“สุกี้ตี๋น้อย” คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของธุรกิจร้านอาหารไทยในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว แต่การแข่งขันกลับรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โมเดลบุฟเฟ่ต์ราคา 199 บาทที่เคยถูกมองว่าเสี่ยง กลับกลายเป็นกลยุทธ์พลิกเกมที่เข้าถึงคนได้อย่างถูกต้อง ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใดกล้าขยายสเกลพร้อมกันหลายสิบสาขาในกรุงเทพฯ การตัดสินใจดังกล่าวของคุณเฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช ไม่เพียงสร้างการจดจำแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นการล็อกดีมานด์กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่างไว้ได้ตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 ปี แบรนด์สามารถเติบโตจากผู้เล่นหน้าใหม่ สู่ธุรกิจร้านอาหารระดับพันล้านอย่างรวดเร็ว
จากข้อมูลจะเห็นภาพการเติบโตที่ชัดเจน รายได้เพิ่มจาก 7,028 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 9,147 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโตถึง 31% ซึ่งก็มาจากการขยายสาขาและจำนวนลูกค้ากว่า 9.1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม กำไรกลับลดลงจาก 1,169 ล้านบาท เหลือ 864 ล้านบาท ซึ่งชี้ให้เห็นแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าเช่าพื้นที่ โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่ปกติควรเป็นช่วงทำกำไรสูงสุด แต่กลับเหลือกำไรเพียง 57 ล้านบาท ซึ่งก็อยู่ในช่วงธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ช่วงขยายตัวเชิงรุกนั่นเอง
ตลาดสุกี้บุฟเฟ่ต์กำลังเข้าสู่การแข่งขันอย่างดุเดือด ทั้งผู้เล่นใหม่และผู้เล่นรายใหญ่ที่เคยอยู่ในตลาดพรีเมียมต่างลงมาแข่งขันในกลุ่มดียวกัน นั่นหมายความว่าความได้เปรียบด้านราคาของสุกี้ตี๋น้อยเริ่มถูกท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เป้าหมายในปี 2569 นี้ คือมีรายได้ 13,000 ล้านบาท พร้อมแผนขยายสาขา 60 แห่ง ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะการแตกไลน์แบรนด์ เช่น “ตี๋น้อย โกลด์”, “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” และรูปแบบใหม่อย่าง “สุกี้ตี๋น้อย พลัส” ที่มุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านบาร์อาหาร วัตถุดิบที่หลากหลาย และเมนูระดับพรีเมียม ซึ่งถือว่าเป็นการปรับจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าและประสบการณ์มากขึ้นนั่นเอง
ทั้งนี้ ในจำนวน 60 สาขา แบ่งออกเป็น สุกี้ตี๋น้อย 40 สาขา ตี๋น้อย บาร์บีคิว 2 สาขา ตี๋น้อย โกลด์ 9 สาขา และแบรนด์ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอีก 9 สาขา ส่วนภาพรวมของสุกี้ตี๋น้อยทั้งประเทศตอนนี้ขยายไปแล้ว 35 จังหวัด ปีนี้จะขยายเพิ่มอีก 22 จังหวัด อีก 20 จังหวัดที่เหลืออยู่ในช่วงพิจารณา จนจบสิ้นปี “สุกี้ตี๋น้อย” จะมีทั้งหมด 133 สาขา แบ่งออกเป็นภาคกลาง 82 สาขา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24 สาขา ภาคตะวันออก 13 สาขา ภาคเหนือ 8 สาขา และภาคใต้ 6 สาขา
อ้างอิงจาก:
- กรุงเทพธุรกิจ
- TNN

