Nanthawan Laithong

พาเปิดสถิติ ‘ครูอีสาน’ จังหวัดไหนรับบทหนักสุด⁉️ ครูแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน

เคยรู้หรือไหมว่า “ครูไทย” ของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง? พบข้อมูลว่า 95% ของคุณครูต้องทำงานหนักเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ 58% ของครูถูกแย่งเวลาสอนไปถึงสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง เพื่อไปทำงานอื่นที่ไม่ใช่ภารกิจหลักนั่นเอง นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “แม่พิมพ์ของชาติ” กำลังถูกภาระงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนกัดกินเวลาอันมีค่า ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาลูกศิษย์ได้อย่างเต็มที่ ปัญหาการทำงานเกินหน้าที่ของครูไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มอัตราการจ้างครูธุรการและภารโรงแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าความพยายามเหล่านั้นยังคงเป็นเพียงการบรรเทาอาการ ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ ข้อมูลจาก The Active Thai PBS และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) ตอกย้ำภาพความจริงอันน่าหดหู่ว่า มีครูไทยกว่า 95% ต้องทำงานนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 58% ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับงานที่ไม่ใช่การสอน ยิ่งไปกว่านั้น ใน 200 วันทำการ ครูต้องเสียเวลาไปกับงานประเมินผลงาน งานแข่งขันวิชาการ และงานจัดทำโครงการมากถึง 84 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไร้ซึ่งบุคลากรสนับสนุน ปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ครูในปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ต้องแบกรับภาระงานสารพัดที่แทบไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ครูคนเดียวต้องควบรวมบทบาททั้งงานการเงิน พัสดุ ธุรการ และแม้แต่งานด้านกฎหมาย ภาระงานที่ถาโถมนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของครูเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียนอีกด้วย เนื่องจากครูไม่มีเวลาเพียงพอในการออกแบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งการดูแลพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็อาจเป็นเหตุผลของการนำไปสู่การเลือกใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงอันเป็นปลายเหตุของปัญหาความเครียด และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนและเป็นปัญหาสังคมตามมาในที่สุด   ครูอีสานก็แบกรับภาระการศึกษาที่หนักอึ้ง จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า “สัดส่วนครูต่อนักเรียนทั้งหมดในจังหวัด” ซึ่งสะท้อนถึงภาระงานที่ครูแต่ละคนต้องรับผิดชอบในภาคอีสาน เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าครูในภูมิภาคนี้กำลังแบกรับภาระที่หนักอึ้งในการขับเคลื่อนการศึกษาของชาติ โดยภาพรวมของทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน พบว่าสัดส่วนนักเรียนต่อครูโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1:18 ถึง 1:21 ซึ่งหมายความว่าครูหนึ่งคนจะต้องดูแลนักเรียนถึง18-21 คน แม้จำนวนครูโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่เบื้องลึกกลับน่าเป็นห่วง โรงเรียนหลายแห่งในภาคอีสานกำลังเผชิญวิกฤต ‘ครูขาดแคลน’ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 80% ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ปัญหานี้ทำให้แม้จะมีนักเรียนน้อย แต่ครูผู้สอนก็ไม่เพียงพอในแต่ละห้องเรียน ซ้ำร้ายครูยังต้องแบกรับภาระงานธุรการจนแทบไม่มีเวลาดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม จังหวัดมหาสารคามโดดเด่นออกมาจากจังหวัดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ด้วยสัดส่วนนักเรียนต่อครูที่สูงถึง 1 : 29.6 นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจและสะท้อนให้เห็นว่าครูในจังหวัดมหาสารคามต้องทำงานหนักกว่าครูในจังหวัดอื่นๆ ด้วยจำนวนนักเรียนที่มากขนาดนี้ ครูอาจจะเผชิญกับข้อจำกัดในการให้ความดูแลเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการจัดการชั้นเรียน การตรวจงาน การให้คำปรึกษา และการพัฒนาศักยภาพนักเรียน ซึ่งเป็นไปได้ยากขึ้นอย่างชัดเจน จากสัดส่วนดังกล่าว ซึ่งก็แสดงถึงภาระต่างๆ ที่ครูอีสานต้องแบกรับในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาระการสอนที่ต้องเข้มข้น เนื่องจากต้องสอนนักเรียนจำนวนมากในแต่ละคาบ ทำให้เวลาในการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย หรือการให้คำแนะนำรายบุคคลลดลง การสอนอาจเน้นที่การถ่ายทอดความรู้เป็นหลักมากกว่าการพัฒนาทักษะหรือความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีภาระการประเมินผลและการให้คำแนะนำ ซึ่งการตรวจงาน การให้คะแนน และการให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนจำนวนมากเป็นงานที่ใช้เวลาและพลังงานมหาศาล ครูอาจมีเวลาไม่เพียงพอที่จะให้ข้อเสนอแนะที่ละเอียดและนำไปสู่การพัฒนาที่แท้จริง อีกทั้งภาระในการดูแลนักเรียนที่ไม่ใช่แค่การเรียน ครูยังต้องเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่ เป็นนักจิตวิทยา และเป็นผู้คอยแก้ปัญหาให้กับนักเรียน ซึ่งเมื่อมีนักเรียนจำนวนมาก ความต้องการและปัญหาที่หลากหลายก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ครูต้องใช้พลังงานและเวลาในการดูแลนักเรียนนอกเหนือจากหน้าที่การสอนตามปกติ ไม่เพียงเท่านั้น ครูไทยยังต้องแบกรับภาระงานเอกสารและธุรการจำนวนมาก ซึ่งงานเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อจำนวนนักเรียนและชั้นเรียนที่รับผิดชอบมีมากขึ้น ทำให้เวลาที่ควรจะทุ่มเทให้กับการสอนและการพัฒนานักเรียนถูกแบ่งไปอย่างน่าเสียดาย […]

