสนวิหารพระมารดานิจจานุเคราะห์ อุดรธานี เป็นรูปแบบทรงไทยประยุกต์สมัยใหม่ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแบบสมัยใหม่รุ่นกลางศตวรรษที่ 19 หรือ Mid-century Modern อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ซึ่งเป็นอัครสังฆมณฑลหนึ่งในภาคอีสาน

อาสนวิหาร สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธาที่งดงามเหนือกาลเวลา อ่านเพิ่มเติม »

จากเมืองหลวง…กลับสู่บ้านเกิด การกลับมาของคนรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญ

ภาคอีสานในปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากถึง 21.5 ล้านคน หรือ 33% ของประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในประเทศไทย ภายในภูมิภาคนี้มีผู้คนจากทุกเจเนอเรชั่นอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ละรุ่นเติบโตมาพร้อมกับบริบททางสังคมและเหตุการณ์สำคัญที่แตกต่างกันไป ส่งผลให้ทัศนคติ ค่านิยม และรูปแบบการดำรงชีวิตของแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เมื่อเจเนอเรชั่นต่างกัน โลกที่เติบโตมาก็ไม่เหมือน คนที่เกิดในช่วง Silent Generation (ก่อนปี พ.ศ. 2488) และ Baby Boomers (พ.ศ. 2489-2507) เติบโตท่ามกลางยุคที่เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก พวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรดั้งเดิมสู่ยุคที่รัฐบาลเริ่มส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเบา Silent Generation ที่เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ พวกเขาจะมีลักษณะประนีประนอม อดทนต่อระบอบระเบียบ และมุ่งเน้นความมั่นคง ส่วน Baby Boomers ที่ผ่านยุคสงครามเย็นและการสร้างถนนมิตรภาพในอีสาน เป็นคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ และให้ความสำคัญกับครอบครัว คนรุ่นนี้มักสั่งสมภูมิปัญญาการเกษตรจากการลงมือทำจริง เข้าใจดินฟ้าอากาศในพื้นที่ และมีเครือข่ายทางสังคมที่แน่นแฟ้น เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค Generation X (พ.ศ. 2508-2522) ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจขยายตัวสูงในทศวรรษ พ.ศ. 2520-2530 ที่เรียกว่า “ยุคทองของเศรษฐกิจไทย” ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 Gen X ที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม จึงเติบโตท่ามกลางความหวังในการพัฒนาประเทศ การขยายตัวของอุตสาหกรรมและภาคบริการ รวมถึงการเริ่มต้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ พวกเขาจึงมีทั้งประสบการณ์การบริหารจัดการธุรกิจ กำลังซื้อที่มั่นคง และความเข้าใจในการเชื่อมโยงระหว่างวิถีเก่ากับโลกธุรกิจสมัยใหม่ เป็นเจเนอเรชั่นกึ่งกลางที่เชื่อมโยงคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ด้วยความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดี ส่วน Generation Y หรือ Millennials (พ.ศ. 2523-2537) และ Generation Z (พ.ศ. 2538-2552) เติบโตมาในยุคที่อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน Gen Y ที่ผ่านกระแสวัฒนธรรมตะวันตกและพฤษภาทมิฬ คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนะล็อกและดิจิทัล มีความเป็นปัจเจกนิยมสูง และริเริ่มการสร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิต โดยเฉพาะ Gen Z ที่เกิดมาพร้อมกับยุคสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งและการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต พวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การค้าออนไลน์ และการเข้าสู่ยุค Digital Transformation เป็นรุ่นที่มีความคล่องแคล่วทางเทคโนโลยีสูง รักอิสระ และกล้าตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานเดิม คนรุ่นนี้จึงมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การตลาดออนไลน์ การจัดการข้อมูล และแนวคิดธุรกิจที่ยืดหยุ่น ที่มา กรมการปกครอง การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน จากความจำเป็นสู่การแสวงหาโอกาส ความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชั่นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านพฤติกรรมการย้ายถิ่นฐานของผู้คนในภาคอีสาน ในอดีต Baby Boomers และ Gen X จำนวนมากต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดไปทำงานยังกรุงเทพฯ หรือนิคมอุตสาหกรรมด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ พวกเขาส่งเงินกลับบ้านเพื่อพยุงภาคเกษตรและเลี้ยงดูครอบครัว การย้ายถิ่นในยุคนั้นไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหนทางเอาตัวรอดท่ามกลางความยากจนและโอกาสที่จำกัดในชนบท แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของ Gen Y และ Gen Z ภาพนี้เริ่มเปลี่ยนไป แม้ว่าการย้ายถิ่นฐานยังคงเกิดขึ้น

จากเมืองหลวง…กลับสู่บ้านเกิด การกลับมาของคนรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญ อ่านเพิ่มเติม »

