ฮู้บ่ว่า
ปี 67 โรงงานเหล็กของไทย
ปิดตัวลงกว่า 38 แห่ง
อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เหล็กเป็นวัสดุสำคัญที่ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และบรรจุภัณฑ์
สถานการณ์ปัจจุบัน
- การผลิต: ประเทศไทยมีกำลังการผลิตเหล็กดิบประมาณ 7.5 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่เป็นเหล็กทรงยาวที่ใช้ในการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตจริงยังต่ำกว่ากำลังการผลิต เนื่องจากมีการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากประเทศจีน
- การบริโภค: ความต้องการใช้เหล็กในประเทศอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านตันต่อปี ซึ่งสูงกว่าปริมาณการผลิตภายในประเทศ ทำให้ต้องนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการ
- การนำเข้า: ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าเหล็กรายใหญ่ของโลก โดยมีมูลค่าการนำเข้าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เหล็กนำเข้าส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ซึ่งมีราคาถูกกว่าเหล็กที่ผลิตในประเทศ
- ผู้ประกอบการ: อุตสาหกรรมเหล็กในไทยประกอบด้วยผู้ประกอบการหลายราย ทั้งรายใหญ่และรายย่อย ผู้ประกอบการรายใหญ่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่เป็นบริษัทของไทย
- ความท้าทาย: อุตสาหกรรมเหล็กในไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การแข่งขันกับเหล็กนำเข้า ราคาเหล็กผันผวน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
3 ปัจจัย ตลาดเหล็กในไทยหดตัว
- ความต้องการใช้เหล็กที่หดตัวลง ตามภาวะอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ที่ลดกำลังการผลิตลง รวมถึงภาคก่อสร้างที่ได้รับผลจากตลาดอสังหาริมทรัยพ์ในประเทศชะลอตัวลง เช่นกัน
- เหล็กนำเข้ามีสัดส่วนเพิ่มแตะระดับเกือบ 70% ของการบริโภคเหล็กในไทย
- ราคาเหล็กขาลงจากปัญหาในภาคอสังหาฯ จีน ที่หดตัวต่อเนื่องหลายปีติด ทำให้ตลาดจีนมีที่ Oversupplied หรือกำลังการผลิตภายในจีนล้นกับตลาดความต้องการในประเทศ และทะลักส่งออกและเกิดการถล่มราคาในไทย
แนวโน้มในอนาคต
คาดว่าการแข่งขันในตลาดเหล็กไทยจะยังคงรุนแรงต่อไปในอนาคต ผู้ประกอบการเหล็กไทยจะต้องปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว ส่วนในแต่ละปี มีการประเมินจาก Krungthai COMPASS ว่าปี 2567 ไทยจะมีปริมาณการใช้เหล็กโดยรวม 15.7 ล้านตัน ลดลง -3.8% รวมไปถึง 3 ปัจจัยใหม่ที่ต้องจับตาเฝ้าระวัง ได้แก่
- สัดส่วนการใช้เหล็กต่อรถยนต์ 1 คัน มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ ในอนาคต จากสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่มากขึ้นแทน รถยนต์สันดาป ICE
- โครงการ Mega Project ภาครัฐใหม่ๆ จะสนับสนุนใช้เหล็กทรงยาว และยังเป็นความต้องการภายในประเทศต่อไปได้
- ประเด็น ESG ที่กดดันผู้ประกอบการทั้งด้านต้นทุน และการแข่งขัน เพื่อทำให้การผลิตเหล็ก ลดการก่อมลพิษและรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น
เรียกได้ว่าไทยต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายด้านทั้ง
อุตสาหกรรมเหล็กไทยเสี่ยงจากผลกระทบ 3 ด้าน
ด้านที่ 1 การทะลักของเหล็กจีน
จีนย้ายฐานการผลิตเหล็ก กดดันผู้ผลิตเหล็กไทย
อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังอยู่ในอาการที่น่าห่วง จากต้องต่อสู้กับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากเหล็กนำเข้าที่โหมกระหนํ่าเข้ามาตีตลาดอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งเหล็กคุณภาพดีและเหล็กไม่ได้มาตรฐานปะปนมาขายในราคาตํ่า
อุตสาหกรรมเหล็กไทยต้องเผชิญกับความท้ายทายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแข่งขันกับเหล็กจีนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด และกดดันให้ราคาเหล็กอยู่ในเทรนด์ขาลง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีผู้ประกอบการจะมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากปัญหา Stock Loss ได้
ด้านที่ 2 การตั้งโรงงานจีนแข่งขันกับผู้ผลิตไทย
- ปี 2567 โรงงานผลิตเหล็กที่มีการลงทุนจากจีนคิดเป็น 16% ของโรงงานตั้งใหม่
- โรงงานเหล็กไทย กว่า 38 แห่งปิดตัวลง จากการแข่งขัน และการกดดันในตลาด
- โรงงานไทยถูกแย่งส่วนแบ่งจากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่มากขึ้น
การบุกตลาดของเหล็กจีนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทยในหลายด้าน ดังนี้
- การแข่งขันด้านราคา: เหล็กจีนมีราคาถูกกว่าเหล็กที่ผลิตในประเทศไทยมาก เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและการอุดหนุนจากรัฐบาลจีน ทำให้ผู้ผลิตเหล็กไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของผู้ผลิตเหล็กไทยลดลง
- การลดลงของปริมาณการผลิต: เมื่อเหล็กจีนเข้ามาตีตลาดมากขึ้น ผู้ผลิตเหล็กไทยจึงต้องลดปริมาณการผลิตลง เนื่องจากไม่สามารถขายเหล็กในราคาที่แข่งขันได้ บางรายอาจต้องปิดกิจการไปเลย
- ผลกระทบต่อการจ้างงาน: การลดลงของปริมาณการผลิตและการปิดกิจการของผู้ผลิตเหล็กไทย ส่งผลให้เกิดการว่างงานในอุตสาหกรรมเหล็ก
