บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนมีนาคม 2569

ภาพรวมการบริโภคภาคเอกชนในภาคอีสานไตรมาส 1/2569 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการขยายตัวในหมวดสินค้าคงทนและไม่คงทน อย่างไรก็ตาม หมวดสินค้ากึ่งคงทนกลับหดตัวลง 18.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสวนทางกับภาพรวม ปัจจัยหลักคาดว่ามาจากการขาดหายไปของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการ Easy E-Receipt ในช่วงต้นปี ผลสืบเนื่องจากการยุบสภาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่เพิ่งแล้วเสร็จในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ส่งผลให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีความล่าช้า

ประชาชนในภาคอีสานกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ขยายตัวที่ 1.2% ในไตรมาส 1/69F หากเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากผลพวงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิตใน 3 หมวดรายจ่ายหลัก ได้แก่ หมวดพาหนะและการขนส่งที่พุ่งสูงถึง 14.1% โดยสินค้าในหมวดนี้ที่เพิ่มสูงมากที่สุดอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้นและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถเพิ่ม  8.7% และ  6.0% ตามลำดับ, หมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น 7.2% โดยเฉพาะเนื้อสัตว์สดที่แพงขึ้นถึง 25.3%, และหมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น 5.1% แม้ภาวะสินค้าแพงจนกระทบกำลังซื้อของคนอีสานจนลดหวบ แต่ระบบเศรษฐกิจฐานรากยังพอมีเบาะรองรับจากภาคการท่องเที่ยว ที่ขยายตัว 5.1% (YoY) เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยเติมสภาพคล่องและหล่อเลี้ยงให้ร้านค้ารายย่อยต่างๆ ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤต

ในสภาวะที่ทั้งประชาชนต้องรัดเข็มขัด ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการออกมาตรการแบบหว่านแห มาเป็นการแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพื่อพยุงให้ทุกภาคส่วนรอดไปด้วยกันผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก:

กลยุทธ์ต่อยอดท่องเที่ยวด้วย ”มูเตลูอีสาน”: สร้างรายได้เพิ่มด้วยมูเตลูอีสาน ผ่านการออกแคมเปญท่องเที่ยวสายมูแบบครบวงจร เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง (High Spender) ด้วยแพ็กเกจพรีเมียมที่เหนือกว่าการเยี่ยมชมวัดทั่วไป โดยผูกรายได้เข้ากับศิลปินและปราชญ์ท้องถิ่น เช่น การสักยันต์มงคล, ดูดวง, การตั้งชื่อสิริมงคล เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน กระจายรายได้ให้ชุมชนผ่านการกิน การซื้อของฝาก และการเยี่ยมเยือน

กลยุทธ์แก้ไขปัญหาค่าครองชีพแพงด้วย ”ตั๋วโดยสารแบบบุฟเฟต์”: ลดรายจ่ายจากการเดินทางด้วยการออก ตั๋วโดยสารแบบบุฟเฟต์ โดยรัฐจะเข้าไปเป็นตัวกลางเจรจาต่อรองกับแพลตฟอร์มขนส่งมวลชนอย่าง Grab หรือระบบขนส่งในจังหวัด ให้ออกตั๋วเหมาจ่ายเพื่อลดภาระประชาชน โดยมีการกำหนดขอบเขตหรือจำนวนครั้งที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ให้บริการต้องแบกรับต้นทุนที่มากเกินไป

กลยุทธ์แก้ไขปัญหาสินค้ากึ่งคงทนซบเซาจาก ISANLotto-Point: อัดฉีดกำลังซื้อด้วยแคมเปญ ISANLotto-Point โดยรัฐจับมือกับกองสลากและภาคเอกชน มอบแต้มสะสมให้ประชาชนที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 หรือสินค้ากึ่งคงทนในชุมชน เช่น เสื้อผ้า, เฟอร์นิเจอร์, สิ่งทออีสาน โดยแต้มสะสมนี้สามารถนำไปแลกสิทธิ์ซื้อลอตเตอรี่ค่าครองชีพ เพื่อชิงรางวัลช่วยเหลือรายจ่ายประจำวัน เช่น สิทธิ์ใช้ไฟฟ้าฟรี 1 ปี หรือบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 100,000 บาท

ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในภาคอีสานยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคธุรกิจยังคงชะลอการลงทุนจากปัจจัยกดดันหลายประการ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ทิศทางนโยบายส่งเสริมการลงทุน ปัญหาหนี้สินที่กดดันให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ตลอดจนความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจเลือกที่จะรอดูสถานการณ์และเลื่อนแผนการลงทุนออกไป นอกจากนี้ เครื่องชี้วัดด้านการลงทุนอื่นๆ เช่น พื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง และเม็ดเงินลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรม ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากกำลังซื้อที่เปราะบางและความไม่แน่นอนที่กล่าวมาข้างต้น

ภาคธุรกิจในภูมิภาคอีสานกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คาดการณ์ว่าจะทะยานขึ้นไปถึงระดับ 115.4 หรือขยายตัว 6.8% ในช่วงไตรมาส 1/69F หากเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ 

  1. กลุ่มพืชยืนต้น เช่น ยางพารา, ปาล์ม ซึ่งมีปัจจัยลบจากต้นทุนค่าปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น
  2. กลุ่มพืชล้มลุก เช่น ข้าว, มันสำปะหลัง, อ้อย มีปัจจัยลบที่เหมือนกันกับกลุ่มพืชยืนต้น
  3. กลุ่มอาหารสัตว์สำเร็จรูป รวมถึงน้ำมันและไขมันจากพืชและสัตว์ ที่ได้รับผลจากต้นทุนอย่างไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าวัตถุดิบอาทิข้าวโพ้ด ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น

ซึ่งล้วนมีปัจจัยเร่งมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซ้ำร้ายด้วยยอดเงินกู้ภาคธุรกิจในพื้นที่อีสานกลับมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าจะหดตัว -0.9% ในไตรมาส 1/69F หากเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งติดลบมาติดต่อกันถึง 2 ไตรมาสแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าภาวะที่ต้นทุนสูงแต่การเข้าถึงสินเชื่อยากลำบากนี้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระหนักเพียงลำพัง และเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่การชะลอการลงทุนในที่สุด

เพื่อรับมือกับภาวะกำลังซื้อในอีสานที่ผันผวน ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องเร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างเป็นระบบ:

มาตรการระยะสั้น 

ให้ทุนใหญ่อุ้มทุนเล็ก: รัฐออกนโยบายลดหย่อนภาษีพิเศษเฉพาะพื้นที่ เพื่อจูงใจให้องค์กรขนาดใหญ่หันมาจับคู่ธุรกิจกับ SMEs ในอีสาน (เช่น โรงงานใหญ่รับซื้ออาหารสัตว์จากสหกรณ์ชุมชน หรือโรงแรมใหญ่จ้างบริษัทซักรีดท้องถิ่น) นโยบายนี้จะเป็นการเปลี่ยนกลุ่มทุนใหญ่ให้กลายเป็นกลไกอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง แทนที่ทุนใหญ่จะลงทุนสร้างโครงสร้างใหม่เอง

สินเชื่อหักตามรายได้: พัฒนาระบบสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่หักชำระหนี้เป็นรายวันจากยอดขาย โดยอาศัยแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วอย่าง ถุงเงิน, แม่มณี, หรือ K-Shop โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า วิธีนี้จะช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น และลดภาระความตึงเครียดจากการชำระหนี้ก้อนใหญ่ในยามที่ยอดขายไม่แน่นอน