พาเปิดสถิติ ‘ครูอีสาน’ จังหวัดไหนรับบทหนักสุด⁉️ ครูแบกภาระเกินจริงที่ไม่ใช่แค่สอน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ศึก 3 Gen เขย่าสภา  เมื่อรุ่นใหญ่ไม่ยอมถอย และรุ่นใหม่พร้อมจะพุ่ง คุณจะฝากอนาคตประเทศไว้ในมือใคร⁉️

สนามเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ไเปรียบเสมือนเวทีประลองของ “ผู้นำหลายเจเนอเรชัน” อย่างชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองหลักสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของอำนาจ ตั้งแต่ Baby Boomer ที่ผ่านพายุวิกฤติเศรษฐกิจ การรัฐประหาร และความขัดแย้งทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลุ่ม Gen X ที่เป็นแกนกลางของระบบการเมืองในปัจจุบัน ไปจนถึง Gen Y ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัล ความไม่แน่นอนของตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม การเลือกตั้งรอบนี้จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “ใครจะเป็นนายกฯ” แต่คือคำถามใหญ่กว่านั้นว่า “อนาคตประเทศควรถูกออกแบบโดยประสบการณ์แบบไหน และมุมมองของคนรุ่นใด” เมื่อแยกตามช่วงเจเนอเรชัน รายชื่อแคนดิเดตในชุดข้อมูลนี้แบ่งออกได้ดังนี้ 🟢Gen Y (Millennials): ผู้นำรุ่นใหม่ กลุ่มนี้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2524 – 2539 (ค.ศ. 1981 – 1996) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (อายุ 38 ปี) พรรคประชาชน วสวรรธน์ พวงพรศรี (อายุ 31 ปี) พรรคไทรวมพลัง 🔵Gen X: กลุ่มผู้บริหารหลัก กลุ่มนี้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2508 – 2523 (ค.ศ. 1965 – 1980) เป็นกลุ่มที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (อายุ 60 ปี) พรรคกล้าธรรม อนุทิน ชาญวีรกูล (อายุ 59 ปี) พรรคภูมิใจไทย ตรีนุช เทียนทอง (อายุ 53 ปี) พรรคพลังประชารัฐ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (อายุ 53 ปี) พรรคไทยก้าวใหม่ ศ.ดร.นพ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (อายุ 46 ปี) พรรคเพื่อไทย 🟣Baby Boomer: กลุ่มประสบการณ์สูง กลุ่มนี้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2489 – 2507 (ค.ศ. 1946 – 1964) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (อายุ 77 ปี) พรรคเสรีรวมไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (อายุ 66 ปี) พรรคประชาชาติ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (อายุ 66 ปี) พรรครวมไทยสร้างชาติ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (อายุ

พาส่องเบิ่ง ศึก 3 Gen เขย่าสภา  เมื่อรุ่นใหญ่ไม่ยอมถอย และรุ่นใหม่พร้อมจะพุ่ง คุณจะฝากอนาคตประเทศไว้ในมือใคร⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพล ถ้า เลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ คนอีสานมีแนวโน้มเทคะแนนให้พรรคไหน⁉️

อีสานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อ “การเมืองสามก๊ก” เขย่าฐานเสียงก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่ วันนี้ (5 มกราคม 2569) ผลสำรวจล่าสุดจาก อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำการสำรวจภาคอีสานที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ภายใต้หัวข้อ “การเมืองสามก๊กภาคอีสานท้ายปี 2568” เพราะนี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขโพลธรรมดาเท่านั้น หากอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่า สนามเลือกตั้งอีสานกำลังเปลี่ยนโฉมหน้านั่นเอง ในการสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนมุมมองของคนอีสานต่อการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ และแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลของสามพรรคใหญ่ โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19-25 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,151 คน ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยผลสำรวจชี้ชัดว่า หากเลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ คะแนนนิยมแบบบัญชีรายชื่อของคนอีสาน กระจุกตัวอยู่ที่ 3 พรรคใหญ่แบบสูสี จนเกิดภาวะ “สามก๊ก” อย่างแท้จริง ได้แก่ พรรคประชาชน (34.4%) พรรคเพื่อไทย (26.7%) และพรรคภูมิใจไทย (26.4%) ทิ้งห่างพรรคอื่นแบบขาดลอย นี่คือภาพการเมืองอีสานที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ   พรรคประชาชนยังคงรักษาโมเมนตัมจากการเลือกตั้งปี 2566 ได้ดี คะแนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 33.2% เป็น 34.4% ในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยครองแดนอีสาน กลับเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ คะแนนนิยมดิ่งจาก 43.1% ในปี 2566 เหลือเพียง 26.7% ภายในเวลาไม่ถึงสามปี นี่ไม่ใช่แค่ “คะแนนหาย”เท่านั้น แต่คือสัญญาณของการแตกตัวของฐานเสียงเดิมนั่นเอง ขณะที่ พรรคภูมิใจไทยคือผู้เล่นที่เติบโตแรงที่สุดในตอนนี้ จากคะแนนเพียง 4.1% ในปี 2566 พุ่งขึ้นเป็น 26.4% ในปัจจุบัน การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้สะท้อนให้เห็นการเมืองเชิงพื้นที่ การสร้างเครือข่ายท้องถิ่น และการใช้ “การเมืองที่จับต้องได้” ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนอีสาน เมื่อวางตัวเลขทั้งสามพรรคลงบนกระดานอำนาจ จะพบว่า สูตรการจัดตั้งรัฐบาลผสมทุกสูตรล้วนสูสี ไม่ว่าจะเป็น ส้ม+แดง, แดง+น้ำเงิน หรือแม้กระทั่ง น้ำเงิน+ส้ม แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความเปราะบาง เพราะกองเชียร์แต่ละฝ่ายยังไม่มี “จุดลงตัว” ร่วมกัน สิ่งที่ชัดเจนที่สุดจากโพลนี้ คือ เสียงของคนอีสานกำลัง “เลือกมากขึ้น คิดมากขึ้น และตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น” อีสานไม่ใช่พื้นที่ที่ใครจะผูกขาดได้อีกต่อไป ช ทุกคะแนนเสียงล้วนมีความหมาย และทุกการไม่ไปเลือกตั้ง เท่ากับยกอำนาจการตัดสินใจให้คนอื่นแทนเรา ดังนั้นก่อนศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เสียงของคุณคือพลังที่เปลี่ยนประเทศได้ ออกไปใช้สิทธิ อย่านอนหลับทับสิทธิ์ เพราะอนาคตของอีสาน…ไม่ควรถูกกำหนดโดยความเฉยชา ✊🗳️   อ้างอิงจาก:  – อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์

