Nanthawan Laithong

🔎พาย้อนเบิ่ง 5 ปีผ่านไป งบเทศบาลจังหวัดในอีสาน เปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️⏳

เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณเทศบาลในภาคอีสานระหว่างปีงบประมาณ 2564 กับ 2569 จะเห็นได้ว่า แม้ทุกเทศบาลจะได้รับงบเพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมด แต่การเติบโตก็ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกเมือง บางแห่งเติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่บางแห่งขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย เทศบาลนครนครราชสีมา ที่มีงบประมาณเพิ่มจาก 640 ล้านบาท เป็น 952 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 312 ล้านบาท หรือเกือบ 49% จนแซงหน้าเทศบาลนครขอนแก่นขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของภาคอีสาน โดยนครราชสีมากำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจตอนล่างของภาคอีสาน มีทั้งนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์กระจายสินค้า ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ และยังเป็นประตูเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ กับอีสาน การเติบโตของภาคบริการ การค้า และการลงทุน ทำให้เมืองต้องรองรับประชากรแฝงจำนวนมาก ส่งผลให้ภารกิจของเทศบาลเพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ขณะที่ เทศบาลนครขอนแก่น ได้งบเพิ่มจาก 770 ล้านบาท เป็น 942 ล้านบาท ขอนแก่นเองถือเป็นเมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค และยังกำลังขับเคลื่อนด้วยการศึกษา การแพทย์ และภาคการบริการสมัยใหม่ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และบริษัทเอกชนจำนวนมาก จึงมีความต้องการใช้งบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อีกเมืองที่น่าจับตาคือ เทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งงบเพิ่มจาก 726 ล้านบาท เป็น 854 ล้านบาท อุดรธานีในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างไทยกับลาวและจีนตอนใต้ เมืองนี้ได้รับอานิสงส์จากการค้าชายแดนและการขยายตัวของภาคโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังคงเป็นหนึ่งในหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญของอีสาน หากดูภาพรวม จะพบว่ากลุ่มเทศบาลที่มีงบประมาณสูงส่วนใหญ่ล้วนเป็น นคร มากกว่า เมือง เพราะต้องรับภาระประชากรจำนวนมาก มีความหนาแน่นทางเศรษฐกิจสูง และเป็นศูนย์กลางบริการของจังหวัดหรือภูมิภาค ตัวอย่างเช่น นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี สกลนคร และบุรีรัมย์ ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีบทบาททางเศรษฐกิจเกินขอบเขตจังหวัดของตนเอง ในทางกลับกัน เทศบาลที่มีงบประมาณน้อยกว่า อย่างเช่น หนองบัวลำภู บึงกาฬ อำนาจเจริญ หรือมุกดาหาร ไม่ได้หมายความว่าเป็นเมืองที่ไม่มีความสำคัญ แต่เป็นเพราะขนาดประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังเล็กกว่าเมืองศูนย์กลางหลัก โดยเมืองเหล่านี้มีฐานเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก ภาคการบริการและอุตสาหกรรมยังไม่ขยายตัวในระดับเดียวกับหัวเมืองใหญ่ ทำให้ภารกิจของเทศบาลมีขนาดเล็กกว่า และได้รับงบประมาณในระดับที่สอดคล้องกับภาระงานนั่นเอง และสิ่งที่น่าสนใจคือ บุรีรัมย์และสกลนคร เป็น 2 เมืองที่มีอันดับขยับขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบุรีรัมย์ที่เพิ่มจาก 255 ล้านบาท เป็น 397 ล้านบาท เติบโตกว่า 55% การเติบโตนี้เป็นเพราะบุรีรัมย์เมืองท่องเที่ยว กีฬา และอีเวนต์ระดับประเทศ ขณะที่สกลนครเพิ่มจาก 287 ล้านบาท เป็น 399 ล้านบาท ซึ่งก็ได้รับอานิสงส์ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทการเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษา การแพทย์ และการค้าของอีสานตอนบนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้เทศบาลผ่านระบบงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น ยังไม่รวมรายได้ที่เทศบาลจัดเก็บเอง อย่างเช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย ค่าธรรมเนียมต่างๆ หรือรายได้จากทรัพย์สินของเทศบาล   อ้างอิงจาก: – สำนักงบประมาณ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ […]

🔎พาย้อนเบิ่ง 5 ปีผ่านไป งบเทศบาลจังหวัดในอีสาน เปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️⏳ อ่านเพิ่มเติม »

พาย้อนเบิ่ง 7 ปีผ่านไป ทุนยักษ์ใหญ่ภูธรอีสานเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️

