นายธนพงศ์ วงศ์ชินศรี หรือ “ต่อเพนกวิน” ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท เพนกวินเอ็กซ์ จำกัด ระบุว่า อัตราการปิดตัวของธุรกิจร้านอาหารในปี 2567 สูงถึง 60% ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 15-20% ของยอดขาย นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนวัตถุดิบ 35% ค่าแรง 15-20% และค่า GP เดลิเวอรี 30% ซึ่งทำให้เจ้าของร้านแทบจะขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ทีมต่อเพนกวินได้เปิดเผยเทรนด์ธุรกิจอาหารที่น่าสนใจ โดยพบว่า “Economy of Scale” เป็นเรื่องของแบรนด์ใหญ่ที่แบรนด์เล็กสู้ไม่ได้ แต่ “Economy of Style” จะเป็นสิ่งที่ทำให้ SME ไปต่อได้ในอนาคต โดยร้านอาหารยุคใหม่ต้อง “Small but Style” คือร้านไม่ใหญ่แต่สไตล์ชัดเจน นอกจากนี้ “Specialty” ไม่ได้จำกัดอยู่ที่วงการกาแฟ แต่กระจายเข้าสู่วงการ Street Food โดย Street Food บ้านๆ แต่รสชาติและกระบวนการทำต้องไม่บ้าน และต้องเปิดใจเรียนรู้ความ Specialty มากขึ้น
ในยุคที่ Labor Cost สูงมาก การลดค่าใช้จ่ายโดยไม่กระทบ Quality Service กับ Product เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่ง “Lean Management” และการใช้เทคโนโลยีจะช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนได้ นอกจากนี้ การเพิ่มมูลค่าจากสินค้าเดิมๆ เช่น การเสิร์ฟในรูปแบบใหม่ๆ หรือการเพิ่มท็อปปิ้งพิเศษ จะช่วย “ทุบเพดาน” และเพิ่มโอกาสในการเติบโต
การตลาดแบบเดิมๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป การสร้างสื่อของตัวเอง เช่น Jones Salad และ After Yum จะช่วยเปลี่ยนจากการขายใกล้เป็นการขายไกล โดยลูกค้าเลือกสั่งร้านที่อยู่ในรัศมี 3-4 กม. เท่านั้น ดังนั้น การต่อยอดเป็น Retail Product ส่งทั่วประเทศ จะช่วยเพิ่มช่องทางการขายโดยที่ Fixed Cost เท่าเดิม
.
แบรนด์ใหญ่ในกรุงเทพฯ ไปตีต่างจังหวัดมากขึ้น แต่สิ่งเดียวที่สู้ไม่ได้คือ Localize “From Local Heritage to a Unique Brand Identity” ร้านประจำจังหวัดไม่ใช่ร้านที่อยู่มานาน แต่เป็นร้านที่เอาอัตลักษณ์ของจังหวัดนั้นมาบวกกับตัวตนของตัวเอง
TikTok เปิดให้ขาย Affiliate Voucher โรงแรมแล้ว ทำไมธุรกิจอาหารจะทำไม่ได้ การสร้างฐานแฟนไว้ตั้งแต่วันนี้ จะทำให้เมื่อ Affiliate Marketing มาเต็มรูปแบบ จะไปได้เร็วและไกลกว่าคนอื่น
“ทำธุรกิจ อย่าคิดรอดไปคนเดียว” การเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน จะทำให้มีเพื่อนระหว่างทาง และมีโอกาสในการแชร์ Resources ต่างๆ ร่วมกันได้ การทำ Collaboration กับสินค้าจากคนละธุรกิจ จะช่วยให้มีจุดเด่นหรือจุดแตกต่างจากคู่แข่งได้
สมรภูมิเดลิเวอรี 2024: โอกาสทองหรือหลุมดำของร้านอาหารไทย?