พาส่องเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพล ถ้า เลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ คนอีสานมีแนวโน้มเทคะแนนให้พรรคไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ‘แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย’ ทั่วอีสาน ที่ไหนเยอะจนน่าตกใจ⁉️

แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในภาคอีสานมีจำนวนทั้งหมด 15,250 คน ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 23.1% ของจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในภาคอีสาน โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนแรงงานผิดกฎหมายสูง อย่างเช่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา หนองบัวลำภู ชัยภูมิ และมหาสารคาม ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ชายแดนโดยตรง แต่เป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ ทั้งภาคเกษตรเชิงพาณิชย์ และงานก่อสร้างขนาดกลาง-เล็กจำนวนมาก แรงงานต่างด้าวนี้ทำหน้าที่เป็น “แรงงานกันชน” ที่ช่วยพยุงต้นทุนการผลิตของเศรษฐกิจฐานล่าง ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง เกษตรกรรม แปรรูปอาหาร หรือบริการนอกระบบ แรงงานกลุ่มนี้เข้ามาแทนที่แรงงานท้องถิ่นที่เคลื่อนย้ายออกไปทำงานในเมืองใหญ่หรือภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม การที่แรงงานเหล่านี้จำนวนมากอยู่ในสถานะผิดกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหลีกเลี่ยงกฎหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะเป็นผลจากระบบขึ้นทะเบียนแรงงานที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานตามฤดูกาล ทำให้การอยู่ “นอกระบบ” กลายเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่า ข้อมูลดังกล่าวยังชี้ให้เห็นการเปลี่ยนบทบาทของภาคอีสานจาก “พื้นที่ส่งออกแรงงาน” ไปสู่ “พื้นที่รับแรงงาน” เมืองศูนย์กลางระดับรองอย่างขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา กลายเป็นฐานรองรับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของเมือง แต่การเติบโตดังกล่าวกลับไม่ได้นำไปสู่การยกระดับคุณภาพแรงงานหรือระบบสวัสดิการ หากแต่พึ่งพาแรงงานต่างด้าวราคาถูกเป็นฐานรองรับความเติบโต นี่คือรูปแบบการพัฒนาที่สร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่กระจายความเสี่ยงไปสู่แรงงานที่เปราะบางที่สุด การจับกุมและผลักดันแรงงานออกนอกประเทศอาจทำให้ตัวเลขลดลงชั่วคราว แต่ในระยะยาวกลับสร้างแรงจูงใจให้แรงงานหลบซ่อนมากขึ้น ขยายเครือข่ายนายหน้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ ในทางกลับกัน ข้อมูลชุดนี้กำลังเรียกร้องคือการปรับนโยบายแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจจริง เปิดช่องทางให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และยืดหยุ่นต่อแรงงานตามฤดูกาล ทำไมแรงงานต่างชาติจึงมีมากในไทยและอีสาน?  ซึ่งปัจจัยหลักคือค่าแรง, ระยะทาง, และโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยมีค่าจ้างและโอกาสทำงานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในระดับที่คุ้มค่าต่อการย้ายถิ่น แต่รายได้รวมต่อเดือน (รวมโอทีและชั่วโมงทำงานยืดหยุ่น) ยังถือเป็นแรงจูงใจมากกว่าทำงานฝั่งบ้านเกิดตัวเอง อีกทั้งระยะทางและต้นทุนข้ามแดนของอีสานต่ำ อาจจะมีการข้ามสะพานมิตรภาพหรือผ่านด่านชายแดนซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งโครงสร้างอุตสาหกรรมอีสานในปัจจุบันต้องการแรงงานจำนวนมากในช่วงเวลาเร่งด่วน อย่างเช่น เกษตรฤดูกาล (อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา), อาหารและเครื่องดื่ม, ชิ้นส่วนยานยนต์-พลาสติก, ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเมืองมหาวิทยาลัยและโลจิสติกส์ แรงงานข้ามชาติจึงกลายเป็นกำลังแรงงานที่ทำให้สายการผลิตไม่สะดุดในคอขวดแรงงานนั่นเอง สำหรับเศรษฐกิจอีสาน แรงงานข้ามชาติถือว่าช่วยตรึงกำลังการผลิตในห่วงโซ่อาหาร เกษตรและก่อสร้าง ซึ่งมีสัดส่วนสูงใน GRP ของภาค เมื่อตัวเลขแรงงานเพิ่มขึ้นหลังโควิด สัญญาณนี้สะท้อนให้เห็นการกลับมาของคำสั่งซื้อและโครงการลงทุน ขณะเดียวกัน แรงงานไทยวัยทำงานของอีสานจำนวนมากยังย้ายไปทำงานกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ EEC ทำให้เกิด ช่องว่างแรงงานท้องถิ่น ทำให้เกิดการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME และโรงงานขนาดกลาง     อ้างอิงจาก: – กรมการจัดหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #แรงงานต่างด้าว #ต่างด้าว

