Nanthawan Laithong

ศึกชิงนักช้อปเดือด🔥 พาส่องเบิ่ง 3 ห้างยักษ์ใหญ่เขย่าขอนแก่น🏬🛍️🛒

ขอนแก่นกำลังเดินเข้าสู่สงครามค้าปลีกครั้งสำคัญ เมื่อ 3 โปรเจกต์ขนาดใหญ่ทั้งเก่าและใหม่ กำลังแข่งขันกันเพื่อชิงกำลังซื้อของภาคอีสาน การเกิดขึ้นของศูนย์การค้ารุ่นใหม่แสดงให้เห็นว่าขอนแก่นเป็นหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของอีสาน เพราะทุกโครงการต่างกำลังเดิมพันกับอนาคตของเมือง ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในขอนแก่น เริ่มจาก Central Khon Kaen ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่เปิดมามากกว่า 17 ปี ด้วยพื้นที่กว่า 200,000 ตารางเมตร และมูลค่าโครงการกว่า 3,909 ล้านบาท ห้างแห่งนี้คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของขอนแก่น ที่ช่วยยกระดับเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าของอีสานตอนกลาง ตั้งแต่วันที่เปิดให้บริการในปี 2552 เซ็นทรัลได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนขอนแก่นจากเมืองผ่านให้กลายเป็นเมืองปลายทาง ทั้งด้านการช้อปปิ้ง การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยผลประกอบการปี 2567 ที่มีรายได้กว่า 1,140 ล้านบาท และกำไรกว่า 527 ล้านบาท ยิ่งแสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อของขอนแก่นยังแข็งแรงมาก แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวก็ตาม และสิ่งสำคัญคือ เซ็นทรัล ขอนแก่น ยังเป็นตัวเร่งให้ราคาที่ดินในโซนศรีจันทร์และ CBD เมืองขอนแก่นพุ่งขึ้นอย่างมหาศาลในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และล่าสุด Central Khonkaen Campus กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พร้อมแนวคิด “The New Dimension of Lifestyle” บนพื้นที่กว่า 67,000 ตารางเมตร และงบลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท โปรเจกต์นี้สำคัญมาก เพราะเซ็นทรัลไม่ได้มองขอนแก่นเป็นเพียงเมืองจังหวัดอีกต่อไป แต่กำลังมองในฐานะเมืองมหาวิทยาลัยและเศรษฐกิจแห่งอนาคต ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาล และย่านคนรุ่นใหม่ คือการวางยุทธศาสตร์เพื่อจับกลุ่มกำลังซื้อใหม่ ทั้งนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ Digital Worker และชนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่กำลังเพิ่มขึ้นในเมือง ขณะเดียวกัน การพัฒนาแบบ Mixed-Use ที่รวมศูนย์การค้า คอนโด และโรงแรม GO! Hotel แห่งแรกของอีสานอีกด้วย อีกด้านหนึ่ง KAENKET “ค้าปลีกท้องถิ่นยุคใหม่” ที่น่าจับตามอง เป็นการรีโนเวตพื้นที่ตึกคอมเดิมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ภายใต้แนวคิด “From Void to Vibe” ซึ่งสะท้อนเทรนด์ Adaptive Reuse ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก การลงทุนกว่า 500 ล้านบาท บนพื้นที่ 35,000 ตารางเมตร อาจเล็กกว่าเซ็นทรัล แต่จุดแข็งคือความเป็น Local และความเข้าใจคนขอนแก่นอย่างลึกซึ้ง KAENKET ไม่ได้พยายามแข่งขันด้วยขนาด แต่แข่งขันด้วยบรรยากาศ ความร่วมสมัย และการเป็นพื้นที่ของชุมชนเมืองรุ่นใหม่ โมเดลนี้สำคัญต่อเศรษฐกิจขอนแก่นมาก ซึ่งเป็นธุรกิจท้องถิ่นกำลังปรับตัวจากค้าปลีกแบบเดิม ไปสู่ Lifestyle Community Space ที่ผสมทั้งอาหาร คาเฟ่ ศิลปะ อีเวนต์ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ไม่ได้ต้องการแค่ที่ซื้อของเท่านั้น […]

ศึกชิงนักช้อปเดือด🔥 พาส่องเบิ่ง 3 ห้างยักษ์ใหญ่เขย่าขอนแก่น🏬🛍️🛒 อ่านเพิ่มเติม »

