พาเบิ่งข้อมูลที่น่าฮู้ เกี่ยวกับธุรกิจสุรากลั่นท้องถิ่นในภาคอีสาน

ในปี 2564 ธุรกิจสุรากลั่นท้องถิ่นขนาดเล็กในภาคอีสานมีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งมีจำนวนอยู่ที่ 44 ราย และมีกำไรรวมมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อยู่ที่ 2.3 ล้านบาท ในขณะที่อันดับ 1 คือ ภาคเหนือ มีจำนวน 244 ราย และกำไรรวม 7.9 ล้านบาท

ทำไมธุรกิจสุรากลั่นท้องถิ่นของภาคอีสานถึงเป็นรองจากภาคเหนือ?

1. ปัจจัยด้านสัดส่วนนักดื่มของภาคเหนือที่มีมากกว่าภาคอีสาน

2. ปัจจัยด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของภาคเหนือที่มีความสมบูรณ์กว่า

3. ปัจจัยด้านความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค

4. ปัจจัยด้านสินค้าและบริการของสุรากลั่นในภาคเหนือที่มีมากกว่าภาคอีสาน

นอกจากนั้นแล้ว สุรากลั่นนั้นยังมีความสัมพันธ์กับจำนวนและรายได้ของนักเที่ยวด้วย เนื่องจากสุรากลั่นเป็นสินค้ากึ่งท่องเที่ยว

จากสัดส่วนการกระจายตัวพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยของภาคอีสานมากกว่าภาคเหนือ แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของภาคอีสานนั้นกลับมีน้อยกว่าภาคเหนือ แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติของภาคเหนือมีมากกว่าภาคอีสานเป็นเท่าตัว

การจัดเก็บภาษีในธุรกิจสุรากลั่น

การจัดเก็บภาษีในธุรกิจสุรากลั่นมีการจัดเก็บอัตราภาษีเท่ากันในทุกขนาดธุรกิจ คือ อัตราภาษีสุรากลั่นชนิดสุราขาวต่อปริมาณ 1 ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ หน่วยละ 155 บาท และอัตราภาษีตามมูลค่า 2 บาท

ทำให้ธุรกิจรายเล็กมีภาระต้นทุนที่มากกว่า ซึ่งถ้าหากภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนสุรากลั่นท้องถิ่นโดยการลดภาษีธุรกิจรายเล็ก จะส่งผลให้จำนวนธุรกิจสุรากลั่นท้องถิ่นมีในตลาดเพิ่มขึ้น และสุรากลั่นท้องถิ่นจะขายได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะทำให้มียอดขายและกำไรที่มากขึ้น สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้และจะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เพราะสุรากลั่นท้องถิ่นนั้นมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านต่าง ๆ มากมายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

เรามาวิเคราะห์ดูความสัมพันธ์ของธุรกิจสุรากลั่นกับธุรกิจร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหลัก หรือ ธุรกิจปลายน้ำ?

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจะมีความสัมพันธ์ต่อกำไรของธุรกิจปลายน้ำอย่างร้านอาหารที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหลัก

กำไรของร้านอาหารที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหลัก

ปี 2564 = -4.7 ล้านบาท

ปี 2565 = -2 ล้านบาท

และ กำไรที่เพิ่มขึ้นในปี 2565 มีความสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

จำนวนนักท่องเที่ยวในภาคอีสาน

ปี 2564 = 13 ล้านคน

ปี 2565 = 32.6 ล้านคน

สินค้าเกษตรที่นิยมนำไปใช้ผลิตสุรากลั่นในภาคอีสาน ได้แก่ ข้าวเหนียว และ อ้อย ซึ่งเป็นผลผลิตที่นิยมปลูกเป็นอย่างมากในภาคอีสาน

ถ้าหากนำผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าส่งให้แก่โรงกลั่นเพื่อผลิตสุรากลั่นท้องถิ่นจะเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรมากขนาดไหน?

ปี 2564 มีผลผลิตข้าวเหนียวที่ไม่ได้ส่งให้แก่โรงสี 1.4 ล้านตัน

หากนำผลผลิตนี้ส่งให้แก่อุตสาหกรรมโรงกลั่น จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรมากถึง 18.5 ล้านบาท

ปี 2564 มีผลผลิตอ้อยที่ไม่ได้ส่งให้แก่โรงงาน 4.1 ล้านตัน

หากนำผลผลิตนี้ส่งให้แก่อุตสาหกรรมโรงกลั่น

1. ส่งอ้อยโดยที่ไม่ได้แปรรูป จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรมากถึง 4,512 ล้านบาท

2. แปรรูปอ้อยเป็นน้ำอ้อย จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรมากถึง 122,353 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจสุรากลั่นท้องถิ่นส่งผลในทางบวกต่อ supply chian ทั้งต้นน้ำอย่างเกษตรกร และปลายน้ำอย่างร้านอาหารที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหลัก

และจากการคาดการณ์จำนวนธุรกิจสุรากลั่นทุกขนาดในภาคอีสาน คาดว่า

ปี 2566 = 84 ราย

ปี 2567 = 95 ราย

ปี 2568 = 107 ราย

อ้างอิงจาด:

– กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

– ประชาชนเบียร์

– The complete guide to rum

– Spirit academy

– ระบบฐานข้อมูลวิจัยแอลกอฮอล์ไทย

– กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

– ราชกิจจานุเบกษา

– สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

– สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย

ติดตาม ISAN Insight & Outlook ได้ที่
LINE Official : https://lin.ee/yIS5bdP

Leave a Comment

Your email address will not be published.