พาสรุปเบิ่ง ไทม์ไลน์มหากาพย์เดือด อิสราเอล-อิหร่าน-สหรัฐฯ ที่โลกต้อจับตา

เหตุการณ์ช็อกโลกปะทุขึ้นทันทีเมื่อสหรัฐอเมริการ่วมมือกับอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 จนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลาม อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ความตึงเครียดครั้งนี้ยิ่งถูกตั้งคำถาม เมื่อการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสองฝ่ายยังดำเนินอยู่ และเพิ่งมีการหารือรอบสำคัญที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีประเทศโอมานเป็นคนกลางเพียงสองวันก่อนหน้า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการยกระดับที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามระยะสั้นแต่รุนแรงในเดือนมิถุนายน 2025

หากย้อนดูไทม์ไลน์ ความร้อนแรงเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2025 เมื่ออิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และฐานทัพของอิหร่าน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ กำลังเจรจากับเตหะราน อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยขีปนาวุธและโดรน ต่อมา 22 มิถุนายน สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ที่นาตันซ์ ฟอร์โดว์ และอิสฟาฮาน ก่อนจะเกิดการยิงตอบโต้ฐานทัพอัลอูเดดในกาตาร์ และปิดฉากสงคราม 12 วันด้วยข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย แม้การสู้รบยุติลง แต่ความไม่ไว้วางใจทวีคูณขึ้น อิหร่านประกาศยุติความร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ และเดินหน้าเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่ยุโรปเริ่มกลไกคว่ำบาตรอีกครั้ง ปลายปี 2025 การประท้วงภายในอิหร่านปะทุจากวิกฤตค่าครองชีพและค่าเงินเรียลที่อ่อนค่าหนัก

ต้นปี 2026 สถานการณ์ยิ่งเปราะบาง เมื่ออินเทอร์เน็ตถูกตัดทั่วประเทศอิหร่าน การประท้วงขยายวง และโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” พร้อมเสริมกำลังทหารนอกชายฝั่งอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เดือนกุมภาพันธ์ได้มีการเจรจาทางอ้อมที่กรุงเจนีวา 3 รอบ โดยโอมานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และมีสัญญาณคืบหน้าในทางที่ดี จนกระทั่งวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มีรายงานว่าอิหร่านยินยอมลดระดับวัตถุดิบนิวเคลียร์บางส่วน แต่เพียงหนึ่งวันถัดมา สหรัฐฯ และอิสราเอลกลับเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธทั่วภูมิภาค รวมถึงกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต พร้อมเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซจากความไม่ปลอดภัยในการเดินเรือ และในวันที่ 2 มีนาคม อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตของเลบานอน มุ่งเป้ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน

แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่กำลังลุกลามสู่เศรษฐกิจโลกทันที เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก การหยุดชะงักแม้เพียงชั่วคราว ก็ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแรง ตลาดการเงินผันผวน เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญต้นทุนนำเข้าพลังงานสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ภาคการบิน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับผลกระทบโดยตรง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ดันแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาในช่วงที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มควบคุมได้นั่นเอง

ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เงินเฟ้อมีโอกาสกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางอาจชะลอการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้การลงทุนและการบริโภคชะลอตัว และทำให้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เสี่ยงต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้นั่นเอง

 

 

อ้างอิงจาก:

– ไทยพีบีเอส (Thai PBS)

– THE STANDARD

– The Financial Times

– Bloomberg, Business World, Business Today

– VietBao

– BBC NEW ไทย

 

ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่

https://linktr.ee/isan.insight

 

#ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #อิสราเอล #อิหร่าน #สหรัฐอเมริกา #ตะวันออกกลาง #สถานการณ์โลก

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top