บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานประจำเดือนเมษายน 2569

สงกรานต์ชื่นมื่น
แต่น้ำตาซึม… ข้าวของแพงหูฉี่
คนอีสานกระอักหลังแอ่น

เดือนเมษายนคือช่วงเวลาแห่งเทศกาลสงกรานต์ เมื่อแรงงานที่ไปทำงานต่างถิ่นทยอยเดินทางกลับบ้าน ทำให้เกิดการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่คึกคัก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว 3-5 วันซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจมักขยายตัวมากในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม ปีนี้บรรยากาศกลับเปลี่ยนไป จำนวนผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาในภาคอีสานลดลงจากปีก่อน ขณะที่การบริโภคในแทบทุกหมวดสินค้าชะลอตัวลงเช่นกัน ปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะด้านค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น

แรงกดดันดังกล่าวทำให้หลายครัวเรือนในภาคอีสานเลือกที่จะลดการเดินทางและจำกัดการใช้จ่ายมากขึ้น สะท้อนพฤติกรรมรัดเข็มขัดที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเทศกาลที่เคยเป็นช่วงเวลาแห่งการใช้จ่ายสูงสุดของปี

ความไม่สงบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้กดดันอุปทานปิโตรเลียมในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และส่งผ่านมายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ลุกลามไปตลอดห่วงโซ่อุปทานในหลายภาคส่วน ก่อนสะท้อนออกมาเป็นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยปรับสูงขึ้นตาม

ผลกระทบดังกล่าวตกหนักกับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย ซึ่งมีช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายค่อนข้างจำกัด เมื่อค่าครองชีพขยับสูงขึ้น ความยืดหยุ่นทางการเงินจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด การปรับตัวทำได้ยากขึ้นในขณะที่ภาระหนี้สินยังคงกดทับอยู่เดิม

ข้อจำกัดด้านรายได้ยังทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถวางแผนสำรองหรือตุนสินค้าในช่วงที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำได้ เนื่องจากสภาพคล่องที่มีอยู่อย่างจำกัด สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่ต้นทุนการดำรงชีวิตเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ผลกระทบจากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกันต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งผลต่อค่าครองชีพโดยตรง การเข้ามาช่วงเหลือจากภาครัฐจึงถือเป็นสิ่งที่จะเป็นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหา และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอ่อนๆ

  1. ปัญหาราคาพลังงานปรับตัวขึ้น

– ในระยะสั้น ดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานแบบเฉพาะเจาะจง ในระดับที่จำเป็น เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนกลไกตลาดโลก ควบคู่กับการพิจารณาใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อปรับลดโครงสร้างภาษีน้ำมันที่ซ้ำซ้อนเป็นการชั่วคราว ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนและค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– ในระยะยาว ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นการลดความซ้ำซ้อนของการจัดเก็บภาษีในหลายขั้นตอน เพื่อให้เกิดการปรับลดราคาพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

– ผลักดันนโยบายเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยอนุญาตให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อลดการผูกขาดและกระตุ้นการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในกลไกตลาด ซึ่งจะนำไปสู่การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและสร้างเสถียรภาพด้านราคาพลังงานที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคในระยะยาว

  1. ปัญหาราคาสินค้าและบริการปรับตัวขึ้น

– ในระยะสั้น ยกระดับกลไกการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านเครือข่ายร้านธงฟ้าประชารัฐและแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการรายย่อย ในการร่วมอุดหนุนส่วนลดพิเศษสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (สินค้าควบคุม) เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ โปร่งใส และตรงจุด

