Nanthawan Laithong

“ไหลเรือไฟนครพนม” จากความเชื่อริมโขง สู่เทศกาลที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีสาน คาดสร้างเงินสะพัดหลักร้อยล้าน

เมื่อถึงช่วงออกพรรษาของทุกปี ริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม จะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากเรือขนาดใหญ่ที่ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา ผู้คนต่างเดินทางมารอชมความงดงามของเรือไฟที่ลอยอยู่กลางสายน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังแสงไฟเหล่านี้มีเรื่องราวความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน และยังเชื่อมโยงไปถึงการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดนครพนมได้อีกด้วย ประเพณีไหลเรือไฟเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวนครพนมภาคภูมิใจและสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยมีความเชื่อหลายด้าน ทั้งการบูชารอยพระพุทธบาท การสักการะท้าวพกาพรหม การบวงสรวงพระธาตุจุฬามณี และการบูชาพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดา. นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเรื่องการขอฝนให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก การขอขมาพระแม่คงคาเพื่อระลึกถึงคุณของน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต ตลอดจนการใช้ไฟเผาความทุกข์ให้ลอยหายไปกับสายน้ำ โดยความเชื่อเหล่านี้ทำให้การไหลเรือไฟเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้ทำบุญ แสดงความกตัญญู และร่วมกันรักษาประเพณีของท้องถิ่นเอาไว้ ในอดีตเรือไฟทำขึ้นจากวัสดุธรรมชาติอย่างท่อนกล้วยและไม้ไผ่ แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาโครงสร้างและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประดับแสงไฟ ทำให้เรือมีขนาดใหญ่และมีลวดลายซับซ้อนมากขึ้น แต่ละลำยังสะท้อนความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของคนในชุมชนที่ร่วมกันออกแบบและสร้างผลงานให้สวยงามแตกต่างกันไป เรือไฟหนึ่งลำ ต้องใช้ทั้งแรงงาน ฝีมือ และความร่วมมือของคนจำนวนมาก หากย้อนกลับไปดูผลงานในปี 2568 ซึ่งเรือไฟจากอำเภอศรีสงครามมีความยาวกว่า 100 เมตร สูงประมาณ 35 เมตร ใช้ไม้ไผ่กว่า 8,000 ลำ และตะเกียงโบราณกว่า 25,000 ดวง พร้อมนำระบบไฟสมัยใหม่เข้ามาเพิ่มสีสันให้เรือสวยงามยิ่งขึ้น กว่าจะเป็นเรือไฟขนาดใหญ่ที่พร้อมลอยอยู่กลางแม่น้ำ ต้องผ่านการออกแบบ จัดหาวัสดุ ประกอบโครงสร้าง ติดตั้งระบบไฟ และตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ซึ่งล้วนต้องอาศัยแรงงานและความชำนาญ นั่นหมายความว่า งานประเพณีนี้มีคนทำงานอยู่เบื้องหลังมากมาย และยังสร้างความต้องการสินค้าและบริการตั้งแต่ช่วงเตรียมงาน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า การขนส่ง หรืออาหารสำหรับผู้ที่มาช่วยทำเรือ และสิ่งเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้ที่หลายคนอาจมองไม่เห็น เพราะเงินไม่ได้เริ่มหมุนเวียนเฉพาะวันที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมเรือไฟเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ชุมชนลงมือเตรียมงานแล้ว งานไหลเรือไฟช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนครพนมอย่างไร? เมื่อถึงช่วงจัดงานและมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก ความต้องการสินค้าและบริการก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โรงแรมและที่พักมีโอกาสรับลูกค้ามากขึ้น ร้านอาหารมีคนเข้ามาใช้บริการ พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารและเครื่องดื่มได้มากขึ้น ขณะที่รถรับจ้างและผู้ให้บริการเดินทางก็มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มตามจำนวนผู้มาเยือน และยิ่งงานจัดต่อเนื่องถึง 12 วัน ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายได้ยาวนานกว่าการจัดกิจกรรมเพียงคืนเดียว นักท่องเที่ยวบางคนอาจเดินทางมาล่วงหน้าเพื่อเที่ยวชมเมือง บางคนอาจพักต่อหลังชมเรือไฟเสร็จ ทำให้มีโอกาสใช้จ่ายกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ ของฝาก และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดอีกด้วย รายได้ที่เกิดขึ้นยังส่งต่อไปยังคนกลุ่มอื่นได้อีก อย่างเช่น เมื่อร้านอาหารขายดีขึ้น ก็อาจต้องซื้อวัตถุดิบจากตลาดเพิ่มขึ้น เกษตรกรและผู้จำหน่ายวัตถุดิบจึงมีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น ส่วนร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นก็ได้พบลูกค้าจากต่างพื้นที่ และอาจต่อยอดไปสู่การสั่งซื้อหลังจบงานได้ด้วย และภายในงานไหลเรือไฟไม่ได้มีเพียงการชมเรือไฟเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเดินเที่ยว กิน ชิม และเลือกซื้อสินค้าได้ตลอดช่วงงาน ทั้งอาหารท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าโอทอป และกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยแล้ว งานนี้ถือเป็นโอกาสที่จะนำสินค้ามาให้คนต่างถิ่นรู้จักโดยไม่ต้องรอลูกค้าเดินเข้าร้านตามปกติ ขณะที่สินค้าที่มีเอกลักษณ์ของนครพนมและชุมชนริมโขงก็สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน และมีโอกาสเปลี่ยนจากการซื้อเพียงครั้งเดียวไปสู่การซื้อซ้ำในอนาคต อีกทั้ง งานประเพณียังช่วยให้คนภายนอกได้รู้จักนครพนมมากขึ้น ทั้งอาหาร วิถีชีวิต งานฝีมือ และวัฒนธรรมของชุมชน หากผู้ประกอบการสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ก็มีโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่องได้ แม้เทศกาลจะจบลงแล้วก็ตาม แล้วงานไหลเรือไฟส่งผลต่อเศรษฐกิจอีสานทั้งภาคอย่างไร? แม้รายได้ส่วนใหญ่จากงานจะเกิดขึ้นในนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง แต่ยังมีโอกาสเชื่อมโยงไปยังจังหวัดอื่นได้ผ่านการเดินทาง การค้าขาย และการจัดหาสินค้า นักท่องเที่ยวจากจังหวัดต่างๆ อาจใช้จ่ายระหว่างทาง ผู้ประกอบการอาจสั่งซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตต่างพื้นที่ หรือบางคนอาจวางแผนเที่ยวต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียงหลังจบงาน และหากมีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดให้สะดวกขึ้น งานไหลเรือไฟก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนออกเดินทางเที่ยวอีสานในวงกว้างกว่าเดิม แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าเงินไม่ได้กระจายไปทั่วภาคโดยอัตโนมัติ หากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเพียงวันเดียวและใช้จ่ายอยู่ในพื้นที่จัดงานเป็นหลัก ผลประโยชน์ก็อาจกระจุกอยู่ในนครพนมมากกว่านั่นเอง และเมื่อย้อนดูปี 2568 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมเรือไฟจำนวนมาก ขณะที่โรงแรม ที่พัก […]