หากย้อนกลับไปในปี 2561 ธุรกิจรายได้สูงสุดในภาคอีสาน คือ บริษัท นีสเทิร์น สตีล จำกัด ด้วยรายได้สูงถึง 89,078 ล้านบาท ในช่วงเวลานั้น อุตสาหกรรมเหล็กยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีมูลค่าการซื้อขายมหาศาลของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ ระบบราง และโครงการก่อสร้างต่างๆ ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการเหล็กอยู่ในระดับสูงมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี 2567 โครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ของอีสานกลับเปลี่ยนแปลงไป ผู้นำรายได้สูงสุดกลายเป็น บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่มีรายได้สูงกว่า 32,484 ล้านบาท ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของโกบอลเฮ้าส์คือความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายสาขาทั่วประเทศและต่างประเทศได้ต่อเนื่อง กลายเป็นธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างที่เกาะกระแสการขยายตัวของเมือง การก่อสร้างบ้าน และการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในทุกระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจคือ ดูโฮม ซึ่งขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ด้วยรายได้กว่า 30,991 ล้านบาท ความสำเร็จของ โกลบอลเฮ้าส์ และ ดูโฮม เกิดจากการมองเห็นศักยภาพของตลาดต่างจังหวัดก่อนคู่แข่ง โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการขยายตัวของเมือง รายได้ครัวเรือน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสองบริษัทเติบโตจากการเป็น One Stop Shopping ด้านบ้านและวัสดุก่อสร้าง ตอบโจทย์ตั้งแต่เกษตรกร ผู้รับเหมา ไปจนถึงเจ้าของบ้าน ทำให้สามารถขยายสาขาได้ทั่วประเทศและสร้างฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง ส่วน บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (NER) ซึ่งมีรายได้แตะ 27,496 ล้านบาท จากเดิมที่อยู่เพียงอันดับ 4 ในปี 2561 รายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในเวลาเพียง 7 ปี แม้อีสานจะไม่ใช่พื้นที่ปลูกยางดั้งเดิมเหมือนภาคใต้ แต่การขยายพื้นที่ปลูกยางในภาคอีสานช่วง 10 ที่ผ่านมา ทำให้อีสานกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบขนาดใหญ่ ประกอบกับความต้องการยางจากอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ผลิตยางล้อในจีนที่เติบโตสูง ส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากการส่งออกนั่นเอง ในขณะเดียวกัน ธุรกิจค้าปลีกทองคำและเครื่องประดับอย่าง ห้างทองทองสวย และ เอ็มทีพี บูลเลี่ยน ในกลุ่ม 10 อันดับแรกของปี 2567 ทองคำยังเป็นสินทรัพย์เพื่อการออมและการลงทุนของคนไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายในธุรกิจนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว หากมองในภาพรวม จะพบว่า 10 อันดับธุรกิจรายได้สูงสุดของอีสานในปี 2567 กระจุกตัวอยู่ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ค้าปลีกทองคำและสินค้าอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งก็แสดงให้เห็นจุดแข็งของเศรษฐกิจอีสานยังคงยึดโยงกับทรัพยากรการเกษตรและกำลังซื้อภายในประเทศ ขณะที่ธุรกิจการผลิตหนักแบบดั้งเดิม อย่างเช่น เหล็ก หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ กลับมีบทบาทลดลงเมื่อเทียบกับอดีต อีกทั้ง การที่กลุ่มโรงงานน้ำตาลยังคงติดอันดับจำนวนมาก ทั้งน้ำตาลเอราวัณ โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ และน้ำตาลไทยอุดรธานี แสดงให้เห็นว่าอ้อยยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของภาคอีสาน แม้เศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด แต่ห่วงโซ่มูลค่าทางการเกษตรยังคงเป็นรากฐานสำคัญของภาคอีสาน ทั้งในด้านรายได้เกษตรกร การจ้างงาน และการส่งออกนั่นเอง

พาย้อนเบิ่ง 7 ปีผ่านไป ทุนยักษ์ใหญ่ภูธรอีสานเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง “สิทธิรักษาพยาบาล” ของคนอีสานรายจังหวัด-

ช่วงนี้ประเด็นเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เพราะเป็นองค์กรที่ดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนหลายล้านคนทั่วประเทศ รวมถึงชาวอีสานจำนวนมากด้วย อีสานอินไซต์จะพามาดูภาพใหญ่ของ “สิทธิการรักษาพยาบาล” ของคนอีสานว่าแต่ละจังหวัดใช้สิทธิอะไรบ้าง จากข้อมูลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะพบว่าคนอีสานส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้ “สิทธิบัตรทอง” หรือหลักประกันสุขภาพจำนวนเยอะ แทบทุกจังหวัดมีผู้ใช้สิทธิบัตรทองมากกว่าระบบอื่นหลายเท่าตัว โดยจังหวัดที่มีผู้ถือสิทธิบัตรทองมากที่สุดคือ นครราชสีมา กว่า 1.91 ล้านคน รองลงมาคือ อุบลราชธานี 1.35 ล้านคน และขอนแก่น 1.29 ล้านคน ซึ่งในปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่อยู่ใน 3 ระบบการรักษาหลัก ได้แก่ บัตรทอง, ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งแต่ละระบบเกิดขึ้นจากสถานะทางอาชีพที่แตกต่างกัน ในส่วนของ บัตรทอง (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) เป็นสิทธิของประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมหรือสวัสดิการข้าราชการ จุดเด่นคือครอบคลุมประชาชนจำนวนมากที่สุด เข้าถึงบริการพื้นฐานได้แทบทุกโรค และเป็นระบบที่ทำให้คนไทยไม่ต้องล้มละลายเพราะค่ารักษาพยาบาลเหมือนในหลายประเทศทั่วโลก หลายคนอาจมองว่าบัตรทองเป็นสิทธิของคนรายได้น้อย แต่ในความเป็นจริง บัตรทองคือกลไกความมั่นคงทางสังคมที่ช่วยคุ้มครองคนไทยจำนวนมหาศาล ตั้งแต่เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า แรงงานนอกระบบ ไปจนถึงผู้สูงอายุนั่นเอง ส่วน ประกันสังคม เป็นสิทธิของลูกจ้างในระบบเอกชนที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน จุดเด่นคือไม่ได้ดูแลเฉพาะเรื่องการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเงินชดเชยกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ทุพพลภาพ และเงินบำนาญชราภาพ ถือเป็นระบบประกันสังคมแบบครบวงจรที่สุดของไทย อย่างไรก็ตาม ประกันสังคมก็เป็นระบบที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเช่นกัน ทั้งเรื่องคุณภาพบริการ ความแออัดของโรงพยาบาลคู่สัญญา การเข้าถึงบริการเฉพาะทาง และความโปร่งใสในการบริหารกองทุนขนาดใหญ่ที่มีเงินสะสมหลายล้านล้านบาท จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงถูกจับตามองมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ในขณะที่ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นระบบที่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐโดยตรง จุดเด่นคือมีความยืดหยุ่นในการเข้ารับบริการสูง สามารถใช้บริการโรงพยาบาลรัฐได้หลากหลายแห่ง และครอบคลุมการรักษาโรคซับซ้อนจำนวนมาก จึงมักถูกมองว่าเป็นระบบที่มีสิทธิประโยชน์สูงที่สุดในบรรดา 3 ระบบหลัก เมื่อมองลงมาที่ภาคอีสาน จะพบว่า นครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมากที่สุดถึงกว่า 321,000 คน ตามด้วยขอนแก่นกว่า 184,000 คน และอุบลราชธานี 104,000 คน โดยจังหวัดเหล่านี้ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของภูมิภาค เพราะยิ่งมีโรงงาน บริษัท และธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก ก็ยิ่งมีแรงงานในระบบประกันสังคมมากตามไปด้วยนั่นเอง แม้หลายคนจะมองข้าม แต่ “บัตรทอง” คือระบบที่แบกรับภาระประชากรมากที่สุดในประเทศ และในภาคอีสานก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจน เพราะหลายจังหวัดมีประชาชนอยู่ในระบบบัตรทองมากกว่า 80% ของผู้มีสิทธิรักษาพยาบาลทั้งหมด นั่นหมายความว่าโรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลจังหวัด กำลังทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในการดูแลสุขภาพของคนอีสานส่วนใหญ่ หากระบบบัตรทองมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ บุคลากรทางการแพทย์ หรือความแออัด ผลกระทบจะเกิดกับประชาชนจำนวนมหาศาลทันที อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงสิทธิการรักษาพยาบาลพื้นฐานของภาครัฐเท่านั้น ยังไม่รวมประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันโรคร้ายแรง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษาและลดภาระค่าใช้จ่ายของตนเอง ดังนั้นภาพที่เห็นจึงเป็นเพียงโครงสร้างหลักของระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งยังมีเครือข่ายการคุ้มครองสุขภาพจากภาคเอกชนเข้ามาเสริมอีกชั้นหนึ่งด้วย   อ้างอิงจาก: – ฐานเศรษฐกิจ – สำนักบริหารงานทะเบียน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – ไทยรัฐทีวี   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่