🔎⏳พาย้อนเวลาไปเบิ่ง “ชื่อเก่า รร.มัธยม” ที่มีนักเรียนเยอะสุดในแต่ละจังหวัด🏫👩🏻‍🎓📚

กว่าจะเติบโตเป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนนับพันในวันนี้ หลายแห่งล้วนมีจุดเริ่มต้นเล็กๆ บางโรงเรียนเคยเป็นเพียงโรงเรียนประจำอำเภอที่มีอาคารไม้ไม่กี่หลัง บางแห่งเริ่มจากการรวมทรัพยากรของชุมชน หรือแม้แต่การแยกขยายจากโรงเรียนเดิมเพื่อรองรับจำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น ที่สำคัญโรงเรียนทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคน สั่งสมความรู้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนมาอย่างต่อเนื่อง การย้อนกลับไปมอง “ชื่อเดิม” ของสถาบันเหล่านี้ จะพบว่า หลายโรงเรียน อย่างเช่น ปทุมเทพวิทยาคาร (หนองคาย) เกิดจากการควบรวมระหว่างโรงเรียนชายและโรงเรียนสตรี ซึ่งเป็นยุคสมัยที่การศึกษาไทยเริ่มก้าวข้ามขีดจำกัดทางเพศ และมุ่งเน้นการสร้างสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ที่เพียบพร้อมด้วยทรัพยากร จำนวนนักเรียนที่พุ่งสูงเกิน 4,000 คน ในบางสถาบันอย่าง ขอนแก่นวิทยายน 4,535 คน, อุดรพิทยานุกูล 4,389 คน และ สุรนารีวิทยา 4,324 คน แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของความเจริญและโอกาสทางการศึกษาในหัวเมืองหลัก ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดทรัพยากรมนุษย์จากอำเภอข้างเคียง เข้ามารวมกันในระดับจังหวัดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งชื่อที่เปลี่ยนจากโรงเรียนประจำอำเภอนางรอง มาเป็น นางรอง หรือจากชื่อวัดมาเป็นชื่อพระราชทาน แต่ความเป็นสถานศึกษาประจำถิ่นยังคงแข็งแกร่งเสมอ ซึ่งก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเครือข่ายศิษย์เก่าที่เหนียวแน่นและกลับมาพัฒนาบ้านเกิดอีกด้วย แม้แต่ละโรงเรียนจะมีจำนวนนักเรียนและประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน แต่จุดร่วมที่เหมือนกันคือการสร้างคนอย่างมีคุณภาพ บางโรงเรียนอาจโดดเด่นด้านวิชาการและการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ในขณะที่บางแห่งเด่นด้านกิจกรรม กีฬา หรือศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น ซึ่งความหลากหลายนี้เองที่เป็นเสน่ห์และเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศการศึกษาของอีสานมีความสมบูรณ์ โดยสถาบันเหล่านี้คือแหล่งหล่อหลอมผู้นำในทุกระดับ การที่เด็กๆ ได้เข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันและการเกื้อกูลกันในสเกลใหญ่อย่างโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ก็เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะทางสังคมที่จำเป็นในอนาคตอีกด้วย ข้อมูลที่นำเสนอไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกมาให้เห็นภาพตามสถิติจำนวนนักเรียนในแต่ละจังหวัดเท่านั้น ยังมีโรงเรียนมัธยมอีกหลายแห่งทั่วทั้งภูมิภาคที่ไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในที่นี้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าโรงเรียนเหล่านั้นมีความสำคัญน้อยไปกว่ากัน เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษหรือโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ทุกสถาบันต่างมีอัตลักษณ์ที่ทรงคุณค่า และทำหน้าที่เป็นแหล่งหล่อหลอมทางปัญญาที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ทุกโรงเรียนคือฟันเฟืองสำคัญที่ร่วมกันสร้างอนาคตของชาติในแบบฉบับของตนเองอย่างน่าภาคภูมิใจ   อ้างอิงจาก: – กระทรวงศึกษาธิการ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #โรงเรียนมัธยมศึกษา #โรงเรียนมัธยมในอีสาน #โรงเรียนในอีสาน

🔎⏳พาย้อนเวลาไปเบิ่ง “ชื่อเก่า รร.มัธยม” ที่มีนักเรียนเยอะสุดในแต่ละจังหวัด🏫👩🏻‍🎓📚 อ่านเพิ่มเติม »

“หนองคาย” ประตูสู่อาเซียน ฮับการค้าชายแดนแห่งอีสาน

จังหวัด “หนองคาย” เป็นหนึ่งในพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังทวีความร้อนแรงที่สุดในภาคอีสาน ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เรียวยาวขนานไปกับลำน้ำโขงกว่า 210 กิโลเมตร แต่มีความกว้างเฉลี่ยเพียง 20-25 กิโลเมตร ทำให้หนองคายมีสภาพเป็น “ระเบียงเศรษฐกิจ” และด้วยระยะห่างจากตัวเมืองถึงนครหลวงเวียงจันทน์เพียง 25 กิโลเมตร ทำให้หนองคายเป็นเมืองด่านหน้าของการเชื่อมต่อระหว่างไทย สปป.ลาว และจีนอย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นจังหวัดขนาดกลางด้วยพื้นที่ประมาณ 3,026 ตารางกิโลเมตร แต่ศักยภาพทางเศรษฐกิจกลับพุ่งทะยานอย่างน่าทึ่ง ข้อมูลปี 2567 หนองคายมีมูลค่าเศรษฐกิจ (GPP) สูงถึง 54,632 ล้านบาท รั้งอันดับ 15 ของอีสาน แต่ที่น่าสนใจคือ รายได้ต่อหัว (GPP per capita) ที่สูงถึง 120,203 บาทต่อคน ซึ่งทะยานขึ้นเป็น อันดับ 4 ของภาค หากมาดูที่โครงสร้าง จะพบว่า โครงสร้างรายได้หลักไม่ได้มาจากเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย ภาคบริการที่สูงถึง 53.6% ตามมาด้วยภาคเกษตร 27.9% และอุตสาหกรรม 18.5% โดยมี “การค้าชายแดน” เป็นจุดเด่นของจังหวัดนี้ โดยในปี 2568 หนองคายทำสถิติมูลค่าส่งออกสูงถึง 96,085 ล้านบาท ครองแชมป์อันดับ 1 ของอีสาน และยังเป็นจุดนำเข้าพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดของประเทศด้วยมูลค่ากว่า 13,907 ล้านบาท อีกทั้ง หนองคายยังดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลผ่านนโยบาย เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ในพื้นที่ 13 ตำบล ซึ่งมาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งภาษีเงินได้ที่ลดเหลือ 10% นาน 10 ปี หรือการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 8 ปีจาก BOI ทำให้มีกลุ่มทุนระดับโลกอย่าง Tencent (เทนเซ็นต์) จากจีน ที่เล็งปักหมุดบนพื้นที่กว่า 718 ไร่ เพื่อสร้างอาณาจักรโลจิสติกส์ครบวงจรและมหาวิทยาลัยวิศวกรรมเพื่อผลิตบุคลากรรองรับระบบรางโดยเฉพาะ สอดรับกับการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ในพื้นที่ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 89.3% ขณะที่โครงการ Dry Port (ท่าเรือบก) บริเวณสถานีนาทา กำลังจะเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรให้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่เชื่อมโยงไปถึงคุนหมิงและยุโรป สะพานมิตรภาพและรถไฟความเร็วสูง จิ๊กซอว์เปลี่ยนหนองคาย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่รวมเอารถยนต์และรถไฟไว้ด้วยกัน และในอนาคตอันใกล้ หนองคายกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 3 ชั่วโมงครึ่งถึงกรุงเทพฯ ด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 (นครราชสีมา-หนองคาย) วงเงินลงทุนกว่า 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนองคายกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่มีใครมองข้ามได้อีกต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้า วิถีชีวิตริมโขงยังคงเปี่ยมเสน่ห์ด้วยแนวคิด “ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม” ในปี 2568 หนองคายมีนักท่องเที่ยวเกือบ 4 ล้านคน สร้างรายได้กว่า

“หนองคาย” ประตูสู่อาเซียน ฮับการค้าชายแดนแห่งอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง แรงงานอีสานกว่า 9.3 ล้านคน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️

ในปี 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนแรงงานทั้งหมด 9,326,868 คน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 23.4% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานทั้งประเทศ โดยแบ่งเป็นแรงงานในระบบกว่า 2,343,171 คิดเป็นสัดส่วน 25.1% ของประชากรทั้งหมดในภูมิภาค และนอกระบบกว่า 6,983,697 คน คิดเป็นสัดส่วน 74.9% ของประชากรทั้งหมดในภูมิภาค แรงงานส่วนใหญ่ในภาคอีสานยังคงติดอยู่ในวงจรของภาคเกษตรกรรมหรือการจ้างงานรายวันที่ขาดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมที่มั่นคง ความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลให้รายได้ของประชากรส่วนใหญ่ไม่แน่นอนและแปรผันตามปัจจัยภายนอก อย่างเช่น สภาพภูมิอากาศ หรือราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นก็ส่งผลทำเกิด “แรงงานพลัดถิ่น” ที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ เมื่อลงไปดูในรายพื้นที่ จะเห็นได้ว่าจังหวัดหลักอย่าง นครราชสีมา ขอนแก่น และอุบลราชธานี ยังคงครองสถิติจำนวนแรงงานสูงที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะนครราชสีมาที่มีแรงงานทะลุ 1.2 ล้านคน ซึ่งก็เชื่อมโยงกับฐานการผลิตอุตสาหกรรมและโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนแรงงานต่อประชากรในจังหวัดของ “มุกดาหาร” ที่พุ่งสูง 70.4% แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและการขับเคลื่อนของกำลังแรงงานในพื้นที่ที่สูงมาก อีกทั้งมุกดาหารยังเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจหน้าด่านที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ประชากรในวัยแรงงานเกือบทั้งหมดต้องถูกดึงเข้าสู่ห่วงโซ่การค้าชายแดน การขนส่ง และภาคบริการเพื่อรองรับการค้าข้ามพรมแดนที่หมุนเวียนตลอดเวลา แรงงานจำนวนมหาศาลจากภาคอีสานไม่ได้ทำงานอยู่ในภูมิลำเนา แต่ไหลเข้าสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ อย่างเช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เหตุผมคือต้องการแสวงหารายได้ที่สูงขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของถิ่นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นการขาดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง การลงทุนภาคเอกชนที่กระจุกตัว หรือแม้แต่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ทำให้รายได้จากภาคเกษตรไม่เพียงพอนั่นเอ อย่างไรก็ตาม การไหลออกของแรงงานไม่ได้แปลว่าภาคอีสานอ่อนแอเพียงด้านเดียว เพราะแรงงานพลัดถิ่นได้สร้างเศรษฐกิจส่งกลับผ่านเงินโอนจากเมืองสู่ชนบท ซึ่งกลายเป็นเสาหลักสำคัญของการบริโภคในครัวเรือนอีสาน เงินเหล่านี้ก็ช่วยพยุงเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้เกิดการหมุนเวียนในภาคการค้าและบริการระดับชุมชน   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – กระทรวงแรงงาน – สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #แรงงาน #แรงงานอีสาน #กำลังแรงงาน

พาส่องเบิ่ง แรงงานอีสานกว่า 9.3 ล้านคน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

จากตำนานพญาคันคาก สู่เปลวไฟบูชาแถน พาเปิดเบิ่งตัวอย่าง “งานประเพณีบุญบั้งไฟ” ทั่วแดนอีสาน

ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสานหยั่งรากลึกอยู่บนฐานคติความเชื่อเรื่อง “ผีฟ้าพญาแถน” เทพเจ้าผู้บันดาลสายฝน ตำนานพื้นบ้านอย่าง “พญาคันคาก” (คางคก) ที่ยกทัพไปรบชนะพญาแถนจนเกิดเป็นพันธสัญญาว่า หากถึงเดือนหกเมื่อใด มนุษย์จะจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือนสติพญาแถนให้ปล่อยฝนลงมาหล่อเลี้ยงพืชพรรณธัญญาหาร ความเชื่อนี้ถือเป็นกุศโลบายของกลุ่มชนชาติพันธุ์ไท-ลาวในลุ่มน้ำโขง ที่ต้องพึ่งพาวัฏจักรของธรรมชาติในการดำรงชีพท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่แห้งแล้งของที่ราบสูง หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของประเพณีบุญบั้งไฟ คือ หนึ่งในฮีตสิบสอง คองสิบสี่ ที่ยึดโยงชุมชนอีสานเข้าไว้ด้วยกัน ในอดีตงานบุญนี้คือเครื่องมือทางสังคมศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด เป็นช่วงเวลาเดียวของปีที่กฎเกณฑ์ทางสังคมถูกผ่อนปรน ชาวบ้านสามารถดื่มกิน เซิ้งร่ายรำ และแสดงออกถึงสัญลักษณ์ทางเพศและความอุดมสมบูรณ์ ได้อย่างเปิดเผยและสนุกสนาน เป็นการปลดปล่อยความเครียดก่อนที่จะต้องก้มหน้ากรำแดดทำนาอย่างหนักในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง ทำไมคนอีสานจึงยังทุ่มเทเม็ดเงินมหาศาลเพื่อจุดบั้งไฟ⁉️ บั้งไฟไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขอฝนเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่จำลองที่รวมเอาความภาคภูมิใจ อัตลักษณ์ และการประกาศศักดาของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน การที่บั้งไฟของหมู่บ้านใดขึ้นสูงที่สุด ไม่ได้แปลว่าฝนจะตกหนักที่สุด แต่หมายถึงเกียรติยศ ความสามัคคี และบารมีของคนในชุมชนนั้น และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบัน บุญบั้งไฟได้ถูกยกระดับจากการต่อสู้กับความแห้งแล้ง สู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานบุญเดือนหกเปรียบเสมือนมหกรรม “Soft Power” ที่สร้างเม็ดเงินสะพัดมหาศาล ซึ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรมหลายอย่างเข้าด้วยกัน ตั้งแต่งานหัตถกรรมอย่างการแทงลายศรีภูมิประดับลวดลายบนบั้งไฟ อุตสาหกรรมทอผ้าไหมและผ้าขิดที่ถูกนำมาตัดเย็บเป็นชุดนางรำนับพันคน อุตสาหกรรมดนตรีและมหรสพอย่างวงดนตรีหมอลำ ไปจนถึงธุรกิจอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย การประกวดขบวนแห่และการแข่งขันจุดบั้งไฟ ก็ถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้หลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาค ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ฐานราก ประเพณีบุญบั้งไฟจึงเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมและตำนานความเชื่อมาต่อยอดและประยุกต์ใช้ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน ท้ายที่สุดแล้ว บั้งไฟทุกลูกที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในวันนี้ ตัวอย่างพิกัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ยโสธร งานบุญบั้งไฟที่โด่งดังที่สุดในไทย 📍บริเวณลานด้านหน้าพญาคันคาก จ.ยโสธร📆8-10 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.กุดชุม📆11-17 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.เลิงนกทา📆13-19 พ.ค. 69   กาฬสินธุ์ 📍บุญบั้งไฟบัวขาว อ.กุฉินารายณ์📆2-3 พ.ค. 69 📍บุญบั้งไฟ อ.คำม่วง📆2-8 มิ.ย. 69   ขอนแก่น บุญบั้งไฟ อ.กระนวน📆23 – 24 พ.ค. 69   ชัยภูมิ 📍บุญบั้งไฟ อ.เนินสง่า📆2-3 พ.ค. 69   นครพนม 📍บุญบั้งไฟบ้านพุ่มแก อ.นาแก 📆29 เม.ย. -1 พ.ค. 69   นครราชสีมา 📍บุญบั้งไฟ อ.โนนแดง📆2-3 พ.ค. 69   หนองคาย 📍บุญบั้งไฟเดือนหก อ.เมืองหนองคาย📆1-4 พ.ค. 69   บึงกาฬ 📍บุญบั้งไฟ อ.เหล่าทอง📆9-10 พ.ค. 69 ร้อยเอ็ด 📍บุญบั้งไฟ อ.พนมไพร📆30 พ.ค.-1 มิ.ย. 69 เป็นสนามที่มีการจุดบั้งไฟมากที่สุดในประเทศ 📍บุญบั้งไฟลายศรีภูมิ อ.สุวรรณภูมิ📆30 พ.ค.-7 มิ.ย.

