จากเมืองชายขอบ…สู่นครระดับโลก มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เตรียมปลุกเศรษฐกิจอีสาน คาดเงินสะพัดกว่า 32,000 ล้านบาท

มหกรรมพืชสวนโลกที่จังหวัดอุดรธานี เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังถูกใช้เพื่อรีเซ็ตภาพลักษณ์ของภาคอีสานทั้งภูมิภาค จากพื้นที่ชายขอบทางเศรษฐกิจของประเทศ ไปสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวระดับนานาชาติ และฮับเกษตรนวัตกรรมแห่งลุ่มน้ำโขง

ในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาคอีสานมักถูกมองผ่านภาพจำของภูมิภาคแรงงาน คนอีสานจำนวนมหาศาลต้องเดินทางออกไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชนส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ แม้อีสานจะมีประชากรมากที่สุดของประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนรายได้ต่อหัวต่ำกว่าหลายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้กำลังแสดงให้เห็นว่าภาคอีสานกำลังเปลี่ยนไป เพราะการจัดงานระดับโลกไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อสร้างความคึกคักชั่วคราวเท่านั้น แต่เป็นการใช้ Mega Event เป็นเครื่องมือพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจเมืองและสร้างมูลค่าระยะยาวให้ทั้งภูมิภาค

ภาคอีสานเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมไทยกับ สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ผ่านโครงข่ายรถไฟ ถนน และระเบียงเศรษฐกิจใหม่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อุดรธานีไม่ได้ถูกเลือกเป็นเจ้าภาพเพราะมีพื้นที่จัดงานสวยงามเท่านั้น แต่เพราะเมืองนี้มีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก ทั้งสนามบินนานาชาติ ศูนย์กลางโลจิสติกส์ การค้าชายแดน และความสามารถในการเชื่อมโยงผู้คนจากหลายประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

โดยมหกรรมพืชสวนโลก 2569 นี้จะมีผู้เข้าชมมากกว่า 3.6 ล้านคน ภายใน 134 วัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 32,000 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินจะกระจายไปหลายชั้น ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ โรงแรม สายการบิน ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร บริษัทอีเวนต์ ไปจนถึงผู้ค้ารายย่อย รถรับจ้าง ตลาดชุมชน ร้านของฝาก เกษตรกร และแรงงานในพื้นที่ โดยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว 1 คน ไม่ได้จบที่ค่าบัตรเข้างานเท่านั้น แต่จะเกิดผลบวกทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง อย่างเช่น นักท่องเที่ยวเข้าพักโรงแรม โรงแรมต้องจ้างแรงงานเพิ่ม ซื้อวัตถุดิบอาหารจากเกษตรกร ใช้บริการขนส่ง และหมุนเงินต่อไปในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกหลายทอด นั่นหมายความว่าเม็ดเงิน 32,000 ล้านบาท อาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจจริงสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก

งานนี้กำลังทำให้อุดรธานีถูกรีแบรนด์ใหม่บนเวทีโลก เดิมเมืองในอีสานอาจยังไม่อยู่ในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม แต่การมีมหกรรมระดับโลกจะทำให้อุดรธานีถูกบันทึกลงในเครือข่ายการเดินทางระหว่างประเทศทันที โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางจากจีนและอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงมากในอุตสาหกรรม MICE เพราะนักเดินทางกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้จ่ายแบบนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่า ทั้งด้านโรงแรม ร้านอาหาร การประชุม และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ นี่คือเหตุผลว่าทำไม MICE จึงถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปหลายเท่านั่นเอง

อีกทั้ง งานนี้ยังเป็นการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ให้ภาคอีสาน เพราะภายในงานจะมีทั้งเวทีประชุมวิชาการ งานนวัตกรรมเกษตร กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และการร่วมทุนระหว่างประเทศ โดยมีผู้ประกอบการต่างชาติมากกว่า 200 บริษัทเข้าร่วม สิ่งนี้สำคัญมากต่ออนาคตของเศรษฐกิจอีสาน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรของอีสานติดอยู่กับการขายวัตถุดิบราคาถูก อย่างเช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย หรือยางพารา แต่โลกยุคใหม่กำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอาหาร เกษตรแม่นยำสูง อาหารสุขภาพ และอุตสาหกรรมชีวภาพ หากอีสานสามารถเชื่อมโยงเกษตรกรรมเข้ากับนวัตกรรมและงานวิจัยได้สำเร็จ มูลค่าทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะจะเปลี่ยนจากการขายผลผลิตดิบ ไปสู่การสร้างแบรนด์ สร้างผลิตภัณฑ์ และสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปมูลค่าสูงนั่งเอง

มหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจสีเขียวแห่งอีสาน เพราะงานนี้เชื่อมโยงทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โลกปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุค Green Economy ประเทศต่างๆ เริ่มแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีสะอาด พลังงานสีเขียว และระบบอาหารที่ยั่งยืน ขณะที่อีสานมีจุดแข็งมหาศาลทั้งพื้นที่เกษตร ทรัพยากรชีวภาพ และต้นทุนด้านอาหาร หากต่อยอดได้สำเร็จ อีสานอาจกลายเป็นฐานเศรษฐกิจสีเขียวแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกประเด็นที่น่าสนใจเช่นกันคือ โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังถูกเร่งพัฒนาเพื่องานนี้ เพราะมหกรรมระดับโลกไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากเมืองไม่มีศักยภาพรองรับ ทั้งสนามบิน ถนน ระบบขนส่ง โรงแรม และเทคโนโลยีบริหารเมือง การเพิ่มเที่ยวบิน 20-30% การสร้างสถานีรถไฟชั่วคราวเพื่อเชื่อมการเดินทางจากเวียงจันทน์ การเตรียม Shuttle System มากกว่า 25 เส้นทาง รวมถึงระบบบริหารจราจรแบบเรียลไทม์ อุดรธานีกำลังถูกยกระดับสู่ Smart Mobility City ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้จะไม่ได้จบลงหลังงานเลิก แต่จะกลายเป็นทรัพย์สินทางเศรษฐกิจระยะยาวของเมืองอีกด้วย

ด้านภาคบริการก็จะได้รับผลบวกอย่างมหาศาล อย่างโรงแรมและโฮมสเตย์กว่า 8,000-10,000 ห้องกำลังถูกยกระดับมาตรฐาน ขณะเดียวกันมีการอบรมบุคลากรมากกว่า 1,000 คน เตรียมผู้ประสานงานและมัคคุเทศก์ระดับจูเนียร์ รองรับหลายภาษาทั้งอังกฤษ จีน และลาว โดยคาดว่ารายได้กลุ่มที่พักโรงแรมจะเติบโต 25-40% ในช่วงการจัดงานฯ

นอกจากนี้ งานยังถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวทั้งภูมิภาค ผ่านแพ็กเกจ “เที่ยวงาน + เที่ยวเมืองรอง” และเส้นทางเชื่อม ทะเลบัวแดง บ้านเชียง คำชะโนด รวมถึง หนองคาย และนครหลวงเวียงจันทน์ สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการท่องเที่ยวอีสาน จากเดิมที่นักท่องเที่ยวมักแวะระยะสั้น ให้กลายเป็นการพักค้างคืนหลายวัน ซึ่งมีผลต่อรายได้มหาศาล ยิ่งนักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่นานเท่าไร เม็ดเงินก็จะยิ่งกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากหลายเมกะอีเวนต์ในอดีต คือแนวคิด Legacy Plan หรือแผนใช้ประโยชน์หลังจบงาน เพราะหลายประเทศทั่วโลกเคยเผชิญปัญหาโครงสร้างพื้นฐานร้างหลังจัดงานระดับโลก แต่กรณีของอุดรธานีกำลังวางแผนให้พื้นที่นี้กลายเป็นสวนสาธารณะระดับโลก ศูนย์เรียนรู้เกษตร และพื้นที่กิจกรรมทางน้ำในอนาคต หากทำได้สำเร็จ นี่จะเป็นการเปลี่ยนงบประมาณกว่า 2,500 ล้านบาท ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจระยะยาวของเมือง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และมูลค่าที่ดินโดยรอบ

สำหรับการที่งานก่อสร้างคืบหน้ากว่า 71% และงานภูมิทัศน์โดย สวนนงนุช คืบหน้าเกิน 90% โดยการจัดเตรียมพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เนื่องจากสามารถเนรมิตพื้นที่โล่งให้กลายเป็นพื้นที่สวนได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี 1 เดือน พร้อมอวดต่อสายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ


อ้างอิงจาก:

– กรุงเทพธุรกิจ

 

ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่

https://linktr.ee/isan.insight

 

#ISANInsightAndOutlook #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #มหกรรมพืชสวนโลก #มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี #มหกรรมพืชสวนโลก2569

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top