Infographic

สถิติโรงเรียนสอนขับรถ ปี 2565  เป็นจั้งใด๋ ? 

สถิติโรงเรียนสอนขับรถ ปี 2565  เป็นจั้งใด๋ ?    โรงเรียนสอนขับรถที่กรมการขนส่งทางบกให้การรับรอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 มีจำนวน 314 แห่ง  โดยมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากกรมการขนส่งทางบกได้มีมาตรการแนะนำ ส่งเสริมพร้อมให้คำปรึกษากับเอกชนที่มีความพร้อม เปิดโรงเรียนสอนขับรถที่ได้มาตรฐาน ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการขนส่งทางบก    อ้างอิงจาก : สำนักสวัสดิภาพการขนส่ง   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์ #โรงเรียนสอนขับรถ #ขับรถ #รถยนต์ #รถจักรยานยนต์ #รถมอเตอร์ไซต์ 

มาฮู้จัก 10 เทรนด์ EdTech in 2023 เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ยุคใหม่

มาฮู้จัก 10 เทรนด์ EdTech in 2023 เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ยุคใหม่ . . 1. Personalized Learning การเรียนการสอนให้มีความเฉพาะบุคคล เลือกเรียนได้ตามความสนใจ เมื่อผู้เรียนแต่ละคนมีอัตราการเรียนรู้หรือความสนใจเนื้อหาที่ต่างกันออกไป การสอนด้วยวิธีการเดียวอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเพราะบทเรียนไม่ได้สนองตอบต่อผู้เรียนเป็นรายบุคคล ดังนั้น การเรียนการสอนยุคใหม่จึงถูกปรับให้มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้นยกตัวอย่างแพลตฟอร์มความบันเทิงต่าง ๆ ที่ต้องนำเสนอคอนเทนต์ที่น่าสนใจสำหรับผู้ชมแต่ละคน การนำเสนอบทเรียนเฉพาะบุคคลจะช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ได้ดีกว่า การนำเสนอบทเรียนเดียวแก่ผู้เรียนหลายคน . ผู้พัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้หรือออกแบบการเรียนการสอนจึงอาศัยการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ผู้เรียนสำหรับการออกแบบบทเรียนที่เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกเรียนวิชาได้ตามความสนใจ ติดตามความคืบหน้า และโฟกัสไปที่จุดอ่อนของตัวเองได้อย่างตรงจุดมากขึ้นจึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในช่วงปีนี้ . 2. Subscription-based Model for Learning การเรียนรู้แบบสมาชิกรายเดือนหรือรายปี และเรียนกี่วิชาก็ได้ภายในระยะเวลาที่เป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งต่างจากการเรียนออนไลน์แบบเดิมที่ผู้เรียนต้องเลือกชำระเงินเรียนทีละรายวิชาและต้องเรียนให้จบเพื่อรับใบประกาศนียบัตร จึงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลองเรียนหลาย ๆ วิชา และเข้าถึงเนื้อหาสื่อการเรียนรู้ของคอร์สหรือหลักสูตรได้ทั้งหมด และผู้เรียนมีสิทธิ์ที่จะสามารถเปลี่ยนไปเรียนคอร์สอื่นกลางคันหรือข้ามไปยังบทเรียนอื่นได้ ซึ่งถือว่าผู้เรียนมีความยืดหยุ่นและตัวเลือกในการเรียนมากขึ้นกว่าเดิม . 3. Hybrid Learning / Blended Learning การเรียนแบบผสมผสานรูปแบบใหม่ ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้เทคโนโลยีการศึกษาบูมขึ้นมา ทำให้สถานศึกษาทั่วโลกต่างต้องหันมาสอนทางออนไลน์กันมากขึ้น และเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลาย หลาย ๆ โรงเรียนก็เริ่มใช้การสอนแบบ Hybrid Learning ที่ครูอาจารย์สอนในห้องที่มีนักเรียนอยู่ที่โรงเรียน พร้อมกับถ่ายทอดสดไปยังผู้เรียนออนไลน์ที่อยู่ทางบ้าน ลักษณะการเรียนการสอนรูปแบบนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากเพราะความยืดหยุ่นที่ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเรื่องสถานที่ . 4. Nano Learning / Bite-sized Learning การให้เด็กเรียนรู้ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ต่อครั้ง แบ่งย่อยเนื้อหาเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถรับข้อมูลขนาดกำลังพอดีผ่านสื่อการเรียนรู้ในเวลาที่จำกัดได้ในช่วงเวลาตั้งแต่ 2 – 10 นาที ทำให้ผู้เรียนเข้าใจและเรียนรู้เนื้อหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการถ่ายทอดบทเรียนเป็นชั่วโมงซึ่งอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าจากการใช้สมาธิต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานได้ . เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะช่วง Gen Z ที่คุ้นเคยกับการเสพสื่อคอนเทนต์สั้น ๆ อาจเนื่องด้วยค่าเฉลี่ยระยะเวลาความสนใจของคนที่ลดลง ดังนั้น ในปี 2023 นี้คาดว่าน่าจะมีคนที่หันมาเรียนในรูปแบบ Nano Learning หรือ Bite-sized Learning กันมากขึ้น . 5. Gamification ฝึกทักษะแก้โจทย์ปัญหา พัฒนาทักษะและเรียนรู้ผ่านเกม เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น พัฒนาทักษะและเรียนรู้ผ่านเกมได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด อีกทั้งยังช่วยทบทวนความจำและทำให้เรื่องยาก ๆ เข้าใจได้ง่าย ตอบโจทย์วัตถุประสงค์การเรียนรู้ กระตุ้นผู้เรียนให้บรรลุเป้าพร้อมกับได้รับฟีดแบ็กทันที . การใช้เกมกับการเรียนรู้ไม่ได้ใช้แค่ในเฉพาะกลุ่มนักเรียนในสถานศึกษา แต่ยังรวมไปถึงการใช้ฝึกพนักงานตามบริษัทด้วย เพราะโดยธรรมชาติแล้วคนทุกช่วงวัยต่างชอบเล่นเกมด้วยความรู้สึกท้าทายอยากเอาชนะในแต่ละด่าน เมื่อเกมเข้ามาเป็นตัวกลาง ก็ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกเพลิดเพลิน และรู้สึกมีส่วนร่วมกับบทเรียนมากยิ่งขึ้นไปด้วย . 6. Augmented Reality & Virtual Reality ใช้ AR และ VR จำลองบทเรียนหรือแนวคิดที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น …