– ในระยะยาว ดำเนินการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าทรัพยากรและปัจจัยการผลิตหลักจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงแหล่งเดียว เพื่อยกระดับความมั่นคงทางทรัพยากรของประเทศ ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้พร้อมรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ภาคธุรกิจในอีสานยังเผชิญกับการหดตัวอีกครั้ง จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สร้างแรงกดดันด้านต้นทุนและโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้น การขาดนโยบายเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและระดับประเทศเติบโตช้า สะท้อนผ่านตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ของภูมิภาคอีสานปรับตัวลดลงทั้งคู่ ประกอบกับตัวเลขนิติบุคคลเลิกกิจการที่เพิ่มสูงหากเปรียบเทียบไตรมาสแรกในช่วงเวลาเดียวกับปีที่แล้ว

ธุรกิจในภาคอีสานโดยเฉพาะ SMEs กำลังเผชิญภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากหากเปรียบเทียบดัชนีต้นทุนการผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 5.1% แต่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) กลับปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคไม่ได้หรือได้น้อย ซึ่งมีสาเหตุจากปัญหาเรื้อรังของอีสานอย่าง

  • ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทำให้กำลังซื้อภายในภูมิภาคน้อย ส่งผลต่อความอ่อนไหวต่อราคาของฝั่งผู้บริโภค
  • การแข่งขันที่สูงจากสินค้าทดแทนได้ง่าย จากสินค้าต่างประเทศเช่น จีน เวียดนาม หรือแม้กระทั้งต่างภูมิภาค
  • นโยบายการตรึงราคาจากรัฐบาล ทำให้กำไรของภาคธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง จนบางกิจการทนแบกรับภาระไม่ไหวและต้องปิดตัวลง 

ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวและเดินหน้าแก้ไขไปพร้อมกัน โดยมุ่งเน้นการแก้กำลังซื้อสภาพคล่องในช่วงวิกฤต ณ เวลานี้เป็นหลัก

ข้อเสนอแนะภาคธุรกิจ: 

  • ต้องหนีจากการแข่งขันด้านราคาด้วยการใช้กลยุทธ์ “ย่อไซส์-ปรับแพ็กเกจ” เช่น ลดขนาดสินค้าหรือแบ่งขายให้เล็กลงเพื่อให้ราคาต่อชิ้นดูจับต้องได้ เช่น จับคู่ขายในราคา 79 บาท ซึ่งจะช่วยรักษากำไรไว้ได้โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าของแพงขึ้น
  • ควรนำเสนอ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน” หรือผูกบริการหลังการขายเสริมเข้าไปด้วย เช่น ร้านขายปุ๋ยมีแพ็กเกจแก้ปัญหาดินที่ร้านค้าส่งทีมงานลงพื้นที่ไปตรวจค่าดินให้ฟรี เพื่อสร้างความแตกต่างและสู้กับสินค้าจีนที่โดดเด่นเรื่องราคา

ข้อเสนอแนะภาครัฐ:

  • ควรปลดล็อกเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ (Soft Loans) โดยเปลี่ยนมาใช้ “เครดิตสกอร์ริ่งแบบใหม่” เช่น การประเมินจากประวัติยอดโอนเงินผ่านระบบ PromptPay หรือแอปเป๋าตัง แทนการใช้สเตตเมนต์ธนาคารแบบดั้งเดิม วิธีนี้จะช่วยให้ร้านค้ารายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ทันที ตรงจุด และไม่เป็นการกีดกัน SMEs ที่ไม่มีบัญชีธุรกิจออกไปจากระบบ
  • รัฐควรมอบเงินอุดหนุนแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ส่วนลดค่าไฟและน้ำมันดีเซล ให้กับ SMEs ที่ขึ้นทะเบียนและยอมตรึงราคาสินค้า เพื่อเป็นกันชนไม่ให้ธุรกิจต้องรับภาระจนขาดทุน

วิกฤตเศรษฐกิจของไทยในอดีต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (ซับไพรม์) โควิด-19 หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครน มักส่งผลกระทบในวงกว้าง แต่โดยส่วนใหญ่จะกระทบเด่นชัดในเพียงบางมิติของเศรษฐกิจเป็นหลัก