จากตำนานพญาคันคาก สู่เปลวไฟบูชาแถน พาเปิดเบิ่งตัวอย่าง “งานประเพณีบุญบั้งไฟ” ทั่วแดนอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

ทุ่มงบ 2,500 ล้าน ก่อตั้ง “คณะแพทย์ ม.นครพนม” รวมทั้งเปลี่ยนโฉมนครพนม-เลย-ยโสธร สู่ “ศูนย์การแพทย์ขั้นสูง” แห่งใหม่ของไทย

การอนุมัติงบประมาณกว่า 2,502 ล้านบาทของคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งมีแผนดำเนินการระยะยาว 10 ปี (พ.ศ. 2570 – 2579) โครงการนี้ไม่ได้สร้างแค่ตึกหรือผลิตแค่ใบปริญญาเท่านั้น แต่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน  โครงการนี้จะเป็นการดึงลูกหลานชาวอีสานเข้าสู่กระบวนการผลิตและบ่มเพาะ เพื่อให้กลับมารับใช้บ้านเกิดของตนเอง การตั้งเป้าผลิตแพทย์ให้ได้ไม่น้อยกว่า 71 คนต่อปี และมีนักศึกษาหมุนเวียนในระบบกว่า 200 คนภายในปี 2579 ถือเป็นการแก้ปัญหาสมองไหลที่ตรงจุด โดยสาระสำคัญของโครงการนี้ คือ การพัฒนาโรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลเลย และโรงพยาบาลยโสธร ขึ้นเป็น “ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก” ถือเป็นการก้าวกระโดดของการพัฒนาเชิงสถาบัน เพราะการที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดจะยกระดับเป็นโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ตามเกณฑ์มาตรฐานแพทยสภาได้นั้น หมายความว่าโรงพยาบาลเหล่านี้จะต้องได้รับการสนันสนุนทรัพยากรขนานใหญ่ ทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ห้องปฏิบัติการขั้นสูง และที่สำคัญที่สุดคือการดึงดูดอาจารย์แพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้เข้ามาประจำการมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งก็ส่งผลให้ประชาชนในภูมิภาคจะได้รับอานิสงส์จากการรักษาที่มีมาตรฐานสูง โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายแอบแฝง ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก และการสูญเสียรายได้จากการหยุดงานเพื่อเดินทางข้ามจังหวัดไปหาหมอเฉพาะทางอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการลดความแออัดของโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ในหัวเมืองหลัก ทำให้ระบบสาธารณสุขของภาคอีสานมีตาข่ายรองรับผู้ป่วยที่กระจายตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย งบประมาณ 2,502 ล้านบาท เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงมาก การเกิดขึ้นของคณะแพทยศาสตร์และศูนย์การแพทย์ชั้นคลินิก จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น เกิดการสร้างงานจำนวนมาก ทั้งบุคลากรสายวิชาการ สายสนับสนุน นักวิจัย ไปจนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากโดยรอบมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล อย่างเช่น ธุรกิจหอพัก ร้านอาหาร และบริการขนส่ง เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น หากประชากรมีการเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้กำลังแรงงานในภาคอีสานตอนบนมีศักยภาพในการประกอบอาชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างเต็มกำลัง อีกทั้ง  นครพนมยังเป็นจังหวัดชายแดนที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านและเป็นส่วนหนึ่งของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การมีสถาบันผลิตแพทย์และศูนย์การแพทย์ในพื้นที่นี้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพระดับขอบชายแดนได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการรับมือกับโรคระบาดข้ามพรมแดน การจัดการกับโรคเขตร้อน ไปจนถึงศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการแพทย์สำหรับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและยกระดับบทบาทของไทยในเวทีสาธารณสุขระดับภูมิภาคในอนาคตอีกด้วย การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและผลิตบุคลากรคุณภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีที่สุดใกล้บ้านตนเอง หากมองในแง่ของการลงมือปฏิบัติจริง ทุกคนคิดว่าความท้าทายที่ยากที่สุดในช่วง 10 ปีแรกของการสร้างคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ คือเรื่องการดึงดูดบุคลากรเฉพาะทาง หรือการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด?   อ้างอิงจาก: – THAIRATH – Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #การแพทย์ #โรงเรียนศูนย์แพทย์ #คณะแพทย์ #นครพนม #มหาวิทยาลัยนครพนม 

ทุ่มงบ 2,500 ล้าน ก่อตั้ง “คณะแพทย์ ม.นครพนม” รวมทั้งเปลี่ยนโฉมนครพนม-เลย-ยโสธร สู่ “ศูนย์การแพทย์ขั้นสูง” แห่งใหม่ของไทย อ่านเพิ่มเติม »

“ศูนย์รักษามะเร็งโปรตอน” แห่ง 2 ของไทย ที่ ม.ขอนแก่น งบประมาณกว่า 3,000 ล้าน เพื่อยกระดับรักษามะเร็งอีสาน