มาฮู้จัก 10 เทรนด์ EdTech in 2023 เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ยุคใหม่ อ่านเพิ่มเติม »

พามาเบิ่ง 5 อันดับ ต่างชาติมาเรียนในอีสาน หลายปานใด๋ ?

พามาเบิ่ง 5 อันดับ  ต่างชาติมาเรียนในอีสาน หลายปานใด๋ ?    อ้างอิงจาก : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์ #ต่างชาติ #นักเรียนต่างชาติ #นักเรียนแลกเปลี่ยน #อาเซียน 

ชวนเบิ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาคอีสาน

ภาคอีสาน มีดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 อยู่ที่ระดับ 100.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 98.1 ในเดือนมกราคม ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 101.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากระดับ 99.7 ในเดือนมกราคม โดยปัจจัยบวก เกิดจากอุปสงค์ในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง จาการบริโภคและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการขยายตัวของภาคการก่อสร้าง ในขณะที่ปัจจัยลบ เกิดจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของ SMEs อุตสาหกรรมในภาคอีสานที่ส่งผลด้านบวก มีอะไรบ้าง?? 1.อุตสาหกรรมน้ำตาล (ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย มีคำสั่งซื้อในประเทศเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศและความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่อุป สงค์ในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น) 2.อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน (ผลิตภัณฑ์แกรนิตและหินอ่อน มียอดขายในประเทศ เพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้ในภาคการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และอสังหาริมทรัพย์) 3.อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ (ผลิตภัณฑ์กล่องกระดาษลูกฟูก บรรจุภัณฑ์กระดาษมี ยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นด้านการส่งออกมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากตลาดอาเซียน) อ้างอิงจาก: – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์#ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาคอีสาน #ดัชนีความเชื่อมั่น #ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม#อุตสาหกรรมภาคอีสาน

มาส่องเบิ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกุมภาพันธ์ เป็นจั่งใด๋แหน่

