ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ทั่วประเทศในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2568 มีพื้นที่เผาไหม้รวมกว่า 14.3 ล้านไร่ แม้ตัวเลขจะลดลงจากปี 2567 ที่สูงถึง 19.5 ล้านไร่ แต่ร่องรอยการเผายังคงกระจายตัวในหลายภูมิภาค และภาคอีสานบ้านเรายังคงเป็นพื้นที่ที่มีการเผาไหม้ในระดับสูงอย่างน่าเป็นห่วง โดยในอีสาน พบว่ามีพื้นที่เผาไหม้รวมกว่า 3.49 ล้านไร่ หรือคิดเป็นประมาณ 24.4% ของพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมดของประเทศ
หากดูเป็นรายจังหวัดจะพบว่า นครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เผาไหม้มากที่สุดในภาคอีสาน ด้วยตัวเลขสูงถึง 700,536 ไร่ หรือคิดเป็น 5.5% ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ตามมาด้วย ชัยภูมิ 535,279 ไร่ และ กาฬสินธุ์ 251,162 ไร่ ขณะที่จังหวัดเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ขอนแก่นซึ่งมักถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางปัญหาฝุ่นควัน กลับมีพื้นที่เผาไหม้ 189,898 ไร่ ต่ำกว่าหลายจังหวัดอย่างชัดเจน อย่างเช่น ร้อยเอ็ด 223,594 ไร่ หรือกาฬสินธุ์ที่สูงกว่า 251,162 ไร่ นั่นแสดงว่าปัญหาฝุ่นในเมืองใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเผาในพื้นที่ตัวเองเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการเคลื่อนตัวของมวลอากาศ การเผาในจังหวัดรอบข้าง และโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกอ้อย ข้าว และมันสำปะหลัง ที่ยังพึ่งพาการเผาเป็นวิธีลดต้นทุนก่อนเก็บเกี่ยวนั่นเอง
การเผาอาจดูเป็นทางลัดต้นทุนต่ำสำหรับเกษตรกรรายย่อย เพราะช่วยลดค่าแรงและเร่งกระบวนการเตรียมพื้นที่ แต่เมื่อมองในระดับกว้างจะพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยเฉพาะต้นทุนด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ ภูมิแพ้ และโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับ PM2.5 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและประสิทธิภาพแรงงานของภูมิภาค ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและแรงงานนอกระบบ เมื่อคุณภาพอากาศแย่ลง คนทำงานกลางแจ้งย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งรายได้ที่ลดลง ชั่วโมงการทำงานที่หายไป และค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่างขอนแก่น นครราชสีมา หรืออุดรธานี ที่กำลังผลักดันตัวเองสู่ศูนย์กลางการลงทุน การแพทย์ และการท่องเที่ยว ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์จากปัญหามลพิษทางอากาศ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมืองที่เต็มไปด้วยค่าฝุ่นระดับอันตรายต่อเนื่องย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
ที่สำคัญปัญหาการเผาในภาคอีสานยังเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างเศรษฐกิจชนบทที่ยังเปราะบาง เพราะเกษตรกรจำนวนมากไม่มีเครื่องจักร ไม่มีทุนเพียงพอในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร หรือไม่มีตลาดรองรับชีวมวลเหลือใช้ การเผาจึงกลายเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด แม้จะสร้างผลกระทบมหาศาลในภายหลังก็ตาม หากรัฐยังแก้ปัญหาเพียงการห้ามเผาหรือจับปรับ โดยไม่สร้างระบบเศรษฐกิจใหม่รองรับ อย่างเช่น ตลาดซื้อขายเศษวัสดุชีวมวล โรงไฟฟ้าชุมชนพลังงานสะอาด หรือการสนับสนุนเครื่องจักรเกษตรขนาดเล็ก ปัญหานี้ก็จะวนกลับมาเกิดซ้ำทุกปีหรือไม่?
ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ จังหวัดที่มีสัดส่วนพื้นที่เผาไหม้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่จังหวัด กลับไม่ใช่นครราชสีมา แต่คือ กาฬสินธุ์ และ ชัยภูมิ ที่มีสัดส่วน 5.8% และ 6.7% ตามลำดับ สิ่งก็แสดงให้เห็นว่าหลายพื้นที่ในอีสานกำลังเผชิญการใช้ที่ดินอย่างหนาแน่นและเปราะบางต่อระบบนิเวศอย่างมาก การเผาซ้ำซากทำให้หน้าดินเสื่อมสภาพ สูญเสียอินทรียวัตถุ ความสามารถในการกักเก็บน้ำลดลง และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรในระยะยาว นั่นหมายความว่า แม้เกษตรกรจะลดต้นทุนได้ในวันนี้ แต่กลับต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นในอนาคต ทั้งปุ๋ยที่ต้องใช้มากขึ้น ดินที่เสื่อมโทรม และผลผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
อ้างอิงจาก:
– Rocket Media Lab
– GISTDA