- การพึ่งพาการนำเข้า: การเข้ามาของเหล็กจีนทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมเหล็กในระยะยาว
- ผลกระทบต่อคุณภาพ: เหล็กจีนบางส่วนอาจมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงมีข่าวการเข้าปิดโรงงานจีนในไทยที่ผลิตเหล็กคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน
ประเภทกิจกรรม | จำนวนโรงงาน |
การกลึงกัดไสโลหะ | 11 |
การผลิตผลิตภัณฑ์โลหะโดยวิธีการตี การอัด | 4 |
การผลิตผลิตภัณฑ์โลหะประดิษฐ์อื่น ๆ | 4 |
การผลิตเครื่องตัด | 3 |
การผลิตเครื่องสุขภัณฑ์จากโลหะ | 2 |
การผลิตลวด เคเบิล | 1 |
การตกแต่งและการเคลือบโลหะ | 1 |
การผลิตโซ่ ลวดสปริง สลักเกลียว และตะปูควง | 1 |
การผลิตเครื่องมือและเครื่องโลหะทั่วไป | 1 |
ด้านที่ 3 ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีเหล็ก 25%
สถานการณ์การค้าเหล็ก ไทย-สหรัฐ
ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเหล็กอันดับ 11 และ อลูมิเนียมอันดัย 10 ไปยังสหรัฐอเมริกา โดยมีมูลค่า 1200 ล้านดอลลาร์ หรือ 4 หมื่นล้านบาท หรือในทางกลับกันเหล็กถือเป็นสินค้าส่งออก อันดับ 7 ของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐมากที่สุด
ในขณะที่ไทยคิดภาษีนำเข้าเหล็กจากอเมริการาว 10-15% ซึ่งส่วนหนึ่งที่ ทรัมป์ จ่อขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมในไทยก็เป็นเพราะ ปัจจุบันโรงงานเหล็กจากจีน ย้ายฐานการผลิตจากจีนมาอาเซียน เพื่อหบีกเลี่ยงสงครามการค้า และการกีดกันภาษีเหล็กจีนที่ตั้งกำแพงสูงในสหรัฐนั่นเอง
ภาพรวมความสัมพันธ์
- การส่งออก: สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยผลิตภัณฑ์เหล็กที่ส่งออกส่วนใหญ่ ได้แก่ ท่อเหล็ก เหล็กแผ่น และเหล็กโครงสร้าง
- การแข่งขัน: อุตสาหกรรมเหล็กไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสหรัฐฯ ทั้งจากผู้ผลิตในประเทศและจากประเทศอื่นๆ เช่น จีน แคนาดา และเม็กซิโก
- มาตรการทางการค้า: สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการทางการค้าต่างๆ เช่น การเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด และมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกเหล็กของไทย
โอกาส
- ความต้องการเหล็กในสหรัฐฯ: สหรัฐอเมริกายังคงมีความต้องการเหล็กในปริมาณมาก เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ก่อสร้าง ยานยนต์ และพลังงาน ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตเหล็กไทยในการขยายตลาด
- ผลิตภัณฑ์เหล็กคุณภาพสูง: ผู้ผลิตเหล็กไทยมีศักยภาพในการผลิตเหล็กคุณภาพสูง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและความทนทานสูง
- ความสัมพันธ์ทางการค้า: ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดี ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกเหล็กของไทย
ความท้าทาย
- การแข่งขันด้านราคา: เหล็กจากประเทศจีนมักมีราคาถูกกว่าเหล็กไทย ทำให้ผู้ผลิตเหล็กไทยต้องแข่งขันด้านราคาอย่างหนัก
- มาตรการทางการค้า: มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกเหล็กของไทย
- ความผันผวนของตลาด: ตลาดเหล็กสหรัฐฯ มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนการผลิตและการตลาดของผู้ประกอบการไทย
กลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทย
- พัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง: มุ่งเน้นการผลิตเหล็กคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม
- สร้างความแตกต่าง: สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์และบริการของตนเอง เช่น การให้บริการที่ครบวงจร หรือการมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- สร้างความร่วมมือ: สร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตเหล็กรายอื่นๆ หรือกับพันธมิตรในสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- ติดตามข่าวสาร: ติดตามข่าวสารและแนวโน้มของตลาดเหล็กสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์
หลังจากการขึ้นรับตำแหน่งประธาธิบดี ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมไทย 25% แบบไม่มีข้อยกเว้น ในขณะเดียวกันก็ถูกโรงงานเหล็กจีนตีตลาดกดดันอย่างหนัก
มาตรการรับมือกับการบุกตลาดเหล็กจากจีน
รัฐบาลไทยและผู้ประกอบการเหล็กไทยได้พยายามดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากเหล็กจีน เช่น
- การกำหนดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด: รัฐบาลได้กำหนดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเพื่อป้องกันการนำเข้าเหล็กราคาถูกจากจีน
- การส่งเสริมการผลิตเหล็กคุณภาพสูง: ผู้ประกอบการเหล็กไทยได้หันมาผลิตเหล็กคุณภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม
- การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต: ผู้ประกอบการเหล็กไทยได้พยายามปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- การรวมตัวกันของผู้ประกอบการ: ผู้ประกอบการเหล็กไทยได้รวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและรับมือกับความท้าทายจากเหล็กจีน