พาเปิดเบิ่ง ‘แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย’ ทั่วอีสาน ที่ไหนเยอะจนน่าตกใจ⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง “20 เทศบาลเมืองแดนอีสาน” เก็บภาษีเองได้เยอะสุด ปี 67

ข้อมูลการจัดเก็บภาษีของเทศบาลเมืองปี 2567 ของ 20 เทศบาลเมืองในภาคอีสานซึ่งสามารถจัดเก็บภาษีเองได้สูงสุด แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอีสานจากฐานเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการค้า บริการ อสังหาริมทรัพย์ และกิจกรรมโลจิสติกส์ เมืองเหล่านี้ไม่เพียงเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สะสมทุนทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนอีกด้วย เมื่อพิจารณาลงลึกไปแต่ละเทศบาลเมืองจะพบว่า เทศบาลเมืองที่จัดเก็บภาษีได้สูงมีลักษณะเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความหนาแน่นของทรัพย์สินสูง ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีกสมัยใหม่ สถานศึกษา โรงพยาบาล หรือคลังสินค้าต่างๆนั่นเอง ซึ่งเมืองเหล่านี้มี “ประชากรแฝงทางเศรษฐกิจ” สูงกว่าจำนวนประชากรตามทะเบียน ซึ่งทำให้ฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีจากกิจการพาณิชย์ เติบโตได้ดีกว่าเมืองที่ยังพึ่งพารายได้ตามฤดูกาลหรือภาคเกษตรเป็นหลัก อย่าง “เทศบาลเมืองวารินชำราบ” จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจัดเก็บภาษีเองได้สูงสุดในภาคอีสาน สะท้อนบทบาทของ “เมืองคู่ขนานทางเศรษฐกิจ” อย่างชัดเจน วารินชำราบไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ต่อขยายของอำเภอเมืองอุบลราชธานีเท่านั้น แต่เป็นศูนย์รวมการอยู่อาศัยและกิจกรรมพาณิชย์ขนาดใหญ่ ประชากรจริงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีจำนวนใกล้เคียงอำเภอเมือง ขณะที่ราคาที่ดินและต้นทุนการพัฒนาเอื้อต่อการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า และธุรกิจบริการ ส่งผลให้ฐานภาษีของเทศบาลขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นอกจากนี้ วารินชำราบเองก็ยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้ประจำมากกว่ารายได้ตามฤดูกาล เมืองเป็นที่ตั้งของหน่วยงานรัฐ โรงเรียน โรงพยาบาล และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดนเชื่อมโยงลาวและกัมพูชา ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี ในขณะที่เทศบาลเมืองปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ก็แสดงให้เห็นอีกมิติหนึ่งของการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น นั่นคือการแปลง “มูลค่าการท่องเที่ยว” ให้เป็นรายได้ของเทศบาล แม้จำนวนประชากรถาวรจะไม่สูงมาก แต่การเป็นประตูสู่เขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ ทำให้ราคาที่ดิน โรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจบริการมีมูลค่าสูง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงสร้างรายได้จำนวนมาก ปากช่องจึงเป็นตัวอย่างของเมืองที่ใช้การไหลเข้าของเงินจากภายนอกพื้นที่มาเสริมความแข็งแรงให้ฐานะการคลังท้องถิ่นนั่นเอง เทศบาลเมืองหนองสำโรง จังหวัดอุดรธานี แม้ไม่ใช่ศูนย์กลางจังหวัดโดยตรง แต่เป็นพื้นที่รองรับโรงงาน คลังสินค้า และกิจกรรมหลังบ้านของเมืองอุดรธานี การใช้ที่ดินเชิงพาณิชย์จำนานมาก ส่งผลให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเทศบาลเมืองศิลา จังหวัดขอนแก่น ก็มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ซึ่งก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดจากการศึกษาภายในมหาวิทยาลัย โดยพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยถูกพัฒนาเป็นหอพักเชิงพาณิชย์ คอนโดมิเนียม ร้านอาหาร คลินิก และบริการเฉพาะทางจำนวนมาก ทำให้เกิดความหนาแน่นของทรัพย์สินและกิจกรรมทางธุรกิจในพื้นที่จำกัด ฐานภาษีของเทศบาลจึงเติบโตจากการแปร “ความรู้และการศึกษา” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจเมืองอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง . . อ้างอิงจาก: – ระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง – กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – สำนักงานสถิติแห่งชาติ ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เทศบาลเมือง #เทศบาลเมืองในอีสาน #การจัดเก็บภาษี