มาตรการระยะยาว

หาตลาดใหม่นอกภูมิภาค: ภาครัฐและหอการค้าต้องร่วมมือกันพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าชุมชน โดยดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานด้าน Live Commerce, การผลิตคอนเทนต์, และระบบแพ็กส่งสินค้าแบบครบวงจร สิ่งนี้จะช่วยผลักดันให้ SMEs อีสานเข้าสู่ตลาดออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ และเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), และหัวเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากกำลังซื้อในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ภายหลังเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่านในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลก การปิดเส้นทางนี้ได้กระทบต่อภาคการค้าและพลังงานโดยตรง เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 46.8% ของการนำเข้าทั้งหมด ย่อมได้รับผลกระทบจากภาวะความไม่สงบในครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่ของต้นทุนพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้าง

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยสามารถประเมินผลกระทบที่สำคัญได้ดังนี้

1. การปรับตัวสูงขึ้นของราคาเชื้อเพลิง:

    • ภาคประชาชน: ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพายานพาหนะส่วนบุคคลมากกว่าระบบขนส่งสาธารณะ
    • ภาคธุรกิจโลจิสติกส์: ต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นโดยตรง ซึ่งอาจบั่นทอนอัตรากำไร หรือในบางกรณีอาจทำให้การเดินรถรอบนั้นประสบภาวะขาดทุน
    • ภาคการเกษตร: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรสูงสุดในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพาน้ำมันดีเซล การปรับขึ้นของราคาน้ำมันจึงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย

2. การปรับขึ้นของค่าไฟฟ้า: ประเทศไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 54.2% และพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าอีก 17.2% เมื่อราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค

3. ต้นทุนปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น: วัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยเคมีมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าทั้งในรูปแบบวัตถุดิบและปุ๋ยสำเร็จรูป ส่งผลให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้น

4. ปัจจัยอื่นๆ: ต้นทุนเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องจากปิโตรเลียมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการส่งออกยังเผชิญภาวะชะงักงันจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไปยังประเทศอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับ 1 ของไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา

สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะเป็นเพียงปัญหาระยะสั้น เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีท่าทีต้องการยุติข้อพิพาทโดยเร็วเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ดังนั้น มาตรการของภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าเป็นหลัก เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการวางรากฐานระยะยาว เช่น การส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยจากแร่โพแทชภายในประเทศ เพื่อลดต้นทุนและสร้างความมั่นคงทางอาหารในอนาคต โดยมีข้อเสนอแนะรายมาตรการดังนี้

1. มาตรการรับมือราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น:

    • ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน: เพื่อลดปริมาณการเดินทางและลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งนี้ ควรดำเนินการควบคู่กับ มาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได เนื่องจากประชาชนจะมีภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เช่น กำหนดเกณฑ์การใช้ไฟฟ้าฟรีสำหรับกลุ่มเปราะบาง อุดหนุนบางส่วนหากใช้ตามเกณฑ์มาตรฐาน และไม่อุดหนุนหากใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็น เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงาน
    • ยกเลิกการจัดเก็บภาษีน้ำมันชั่วคราว: ปัจจุบันโครงสร้างราคาน้ำมันมีสัดส่วนภาษีที่รัฐจัดเก็บเกือบ 10 บาทต่อลิตร การงดเว้นชั่วคราวจะช่วยลดภาระประชาชนได้ทันที ควบคู่ไปกับการใช้กลไก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในการชดเชยราคา แม้กองทุนฯ จะมีสถานะขาดทุนสะสม แต่บทบาทหลักคือการรักษาเสถียรภาพในยามวิกฤต ทั้งนี้ ไม่ใช่การตรึงราคาอย่างถาวร แต่ควรใช้แนวทางปรับขึ้นราคาแบบขั้นบันได เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัวและไม่ตื่นตระหนก

2. มาตรการรับมือปุ๋ยเคมีราคาแพง:

    • โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” แบบมีเงื่อนไข: ภาครัฐอุดหนุนค่าปุ๋ยร้อยละ 50 (สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อไร่ และจำกัดไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน) โดยมีเงื่อนไขให้เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ในสัดส่วน 70:30 เพื่อจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว

3. มาตรการแก้ปัญหาการส่งออกข้าวติดขัด:

    • ปรับแผนการส่งออกและผลักดันการทำสัญญา G2G: กระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ รวมถึงรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มีอัตราการนำเข้าสูง เพื่อระบายผลผลิตในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งผลักดันการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อสร้างความมั่นใจในการระบายสินค้า

 

นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นแล้ว การวางแผนเพื่อความมั่นคงในระยะยาวก็มีความจำเป็นเช่นกัน โดยโอกาสที่เหมาะสมสำหรับภาคอีสานนั้นมีอยู่ 2 เรื่องได้แก่

1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ 1: ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยเคมีในประเทศ

ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผันผวนตามราคาตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ไทยมีศักยภาพในการผลิตปุ๋ยภายในประเทศได้เอง เนื่องจากมีแหล่งสะสมของแร่โพแทชขนาดใหญ่กระจายอยู่ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ อุดรธานี และนครราชสีมา ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม

ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งรัดการสำรวจและประเมินปริมาณสำรองแร่โพแทชในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อจัดทำแผนแม่บทการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในระยะยาว ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ยในประเทศ นอกจากนี้ควรส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปแร่โพแทชและการผลิตปุ๋ยสูตรผสมที่เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบพื้นที่เหมืองและโรงงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดขึ้นควบคู่กับความยั่งยืน หากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยลดต้นทุนปุ๋ยสำหรับเกษตรกร ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ เพิ่มความมั่นคงทางการเกษตร และสร้างงานในภูมิภาคได้

2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ 2: ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงผสมเอทานอล E20 และ E85

ภาคอีสานของไทยมีโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังและอ้อยกระจายอยู่จำนวนมาก โดยผลพลอยได้จากกระบวนการแปรรูป เช่น กากน้ำตาลและแป้งมันสำปะหลัง สามารถนำมาหมักและกลั่นเป็นเอทานอลได้ในต้นทุนที่แข่งขันได้ เอทานอลที่ได้นี้สามารถนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินในสัดส่วนที่แตกต่างกัน คือ E20 ที่ผสมเอทานอล 20% เหมาะสำหรับรถยนต์ทั่วไป และ E85 ที่ผสมเอทานอลสูงถึง 85% สำหรับรถยนต์ประเภท Flex Fuel โดยเฉพาะ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าและมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินทั่วไป

รัฐบาลควรกำหนดสัดส่วนการผสมเอทานอลขั้นต่ำในน้ำมันเบนซินอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคสามารถวางแผนได้ล่วงหน้า ในขณะเดียวกัน ควรสนับสนุนการตั้งโรงงานผลิตเอทานอลในพื้นที่อีสานที่มีวัตถุดิบอยู่ใกล้เคียง เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่งและเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ นอกจากนี้ควรผลักดันให้ผู้ผลิตยานยนต์เพิ่มสัดส่วนรถยนต์ Flex Fuel ในตลาดไทย และใช้มาตรการทางภาษี เช่น การลดภาษีสรรพสามิตสำหรับ E20 และ E85 รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันที่จำหน่ายเชื้อเพลิงผสมเอทานอล ตลอดจนสร้างกลไกประกันราคารับซื้อวัตถุดิบมันสำปะหลังและอ้อยเพื่อการผลิตเอทานอล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ นโยบายเหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร สร้างรายได้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในภาคอีสาน ลดการนำเข้าพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการขนส่งได้อย่างเป็นรูปธรรม


คณะผู้จัดทำ

ที่ปรึกษาโครงการ

  • ผศ.ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์

นักวิเคราะห์

  • นาย ธนสาร อิทธิสัมพันธ์
  • นาย ธนบดี สายสินธุ์

นักออกแบบกราฟฟิค

  • นางสาว อรัชณีกร บุญวิเศษ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top