“ไหลเรือไฟนครพนม” จากความเชื่อริมโขง สู่เทศกาลที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีสาน คาดสร้างเงินสะพัดหลักร้อยล้าน อ่านเพิ่มเติม »

🎤🪩เปิดม่านฤดูกาลหมอลำ พามาฮู้จัก ตัวอย่าง “คณะหมอลำ” ดังแห่งแดนอีสาน ทั้งระดับตำนานและขวัญใจมหาชน💃🏻🕺🎶

เมื่อฤดูกาลหมอลำกลับมาเปิดม่านอีกครั้ง ถือเป็นการเริ่มต้นของวงจรเศรษฐกิจที่กำลังจะหมุนไปพร้อมกับเสียงแคนและเสียงลำทั่วภาคอีสานด้วย เพราะหมอลำเป็นศิลปะพื้นบ้านที่อยู่คู่คนอีสานมาหลายชั่วอายุคน และได้พัฒนากลายเป็นธุรกิจบันเทิงขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารทั้งคน เงินทุน เทคโนโลยี การตลาด และฐานแฟนคลับอย่างจริงจัง จากการแสดงที่เคยอาศัยเสน่ห์ของเสียงร้องและเรื่องราวพื้นบ้าน ปัจจุบันหลายคณะยกระดับเวทีด้วยแสง สี เสียง ฉากขนาดใหญ่ เครื่องแต่งกาย และการแสดงที่เข้มข้นไม่แพ้คอนเสิร์ตสมัยใหม่ และสิ่งที่ทำให้หมอลำมีคุณค่าและแตกต่างจากคอนเสิร์ตทั่วไป คือรากวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับคนอีสาน ทั้งภาษา การขับลำ เรื่องราว วิถีชีวิต และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา โดยเฉพาะหมอลำเรื่องต่อกลอนซึ่งเป็นแก่นสำคัญของศิลปะประเภทนี้ ความท้าทายของผู้ประกอบการจึงอยู่ที่การทำให้คนรุ่นใหม่สนใจ โดยไม่ทิ้งเสน่ห์ดั้งเดิม หมอลำสามารถสร้างเงินให้เศรษฐกิจอีสานได้มากแค่ไหน และทำไมธุรกิจที่มีรากจากวัฒนธรรมท้องถิ่นจึงยังยืนหยัดอยู่ได้ในยุคที่ผู้คนมีทางเลือกด้านความบันเทิงมากมายนี้⁉️ จากงานวิจัยโครงการ “หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน” โดย ผศ.ดร.ศิวาพร ฟองทอง และคณะ ซึ่งประเมินว่าอุตสาหกรรมหมอลำบันเทิงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงในภาคอีสานกว่า 6,615 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 38,835 คน โดยตัวเลขนี้เป็นผลการศึกษาก่อนโควิด-19 จึงไม่ใช่มูลค่าปัจจุบัน แต่ก็ทำให้เห็นว่าเบื้องหลังความม่วนหน้าเวทีมีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ซ่อนอยู่นั่นเอง ลองนึกภาพคณะหมอลำหนึ่งคณะที่กำลังจะออกแสดงในต่างอำเภอ ก่อนที่นักร้องจะขึ้นเวที ต้องมีทีมงานเตรียมฉากและระบบเสียง มีรถขนอุปกรณ์ มีนักดนตรี แดนเซอร์ ช่างแต่งหน้า ช่างเสื้อผ้า และทีมงานเบื้องหลัง ขณะเดียวกัน เมื่อคนดูเดินทางมาชมการแสดง ร้านอาหาร รถขายของ และพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณงานก็มีโอกาสสร้างรายได้ตามไปด้วย ทำให้เงินไหลต่อไปยังธุรกิจอีกหลากหลายประเภท โดยยังพบอีกว่าอุตสาหกรรมหมอลำยังเชื่อมโยงกับการค้าส่งและค้าปลีก การซ่อมยานพาหนะ การเกษตร การผลิต และงานบริการต่างๆ ด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่หมอลำมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก เพราะสามารถนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าไปเกิดขึ้นในเมืองเล็กและชุมชนที่ไม่ได้เป็นศูนย์กลางธุรกิจขนาดใหญ่ได้นั่นเอง และเมื่อมาดูคณะหมอลำในภาคอีสาน โดยขอยกตัวอย่างมา 10 คณะหมอลำดังแห่งแดนอีสาน พร้อมจำนวนผู้ติดตาม Facebook ซึ่งช่วยให้เห็นภาพว่าหมอลำแต่ละคณะว่ามีฐานผู้ชมบนโลกออนไลน์ขนาดใหญ่มากน้อยเพียงใด สาวน้อยเพชรบ้านแพง คณะหมอลำจากจังหวัดมหาสารคาม มีผู้บริหารคือ บอสโจ ยมนิล และนางมงนา โดยมีผู้ติดตาม Facebook ประมาณ 2.3 ล้านคน ใจเกินร้อย คณะหมอลำจากจังหวัดมหาสารคาม มีผู้บริหารคือ คุณบอย ศิริชัย และคุณแอน อรดี โดยมีผู้ติดตาม Facebook ประมาณ 1.5 ล้านคน ระเบียบวาทะศิลป์ คณะหมอลำจากจังหวัดขอนแก่น มีผู้บริหารคือ คุณพ่อเอ๊ะ ภักดี พลล้ำ โดยมีผู้ติดตาม Facebook ประมาณ 8.8 แสนคน ประถมบันเทิงศิลป์ คณะหมอลำจากจังหวัดขอนแก่น มีผู้บริหารคือ คุณพ่อดาบ ส. และคุณแม่อิษว วนิดา โดยมีผู้ติดตาม Facebook ประมาณ 6.4 แสนคน ศิลปินภูไท คณะหมอลำจากจังหวัดกาฬสินธุ์ มีผู้บริหารคือ คุณมาร์ค วงศ์ศิลป์ และมีผู้ติดตาม Facebook ประมาณ 6.1 แสนคน

🎤🪩เปิดม่านฤดูกาลหมอลำ พามาฮู้จัก ตัวอย่าง “คณะหมอลำ” ดังแห่งแดนอีสาน ทั้งระดับตำนานและขวัญใจมหาชน💃🏻🕺🎶 อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพล (E-Saan Poll) คนอีสานกำลังเจออะไร และอยากให้แก้ตรงไหน⁉️

