การอนุมัติงบประมาณกว่า 2,502 ล้านบาทของคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งมีแผนดำเนินการระยะยาว 10 ปี (พ.ศ. 2570 – 2579) โครงการนี้ไม่ได้สร้างแค่ตึกหรือผลิตแค่ใบปริญญาเท่านั้น แต่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน
โครงการนี้จะเป็นการดึงลูกหลานชาวอีสานเข้าสู่กระบวนการผลิตและบ่มเพาะ เพื่อให้กลับมารับใช้บ้านเกิดของตนเอง การตั้งเป้าผลิตแพทย์ให้ได้ไม่น้อยกว่า 71 คนต่อปี และมีนักศึกษาหมุนเวียนในระบบกว่า 200 คนภายในปี 2579 ถือเป็นการแก้ปัญหาสมองไหลที่ตรงจุด
โดยสาระสำคัญของโครงการนี้ คือ การพัฒนาโรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลเลย และโรงพยาบาลยโสธร ขึ้นเป็น “ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก” ถือเป็นการก้าวกระโดดของการพัฒนาเชิงสถาบัน เพราะการที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดจะยกระดับเป็นโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ตามเกณฑ์มาตรฐานแพทยสภาได้นั้น หมายความว่าโรงพยาบาลเหล่านี้จะต้องได้รับการสนันสนุนทรัพยากรขนานใหญ่ ทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ห้องปฏิบัติการขั้นสูง และที่สำคัญที่สุดคือการดึงดูดอาจารย์แพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้เข้ามาประจำการมากขึ้นนั่นเอง
ซึ่งก็ส่งผลให้ประชาชนในภูมิภาคจะได้รับอานิสงส์จากการรักษาที่มีมาตรฐานสูง โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายแอบแฝง ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก และการสูญเสียรายได้จากการหยุดงานเพื่อเดินทางข้ามจังหวัดไปหาหมอเฉพาะทางอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการลดความแออัดของโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ในหัวเมืองหลัก ทำให้ระบบสาธารณสุขของภาคอีสานมีตาข่ายรองรับผู้ป่วยที่กระจายตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
งบประมาณ 2,502 ล้านบาท เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงมาก การเกิดขึ้นของคณะแพทยศาสตร์และศูนย์การแพทย์ชั้นคลินิก จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น เกิดการสร้างงานจำนวนมาก ทั้งบุคลากรสายวิชาการ สายสนับสนุน นักวิจัย ไปจนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากโดยรอบมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล อย่างเช่น ธุรกิจหอพัก ร้านอาหาร และบริการขนส่ง เป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้น หากประชากรมีการเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้กำลังแรงงานในภาคอีสานตอนบนมีศักยภาพในการประกอบอาชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างเต็มกำลัง
อีกทั้ง นครพนมยังเป็นจังหวัดชายแดนที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านและเป็นส่วนหนึ่งของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การมีสถาบันผลิตแพทย์และศูนย์การแพทย์ในพื้นที่นี้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพระดับขอบชายแดนได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการรับมือกับโรคระบาดข้ามพรมแดน การจัดการกับโรคเขตร้อน ไปจนถึงศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการแพทย์สำหรับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและยกระดับบทบาทของไทยในเวทีสาธารณสุขระดับภูมิภาคในอนาคตอีกด้วย
การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและผลิตบุคลากรคุณภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีที่สุดใกล้บ้านตนเอง
หากมองในแง่ของการลงมือปฏิบัติจริง ทุกคนคิดว่าความท้าทายที่ยากที่สุดในช่วง 10 ปีแรกของการสร้างคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ คือเรื่องการดึงดูดบุคลากรเฉพาะทาง หรือการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด?
อ้างอิงจาก:
– THAIRATH
– Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ
ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่
https://linktr.ee/isan.insight
#ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #การแพทย์ #โรงเรียนศูนย์แพทย์ #คณะแพทย์ #นครพนม #มหาวิทยาลัยนครพนม

