ภาคอีสานในปัจจุบันมี 20 จังหวัด แต่หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ จะพบว่าดินแดนเหล่านี้เคยถูกเรียกขานด้วย “ชื่อเก่า” ที่สะท้อนทั้งเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และสภาพสังคมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต่อมาได้ถูกปรับเปลี่ยนเมื่อมีการจัดระเบียบการปกครองใหม่จาก “เมือง” สู่ “จังหวัด” โดยเฉพาะในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ส่งผลให้ชื่อเก่าเหล่านี้ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงในเอกสารเก่าและความทรงจำของผู้คนท้องถิ่นนั่นเอง
การเปลี่ยนชื่อจาก “เมือง” ไปสู่ “จังหวัด” ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคำเรียกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนที่มุ่งรวมศูนย์อำนาจและสร้างมาตรฐานเดียวกัน อย่างเช่น เมืองขามแก่น ซึ่งกลายเป็น “จังหวัดขอนแก่น” ในปี 2459 หรือบ้านหลวงที่กลายมาเป็น “จังหวัดชัยภูมิ” ในปี 2476 ก็สะท้อนให้เห็นถึงการขยายอำนาจรัฐเข้าสู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีบางจังหวัดที่ได้รับการยกฐานะช้ากว่า อย่างเช่น จังหวัดบึงกาฬ ที่เพิ่งแยกจากหนองคายในปี 2554 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการจัดการพื้นที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องตามความจำเป็นและความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิศาสตร์
ในแง่เศรษฐกิจ เมื่อลองมองย้อนกลับไปก็จะเห็นว่าการเปลี่ยนสถานะจาก “เมือง” เป็น “จังหวัด” ได้สร้างความมั่นคงทางการปกครองและเศรษฐกิจให้แก่ท้องถิ่น เช่น จังหวัดนครพนม (เดิม “เมืองมรุกขนคร”) และสกลนคร (เดิม “เมืองสกลทวาปี”) ก็กลายเป็นศูนย์กลางการค้าริมแม่น้ำโขงที่มีบทบาทเชื่อมโยงกับลาวและเวียดนาม ขณะที่มหาสารคาม (เดิมคือ “บ้านลาดกุดยางใหญ่”) ได้กลายเป็นเมืองการศึกษาในอีสานตอนกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการยกฐานะเมืองเป็นจังหวัดไม่เพียงแต่ช่วยให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นระบบ แต่ยังถือเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมให้เติบโตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วยดังนั้น “ชื่อเก่า” ของเมืองอีสานจึงไม่ได้เป็นแค่ความทรงจำท้องถิ่นเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเมืองเล็กๆ ที่พึ่งพาธรรมชาติและภูมิศาสตร์ สู่การเป็นจังหวัดที่มีบทบาทเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของผู้คนในแต่ละถิ่น ที่แม้ชื่อเมืองจะเปลี่ยนไป แต่รากเหง้าและตัวตนของชุมชนก็ยังคงปรากฏในวิถีชีวิตของชาวอีสานจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง
ทำไมถึงต้อง “อีสาน”
คำว่า “อีสาน” มีรากมาจากภาษาสันสกฤตว่า “อีศาน” ซึ่งหมายถึงพระศิวะ เทพผู้ประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ราวพุทธศตวรรษที่ 11 คำนี้ถูกใช้ทั้งในชื่อรัฐ “อีศานปุระ” และพระนามกษัตริย์ “อีศานวรมัน” ก่อนจะแผลงเป็นรูปบาลีว่า “อีสาน” ที่ภาษาไทยนำมาใช้เรียกภูมิภาคแห่งนี้ต่อมา ดังนั้น “อีสาน” จึงไม่ใช่เพียงชื่อภูมิศาสตร์ แต่ยังสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมและคติความเชื่อของผู้คนด้วยนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม “คนอีสาน” ไม่ได้หมายถึงชนชาติหนึ่งโดยตรง แต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกผู้คนในภูมิภาคนี้ซึ่งมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมร่วมกัน อัตลักษณ์ของคนอีสานจึงเกิดจากการผสมผสานของชนหลายกลุ่มทั้งคนดั้งเดิมและผู้คนที่อพยพเข้ามาในช่วงเวลาต่าง ๆ จนก่อรูปเป็นเครือข่ายเครือญาติทางภาษาและวัฒนธรรมที่สลับซับซ้อน
