Nanthawan Laithong

ก่อนเป็นจังหวัด อีสานมีชื่อที่ถูกลืม! พาย้อนเวลาเบิ่ง “ชื่อเก่า” ที่คนท้องถิ่นเองยังไม่เคยรู้

ภาคอีสานในปัจจุบันมี 20 จังหวัด แต่หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ จะพบว่าดินแดนเหล่านี้เคยถูกเรียกขานด้วย “ชื่อเก่า” ที่สะท้อนทั้งเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และสภาพสังคมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต่อมาได้ถูกปรับเปลี่ยนเมื่อมีการจัดระเบียบการปกครองใหม่จาก “เมือง” สู่ “จังหวัด” โดยเฉพาะในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ส่งผลให้ชื่อเก่าเหล่านี้ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงในเอกสารเก่าและความทรงจำของผู้คนท้องถิ่นนั่นเอง การเปลี่ยนชื่อจาก “เมือง” ไปสู่ “จังหวัด” ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคำเรียกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนที่มุ่งรวมศูนย์อำนาจและสร้างมาตรฐานเดียวกัน อย่างเช่น เมืองขามแก่น ซึ่งกลายเป็น “จังหวัดขอนแก่น” ในปี 2459 หรือบ้านหลวงที่กลายมาเป็น “จังหวัดชัยภูมิ” ในปี 2476 ก็สะท้อนให้เห็นถึงการขยายอำนาจรัฐเข้าสู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีบางจังหวัดที่ได้รับการยกฐานะช้ากว่า อย่างเช่น จังหวัดบึงกาฬ ที่เพิ่งแยกจากหนองคายในปี 2554 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการจัดการพื้นที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องตามความจำเป็นและความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิศาสตร์ ในแง่เศรษฐกิจ เมื่อลองมองย้อนกลับไปก็จะเห็นว่าการเปลี่ยนสถานะจาก “เมือง” เป็น “จังหวัด” ได้สร้างความมั่นคงทางการปกครองและเศรษฐกิจให้แก่ท้องถิ่น เช่น จังหวัดนครพนม (เดิม “เมืองมรุกขนคร”) และสกลนคร (เดิม “เมืองสกลทวาปี”) ก็กลายเป็นศูนย์กลางการค้าริมแม่น้ำโขงที่มีบทบาทเชื่อมโยงกับลาวและเวียดนาม ขณะที่มหาสารคาม (เดิมคือ “บ้านลาดกุดยางใหญ่”) ได้กลายเป็นเมืองการศึกษาในอีสานตอนกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการยกฐานะเมืองเป็นจังหวัดไม่เพียงแต่ช่วยให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นระบบ แต่ยังถือเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมให้เติบโตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วยดังนั้น “ชื่อเก่า” ของเมืองอีสานจึงไม่ได้เป็นแค่ความทรงจำท้องถิ่นเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเมืองเล็กๆ ที่พึ่งพาธรรมชาติและภูมิศาสตร์ สู่การเป็นจังหวัดที่มีบทบาทเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของผู้คนในแต่ละถิ่น ที่แม้ชื่อเมืองจะเปลี่ยนไป แต่รากเหง้าและตัวตนของชุมชนก็ยังคงปรากฏในวิถีชีวิตของชาวอีสานจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง   ทำไมถึงต้อง “อีสาน” คำว่า “อีสาน” มีรากมาจากภาษาสันสกฤตว่า “อีศาน” ซึ่งหมายถึงพระศิวะ เทพผู้ประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ราวพุทธศตวรรษที่ 11 คำนี้ถูกใช้ทั้งในชื่อรัฐ “อีศานปุระ” และพระนามกษัตริย์ “อีศานวรมัน” ก่อนจะแผลงเป็นรูปบาลีว่า “อีสาน” ที่ภาษาไทยนำมาใช้เรียกภูมิภาคแห่งนี้ต่อมา ดังนั้น “อีสาน” จึงไม่ใช่เพียงชื่อภูมิศาสตร์ แต่ยังสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมและคติความเชื่อของผู้คนด้วยนั่นเอง อย่างไรก็ตาม “คนอีสาน” ไม่ได้หมายถึงชนชาติหนึ่งโดยตรง แต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกผู้คนในภูมิภาคนี้ซึ่งมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมร่วมกัน อัตลักษณ์ของคนอีสานจึงเกิดจากการผสมผสานของชนหลายกลุ่มทั้งคนดั้งเดิมและผู้คนที่อพยพเข้ามาในช่วงเวลาต่าง ๆ จนก่อรูปเป็นเครือข่ายเครือญาติทางภาษาและวัฒนธรรมที่สลับซับซ้อน หากย้อนกลับไปกว่า 5,000 ปี พื้นที่อีสานมีคนพื้นเมืองดั้งเดิมตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว หลักฐานทางโบราณคดีที่ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น แสดงให้เห็นการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการตั้งบ้านเรือนมาแต่โบราณ คนพื้นเมืองเหล่านี้แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ พวกที่สูง ซึ่งทำไร่เลื่อนลอยแบบ “เฮ็ดไฮ่” ใช้ไฟเผาป่าและหยอดเมล็ดพืชโดยไม่ไถพรวน มีผลผลิตจำกัด แต่ชำนาญการถลุงโลหะ ส่วนพวกที่ราบนั้นตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ มีความรู้ด้านการจัดการน้ำเพื่อเกษตรกรรม ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์เกินพอก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนจนพัฒนาจากหมู่บ้านไปสู่เมืองและรัฐ ต่อมาเริ่มมีผู้คนจากภายนอกเคลื่อนย้ายเข้ามา จนผสมกลมกลืนกับคนพื้นเมือง ราว 3,000 ปีก่อน […]