พาเปิดเบิ่ง “20 เทศบาลเมืองแดนอีสาน” เก็บภาษีเองได้เยอะสุด ปี 67 อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง “หนึ่งจังหวัด หนึ่งสมุนไพรอีสาน” อัตลักษณ์ของดีที่ซ่อนอยู่ในแต่ละถิ่น

หากพูดถึง “สมุนไพร” เรามักจะนึกถึงพืชหรือต้นไม้ที่มาจากธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการรักษาโรคหรือบรรเทาอาการต่าง ๆ ซึ่งมีการใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ความรู้ในเรื่องสมุนไพรมีทั้งในตำราแพทย์ตั้งแต่สมัยกรีก อินเดีย จีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพทย์ไทยแผนโบราณ คำว่า สมุนไพร ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 หมายถึง ผลผลิตธรรมชาติที่ได้จากพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่ ที่ใช้ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร สมุนไพรไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและมีการสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นอกจากจะนำมาใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ แล้วยังนิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร ทำเครื่องสำอาง และยาทางการแพทย์อีกด้วย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้มีการรวบรวมและคัดเลือกสมุนไพรประจำแต่ละจังหวัด โดยพิจารณาจากเกณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ การกำหนดสมุนไพรประจำจังหวัดเช่นนี้ไม่เพียงช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้แต่ละจังหวัด แต่ยังช่วยส่งเสริมในเรื่องของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและสินค้า OTOP รวมถึงต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ   ข้อมูลจาก Enromonitor บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก ในปี 2567 ได้ชี้ให้ถึงมูลค่าการค้าปลีกสินค้าสมุนไพรในตลาดโลกที่สูงถึง 60,589.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.93 ล้านล้านบาทไทย) ซึ่งมีการขยายตัวจากปีก่อนหน้า 4.6%  ขณะที่ตลาดสมุนไพรของไทยมีมูลค่า 1,265.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (40,276 ล้านบาทไทย) ขยายตัว 7.1% จากปีก่อนหน้า และจัดอยู่อันดับ 10 ของโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติการส่งออกในปี 2567 ยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของตลาดสมุนไพรไทย ซึ่งขึ้นแท่นอันดับ 1 ในอาเซียน และอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชีย ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าสมุนไพรสดแห้ง สารสกัด และน้ำมันหอมระเหย และจากข้อมูลทั้งหมดนี้ ISAN Insight จะพาไปรู้จักสมุนไพรอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดในภาคอีสานกัน ว่าแต่ละจังหวัดมีสมุนไพรอะไรเป็นอัตลักษณ์ประจำจังหวัด กาฬสินธุ์ = ขมิ้นชัน ขอนแก่น = คูน ชัยภูมิ =เร่วน้อย นครพนม = สมอไทย นครราชสีมา = พรมมิ บึงกาฬ = เอียนด่อน บุรีรัมย์ = กะเม็ง มหาสารคาม = บัวบก มุกดาหาร = ว่านกีบแรด ยโสธร = โคคลาน ร้อยเอ็ด = กำแพงเจ็ดชั้น เลย = กระชายดำ ศรีสะเกษ = หอมแดง สกลนคร = หมากเม่า สุรินทร์ = โลดทะนงแดง หนองคาย = ไพล

พาเปิดเบิ่ง “หนึ่งจังหวัด หนึ่งสมุนไพรอีสาน” อัตลักษณ์ของดีที่ซ่อนอยู่ในแต่ละถิ่น อ่านเพิ่มเติม »

พาสำรวจเบิ่ง อันตรายจาก “ขีปนาวุธ PHL-03” ยิงไกลกว่า 130 กม.

