ย้อนกลับไปในอดีต ดินแดนที่เรียกว่า “สาเกตนคร” เคยเป็นเมืองโบราณที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่งในลุ่มน้ำโขง ตามที่ตำนานอุรังคธาตุบันทึกไว้ว่าเมืองนี้มีเมืองขึ้นและมีประตูล้อมรอบถึง 11 ประตู สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ในยุคนั้น วันนี้เมืองเก่าแก่แห่งนั้นได้เติบโตและพัฒนากลายเป็น จังหวัดร้อยเอ็ด หนึ่งในจังหวัดที่มีบทบาทโดดเด่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ในปี 2566 จังหวัดร้อยเอ็ดมีขนาดเศรษฐกิจรวม 85,660 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของภาคอีสาน ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 82,491 บาทต่อคน ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่ 16 ของภูมิภาค ตัวเลขเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของจังหวัดที่ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เติบโตได้อย่างมั่นคงจากหลายภาคส่วนพร้อมกัน
โครงสร้างเศรษฐกิจของร้อยเอ็ดพึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก คิดเป็นร้อยละ 68.0 ของเศรษฐกิจทั้งหมด โดยแบ่งเป็นภาคบริการ ร้อยละ 54.7 และการค้า ร้อยละ 13.3 ตามด้วยภาคการเกษตร ร้อยละ 20.9 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 11.1 ซึ่งรวมถึงโรงงานสีข้าวในพื้นที่ด้วย
หนึ่งในความภาคภูมิใจของจังหวัดในด้านธุรกิจ คือ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Global House ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีรายได้อันดับ 1 ของภาคอีสาน ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 32,400.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,793.2 ล้านบาท พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจที่เริ่มต้นในท้องถิ่นสามารถเติบโตและแข็งแกร่งในระดับภูมิภาคได้อย่างแท้จริง
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวของร้อยเอ็ดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67.7 และในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนถึง 972,522 คน สร้างรายได้รวม 1,693 ล้านบาท
แลนด์มาร์กที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดในปัจจุบัน คือ หอโหวด 101 หอคอยที่สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน ด้วยความสูง 101 เมตร (ไม่รวมฐาน) ใช้งบประมาณก่อสร้าง 341.8 ล้านบาท ทรงอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก “โหวด” เครื่องดนตรีพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด บนยอดหอมี SkyWalk พื้นกระจกใสชมวิว 360 องศา และกิจกรรม Zipline ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว ส่วนบนชั้นที่ 35 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมิ่งเมืองมงคล พระพุทธรูปประจำจังหวัดให้ผู้มาเยือนได้กราบไหว้สักการะ
นอกเหนือจากหอโหวด ร้อยเอ็ดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่ บึงพลาญชัย ที่เปรียบเหมือนหัวใจของเมือง ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ เกาะกลางน้ำ และศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพนับถือ ไปจนถึง ทะเลสาบทุ่งบัวแดง ความงามตามธรรมชาติที่ช่วยเสริมให้จังหวัดมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวธรรมชาติเพิ่มขึ้น
ในแง่ของโบราณสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วัดบูรพาภิราม ก็เป็นอีกจุดหมายที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย และ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เจดีย์ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานศิลปกรรมของภาคกลางและภาคอีสานไว้อย่างวิจิตรงดงาม ทำให้จังหวัดร้อยเอ็ดกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศาสนา และธรรมชาติ
หากพูดถึงด้านการเกษตร ร้อยเอ็ดคือจังหวัดที่มีสินทรัพย์ทางการเกษตรที่มีคุณค่าระดับโลก นั่นคือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แล้ว พื้นที่เพาะปลูกในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ทั้งหมดมี 2.1 ล้านไร่ โดยอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ดถึง 986,807 ไร่
ความพิเศษของข้าวหอมมะลิจากพื้นที่แห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่กลิ่นหอมตามธรรมชาติ เมล็ดยาวเรียว สีฟาง ไม่มีหางข้าว และความมันเงาเมื่อสีแล้วเท่านั้น แต่ยังมีต้นกำเนิดของกลิ่นหอมที่น่าสนใจอีกด้วย ความลับอยู่ที่ ดินทรายที่มีความเค็มเล็กน้อย ผสมกับ สภาพอากาศที่แห้งแล้ง ทำให้ต้นข้าวเกิดความเครียดและหลั่งสาร 2AP (2-acetyl-1-pyrroline) ซึ่งเป็นสารก่อกลิ่นหอมออกมามากกว่าพื้นที่อื่น นี่คือสิ่งที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ และเป็นเหตุผลที่ข้าวจากทุ่งกุลาร้องไห้ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ไม่หยุดเพียงแค่การเกษตรแบบดั้งเดิม เกษตรกรร้อยเอ็ดในปัจจุบันเริ่มก้าวสู่ยุค Smart Farming โดยนำโดรนมาใช้ฉีดพ่นปุ๋ยและดูแลแปลงนา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากข้าวแล้ว ร้อยเอ็ดยังเป็นแหล่งเพาะปลูกยาสูบอันดับ 1 ของภาคอีสาน และอันดับ 3 ของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูก 16,323 ไร่ ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือสภาพแวดล้อมของจังหวัดสามารถผลิตยาสูบพันธุ์เตอร์กิช (Turkish Tobacco) ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งทางการเกษตรที่หลายคนอาจไม่รู้
ความร่ำรวยทางวัฒนธรรมของร้อยเอ็ดนั้นจับต้องได้จริง ๆ ผ่าน งานประเพณีบุญผะเหวด ที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2534 และสืบทอดมาแล้วกว่า 30 ปี ปัจจุบันจังหวัดตั้งเป้าหมายชัดเจนที่จะผลักดันให้ร้อยเอ็ดเป็น “เมืองหลวงแห่งบุญผะเหวด” ภายในงานมีการเทศน์มหาชาติครบ 13 กัณฑ์ และแจกจ่ายข้าวปุ้น (ขนมจีน) ฟรีทั่วเมือง ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันและความเอื้อเฟื้อของคนร้อยเอ็ด
อีกหนึ่งตัวแทนของ Soft Power ที่แข็งแกร่ง คือ ผ้าไหมลายสาเกต ผ้าไหมมัดหมี่ที่คิดค้นขึ้นในปี 2544 โดยนำ 5 ลายโบราณ 5 วัฒนธรรม รวมถึงเรื่องราววิถีชีวิตของชาวร้อยเอ็ดมาถักทอรวมกันในผืนเดียว ปัจจุบันผ้าไหมลายสาเกตได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI และสร้างรายได้ให้ชุมชนไม่ต่ำกว่า 27 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศอีกด้วย
จากสาเกตนครในตำนานสู่จังหวัดร้อยเอ็ดในวันนี้ เมืองแห่งนี้ยังคงเดินหน้าพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งเศรษฐกิจท้องถิ่น ทรัพยากรการเกษตรระดับโลก และ Soft Power ทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร้อยเอ็ดจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์กลางการเกษตรของอีสาน แต่กำลังพัฒนาตัวเองสู่การเป็น Hub เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่มีศักยภาพและบทบาทในระดับที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

