ปฐมบท UBE Group ปฏิวัติวงการมันสำปะหลัง
แบรนด์ Tasuko ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ บริษัท อุบลซันฟลาวเวอร์ จำกัด (UBS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ UBE Group จังหวัดอุบลราชธานี จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากการมองเห็น Pain Point ของมันสำปะหลัง ที่มักถูกกดราคาและแปรรูปเป็นเพียงแป้งมันหรือมันเส้นสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป ทางทีมวิจัยของบริษัทจึงได้พัฒนานวัตกรรมการผลิต “ฟลาวมันสำปะหลัง” (Cassava Flour) ซึ่งมีความแตกต่างจากแป้งมันสำปะหลัง (Tapioca Starch) ทั่วไป ตรงที่การผลิตฟลาวจะนำหัวมันมาบดทั้งหัว ทำให้ยังคงคุณค่าทางโภชนาการและไฟเบอร์ไว้ได้ และคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือปราศจากกลูเตน (Gluten-Free) โดยธรรมชาติ จึงสามารถนำไปใช้ทำเบเกอรี่ทดแทนแป้งสาลีได้ นี่คือจุดกำเนิดของการเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็น Superfood

ขอบคุณภาพจาก: ThaiPUBLICA (ไทยพับลิก้า)
“อุบลโมเดล” และการสร้างห่วงโซ่คุณค่าเบื้องหลังความสำเร็จของ UBE Group
ความน่าสนใจของ Tasuko ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงงาน แต่อยู่ที่แปลงปลูก บริษัทตระหนักดีว่าการจะผลิตสินค้าพรีเมียมระดับโลกได้ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่คุณภาพของดิน จึงเกิดโครงการอุบลโมเดล (Ubon Model) โดยบริษัทได้ทำ Contract Farming เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียง หันมาปลูกมันสำปะหลังแบบออร์แกนิกไม่ใช้สารเคมี กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ทำให้บริษัทได้วัตถุดิบที่สะอาดและตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่ยังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนในภาคอีสานอีกด้วย
การก้าวเข้าสู่ตลาดของ UBE Group และการกำเนิดของ Tasuko
ในระยะแรก บริษัทเริ่มต้นจากการทำตลาดองค์กร (B2B) โดยส่งออกฟลาวมันสำปะหลังในรูปแบบวัตถุดิบให้กับโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในต่างประเทศที่ต้องการผลิตอาหาร Gluten-Free ต่อมาเมื่อเทรนด์สุขภาพในประเทศไทยเริ่มเติบโต บริษัทจึงเปิดตัวแบรนด์ Tasuko อย่างเป็นทางการเพื่อรุกตลาดผู้บริโภค (B2C) โดยวางจำหน่ายใน Modern Trade ชั้นนำ และเพื่อลดกำแพงการใช้งานของผู้บริโภค Tasuko ได้ฉีกกรอบด้วยการทำผลิตภัณฑ์กลุ่ม “แป้งผสมสำเร็จรูป” (Premix) เช่น แป้งแพนเค้ก แป้งบราวนี่ และแป้งชุบทอด ทำให้การทำอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนไทย

อาวุธลับของ Tasuko ที่ใช้เจาะตลาดต่างประเทศ
การนำผลิตภัณฑ์อาหารไปวางขายในตลาดตะวันตกไม่ใช่เรื่องง่าย Tasuko สามารถเจาะตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้สำเร็จ เพราะมีอาวุธสำคัญคือ ใบรับรองมาตรฐานระดับโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกที่เข้มงวดที่สุด ทั้ง USDA Organic (สหรัฐอเมริกา) และ EU Organic (สหภาพยุโรป) นอกจากนี้ ยังสามารถเจาะตลาดเอเชียที่มีมาตรฐานสูงอย่างญี่ปุ่นด้วยการคว้าใบรับรอง JAS (Japanese Agricultural Standard) มาครองได้สำเร็จ การมีเครื่องการันตีเหล่านี้ ทำให้ Tasuko สามารถวาง Positioning ของตัวเองในตลาดโลกได้ในฐานะ “Plant-based & Gluten-Free Superfood” ไม่ใช่เพียงแค่แป้งราคาถูกจากเอเชีย โดยจากข้อมูลรายงานประจำปีปี 2568 ทาง UBE Group มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศกว่า 1 ใน 4 จากรายได้ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นประเทศสหรัฐฯ 41.6%, ประเทศจีน 40.1%, และประเทศอื่นๆอีก 18.3%
อย่างไรก็ตาม จากความท้าทายในตลาดยุคปัจจุบัน ส่งผลให้บริษัท UBE ที่เป็นบริษัทแม่ของ Tasuko มีผลขาดทุนสุทธิ 103.1 ล้านบาทในปี 2568 และในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีรายได้รวม 1,182.43 ล้านบาท โดยขาดทุนสุทธิ 23.50 ล้านบาท แต่หากเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างรายได้ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงอย่างแป้งออร์แกนิกและฟลาวมันสำปะหลัง ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างยอดขายและการเติบโตในตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
บทสรุปที่ UBE Group และ Tasuko บอกกับเรา
เรื่องราวของ UBE และ Tasuko จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า สินค้าเกษตรของอีสานมีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด หากรู้จักผสานระหว่างนวัตกรรมเข้ากับมาตรฐานสากล เราก็สามารถส่งออกคุณค่าจากผืนดินอีสาน ไปสู่โต๊ะอาหารทั่วโลกได้อย่างภาคภูมิ
อ้างอิง: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), รายงานประจำปีและแบบ 56-1 บมจ. อุบล ไบโอ เอทานอล (UBE), เว็บไซต์ Tasuko, ประชาชาติธุรกิจ, ข่าวหุ้นธุรกิจ (Kaohoon)