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จำแนกตามรายภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ของภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 100.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 96.6 ภาคเหนือ อยู่ที่ 86.6 เพิ่มขึ้นจากระดับ 82.6 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 100.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 98.1 ในเดือนมกราคม ขณะที่ดัชนีความ เชื่อมั่นฯ ของภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 96.9 ลดลงจากระดับ 97.7 และภาคใต้ 87.2 ลดลงจากระดับ 88.3 ในเดือนมกราคม ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิต ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ใน ประเทศ การบริโภคและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจน และอานิสงส์การเปิดประเทศของจีน ขณะเดียวกันการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการต่าง ๆ ตลอดจนการเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่ต้นทุนประกอบการประเภทราคาวัตถุดิบปรับตัว ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในเดือนนี้ มาจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่หดตัวลง เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอย ขณะที่สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ยังยืดเยื้อ รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯและยุโรป รวมทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังเป็นความเสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคเอกชน ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จำแนกตามขนาดของอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมขนาดย่อม อยู่ที่ระดับ 84.9 เพิ่มขึ้นจากระดับ 80.0 อุตสาหกรรมขนาดย่อมที่มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์, อุตสาหกรรมเซรามิก, อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน, อุตสาหกรรมแก้วและกระจก, และอุตสาหกรรมหล่อโลหะ เป็นต้น อุตสาหกรรมขนาดกลาง อยู่ที่ 102.9 เพิ่มขึ้นจากระดับ 99.8 ในเดือนมกราคม อุตสาหกรรมขนาดกลางที่มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม, อุตสาหกรรมน้ำตาล, อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง, อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ, และอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อยู่ที่ระดับ 96.2 ลดลงจากระดับ 100.8 ในเดือนมกราคม อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความเชื่อมั่นลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม, อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น, อุตสาหกรรมพลาสติก, และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จำแนกตามตลาด พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ตลาดในประเทศอยู่ที่ระดับ 100.5 เพิ่มขึ้นจากระดับ 90.5 ในเดือนมกราคม ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ตลาดต่างประเทศ อยู่ที่ระดับ 82.9 ลดลงจากระดับ 83.8 ในเดือนมกราคม อ้างอิงจาก: – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์#ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม #ดัชนีความเชื่อมั่น #ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม#อุตสาหกรรม

พามาเบิ่ง สถิติสงกรานต์ในยุค COVID-19 ปี 2564

พามาเบิ่ง สถิติสงกรานต์ในยุค COVID-19 ปี 2564   สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี “สงกรานต์ในยุคโควิด-19” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,324 คน สำรวจวันที่ 3 – 9 เมษายน 2564  จากผลสำรวจพบว่า ถึงแม้จะมีโควิด-19 แต่วันสงกรานต์ยังเป็นเทศกาลที่ประชาชนให้ความสำคัญและใช้เวลากับครอบครัว สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นวัฒนธรรมประเพณีไทยที่ยึดถือปฏิบัติกันมายาวนาน โดยในปีนี้ถึงแม้มีวันหยุดหลายวัน แต่ประชาชนก็คาดการณ์ว่าจะใช้จ่ายไม่มากนัก เพราะยังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ และยังมีความไม่แน่นอนจากสภาวการณ์โควิด-19 ดังนั้น ภาครัฐจึงควรเร่งบริหารงานด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว    ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ในปี 2564 นี้ คนไทยก็ยังต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ เพราะตัวเลขของผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น โดยภาพรวมของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ประชาชนยังคงเดินทางกลับภูมิลำเนา เนื่องจากปีที่แล้วถูกงด และรัฐบาลไม่ได้ประกาศ Lock Down ซึ่งอาจช่วยให้เศรษฐกิจในช่วงเทศกาลนี้หมุนเวียนขึ้นมาบ้าง  ในส่วนของการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ยังคงมีการทำบุญที่วัด สรงน้ำพระ แต่ละวัดต้องมีมาตรการโควิด-19 อย่างเข้มงวด เว้นระยะห่าง ล้างมือ และอีกหลายๆ มาตรการ การสืบทอดและฉายภาพของวัฒนธรรมไทยมีการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ทำบุญที่วัดใกล้บ้าน การจัดนิทรรศการประเพณีสงกรานต์ และหน่วยงานภาคเอกชน เช่น ห้างสรรพสินค้าได้มีการจัดกิจกรรมที่จะฉายภาพประเพณีของแต่ละท้องถิ่นให้คนเข้าชม และที่สำคัญประชาชนนิยมใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น ในการรดน้ำอวยพรทั้งทางไลน์ เฟซบุ๊ก วันหยุดยาวนี้จึงเชื่อได้ว่าจะนำพาความสุขและกลิ่นอายของความสดชื่นจากเทศกาลสงกรานต์อย่างแน่นอน   อ้างอิงจาก : สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์ #สงกรานต์ในยุคโควิด-19 #สวนดุสิตโพล #SongkranFestival2023 #Songkran2023 #สงกรานต์2566 #เล่นน้ำสงกรานต์2566   