พาส่องเบิ่ง “สิทธิรักษาพยาบาล” ของคนอีสานรายจังหวัด- อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง เงินกู้พุ่งชนเพดาน VS เงินฝากล้นแบงก์ จังหวัดในภาคอีสาน

ภาพรวมภาคอีสานจะเห็นได้ว่ามีสัดส่วนเงินกู้ต่อเงินฝากสูงถึง 94.2% หรือเกือบเท่ากับเงินฝากทั้งหมด แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับจังหวัด จะพบว่า ร้อยเอ็ด กลายเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนเงินกู้สูงกว่าเงินฝากมากที่สุดในอีสาน ขณะที่ หนองคาย กลับเป็นจังหวัดที่มีเงินฝากสูงกว่าเงินกู้อย่างโดดเด่นที่สุด ร้อยเอ็ดมีสัดส่วนเงินกู้ต่อเงินฝากสูงถึง 135.3% หรือพูดง่ายๆ คือ ทุกๆ เงินฝาก 100 บาทในระบบธนาคาร มีเงินถูกปล่อยกู้ออกไปกว่า 135 บาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภาคอีสาน ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าร้อยเอ็ดเป็นหนี้มากผิดปกติเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากนั่นเอง ร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจพึ่งพาภาคเกษตรกรรมในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้าทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี เครื่องจักร และค่าแรงงาน เมื่อรายได้เกษตรขึ้นอยู่กับฤดูกาลและราคาตลาด เกษตรกรจึงต้องอาศัยสินเชื่อเป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาสภาพคล่อง นอกจากนี้ ธุรกิจในจังหวัดส่วนใหญ่ยังเป็น SME ขนาดเล็ก ร้านค้า ค้าส่ง ค้าปลีก และกิจการครอบครัว ซึ่งมักพึ่งพาเงินกู้ในการขยายธุรกิจมากกว่าการใช้เงินทุนสะสมของตนเอง อีกทั้ง ร้อยเอ็ดมีประชากรจำนวนมากที่ทำงานนอกจังหวัด โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเขตอุตสาหกรรมภาคกลาง รายได้ส่วนหนึ่งถูกส่งกลับมาจุนเจือครอบครัว แต่เงินออมจำนวนไม่น้อยกลับถูกเก็บไว้ในธนาคารของเมืองใหญ่ที่เป็นสถานที่ทำงาน ไม่ได้ไหลกลับเข้าระบบเงินฝากของจังหวัดเต็มจำนวน ทำให้ฐานเงินฝากในพื้นที่เติบโตช้ากว่าความต้องการสินเชื่อ   ขณะที่ หนองคายมีสัดส่วนเงินกู้ต่อเงินฝากเพียง 74.4% ต่ำที่สุดในอีสาน และมีเงินฝากมากกว่าเงินกู้ถึง 6,786 ล้านบาท ซึ่งหนองคายเองก็เป็นจังหวัดที่มีเงินทุนสะสมอยู่ในระบบธนาคารสูงกว่าความต้องการใช้สินเชื่อ โดยสาเหตุสำคัญอาจจะมาจากบทบาทของหนองคายในฐานะเมืองชายแดนเศรษฐกิจที่เชื่อมไทยกับ สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 ทำให้จังหวัดมีรายได้จากการค้าชายแดน การขนส่ง โลจิสติกส์ และธุรกิจภาคการบริการจำนวนมาก เงินทุนจากผู้ประกอบการค้าชายแดนมักถูกเก็บสะสมในรูปเงินฝาก เนื่องจากธุรกิจการค้าระหว่างประเทศต้องรักษาสภาพคล่องไว้รองรับการซื้อขายสินค้าและอัตราแลกเปลี่ยนนั่นเอง นอกจากนี้ หนองคายยังได้รับอานิสงส์จากการเป็นพื้นที่รับเงินจากชาวลาว นักลงทุน และผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้บริการทางการเงินในฝั่งไทย เนื่องจากระบบธนาคารไทยมีความมั่นคงและมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายกว่า ส่งผลให้มีเงินฝากไหลเข้าสู่ระบบธนาคารในจังหวัดมากกว่าขนาดเศรษฐกิจท้องถิ่น และอีกปัจจัยคือ โครงสร้างประชากรของหนองคายมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วขึ้น ผู้สูงอายุจำนวนมากมีพฤติกรรมเน้นการออมมากกว่าการก่อหนี้ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีไม่มาก ทำให้ความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนไม่ได้สูงเท่าจังหวัดอุตสาหกรรมหรือจังหวัดเกษตรขนาดใหญ่ ส่งผลให้เงินฝากสะสมเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเงินกู้   อย่างไรก็ตาม จังหวัดที่มีเงินกู้สูงกว่าเงินฝากไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจอ่อนแอเสมอไป ตรงกันข้ามแล้วหากสินเชื่อถูกนำไปใช้เพื่อการลงทุน การผลิต และการสร้างรายได้ ก็อาจจะกำลังสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว ส่วนจังหวัดที่มีเงินฝากสูงกว่าเงินกู้ก็ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าเสมอไป เพราะอาจจะกำลังสะท้อนว่ามีเงินออมจำนวนมากแต่ยังมีโอกาสลงทุนในพื้นที่ไม่เพียงพอนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – ธนาคารแห่งประเทศไทย   ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่ https://linktr.ee/isan.insight   #ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #เงินฝาก #เงินกู้ #สินเชื่อ #เงินฝากรายจังหวัด