การอนุมัติงบประมาณมูลค่า 3,000 ล้านบาท กับโปรเจกต์ยักษ์ “ศูนย์รักษามะเร็งโปรตอน” ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งนับแห่งที่ 2 ของประเทศไทย  และเป็นแห่งแรกภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุด แต่กลับเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงมาอย่างยาวนาน เทคโนโลยีโปรตอนบีมที่ถูกนำมาใช้ในโครงการนี้ ถือเป็นนวัตกรรมรังสีรักษาที่มีความแม่นยำสูง สามารถปล่อยพลังงานทำลายเซลล์มะเร็งได้ตรงจุด ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติรอบข้างอย่างมีนัยยะ ซึ่งแตกต่างจากการฉายรังสีแบบดั้งเดิมที่มักส่งผลข้างเคียงในวงกว้าง การเกิดขึ้นของศูนย์แห่งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาของทั้งภูมิภาคให้เข้าใกล้ระดับสากล โดยศูนย์โปรตอนแห่งแรกที่ตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทำไมต้อง “ขอนแก่น”?  ขอนแก่นเป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์” (Medical Hub) ที่มีความพร้อมสูงสุดในภูมิภาค คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีฐานบุคลากรและงานวิจัยที่เข้มแข็ง การตั้งศูนย์ที่นี่จึงเป็นการต่อยอดบนโครงสร้างที่แข็งแรงอยู่แล้ว ไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์ และจากสถิติเชิงระบาดวิทยา ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีการเกิดของโรคมะเร็งบางชนิดสูงเป็นอันดับต้นๆ การเข้าถึงนวัตกรรมที่ตรงจุดและแม่นยำจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน การตั้งศูนย์ในพื้นที่ใจกลางอีสานจะช่วยลดระยะทางและเวลาซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญระหว่างความเป็นและความตายของผู้ป่วย อีกทั้งการที่เทคโนโลยีระดับโลกอย่างโปรตอนบีม เคยกระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในการรักษา การปักธงที่ขอนแก่นจึงทำให้เห็นว่า นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตต้องเข้าถึงได้ทุกคนไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ในส่วนของทคโนโลยี “อนุภาคโปรตอน” เปรียบเสมือนรังสีรักษาที่ดีกว่าการฉายรังสีแบบดั้งเดิม ด้วยคุณสมบัติที่การทำลายล้างที่แม่นยำระดับมิลลิเมตร พลังงานรังสีจะถูกบังคับให้ไปหยุดและระเบิดพลังสูงสุด ณ จุดที่เป็นก้อนมะเร็งเท่านั้น โดยแทบไม่หลงเหลือรังสีไปทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อดีที่อยู่รอบข้าง ผลลัพธ์ที่ได้คือผลข้างเคียงที่ต่ำมาก ผู้ป่วยไม่ต้องทรมานจากการถูกรังสีเผาทำลายอวัยวะสำคัญข้างเคียง ซึ่งถือเป็นทางรอดใหม่ของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งในเด็ก หรือมะเร็งที่อยู่ในตำแหน่งอันตรายอย่างสมองและกระดูกสันหลังนั่นเอง ในอดีตผู้ป่วยชาวอีสานที่ต้องการเทคโนโลยีชั้นสูงเช่นนี้ ต้องเผชิญกับต้นทุนแฝงมหาศาล ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พักในกทม. และการรอคอยคิวที่ยาวนานจนบางครั้งก็สายเกินไป แต่การมาถึงของศูนย์โปรตอนที่ มข. จะเปลี่ยนให้ขอนแก่นกลายเป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางการแพทย์เฉพาะทางระดับสูง” (Medical Hub) ที่มีศักยภาพรองรับผู้ป่วยได้ถึง 6,000 รายต่อปี ช่วยกระจายความแออัดจากส่วนกลาง และทำหน้าที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของชาวอีสาน รวมถึงประเทศเพื่อน GMS ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินสะพัดและยกระดับเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นการสร้างคลังสมองของชาติ เพราะศูนย์แห่งนี้จะถูกวางตัวเป็นฐานวิจัยและผลิตบุคลากรชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์รังสีรักษา นักฟิสิกส์การแพทย์ และวิศวกรเทคโนโลยีขั้นสูงบท   อ้างอิงจาก: – The Standard – Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ #การแพทย์ #ศูนย์มะเร็งอีสาน #ศูนย์มะเร็งโปรตอน #ขอนแก่น #MedicalHub

“ศูนย์รักษามะเร็งโปรตอน” แห่ง 2 ของไทย ที่ ม.ขอนแก่น งบประมาณกว่า 3,000 ล้าน เพื่อยกระดับรักษามะเร็งอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเทียบเบิ่ง จังหวัดใหม่ VS จังหวัดเดิม ในภาคอีสาน ที่ขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน🗺️📊📈

เปิดข้อมูลสองเมืองแฝดแห่งอีสานกลาง เมื่อ “กาฬสินธุ์” เมืองน้ำดำผู้มั่งคั่งด้วยศิลปวัฒนธรรม กับ “มหาสารคาม” ตักศิลาแห่งภาคอีสาน หากนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันจะเห็นได้ว่า กาฬสินธุ์ดูจะได้เปรียบด้วยพื้นที่ขนาดเกือบ 7 พันตารางกิโลเมตร และจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า แต่พอดู GPP หรือมูลค่าเศรษฐกิจรวม กลับกลายเป็น มหาสารคาม ที่คว้าชัยไปครองด้วยตัวเลข 72,169 ล้านบาท ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวสารคามมีรายได้ทิ้งห่างเพื่อนบ้านเกือบหมื่นบาทต่อปี เมื่อลงไปดูธุรกิจในพื้นที่ เราจะเห็นความต่าง คือ บจก.อุตสาหกรรมน้ำตาลอีสาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้โชว์ศักยภาพการผลิตระดับยักษ์ใหญ่ กวาดรายได้ทะลุ 2,362 ล้านบาท แต่ด้วยต้นทุนและกลไกตลาดเกษตร ทำให้เหลือกำไรเพียง 72 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ บจก.มหาสารคาม เบเวอเรช รายได้อาจจะน้อยกว่า แต่กลับทำกำไรพุ่งถึง 110 ล้านบาท แม้สารคามจะกินขาดเรื่องกำไรธุรกิจ แต่ถ้าพูดถึงแรงดึงดูดกาฬสินธุ์คือผู้ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ กาฬสินธุ์ กวาดนักท่องเที่ยวไปกว่า 2.5 ล้านคนในปีล่าสุด สร้างรายได้เข้าจังหวัดมหาศาลกว่า 3 พันล้านบาท มากกว่ามหาสารคามเกือบ 3 เท่า อีกทั้งกาฬสินธุ์ยังมี “ผ้าไหมแพรวา” ซึ่งไม่ใช่แค่ผ้าทอ แต่เป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ตีค่าเป็นเงินได้มหาศาล รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างพุทรานมและกุ้งก้ามกราม สรุปคือ มหาสารคาม เป็นเมืองที่เติบโตจากภายใน ขับเคลื่อนด้วยพลังคนหนุ่มสาวและนิสิตนักศึกษา เกิดวงจรการใช้จ่ายหมุนเวียนในจังหวัดอย่างคึกคักผ่านห้างร้านและสถานศึกษา ในขณะที่กาฬสินธุ์ กำลังแปลงโฉมตัวเองจากเมืองเกษตรแบบดั้งเดิม สู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติมาสร้างจุดขาย จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนทั่วประเทศต้องมาเยือนนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – สำนักงานสถิติแห่งชาติ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า – กรมทรัพย์สินทางปัญญา   ติดตาม ISAN Insight ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsight #อีสาน #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ISAN #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน#เศรษฐกิจอีสาน #กาฬสินธุ์ #มหาสารคาม #จังหวัดในภาคอีสาน

