หากย้อนกลับไปมองประเทศไทยในช่วงปี 2500-2510 ภาพของประเทศในเวลานั้น อาจแตกต่างจากปัจจุบัน เพราะในขณะนั้นน่านฟ้าไทยเต็มไปด้วยเสียงเครื่องบินรบอเมริกัน เมืองต่างจังหวัดจำนวนมากเต็มไปด้วยทหารต่างชาติ ผับ บาร์ โรงแรม และสถานบันเทิงผุดขึ้นรอบฐานทัพ ขณะที่รถจี๊ปของกองทัพสหรัฐฯ วิ่งผ่านถนนดินแดงในภาคอีสานแทบทุกวัน และทั้งหมดนี้เกิดจากสงครามในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไทยเข้าไปเป็นหนึ่งในหมากสำคัญของเกมอำนาจระดับโลกโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
จุดเริ่มต้นทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมะและนางาซากิของญี่ปุ่น โลกทั้งใบก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ชัยชนะของอเมริกาในสงครามครั้งนั้น ไม่ได้ทำให้โลกสงบลง แต่กลับเปิดฉากสงครามเย็น การต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนิยมที่นำโดยสหรัฐฯ กับโลกคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน มหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างพยายามขยายอิทธิพลของตัวเองไปทั่วโลก และหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด ก็คือ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
โดยเฉพาะหลังปี 2492 เมื่อ เหมา เจ๋อตง สามารถปฏิวัติจีนสำเร็จและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นมาได้ อเมริกาก็เริ่มหวาดกลัวทันทีว่าคลื่นคอมมิวนิสต์กำลังจะไหลทะลักลงมาสู่อินโดจีน
วอชิงตันเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า “ทฤษฎีโดมิโน” แนวคิดที่มองว่า หากประเทศหนึ่งในภูมิภาคเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศรอบข้างก็จะล้มตามกันไปทีละประเทศเหมือนโดมิโนที่ถูกผลัก และในเวลานั้น สถานการณ์ในอินโดจีนก็ดูเหมือนกำลังเป็นไปตามทฤษฎีนั้นจริงๆ
เวียดมินห์สามารถเอาชนะกองทัพฝรั่งเศสได้ในเวียดนามเหนือ ลาวเริ่มเกิดสงครามภายใน กัมพูชาก็เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศกันชนที่สำคัญที่สุดในสายตาของอเมริกา แม้ไทยจะยังไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่การถูกล้อมรอบด้วยประเทศที่กำลังเผชิญอิทธิพลฝ่ายซ้าย ทำให้สหรัฐฯ มองว่า หากไม่รีบเข้ามาสร้างอิทธิพล ไทยอาจเปลี่ยนขั้วในอนาคต
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลไทยเองก็กำลังเผชิญความเปราะบางทางการเมืองภายในประเทศ หลังการรัฐประหารและความขัดแย้งทางอำนาจในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลไทยมองว่า คอมมิวนิสต์คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและต่ออำนาจรัฐโดยตรง การจับมือกับสหรัฐอเมริกา จึงเป็นแนวทางการเอาตัวรอดของรัฐบาลไทยในยุคนั้นด้วย จากจุดนั้น ความสัมพันธ์ไทย-อเมริกาจึงแน่นแฟ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อเมริกาเริ่มอัดฉีดเงินทุนมหาศาลเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านทั้งโครงการพัฒนา ถนน สนามบิน ระบบสื่อสาร และความช่วยเหลือจาก USAID หลายโครงการที่คนไทยใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ล้วนมีรากฐานจากยุคสงครามเย็นทั้งสิ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การขอใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพ อเมริกามองว่า ไทยมีภูมิรัฐศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ใกล้เวียดนาม ลาว และกัมพูชา แต่ปลอดภัยกว่าสมรภูมิโดยตรง สามารถส่งเครื่องบินขึ้นโจมตีได้รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนมหาศาลเมื่อเทียบกับการส่งกำลังจากญี่ปุ่นหรือฟิลิปปินส์
ดังนั้น ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ไทยจึงเริ่มเปิดพื้นที่ให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพทางทหารอย่างต่อเนื่อง ในยุคของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี ฐานทัพอเมริกันในไทยเริ่มขยายตัวอย่างจริงจัง ก่อนจะพุ่งสูงสุดในสมัย ลินดอน บี. จอห์นสัน และ ริชาร์ด นิกสัน ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงพันธมิตรของอเมริกาเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นศูนย์บัญชาการสงครามของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยรัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพรวม 8 แห่งทั่วประเทศ และน่าสนใจว่า 5 แห่งนั้น ตั้งอยู่ใน “ภาคอีสานบ้านเรา”
📍ฐานทัพอากาศอุดรธานี
2507-2519
เป็นศูนย์บัญชาการควบคุมทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็น “บ้านเกิดและรังลับ” ของ Air America สายการบินของ CIA ที่ใช้ทำสงครามลับในลาว