ผลสำรวจล่าสุดจากอีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่อง “ภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 3 ปี 2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4” พบว่า เศรษฐกิจครัวเรือนยังเปราะบาง ค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่รายได้และกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยประชาชนให้คะแนนภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 3 เพียง 4.78 จาก 10 คะแนน และคาดว่าไตรมาส 4 จะขยับขึ้นเป็น 4.80 คะแนนเท่านั้น ตัวเลขที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงนี้นั่นเป็นเพราะคนอีสานยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวจะดีขึ้นในเร็วๆ นี้ หากลงไปดู ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้นเป็นปัญหาอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วน 26.7% รองลงมาคือ รายได้จากการทำงานหรือค้าขายลดลง 15.8% และต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลผลิตไม่ดี 15.3% ขณะที่ 12.5% ระบุว่าเงินไม่พอใช้จนต้องนำเงินออมออกมาใช้ และอีก 9.8% เผชิญปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระลำบาก นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า 6.8% ยังประสบปัญหาตกงานหรือไม่มีงานทำ และ 3.5% ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และมีเพียง 9.6% ที่ระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน จากภาพรวมจะเห็นได้ว่า ไม่ได้มีแค่ปัญหาของแพงเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันจากรายได้ที่ไม่แน่นอนและเงินสำรองที่เริ่มลดลง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ต้องพึ่งพารายได้จากการเกษตรและการค้าขายเป็นหลักนั่นเอง เมื่อรายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย คนอีสานจะเอาตัวรอดอย่างไร? โดยผลสำรวจพบว่า 36.9% เลือกลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเป็นอันดับแรก ขณะที่ 18.5% ต้องใช้เงินออมหรือขายทรัพย์สิน และ 16.6% วางแผนหารายได้เสริมหรือทำงานเพิ่ม ส่วน 11.1% อาจต้องกู้เงินในระบบ 8.2% พึ่งพาการยืมเงินจากญาติหรือคนรู้จัก 4.9% อาจเลื่อนหรือหยุดชำระหนี้บางส่วน และ 3.8% ระบุว่าจะกู้เงินนอกระบบ ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้คนส่วนใหญ่ยังพยายามประคองตัวด้วยการลดค่าใช้จ่าย แต่บางครัวเรือนก็อาจต้องนำเงินเก็บออกมาใช้หรือพึ่งพาการกู้ยืม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เงินออมที่ควรเป็นหลักประกันยามฉุกเฉินก็อาจค่อยๆ หมดลง และทำให้ครัวเรือนมีความเสี่ยงทางการเงินมากกว่าเดิมอีกด้วย และเมื่อมองไปอีก 3 เดือนข้างหน้า ความกังวลของคนอีสานยังคงวนอยู่กับปัญหาเดิม โดย 25.5% กังวลว่าค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นจะเพิ่มขึ้นอีก, 15.9% ห่วงต้นทุนการเกษตรที่สูงขึ้นหรือราคาผลผลิตไม่ดี และ 15.6% กังวลว่าเงินจะไม่พอใช้จนต้องนำเงินออมออกมาใช้ ขณะที่ 13.2% ห่วงรายได้จากการทำงานหรือค้าขายที่ลดลง, 9.5% กังวลเรื่องหนี้สินและการผ่อนชำระ, 8.4% ห่วงการตกงานหรือไม่มีงานทำ และ 4.2% กังวลผลกระทบจากภัยธรรมชาติ มีเพียง 7.5% ที่ระบุว่าไม่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ นั่นหมายความว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนเผชิญอยู่ในวันนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลายได้ง่ายๆ โดยเฉพาะหากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ราคาสินค้าเกษตรและรายได้จากการขายสินค้าไม่สามารถเพิ่มขึ้นตามได้นั่นเอง สำหรับปัญหาที่คนอีสานต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุด อันดับหนึ่ง คือ ของแพงและค่าครองชีพสูง 30.6% ตามด้วย เศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อและยอดขายลดลง 14.1%,

พาเปิดเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพล (E-Saan Poll) คนอีสานกำลังเจออะไร และอยากให้แก้ตรงไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ผังนโยบายพัฒนาภาคอีสาน จากฐานเกษตร สู่ประตูการค้าอินโดจีน

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ผังนโยบายระดับประเทศ ปี 2569-2580 กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 12 ปี ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่การใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาเมืองและชนบท การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ไปจนถึงการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกำหนดแนวทางพัฒนา 6 ภาค เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐนำไปใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ ประกาศดังกล่าวมีชื่อว่า “ประกาศคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ เรื่อง ผังนโยบายระดับประเทศ ปี 2569-2580” เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 242 ง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามในประกาศเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการผังเมือง ปี 2562 และกำหนดให้กรมโยธาธิการและผังเมืองทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่หน่วยงานรัฐ เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน วิสัยทัศน์ของผังนโยบายระดับประเทศ คือ “ประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน เชื่อมโยงภูมิภาค ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม พร้อมรับการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและบริการทางการแพทย์คุณภาพระดับสากล แหล่งผลิตอาหารของโลก รวมถึงฐานการผลิตแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ แล้วภาคอีสานจะถูกพัฒนาไปในทิศทางไหน? ผังนโยบายกำหนดให้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นฐานการผลิตเกษตรก้าวหน้า เศรษฐกิจชีวภาพ แหล่งท่องเที่ยวอารยธรรมขอม และประตูการค้าสู่อินโดจีน ซึ่งเป็นการนำจุดแข็งของอีสานมาต่อยอด ทั้งด้านการเกษตร การแปรรูปผลผลิต การใช้ทรัพยากรชีวภาพ การท่องเที่ยว และทำเลที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน ภาคอีสานมีฐานการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ ทั้งข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียง รวมถึงการเลี้ยงโคเนื้อ อย่างเช่น โคขุนโพนยางคำ ขณะเดียวกันยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางอารยธรรมขอมและพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมต่อการค้ากับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ศักยภาพเหล่านี้จึงเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจอีสานในระยะยาว โดยแนวทางพัฒนาภาคอีสานกำหนดไว้ 9 ด้านด้วยกัน เริ่มจากการยกระดับเมืองศูนย์กลางหลักและเมืองรองให้เป็นแหล่งลงทุน รวมถึงศูนย์บริการสุขภาพและการศึกษาที่รองรับผู้ใช้บริการจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง พืชพลังงาน เทคโนโลยีชีวมวล และเกษตรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการผลิตอาหารปลอดภัย และสนับสนุนการขึ้นทะเบียนสินค้าเกษตรเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าท้องถิ่น ด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน ผังนโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบชลประทานและฟื้นฟูทรัพยากรดิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการเกษตรและรับมือข้อจำกัดด้านน้ำ ขณะเดียวกันจะพัฒนาเส้นทางคมนาคมและศูนย์กลางโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างพื้นที่และประเทศในอาเซียน ส่งเสริมการค้าชายแดนให้เป็นประตูเศรษฐกิจ และผลักดันการท่องเที่ยวอีสานให้เป็นจุดหมายสำคัญของภูมิภาคอินโดจีน อีกทั้งยังมุ่งแก้ปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำต่างๆ และภัยแล้งอย่างยั่งยืน สำหรับผังนโยบายภาคอีสาน ยังแสดงแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน การกระจายตัวของประชากรตามลำดับศักดิ์ของเมือง พื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและบริการสาธารณะ ตลอดจนระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อกำหนดทิศทางว่าพื้นที่ต่างๆ ควรรองรับการพัฒนาด้านใด และจะเชื่อมโยงกันอย่างไรในอนาคต ด้านการพัฒนาเมืองศูนย์กลาง เมืองศูนย์กลางหลักระดับภาค ภาคอีสานมีเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ 2 แห่ง ได้แก่ ขอนแก่น และนครราชสีมา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจระดับภาคและประเทศ เป็นที่ตั้งของหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการเงิน สถานศึกษา โรงพยาบาลขนาดใหญ่ แหล่งอุตสาหกรรมและคลังสินค้า รวมถึงศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ทำหน้าที่สร้างงานและให้บริการแก่จังหวัดและเมืองโดยรอบ เมืองศูนย์กลางรองระดับภาค