ชวนเบิ่ง 5 ทำเล ที่มีจำนวนหน่วยเหลือขายมากที่สุดในอีสาน

5 อันดับทำเลที่มีจำนวนหน่วยเหลือขายมากที่สุดใน 5 จังหวัดภาคอีสาน มีอิหยังแหน่? อันดับ 1 ทำเลจอหอ จำนวน 1,337 หน่วย และมีมูลค่า 4,239 ล้านบาท อันดับ 2 ทำเลในเมืองนครราชสีมา จำนวน 1,219 หน่วย และมีมูลค่า 5,252 ล้านบาท อันดับ 3 ทำเลบึงแก่นนคร จำนวน 843 หน่วย และมีมูลค่า 2,224 ล้านบาท อันดับ 4 ทำเล ม.ขอนแก่น จำนวน 815 หน่วย และมีมูลค่า 1,620 ล้านบาท อันดับ 5 ทำเลบ้านใหม่ – โคกกรวด จำนวน 808 หน่วย และมีมูลค่า 2,233 ล้านบาท โดยระดับราคาที่มีหน่วยเหลือขายมากที่สุดคือ 3.01-5.00 ล้านบาท มีจำนวนถึง 3,332 หน่วย มูลค่า 13,310 ล้านบาท อุปสงค์โดยรวม พบว่าในช่วงครึ่งหลังปี 2565 มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ 2,312 หน่วย มูลค่า 8,325 ล้านบาท ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,843 หน่วย มูลค่า 6,936 ล้านบาท และอาคารชุดเพียง 469 หน่วย มูลค่า 1,389 ล้านบาท สำหรับทำเลที่มีหน่วยขายได้สูงสุด 5 อันดับ มีอิหยังแหน่?? อันดับ 1 บึงแก่นนคร จำนวน 281 หน่วย และมีมูลค่า 751.3 ล้านบาท อันดับ 2 จอหอ จำนวน 216 หน่วย และมีมูลค่า 688.6 ล้านบาท อันดับ 3 ในเมืองนครราชสีมา จำนวน 188 หน่วย และมีมูลค่า 636.0 ล้านบาท อันดับ 4 บ้านใหม่ – โคกกรวด จำนวน 152 หน่วย และมีมูลค่า 444.3 ล้านบาท อันดับ 5 บ้านเป็ด จำนวน …

ชวนเบิ่ง 5 ทำเล ที่มีจำนวนหน่วยเหลือขายมากที่สุดในอีสาน อ่านเพิ่มเติม »

พาส่องเบิ่ง ธุรกิจ “หมอลำ” เวทีความบันเทิงที่ฟื้นตัวกลับมาแล้วอย่างเต็มรูปในภาคอีสาน เป็นจั่งใด๋แหน่??