ก่อนเป็นจังหวัด อีสานมีชื่อที่ถูกลืม! พาย้อนเวลาเบิ่ง “ชื่อเก่า” ที่คนท้องถิ่นเองยังไม่เคยรู้ อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนรอยเบิ่ง ค่ายอพยพผู้ลี้ภัย และความเจ็บปวดที่เขมรแดงฝากไว้ให้คนไทย

ความโหดร้ายของเขมรแดงและผลกระทบต่อไทย หากเอ่ยถึงโศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีเหตุการณ์ใดสะเทือนใจเท่ากับยุคเขมรแดงในกัมพูชา ระหว่างปี พ.ศ. 2518-2522 ภายใต้การนำของพลพต กัมพูชาถูกผลักเข้าสู่การทดลองทางอุดมการณ์ที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 รัฐบาลปฏิวัติยกเลิกเงินตรา ห้ามเทคโนโลยี และกวาดต้อนผู้คนจากเมืองไปทำเกษตรแบบยังชีพในชนบท ทำให้มีประชากรกว่า 2 ล้านคน เสียชีวิตจากความอดอยาก การทำงานหนักเกินมนุษย์ และการสังหารหมู่โดยรัฐ การสูญเสียครั้งนั้นไม่เพียงพรากชีวิต แต่ยังทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจและทุนมนุษย์ของกัมพูชาอย่างมหาศาล ผลกระทบของเขมรแดงไม่ได้หยุดอยู่แค่ภายในพรมแดนกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นภัยคุกคามต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศไทย ในปี 2520 เพียงปีเดียว เขมรแดงบุกโจมตีชายแดนไทยกว่า 400 ครั้ง หนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนใจที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2520 ที่อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันคือจังหวัดสระแก้ว) เมื่อทหารเขมรแดงบุกฆ่าล้างหมู่บ้านชาวไทยถึง 21 คน เผาบ้านเรือน ข่มขืน และทำลายชุมชนอย่างป่าเถื่อน เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้รัฐไทยต้องเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงและขยายกำลังทหารเพื่อรับมือกับภัยคุกคาม ส่งผลให้พื้นที่ทางเศรษฐกิจในแนวชายแดนจำนวนมากถูกทิ้งร้าง ที่สำคัญสงครามและความอดอยากทำให้ชาวกัมพูชาหลั่งไหลเข้ามายังชายแดนไทย ในปี 2518 มีผู้อพยพเพียง 17,000 คน แต่เมื่อเวลาผ่านไปถึงปี 2522 ตัวเลขพุ่งขึ้นเป็นกว่า 137,000-200,000 คน ผู้ลี้ภัยจำนวนมากอิดโรยจากความหิวโหย ต้องนำทองคำและเงินตรามาแลกอาหารกับชาวบ้านไทย แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องแบกรับภาระทางสาธารณสุขและความมั่นคงจำนวนมหาศาล เพราะเขมรแดงได้ฝังทุ่นระเบิดไว้ตามแนวชายแดน ทิ้ง “มรดกสงคราม” ที่คร่าชีวิตผู้คนไปอีกหลายสิบปีนั่นเอง จึงเกิดเป็นการตั้งค่ายผู้ลี้ภัยมากถึง 18 ค่าย อย่างเช่น ไซต์ทูและไซต์ทรี ซึ่งบางแห่งมีผู้อพยพหลายหมื่นคนจนกลายเป็น “เมืองเศรษฐกิจเฉพาะกิจ” ที่มีการค้าขาย ตลาดอาหาร และแรงงานราคาถูก อย่างไรก็ตาม ค่ายผู้ลี้ภัยก็สร้างผลกระทบทางลบ โดยเฉพาะต่อโบราณสถาน ไม่ว่าจะเป็นปราสาทสด๊กก๊อกธม ที่ถูกใช้เป็นแหล่งน้ำและเชื้อเพลิงจนเกิดความเสียหายทางวัฒนธรรมอย่างใหญ่หลวง ขณะเดียวกันงบประมาณที่ไทยต้องใช้ในการดูแลผู้อพยพก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2523 เพียงปีเดียว รัฐบาลไทยใช้งบประมาณมากถึง 20.9 ล้านบาท แม้ได้รับการสนับสนุนจาก UNHCR แต่ไทยก็ยังต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนหลักดังกล่าว ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษ ไทยต้องอยู่กับวิกฤตผู้อพยพที่ไม่เพียงเป็นปัญหาความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งภาระและโอกาสทางเศรษฐกิจ  ไทยเสียโอกาสจากพื้นที่เกษตรและการท่องเที่ยวในชายแดนที่ถูกทำลายจากสงครามและทุ่นระเบิด แต่อีกในมุมมอง การที่ไทยยื่นมือช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกลับยกระดับภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก ทำให้ได้รับการยอมรับในฐานะประเทศที่มีบทบาทสร้างสันติภาพและมนุษยธรรมในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันที่ 3 มีนาคม 2536 ผู้อพยพกลุ่มสุดท้ายจำนวน 199 คน ได้กลับประเทศจากศูนย์อพยพเขาอีด่าง จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นการปิดฉากมหากาพย์การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยกัมพูชาของไทยที่ยาวนานเกือบ 20 ปี ประวัติศาสตร์ช่วงนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุดมการณ์ที่สุดโต่งสามารถทำลายชาติหนึ่งชาติได้อย่างสิ้นเชิง และยังส่งแรงสะเทือนข้ามพรมแดนมาสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย   อ้างอิงจาก: – LUEhistory.com   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business

พาย้อนรอยเบิ่ง ค่ายอพยพผู้ลี้ภัย และความเจ็บปวดที่เขมรแดงฝากไว้ให้คนไทย อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่งพิกัด “เทือกเขาอีสาน” ที่ซ่อน “มรดกโลก” และ “ประวัติศาสตร์ชาติ” ไว้