5 บทเพลงลูกทุ่งอีสาน ถ่ายทอดเรื่องเล่า เคล้าเสียงแคน

ฮู้บ่ว่า เพลงลูกทุ่งที่เราผ่านหูมาตลอดนั้น กำลังทำหน้าที่บอกพิกัดที่เที่ยวในอีสานได้ด้วยนะ วันนี้เราจะมาเจาะลึก 5 เพลงลูกทุ่ง ที่ถ่ายทอดมาจากความรู้สึกนึกถึงด้วยการนำเอาสถานที่ ตำนานพื้นบ้าน และเทศกาลประจำปีมาผูกไว้ในบทเพลง จนกลายเป็น Soft Power ที่ต่อยอดมาเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งอุตสาหกรรมดนตรีและการท่องเที่ยว ผ่านท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งอีสาน ริมฝั่งหนองหาน โดย มนต์แคน แก่นคูณ พ.ศ. 2549 “ฟ้างามยามแลง ข้างทุ่ง หนองหาน  อ้ายนั่งเบิ่งฟ้า คืดฮอด  แก้วตาเจ้าไปสิเล้อ” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: มีการนำวรรณกรรมพื้นบ้าน เรื่อง “ผาแดง นางไอ่” มาสร้างความเชื่อมโยงกับสถานที่จริงอย่าง หนองหาน จังหวัดสกลนคร เป็นการดึงดูดผู้ฟังให้ตามรอยตำนานและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น    เบิ่งนครพนม โดย ต่าย อรทัย พ.ศ. 2552 ต้นฉบับปี (2516) “ไหมก็ขาว สาวลาวก็สวย มวยผมดำน้ำบ่อก็ใส สวยแท้คือสาวภูไท สวยบาดใจชาย สาวญวนก็งาม” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: ได้กล่าวถึงผ้าไหม และการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในจังหวัดนครพนม ได้แก่ ลาว ภูไทย ญวน ซึ่งเพลงนี้ได้เสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธ์ุและเสริมสร้างอัตลักษณ์วิถีชีวิตและความงามทั้งสองฝั่งโขงไทย-ลาวได้อีกด้วย   น้ำตาสาววาริน โดย จินตหรา พูนลาภ พ.ศ. 2560 “สาววารินวันนี้ต้องกินน้ำตา  เพราะหนุ่มอุบลไม่มา  แห่เทียนพรรษาเหมือนดังปีก่อน  เขาจากไปแล้ว กับผู้สาวสกลนคร” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: การนำเอาประเพณีแห่เทียนพรรษาและบอกหมุดหมายของการพบปะ คือ ทุ่งศรีเมืองจังหวัดอุบลราชธานี และเพลงนี้ได้แสดงถึงความสำคัญของเทศกาลประจำปีของจังหวัดที่มีผู้คนจากต่างอำเภอ ต่างจังหวัด เช่น สาวอำเภอวาริน และสาวสกลนครเข้าร่วม เป็นต้น    คิดฮอดจังภูลังกา โดย เวียง นฤมล พ.ศ. 2565 “ท่องแดนธรรมถิ่นภูลังกา เบิ่งหินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬเมื่อปีผ่านมา ไผน้อบอกย้ำคำว่าฮักอีหล่าหน้าปู่อือลือ” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: กล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างภูลังกา และหินสามวาฬ รวมถึงการอ้างอิงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคำสัญญาที่มาจากความเชื่อเรื่องพญานาคของชาวอีสานผ่านการโปรโมทถ้ำนาคาหรือปู่อือลือ เพื่อกระตุ้นให้คนเดินทางไปตามรอยความศรัทธาในจังหวัดบึงกาฬ   รักซึ้งบึงแก่นนคร โดย บิว จิตรฉรีญา พ.ศ. 2566 “ลูกมีใจตั้งแต่งานไหมปีก่อนกี้ จนปานนี้แห่งฮักหลาย หละมาปีนี้เป็นหยังอ้ายบ่มาเที่ยวดอกงานไหม บึงแก่นนครบ่มีชาย ใจสลายแล้วเด้เเม่” เนื้อเพลงสะท้อนถึง: เพลงนี้ได้มีการนำเอาความรักมาผูกโยงกับสถานที่อย่างบึงแก่นนคร พร้อมกับวัดหนองแวง อารามหลวง และเทศกาลประจำปีอย่างงานไหมนานาชาติ ของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเพลงนี้สามารถโปรโมทเทศกาลและบอกแหล่งหมุดหมายของการมาพบปะและท่องเที่ยวในขอนแก่นอย่างบึงแก่นนครได้ จะเห็นว่าเพลงลูกทุ่งแต่ละเพลงที่กล่าวมานั้นมีการสื่อสารวัฒนธรรมและอ้างถึงสถานที่จริงในเนื้อเพลง ซึ่งได้สะท้อนถึงความหลากหลายและความโดดเด่นในภาคอีสานในเชิงภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมอีสาน นับว่าเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมดนตรี พร้อมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปควบคู่กันได้อีกด้วย IFPI Global Music Report 2024 ชี้ว่า อุตสาหกรรมดนตรีไทยตอนนี้กำลังมาแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2567 มีมูลค่าตลาดกว่า 3,400

5 บทเพลงลูกทุ่งอีสาน ถ่ายทอดเรื่องเล่า เคล้าเสียงแคน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top