กำลังครึกครื้นทั่วไทยสำหรับกิจกรรมการแสดงหมอลำ หนึ่งในเวทีความบันเทิงที่ฟื้นตัวกลับมาแล้วอย่างเต็มรูปแบบหลังเกิดโควิด-19 โดยเฉพาะเวทีหมอลำใหญ่ “ลำเรื่องต่อกลอน” ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากทุกเพศทุกวัย รวมยอดคนดูนับหมื่นคนต่อคืน สร้างรายได้และเงินสะพัดหลายล้านบาทต่อเดือน รูปแบบการแสดงหมอลำ มีอะไรบ้าง?? 1.ลำกลอนแบบดั้งเดิมที่ใช้คนเพียง 4 คน มีหมอแคน 2 คน หมอลำ 2 คน หรือเรียกว่าลำกลอนแคนเต้าเดียวไม่มีดนตรีอื่น 2.หมอลำซิ่งหรือหมอลำกลอน ปัจจุบันจะก้ำกึ่งเรียกว่าลำกลอนประยุกต์ มีตั้งแต่ 10-20 คน แต่ไม่ถึง 100 คน 3.หมอลำวงใหญ่หรือลำเรื่องต่อกลอน มีสมาชิกวง 200-400 คน หมอลำเงินดีกว่าค่าแรงขั้นต่ำ จริงไหม?? เฉพาะในจังหวัดขอนแก่น 26 อำเภอ ที่เป็นเมืองหมอแคนแดนหมอลำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีวงหมอลำกระจายอยู่เกือบทุกอำเภอ ช่วงการแสดงคือออกพรรษา-ช่วงเข้าพรรษา ระยะเวลารวมประมาณ 9 เดือน หลังจากนั้นถึงจะหยุดพักงาน โดย “หมอลำกลอนแบบดั้งเดิม” ราคาจ้างอยู่ที่ 20,000-30,000 บาท/งาน/วัน “หมอลำซิ่งหรือหมอลำกลอนประยุกต์” ราคาอยู่ที่ 40,000-60,000 บาท/งาน/วัน ถัดมาเป็น “หมอลำเรื่องต่อกลอน” ซึ่งเป็นหมอลำวงใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุด ในจังหวัดมีเกือบ 20 วง ทั้งวงเล็กวงใหญ่ ราคาเริ่มต้นที่ 200,000 บาทขึ้นไป คณะใหญ่ที่มีชื่อเสียงหากไม่มีคนจ้างงานก็สามารถแสดงแบบเก็บบัตรหน้างานได้ เพราะมักจะมีแฟนคลับ มีพ่อยก แม่ยก เป็นจำนวนมาก สำหรับหมอลำที่โด่งดังที่สุดในภาคอีสานขณะนี้ จะเป็นหมอลำเรื่องต่อกลอน 3 อันดับแรก คือ ระเบียบวาทะศิลป์ ปฐมบันเทิงศิลป์ และรัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์ ราคาจ้างงานขั้นต่ำจะอยู่ที่ 250,000 บาท/งาน/วัน บุคลากร 300-400 คน/วง คณะที่เหลือก็รองลงมา ทั้งคนและราคาจ้างก็ลดหลั่นลงตามลำดับ เรียกได้ว่าในธุรกิจหมอลำสร้างเงินสะพัดได้หลายร้อยบาทต่อเดือนต่อปี แต่ประเมินค่อนข้างยากเพราะแต่ละวงมีขนาดไม่เท่ากัน อัตราการจ้างงานก็ต่างกัน ความถี่การรับงานหรือการแสดงก็เฉลี่ยไม่ได้ อาชีพหมอลำหากมีชื่อเสียงจะหาเงินได้มากกว่าเงินเดือนค่าแรงขั้นต่ำ อาจได้มากถึง 20,000-30,000 บาท/เดือน ระดับแดนเซอร์เฉลี่ยขั้นต่ำ 500 บาท/คืน ยิ่งช่วงเทศกาลจะได้มากเป็นพิเศษ โดยคณะหมอลำใหญ่ที่มีชื่อเสียง เมื่อหักค่าใช้จ่ายหลังการแสดงและแบ่งค่าแรงในวงแล้ว จะได้กำไรไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/วัน แต่อาชีพนี้มีความเสี่ยงคือความไม่แน่นอน เพราะไม่ใช่งานประจำที่มีเงินเดือนตลอด เป็นอาชีพที่กอบโกยได้เฉพาะในช่วงนี้เท่านั้น อ้างอิงจาก: ประชาชาติธุรกิจ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์#ธุรกิจหมอลำ #หมอลำ

พามาฮู้จัก อาณาจักร “โบนันซ่า เขาใหญ่” มีอิหยังแน่??