พาเปิดเบิ่ง เงินกู้พุ่งชนเพดาน VS เงินฝากล้นแบงก์ จังหวัดในภาคอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พากางเบิ่ง งบประมาณปี 69 “18 มหาวิทยาลัยรัฐ” แดนอีสานได้มากแค่ไหน⁉️ 

หากพูดถึงงบประมาณมหาวิทยาลัย หลายคนมักเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยที่ได้งบมากคือมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขงบประมาณไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของมหาวิทยาลัยโดยตรง หากสะท้อนขนาดองค์กร ภารกิจ จำนวนบุคลากร นักศึกษา โรงพยาบาล และบทบาทระดับประเทศที่แต่ละแห่งรับผิดชอบมากกว่า จากข้อมูลงบประมาณปี 2569 ของทั้ง 18 มหาวิทยาลัยรัฐในภาคอีสาน พบว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นครองอันดับ 1 ด้วยงบประมาณรวม 5,517 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 29.5% ของงบประมาณรวมทั้งหมดของทั้ง 18 มหาวิทยาลัยที่มีมูลค่าราว 18,282 ล้านบาท รองลงมาคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ด้วยงบประมาณกว่า 2,110 ล้านบาท ตามด้วย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 1,529 ล้านบาท และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 1,521 ล้านบาท   คำถามสำคัญคือ… ทำไมถึงต่างกัน⁉️  คำตอบอยู่ที่ภารกิจของแต่ละมหาวิทยาลัยนั่นเอง มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยขนาดใหญ่ระดับประเทศ มีนักศึกษาหลายหมื่นคน มีคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และมีโรงพยาบาลศรีนครินทร์ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของไทย ทำหน้าที่ดูแลประชาชนทั้งภาคอีสาน รวมถึงเป็นศูนย์กลางงานวิจัยและนวัตกรรมของภูมิภาค จึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการ และการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่นั่นเอง ขณะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีซึ่งอยู่ในอันดับ 2 แม้จะมีจำนวนนักศึกษาไม่มากเท่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่มีจุดเด่นด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ และห้องปฏิบัติการมูลค่าสูง จึงได้รับงบประมาณในระดับสูงเช่นกัน ด้านมหาวิทยาลัยมหาสารคามซึ่งติดอันดับ 3 มีขนาดมหาวิทยาลัยใหญ่ มีคณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย รวมถึงนักศึกษาจำนวนมาก จึงมีภาระด้านบุคลากรและการบริหารที่สูง ส่วนกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่ง อย่างเช่น ราชภัฏร้อยเอ็ด ราชภัฏชัยภูมิ หรือราชภัฏศรีสะเกษ ที่ได้รับงบประมาณน้อยกว่า ไม่ได้หมายความว่ามีคุณภาพจะน้อยกว่า แต่เป็นเพราะมีขนาดองค์กรเล็กกว่า จำนวนนักศึกษาและบุคลากรน้อยกว่า และเน้นภารกิจการผลิตครู พัฒนาท้องถิ่น และบริการวิชาการในพื้นที่เป็นหลัก จึงไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเหมือนมหาวิทยาลัยวิจัยขนาดใหญ่นั่นเอง   และเมื่อหากดูเฉพาะ “งบบุคลากร” จะพบว่าในหลายมหาวิทยาลัย ตัวเลขส่วนนี้สูงกว่างบบริหารอย่างชัดเจน อย่างเช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีงบบุคลากรถึง 3,939 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 71% ของงบทั้งหมด ขณะที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามมีงบบุคลากร 977 ล้านบาท จากงบรวม 1,529 ล้านบาท แล้วงบบริหารกับงบบุคลากรต่างกันอย่างไร⁉️  งบบุคลากร คือ งบที่ใช้จ่ายเกี่ยวกับคน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ แพทย์ พยาบาล นักวิจัย และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ส่วน งบบริหารจัดการ คือ งบที่ใช้สำหรับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ระบบสารสนเทศ การซ่อมบำรุงอาคาร ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ การพัฒนาหลักสูตร

พากางเบิ่ง งบประมาณปี 69 “18 มหาวิทยาลัยรัฐ” แดนอีสานได้มากแค่ไหน⁉️  อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเปิดเบิ่ง ในปี 69 งบ “อบจ.อีสาน” กว่า 13,752 ล้าน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️

งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ. คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เพราะนี่คือเงินก้อนใหญ่ที่ถูกใช้ขับเคลื่อนจังหวัดในระดับฐานราก ตั้งแต่ถนน ระบบน้ำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว กีฬา ไปจนถึงการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการลงทุนในพื้นที่ต่างๆ พูดง่ายๆ คือ งบ อบจ. เปรียบเหมือนทุนหมุนเวียนของจังหวัดที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นเดินต่อได้ ยิ่งจังหวัดไหนมีงบมาก ก็ยิ่งมีศักยภาพในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ผลที่ตามมาคือสามารถดึงดูดนักลงทุน กระตุ้นการจ้างงาน และต่อยอดการท่องเที่ยวได้มากขึ้นตามไปด้วย ในปี 2569 อบจ.ในอีสานได้รับการจัดสรรงบประมาณกว่า 13,752 ล้านบาท โดยจังหวัดที่ได้งบสูงสุดอย่าง นครราชสีมา ได้รับงบ อบจ.กว่า 2,572 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เพราะโคราชถือเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจอีสานทั้งในด้านประชากร ขนาดเศรษฐกิจ การคมนาคม และพื้นที่จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โคราชมีทั้งนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัย และกำลังจะกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญของรถไฟความเร็วสูง งบประมาณจำนวนมากจึงจำเป็นต่อการรองรับการขยายตัวของเมือง ขณะที่ ขอนแก่น ซึ่งได้งบ อบจ.กว่า 1,629 ล้านบาท ก็เป็นอีกจังหวัดที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในฐานะ Smart City ของอีสาน มีทั้งระบบรางเบา ธุรกิจด้านสุขภาพ ศูนย์ประชุม และเศรษฐกิจภาคการบริการที่กำลังโตต่อเนื่อง และ ศรีสะเกษ ที่ได้งบ อบจ. สูงถึง 1,481 ล้านบาท ซึ่งก็มีหลายเหตุผลซ้อนกัน ไม่ใช่แค่เรื่องขนาดจังหวัดอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องทั้งจำนวนประชากร ภาระการดูแลพื้นที่ และระบบการศึกษาของจังหวัดด้วย ศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากมาก และมีพื้นที่การปกครองขนาดใหญ่ถึง 22 อำเภอ ทำให้ อบจ. ต้องรับภาระดูแลทั้งถนนท้องถิ่น ระบบน้ำ สาธารณสุข กีฬา การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชนบทจำนวนมหาศาล ยิ่งคนเยอะ พื้นที่กว้าง งบที่ใช้บริหารก็ยิ่งสูงตามไปด้วย อีกจุดสำคัญมากคือ อบจ.ศรีสะเกษ ถือว่าเป็นหนึ่งใน อบจ. ที่มีโรงเรียนในสังกัดเยอะที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยมีมากถึง 39 แห่ง มีทั้งครู บุคลากร และนักเรียนจำนวนมาก งบส่วนนี้จึงกินสัดส่วนสูงมาก ทั้งค่าอาคารเรียน อุปกรณ์การศึกษา และการพัฒนาโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะศรีสะเกษที่มีโรงเรียนกระจายอยู่ตามชนบทเยอะ ต้นทุนในการดูแลจึงสูงกว่าหลายจังหวัด นอกจากนี้ ศรีสะเกษยังเป็นจังหวัดเกษตรกรรมขนาดใหญ่ และเป็นจังหวัดชายแดนติดกัมพูชา ทำให้รัฐต้องลงทุนด้านถนน การเชื่อมอำเภอชายแดน และเศรษฐกิจชุมชนต่อเนื่อง เพราะจังหวัดนี้มีทั้งบทบาทด้านการค้าชายแดน การเกษตร และการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในอนาคตนั่นเอง สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ หลายจังหวัดในอีสานตอนบนและอีสานกลางเริ่มได้งบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างเช่น ร้อยเอ็ด สกลนคร กาฬสินธุ์ หรืออุบลราชธานี เพราะพื้นที่เหล่านี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ จากเมืองเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจภาคการบริการ การแพทย์ การศึกษา และการค้าชายแดนมากขึ้น ยิ่งจังหวัดที่เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น อุบลราชธานี มุกดาหาร หนองคาย

🔎พาเปิดเบิ่ง ในปี 69 งบ “อบจ.อีสาน” กว่า 13,752 ล้าน กระจายอยู่ไหนบ้าง⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพลล่าสุด คนอีสาน 62.1% “ขอลดค่าน้ำมัน-สินค้า” มากกว่าแจกเงิน

ผลสำรวจล่าสุดจาก อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่อง “คนอีสานกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส และ คนละครึ่งพลัส” พบว่า คนอีสานกว่า 62.1% เลือก “ลดราคาสินค้าจำเป็นและน้ำมัน” มากกว่าการ “ได้เงินช่วยเหลือจากโครงการ” ที่มีผู้เลือกเพียง 28.3% เท่านั้น โดยตัวเลขนี้กำลังแสดงให้เห็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจของคนอีสานในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องกำลังซื้อเท่านั้น แต่คือต้นทุนการใช้ชีวิตที่กำลังกดทับครัวเรือนอย่างหนัก โดยเฉพาะภาคอีสานที่พึ่งพาการเดินทาง การขนส่งสินค้า และเศรษฐกิจฐานรากสูงกว่าหลายพื้นที่ของประเทศนั่นเอง ผลสำรวจยังชี้ชัดว่า คนอีสานแทบทั้งหมดได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยกว่า 68.7% ระบุว่าได้รับผลกระทบ “มาก” ถึง “มากที่สุด” ขณะที่มีเพียง 0.3% เท่านั้นที่บอกว่าไม่ได้รับผลกระทบเลย ซึ่งก็สะท้อนเศรษฐกิจระดับครัวเรือนที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างชัดเจน เพราะภาคอีสานมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่รายได้เฉลี่ยยังต่ำกว่ากรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนพลังงานและสินค้าในอัตราใกล้เคียงกัน ยิ่งเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนจะส่งผ่านไปทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าปุ๋ย ค่าขนส่งสินค้าเกษตร ค่าอาหาร ไปจนถึงค่ารถรับจ้างในชุมชน ส่งผลให้เงินในกระเป๋าของประชาชนหมดเร็วกว่าเดิม แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และ “คนละครึ่งพลัส” ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว ผลสำรวจพบว่า คนอีสานส่วนใหญ่เข้าใจความแตกต่างของทั้ง 2 โครงการ และกว่าครึ่งตั้งใจลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” นั่นแสดงว่า คนอีสานยังมองมาตรการเหล่านี้เป็นตัวช่วยลดภาระได้จริงในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดก็ตาม ที่น่าสนใจคือ 45.4% มองว่าเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน “ช่วยได้พอสมควร” ซึ่งอาจดูไม่มาก หากดูในระดับชุมชน เงินก้อนเล็กเหล่านี้กลับมีพลังหมุนเวียนสูงมาก เพราะถูกใช้จ่ายทันทีในร้านค้า ตลาดสด ร้านอาหาร และธุรกิจรายย่อยในท้องถิ่น ทำให้เงินไม่ไหลออกนอกพื้นที่เร็วเกินไป ซึ่งช่วยพยุงผู้ประกอบการรายเล็กและรักษาการจ้างงานในท้องถิ่นได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวนั่นเอง อีกมุมที่น่าสนใจมากคือ คนอีสานกว่า 41.8% ต้องการให้รัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายในสัดส่วนถึง 70% สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนกำลังคาดหวังให้ภาครัฐเข้ามารับภาระมากขึ้นในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง การเรียกร้องนี้ไม่ใช่การอยากได้เงินเพิ่ม แต่เป็นเพราะรายได้ของหลายครัวเรือนเริ่มไม่สัมพันธ์กับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ เกษตรกร และผู้ค้ารายย่อยที่รายได้ไม่แน่นอน ขณะเดียวกันผลสำรวจเรื่องความคุ้มค่าของการกู้เงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งก็พบว่าสังคมที่กำลังลังเลระหว่างความจำเป็นเร่งด่วนกับภาระหนี้ระยะยาว เพราะแม้จะมีคนเห็นว่าค่อนข้างคุ้มค่า 33.8% แต่ก็มีคนมองว่าไม่ค่อยคุ้มค่าและไม่คุ้มค่ารวมกันเกือบครึ่งหนึ่งเช่นกัน ซึ่งก็เป็นสัญญาณว่า ประชาชนต้องการมาตรการช่วยเหลือ แต่ก็อยากเห็นการใช้งบประมาณอย่างรอบคอบและยั่งยืนมากขึ้น โครงการเหล่านี้นี้จะช่วยสร้างสภาพคล่องชั่วคราวให้เศรษฐกิจอีสาน เพราะร้านโชห่วย ร้านอาหาร ตลาดสด ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย คือกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการจับจ่ายผ่านระบบคนละครึ่ง เมื่อคนกล้าใช้เงินมากขึ้น ร้านค้าก็มีรายได้เพิ่ม เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ซึ่งสำคัญมากสำหรับภาคอีสานที่เศรษฐกิจพึ่งพาธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังช่วยเร่งการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพราะประชาชนจำนวนมากเริ่มคุ้นเคยกับการใช้แอปพลิเคชัน การจ่ายเงินออนไลน์ และระบบดิจิทัลทางการเงินมากขึ้นฃ แม้จะยังมีข้อจำกัดเรื่องผู้สูงอายุหรือคนที่ใช้แอปไม่เป็นก็ตาม แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ผลสำรวจยังพบอีกว่า “เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว” อาจไม่เพียงพอ เพราะต้นตอของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างต้นทุนทั้งระบบ คนอีสานจึงเสนอให้รัฐเร่งแก้เรื่องราคาสินค้า พลังงาน และขยายร้านค้าที่เข้าร่วมในชุมชนมากขึ้น รวมถึงลดขั้นตอนการลงทะเบียน