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัมพูชากำลังเปลี่ยนบทบาทจากประเทศขนาดเล็กที่มักอยู่นอกกระแสของการแข่งขันด้านอาวุธ มาเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการจัดซื้อระบบจรวดนำวิถีแบบพหุคูณ (Multiple Launch Rocket System – MLRS) รุ่น PHL-03 จากประเทศจีน จำนวน 6 เครื่อง ซึ่งถูกส่งมอบให้กัมพูชาในเดือนพฤษภาคม 2022 พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนด้านโลจิสติกส์อย่างครบชุด แล้ว PHL-03 คืออะไร? PHL-03 คือระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 300 มม. ที่พัฒนาโดยบริษัท China North Industries Group Corporation Limited (NORINCO) ประเทศของจีน โดยระบบนี้ได้รับการออกแบบต่อยอดจาก BM-30 “Smerch” ของรัสเซีย แต่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมในด้านระบบควบคุมการยิงผ่าน GPS/GLONASS/BeiDou และระบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถยิงได้ครั้งละ 12 นัด ภายในเวลาไม่กี่นาทีโดยแต่ละหัวรบมีน้ำหนักราว 280 กิโลกรัม และยิงได้ไกลมาตรฐานถึง 130 กิโลเมตร ส่วนรุ่นใหม่ล่าสุดยิงได้ไกลถึง 160 กิโลเมตรเลยทีเดียว ทำไมกัมพูชาถึงเลือกใช้ PHL-03? จีนคือผู้ส่งออกอาวุธหลักในอาเซียน โดยเฉพาะให้กัมพูชา ลาว และเมียนมา ผ่านบริษัท NORINCO การส่งอาวุธมักมาพร้อม ดีลแฝง อย่างเช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การฝึกทหาร หรือโลจิสติกส์ ซึ่งการซื้อ PHL‑03 ของกัมพูชานั้น ก็สะท้อนการแข่งขันอิทธิพลระหว่างจีนกับมหาอำนาจอื่น ยิ่งในช่วงภูมิภาคตึงเครียด การลงทุนด้านอาวุธยิ่งกลายเป็นเครื่องมือ ดึงพันธมิตรทางการเมืองและเศรษฐกิจ การจัดซื้ออาวุธ PHL-03 ของกัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมขีดความสามารถทางทหารเท่านั้น โดยการจัดซื้ออาวุธเหล่านี้มักแนบมากับข้อตกลงด้านการลงทุน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งการฝึกอบรมกำลังพลโดยผู้เชี่ยวชาญจากจีนนั่นเอง สถานการณ์ล่าสุดและความกังวล (13 ธ.ค. 68) ความสามารถในการยิงของ PHL-03 นั้นที่มีระยะไกลถึง 130-160 กิโลเมตร ทำให้ระบบนี้ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างของภาคอีสานไทย ซึ่งทำให้เกิดความกังวลอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีรายงานการตรวจพบระบบจรวด PHL-03 บริเวณ พัน.ป.87 จ.พระวิหาร ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ประมาณ 90 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่ากัมพูชาจะนำระบบดังกล่าวเข้าประจำการหรือใช้งานแต่อย่างใด แต่กองทัพไทยได้แสดงความห่วงใยต่อศักยภาพที่อาจนำมาใช้ในกรณีเกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ #อัพเดตล่าสุด‼️ (13 ธ.ค. 2568) เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันว่า ยังไม่ได้รับรายงาน อาวุธPHL03 กัมพูชา เข้ามาในพื้นที่พระวิหาร หากตรวจพบ “กองทัพไทยจะดําเนินการต่อเป้าหมายทันทีโดยไม่รีรอให้กัมพูชาเปิดปฏิบัติก่อน เพราะเรามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความพร้อมในเรื่องของการโจมตีเป้าหมายแม่นยํา”

พาสำรวจเบิ่ง อันตรายจาก “ขีปนาวุธ PHL-03” ยิงไกลกว่า 130 กม. อ่านเพิ่มเติม »

ราคาข้าวพุ่งแรงสะเทือนทุ่ง ข้าวเหนียวพุ่งทะลุ 11,000 บาท/ตัน ส่วนหอมมะลิแตะ 16,000 บาท/ตัน ชาวนายิ้มทั้งน้ำตา แม้ผลผลิตลดฮวบจากโรคระบาด แต่ราคาดีจนตลาดคึกคักสุดๆ เรียกได้ว่า “ปีทองของชาวนาไทย”

ปรากฏการณ์ราคาข้าวในภาคอีสานที่พุ่งแรงในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ ไม่เพียงเป็นข่าวดีเชิงรายได้ของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็น “กรณีศึกษาเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจการเกษตรไทยที่สะท้อนความซับซ้อนระหว่างกลไกตลาด ความเสี่ยงด้านการผลิต และพฤติกรรมของชาวนา ราคาข้าวเหนียวแห้งที่ทะยานจากระดับราว 6,000 บาทต่อตัน ไปแตะ 11,000 บาท และข้าวเจ้าหอมมะลิที่ขยับขึ้นถึง 15,500-16,000 บาทต่อตัน แม้จะมีผลผลิตรวมลดลงจากโรคระบาดในนาข้าว เมล็ดพันธุ์ที่ขาดคุณภาพ และสภาพแวดล้อมการผลิตที่ผันผวน ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัว ซึ่งเมื่อปะทะกับอุปสงค์จากโรงสีและผู้ค้าข้าวที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง กลไกราคาจึงตอบสนองอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้นนั่นเอง เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของราคาข้าวที่สูงกว่าปกติในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อปริมาณข้าวใหม่เข้าสู่ตลาดลดลง ขณะที่ผู้ซื้อยังจำเป็นต้องรักษาสต๊อกเพื่อการสี การแปรรูป และการส่งมอบตามสัญญา ราคาจึงกลายเป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดผลผลิตที่เหลืออยู่ในมือเกษตรกร ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ กลับมาคึกคักผิดคาด อย่างไรก็ตาม ความหายของคำว่าชาวนา “ยิ้มทั้งน้ำตา” แม้ราคาข้าวจะสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาหลายปี แต่รายได้สุทธิของครัวเรือนเกษตรจำนวนมากกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ลดลงอย่างหนัก ต้นทุนการผลิตทั้งปุ๋ย สารเคมี ค่าแรง และค่าเช่าที่ดิน ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ชาวนาจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องขายข้าวสดตั้งแต่ต้นฤดูในราคาเพียง 6-7 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องและภาระหนี้สิน นี่ก็สามารถสะท้อนข้อจำกัดเชิงสถาบันของระบบการเงินชนบท ที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถถือครองผลผลิตเพื่อรอจังหวะราคาที่เหมาะสมได้นั่นเอง ความเสี่ยงจากโรคระบาดหรือคุณภาพเมล็ดพันธุ์สามารถทำให้ปริมาณผลผลิตหายไปจากตลาดได้ในวงกว้าง นั่นย่อมสะท้อนว่าฐานการผลิตยังพึ่งพาปัจจัยธรรมชาติและแรงงานมนุษย์มากเกินไป ขณะที่การลงทุนด้านวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยียังไม่ทั่วถึง การแนะนำให้ใช้พันธุ์ข้าวคุณภาพ วิธีนาดำ การควบคุมวัชพืช และการจัดการน้ำในแปลงนา จึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่คือความพยายามยกระดับ “ผลิตภาพรวม” ของภาคการผลิตข้าวในอีสาน เพื่อให้รายได้เกษตรกรมีเสถียรภาพมากกว่าการลุ้นราคาตลาดเพียงปีต่อปี นอกจากนี้ การที่ชาวนาหลายรายเริ่มมองไปข้างหน้าและพิจารณาปรับโครงสร้างการปลูก โดยหันไปปลูกข้าวเจ้าหอมมะลิมากขึ้น สะท้อนการตอบสนองต่อสัญญาณราคาของตลาดอย่างมีเหตุผล แม้จะตระหนักว่าผลผลิตต่อไร่อาจต่ำกว่าข้าวเหนียว แต่ราคาที่สูงกว่า ความต้องการในตลาดส่งออก และภาพลักษณ์สินค้าพรีเมียม ทำให้ข้าวหอมมะลิถูกมองเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างรายได้ในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม หากการปรับตัวนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้างโดยไร้การกำกับเชิงนโยบาย ก็อาจนำไปสู่วัฏจักรอุปทานล้นตลาดและราคาตกต่ำในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคเกษตรไทยเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปรากฏการณ์ราคาข้าวอีสานปีนี้ ความผันผวนของรายได้เกษตรกรส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อ การบริโภค และเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง เมื่อราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น เงินหมุนเวียนในตลาดท้องถิ่น ร้านค้า และบริการจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านผลผลิตและราคา ก็ทำให้การฟื้นตัวนี้เปราะบางและอาจหดตัวได้อย่างรวดเร็ว     อ้างอิงจาก: – จับกระแสเกษตร   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เกษตรอีสาน #ข้าวเหนียว #ชาวนา #ข้าวเหนียวราคาพุ่ง