ครอบครัวเตชะณรงค์ โดยคุณพ่อไพวงษ์ เตชะณรงค์ ซึ่งเป็นคุณพ่อของคุณสงกรานต์ เตชะณรงค์ ได้เริ่มบุกเบิกธุรกิจ โบนันซ่า เขาใหญ่ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยอาณาจักรแห่งนี้มีเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ ทำธุรกิจครอบคลุมทั้งโรงแรม รีสอร์ต สนามกอล์ฟ และสถานที่ท่องเที่ยวแนว Adventure โดยมีแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์แนวคาวบอยเรื่อง Bonanza นั่นเอง โดยปัจจุบันธุรกิจในเครือโบนันซ่า เขาใหญ่ มีด้วยกัน ดังนี้ 1.บริษัท โบนันซ่า รีสอร์ท โฮเต็ล จำกัด ประกอบธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต โดยใรปี 2563 มีมูลค่าบริษัท 14 ล้านบาท และมีรายได้ 26 ล้านบาท 2.บริษัท โบนันซ่า กอล์ฟ แอนด์ คันทรี่ คลับ จำกัด ประกอบธุรกิจสนามกอล์ฟ โดยปี 2563 มีมูลค่าบริษัท -22 ล้านบาท และมีรายได้ 11 ล้านบาท 3.บริษัท ชูเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ประกอบธุรกิจพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยในปี 2563 มีมูลค่าบริษัท 87 ล้านบาท และมีรายได้ 103 ล้านบาท 4.บริษัท ซับม่วง จำกัด ประกอบธุรกิจพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยว โดยในปี 2563 มีมูลค่าบริษัท 46 ล้านบาท และมีรายได้ 6 ล้านบาท 5.บริษัท โบนันซ่า เอ็กโซติก ซู จำกัด ประกอบธุรกิจสวนสัตว์หายาก โดยในปี 2561 มีมูลค่าบริษัท 816,325 บาท และมีรายได้ 21 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า ในปี 2563 รายได้รวมทั้ง 4 บริษัท อยู่ที่ 146 ล้านบาท แม้บริษัทส่วนใหญ่ในเครือโบนันซ่า จะมีผลประกอบการขาดทุน แต่ถ้ามองในแง่สินทรัพย์นับว่าไม่ใช่น้อย ๆ เลย เพราะในปี 2563 สินทรัพย์รวมกันแล้ว คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,182 ล้านบาท . . . อ้างอิงจาก: – www.sanook.com – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์#โบนันซ่าเขาใหญ่ #โบนันซ่า #เขาใหญ่ #เตชะณรงค์

เงินเฟ้อทั่วไป เดือนมีนาคม 2566 ภาคอีสาน เป็นจั้งใด๋ ? 

เงินเฟ้อทั่วไป เดือนมีนาคม 2566 ภาคอีสาน เป็นจั้งใด๋ ?    ดัชนีราคาผู้บริโภค  เป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ  โดยเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายไป   สำหรับกลุ่มสินค้าและบริการที่กำหนด ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยเดือนมีนาคม 2566 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 2.75% (YoY) เมื่อพิจารณาเป็นรายสินค้าในภาพรวมทั้งประเทศ พบว่า สินค้าสำคัญที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นในทุกภาค ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม อาหารกลางวัน (ข้าวราดแกง) กับข้าวสำเร็จรูป ไก่สด และมะนาว สำหรับสินค้าสำคัญที่ราคาลดลงในทุกภาคได้แก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น   แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไตรมาสที่ 2 ปี 2566 มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากราคาสินค้าสำคัญหลายรายการมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเงินเฟ้อ ประกอบกับฐานราคาปี 2565 อยู่ระดับสูง และมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของ ภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การส่งออกของไทยที่ชะลอตัว และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจจะส่งผลให้กำลังซื้อของภาคธุรกิจและประชาชนลดลง ซึ่งมีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัว  อย่างไรก็ตาม ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้มที่ยังอยู่ระดับสูง รวมทั้งการขาดแคลนแรงงานยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนอยู่ระดับสูง นอกจากนี้ เศรษฐกิจของไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทศกาลสงกรานต์ วันหยุดยาว และ การหาเสียงของพรรคการเมือง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น และจะส่งผลต่ออุปสงค์โดยรวม ราคาสินค้าและบริการ ตามลำดับซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2566 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันจากระหว่างร้อยละ 2.0 –3.0 (ค่ากลาง 2.5) เป็นระหว่างร้อยละ 1.7 – 2.7 (ค่ากลาง 2.2) และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง   อ้างอิงจาก : สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์   #ISANInsightAndOutlook #อีสาน #อีสานอินไซต์ #เงินเฟ้อ #เงินเฟ้ออีสาน #ดัชนีราคาผู้บริโภค