พาเปิดเบิ่ง ผลสำรวจจากอีสานโพลล่าสุด คนอีสาน 62.1% “ขอลดค่าน้ำมัน-สินค้า” มากกว่าแจกเงิน อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “คนอีสานย้ายถิ่น” มากแค่ไหน⁉️

หากมองตัวเลขภาพรวมจะเห็นได้ว่า การย้ายถิ่นของคนอีสานลดลงต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2559 มีคนย้ายเข้าอีสานประมาณ 838,382 คน และย้ายออก 828,780 คน แต่เมื่อมาถึงปี 2568 ตัวเลขลดลงเหลือย้ายเข้า 618,179 คน และย้ายออก 610,035 คน หายไปกว่า 2 แสนคนภายในทศวรรษเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนอีสานไม่ได้ย้ายออกจากบ้านเหมือนในยุคก่อน เพราะหลายจังหวัดเริ่มมีงาน มีมหาวิทยาลัย มีโรงงาน และมีเศรษฐกิจภาคการบริการเกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ในตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงคนย้ายไปภูมิภาคอีสานอย่างเดียว แต่รวมถึงคนที่ย้ายจากจังหวัดเล็กเข้าสู่จังหวัดศูนย์กลางแทน โดยจังหวัดที่คนย้ายเข้าเยอะที่สุดคือ นครราชสีมา มีคนย้ายเข้สมากกว่าย้ายออกสูงถึง 26,764 คน ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโคราชกำลังเปลี่ยนจากเมืองประตูสู่อีสาน ไปเป็นเมืองเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว โดยโคราชเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ครบมาก ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์โลจิสติกส์ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ โรงพยาบาลเอกชน มหาวิทยาลัย และโครงสร้างพื้นฐานใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะมอเตอร์เวย์ M6 รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงในอนาคต อีกทั้งยังใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุดในอีสาน ทำให้คนวัยทำงานจำนวนมากเลือกมาอยู่โคราชแทนกรุงเทพฯ เพราะค่าครองชีพต่ำกว่า แต่คุณภาพชีวิตเริ่มใกล้เคียงเมืองใหญ่ การมาของมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และโครงการรถไฟความเร็วสูง ยิ่งทำให้โคราชกลายเป็นเมืองลงทุนที่ดึงทั้งทุนและแรงงานเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รองลงมาคือ ชัยภูมิ ที่มีคนย้ายเข้ามากกว่าย้ายออกกว่า 10,855 คน ศรีสะเกษ 9,148 คน และบุรีรัมย์ 9,053 คน ก็มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันออกไป ชัยภูมิได้แรงหนุนจากพลังงานและเกษตรแปรรูป ขณะที่บุรีรัมย์ใช้กีฬาและอีเวนต์เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจจนเกิดงานบริการจำนวนมาก ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยว ขณะที่นครพนมซึ่งมีคนย้ายเข้ามากกว่าย้ายออก 8,054 คน กำลังได้อานิสงส์จากการค้าชายแดนลุ่มน้ำโขง เพราะสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 เปิดใช้ เมืองเริ่มกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญสู่ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ จนเริ่มมีนักลงทุนเข้ามาจับตลาดโลจิสติกส์และคลังสินค้านั่นเอง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ จังหวัดที่คนย้ายออกมากกว่าเข้าโดยเฉพาะ ขอนแก่น ที่ติดอันดับคนย้ายออกสูงสุดของอีสาน โดยมีคนย้ายออกมากกว่าย้ายเข้ามากถึง 5,300 คน ทั้งที่ภาพลักษณ์ของเมืองดูทันสมัย มีมหาวิทยาลัยใหญ่ มีโรงพยาบาลชั้นนำ มีห้างขนาดใหญ่ ศูนย์ประชุม และถูกผลักดันให้เป็น Medical Hub ของภูมิภาค แม้เมืองจะเติบโตเร็ว แต่การเติบโตนั้นยังอยู่ในรูปแบบเศรษฐกิจการบริการมากกว่าเศรษฐกิจการผลิต ขอนแก่นมีนักศึกษาจำนวนมหาศาลจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและสถาบันต่างๆ มีคนเข้ามาเรียน เข้ามารักษาพยาบาล เข้ามาประชุม หรือทำธุรกิจระยะสั้น แต่เมื่อเรียนจบหรือเริ่มสร้างครอบครัว คนจำนวนมากกลับเลือกย้ายไปกรุงเทพฯ ชลบุรี หรือระยอง เพราะตลาดแรงงานในขอนแก่นยังไม่สามารถรองรับงานรายได้สูงได้เพียงพอ โดยเฉพาะสายเทคโนโลยี วิศวกรรม การเงิน และบริษัทขนาดใหญ่นั่นเอง อีกปัจจัยหนึ่งอาจจะเพราะค่าครองชีพขอนแก่นกำลังสูงขึ้นเร็วกว่าโอกาสทางรายได้ ราคาที่ดินและค่าเช่าปรับขึ้นต่อเนื่องจากการขยายเมือง ห้างใหม่ คอนโด และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่รายได้เฉลี่ยของแรงงานจำนวนมากยังโตไม่ทัน ทำให้บางส่วนเลือกย้ายกลับภูมิลำเนา หรือย้ายไปจังหวัดที่ต้นทุนชีวิตต่ำกว่า อีกทั้ง การเติบโตของเมืองยังพึ่งภาคบริการเป็นหลัก ขณะที่ภาคการผลิตและบริษัทขนาดใหญ่ยังไม่มากพอจะสร้างงานระยะยาวจำนวนมหาศาลเหมือนกรุงเทพฯ หรือ