ภารกิจหลัก: กองทัพอากาศที่ 13 ใช้ที่นี่เป็นฐานส่งเครื่องบินเจ็ทขับไล่ F-4 Phantom II ไปถล่มเวียดนามเหนือและเส้นทางโฮจิมินห์ พร้อมทั้งเป็นศูนย์เรดาร์และหน่วยกู้ภัยนักบิน
📍ฐานทัพอากาศนครพนม
2505-2519
ฐานทัพที่อยู่ใกล้ชายแดนลาวที่สุด จนได้ฉายาว่า “In Search of the Unknown” เพราะเป็นที่ตั้งของ “Task Force Alpha” ศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ไฮเทคที่สุดในเอเชียยุคนั้น ใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ดักจับการเคลื่อนไหวของข้าศึก
ภารกิจหลัก: เน้นสงครามกองโจรและการต่อต้านการแทรกซึม เป็นฐานของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ที่ใช้เครื่องบินใบพัดอย่าง A-1 Skyraider และฝูงเฮลิคอปเตอร์ เข้าไปช่วยเหลือนักบินตกและทำภารกิจลับในลาว
📍ฐานทัพอากาศนครราชสีมา / กองบิน 1 โคราช
2505-2518
ฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดและมีทหารอเมริกันแน่นที่สุดในไทย (กองบินขับไล่ที่ 388) ถือเป็นศูนย์รวมของระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่เชื่อมโยงฐานทัพอเมริกันทั้งหมดในประเทศเข้าด้วยกัน
ภารกิจหลัก: ส่ง F-105 Thunderchief และ F-4 Phantom II ไปทิ้งระเบิดโจมตีภาคพื้นดินในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง
📍ฐานทัพอากาศอุบลราชธานี
2508-2517
เป็นบ้านของกองบินขับไล่ที่ 8 หรือฉายา “The Wolfpack”
ภารกิจหลัก: เป็นฐานทัพหลักในการโจมตีทิ้งระเบิด และโดดเด่นในเรื่องการใช้เครื่องบิน AC-130 Gunship ในการโจมตีตอนกลางคืนเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงพลของเวียดกง
📍ฐานทัพอากาศน้ำพอง (ขอนแก่น)
2505-2509
เป็นฐานทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ (USMC) แห่งเดียวในไทย ทหารอเมริกันตั้งฉายาว่า “สวนกุหลาบ” เพราะเมื่อปี 2515 พื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น โคลน และความกันดาร
ภารกิจหลัก: เป็นฐานบินของกองพลบินนาวิกโยธินที่ 15 ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดปูพรมเวียดนามเหนือ เพื่อบีบให้ข้าศึกยอมเซ็นข้อตกลงสันติภาพปารีส
ขณะเดียวกัน สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง ก็ถูกยกระดับเป็นฐานทัพยุทธศาสตร์ระดับโลก ที่นี่คือฐานของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 เครื่องบินขนาดยักษ์ที่สามารถบรรทุกระเบิดได้มหาศาล หลายภารกิจทิ้งระเบิดในเวียดนามเหนือ ลาว และกัมพูชา เริ่มต้นจากอู่ตะเภา โดยมีการประเมินว่า กว่า 80% ของภารกิจโจมตีทางอากาศในสงครามเวียดนาม มีต้นทางมาจากฐานทัพในประเทศไทย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย จึงมหาศาลเกินกว่าจะมองเป็นแค่เรื่องทหาร เมืองรอบฐานทัพเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจเฟื่องฟู เงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศจำนวนมาก ทั้งโรงแรม บาร์ ร้านอาหาร ธุรกิจบันเทิง และโครงสร้างพื้นฐานเติบโตขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน อุดรธานี อุบลราชธานี โคราช หรือแม้แต่พัทยา ต่างเติบโตขึ้นจากเศรษฐกิจสงคราม แต่ในอีกด้านหนึ่ง สงครามก็ทิ้งบาดแผลไว้ไม่น้อย ประเทศไทยถูกมองจากประเทศเพื่อนบ้านว่า เป็นฐานที่มั่นของอเมริกา
ความสัมพันธ์กับเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เต็มไปด้วยความระแวง
ขณะเดียวกัน สังคมไทยเองก็เริ่มเผชิญผลกระทบทางวัฒนธรรม การเมือง และปัญหาสังคมจากการเข้ามาของทหารต่างชาติจำนวนมหาศาล รัฐบาลไทยส่งทหารไปร่วมรบในเวียดนามกว่า 11,000 นาย สนามบินบางแห่งถูกใช้ในปฏิบัติการลับ แม้แต่โครงการทดลองทางทหารบางอย่าง ก็เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย และเมื่อสงครามเวียดนามจบลงหลังข้อตกลงปารีสในปี 2516 ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป อเมริกาทยอยถอนกำลัง ฐานทัพหลายแห่งถูกปิดตัว เมืองที่เคยคึกคักจากเศรษฐกิจสงคราม เริ่มเงียบลง แต่สิ่งที่หลงเหลือไว้ คือ “ร่องรอยของยุคสมัย” ยุคที่ประเทศไทยเคยเป็นแนวหน้าของสงครามเย็น ยุคที่เครื่องบินรบอเมริกันบินขึ้นจากแผ่นดินไทยแทบทุกวัน และยุคที่ภาคอีสานของไทย เคยถูกเชื่อมโยงกับเกมอำนาจระดับโลกมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เคยรู้
อ้างอิงจาก:
– SPRiNG
– กรุงเทพธุรกิจ
– BBC
ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่
https://linktr.ee/isan.insight
#ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ฐานทัพอากาศสหรัฐ #ฐานทัพสหรัฐ #ฐานทัพอเมริกา

