ผลสำรวจล่าสุดจาก อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่อง “คนอีสานกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส และ คนละครึ่งพลัส” พบว่า คนอีสานกว่า 62.1% เลือก “ลดราคาสินค้าจำเป็นและน้ำมัน” มากกว่าการ “ได้เงินช่วยเหลือจากโครงการ” ที่มีผู้เลือกเพียง 28.3% เท่านั้น โดยตัวเลขนี้กำลังแสดงให้เห็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจของคนอีสานในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องกำลังซื้อเท่านั้น แต่คือต้นทุนการใช้ชีวิตที่กำลังกดทับครัวเรือนอย่างหนัก โดยเฉพาะภาคอีสานที่พึ่งพาการเดินทาง การขนส่งสินค้า และเศรษฐกิจฐานรากสูงกว่าหลายพื้นที่ของประเทศนั่นเอง
ผลสำรวจยังชี้ชัดว่า คนอีสานแทบทั้งหมดได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยกว่า 68.7% ระบุว่าได้รับผลกระทบ “มาก” ถึง “มากที่สุด” ขณะที่มีเพียง 0.3% เท่านั้นที่บอกว่าไม่ได้รับผลกระทบเลย ซึ่งก็สะท้อนเศรษฐกิจระดับครัวเรือนที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างชัดเจน เพราะภาคอีสานมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่รายได้เฉลี่ยยังต่ำกว่ากรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนพลังงานและสินค้าในอัตราใกล้เคียงกัน ยิ่งเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนจะส่งผ่านไปทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าปุ๋ย ค่าขนส่งสินค้าเกษตร ค่าอาหาร ไปจนถึงค่ารถรับจ้างในชุมชน ส่งผลให้เงินในกระเป๋าของประชาชนหมดเร็วกว่าเดิม แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐก็ตาม
แต่อย่างไรก็ตาม โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และ “คนละครึ่งพลัส” ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว ผลสำรวจพบว่า คนอีสานส่วนใหญ่เข้าใจความแตกต่างของทั้ง 2 โครงการ และกว่าครึ่งตั้งใจลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” นั่นแสดงว่า คนอีสานยังมองมาตรการเหล่านี้เป็นตัวช่วยลดภาระได้จริงในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดก็ตาม ที่น่าสนใจคือ 45.4% มองว่าเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน “ช่วยได้พอสมควร” ซึ่งอาจดูไม่มาก หากดูในระดับชุมชน เงินก้อนเล็กเหล่านี้กลับมีพลังหมุนเวียนสูงมาก เพราะถูกใช้จ่ายทันทีในร้านค้า ตลาดสด ร้านอาหาร และธุรกิจรายย่อยในท้องถิ่น ทำให้เงินไม่ไหลออกนอกพื้นที่เร็วเกินไป ซึ่งช่วยพยุงผู้ประกอบการรายเล็กและรักษาการจ้างงานในท้องถิ่นได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวนั่นเอง
อีกมุมที่น่าสนใจมากคือ คนอีสานกว่า 41.8% ต้องการให้รัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายในสัดส่วนถึง 70% สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนกำลังคาดหวังให้ภาครัฐเข้ามารับภาระมากขึ้นในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง การเรียกร้องนี้ไม่ใช่การอยากได้เงินเพิ่ม แต่เป็นเพราะรายได้ของหลายครัวเรือนเริ่มไม่สัมพันธ์กับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ เกษตรกร และผู้ค้ารายย่อยที่รายได้ไม่แน่นอน ขณะเดียวกันผลสำรวจเรื่องความคุ้มค่าของการกู้เงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งก็พบว่าสังคมที่กำลังลังเลระหว่างความจำเป็นเร่งด่วนกับภาระหนี้ระยะยาว เพราะแม้จะมีคนเห็นว่าค่อนข้างคุ้มค่า 33.8% แต่ก็มีคนมองว่าไม่ค่อยคุ้มค่าและไม่คุ้มค่ารวมกันเกือบครึ่งหนึ่งเช่นกัน ซึ่งก็เป็นสัญญาณว่า ประชาชนต้องการมาตรการช่วยเหลือ แต่ก็อยากเห็นการใช้งบประมาณอย่างรอบคอบและยั่งยืนมากขึ้น
โครงการเหล่านี้นี้จะช่วยสร้างสภาพคล่องชั่วคราวให้เศรษฐกิจอีสาน เพราะร้านโชห่วย ร้านอาหาร ตลาดสด ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย คือกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการจับจ่ายผ่านระบบคนละครึ่ง เมื่อคนกล้าใช้เงินมากขึ้น ร้านค้าก็มีรายได้เพิ่ม เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ซึ่งสำคัญมากสำหรับภาคอีสานที่เศรษฐกิจพึ่งพาธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังช่วยเร่งการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพราะประชาชนจำนวนมากเริ่มคุ้นเคยกับการใช้แอปพลิเคชัน การจ่ายเงินออนไลน์ และระบบดิจิทัลทางการเงินมากขึ้นฃ แม้จะยังมีข้อจำกัดเรื่องผู้สูงอายุหรือคนที่ใช้แอปไม่เป็นก็ตาม
แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ผลสำรวจยังพบอีกว่า “เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว” อาจไม่เพียงพอ เพราะต้นตอของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างต้นทุนทั้งระบบ คนอีสานจึงเสนอให้รัฐเร่งแก้เรื่องราคาสินค้า พลังงาน และขยายร้านค้าที่เข้าร่วมในชุมชนมากขึ้น รวมถึงลดขั้นตอนการลงทะเบียน ทบทวนสิทธิ์ให้แม่นยำ และช่วยเหลือผู้ที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี
การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานเกี่ยวกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และ “คนละครึ่งพลัส” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23 – 25 พฤษภาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,072 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด
อ้างอิงจาก:
– อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่
https://linktr.ee/isan.insight
#ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #Business #Economy #ธุรกิจ #เศรษฐกิจ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #อีสานโพล #ESaanPoll #บ้านเมือง