🔎พาเทียบเบิ่ง จังหวัดใหม่ VS จังหวัดเดิม ในภาคอีสาน ที่ขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน🗺️📊📈 อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาย้อนเบิ่ง 8 ปีผ่านไป งบประมาณจังหวัดในอีสานเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️🗺️📈

งบประมาณจังหวัด คือ งบประมาณแผ่นดินที่รัฐบาลจัดสรรลงไปให้แต่ละจังหวัด เพื่อใช้ดำเนินโครงการพัฒนาในพื้นที่ตามแผนพัฒนาจังหวัดของตัวเอง โดยเน้นแก้ปัญหาและยกระดับเศรษฐกิจ-สังคมในระดับพื้นที่ อย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก (ถนนชุมชน แหล่งน้ำ), การท่องเที่ยว, การเกษตร, การพัฒนาคุณภาพชีวิต จุดเด่นของงบประเภทนี้คือเป็นงบที่พื้นที่มีส่วนกำหนดมากกว่างบของกระทรวง เพราะจังหวัดสามารถเสนอแผนและโครงการขึ้นมาได้เอง โดยงบประมาณจังหวัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงบทั้งหมดที่ลงไปในพื้นที่เท่านั้น ยังมีงบอีกก้อนใหญ่ที่มาจากส่วนกลาง อย่างเช่น งบกระทรวงคมนาคม งบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือโครงการระดับประเทศ ซึ่งมักไม่ถูกนับรวมในงบจังหวัดนั่นเอง ในปี 2561 งบประมาณจังหวัดของภาคอีสานมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 6,562 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 ลดลงเหลือราว 5,492 ล้านบาท หรือหายไปมากกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี ปี 2561 เป็นช่วงที่รัฐใช้งบจังหวัดเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก อัดงบลงพื้นที่จำนวนมากเพื่อให้เกิดการจ้างงานและหมุนเงินเร็ว ทำให้เห็นตัวเลขสูงแทบทุกจังหวัด แต่หลังจากนั้น โดยเฉพาะหลังโควิด รัฐต้องเผชิญข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น ทำให้งบถูกใช้แบบเลือกจุดมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการย้ายงบไปสู่โครงการขนาดใหญ่ระดับประเทศ อย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐาน(รถไฟ ทางหลวง เขตเศรษฐกิจพิเศษ) และโลจิสติกส์ ซึ่งไม่ได้นับอยู่ในงบจังหวัดโดยตรง ทำให้ภาพรวมงบจังหวัดดูเหมือนลดลง ทั้งที่เงินจริงยังถูกใช้ เพียงแค่เปลี่ยนช่องทาง นอกจากนี้ รัฐยังหันมาเน้นลงทุนในจังหวัดที่มีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น เมืองศูนย์กลางหรือพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้บางจังหวัดได้งบเพิ่ม ขณะที่หลายจังหวัดถูกลดลงนั่นเอง หากพิจารณาข้อมูลงบประมาณจังหวัดในภาคอีสานเปรียบเทียบระหว่างปี 2561 กับปี 2569 จะพบว่า ภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี จังหวัดขนาดใหญ่ที่เคยครองอันดับต้นแทบทั้งหมด อย่างเช่น นครราชสีมา ศรีสะเกษ และอุดรธานี ยังคงยืนอยู่ในกลุ่มบน แต่ตัวเลขกลับหดตัวลง เช่น นครราชสีมาจาก 452 ล้านบาท เหลือ 443 ล้านบาท ขณะที่ศรีสะเกษลดจาก 415 เหลือ 332 ล้านบาท และอุดรธานีจาก 399 เหลือ 318 ล้านบาท การลดลงในจังหวัดขนาดใหญ่ซึ่งอาจจะเกิดจากรัฐกำลังกระจายงบประมาณใหม่จากพื้นที่ศูนย์กลางเดิมไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพการเติบโตหรือมีความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ขณะที่ อุบลราชธานีและขอนแก่น ซึ่งในปี 2561 อยู่เพียงอันดับ 9 และ 10 แต่ในปี 2569 กลับขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองจังหวัดก็มีบทบาทใหม่ในฐานะหนึ่งในหัวเมืองเศรษฐกิจของอีสานยุคใหม่ โดยเฉพาะขอนแก่นที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาคเอกชน และการผลักดันเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุบลราชธานีมีศักยภาพเชิงภูมิศาสตร์ในฐานะประตูการค้าเชื่อมลาว-เวียดนาม ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจชายแดนที่รัฐให้ความสำคัญมากขึ้น อ้างอิงจาก: – สำนักงบประมาณ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – กระทรวงคมนาคม – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