ราคาข้าวพุ่งแรงสะเทือนทุ่ง ข้าวเหนียวพุ่งทะลุ 11,000 บาท/ตัน ส่วนหอมมะลิแตะ 16,000 บาท/ตัน ชาวนายิ้มทั้งน้ำตา แม้ผลผลิตลดฮวบจากโรคระบาด แต่ราคาดีจนตลาดคึกคักสุดๆ เรียกได้ว่า “ปีทองของชาวนาไทย” อ่านเพิ่มเติม »

จากท้องนาสู่ต่างแดน ทำไมชาวอีสานถึงต้องทิ้งบ้าน? พาเปิดเบิ่งเหตุผล “รายได้ต่ำ-หนี้สินสูง” ดันคนสู่ต่างแดน

ความยากจนข้นแค้นและสายลมหน้าแล้งที่พัดผ่านท้องนาในภาคอีสาน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของหลายชีวิตในภาคอีสานที่ต้องออกเดินทางเพื่อความอยู่รอด จากชาวไร่ชาวนาในหมู่บ้านเล็ก ๆ สู่แรงงานในเมืองกรุง และยังมีพี่น้องชาวอีสานอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องเดินทางไกลไปเผชิญชีวิตยังต่างแดน พวกเขาเหล่านี้ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ห่างไกลจากครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รักเป็นเวลาหลายปี ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของพี่น้องชาวอีสานที่ไปทำงานในต่างแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวของความพยายาม ความฝัน และการดิ้นรนของผู้คนในการแสวงหาโอกาสใหม่ในชีวิตเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม เรามักจะทราบกันดีว่า อาชีพหลักของผู้คนในภาคอีสานคือการประกอบอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ซึ่งมีผู้ประกอบอาชีพภาคการเกษตรมากถึง 3.8 ล้านครัวเรือน และพื้นที่กว่า 63.9 ล้านไร่ ในภาคอีสานได้ถูกทำให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร แต่เนื่องด้วยผลผลิตทางการเกษตรเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน มีความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ ทำให้รายได้ของเกษตรกรในภาคอีสานไม่เพียงพอต่อการจุนเจือครอบครัว และมักประสบปัญหาหนี้สินเรื้อรัง โดยภาคอีสานมีหนี้สินครัวเรือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศถึง 12.2% จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2568 (6 เดือนแรก) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าภาคอีสานมีรายได้เฉลี่ยรายเดือนต่อคนต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ดังนี้ 1. กรุงเทพฯ – ปริมณฑล 48.7% 2. ภาคกลาง 27% 3. ภาคใต้ 19.3% 4. ภาคเหนือ 1% ด้วยข้อจำกัดทางด้านเกษตรกรรม ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ภาคอีสานมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมากกว่าภูมิภาคอื่น และในขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัดของโอกาสในการจ้างงาน เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบศูนย์รวม ความเจริญจึงกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงและนิคมอุตสาหกรรม ชาวอีสานหลายคนจึงเลือกเดินทางไปทำงานยังพื้นที่ที่มีความเจริญมากกว่า นอกจากเดินทางไปทำงานภายในประเทศแล้ว พบว่ายังมีชาวอีสานหลายคนเลือกไปทำงานยังต่างประเทศ โดยจำนวนคนหางานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ประจำปี 2568 (มกราคม – ตุลาคม) จากกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ พบว่า 64.51% เป็นแรงงานที่มาจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าจำนวนแรงงานจากทุกภาคอื่นรวมกัน อิสราเอล ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นประเทศปลายทางที่มีคนอีสานไปทำงานมากที่สุด ซึ่งอาชีพที่แรงงานอีสานไปทำมากที่สุดคือ แรงงานภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ข้อมูลประมาณการรายได้ที่คนหางานไทยในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ มกราคม – ตุลาคม ปี 2568 มีจำนวนรวมทั้งสิ้นสูงถึง 248,113 ล้านบาทจากแนวโน้มดังกล่าว สามารถจัดอันดับ 5 จังหวัดในภาคอีสานที่มีคนเดินทางไปทำงานต่างประเทศมากที่สุด ได้ดังนี้ 1. จังหวัดอุดรธานี คิดเป็นสัดส่วน 18.9% ส่วนใหญ่เดินทางไปยังไต้หวัน รองลงมาคืออิสราเอล และเกาหลีใต้ 2. จังหวัดนครราชสีมา คิดเป็นสัดส่วน 10.7% โดยมีปลายทางสำคัญ ได้แก่ ไต้หวัน อิสราเอล และญี่ปุ่น 3. จังหวัดขอนแก่น คิดเป็นสัดส่วน 8% โดยประเทศปลายทางที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ไต้หวัน อิสราเอล และฟินแลนด์ ตามลำดับ 4. จังหวัดชัยภูมิ คิดเป็นสัดส่วน 7.98% โดยแรงงานจำนวนมากเลือกเดินทางไปยังฟินแลนด์ ไต้หวัน และอิสราเอล 5. จังหวัดสกลนคร คิดเป็นสัดส่วน 6.6% โดยมีปลายทางสำคัญ

