พามาเบิ่ง สัญญาการเมืองนโยบายไหน ‘พูดแล้วทำ’ หรือ ‘หน้ามึนแล้วปล่อยเบลอ’

เมื่อมีการเลือกตั้ง ย่อมมีนโยบายต่างๆ ออกมาเพื่อใช้ในการหาเสียง นโยบายหลายอย่างสามารถทำให้เป็นจริงได้ แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแล้ว นโยบายที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ตามที่หาเสียงไว้นั้นกลับมีมากกว่าเป็นเท่าตัว

แม้ว่าจะไม่สามารถทำได้ทุกอย่างตามที่หาเสียงไว้ แต่การทำนโยบายสำคัญให้สำเร็จ หรือแสดงออกว่าพรรคมีความพยายามอย่างจริงจังนั้น เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นถึงความจริงใจ ไม่ใช่เพียงแค่ลมปากที่พูดแล้วก็ลืม หรือออกมาบอกว่า “เป็นแค่เทคนิคหาเสียง” เท่านั้น การกระทำเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจ และประชาชนอาจไม่ไว้วางใจ เพราะหากเรื่องแค่นี้ยังหลอกกันได้ แล้วในอนาคตจะเหลืออะไรให้เชื่อถือได้

ในยุคปัจจุบันที่ประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและการเมืองมากขึ้น ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นเพราะเราได้เข้าสู่โลกดิจิทัลที่การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น และมีสื่อต่างๆ ที่ออกมานำเสนอในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ที่ดี และในแง่ที่บิดเบือนความจริงจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

อย่างไรก็ตาม การหาเสียงในยุคปัจจุบันคงไม่ใช่เรื่องที่พูดแล้วลืมกันไป หรือจะทำหรือไม่ทำก็ได้โดยไม่มีใครสนใจอีกต่อไป เพราะ Digital Footprint หรือร่องรอยการกระทำที่ได้มีการเผยแพร่และบันทึกไว้ในรูปแบบต่างๆ นั้นพร้อมจะกลับมาย้ำเตือนความทรงจำของประชาชนว่า ครั้งหนึ่งพรรคนี้เคยสัญญา หรือเสนอนโยบายว่าจะทำเรื่องนี้ แต่กลับไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำ หรือกลืนน้ำลายตัวเองไม่ทำตามที่พูด แม้จะมีคนทวงถามแล้วก็ตาม สิ่งเหล่านี้ในบางครั้งอาจกลายเป็นปัญหาที่พร้อมจะกลับมาทำลายตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

นโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลดำเนินการนั้นย่อมส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ลดภาระค่าใช้จ่ายในบางส่วน หรือการปรับเงินเดือนข้าราชการใหม่เพื่อเป็นเหมือนฐานอ้างอิงที่ภาคเอกชนควรปรับตาม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ นโยบายที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนหลายอย่างนั้น ก็มีบางนโยบายที่เมื่อนำมาใช้จริงแล้วย่อมก่อให้เกิดคำถามตามมาถึงความเหมาะสมว่า มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่ต้องนำเงินงบประมาณมาใช้จ่ายในส่วนนี้ เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่จะแจกเงินให้ประชาชนคนละหนึ่งหมื่นบาท หรือโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐบอกว่าเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงผลในระยะสั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว เมื่อเทียบกันแล้ว การนำเงินส่วนนี้ไปทำโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวน่าจะเป็นผลดีกว่า แต่ประชาชนอาจรู้สึกว่าสิ่งนั้นไกลตัวเกินไป นอกจากนี้ การทำนโยบายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแจกเงินเพื่อให้ประชาชนเลือกตนเองนั้น ถือเป็นการใช้เงินซื้อเสียงในรูปแบบของนโยบายหรือไม่

นโยบายที่ดีนั้นควรมีทั้งวิสัยทัศน์ระยะสั้นและระยะยาวที่สมดุลกัน ในระยะสั้น นโยบายควรตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโดยตรง แต่ต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น ในระยะยาว นโยบายควรมุ่งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมนวัตกรรมและการสร้างงานที่มีคุณภาพ หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน นโยบายที่ดีต้องไม่ใช่แค่การแจกเงินที่หมดไปตามกาลเวลา แต่ต้องเป็นการสร้างโอกาสที่ช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต เมื่อนโยบายมีความสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานระยะยาว ก็จะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นของประชาชน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และที่สำคัญคือ ทำให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือภาพรวมของนโยบายที่แท้จริงควรมุ่งไปสู่ ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเสียงด้วยสัญญาที่ไม่ยั่งยืน

 

อ้างอิง

Promise Tracker, กรุงเทพธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ, ประชาชาติธุรกิจ, ThaiPublica, The Standard

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top