พามาเบิ่ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “คนอีสานย้ายถิ่น” มากแค่ไหน⁉️ อ่านเพิ่มเติม »

🔎พาเปิดเบิ่ง อาณาจักรเต่ายักษ์ดึกดำบรรพ์ในดินแดนอีสาน🐢🪨🗺️

สำหรับภาคอีสานแล้วอาจเป็นดินแดนที่หลายคนจดจำในฐานะแผ่นดินไดโนเสาร์ แต่เคยรู้หรือไม่ว่า? ใต้ผืนดินสีแดงอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ยังซ่อนเรื่องราวของอาณาจักรเต่าดึกดำบรรพ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียเอาไว้มานานนับร้อยล้านปี และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ ภาคอีสานบ้านเรา กลับเป็นพื้นที่ที่ค้นพบฟอสซิลเต่าดึกดำบรรพ์มากที่สุดในประเทศไทย ทั้งจำนวน ชนิด และช่วงอายุทางธรณีวิทยา จนสามารถเรียกได้เต็มปากว่า นี่คือ “ดินแดนแห่งเต่าโบราณ” ของไทย จากข้อมูลการค้นพบฟอสซิลในหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นนครราชสีมา ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อุบลราชธานี สกลนคร นครพนม หรือแม้แต่หนองบัวลำภู พบว่า ภาคอีสานมีเต่าดึกดำบรรพ์กระจายตัวอยู่แทบทุกยุค ตั้งแต่ยุคไทรแอสซิกตอนปลายเมื่อกว่า 220 ล้านปีก่อน ยุคจูแรสซิก ยุคครีเทเชียส จนถึงยุคไพลสโตซีนเมื่อไม่กี่หมื่นปีก่อน นั่นหมายความว่า เต่าอาศัยอยู่บนผืนดินอีสานมาอย่างยาวนานจนแทบทุกยุคของโลก และวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงรูปร่างสายพันธุ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของแต่ละยุคสมัย และหนึ่งในการค้นพบที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการวิทยาศาสตร์ คือ เมกาโลคีลิส เต่ายักษ์ดึกดำบรรพ์จากนครราชสีมา ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 5 ล้าน – 10,000 ปีก่อน เต่าชนิดนี้มีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์หลายเท่า จนได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเต่ายักษ์ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลก ลองจินตนาการดูว่า ครั้งหนึ่งบนแผ่นดินอีสาน เคยมีเต่าขนาดมหึมาเดินอยู่ท่ามกลางป่าโบราณและพื้นที่ชุ่มน้ำอันกว้างใหญ่ ภาพแบบนั้นแทบเหมือนฉากในภาพยนตร์แฟนตาซี แต่ทั้งหมดคือเรื่องจริงที่ถูกบันทึกเอาไว้ในชั้นหินของภาคอีสาน นอกจากเต่ายักษ์แล้ว ภาคอีสานยังพบเต่าหลากหลายชนิด ทั้งเต่านา ตะพาบน้ำ เต่าหวาย เต่าหลุมนูน รวมถึงสายพันธุ์ที่ค้นพบครั้งแรกของโลกในประเทศไทย อย่างเช่น “ไทยคีลิส รุชาอี” จากหมวดหินห้วยหินลาดในขอนแก่นและชัยภูมิ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึงประมาณ 220 ล้านปีและถือเป็นเต่าสกุลใหม่ของโลก หรือสายพันธุ์อย่าง “กาฬสินธุ์นีมิส ประสาททองโอสถิ” ที่ถูกตั้งชื่อตามจังหวัดกาฬสินธุ์    สมัยไพลสโตซีน – โฮโลซีน มีอายุกว่า 5 ล้านปี – 1 หมื่นปีก่อน พบได้ที่ นครราชสีมา เมกะโลคีลีส / เต่ายักษ์ ตะพาบม่านลาย ตะพาบธรรมดา เต่านา เต่าบึง เต่าหวาย เต่าหลังนูน หมวดหินโคกกรวด ยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุกว่า 115 – 100 ล้านปีก่อน พบได้ที่ นครราชสีมา, อุบลราชธานี, ขอนแก่น, ชัยภูมิ คิซิลคูมีมิส โคราชเอนซิส ซาคีมิส หมวดหินเสาขัว ยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุกว่า 130 – 125 ล้านปีก่อน พบได้ที่หนองบัวลำภู, กาฬสินธุ์, สกลนคร, นครพนม, ชัยภูมิ, สระแก้ว, ตราด เปลือกไข่เต่า โปรโตซาคีมิส รูบรา อีสานนีมิส ศรีสุขกี คิซิลคูมีมิส โปรโตซาคีมิส ไตรโอนิคอยเดีย หมวดหินภูกระดึง ยุคจูแรสซิกตอนปลายถึงครีเทเชียสตอนต้น