🔎พาย้อนเบิ่ง 8 ปีผ่านไป งบประมาณจังหวัดในอีสานเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️🗺️📈 อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ตัวอย่าง “แบรนด์ดังระดับประเทศ” ที่มีจุดเริ่มต้นจากภูธรอีสาน

ภาคอีสานก็เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดของกลุ่มทุนระดับประเทศที่ไม่ได้มีดีแค่ขายของในท้องถิ่น แต่สามารถขยายอาณาจักรไปทั่วไทย กวาดรายได้รวมกันระดับแสนล้านบาท ความได้เปรียบของการเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่กว้างใหญ่และประชากรมากที่สุดในประเทศ ทำให้เกิดธุรกิจที่อิงกับปัจจัยสี่และการเติบโตของเมืองอย่างธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ซึ่งกลยุทธ์แบบป่าล้อมเมืองถูกนำมาใช้อย่างได้ผล กับยักษ์ใหญ่อย่าง Global House จากร้อยเอ็ด และ DOHOME จากอุบลราชธานี กวาดรายได้ในปีล่าสุดไปบริษัทละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่ต่อยอดจากฐานเกษตรกรรมก็สร้างมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็น นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) จากบุรีรัมย์ ที่ทำรายได้จากยางพาราไปถึง 2.7 หมื่นล้านบาท พร้อมกำไรกว่า 1.6 พันล้าน หรือกลุ่มน้ำตาลอย่าง KSL (ขอนแก่น) และ BRR (บุรีรัมย์) ที่แม้จะเผชิญความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์ตลาดโลก แต่ก็ยังสามารถทำกำไรหลักร้อยล้านได้ หรืแแม้กระทั่ง จากของฝากท้องถิ่น สู่สินค้าบนเชลฟ์ทั่วประเทศ อย่าง “เจ้าสัว” จากโคราช ที่ลบภาพจำของฝากหมูหยองที่ต้องไปซื้อที่ร้านให้กลายเป็นขนมขบเคี้ยวที่หยิบซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ กลยุทธ์นี้ก็สามารถทำรายได้ไป 1.5 พันล้านบาท และกำไรไปเกือบ 300 ล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์นมอย่าง Umm Milk และ Dairy Home จากปากช่อง โคราช ก็ใช้วิธีเจาะตลาดพรีเมียมและสายสุขภาพ สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง แม้ขนาดธุรกิจจะไม่ได้ใหญ่ระดับหมื่นล้าน แต่ก็เป็นแบรนด์ที่มีคนรู้จักมาอย่างยาวนาน หรือแม้แต่ร้านอาหารอย่าง “ตำกระเทย สาเกต” จากร้อยเอ็ด ก็พิสูจน์แล้วว่าอาหารอีสานพื้นบ้าน หากบริหารจัดการระบบแฟรนไชส์และมาตรฐานได้ดี ก็ทำยอดขายทะลุ 300 ล้านบาทได้ไม่ยาก EVEANDBOY อาณาจักรเครื่องสำอางชั้นนำของไทย ก็มีจุดเริ่มต้นจากมหาสารคาม การจับกลุ่มนักศึกษาในเมืองมหาวิทยาลัย สู่การเป็นบิวตี้สโตร์ที่มีอำนาจต่อรองสูง ทำรายได้ 4.4 พันล้าน และทำกำไรสุทธิสูงถึง 1 พันล้านบาท ขอนแก่นแหอวน (KKF) เจ้าแห่ง Niche Market ทำผลิตและขายตาข่ายและแหอวน แต่กินรวบส่วนแบ่งการตลาดจนทำรายได้เกือบ 3 พันล้านบาท ส่วน VING แบรนด์รองเท้าวิ่ง/ฟื้นฟู จากขอนแก่น แม้รายได้จะเพิ่งแตะร้อยล้าน แต่เป็นธุรกิจยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและการตลาดออนไลน์เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพทั่วประเทศได้อย่างชาญฉลาด ภาคอีสานไม่ได้มีแค่ภาคแรงงานหรือเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลุ่มทุนท้องถิ่นได้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับประเทศ ทั้งในระดับอุตสาหกรรมหนัก ค้าปลีก ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ ความสำเร็จของแบรนด์เหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่ว่าจะเริ่มต้นธุรกิจที่ไหนในประเทศไทย หากมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และปรับตัวได้ไว โอกาสที่จะสร้างธุรกิจสิบล้าน ร้อยล้าน หรือหมื่นล้าน ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากดินแดนที่ราบสูงบ้านเรานี่เอง   อ้างอิงจาก: – BrandCase – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย – เว็บไซต์ของบริษัท – ลงทุนแมน – กรุงเทพธุรกิจ – ฐานเศรษฐกิจ   #ธุรกิจดัง

พาส่องเบิ่ง ตัวอย่าง “แบรนด์ดังระดับประเทศ” ที่มีจุดเริ่มต้นจากภูธรอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top