เทือกเขาในภาคอีสาน มรดกธรรมชาติและโอกาสเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ภาคอีสานไม่ได้มีเพียงวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังซ่อนความงดงามทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะเทือกเขาต่างๆ ที่ถือเป็น “ขุนเขาแห่งอีสาน” และเป็นพื้นที่ที่ถูกบันทึกไว้ในมรดกโลก รวมถึงประวัติศาสตร์ชาติ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพเชิงเศรษฐกิจที่สามารถขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในระดับสากลได้ 5 เทือกเขาในภาคอีสานมีอะไรบ้าง⁉️ เทือกเขาเพชรบูรณ์ จุดสูงสุดแห่งอีสาน ภูหินร่องกล้าและภูเขาสูงตระหง่าน อย่างเช่น ภูหินขาว มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,820 เมตร ทำให้เทือกเขาเพชรบูรณ์กลายเป็นพื้นที่ชมวิวที่โดดเด่นของภาคอีสาน การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงผจญภัย อย่างเช่น การปีนเขา เดินป่า และแคมป์ปิ้ง ก็สามารถเชื่อมโยงกับกระแสสุขภาพและธรรมชาติบำบัดได้เป็นอย่างดี ซึ่งในขณะนี้กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัวที่แสวงหาความเงียบสงบ ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การลงทุนธุรกิจโฮมสเตย์เชิงนิเวศและรีสอร์ตที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกด้วย เทือกเขาภูพญาเย็น-สันกำแพง มรดกโลกที่ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ 4 เท่า มีขนาดพื้นที่กว่า 6,155 ตารางกิโลเมตรของกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ ธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่นี้สามารถต่อยอดในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากิจกรรมดูนก การจัดทริปศึกษาธรรมชาติ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้สำหรับเยาวชน การได้รับเป็นมรดกโลกนั่น ยังเพิ่มมูลค่าให้กับการแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมองว่าเป็นจุดหมายที่ต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต เทือกเขาพนมดงรัก รอยต่อประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา พนมดงรักไม่เพียงเป็นเทือกเขาที่เต็มไปด้วยโบราณสถานสำคัญ อย่างเช่น ปราสาทเขาพระวิหาร และปราสาทหินพนมรุ้ง แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระหว่างไทยและกัมพูชา การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมที่ผสานเข้ากับเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจประวัติศาสตร์อารยธรรมขอมโบราณ ขณะเดียวกันยังส่งเสริมธุรกิจชุมชน เช่น งานหัตถกรรมและอาหารพื้นถิ่น ที่สามารถเป็นสินค้าที่ระลึกและเพิ่มรายได้ให้แก่คนท้องถิ่นนั่นเอง เทือกเขาภูพาน แหล่งอาหารป่าและพืชสมุนไพรของอีสาน ภูพานไม่ใช่เพียงเทือกเขาของอีสาน แต่คือพื้นที่ที่รวมคุณค่าหลายมิติ ทั้งรอยเท้าไดโนเสาร์และฟอสซิลที่ภูกุ้มข้าว-ภูแฝก ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว อาหารป่าและพืชสมุนไพรที่ทำให้ภูพานถูกขนานนามว่า “ตู้กับข้าวธรรมชาติ”ฃ สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงอาหารและสุขภาพ ขณะเดียวกันยังมีประวัติศาสตร์การเมืองในฐานะอดีตที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางเรียนรู้ทางสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างแตกต่าง หากมีการบูรณาการเชิงกลยุทธ์ ภูพานจะกลายเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งหลายประสบการณ์” ที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ให้แก่ชุมชนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน เทือกเขาในภาคอีสานจึงไม่ใช่เพียง “ขุนเขา” ที่เงียบสงบ แต่คือ “ทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม” ที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล การบูรณาการเส้นทางท่องเที่ยวหลายมิติ (ธรรมชาติ-วัฒนธรรม-อาหาร) และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เทือกเขาอีสานจะไม่เพียงเป็น “ภูเขาแห่งความงาม” แต่ยังเป็น “ภูเขาแห่งโอกาส” ที่ยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่นได้ในระยะยาวนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช – กรมทรัพยากรธรณี – องค์การบริหารส่วนตำบลภูลานจัง – แผนที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย – ศูนย์ข้อมูลการวิจัย สกว. – สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เทือกเขาในภาคอีสาน #เทือกเขา #มรดกโลก #ประวัติศาสตร์ #มรดกธรรมชาติ #การท่องเที่ยว

พาเปิดเบิ่งพิกัด “เทือกเขาอีสาน” ที่ซ่อน “มรดกโลก” และ “ประวัติศาสตร์ชาติ” ไว้ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง งบประมาณอีสานปี 69 เปิดตัวเลขที่คนในพื้นที่ต้องรู้ เทศบาลไหน “รวยงบสุด” ในปีนี้⁉️

งบประมาณจากภาครัฐถือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาของเทศบาลนคร เม็ดเงินเหล่านี้ถูกจัดสรรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการสาธารณะ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ไปจนถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น การได้รับงบประมาณที่เพียงพอและสอดคล้องกับขนาดและความต้องการของเทศบาลนครแต่ละแห่ง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเมือง เทศบาลนครที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการงบประมาณนั้น ก็สามารถแปลงเม็ดเงินที่ได้รับมาเป็นโครงการและกิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน แต่ในทางตรงกันข้ามเทศบาลที่ประสบปัญหาในการบริหารจัดการ อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการพัฒนาและไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่ จากข้อมูลงบประมาณเทศบาลในภาคอีสานปี 2569 แสดงให้เห็นถึงภาพเศรษฐกิจเมืองอีสานที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคการพัฒนาเชิงโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ เมืองใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้า การศึกษา การแพทย์ และโลจิสติกส์ ได้รับงบประมาณจำนวนมากเพื่อรองรับการเติบโตของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อีกทั้งตามตัวเลขงบประมาณจึงไม่เพียงบอกว่าเมืองใดรวยงบที่สุด แต่ยังสะท้อนบทบาทของเมืองในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจภูมิภาคอีกด้วย 5 จังหวัดที่ได้รับงบมากที่สุด เทศบาลนครนครราชสีมา 952 ล้านบาท เทศบาลนครขอนแก่น 942 ล้านบาท เทศบาลนครอุดรธานี 854 ล้านบาท เทศบาลนครอุบลราชธานี 499 ล้านบาท เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด 477 ล้านบาท จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ทั้งหมดล้วนเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงและมีบทบาทเชื่อมโยงกับภูมิภาคใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นนครราชสีมาที่เป็นฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์, ขอนแก่นซึ่งโดดเด่นด้านการแพทย์และมหาวิทยาลัย ส่วนอุดรธานีที่ทำหน้าที่เป็นประตูการค้าสู่ลาวและเวียดนาม, อุบลราชธานีที่เชื่อมเศรษฐกิจกับกัมพูชา รวมถึงร้อยเอ็ดที่แม้ไม่ใช่เมืองชายแดนแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากบทบาทด้านบริการและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั่นเอง เหตุผลที่กลุ่มจังหวัดเหล่านี้ได้งบจำนวนมาก มาจากทั้งขนาดเศรษฐกิจและความซับซ้อนของเทศบาล เมืองใหญ่ต้องลงทุนมากกว่าเมืองเล็ก ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น ถนน ระบบระบายน้ำ การจัดการขยะ และขนส่งสาธารณะ ตลอดจนการสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อรองรับประชากรและนักท่องเที่ยว อีกทั้งเทศบาลเหล่านี้ยังมีฐานรายได้ท้องถิ่นสูง จากภาษีที่ดิน ภาษีป้าย และค่าธรรมเนียม จึงได้รับการจัดสรรจากส่วนกลางมากขึ้นตามสัดส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั่นเอง อีกหนึ่งมุมมองน่าสนใจ คือ “งบต่อหัว” เมืองที่ไม่ได้อยู่ใน 5 อันดับแรกด้านงบรวมกลับโดดเด่น เช่น ร้อยเอ็ดที่มีงบต่อหัวสูงถึงราว 14,909 บาท/คน, เลยประมาณ 12,015 บาท/คน, และนครพนมกว่า 10,621 บาท/คน ทั้งนี้เพราะจำนวนประชากรตามทะเบียนบ้านไม่มาก แต่เทศบาลต้องดูแลผู้มาใช้บริการจริงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน นักศึกษา หรือผู้ป่วยจากต่างจังหวัด การมีงบต่อหัวสูงจึงสะท้อนการลงทุนในบริการที่มีคุณภาพและเจาะลึก อย่างเช่น การแพทย์ การท่องเที่ยว หรือโครงการพัฒนาเมืองเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย งบประมาณอีสานปี 2569 สะท้อนความจริงที่ว่าเมืองใหญ่อย่างนครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานียังคงเป็นหัวรถจักรหลักของเศรษฐกิจภาคอีสาน ขณะที่อุบลราชธานีและร้อยเอ็ดกำลังเสริมบทบาทในฐานะศูนย์บริการและเมืองคุณภาพสูง เมืองที่สามารถแปลงงบประมาณให้เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ อย่างเช่น การแก้น้ำท่วม ขนส่งสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางใหม่ของเศรษฐกิจอีสานในอนาคตนั่นเอง     อ้างอิงจาก: – สำนักงบประมาณ – สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ # #เศรษฐกิจอีสาน #เทศบาลนคร #เทศบาลนครในอีสาน  #เทศบาลนคร #เทศบาลเมือง  

พาเปิดเบิ่ง งบประมาณอีสานปี 69 เปิดตัวเลขที่คนในพื้นที่ต้องรู้ เทศบาลไหน “รวยงบสุด” ในปีนี้⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา! “ประตูสู่แดนอีสาน” บานไหนคึกคักสุด? พาส่องเบิ่ง “เพื่อนบ้าน GMS” แห่ข้ามแดนด่านไหนมากสุด

ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา สถิติการเดินทางข้ามแดนในอีสาน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของด่านชายแดนไทยกับกลุ่มประเทศ GMS ซึ่งไม่เพียงแต่ในเชิงการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะตัวเลขจาก ด่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 1 จังหวัดหนองคาย ซึ่งมีจำนวนผู้ข้ามแดนสูงถึงกว่า 703,160 คน ซึ่งมากที่สุดในอีสาน แสดงให้เห็นว่าหนองคายยังคงเป็น “ศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง” ที่ทรงพลังที่สุดนั่นเอง จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของผู้ข้ามแดนจาก ประเทศลาวกว่า 91.5% ในด่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 1 จังหวัดหนองคาย แสดงให้เห็นถึงการพึ่งพิงซึ่งกันและกันระหว่างไทย-ลาว ในการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามคือการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีนและเวียดนาม แม้จะยังมีสัดส่วนไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณของการขยายตัวทางเศรษฐกิจเชิงลึกที่สะท้อนให้เห็นว่าชายแดนไทย-ลาวกำลังกลายเป็นประตูรองรับนักลงทุนและผู้ประกอบการจากจีนที่เล็งเห็นความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ของอีสานในการเข้าถึงตลาดอาเซียนนั่นเอง อีกด่าน คือ ด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีผู้ข้ามแดนกว่า 169,583 คน กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย-ลาวตอนใต้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการค้าการลงทุน โดยเฉพาะด้านพลังงานและเกษตรอุตสาหกรรม เนื่องจากพื้นที่นี้เชื่อมโยงโดยตรงกับแขวงจำปาสักและเส้นทางเศรษฐกิจไปสู่เวียดนามตอนกลาง การเติบโตของด่านนี้จึงควรได้รับการจับตามองในฐานะฮับเศรษฐกิจชายแดนตอนใต้ที่พร้อมจะดึงดูดการลงทุนด้านโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมแปรรูปนั่นเอง นอกจากนี้ ด่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 3 จังหวัดนครพนม แม้มีจำนวนผู้ข้ามแดนราว 63,816 คน แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างจะพบว่า ด่านนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการเชื่อมโยง East-West Economic Corridor (EWEC) ที่เชื่อมไทย-ลาว-เวียดนาม จึงไม่ใช่แค่ปริมาณคน แต่คือคุณภาพของเส้นทางการค้าที่จะกำหนดศักยภาพการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะโลจิสติกส์และธุรกิจส่งออก แต่หากมองในภาพรวม จะเห็นได้ว่า ภาคอีสานกำลังกลายเป็น “หนึ่งในประสู่เศรษฐกิจ” ของไทย ที่รับแรงหนุนจากทั้งการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนข้ามพรมแดน จุดเด่นของอีสานไม่เพียงอยู่ที่จำนวนคนและแรงงานเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเป็นสะพานเชื่อมจีน-ลาว-เวียดนามเข้าสู่ประเทศไทยได้อีกด้วย และต่อไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งหากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการยกระดับเมืองชายแดนให้เป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ ก็จะทำให้อีสานไม่ใช่เพียงประตูผ่าน แต่กลายเป็น “จุดหมายปลายทางทางเศรษฐกิจ” อย่างแท้จริง     อ้างอิงจาก: – TRAVEL LINK   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ด่านชายแดน #การค้าาชายแดน #การค้าชายแดนอีสาน #ด่านในอีสาน #เศรษฐกิจชายแดน

ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา! “ประตูสู่แดนอีสาน” บานไหนคึกคักสุด? พาส่องเบิ่ง “เพื่อนบ้าน GMS” แห่ข้ามแดนด่านไหนมากสุด อ่านเพิ่มเติม »

เมื่อด่านอีสานใต้ปิดเพราะความขัดแย้งชายแดน พาเปิดเบิ่งตัวเลข คนกัมพูชาหันข้ามผ่านฝั่งไทย–ลาว

ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่ปะทุขึ้นในช่วงกลางปี 2568 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจชายแดนอีสานอย่างไม่อาจมองข้ามได้ จำนวนผู้โดยสารผ่านด่านฝั่งไทย-กัมพูชาที่เคยสูงถึง 125,771 คนในเดือนเมษายน 2568 นั้น กลับร่วงลงเหลือเพียง 4,409 คนในเดือนกรกฎาคม หลังจากด่านฝั่งอีสานใต้ถูกปิดชั่วคราว การหดตัวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการหยุดชะงักของการเดินทางเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงการหยุดชะงักของเม็ดเงินหมุนเวียนในเมืองชายแดนที่เคยพึ่งพาผู้มาเยือนจากกัมพูชา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าด่านไทย-กัมพูชาจะปิดชั่วคราว แต่คนกัมพูชาก็ยังคงหาทางเข้ามายังประเทศไทยกัน โดยเลือกเส้นทางใหม่ผ่านฝั่งไทย-ลาว   การเปลี่ยนเส้นทาง จากจุดชายแดนอีสานใต้สู่อีสานตอนบน ก่อนปิดด่าน ด่านหลักของฝั่งไทย-กัมพูชาที่มีผู้ใช้มากที่สุดคือ ด่านช่องจอม จ.สุรินทร์ และด่านคลองลึก จ.สระแก้ว ที่มีผู้สัญจรหลักหมื่นถึงหลายหมื่นต่อเดือน แต่หลังปิดด่าน ตัวเลขผู้ใช้ด่านฝั่งกัมพูชาลดลงเหลือเพียงเศษเสี้ยว ขณะที่ด่านฝั่งลาว ไม่ว่าจะเป็น สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 2 จ.มุกดาหาร และ ด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี กลับเห็นจำนวนผู้เดินทางจากกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยแสดงให้เห็นว่า คนกัมพูชาบางส่วนยอมเพิ่มระยะทางและต้นทุนการเดินทางเพื่อเข้ามาทำธุรกิจ จับจ่ายสินค้า หรือแม้กระทั่งทำงานในไทย ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของตลาดไทยต่อความต้องการสินค้าและบริการของกัมพูชานั่นเอง   แล้วสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่ออีสานอย่างไร⁉️ เมืองชายแดนฝั่งลาว อย่างเช่น มุกดาหาร หนองคาย และอุบลราชธานี เริ่มได้รับอานิสงส์จากการค้าชายแดนเพิ่มขึ้น ร้านค้าปลีก ตลาดการค้า และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในพื้นที่เหล่านี้มีโอกาสฟื้นตัวและขยายตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักจะไม่ใช่ชาวลาวเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงชาวกัมพูชาที่ข้ามเข้ามาด้วย อีกทั้งเส้นทางจากกัมพูชาสู่ลาวและเข้าสู่ไทย อาจต้องผ่านหลายด่านและหลายรูปแบบการขนส่ง ทำให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในอีสานตอนบนมีโอกาสให้บริการเส้นทางใหม่ ทั้งการขนสินค้าข้ามแดน การจัดการเอกสารศุลกากร และบริการคลังสินค้าอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จังหวัดชายแดนฝั่งกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นสุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว อาจสูญเสียเม็ดเงินจากการเดินทาง การค้าขาย และการท่องเที่ยวชายแดนในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และตลาดนัดชายแดนที่เคยรองรับนักท่องเที่ยวและนักช้อปจากกัมพูชานั่นเอง   แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจชายแดนฝั่งไทย-กัมพูชา แต่การปรับตัวของผู้คนและภาคธุรกิจถือเป็นการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ผ่านฝั่งไทย-ลาว ซึ่งไม่เพียงเป็นทางออกชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นโอกาสสำหรับอีสานตอนบน หากมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกด้านการค้า และการพัฒนาตลาดชายแดนให้รองรับความต้องการของทั้งชาวลาวและกัมพูชา     อ้างอิงจาก: – Travel Link   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ปิดด่านชายแดนกัมพูชา #แรงงานกัมพูชา