แม้วิกฤตต้มยำกุ้งจะมีความรุนแรงสูง แต่ต้นตอไม่ได้มาจากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต หรือภาวะ Cost-Push ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Stagflation ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ควบคู่กับเงินเฟ้อสูงและการว่างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ซับซ้อน เนื่องจากการแก้ปัญหาเงินเฟ้อกับการกระตุ้นเศรษฐกิจมักต้องแลกกันในลักษณะได้อย่างเสียอย่าง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะแตกต่างออกไป ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ส่งผลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ เมื่อแรงกดดันด้านต้นทุนนี้เข้ามาซ้อนทับกับเศรษฐกิจในประเทศและตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง จึงเริ่มปรากฏสัญญาณของความเสี่ยงต่อการก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation มากขึ้น

ภาพรวมจึงไม่ใช่เพียงแค่การชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่เป็นการชะลอที่มาพร้อมแรงกดดันด้านราคา ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น

เศรษฐกิจภาคอีสานกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัจจัยภายในจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แม้อัตราเงินเฟ้อในภาคอีสานจะขยายตัวชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแรงกระแทกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางในระยะหลัง ยิ่งทำให้ราคาสินค้าและบริการหลายหมวดปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวยังไม่เข้าข่าย Stagflation เนื่องจากตลาดแรงงานในภาคอีสานยังคงมีสัญญาณเชิงบวก โดยอัตราการว่างงานปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไม่หดตัวรุนแรง

ภาพรวมจึงเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งแม้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็เป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันสะสมจนกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ท่ามกลางภาวะชะลอตัวและแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่รอบด้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาครัฐมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น ‘ผู้ให้ความช่วยเหลือระยะสั้น’ สู่การเป็น ‘ผู้วางรากฐานเชิงโครงสร้าง’ โดยมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การผลิตปัจจัยทางการเกษตรระดับชุมชนเพื่อทดแทนการนำเข้า ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น พลังงานและเหมืองแร่โพแทช ภายใต้ข้อกำหนดที่ผูกพันการจ้างงานในพื้นที่อย่างชัดเจน มาตรการเหล่านี้จะช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายในภูมิภาค และป้องกันภาวะทุนไหลออกได้อย่างยั่งยืน

  1. ปัญหาเศรษฐกิจอีสานโตต่ำ อัตราการว่างงานยังคงมีอยู่

– ผลักดันมาตรการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ภูมิภาคอีสานมีศักยภาพแต่ยังขาดการต่อยอด โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยจากแหล่งแร่โพแทชเพื่อทดแทนการนำเข้าปัจจัยการผลิต และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่สอดคล้องกับฐานทรัพยากรในพื้นที่ ทั้งนี้ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือการลงทุน ต้องดำเนินการควบคู่กับข้อกำหนดที่ผูกพันการจ้างงานและการถ่ายทอดทักษะสู่แรงงานท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวม และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมภายในภูมิภาค

  1. ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคที่ยังคงสูง

– รัฐควรยกเลิกหรือลดแนวทางการอุดหนุนการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าเกษตรแบบเดิม เปลี่ยนเม็ดเงินเหล่านั้นมาเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและให้ทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในภาคอีสาน เพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตปัจจัยทางการเกษตรขึ้นมาใช้ได้เอง เช่น การสนับสนุนให้ชุมชนนำพืชผลการเกษตรที่ราคาตกต่ำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ หรือการสนับสนุนให้เกิดการขยายสเกลการผลิตปุ๋ยชีวภาพระดับชุมชน เพื่อช่วยกดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างชาติ สกัดกั้นไม่ให้เงินไหลออกจากชุมชน


คณะผู้จัดทำ

ที่ปรึกษาโครงการ

  • ผศ.ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์

นักวิเคราะห์

  • นาย ธนสาร อิทธิสัมพันธ์
  • นาย ธนบดี สายสินธุ์

นักออกแบบกราฟฟิค

  • นางสาว อรัชณีกร บุญวิเศษ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top