พาเปิดเบิ่ง ผังนโยบายพัฒนาภาคอีสาน จากฐานเกษตร สู่ประตูการค้าอินโดจีน อ่านเพิ่มเติม »

พาเทียบเบิ่ง อีสาน กับ กูราเซา เกาะเล็กๆ นี้มีอะไรน่าสนใจที่คนไทยกำลังพูดถึง⁉️🔎🗺️

ช่วงที่ผ่านมา ชื่อของ “กูราเซา” (Curaçao) เริ่มเป็นที่พูดถึงในสังคมไทยมากขึ้น หลังมีข่าวเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบธุรกิจพนันออนไลน์ของเกาะแห่งนี้ จนหลายคนอาจสงสัยว่า ประเทศที่แทบไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ตั้งอยู่ตรงไหนของโลก และเหตุใดจึงกลายเป็นฐานธุรกิจออนไลน์ที่ผู้ประกอบการจากทั่วโลกให้ความสนใจ อีสานอินไซต์เลยลองนำข้อมูลมาปรียบเทียบกับภาคอีสานของไทย เพราะอีสานมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่ากูราเซาหลายร้อยเท่า มีประชากรมากกว่า 21 ล้านคน และมีทรัพยากรทางเศรษฐกิจหลากหลาย แต่กลับยังมีโจทย์สำคัญเรื่องการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ต่อหัวของคนในพื้นที่นั่นเอง กูราเซาตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลแคริบเบียน ห่างจากชายฝั่งเวเนซุเอลาประมาณ 65 กิโลเมตร มีพื้นที่เพียง 444 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ภาคอีสานบ้านเรามีพื้นที่ประมาณ 168,854 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากูราเซาราว 380 เท่า ส่วนจำนวนประชากรก็แตกต่างกันอย่างมาก โดยอีสานมีประชากรประมาณ 21.54 ล้านคน เทียบกับกูราเซาที่มีประชากรราว 157,000 คน เมื่อไปดูขนาดของเศรษฐกิจในปี 2567 จะเห็นได้ว่า ภาคอีสานมีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 1.89 ล้านล้านบาท และ รายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 104,122 บาทต่อปี ส่วนกูราเซามีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 120,000 ล้านบาท แต่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากถึง 768,122 บาทต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งสูงกว่าภาคอีสานประมาณ 7.4 เท่า ทั้งที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมเล็กกว่ามาก เมื่อดูโครงสร้างเศรษฐกิจ ก็จะเห็นความแตกต่างยิ่งชัดขึ้นอีก ภาคอีสานมีสัดส่วนภาคบริการประมาณ 57% ภาคเกษตร 21.9% และภาคอุตสาหกรรม 21.1% ขณะที่กูราเซานั้นมีภาคบริการสูงถึง 84% ภาคอุตสาหกรรม 15% และภาคเกษตรเพียง 1% จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจของกูราเซาพึ่งพาการให้บริการมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยกูราเซานั้นมีข้อได้เปรียบจากประวัติศาสตร์และทำเลที่ตั้ง ในอดีต เนเธอร์แลนด์เข้าควบคุมเกาะแห่งนี้ในปี 2177 และพัฒนาวิลเลมสตัดให้เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเล ด้วยอ่าวธรรมชาติที่เหมาะกับการเดินเรือและตำแหน่งที่เชื่อมต่อกับตลาดอเมริกาใต้ เกาะแห่งนี้จึงมีบทบาททั้งด้านการขนส่งสินค้าและอุตสาหกรรม ต่อมาโครงสร้างเศรษฐกิจพัฒนาต่อไปสู่การท่องเที่ยว การกลั่นน้ำมัน และบริการระหว่างประเทศ แม้ประวัติศาสตร์การค้าในยุคอาณานิคมจะมีด้านมืดจากการค้าทาส แต่สิ่งที่ยังเห็นผลมาถึงปัจจุบันคือความสำคัญของทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั่นเอง ในส่วนด้านการท่องเที่ยว กูราเซาไม่ได้แค่ชายหาด แต่ยังมีสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ อย่างเช่น เมืองวิลเลมสตัด ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จากสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์เมืองที่โดดเด่น ขณะที่ชายหาด การดำน้ำ และท่าเรือสำราญช่วยดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่าย อีกหนึ่งจุดแข็งของกูราเซาคืออุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน ซึ่งเติบโตจากทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา ในอดีตเกาะแห่งนี้มีโรงกลั่น Isla Refinery ที่มีกำลังการกลั่นสูง 335,000-350,000 บาร์เรลต่อวัน และเรื่องที่ทำให้กูราเซาได้รับความสนใจในยุคปัจจุบัน คือการใช้ระบบใบอนุญาตและกฎระเบียบดึงดูดธุรกิจพนันออนไลน์ กูราเซาเริ่มออกใบอนุญาตธุรกิจเกมออนไลน์ตั้งแต่ปี 2539 และเคยมีรูปแบบใบอนุญาตที่ครอบคลุมเกมหลายประเภท จึงช่วยลดความยุ่งยากในการเริ่มต้นธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการบางกลุ่ม เมื่อมีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนและใช้บริการที่เกี่ยวข้อง ก็อาจสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียม ภาษี และความต้องการบริการทางกฎหมาย เทคโนโลยี และระบบชำระเงิน อย่างไรก็ตาม การมีใบอนุญาตจากกูราเซาไม่ได้ทำให้ธุรกิจพนันออนไลน์ถูกกฎหมายในทุกประเทศ เมื่อหันกลับมามองภาคอีสานบ้านเรา ก็จะมีความแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ภาคอีสานมีพื้นที่กว่า 168,854 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 21.54 ล้านคน และในปี 2567 มีขนาดเศรษฐกิจรวมประมาณ