เมื่อด่านอีสานใต้ปิดเพราะความขัดแย้งชายแดน พาเปิดเบิ่งตัวเลข คนกัมพูชาหันข้ามผ่านฝั่งไทย–ลาว อ่านเพิ่มเติม »

พามองเบิ่ง GMS ผ่านดาวเทียมยามค่ำคืน “ใครสว่าง ใครมืด” บางเมืองไม่เคยหลับ บางเมืองไม่เคยได้เปิดไฟ

ภาพถ่ายดาวเทียมในยามค่ำคืนของกลุ่มประเทศกลุ่ม GMS ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังสามารถสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ การกระจายตัวของประชากร และระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละประเทศอย่างชัดเจน   ไทย โดดเด่นด้วยความสว่างหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งกระจุกตัวของแสงไฟอย่างชัดเจน แสดงถึงความหนาแน่นของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคกลาง ขณะเดียวกัน เมืองใหญ่ในแต่ละภูมิภาค อย่างเช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา ก็ปรากฏเป็นจุดสว่างกระจายทั่วประเทศ ซึ่งบ่งชี้ถึงโครงสร้างเมืองที่กระจายตัวและมีเครือข่ายคมนาคมเชื่อมต่อกันอย่างดี   เวียดนาม แสงไฟกระจุกตัวหนาแน่นบริเวณโฮจิมินห์และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง แสดงให้เห็นความหนาแน่นของกิจกรรมเศรษฐกิจ การผลิต และการค้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการส่งออก เวียดนามตอนใต้ยังคงสว่างไสวมากกว่าตอนเหนือของประเทศ    กัมพูชา สะท้อนภาพการพัฒนาแบบกระจุกตัวสูงในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจและการปกครอง แต่พื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ยังคงมืดมิด แสดงถึงช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและการพัฒนาในชนบทที่ยังล่าช้าอีกด้วย   ลาว มีแสงไฟกระจายตัวบางเบา บ่งบอกถึงความหนาแน่นประชากรต่ำและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่จำกัด แม้เมืองหลวงเวียงจันทน์และเมืองสำคัญอย่างปากเซจะปรากฏเป็นจุดสว่าง แต่พื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาแสงธรรมชาติและระบบไฟฟ้าแบบจำกัด ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรมและพลังงานน้ำเป็นหลัก   เมียนมา มีแสงไฟกระจุกในเมืองย่างกุ้งและเนปิดอว์ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงมืดสนิท ซึ่งเป็นผลจากโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่อาจจะไม่ทั่วถึงและสถานการณ์การเมืองที่ส่งผลต่อการลงทุนด้านพลังงานและการพัฒนาเมืองนั่นเอง   จีนตอนใต้ โดยเฉพาะมณฑลกวางตุ้งที่มีแสงไฟปรากฏหนาแน่นรอบเมือง สะท้อนความเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค และเป็นเมืองชายฝั่งทะเลที่ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงประตูที่เชื่อมต่อการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านใน GMS     อ้างอิงจาก: – worldview.earthdata.nasa   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ความสว่าง #GMS 

พามองเบิ่ง GMS ผ่านดาวเทียมยามค่ำคืน “ใครสว่าง ใครมืด” บางเมืองไม่เคยหลับ บางเมืองไม่เคยได้เปิดไฟ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ภาษีทรัมป์ ของประเทศในอาเซียน ไทยได้ลดจาก 36% เหลือ 19%

นโยบายปรับลดภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา หรือ “ภาษีทรัมป์” กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ที่ต่างเร่งปรับตัวเพื่อให้สินค้าส่งออกของตนสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ภายใต้เงื่อนไขภาษีใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยเองได้ประกาศลดอัตราภาษีจาก 36% เหลือ 19% เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าโลก ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะสามารถรักษาศักยภาพของตนในฐานะฐานการผลิตระดับภูมิภาคไว้ได้อย่างมั่นคงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การลดภาษีดังกล่าว ก็เป็นผลมาจากแรงกดดันด้านการแข่งขันในภูมิภาคและความจำเป็นในการรักษาส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ เมื่อพิจารณาอัตราภาษีใหม่ของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน จะพบว่าหลายประเทศต่างได้อัตราภาษีลดลงเหลือระดับใกล้เคียงกัน เช่น เวียดนามจาก 46% เหลือ 20%, ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียลดลงเหลือ 19% เช่นเดียวกับไทย ขณะที่ประเทศอย่างสิงคโปร์ซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านโลจิสติกส์และการค้าไม่ใช่ข้อได้เปรียบเฉียบขาด หากแต่เป็นการ “จำเป็นต้องลด” เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบเชิงโครงสร้างในเวทีการค้าโลกนั่นเอง ผลกระทบของภาษีทรัมป์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยจึงไม่อาจมองเพียงมิติของผู้ส่งออกเท่านั้น แม้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือเกษตรแปรรูปอาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนภาษีที่ลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้านำเข้าราคาถูกซึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดไทย ภาษีที่ลดลงกลายเป็นช่องทางให้ผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดเดิมของผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งยังขาดความพร้อมในด้านเทคโนโลยี แบรนด์ และทุนหมุนเวียน อาจส่งผลให้เกิดการปิดกิจการหรือการปรับโครงสร้างอย่างเร่งด่วนในหลายภาคส่วนของอุตสาหกรรม   ไทยแลกอะไร…เพื่อได้ “ภาษีทรัมป์” 19%? การที่ไทยสามารถเจรจาลดอัตราภาษีจากสหรัฐฯ จาก 36% เหลือ 19% ถือเป็นก้าวสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการทูต โดยมีการแลกเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญถึง 10 ข้อ ครอบคลุมทั้งด้านการค้า การลงทุน และความมั่นคง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหรัฐฯ และรักษาเสถียรภาพการส่งออกของไทยในตลาดโลกที่มีการแข่งขันรุนแรงขึ้นนั่นเอง เปิดตลาดสินค้าสหรัฐฯ มากกว่า 90% ไทยตกลงเปิดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ กว่า 10,000 รายการในอัตรา 0% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยเปิดตลาดให้กับประเทศอื่นผ่าน FTA อยู่แล้ว เช่น ออสเตรเลียหรือจีน รายการเหล่านี้ส่วนมากเป็นสินค้าที่ไทยผลิตไม่พอใช้ เช่น ผลไม้เมืองหนาว ข้าวโพด อะไหล่รถยนต์ และเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น โดยเฉพาะ “เนื้อหมู” ที่ถือว่าอ่อนไหว ไทยยินดีเปิดตลาดในสัดส่วนเพียงเล็กน้อยประมาณ 1% เท่านั้น พร้อมยืนยันว่า “เครื่องในหมู” จะไม่เปิดตลาดโดยเด็ดขาด ลดอุปสรรคทางเทคนิคในการค้า (NTBs) ไทยให้คำมั่นจะลดขั้นตอนราชการและกฎระเบียบที่ซับซ้อน เช่น การศุลกากร ด้วยการนำระบบ “ตรวจสอบภายหลัง” (Post-clearance audit) มาใช้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเร่งความเร็วการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ไทยยังมีแผนจัดตั้ง One Stop Service และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยลดความยุ่งยากอย่างเป็นรูปธรรม เปิดช่องลงทุนให้สหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รัฐบาลไทยเสนอ Fast-track และสิทธิประโยชน์จาก BOI ให้กับบริษัทอเมริกันใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์/ICT และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากสหรัฐฯ สู่ภูมิภาคอาเซียน สั่งซื้อ LNG และเครื่องบิน Boeing เพื่อช่วยลดดุลการค้าที่ไทยเกินดุลกับสหรัฐฯ

พาส่องเบิ่ง ภาษีทรัมป์ ของประเทศในอาเซียน ไทยได้ลดจาก 36% เหลือ 19% อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่งสถิติ แรงงานต่างด้าวในอีสานพุ่งไม่หยุด‼️ “ลาว-เมียนมา-กัมพูชา” ใครยึดพื้นที่จังหวัดไหนบ้าง⁉️

ในรอบ 9 ปี ภาคอีสานรับแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราว 14,417 คน ในเดือน ก.ค. ปี 2560 พุ่งแตะ 41,263 คน ในเดือน ก.ค. 2568 โดยช่วงโควิดทำให้ตัวเลขหดตัวในปี 2564-2565 ก่อนกลับมาเร่งตัวอีกครั้งหลังการเปิดประเทศ แสดงให้เห็นว่าแรงงานเพื่อนบ้านกลายเป็นแรงงานสำคัญของตลาดแรงงานอีสานสมัยใหม่ ไม่ใช่เพียงแรงงานทดแทน แต่เป็นทุนมนุษย์ที่รักษาเครื่องจักรเศรษฐกิจให้เดินต่อเนื่องนั่นเอง หากดูเป็นรายประเทศจะเห็ได้ว่า ลาวคิดเป็น 57.9% หรือกว่า 23,892 คน ส่วนเมียนมา 26.3% หรือ 10,857 คน และกัมพูชา 15.8% กว่า 6,514 คน จังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมากสุด คือ นครราชสีมา ที่รวมทุกสัญชาติได้มากที่สุดถึงราวกว่า 12,719 คน หรือประมาณ 31% ของทั้งภาคอีสาน รองลงมาคือ ขอนแก่นกว่า 11.5% ของทั้งภาคอีสาน อีกทั้งจะเห็นได้ว่า ลาวหนาแน่นในจังหวัดเลย อุดรธานี หนองคาย และนครพนมตามแนวชายแดน ขณะที่แรงงานเมียนมามีบทบาทโดดเด่นในสายการผลิตอาหารและเกษตรแปรรูปของ ร้อยเอ็ด และ มหาสารคาม ส่วนแรงงานกัมพูชากระจุกใน นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์ ที่มีทั้งก่อสร้างและโรงงานใช้แรงงาน ทำไมแรงงานต่างชาติจึงมีมากในไทยและอีสาน?  ซึ่งปัจจัยหลักคือค่าแรง, ระยะทาง, และโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยมีค่าจ้างและโอกาสทำงานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในระดับที่คุ้มค่าต่อการย้ายถิ่น แต่รายได้รวมต่อเดือน (รวมโอทีและชั่วโมงทำงานยืดหยุ่น) ยังถือเป็นแรงจูงใจมากกว่าทำงานฝั่งบ้านเกิดตัวเอง อีกทั้งระยะทางและต้นทุนข้ามแดนของอีสานต่ำ อาจจะมีการข้ามสะพานมิตรภาพหรือผ่านด่านชายแดนซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งโครงสร้างอุตสาหกรรมอีสานในปัจจุบันต้องการแรงงานจำนวนมากในช่วงเวลาเร่งด่วน อย่างเช่น เกษตรฤดูกาล (อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา), อาหารและเครื่องดื่ม, ชิ้นส่วนยานยนต์-พลาสติก, ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเมืองมหาวิทยาลัยและโลจิสติกส์ แรงงานข้ามชาติจึงกลายเป็นกำลังแรงงานที่ทำให้สายการผลิตไม่สะดุดในคอขวดแรงงานนั่นเอง สำหรับเศรษฐกิจอีสาน แรงงานข้ามชาติถือว่าช่วยตรึงกำลังการผลิตในห่วงโซ่อาหาร เกษตรและก่อสร้าง ซึ่งมีสัดส่วนสูงใน GRP ของภาค เมื่อตัวเลขแรงงานเพิ่มขึ้นหลังโควิด สัญญาณนี้สะท้อนให้เห็นการกลับมาของคำสั่งซื้อและโครงการลงทุน ขณะเดียวกัน แรงงานไทยวัยทำงานของอีสานจำนวนมากยังย้ายไปทำงานกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ EEC ทำให้เกิด ช่องว่างแรงงานท้องถิ่น ทำให้เกิดการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME และโรงงานขนาดกลาง   อ้างอิงจาก: – กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #แรงงานต่างด้าว #ต่างด้าว พามาเบิ่งการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านชายแดน กระทบเพียงใดหลังเหตุปะทะ

พาเปิดเบิ่งสถิติ แรงงานต่างด้าวในอีสานพุ่งไม่หยุด‼️ “ลาว-เมียนมา-กัมพูชา” ใครยึดพื้นที่จังหวัดไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

ทั่วโลกจับจามอง❗การประชุม GBC ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ สิพาย้อนเบิ่ง ไทม์ไลน์การเจรจา ไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา

จากเสียงปืนสู่โต๊ะเจรจา ไทย–กัมพูชา กับเดิมพันหยุดความรุนแรงในเวที GBC สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังเหตุปะทะที่ช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของทหารกัมพูชา และส่งแรงกระเพื่อมถึงระดับผู้นำทั้งสองประเทศ ความขัดแย้งที่ก่อตัวจากข้อพิพาทเรื่องแนวเขตแดนและการเคลื่อนไหวของกำลังพล ได้ทำให้เกิดการเจรจาหลายรอบในระดับทหารและการทูต เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงจะบานปลาย การหารือครั้งสำคัญเริ่มต้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่ช่องจอม โดยผู้บัญชาการทหารบกของไทยและกัมพูชาได้พบปะกันและเห็นพ้องใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การใช้กลไกคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นช่องทางหลักในการแก้ปัญหา การถอนกำลังทหารออกจากจุดปะทะ และการกำกับดูแลไม่ให้มีการยั่วยุซ้ำ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวต้องสะดุดลงเมื่อฝ่ายของกัมพูชาเองได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธการถอนกำลัง สะท้อนความไม่ไว้วางใจที่ยังคงอยู่ จากนั้นในวันที่ 14 มิถุนายน การประชุม JBC อย่างเป็นทางการได้เกิดขึ้นที่กรุงพนมเปญ เพื่อเร่งหาทางยุติความตึงเครียดหลังเหตุปะทะในเดือนก่อน แม้ผลการเจรจาจะไม่ได้นำไปสู่ข้อยุติที่เป็นรูปธรรม แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างสองฝ่าย ทว่าความรุนแรงก็ยังไม่จบสิ้น เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมเกิดการปะทะอีกรอบ ทำให้สถานการณ์ทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้น ต่อมาเมื่อวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 เกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้จุดตรวจช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ การสู้รบครั้งนี้ถือเป็นการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี มีรายงานว่ามีทั้งเสียงปืนใหญ่ การใช้โดรนลาดตระเวน และปะทะด้วยอาวุธเบาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากทั้งสองฝ่ายหลายราย รวมถึงมีประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพหนีภัยเป็นจำนวนมาก สาเหตุของความรุนแรงครั้งนี้เกิดจากความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดน และการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่ต่างฝ่ายต่างมองว่าเป็นการรุกราน ความพยายามในการควบคุมสถานการณ์ด้วยกลไกการเจรจายังไม่ทันเกิดผล ความไม่ไว้วางใจจึงปะทุเป็นการปะทะเต็มรูปแบบ แรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศ ทำให้ทั้งสองฝ่ายยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ในวันที่ 28 กรกฎาคม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นผู้ประสานกลาง พร้อมการสนับสนุนจากจีนและสหรัฐฯ การประชุมครั้งนั้นจบลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง (ceasefire) มีผลตั้งแต่เที่ยงคืนของวันถัดไป ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่ลดแรงกดดันในพื้นที่ชายแดนอย่างชัดเจน และส่งผลให้เกิดการเจรจาทางทหารระดับภาคเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงสำคัญถึง 7 ข้อ รวมถึงการตั้งชุดประสานงานร่วมและการอำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรม ขณะนี้ สายตาทั่วทั้งภูมิภาคจับจ้องไปยังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่กำลังจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ การประชุมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความหวังสูงสุดในการกำหนดแนวทางระยะยาวต่อข้อพิพาท โดยเฉพาะในสายตาของประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความวิตกกังวลอย่างมาก แม้เส้นทางสู่ความสงบจะยังอีกยาวไกล แต่เสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ต้องการสันติภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องเดินหน้าบนหนทางแห่งการเจรจา มากกว่าความรุนแรงซ้ำเติม หากการประชุม GBC รอบนี้สามารถนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม ความหวังในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคก็อาจไม่ไกลเกินเอื้อมนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – มติชนออนไลน์ – PPTVHD36 – Thai PBS – BBC   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ

ทั่วโลกจับจามอง❗การประชุม GBC ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ สิพาย้อนเบิ่ง ไทม์ไลน์การเจรจา ไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top