หากย้อนกลับไปกว่า 5,000 ปี พื้นที่อีสานมีคนพื้นเมืองดั้งเดิมตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว หลักฐานทางโบราณคดีที่ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น แสดงให้เห็นการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการตั้งบ้านเรือนมาแต่โบราณ คนพื้นเมืองเหล่านี้แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ พวกที่สูง ซึ่งทำไร่เลื่อนลอยแบบ “เฮ็ดไฮ่” ใช้ไฟเผาป่าและหยอดเมล็ดพืชโดยไม่ไถพรวน มีผลผลิตจำกัด แต่ชำนาญการถลุงโลหะ ส่วนพวกที่ราบนั้นตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ มีความรู้ด้านการจัดการน้ำเพื่อเกษตรกรรม ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์เกินพอก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนจนพัฒนาจากหมู่บ้านไปสู่เมืองและรัฐ
ต่อมาเริ่มมีผู้คนจากภายนอกเคลื่อนย้ายเข้ามา จนผสมกลมกลืนกับคนพื้นเมือง ราว 3,000 ปีก่อน มีการอพยพจากจีนตอนใต้ อย่างเช่น ยูนนาน กวางสี กวางตุ้ง รวมถึงเวียดนามและลาว พวกเขาเหล่านี้นำภาษาตระกูลไทย-ลาวเข้ามาใช้เป็นภาษากลางและภาษาการค้า อีกทั้งยังเผยแพร่ความเชื่อและประเพณี อย่างเช่น การฝังศพครั้งที่สองและการใช้กลองมโหระทึก ส่วนราว 2,000 ปีก่อน มีผู้คนจากชมพูทวีปและลังกาเดินทางเข้ามาพร้อมศาสนาพุทธและพราหมณ์ ผ่านเส้นทางการค้าในอ่าวไทยและแม่น้ำโขง ส่งผลให้ภูมิภาคนี้เชื่อมโยงกับโลกภายนอกทั้งทางเศรษฐกิจและศาสนา
ชนกลุ่มที่เข้ามาผสมผสานในอีสานสามารถจำแนกตามตระกูลภาษาใหญ่ได้ 5 กลุ่ม
– มอญ-เขมร เช่น ข่า กวย และเขมร
– ชวา-มลายู เช่น จาม มลายู
– ไทย-ลาว เช่น ไท ลาว จ้วง
– จีน-ทิเบต เช่น กะเหรี่ยง อะข่า
– ม้ง-เมี่ยน เช่น ม้ง เมี่ยน
กลุ่มเหล่านี้ไม่เพียงตั้งถิ่นฐานร่วมกัน แต่ยังผสมผสานจนเกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความเชื่อ
ในบรรดากลุ่มที่หลากหลายนี้ พวกจาม ถือเป็นชนที่มีอารยธรรมสูง เป็นนักเดินเรือและพ่อค้าทางทะเล ผู้สร้างรัฐจามปาในเวียดนามตอนกลาง และมีร่องรอยอารยธรรมปรากฏในแถบอีสาน อย่างเช่น ปราสาทวัดภูที่จำปาสักและศาสนสถานในอุบลราชธานี
ส่วนพวกข่าซึ่งเป็นกลุ่มพื้นเมืองดั้งเดิมยังคงอาศัยบนที่สูง
ขณะที่พวกไทจากน่านเจ้าก็อพยพลงมาตามลำน้ำโขงจนหลอมรวมกับคนพื้นถิ่น นอกจากนี้ยังมีเวียด สยาม และลาวที่เข้ามาภายหลัง แต่ทั้งหมดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าคนอีสาน
ดังนั้น “คนอีสาน” จึงเป็นการผสมผสานยาวนานระหว่างผู้คนหลากเชื้อชาติและวัฒนธรรม จากคนพื้นเมืองดั้งเดิมสู่ผู้คนที่อพยพเข้ามาในช่วงพันปีที่ผ่านมา ทุกกลุ่มต่างมีส่วนร่วมในการสร้างวิถีชีวิต ภาษา ความเชื่อ และอัตลักษณ์ จนก่อเกิดเป็น “ความเป็นอีสาน” ที่มีทั้งความหลากหลาย ความลึกซึ้ง และเอกลักษณ์เฉพาะตนนั่นเอง
อ้างอิงจาก:
– เว็บไซต์หน่วยงานราชการของจังหวัด
– อีสานร้อยแปด
– GOTOLOEI.COM
– sanook.com
– silpa-mag.com
ติดตาม ISAN Insight ทุกช่องทางได้ที่
https://linktr.ee/isan.insight
#ISANInsight #อีสาน #ISAN #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #จังหวัดในอีสาน #ชื่อเก่าจังหวัด #ปีก่อตั้งจังหวัด