พาเทียบเบิ่ง อีสาน กับ กูราเซา เกาะเล็กๆ นี้มีอะไรน่าสนใจที่คนไทยกำลังพูดถึง⁉️🔎🗺️ อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเวลาเบิ่ง “ห้างท้องถิ่น” ในภาคอีสาน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ห้างในภาคอีสานไม่ได้มีเพียงห้างขนาดใหญ่จากส่วนกลางอย่างที่เราคุ้นเคยในวันนี้ แต่ยังมีห้างท้องถิ่นอีกหลายแห่งที่เป็นศูนย์กลางของเมือง เป็นสถานที่นัดพบของครอบครัว เป็นแหล่งซื้อเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้าน และยังเป็นจุดหมายของคนที่อยากออกมาเดินเล่นในวันหยุด สำหรับคนต่างจังหวัดในยุคนั้น การได้ไปห้างสักครั้งถือเป็นกิจกรรมพิเศษของครอบครัว ไม่ต่างจากการพากันเข้าเมืองเพื่อกินข้าว ดูหนัง หรือซื้อของเตรียมกลับบ้าน และห้างเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ผูกพันกับการเติบโตของเมืองอีสานมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป จะพบว่าภาคอีสานบ้านเราเคยมีห้างท้องถิ่นหลากหลายรูปแบบ ทั้งห้างที่ยังดำเนินกิจการอยู่ ห้างที่ปรับตัวจนกลายเป็นศูนย์การค้ารูปแบบใหม่ และห้างที่ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา และเมื่อไปดูรายได้ของแต่ละห้างในปี 2568 จะเห็นได้ว่า ห้างท้องถิ่นบางแห่งสามารถสร้างรายได้ระดับหลายร้อยล้านบาทต่อปี และบางแห่งมีรายได้ระดับพันล้านบาท แม้ ในวันที่ผู้ประกอบการค้าปลีกระดับประเทศเข้ามาลงทุนในเมืองอีสานมากขึ้น เหตุใดห้างท้องถิ่นบางแห่งจึงยังยืนหยัดอยู่ได้ ขณะที่บางแห่งกลับต้องปิดตัวหรือเปลี่ยนบทบาทไป และเรื่องนี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับเศรษฐกิจของภาคอีสาน ห้างท้องถิ่นอยู่ได้ เพราะเข้าใจคนในพื้นที่มากกว่า จริงหรือไม่? ความเข้าใจท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว เพราะห้างท้องถิ่นมีข้อได้เปรียบที่ผู้ประกอบการจากส่วนกลางไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในเวลาอันสั้น นั่นคือความรู้จักคุ้นเคยกับผู้คนในจังหวัด เข้าใจว่าคนในพื้นที่มีรายได้จากอะไร นิยมซื้อสินค้าแบบไหน และให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นพิเศษ เจ้าของธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่มานานย่อมมีโอกาสเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า ตั้งแต่กำลังซื้อของแต่ละครัวเรือน ไปจนถึงช่วงเวลาที่ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยได้เป็นอย่างดีนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดที่ประชาชนจำนวนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม การใช้จ่ายอาจขึ้นอยู่กับฤดูกาลเก็บเกี่ยว ราคาพืชผล และรายได้ที่เข้ามาเป็นช่วงๆ ขณะที่จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่หรือเป็นศูนย์กลางราชการ ก็อาจมีความต้องการสินค้าและบริการจากนักศึกษา บุคลากรของรัฐ และประชาชนที่เดินทางมาจากอำเภอรอบนอก ห้างที่เข้าใจลักษณะเหล่านี้ก็จะสามารถเลือกสินค้า จัดกิจกรรม และวางแผนการขายให้สอดคล้องกับชีวิตของคนในพื้นที่ได้ดีกว่าธุรกิจที่ใช้รูปแบบเดียวกันทุกจังหวัด อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ห้างท้องถิ่นไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่ยังขายความคุ้นเคยและความผูกพันกับพื้นที่ด้วย ลูกค้าบางคนอาจเดินห้างแห่งหนึ่งมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่เคยพามาซื้อของ เมื่อโตขึ้นก็พาลูกหลานกลับมาเดินที่เดิม ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ทำให้ห้างมีคุณค่ามากกว่าพื้นที่สำหรับซื้อสินค้า เพราะยังเป็นสถานที่ที่ผู้คนรู้สึกคุ้นเคยและเป็นส่วนหนึ่งของเมือง หากห้างสามารถรักษาความรู้สึกดังกล่าวไว้ พร้อมกับพัฒนาสินค้าและบริการให้ทันสมัย ก็มีโอกาสสร้างฐานลูกค้าประจำที่แข็งแรงได้ เมื่อยักษ์ใหญ่จากส่วนกลางเข้ามา ห้างท้องถิ่นยังมีที่ยืนตรงไหน? การเข้ามาของผู้ประกอบการค้าปลีกระดับประเทศทำให้การแข่งขันในเมืองอีสานเปลี่ยนไปอย่างมาก ห้างขนาดใหญ่มีข้อได้เปรียบเรื่องเงินทุน อำนาจต่อรองกับผู้ผลิต ระบบขนส่ง การจัดซื้อสินค้า และความสามารถในการทำโปรโมชั่น ธุรกิจที่มีเครือข่ายหลายสาขาสามารถกระจายต้นทุนไปยังร้านจำนวนมาก ทำให้มีโอกาสขายสินค้าในราคาที่แข่งขันได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กหรือห้างท้องถิ่นต้องแบกรับต้นทุนหลายอย่างด้วยฐานรายได้ที่จำกัดกว่า อย่างไรก็ตาม การที่ห้างขนาดใหญ่เข้ามาก็ไม่ได้หมายความว่าห้างท้องถิ่นจะหมดโอกาสแข่งขันเสมอไป เพราะตลาดค้าปลีกไม่ได้มีลูกค้ากลุ่มเดียวกันทั้งหมด บางคนให้ความสำคัญกับราคาถูก บางคนต้องการสินค้าหลากหลาย บางคนอยากได้บริการที่รวดเร็ว และบางคนเลือกสถานที่ที่เดินทางสะดวกหรือใกล้บ้านมากกว่า ห้างท้องถิ่นจึงยังสามารถแข่งขันได้ หากรู้ว่าตนเองเหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหนและมีจุดเด่นอะไรที่แตกต่างจากคู่แข่ง ห้างบางแห่งอาจไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด แต่สามารถเป็นศูนย์กลางการค้าของจังหวัดได้ด้วยทำเลที่ดี มีร้านค้าที่คนในพื้นที่ต้องการ มีสินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือเป็นแหล่งรวมผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ลูกค้าหาซื้อจากที่อื่นได้ยาก ขณะที่ห้างซึ่งมีพื้นที่เช่าให้ร้านอาหาร ร้านบริการ ร้านค้ารายย่อย หรือกิจกรรมชุมชน ก็อาจมีรายได้จากหลายช่องทาง ไม่ต้องพึ่งยอดขายสินค้าเพียงอย่างเดียว     อ้างอิงจาก: – ธนาคารแห่งประเทศไทย – ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ห้างท้องถิ่นอีสาน #ห้างท้องถิ่น