ปี 2024 นับเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับธุรกิจร้านอาหารไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิเดลิเวอรีที่ร้อนระอุ แม้ภาพรวมจะเติบโตถึง 20% แต่เมื่อเทียบกับช่วงโควิด-19 ที่เติบโตถึง 4 เท่า ก็อาจกล่าวได้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว การแข่งขันที่ดุเดือดสะท้อนผ่านสถิติที่น่าตกใจ ร้านอาหารเปิดใหม่ 50% ต้องปิดตัวลงตั้งแต่ปีแรก และ 65% ปิดตัวลงภายใน 3 ปี สะท้อนให้เห็นว่าการอยู่รอดในธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
เทรนด์เดลิเวอรี: โอกาสที่ซ่อนอยู่ในความท้าทาย
แม้การแข่งขันจะสูง แต่ตลาดเดลิเวอรีก็ยังคงเป็นขุมทรัพย์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดหมู่ที่มาแรงอย่าง “กาแฟ” ที่เติบโตถึง 30% และ “ไก่ทอด” ที่เติบโต 27% นอกจากนี้ “กาแฟ” ยังเป็นหมวดหมู่ที่เติบโตถึง 12 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป นิยมสั่งเครื่องดื่มและอาหารผ่านเดลิเวอรีมากขึ้น
เมนูขายดีในปี 2024 ยังคงเป็นอาหารยอดนิยมอย่าง “ส้มตำ” “กะเพรา” และ “ก๋วยเตี๋ยว” แต่ที่น่าสนใจคือการเติบโตของเมนู “ยำ” (17.5%) และ “ข้าวราดแกง/ตามสั่ง” (16%) บ่งชี้ว่าผู้บริโภคเริ่มมองหาความหลากหลายและอาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น
พฤติกรรมผู้บริโภค: กุญแจสู่ความสำเร็จ
ข้อมูลจาก LINE MAN เผยว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง (59%) และมีช่วงอายุ 25-34 ปี (40%) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมใช้บริการเดลิเวอรี นอกจากนี้ 53% ของลูกค้ามีรายได้มากกว่า 15,000 บาท และมีอัตราการสั่งซื้อเฉลี่ย 5 ครั้งต่อเดือน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดเดลิเวอรีที่ยังคงมีอยู่อีกมาก
เมนูที่ถูกค้นหามากที่สุดในปี 2024 คือ “เค้ก” “หม่าล่า” และ “ไก่ทอด” แต่ที่น่าสนใจคือการเติบโตของเมนู “ตำเส้นเล็ก” (580%) “ชาไทย” (79%) และ “กรีกโยเกิร์ต” (98%) บ่งชี้ถึงเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพและความแปลกใหม่ที่กำลังมาแรง
5 ปัญหาหลัก: อุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม
- ต้นทุนจมกำไรหาย: 77% ของร้านอาหารเผชิญปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเช่า ค่าแรง และค่า GP เดลิเวอรี ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ
- ละเลยการจัดการวัตถุดิบ: การจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มกำไรได้ถึง 2-6% แต่ร้านอาหารส่วนใหญ่ยังมองข้ามความสำคัญของเรื่องนี้
- พลาดโอกาสจากนักท่องเที่ยว: 58% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกใช้จ่ายกับร้านที่รับบัตรเครดิต แต่ร้านอาหารจำนวนมากยังไม่รองรับการชำระเงินรูปแบบนี้.
- ปัญหาทุจริต: การทุจริตในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินหาย สลิปปลอม หรือบัญชีไม่ถูกต้อง เป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับร้านอาหาร
- ไม่ใช้เทคโนโลยี: เทคโนโลยี เช่น POS, LINE Pay QR และ EDC สามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มยอดขาย แต่ร้านอาหารจำนวนมากยังไม่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ
ทางรอด: ปรับตัวและสร้างความแตกต่าง
เพื่อความอยู่รอดในสมรภูมิเดลิเวอรีที่ดุเดือด ร้านอาหารต้องปรับตัวและสร้างความแตกต่าง โดยเน้นไปที่
– การจัดการต้นทุน: ควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ ค่าใช้จ่าย และค่า GP เดลิเวอรี อย่างมีประสิทธิภาพ
– การจัดการวัตถุดิบ: นำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการวัตถุดิบ ลดการสูญเสีย และเพิ่มกำไร
– การตลาด: สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ทำการตลาดออนไลน์ และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
– เทคโนโลยี: นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการร้าน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
– ความแตกต่าง: สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากคู่แข่ง
ตลาดเดลิเวอรีปี 2024 เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ร้านอาหารที่สามารถปรับตัวและสร้างความแตกต่างได้เท่านั้นที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว การนำเทคโนโลยีมาใช้ การจัดการต้นทุนและวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
อ้างอิงจาก:
– POSTTODAY
– TORPENGUIN
ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่
https://linktr.ee/isan.insight
#ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #LINEMAN #Delivery #ธุรกิจเดลิเวอรี #TORPENGUIN #ต่อเพนกวิน #เทรนด์เดลิเวอรี