🔎พาเปิดเบิ่ง อาณาจักรเต่ายักษ์ดึกดำบรรพ์ในดินแดนอีสาน🐢🪨🗺️ อ่านเพิ่มเติม »

พาเปิดเบิ่งสถิติ “อีสานไฟลุก” จังหวัดไหนมีพื้นที่เผาไหม้มากสุดในอีสาน

ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ทั่วประเทศในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2568 มีพื้นที่เผาไหม้รวมกว่า 14.3 ล้านไร่ แม้ตัวเลขจะลดลงจากปี 2567 ที่สูงถึง 19.5 ล้านไร่ แต่ร่องรอยการเผายังคงกระจายตัวในหลายภูมิภาค และภาคอีสานบ้านเรายังคงเป็นพื้นที่ที่มีการเผาไหม้ในระดับสูงอย่างน่าเป็นห่วง โดยในอีสาน พบว่ามีพื้นที่เผาไหม้รวมกว่า 3.49 ล้านไร่ หรือคิดเป็นประมาณ 24.4% ของพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมดของประเทศ หากดูเป็นรายจังหวัดจะพบว่า นครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เผาไหม้มากที่สุดในภาคอีสาน ด้วยตัวเลขสูงถึง 700,536 ไร่ หรือคิดเป็น 5.5% ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ตามมาด้วย ชัยภูมิ 535,279 ไร่ และ กาฬสินธุ์ 251,162 ไร่ ขณะที่จังหวัดเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ขอนแก่นซึ่งมักถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางปัญหาฝุ่นควัน กลับมีพื้นที่เผาไหม้ 189,898 ไร่ ต่ำกว่าหลายจังหวัดอย่างชัดเจน อย่างเช่น ร้อยเอ็ด 223,594 ไร่ หรือกาฬสินธุ์ที่สูงกว่า 251,162 ไร่ นั่นแสดงว่าปัญหาฝุ่นในเมืองใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเผาในพื้นที่ตัวเองเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการเคลื่อนตัวของมวลอากาศ การเผาในจังหวัดรอบข้าง และโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกอ้อย ข้าว และมันสำปะหลัง ที่ยังพึ่งพาการเผาเป็นวิธีลดต้นทุนก่อนเก็บเกี่ยวนั่นเอง การเผาอาจดูเป็นทางลัดต้นทุนต่ำสำหรับเกษตรกรรายย่อย เพราะช่วยลดค่าแรงและเร่งกระบวนการเตรียมพื้นที่ แต่เมื่อมองในระดับกว้างจะพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยเฉพาะต้นทุนด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ ภูมิแพ้ และโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับ PM2.5 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและประสิทธิภาพแรงงานของภูมิภาค ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและแรงงานนอกระบบ เมื่อคุณภาพอากาศแย่ลง คนทำงานกลางแจ้งย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งรายได้ที่ลดลง ชั่วโมงการทำงานที่หายไป และค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่างขอนแก่น นครราชสีมา หรืออุดรธานี ที่กำลังผลักดันตัวเองสู่ศูนย์กลางการลงทุน การแพทย์ และการท่องเที่ยว ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์จากปัญหามลพิษทางอากาศ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมืองที่เต็มไปด้วยค่าฝุ่นระดับอันตรายต่อเนื่องย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว ที่สำคัญปัญหาการเผาในภาคอีสานยังเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างเศรษฐกิจชนบทที่ยังเปราะบาง เพราะเกษตรกรจำนวนมากไม่มีเครื่องจักร ไม่มีทุนเพียงพอในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร หรือไม่มีตลาดรองรับชีวมวลเหลือใช้ การเผาจึงกลายเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด แม้จะสร้างผลกระทบมหาศาลในภายหลังก็ตาม หากรัฐยังแก้ปัญหาเพียงการห้ามเผาหรือจับปรับ โดยไม่สร้างระบบเศรษฐกิจใหม่รองรับ อย่างเช่น ตลาดซื้อขายเศษวัสดุชีวมวล โรงไฟฟ้าชุมชนพลังงานสะอาด หรือการสนับสนุนเครื่องจักรเกษตรขนาดเล็ก ปัญหานี้ก็จะวนกลับมาเกิดซ้ำทุกปีหรือไม่? ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ จังหวัดที่มีสัดส่วนพื้นที่เผาไหม้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่จังหวัด กลับไม่ใช่นครราชสีมา แต่คือ กาฬสินธุ์ และ ชัยภูมิ ที่มีสัดส่วน 5.8% และ 6.7% ตามลำดับ สิ่งก็แสดงให้เห็นว่าหลายพื้นที่ในอีสานกำลังเผชิญการใช้ที่ดินอย่างหนาแน่นและเปราะบางต่อระบบนิเวศอย่างมาก การเผาซ้ำซากทำให้หน้าดินเสื่อมสภาพ สูญเสียอินทรียวัตถุ ความสามารถในการกักเก็บน้ำลดลง และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรในระยะยาว นั่นหมายความว่า แม้เกษตรกรจะลดต้นทุนได้ในวันนี้ แต่กลับต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นในอนาคต ทั้งปุ๋ยที่ต้องใช้มากขึ้น ดินที่เสื่อมโทรม และผลผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนั่นเอง   อ้างอิงจาก: – Rocket Media Lab –

พาเปิดเบิ่งสถิติ “อีสานไฟลุก” จังหวัดไหนมีพื้นที่เผาไหม้มากสุดในอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

Scroll to Top