พาย้อนเวลาเบิ่ง “ห้างท้องถิ่น” ในภาคอีสาน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ในปี 68 ที่ผ่านมา ในจำนวนผู้หญิง 100 คน จะมีผู้ชายกี่คน⁉️

อัตราส่วนเพศ คือ ตัวชี้วัดทางประชากรศาสตร์ที่แสดงสัดส่วนความสมดุล ระหว่างจำนวนประชากรชายและประชากรหญิง ซึ่งจะคำนวณออกมาเป็นจำนวนผู้ชายต่อผู้หญิง 100 คน หากตัวเลขอยู่ที่ 100 ก็หมายความว่าผู้ชายและผู้หญิงมีจำนวนเท่ากัน แต่ถ้าต่ำกว่า 100 ก็หมายถึงผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายนั่นเอง เมื่อย้อนกลับไปดูประเทศไทยในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา จะเห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจน ในปี 2503 ประเทศไทยมีอัตราส่วนเพศอยู่ที่ 100.4 หรือพูดง่ายๆ คือ ผู้ชายกับผู้หญิงมีจำนวนเกือบเท่ากัน แต่ในปี 2568 กลับลดลงเหลือ 93.0 หมายความว่า ผู้หญิง 100 คน มีผู้ชายประมาณ 93 คน จากเดิมที่จำนวนชายหญิงแทบจะสมดุล กลายเป็นผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด โดยธรรมชาติแล้วเด็กผู้ชายจะเกิดมากกว่าเด็กผู้หญิงเล็กน้อย แต่เมื่อคนมีอายุมากขึ้น ความแตกต่างจะเริ่มเปลี่ยนไป ผู้หญิงโดยเฉลี่ยจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย ทำให้เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ จำนวนผู้หญิงจะมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะเดียวกันผู้ชายมีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยสูงอายุมากกว่าในหลายสาเหตุ จึงทำให้อัตราส่วนเพศลดลงเมื่อมองประชากรทั้งประเทศ และอีกปัจจัยคือ การย้ายถิ่น โดยเฉพาะคนวัยทำงานจากต่างจังหวัดที่เดินทางไปหางานในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองเศรษฐกิจ การย้ายออกของคนวัยแรงงานทำให้โครงสร้างประชากรของแต่ละพื้นที่เปลี่ยนไป และภาคอีสานก็เป็นภูมิภาคที่เห็นภาพค่อนข้างชัดเจน เพราะในอดีตมีคนจำนวนมากเดินทางออกไปทำงานนอกภูมิภาค ขณะที่คนสูงอายุยังคงอยู่ในพื้นที่ เมื่อมาดูเฉพาะภาคอีสานบ้านเรา ก็พบแนวโน้มเดียวกัน โดยในปี 2548 มีอัตราส่วนเพศของภาคอีสานอยู่ที่ 99.7 แต่ในปี 2568 กลับลดลงเหลือ 97.6 พูดง่ายๆ เลยคือ ประมาณ 20 ปีก่อน ผู้ชายกับผู้หญิงในภาคอีสานแทบจะมีจำนวนเท่ากัน แต่ปัจจุบันนี้ ผู้หญิง 100 คน มีผู้ชายประมาณ 98 คน ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างประชากรของภาคอีสานกำลังเปลี่ยนจากสังคมที่ชายหญิงใกล้เคียงกัน ไปสู่สังคมที่ผู้หญิงมีสัดส่วนมากขึ้นนั่นเอง โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดที่ลดลง คนมีอายุยืนขึ้น การเสียชีวิตของผู้ชายที่มากกว่าในบางช่วงวัย และการย้ายถิ่นของประชากรวัยทำงาน เมื่อปัจจัยเหล่านี้สะสมต่อเนื่องหลายสิบปี จึงค่อยๆ ทำให้อัตราส่วนเพศของภาคอีสานลดลงนั่นเอง และหากดูเป็นรายจังหวัดในปี 2568 จะเห็นความแตกต่างกันในหลายจังหวัด บางจังหวัดมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายค่อนข้างชัด  – นครราชสีมา 95.8 – ขอนแก่น 95.8 – มหาสารคาม 96.2 – ชัยภูมิ 96.8 . ขณะที่บางจังหวัดยังมีชายหญิงใกล้เคียงกันมาก – สกลนคร 98.2 – ศรีสะเกษ 98.8 – อุบลราชธานี 98.9 – นครพนม 98.9 – มุกดาหาร 99.4 แต่จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า บึงกาฬ ซึ่งมีอัตราส่วนเพศ 100.0 หมายความว่า ผู้ชายกับผู้หญิงมีจำนวนแทบจะเท่ากันพอดี โดยในปี 2568 บึงกาฬมีผู้ชาย

พาเปิดเบิ่ง ในปี 68 ที่ผ่านมา ในจำนวนผู้หญิง 100 คน จะมีผู้ชายกี่คน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

ตลาดอสังหาฯ ภาคอีสานส่งสัญญาณฟื้นตัว “ขอนแก่น” มาแรง ยอดโอนพุ่งเกือบ 30% แซงโคราชขึ้นอันดับ 1