จากท้องนาสู่ต่างแดน ทำไมชาวอีสานถึงต้องทิ้งบ้าน? พาเปิดเบิ่งเหตุผล “รายได้ต่ำ-หนี้สินสูง” ดันคนสู่ต่างแดน อ่านเพิ่มเติม »

ไทยติด Top 5 โลกถึง 2 เมือง “กรุงเทพฯ คว้า อันดับ 1” ส่วน “โคราชพุ่งแรงติด อันดับ 5” เมืองยอดนิยมของคนทำงานยุคใหม่สายเทคโนโลยี

การจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad ปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงลิสต์ท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากระบบแรงงานที่ผูกติดกับสำนักงาน สู่ระบบแรงงานที่เคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี เมืองจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่อยู่อาศัย แต่กลายเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่แข่งขันกันดึงดูดทุนมนุษย์จากทั่วโลก และในเวทีการแข่งขันนี้ “กรุงเทพมหานคร” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ “นครราชสีมา” กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการผงาดขึ้นของเมืองรองในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล มีรายงานจาก HotelWithTub แพลตฟอร์มค้นหาที่พักทั่วโลก ได้สำรวจและจัดอันดับ 100 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad ปี 2025 จากการเก็บข้อมูลกว่า 1,300 เมืองทั่วโลก โดยใช้เกณฑ์หลากหลายมิติ ตั้งแต่ค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงความนิยมบนสื่อสังคมออนไลน์ ผลลัพธ์สะท้อนแนวโน้มสำคัญว่าแรงงานยุคใหม่ไม่ได้มองหา “เมืองที่ดีที่สุด” ในเชิงหรูหรา แต่ต้องการ “เมืองที่คุ้มค่าที่สุด” ต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในระยะยาว และนี่คือจุดที่ประเทศไทยโดดเด่นเหนือประเทศอื่นอย่างชัดเจนนั่นเอง   กรุงเทพมหานคร เมืองต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพสูง และความคุ้มค่าเชิงโครงสร้าง การที่กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 ของโลก ด้วยคะแนนรวม 91/100 กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างคลาสสิกของเมืองที่สามารถให้ “ผลตอบแทนต่อคุณภาพชีวิต” สูงกว่าต้นทุนที่จ่าย ค่าครองชีพเฉลี่ยสำหรับคนโสดราว 1,537 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือราวๆ 50,000 บาทต่อเดือน สำหรับการทำงานคนเดียว) ต่ำกว่าเมืองระดับโลกอย่างลอนดอน โตเกียว หรือดูไบหลายเท่าตัว แต่กลับมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานทางไกลได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบขนส่งมวลชน Co-working Space และระบบบริการเมืองที่ครบวงจร เมืองนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 23 ล้านคนต่อปี และมีอัตราการกลับมาอยู่ซ้ำๆ 18% ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองยอดนิยมที่ติดอันดับ Top 100 Digital Nomad Destinations in 2025 มากที่สุด โดยมีถึง 7 เมือง ได้แก่ กรุงเทพฯ, นครราชสีมา, เกาะพงัน, เชียงใหม่, เกาะลันตา, ภูเก็ต และ กระบี่ ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางของชาว Nomad ในโลกดิจิทัล โดยมีวิถีชีวิตแบบประหยัด และชื่นชอบวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวา   นครราชสีมา: เมืองรองที่ท้าทายกรอบคิดเดิมของการพัฒนาเมือง การที่นครราชสีมาติดอันดับ 5 ของโลก ด้วยคะแนน 80/100 และมีค่าครองชีพต่ำที่สุดในกลุ่ม Top 10 คือสัญญาณเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โคราชมีค่าครองชีพสำหรับคนโสดเพียง 1,062 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือราวๆ 34,500 บาทต่อเดือน) และสำหรับครอบครัวราว 1,100 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือราวๆ

ไทยติด Top 5 โลกถึง 2 เมือง “กรุงเทพฯ คว้า อันดับ 1” ส่วน “โคราชพุ่งแรงติด อันดับ 5” เมืองยอดนิยมของคนทำงานยุคใหม่สายเทคโนโลยี อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top