พาส่องเบิ่ง ‘ผ้าขาวม้า’ 4 ภาคที่ลายผ้าไม่เหมือนกัน จากผ้านุ่งริมรั้วสู่รันเวย์โตเกียว

“ผ้าขาวม้า” ไม่ใช่แค่ผืนผ้าสารพัดประโยชน์ที่อยู่คู่ครัวเรือนไทยมานานนับศตวรรษเท่านั้น แต่ยังสามารถแปลงร่างเป็นทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างทรงพลัง ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่น ผ้าทอพื้นบ้าน รวมถึงผ้าขาวม้าเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกฝ้าย ผู้ย้อมสี ช่างทอ ผู้แปรรูป ไปจนถึงนักออกแบบและผู้ประกอบการสร้างแบรนด์ ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระดับชุมชน จังหวัด และประเทศ หากได้รับการพัฒนาเชิงดีไซน์ การตลาด และการสร้างเรื่องราวอย่างเป็นระบบ ผ้าขาวม้าสามารถยกระดับจาก “ของใช้พื้นบ้าน” สู่ “สินทรัพย์เชิงสัญลักษณ์” ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในตลาดสร้างสรรค์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศนั่นเอง

เมื่อส่องลึกลงในแต่ละภูมิภาค จะพบว่า “ผ้าขาวม้าไทย” ไม่ได้มีแบบเดียว โดยแต่ละภาคีลวดลายแตกต่างกันไป โดยเริ่มจาก

ภาคเหนือ มีชื่อเรียกหลากหลาย อย่างเช่น ผ้าต๋อย ผ้าหัว ผ้าตะโก้ง ลวดลายมักเพิ่มความละเอียดบริเวณเชิงผ้า แทรกอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ลายนก ลายเจดีย์ ลายช้าง สะท้อนโลกทัศน์แบบล้านนาที่ผสานศิลปะกับวิถีชีวิต

ภาคกลาง โดดเด่นที่ “ผ้าขาวม้าร้อยสี” โดยเฉพาะจากอำเภอหนองขาว จังหวัดกาญจนบุรี ใช้สีหลักเพียงไม่กี่สีแต่ทอสลับเส้นพุ่ง-เส้นยืนอย่างชาญฉลาด เกิดภาพตารางที่มีมิติทางสายตา ความเรียบง่ายที่ซ่อนความซับซ้อนนี้ทำให้ผ้าภาคกลางมีเอกลักษณ์

ภาคใต้ เรียกผ้าชักอาบหรือผ้าขุบ โทนสีและวัสดุมีความพิถีพิถัน โดยเฉพาะพื้นที่เกาะที่เลือกใช้เส้นใยคุณภาพดี การทอแน่น แข็งแรง เหมาะกับภูมิอากาศชื้นและวิถีชีวิตชายทะเล

แต่หากจะกล่าวถึง “พลังทางวัฒนธรรมที่เข้มข้นที่สุด” ต้องยกให้ ภาคอีสาน ซึ่งผ้าขาวม้าไม่ได้เป็นเพียงของใช้ หากเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจชุมชน ชื่อเรียกอย่างผ้าขะม้า ผ้าแพรวาสั้น หรือผ้าอีโป้ โดยมีลวดลายตารางหมากรุกที่เกิดจากการทอสองเส้นใยตัดกัน อาจดูเรียบง่ายในสายตาคนนอก แต่ในเชิงมานุษยวิทยา นี่คือ “ภาษาของชุมชน” ที่บันทึกความรู้เรื่องสี เส้น และจังหวะการทอจากรุ่นสู่รุ่น

ผ้าขาวม้าอีสานยังเชื่อมโยงกับผ้าแพรวาและผ้าไหมลายไหล ซึ่งมีลวดลายริ้วคล้ายสายน้ำ ความต่อเนื่องของลวดลายเหล่านี้สะท้อนความคิดเรื่องความอุดมสมบูรณ์และการไหลเวียนของชีวิต อีกทั้งภาคอีสานมีแรงงานทอผ้าจำนวนมาก การพัฒนาผ้าขาวม้าให้เข้าสู่ตลาดแฟชั่นร่วมสมัยจึงเท่ากับการสร้าง “เศรษฐกิจฐานราก” ที่กระจายรายได้สู่ครัวเรือนโดยตรงนั่นเอง

ความภาคภูมิใจของ “ผ้าขาวม้าไทย”

เมื่อปี 2560 ที่ผ้าขาวม้าจากหลายชุมชนไทยถูกนำไปจัดแสดงในเวที Amazon Fashion Week Tokyo 2017 ณ กรุงโตเกียว การปรากฏตัวครั้งนั้นไม่ใช่เพียงการโชว์ผ้า แต่คือการประกาศว่า “สิ่งทอพื้นบ้านไทย” สามารถยืนอยู่ในเวทีแฟชั่นโลกได้อย่างสง่างาม แบรนด์ไทยอย่าง LALALOVE นำผ้าขาวม้ามาตีความใหม่ในรูปแบบสตรีทแวร์ สร้างมูลค่าเพิ่มจากผืนผ้าหลักร้อยสู่เสื้อผ้าหลักพัน-หลักหมื่น

ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ระดับโลกอย่าง Balenciaga ภายใต้การออกแบบของ Demna Gvasalia ยังเคยเปิดตัวกระเป๋าที่มีรูปลักษณ์คล้าย “กระเป๋าสายรุ้ง” ในคอลเลกชัน Fall/Winter 2016 จนถูกตีความว่าได้แรงบันดาลใจจากวัสดุสามัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุการณ์นี้สะท้อนปรากฏการณ์สำคัญในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อโลกแฟชั่นมองเห็นคุณค่าในความธรรมดา ความธรรมดานั้นย่อมกลายเป็นความพิเศษทันที

ผ้าขาวม้าไทย โดยเฉพาะของภาคอีสานจึงไม่ใช่เพียงผ้าสำหรับพาดบ่า โพกหัว หรือห่อของ แต่เป็น “สินทรัพย์เชิงวัฒนธรรม” ที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากรัฐและเอกชนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง ตั้งแต่การพัฒนามาตรฐานคุณภาพ การสร้างแบรนด์ การจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั่นเอง

 

อ้างอิงจาก:

– Queen Sirikit Museum of Textiles

– Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2023

– Sanook

 

ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่

https://linktr.ee/isan.insight

 

#ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #วิถีไทบ้าน #ผ้าขาวม้า #ผ้าขาวม้าไทย

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top