แรงงานในภาคอีสาน 3 ใน 4 เป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีหลักประกัน
แรงงานนอกระบบ คือ ผู้ที่ทำงานแบบไม่มีนายจ้างหรือสัญญาจ้าง และไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายแรงงาน แรงงานเหล่านี้จำเป็นต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมและมีสภาพการทํางานที่ไม่ได้มาตรฐาน
และถ้าถามว่าภาคไหนของไทยมีคนกลุ่มนี้เยอะที่สุด คำตอบคือ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” อีสานเรานี่เองครับ
ปัญหารากลึกที่ฝั่งตัวมายาวนาน
จากการสำรวจแรงงานนอกระบบของสำนักงานสถิติแห่งชาติตั้งแต่ปี 2548 ภาคอีสานคือภาคที่มีแรงงานนอกระบบมากที่สุดตลอดมา โดยในปี 2568 ภาคอีสานมีแรงงานนอกระบบอยู่ 7.3 ล้านคน ทิ้งห่างอันดับสองอย่างภาคกลางที่มีอยู่ 4.5 ล้านคน
เทียบจำนวนแรงงานนอกระบบรายภาค
- ภาคอีสาน 7.3 ล้านคน
- ภาคกลาง 4.5 ล้านคน
- ภาคเหนือ 4.2 ล้านคน
- ภาคใต้ 2.7 ล้านคน
- กทม. 1.4 ล้านคน
เทียบสัดส่วนแรงงานนอกระบบรายภาค
- ภาคอีสาน 75.7%
- ภาคเหนือ 68.2%
- ภาคใต้ 52.0%
- ภาคกลาง 35.3%
- กทม. 24.7%
ไม่ใช่แค่สัดส่วนที่สูงสุด แต่ จำนวนคนก็มากสุดด้วย — ปี 2566 อีสานมีแรงงานนอกระบบราว 7.4 ล้านคน มากที่สุดในบรรดาทุกภาค
กล่าวสั้นๆคือ หากเราเดินผ่านคนอีสานที่มีงานทำ 10 คน มีราว 7–8 คนที่ทำงานโดย “ไม่มีตาข่ายรองรับ” หากวันหนึ่งเจ็บป่วย ตกงาน หรือแก่ตัวลง
ผลเสียต่อเศรษฐกิจจากแรงงานนอกระบบ
แม้ว่าแรงงานนอกระบบจะสามารถพบได้ทั่วไปในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่ผลเสียของแรงงานนอกระบบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจทั้งระดับภูมิภาคและประเทศนั้น เป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจในด้านต่างๆ
- รายได้ต่ำและไม่แน่นอน เลยออมไม่ได้: งานวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ชี้ว่าแรงงานนอกระบบมักได้ค่าแรงเป็นรายวัน/รายชั่วโมง ไม่มีสัญญาแน่นอน รายได้จึงต่ำและผันผวน ทำให้ “เงินออมไม่พอ” และเปราะบางมาก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจต่างๆ แรงงานกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกทำให้ออกจากงาน เนื่องจากไม่มีกฏหมายแรงงานคุ้มครองทำให้ “เงินออมไม่พอ” และเปราะบางมาก โดยเฉพาะตอนเจอวิกฤต
- ติด “กับดักรายได้น้อย” ของภาค: สภาพัฒน์ระบุว่า อีสานสร้างรายได้ให้ประเทศราว 10.1% ของ GDP แต่เพราะคนเยอะ รายได้ต่อหัวจึงเกือบต่ำสุด (ปี 2567) คนอีสานมีรายได้เฉลี่ยราว 104,122 บาท/คน/ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ราว 266,103 บาท/คน/ปี เศรษฐกิจที่พึ่งแรงงานนอกระบบรายได้น้อยจำนวนมาก จึงเติบโตยาก เปราะบาง และเลื่อนฐานะทางสังคมได้ยาก
- กองทุนสวัสดิการบางลงและการสัมฤทธิผลของนโยบายภาครัฐที่ไม่เต็มที่: เมื่อคนส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ เงินที่ควรหมุนเข้าระบบภาษีและกองทุนประกันสังคมก็น้อยลง อีกทั้งแรงงานนอกระบบนั้นไม่สามารถรับผลของนโยบายหรือมาตรการณ์ภาครัฐได้อย่างเต็มที่ จากนโยบายหรือมาตรการณ์ของรัฐที่คาดเคลื่อน เพราะขาดแคลนข้อมูลหรือเนื้อหาสำคัญของแรงงานทั้งหมดของประเทศ
แล้วทำไมคนอีสานส่วนใหญ่ “ยังเลือก” อยู่นอกระบบ?
คำถามคือ เขาเลือกเองหรือสภาพแวดล้อมบีบให้เลือก? คำตอบคือ ผสมกันทั้งสองอย่างครับ
- โครงสร้างเศรษฐกิจบีบมาตั้งแต่ต้น: แรงงานนอกระบบทั่วประเทศกว่าครึ่ง (ปี 2568 ราว 52% หรือ 11.2 ล้านคน) ทำงานในภาคเกษตร และอีสานคือภาคที่แรงงานกระจุกตัวในภาคเกษตรสูงมาก ธรรมชาติของงานเกษตรมักจะจ่ายค่าจ้างเป็นรายวันหรือไม่ได้จ่ายค่าจ้าง (ช่วยคนในครอบครัว) เลยแถบไม่มีนายจ้างให้ขึ้นทะเบียนในระบบตั้งแต่แรก
- งานในระบบในพื้นที่มีไม่พอ: โรงงานและงานออฟฟิศกระจายมาอีสานไม่มากนัก หลายคนจึงต้องเลือกระหว่าง “ไปทำงานในระบบไกลบ้าน” กับ “อยู่บ้านทำงานนอกระบบ”
- รายได้ที่น้อยและไม่แน่นอน ประกันสังคมจึงเป็นเรื่องฟุ่มเฟื่อย: แม้จะมีประกันสังคมที่เปิดให้แรงงานอิสระสมัครใจเข้าได้ แต่เมื่อรายได้รายวันยังไม่แน่นอน การจ่ายเงินสมทบทุกเดือนกลายเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึกว่า “ยังไม่จำเป็นตอนนี้” ความคุ้มครองที่ได้จึงดูไกลตัวเมื่อเทียบกับเงินในมือวันนี้
โดยสรุปแล้วนั้นต้นเหตุของปัญหาไม่ใช่การที่ระบบไม่เอื้อหรือคนไม่อยากเข้า แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ จึงทำให้การอยู่นอกระบบกลายเป็น “ทางที่สมเหตุสมผลที่สุด” สำหรับชีวิตประจำวัน
สิ่งที่อยากบอกจากผู้เขียน
โจทย์ของอีสานจึงไม่ใช่แค่ทำยังไงให้คนเข้าระบบแต่คือ ทำยังไงให้ระบบเข้าถึงวิถีชีวิตของคนอีสานได้ ทั้งการสร้างงานในระบบในพื้นที่ การออกแบบหลักประกันที่ยืดหยุ่นกับรายได้ที่ไม่แน่นอน และการทำให้การเข้าระบบ คุ้มค่าพอที่คนจะเลือกเอง
เพราะถ้าคน 7 ใน 10 ของภาคยังไม่มีหลักประกัน เศรษฐกิจอีสานก็เหมือนเดินบนเชือกโดยไม่มีตาข่ายอยู่ทุกวัน
อ้างอิง: สำนักงานสถิติแห่งชาติ (การสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2566–2568), สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานประกันสังคม

