พระอารามหลวง หรือที่เรียกกันติดปากว่า วัดหลวง คือศาสนสถานที่มีความสำคัญยิ่งในประเทศไทย ไม่เพียงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมาแต่โบราณ
โดยนิยามแล้ว พระอารามหลวงหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้างหรือทรงบูรณปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ รวมถึงวัดที่ผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นวัดหลวง ตลอดจนวัดราษฎร์ที่มีความงดงาม ทรงคุณค่าทางศิลปกรรมหรือประวัติศาสตร์ จนได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเพื่อรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถานะดังกล่าวทำให้วัดได้รับการดูแลเป็นพิเศษและมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีและรัฐพิธีของบ้านเมือง
การแบ่งลำดับชั้นพระอารามหลวง
เดิมทีในสมัยโบราณยังไม่มีการจัดระบบชั้นอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2458 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบและแบ่งลำดับชั้นพระอารามหลวงออกเป็น 3 ชั้น เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและงานพระราชพิธีต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
ชั้นสูงสุดคือ พระอารามหลวงชั้นเอก ซึ่งมักเป็นวัดประจำรัชกาล วัดที่มีเจดียสถานสำคัญเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ หรือเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระบรมสารีริกธาตุคู่บ้านคู่เมือง ถัดมาคือ พระอารามหลวงชั้นโท ซึ่งมักเป็นวัดที่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ทรงสร้าง หรือมีศิลปกรรมล้ำค่าเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ชาติ และชั้นสุดท้ายคือ พระอารามหลวงชั้นตรี ซึ่งพบกระจายอยู่มากที่สุดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นวัดศูนย์รวมจิตใจในระดับภูมิภาคหรือระดับจังหวัดที่ได้รับการยกฐานะขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ชุมชน
นอกจากลำดับชั้น ในแต่ละชั้นยังมีระดับย่อยที่เรียกว่า “ชนิด” โดยสังเกตได้จาก “สร้อยนาม” ต่อท้ายชื่อวัด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับศักดิ์ของวัดนั้น คำว่า “ราช” บ่งถึงความเป็นของหลวง คำว่า “มหา” บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของศาสนสถาน และคำว่า “วร” แปลว่าประเสริฐเลิศล้ำ เมื่อนำมาร้อยเรียงกันเป็น “ราชวรมหาวิหาร” หรือ “วรวิหาร” ก็เป็นการประกาศศักดิ์ของวัดให้ปรากฏชัด โดยคำว่า “ราชวร” ในสร้อยนามสื่อถึงพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี หรือสมเด็จพระยุพราชทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ ส่วนคำว่า “วร” หมายถึงพระอารามที่ทรงสถาปนาพระราชทานเป็นเกียรติยศ หรือวัดราษฎร์ที่ทรงรับไว้เป็นวัดหลวงเพื่อยกเกียรติยศ วัดในชั้นตรีบางแห่งที่จัดอยู่ในชนิดสามัญอาจไม่มีสร้อยนามต่อท้ายเลย แต่ก็ยังคงศักดิ์และสิทธิ์ของการเป็นพระอารามหลวงอย่างสมบูรณ์
ในปัจจุบัน พระอารามหลวงที่มีฐานะสูงสุดคือชั้นเอกพิเศษ (เอกอุ) ชนิดราชวรมหาวิหาร มีเพียง 6 วัดทั่วประเทศ ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดอรุณราชวราราม ในกรุงเทพฯ รวมถึงวัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และวัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี
เกณฑ์การยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง
การขอยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐาน 9 ประการ เช่น วัดต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี มีพระสงฆ์จำพรรษาตั้งแต่ 20 รูปขึ้นไปติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี มีเสนาสนะที่มั่นคงถาวร มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมของทางราชการ รวมถึงมีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมที่มีผลสัมฤทธิ์ต่อเนื่อง เมื่อวัดได้รับฐานะเป็นพระอารามหลวงแล้ว เจ้าอาวาสจะได้รับ “นิตยภัต” หรือเงินอุดหนุนการปฏิบัติศาสนกิจตามระดับชั้นสมณศักดิ์และชั้นของวัด
พระอารามหลวงกับพระราชประเพณี
พระอารามหลวงยังมีความเกี่ยวเนื่องกับพระราชประเพณีสำคัญอย่างการทอดกฐิน โดยวัดหลวงระดับสำคัญ 16 แห่งจะได้รับการสงวนไว้เป็น “กฐินหลวง” ที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จฯ ไปถวายด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์นำไปถวาย ส่วนพระอารามหลวงอื่น ๆ จะเปิดโอกาสให้ส่วนราชการหรือบุคคลทั่วไปขอรับผ้าพระกฐินจากหลวงไปถวาย เรียกว่า “กฐินพระราชทาน” นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมวัดประจำรัชกาล ซึ่งมักเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงมีความผูกพันเป็นพิเศษ และมักมีการอัญเชิญพระบรมราชสรีรังคารไปประดิษฐานไว้ที่ฐานพระประธานเมื่อเสด็จสวรรคต เช่น วัดพระเชตุพนฯ ประจำรัชกาลที่ 1 และวัดอรุณฯ ประจำรัชกาลที่ 2
พระอารามหลวงในภาคอีสาน
ภาคอีสาน นับเป็นภูมิภาคที่มีพระอารามหลวงกระจายอยู่ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัด รวมทั้งสิ้น 34 วัด ใน 19 จังหวัด จังหวัดที่มีพระอารามหลวงมากที่สุดคือนครราชสีมาซึ่งมีถึง 5 วัด ตามมาด้วยขอนแก่น อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด จังหวัดละ 3 วัด
วัดที่โดดเด่นและมีฐานะสูงสุดในภาคอีสานคือ วัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งตระหง่านเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของชาวไทยและผู้คนริมสองฝั่งโขงมาช้านาน ถัดมาคือ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร (พระธาตุเชิงชุม) จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ส่วนที่เหลืออีก 32 วัด ล้วนเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจและพิธีกรรมของชุมชนท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด