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่า 5 จังหวัดหลักของอีสาน อย่าง นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และมหาสารคาม มีที่อยู่อาศัยอยู่ในตลาดรวม 15,777 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อนหน้า ขณะที่เปิดโครงการใหม่ถึง 2,224 หน่วย เพิ่มขึ้นถึง 62.3% แต่ยอดขายใหม่มี 2,356 หน่วย เพิ่มขึ้นเพียง 0.5% เท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบการกำลังนำบ้านและคอนโดมิเนียมเข้ามาในตลาดเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของคนซื้อ เพราะของใหม่เพิ่มขึ้นมาก แต่ยอดขายแทบไม่ได้เพิ่มตามในสัดส่วนเดียวกัน ทำให้สินค้าที่ยังขายไม่ออกเพิ่มขึ้นเป็น 13,421 หน่วย มูลค่ารวมกว่า 45,463 ล้านบาท และหากขายด้วยความเร็วปัจจุบัน จะต้องใช้เวลาประมาณ 34 เดือนในการระบายสินค้าทั้งหมด และแต่เมื่อแยกดูเป็นรายจังหวัด กลับพบว่า 5 เมืองนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกันเลย ขอนแก่นเป็นตลาดที่ส่งสัญญาณแข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งในรอบการสำรวจนี้ โดยมียอดขายใหม่เพิ่มขึ้น 17.4% และยอดโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นเกือบ 30% จนขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของภาคอีสาน แซงนครราชสีมาได้สำเร็จ และที่น่าสนใจที่สุดคืออาคารชุดมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 70% ขณะที่บางโครงการใหม่ในเขตเมืองสามารถขายหมดได้ทั้งหมด 100% เนื่องจากขอนแก่นมีลักษณะเป็นเมืองศูนย์กลางที่รวมทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย การค้า บริการ และการจ้างงานไว้ด้วยกัน ทำให้มีคนเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในเมืองอยู่ตลอด ความต้องการที่อยู่อาศัยจึงไม่ได้มาจากคนในพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคนทำงาน นักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ประกอบการ และคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองอีกด้วย การที่คอนโดมิเนียมขายดีขึ้นมาก นั่นเป็นเพราะคนบางกลุ่มกำลังเลือกที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้แหล่งงานและสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ก็มีอีกด้านที่ต้องระวัง เพราะในขณะที่คอนโดมิเนียมขายดี ยอดขายบ้านจัดสรรกลับลดลง -18.7% ส่งผลให้สินค้าที่ยังขายไม่ออกเพิ่มขึ้น 3.7% อัตราการขายรวมอยู่ที่ 3.1% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือลดลงเหลือ 27 เดือน อาคารชุดใช้เวลาเพียง 21 เดือน ขณะที่บ้านจัดสรรอยู่ที่ 35 เดือน นั่นหมายความว่า ตลาดขอนแก่นไม่ได้โตทุกประเภท แต่คนกำลังเลือกซื้อสินค้าที่ตรงกับชีวิตและกำลังซื้อของตัวเองมากขึ้น ดังนั้น ขอนแก่นจึงยังเป็นจังหวัดที่มีโอกาสเปิดโครงการใหม่ แต่ไม่ใช่เปิดตรงไหนก็ได้และขายได้หมด สิ่งสำคัญกว่าจำนวนบ้านที่จะสร้าง คือทำเล ราคา และรูปแบบบ้านต้องตรงกับคนที่อยู่ในพื้นที่จริงนั่นเอง ส่วนนครราชสีมายังเป็นตลาดที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน แต่ยอดขายใหม่ลดลง -23.7% แม้สินค้าคงเหลือจะลดลง -5.3% เหลือ 3,763 หน่วย และมีอัตราการขายเฉลี่ยเพียง 1.7% ต่อเดือน ทำให้ต้องใช้เวลาประมาณ 51 เดือน หรือมากกว่า 4 ปีในการขายของที่เหลืออยู่ทั้งหมด หากไม่มีโครงการใหม่เข้ามาเพิ่ม และเมื่อหากมองมุมของธุรกิจ เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะบ้านที่สร้างเสร็จแล้วแต่ขายไม่ได้ไม่ได้หายไปเฉยๆ เงินของผู้ประกอบการจะถูกจมอยู่กับที่ดิน ค่าก่อสร้าง และต้นทุนทางการเงิน ยิ่งขายนาน ต้นทุนก็ยิ่งสะสมนั่นเอง นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของโคราชในเวลานี้ที่จะทำอย่างไรให้บ้านที่มีอยู่เปลี่ยนกลับมาเป็นเงินได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ปากช่องที่ต้องใช้เวลาขายบ้านจัดสรรประมาณ 74

ตลาดอสังหาฯ ภาคอีสานส่งสัญญาณฟื้นตัว “ขอนแก่น” มาแรง ยอดโอนพุ่งเกือบ 30% แซงโคราชขึ้นอันดับ 1 อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง ความหนาแน่นประชากรอีสาน คนเยอะสุด…ไม่ได้แปลว่าคนแน่นสุด‼️

ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดของประเทศ ทำให้ภาคอีสานเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความสำคัญในประเทศไทย โดยภาคอีสานบ้านเรามีเนื้อที่ประมาณ 168,855 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ประเทศไทย และในปี 2568 มีประชากรประมาณ 21.5 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของคนทั้งประเทศ ซึ่งถือว่ามากพอๆ กับจำนวนประชากรของกัมพูชาและลาวรวมกันนั่นเอง ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ขนาดเศรษฐกิจของภาคอีสานก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ปัจจุบันกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกภาคเกษตรเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการค้า การบริการ การขนส่ง การศึกษา การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเมือง และการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจของอีสานมีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้กำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาเศรษฐกิจ และในภาพรวมของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอีสานในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเป็นรองเพียงภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศเท่านั้น แม้ว่าขนาดเศรษฐกิจจะเติบโต แต่เมื่อมองในเชิงสัดส่วนแล้ว ในปี 2567 อีสานมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท หรือราว 10.1% ของ GDP ประเทศไทยทั้งหมดที่มีมูลค่าประมาณ 18.7 ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่าอีสานบ้านเรามีประชากรเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ แต่สร้าง GDP ได้เพียงประมาณ 1 ใน 10 ของประเทศเท่านั้น ถึงแม้ว่า ภาคอีสานจะมีคนมากที่สุด แต่เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ พบว่า มีความหนาแน่น 127.6 คนต่อตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยเป็นรองเพียงภาคเหนือเท่านั้น นั่นเป็นเพราะภาคอีสานมีพื้นที่กว้างมาก เมื่อประชากร 21.5 ล้านคนต้องกระจายอยู่บนพื้นที่เกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ ค่าเฉลี่ยความหนาแน่นจึงลดลง นอกจากนี้ โครงสร้างการตั้งถิ่นฐานของอีสานยังมีลักษณะกระจายตัว มีทั้งเมืองขนาดใหญ่ เมืองรอง ชุมชนชนบท และพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก ต่างจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและประชากรจำนวนมหาศาลกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ไม่ใหญ่มากนั่นเอง จังหวัดที่มีความหนาแน่นประชากรสูงสุดในภาคอีสาน 1. มหาสารคาม ความหนาแน่นของประชากร 174.6 คน/ตร.กม 2. หนองคาย ความหนาแน่นของประชากร 168.6 คน/ตร.กม 3. สุรินทร์ ความหนาแน่นของประชากร 166.7 คน/ตร.กม 4. ศรีสะเกษ ความหนาแน่นของประชากร 162.5 คน/ตร.กม 5. ขอนแก่น ความหนาแน่นของประชากร 162.2 คน/ตร.กม. จะเห็นได้ว่า “มหาสารคาม” มีความหนาแน่นของประชากรที่สูงสุดในภาคอีสาน โดยมีบทบาทของการเป็นเมืองการศึกษา มีสถาบันอุดมศึกษาที่ดึงดูดนักศึกษาจากจังหวัดต่างๆ ทั่วภาคอีสานเข้ามาใช้ชีวิตในจังหวัดเป็นจำนวนมาก เมื่อนักศึกษาเข้ามา ทำให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัย บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการขยายตัวของเมืองเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้นนี้เอง ที่นำไปสู่การรวมตัวของประชากรในพื้นที่อย่างหนาแน่น นอกจากนี้

พามาเบิ่ง ความหนาแน่นประชากรอีสาน คนเยอะสุด…ไม่ได้แปลว่าคนแน่นสุด‼️ อ่านเพิ่มเติม »

🗺️พาเปิดเบิ่ง “สนามบินลับเสรีไทย” ในแดนอีสาน ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้✈️

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในประเทศไทยในปี 2484 คนไทยกลุ่มหนึ่งทั้งในและต่างประเทศเริ่มรวมตัวกันเป็นขบวนการเสรีไทย เพื่อเตรียมต่อต้านญี่ปุ่นและประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร แม้ในระยะแรกจะเป็นการทำงานใต้ดินอย่างลับๆ แต่เมื่อเครือข่ายขยายตัว เสรีไทยก็ได้มีการกระจายไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนในช่วงปลายสงครามเกิดค่ายฝึกและฐานปฏิบัติการในหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานที่กลายเป็นหนึ่งในฐานกำลังสำคัญของขบวนการ เมื่อมาดูในภาคอีสาน ในช่วงปี 2487-2488 เครือข่ายเสรีไทยขยายตัวอย่างมาก มีการตั้งค่ายพลพรรคในหลายจังหวัด อย่างเช่น สกลนคร มหาสารคาม นครพนม อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น เลย และพื้นที่อื่นๆ รวมถึงการสร้างหรือปรับใช้สนามบินลับเพื่อรับอาวุธและเจ้าหน้าที่จากฝ่ายสัมพันธมิตร สนามบินภูเขียว📍ชัยภูมิ พื้นที่นี้ยังอยู่ในการดูแลของกองทัพอากาศ โดยบางส่วนมีการให้หน่วยงานอื่นใช้ประโยชน์ สนามบินโนนหัน📍ขอนแก่น เป็นสนามบินดั้งเดิมของกองทัพอากาศไทยในขอนแก่น และถูกนำมาใช้เป็นสนามบินลับของเสรีไทย สนามบินค่ายวงแหวน (ตาดภูวง )📍สกลนคร สนามบินแห่งนี้เคยถูกพรางให้กลายเป็นนาข้าวภายในคืนเดียว หลังฝ่ายญี่ปุ่นเตรียมส่งเครื่องบินมาตรวจสอบพื้นที่ สนามบินบ้านห้วยแคน📍สกลนคร เป็นสนามบินเสรีไทยเพียงแห่งเดียวในสกลนครที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ สนามบินเกือกม้า📍สกลนคร สนามบินเต่างอย📍เทือกเขาภูพาน สกลนคร สนามบินนาคู📍กาฬสินธุ์ (ในช่วงสงครามเป็นมหาสารคาม) ปัจจุบันยังมีพื้นที่และร่องรอยสนามบินเก่า ซึ่งชุมชนพยายามรักษาไว้ในฐานะแหล่งประวัติศาสตร์เสรีไทย สนามบินปลาปาก📍นครพนม พื้นที่เดิมส่งมอบให้ กองทัพอากาศ และบางส่วนพัฒนาเป็น ท่าอากาศยานนครพนม สนามบินค่ายนาโป่ง📍นครพนม สนามบินนาอาน📍เลย ได้ถูกพัฒนาและยกระดับมาเป็น ท่าอากาศยานเลย สนามบินกุดเชียงหมี📍ยโสธร (ในช่วงสงครามเป็นอุบลราชธานี) ปัจจุบันเป็นพื้นที่ดินว่างเปล่าหรือสนามบินเก่าทางประวัติศาสตร์ สนามบินเขมราฐ📍อุบลราชธานี สนามบินสุวรรณวารี📍อุบลราชธานี สนามบินลับทับเจ็ด📍นครราชสีมา ปัจจุบันเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของ “เรือนจำกลางคลองไผ่” ภายใต้การดูแลของกรมราชทัณฑ์ จะเห็นได้ว่า สนามบินลับหลายแห่งกระจุกตัวอยู่บริเวณรอบๆ เทือกเขาภูพาน โดยเฉพาะสกลนครและพื้นที่เชื่อมต่อไปยังมหาสารคามและนครพนม นั่นเป็นเพราะภูพานในเวลานั้นเปรียบเสมือนเป็นกำแพงธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ช่วยซ่อนค่าย คน อาวุธ และเส้นทางลำเลียงจากสายตาของฝ่ายญี่ปุ่น และยังพบว่า มีค่ายเสรีไทยสกลนครจำนวนมากตั้งอยู่ตามแนวชายป่าเทือกเขาภูพานและพื้นที่ชนบทห่างไกล และสกลนครมีค่ายพลพรรคมากถึง 10 แห่งด้วยกัน และหากเมื่อไล่ดูสนามบินที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ จะพบทั้ง สนามบินที่สร้างหรือปรับปรุงเพื่อภารกิจเสรีไทย และสนามบินเดิมของกองทัพอากาศที่ถูกนำมาใช้กับภารกิจลับ อย่างเช่น สนามบินนาคู ซึ่งในเวลานั้นอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ มีสนามบินเก่าอยู่บริเวณค่ายเสรีไทยและถูกปรับปรุงจนใช้งานได้ ส่วน สนามบินภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เดิมเป็นสนามบินของกองทัพอากาศไทย ก่อนถูกใช้เป็นฐานสำคัญของเสรีไทยสายอเมริกาในการรับส่งเจ้าหน้าที่ อาวุธ และเวชภัณฑ์นั่นเอง ขยับขึ้นไปทางอีสานบน ยังมี สนามบินลับนาอาน จังหวัดเลย ซึ่งมีความพิเศษ เพราะเป็นสนามบินเก่าของกองทัพอากาศไทยที่ถูกนำมาใช้ร่วมกับเสรีไทย ไม่ได้เป็นสนามบินที่เสรีไทยสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ขณะที่ฝั่งนครพนมและอุบลราชธานีก็มีเครือข่ายค่ายและสนามบินที่ทำหน้าที่เป็นฐานปฏิบัติการทางด้านตะวันออกและชายแดนอินโดจีน ซึ่งมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องเตรียมรับความเคลื่อนไหวของกองทัพญี่ปุ่นจากฝั่งอินโดจีนอีกด้วย     อ้างอิงจาก: – สถาบันปรีดี พนมยงค์ – ศิลปวัฒนธรรม – Museum Thailand – ศิลปวัฒนธรรม – silpa-mag.com – ขบวนการเสรีไทยกับปัญหาการประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร เขียนโดย ศาสตราจารย์ สุวิทย์ ธีรศาศวัต (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ

🗺️พาเปิดเบิ่ง “สนามบินลับเสรีไทย” ในแดนอีสาน ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้✈️ อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top